25 กุมภาพันธ์ 2564

นาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่สตูดิโอแห่งนี้ เรารู้สึกอึ้งและทึ่งกับพรสวรรค์ของสองพี่น้องคู่นี้มาก

นี่พวกเขาไม่ได้มากันเล่นๆ แล้วนะ

ทุกพื้นที่ของบ้านเต็มไปด้วยงานศิลปะซึ่งดูแล้วไม่เหมือนฝีมือเด็กวาดเลย เพราะดูเป็นมืออาชีพ กวาดสายตาดูคร่าวๆ น่าจะมีนับร้อยภาพ ถัดกันมีมุมเขียนภาพ และมีหอศิลป์ของตัวเองแบบจริงจัง 

เมื่อเราได้มาพูดคุยกับน้องๆ ก็ยิ่งประทับใจ และไม่แปลกใจเลยว่าทำไมศิลปินแห่งชาติ คนดังระดับท็อปของเมืองไทย อย่าง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ถึงได้รับน้องๆ เป็นลูกศิษย์ตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ขวบ

ก่อนหน้านี้ เรารู้จักอามานี่และดาเนียลผ่านการชมรายการ SUPER 10 อัจฉริยะพันธุ์จิ๋ว ที่คัดเลือกเด็กผู้มีความสามารถด้านต่างๆ มาโชว์พรสวรรค์กันในรายการ ดูทั้ง 2 เทปของศิลปินพี่น้องคู่นี้ก็ว่าพวกเขาไม่ธรรมดา อนาคตว่าที่ศิลปินระดับประเทศแน่นอน

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

อามานี่-วชิรวิทย์ และ ดาเนียล-อชิรวิทย์ สามารถ เป็นชาวจังหวัดภูเก็ตโดยกำเนิด สองหนุ่มน้อยของครอบครัวมีคุณพ่อคุณแม่คอยสนับสนุนให้ได้ทำสิ่งที่รัก นั่นก็คือการเขียนภาพ เป้าหมายการทำงานศิลปะของทั้งคู่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว เขามุ่งมั่นเกินเด็กวัยเดียวกัน คิดทำศิลปะเพื่อช่วยเหลือสังคมด้วย 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พี่น้องคู่นี้ โดยเฉพาะอามานี่ พี่ชาย ได้วาดภาพไปประมูล นำเงินที่ได้ไปช่วยเหลือผู้คนในโครงการต่างๆ มากมาย รวมถึงนำเงินไปมอบเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์อยู่เสมอ ปัจจุบัน อามานี่อายุ 15 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.3 โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ เป็นที่รู้จักจากการเขียนภาพลายไทยฝีมือเกินเด็ก เขากวาดรางวัลเกียรติยศมากเวทีจนเกินนับนิ้วถ้วน รวมถึงรางวัล CEO Awards โครงการศิลปกรรมช้างเผือกของไทยเบฟเวอเรจ และรางวัลเหรียญทองแดง ประเภทศิลปินใหม่หรือสมัครเล่น จากการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ประจำ พ.ศ. 2561 

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

นอกจากนี้ อามานี่ยังมีโอกาสได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานถ้วยรางวัลจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากการสร้างสรรค์ผลงาน ‘พระราชาของเด็ก 10 ขวบ’ ศิลปินเยาว์วัยคนนี้ได้ทุ่มเทเวลากว่า 1 เดือนในถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านมือและหัวใจที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี 

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

และเขาเคยเป็นตัวแทนศิลปินไทยไปโชว์ความสามารถในหลายประเทศ อาทิ ศิลปินเด็กคนเดียวที่ได้เดินทางไปวาดภาพลายไทยโชว์ที่เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีน ครั้งนั้นอามานี่มีโอกาสพบปะพูดคุยกับศิลปินจีนชั้นครูหลายท่านที่ให้คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการเทคนิคเขียนภาพต่างๆ และอีกครั้ง ได้นำผลงานไปจัดแสดงใน Tokyo Metropolitan Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญทองจาก World Congress of Culture กลับมาด้วย

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ไม่เพียงแค่เป็นจิตรกรเด็กฝีมือชั้นครู อามานี่เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องชายคนเดียวอย่างดาเนียลหันมาสนใจศิลปะ ที่มากฝีมือตามรอยพี่ชายมาติดๆ เรียกว่าเป็นลูกไม้ใต้ต้นของพี่ชายเลยก็ว่าได้ ดาเนียลค้นพบแนวทางการเขียนรูปของตนเอง เป็นการวาดภาพเหมือนบุคคล (Portrait) ด้วยลายเส้นดรออิ้งที่มีพลังและมีชีวิตชีวา ปัจจุบันดาเนียลอายุ 13 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.1 โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวกันกับพี่ชาย

นี่คือเรื่องราวข้างหลังภาพของพวกเขาทั้งสอง

เด็กอนุบาลในโลกศิลปะ

อามานี่ เริ่มสนใจการเขียนรูปตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ ขณะนั้นเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2 แทนที่เด็กน้อยจะวาดรูปบ้าน ต้นไม้ ทะเล ภูเขา หรือสิงสาราสัตว์ทั่วไป เขากลับเลือกวาดรูปสัตว์ในตำนานอย่างพญานาคที่ผูกพันกับความเชื่อของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา

พญานาคตัวแรกที่เด็กชายวาด มีต้นแบบมาจากภาพที่ค้นเจอในร้านขายของที่ระลึกของพ่อกับแม่ ทันทีที่เห็นว่าที่ศิลปินก็ขอกระดาษมาลองวาด เขาว่าหลังจากวันนั้นก็ไม่เคยหยุดเขียนรูปอีกเลย

วัยเด็กของอามานี่แตกต่างไปจากเพื่อนวัยเดียวกัน ที่เวลาส่วนใหญ่มักหมดไปกับการวิ่งเล่นสนุกสนานตามประสา เขาสนใจการเขียนรูปอย่างจริงจัง มักนั่งเขียนรูปโดยหยิบสิ่งต่างๆ รอบตัวในชีวิตประจำวันมาเป็นแบบ เช่น รูปปั้นหรือภาพลายไทยจากร้านขายของที่ระลึก 

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์
อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

เมื่อพ่อแม่ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการเขียนรูปของลูกชาย จึงตัดสินใจพาไปเรียนกับครูสอนศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ในครั้งนั้นดูเหมือนจะไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของอามานี่ จึงเลิกเรียนศิลปะในชั้นเรียน แล้วหันมาฝึกเขียนรูป ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ฝึกเขียนรูปจากหนังสือศิลปะ รวมทั้งอาศัยสื่อสมัยใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตและ YouTube เป็นอาจารย์ ส่วนครูอีกคนคือการได้ไปชมนิทรรศการศิลปะต่างๆ ทำให้เขาได้เห็นตัวอย่างผลงานดีๆ และได้พูดคุยขอคำแนะนำจากศิลปินผู้สร้างผลงานด้วย

“ช่อง YouTube ที่ผมดูมีทั้งของไทยและต่างชาติตามความสนใจ ตอนนั้นผมชอบศึกษาเรื่อง รามเกียรติ์ ครับ ผมสนใจเรื่องการเขียนลายไทย เพื่ออนุรักษ์ความเป็นไทยด้วยครับ” จิตรกรผู้พี่เริ่มต้นเล่า

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

เมื่อเห็นแบบอย่างจากอามานี่ผู้ตั้งใจฝึกเขียนรูปเป็นประจำทุกวัน ดาเนียล น้องชายผู้ไม่เคยสนใจศิลปะมาก่อน จึงนึกอยากวาดรูปบ้าง 

“รูปแรกที่วาดเป็นดอกไม้ แต่ตอนนั้นวาดไม่สวยเท่าไหร่ เลยฝึกมาเรื่อยๆ ดูจากหนังสือ จาก YouTube แล้วพี่อามานี่ก็คอยสอน แต่ผมไม่วาดลายไทยแบบพี่ เพราะอยากวาดอะไรที่แตกต่างกันไปเลย ผมชอบวาด Portrait เพราะจะได้ฝึกเรื่องแสงและเงา รวมถึงเรื่องสัดส่วนกายวิภาคด้วยครับ” ศิลปินผู้น้องเล่าต่อ

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

“พอน้องอยากวาดรูป วิธีการสอนของผมคือปล่อยให้น้องฝึกเขียนรูปไปเรื่อยๆ เขียนให้เยอะ เอาตามแนวที่เขาชอบเลย น้องเขาชอบดรออิ้ง ผมก็ช่วยสอนเทคนิคต่างๆ ให้น้องบ้าง วิจารณ์งานน้องบ้าง แนะนำให้เขาศึกษาจากหนังสือศิลปะเยอะๆ” อามานี่เสริม

ลางเนื้อชอบลางยา

อามานี่ผู้สนใจวาดภาพลายไทยมาโดยตลอด เขาคิดสร้างเอกลักษณ์ให้เป็นที่จดจำ 

“ผมชอบเขียนภาพลายไทยโดยใช้พื้นเป็นสีทองและถมดำ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากจิตรกรรมฝาผนังเก่าๆ ผมรู้สึกว่ามีเสน่ห์มาก และอยากอนุรักษ์ความเป็นไทยไว้ด้วยครับ” เขาเล่าถึงภาพที่ตัดสินใจใช้เป็นลายเซ็น ก่อนเล่าเรื่องเทคนิคที่ใช้ต่อ

เด็กชายเริ่มฝึกเขียนรูปจากเทคนิคพื้นฐาน คือดินสอ สีไม้ และปากกา ก่อนเพิ่มทักษะด้วยการใช้เทคนิคที่ยากขึ้น คือสีอะคริลิกและสีน้ำมัน

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

“ตอนที่ผมฝึกเขียนสีน้ำมันก็รู้สึกท้อนะครับ ผมยังไม่รู้เทคนิคที่ถูกต้อง เลยนึกว่ามันจะแห้งไวเหมือนสีอะคริลิก แต่ไม่ใช่ แสงเงาก็ไม่ได้ นั่งเขียนรูปอยู่รูปหนึ่งจนเกือบเช้า แล้วก็ทำบ้านเลอะเต็มไปหมดเลย แต่โชคดีที่หลังจากนั้นมีโอกาสเจอศิลปิน ครูบาอาจารย์หลายๆ ท่านซึ่งพวกเขาได้แนะนำเทคนิคต่างๆ ให้ ผมจึงนำกลับมาฝึกฝนด้วยตนเอง และทำได้ในที่สุด

“ตอนนี้ผมกำลังฝึกวาดดรออิ้งให้เยอะขึ้น ฝึกวาดพวกกล้ามเนื้อ กายวิภาค อย่างภาพที่กำลังวาดอยู่นี้ผมก็ฝึกวาดภาพของ มีเกลันเจโล (Michelangelo) ครับ แล้วผมก็สนใจศึกษางานของ ปิกัสโซ่ (Picasso) และ ซัลบาโด ดาลี (Salvador Dali) ครับ” อามานี่เล่า ในขณะที่มือรังสรรงานไปด้วย

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ส่วนดาเนียลผู้โฟกัสที่การเขียนภาพเหมือนบุคคล เขาหลงใหลในความมีชีวิตชีวา การแสดงอารมณ์ ความรู้สึกทางสีหน้าของผู้คนในอิริยาบถต่างๆ ดาเนียลมีความมุ่งมั่น อดทน และพยายามเรียนรู้วิธีการสร้างผลงานศิลปะในสไตล์ของตัวเอง 

“สิ่งที่ผมยังทำไม่ได้ผมจะไม่ยอมแพ้ครับ เช่น ถ้ายังวาดรูปดวงตาไม่ได้ ผมก็จะวาดมันอยู่อย่างนั้น เป็นร้อยๆ เป็นพันๆ ครั้ง จนกว่าจะวาดได้คล่องและได้สัดส่วนที่ลงตัว จากนั้นถึงจะหัดวาดส่วนอื่นๆ อย่างเช่นจมูกและปาก

“ผมชอบศึกษาวิธีการเขียนรูปจากผลงานมาสเตอร์พีซของศิลปินชั้นครูอย่าง เลโอดาร์โน ดา วินชี (Leonardo Da Vinci) และมีเกลันเจโลด้วยครับ นอกจากนี้ผมก็อยากลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ อย่างการเขียนภาพวิวทิวทัศน์ เขียนธรรมชาติครับ” เขากล่าวด้วยวาจาฉะฉาน พร้อมแววตามุ่งมั่น

ลูกศิษย์อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

อย่างที่ทราบกันดีว่าศิลปินแห่งชาติอย่าง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ไม่ได้รับใครเป็นลูกศิษย์ง่ายๆ หากไม่ได้มีความเพียรพยายามและมีความสามารถโดดเด่นจริงๆ

ตั้งแต่เริ่มเขียนรูป อาจารย์เฉลิมชัยเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้อามานี่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นไทยมาตลอด โดยศิลปินตัวน้อยทุ่มเทฝึกฝนการเขียนรูปอย่างหนักเป็นระยะเวลาหลายปี ในที่สุดความพยายามก็สำเร็จ อาจารย์เฉลิมชัยได้เห็นผลงานของน้องอามานี่ที่ขณะนั้นอายุเพียง 9 ขวบ เป็นภาพเกี่ยวกับ รามเกียรติ์ อาจารย์ประทับใจในความเพียรพยายามของเด็กชาย จึงได้เชื้อเชิญอามานี่และครอบครัวให้ไปพบที่วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย และยอมรับเป็นลูกศิษย์

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ในวันที่ได้พบ อาจารย์เฉลิมชัยชมเชยในฝีมือ พร้อมทั้งสอนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเขียนรูป อามานี่เล่าให้เราฟังว่าเขาตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับทั้งคืน

“ดีใจมากที่จะได้เจอท่าน ผมชอบทุกผลงานของท่านที่นำลายไทยกับความเป็นสมัยใหม่มาผสมกัน และท่านก็ยังเมตตาสอนผมในหลายๆ เรื่อง ทั้งเทคนิคการใช้แสงเงาเพิ่ม น้ำหนักของภาพ และสอนให้ผมฝึกดรออิ้งให้มากๆ รวมถึงสอนให้ผมเป็นคนดี รู้จักแบ่งปัน ที่ผมนำผลงานตัวเองออกไปประมูลนำเงินไปช่วยเหลือคนที่กำลังลำบาก ส่วนหนึ่งก็มาจากคำสอนของท่านด้วยนะครับ”

ทางด้านอาจารย์เฉลิมชัย เคยกล่าวชื่นชมและให้สัมภาษณ์ถึงน้องอามานี่ไว้ว่า 

“สุดยอดแล้ว ลูกศิษย์ตัวน้อยผม เดี๋ยวนี้เขาเก่งมาก เขียนรูปได้ขนาดนี้ เป็นเด็กที่คิดใหญ่ นี่คือคนที่เป็นอนาคตของชาติบ้านเมือง ตอนนี้อามานี่ทรงพลังมากอยู่แล้ว ทั้งเส้น อิสรภาพ และความคิดของเขา เด็กคนนี้เขียนรูปโดยไม่ได้ถูกบังคับมันมาจากหัวใจของเขา 

“เขาเหมือนผมเมื่อเด็กจริงๆ ไม่คิดว่าจะมีเด็กอย่างนี้เกิดขึ้น มีความทุ่มเท ขนาดที่ผู้ใหญ่ยังทำไม่ได้แบบนี้เลย ผมภูมิใจมาก และบอกให้เขาคิดให้ใหญ่เกินตัวเข้าไว้ เพราะมนุษย์มีพลัง ไม่เกี่ยวกับขนาดตัวและวัย ถ้าใจใหญ่ เสกอะไรก็ได้ ผมขอให้เขาได้พัฒนาการวาดภาพต่อไปอย่างไม่ทอดทิ้งเพื่อให้บ้านเมืองมีศิลปินที่ยิ่งใหญ่ โดยอาจจะยิ่งใหญ่กว่าผมเสียอีก”

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ไม่ใช่แค่อามานี่ น้องดาเนียลที่เจริญตามรอยพี่ชายมาติดๆ ก็ได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เฉลิมชัยเช่นกัน โดยปัจจุบัน อาจารย์ยังคงให้การบ้านเพื่อให้ทั้งสองได้ฝึกฝนและพัฒนาฝีมือ อีกทั้งอาจารย์ยังให้คำแนะนำในการเขียนรูปอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ

เมื่อศิลปะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่มีเป้าหมายเพื่อช่วยสังคม

ครั้งที่อามานี่ยังเป็นเด็กเล็กๆ อายุเพียง 4 – 5 ขวบ เขาเคยป่วยหนักเป็นโรคอีสุกอีใสหลบใน ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่เป็นเดือน ครอบครัวหมดค่ารักษาไปนับล้านบาท เพื่อให้เขาให้หายกลับมามีชีวิตปกติได้อีกครั้ง ระหว่างที่รักษาตัว เขาได้มองไปรอบๆ เห็นเด็กป่วยหนักอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนใจ และยังคงจำความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี อามานี่จึงมีความตั้งใจจะช่วยเหลือผู้อื่น จนในที่สุดเขาได้เริ่มทำฝันให้เป็นจริงขึ้นมา

“ตอนอายุเจ็ดขวบ ผมไปถนนคนเดิน จังหวัดภูเก็ตครับ ไปวาดรูปโชว์ แล้วตั้งกล่องไว้ให้ใส่เงิน ผมนำเงินนั้นไปบริจาคที่โรงพยาบาลและซื้ออุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ ผมทำมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้นำผลงานไปประมูล ได้เงินไปช่วยเหลือโครงการอื่นๆ มากพอสมควรเลยครับ และผมก็จะทำต่อไป”

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์
อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

จากวันแรกจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 8 ปีแล้วที่อามานี่ใช้พรสวรรค์ทางด้านศิลปะของตนเองมาทำประโยชน์ให้กับสังคม ภาพวาดที่นำออกประมูลแต่ละครั้ง ได้เงินบริจาคไปนับแสนบาท นอกจากช่วยเหลือผู้ป่วยตามโรงพยาบาล ซื้ออุปกรณ์การแพทย์ แล้วเขายังนำไปช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารตามจังหวัดต่างๆ รวมถึงมอบเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาเด็กที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือเด็กที่มีสภาพร่างกายไม่พร้อม โดยส่วนมากจะเน้นไปที่กลุ่มเด็ก เพราะเป็นความตั้งใจตั้งแต่ตอนที่ป่วยหนัก ด้วยอยากเห็นเด็กเหล่านั้นแข็งแรงและมีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง

ดาเนียลเองก็มีความมุ่งมั่นที่จะใช้ศิลปะเพื่อช่วยเหลือผู้คนไม่แพ้พี่ชาย และตั้งใจทำมันอย่างดีที่สุดเช่นกัน

“เป้าหมายในชีวิตผมคือการเป็นศิลปิน และผมอยากใช้ศิลปะเพื่อช่วยเหลือคนอื่นแบบที่พี่ทำ ตอนนี้รายได้จากผลงานบางส่วนของผมก็นำไปช่วยคนด้วยเหมือนกันครับ”

ความฝันในการสร้างหอศิลป์

พี่น้องศิลปินคู่นี้ไม่ได้ตั้งใจทำงานศิลปะเพื่อตอบสนองความสุข และความพึงพอใจของตนเองเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดหมายปลายทางที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการใช้ศิลปะเป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อช่วยเหลือสังคมด้วย

ที่จังหวัดภูเก็ตไม่ค่อยมีหอศิลป์สำหรับแสดงงานศิลปะ อามานี่จึงอยากสร้างหอศิลป์ขึ้นมา โดยแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งในบริเวณบ้านและสตูดิโอทำงานของเขา 

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

หอศิลป์ที่ว่า ตั้งใจให้ได้มาตรฐานเพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น มากว่าการเป็นสถานที่แสดงงานของพวกเขา

“ผมอยากให้เป็นพื้นที่กลางสำหรับจัดนิทรรศการศิลปะหมุนเวียนของศิลปินคนอื่นๆ ในอนาคต แล้วตั้งใจให้เป็นที่เรียนรู้ศิลปะเด็กด้วยครับ ที่นี่จะมีเฟรมเตรียมให้ แต่น้องๆ ต้องเตรียมสีมาเอง มาเขียนรูปด้วย ผมอยากสอนน้องๆ เขียนรูป

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์
อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

“อีกอย่างหนึ่งคือภูเก็ตไม่ค่อยมีหอศิลป์ ผมมีความฝันว่าอยากทำหอศิลป์เพื่อให้เป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตด้วยครับ” การมองการณ์ไกลของศิลปินวัยเยา ทำเราตื้นตันใจแทนวงการศิลปะเป็นที่สุด

ส่งต่อแรงบันดาลใจจากครอบครัวสามารถ

นอกจากใจรัก แรงสนับสนุนจากครอบครัวมีส่วนสำคัญที่ทำให้อามานี่และดาเนียลเป็นศิลปินเด็กที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย คุณพ่อ มานะ สามารถ คือผู้ผลักดันลูกๆ อยู่เบื้องหลัง เราจึงอยากชวนเขามาแชร์ไอเดียสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากส่งเสริมให้ลูกมีความสามารถพิเศษในด้านต่างๆ ซึ่งข้อแรก คุณพ่อบอกว่าไม่อยากให้ผู้ปกครองนำความคิดของตัวเองใส่ลงไปในตัวเด็ก

“บางครั้งอยากให้ลูกเป็นนั่นเป็นนี่ แต่ไม่เคยถามลูกว่าเขาชอบสิ่งที่พ่อแม่ยัดเยียดให้หรือเปล่า อยากให้สังเกตและปรึกษาลูกว่าจริงๆ แล้วเขาชอบอะไร แล้วจึงสนับสนุนในสิ่งที่นั้น อย่างอามานี่เขาอยากวาดรูป เขาก็มาบอก ก่อนหน้านี้พ่อกับแม่ก็ให้เขาลองหลายอย่าง ทั้งเล่นเปียโน ตีกลอง แต่เขาบอกว่าไม่ใช่ เราก็ไม่บังคับ ดาเนียลก็เช่นกัน เราไม่เคยบอกให้เขาต้องวาดรูปตามพี่ จนมาวันหนึ่งอยากเขียนรูปขึ้นมาเอง”

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ส่วนน้องๆ ที่อยากมีความสามารถพิเศษหรืออยากวาดรูปบ้าง คุณครูหนุ่มน้อยได้แนะนำเช่นเดียวกันว่าให้ค้นหาสิ่งที่ชอบก่อนและฝึกฝน

“ถ้าชอบวาดรูปก็ควรจจะฝึกวาดไปเรื่อยๆ ให้ลองใช้สีเลยครับ ลองให้เขามีความคิดเป็นของตัวเอง มีจินตนาการ ไม่ต้องไปกำหนดกรอบอะไรเลยครับ”

ศิลปินรุ่นเยาว์ผู้มีพรสวรรค์และพรแสวง พัฒนาตัวเองอย่างไม่มีวันหยุดทิ้งท้าย

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ติดตามผลงานของทั้งคู่ได้ที่ Facebook : Armani Wachirawit Samart

Writer

พิมพ์ปวีณ สุนทรธรรมรัต

Curator อิสระ/Art Dealer และนักเขียนที่รักงานศิลปะเป็นชีวิตจิตใจ ปัจจุบันเธอยังคงทำงานอยู่ในแวดวงศิลปะทั้งไฟน์อาร์ตและสตรีตอาร์ต

Photographer

อธิวัฒน์ สุขคุ้ม

เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ ทำเพจรีวิวชื่อ ‘วาดแสง’ ชอบในการท่องเที่ยว เขา ทะเล ถ่ายภาพ กล้องฟิล์ม แคมปิ้ง รักอิสระ เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

“คงแถว ๆ นี้แหละ…”

เราพึมพำกันมาตลอดทาง เพราะยังคงขับวนไปวนมาไม่ถึงที่หมายเสียที กว่าจะพบว่าหลงจากหมุดไปเสียไกลเวลาก็ล่วงเลยนัดไปกว่าครึ่งชั่วโมง หวั่นใจว่าต้นเรื่องของเราวันนี้จะขุ่นเคือง เพราะเธอไม่เคยเปิดบ้านให้สื่อไหนเยี่ยมชมมาก่อน อีกทั้งวันที่นัดพบกัน ยังเป็นช่วงของการจัด BIG HUG นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ของเธออีกต่างหาก

เสียงจากปลายสายคอยบอกทางจนถึงที่หมาย ก่อน ออย-คนธรัตน์ เตชะไตรศร เจ้าของเสียง เจ้าของแบรนด์ give.me.museums และเจ้าของบ้าน จะปรากฏกายต้อนรับด้วยชุดเดรสสีแดงน่ารัก ยิ้มแย้ม จนอดรู้สึกผิดไม่ได้ 

เพียงเดินเข้ามาก็จะเจอกับสตูดิโอส่วนตัวของเธอ ขนาดกำลังพอดีให้เธอได้นอนกลิ้งเวลาคิดงานไม่ออก พร้อมกับผลงานหลายชิ้นที่เคยเห็นผ่านตามาแล้วบ้างบนอินเทอร์เน็ต แต่บริเวณชั้นสองต่างหากที่ความฝันของเธอถือกำเนิด และดอกไม้ดอกแรกในสวนได้ถูกวาดขึ้น

ออยเปิดกรุผลงานวัยเยาว์ของตัวเองตลอดการพูดคุย พร้อมความทรงจำมากมายที่พรั่งพรูออกมาจากลิ้นชัก ไม่แปลกใจว่าทำไมเธอถึงได้กลายเป็นศิลปินที่มีความสดใสเป็นเอกลักษณ์ เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น มั่นใจ พร้อมประกายในแววตาที่พาให้รู้สึกเต็มตื้นตามไปด้วย 

“ออยวาดรูปเป็น ก่อนอ่านหนังสือเป็นซะอีก”

เรานั่งฟังติดขอบจอ ประหนึ่งฟังนิทานเรื่องการเดินทางของเด็กหญิงช่างฝัน

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

Blooming Home

“ตอนเด็ก ๆ อ่านหนังสือช้า ประถมก็ยังอ่านไม่ออก” เธอเล่าต่อ “เขาเริ่มเห็นเราเขียนกำแพง” ส่วนเขาที่ว่าคือพ่อและแม่

หากใครมีโอกาสได้เยี่ยมชม Blooming Home นิทรรศการแรกในชีวิตของเธอก็จะพบกับผนังโล่ง ๆ ให้ทุกคนวาดเล่นได้อย่างอิสระ เพราะเธอเองก็ใช้มือเล็็ก ๆ สร้างจิตรกรรมฝาผนังบ้าน โดยมีครอบครัวให้การสนับสนุนเช่นกัน 

ห้องของออยประดับประดาไปด้วยผลงานหลากหลายช่วงวัย แบบที่ถ้าถามถึงวัยไหน เธอก็รื้อค้นจนเจอได้ ต่อไปนี้จึงเป็นช่วงของการเปิดกรุของเก่าที่เจ้าของเฝ้าเก็บมันเป็นอย่างดี ทั้งสมุดวาดรูปด้วยสีไม้ สีเทียน ปากกาเมจิก คนบ้าง ทิวทัศน์บ้าง เรื่องเล่าในจินตนาการบ้าง นอกจากลายเส้นพิลึกกึกกือและสีสันซีดเซียวที่เคยจัดจ้าน จะบอกได้ว่ามันถูกวาดมานานแค่ไหน อีกอย่างที่บอกได้คงเป็นลายเซ็นของท่านศิลปินใหญ่ที่เขียนชื่อตัวเองกลับหัวกลับหาง ตามประสาเด็กอ่านหนังสือไม่ออก

“ไม่แน่ใจแล้วว่าเล่มไหนเป็นเล่มไหน บางส่วนก็แตกสลายไปตามกาลเวลา จริง ๆ มีภาพที่เด็กมาก ๆ เลยแต่มันอยู่ในห้องเก็บของข้างล่าง” เธอยังคงเปิดลิ้นชักจนผลงานกองพะเนิน

ใครเป็นคนเก็บรูปวาดพวกนี้ให้ – เราถาม เพราะเห็นว่าหลายชิ้นถูกเขียนตอนเธอยังเด็กมาก

“เก็บไว้เอง” ออยหันมายิ้ม “เรารักงานตัวเองมาก เก็บทุกอย่าง อาจจะเพราะพ่อแม่เอางานเราตอนเด็กไปใส่กรอบเก็บไว้… เดี๋ยวหยิบมาให้ดู”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

ระหว่างนั้น เราก็ได้ทราบว่าแม่ของออยเป็นคนชอบจัดดอกไม้ ส่วนพ่อชอบศิลปะและเป็นคนสอนให้เธอวาดรูปเป็น แม้จะวาดไม่เก่งมากมาย แต่ถ้าทั้งคู่เลือกกีดกันเธอในวันนั้น ก็คงไม่มีออยในวันนี้ ต่อให้สิ่งเดียวที่เธอได้จากการเรียนสายวิทย์คณิตตามเพื่อนจะเป็นการจดเลคเชอร์ยังไงให้สวยน่าอ่านก็ตาม

Give.me.museums

จบสายวิทย์ ติวสถาปัตย์ แต่เป็นบัณฑิตคณะศิลปกรรม ซึ่งถ้าไม่นับเรื่องติว ก็เรียกว่าเป็นการเรียนศิลปะครั้งแรก 

“แต่มันไม่ใช่การวาดรูปอยู่ดี เพราะเราเรียนออกแบบ” เธอเองก็สับสน “รู้สึกว่ามันอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้ แต่มันช่วยเชปเราเรื่องวิธีการคิดและกระบวนการต่าง ๆ ตอนพบว่ามีหลายอย่างที่เราชอบ เลยเป็นช่วงที่เราเลิกวาดรูปไปเลย”

พอชอบถ่ายรูปมาก ก็ไปถ่ายรูป ชอบทำกราฟิกมาก ก็ทำธีสิสจบเกี่ยวกับ Typography ถึงขนาดเข้าไปทำงานเป็น Art Director ที่ Ogilvy อยู่ 2 ปี

ออยบอกว่าช่วงเวลาเหล่านี้เธอแทบไม่ได้จับพู่กัน

“มันเริ่มเหนื่อย งานมันหนัก ใช้ทั้งพลังกายพลังใจ มีช่วงที่เรา Burn Out ก็เลยต้องหยุดแล้วหาอะไรทำ”

ไม่ถามเห็นจะไม่ได้ ว่าเด็กหญิงออยที่เขียนกำแพงสวยกว่าใครรู้สึกยังไงที่ได้กลับมาวาดรูปอีกครั้ง

“รู้สึกว่า อ้อ! คนนี้น่าจะเป็นเราที่หายไปนี่แหละ คนนั้นก็เป็นเราเหมือนกัน แต่เราชอบตัวเองในเวอร์ชันนี้มากกว่า มันรู้สึกมีชีวิต”

ใกล้จะถึงจุดเริ่มต้นของ Give.me.museums เข้ามาเต็มที ออยก็ขอคั่นการสนทนาด้วยการเอี้ยวไปหยิบคอมมาเปิดสไลด์ ใช่ อ่านไม่ผิด เธอทำสไลด์เรื่องราวของตัวเองไว้อย่างดี

“นี่คือไทม์ไลน์ (หัวเราะ) เรามีเป็นอินโฟกราฟิก” ออยพรีเซนต์ไปก็เขินไป เราขอสรุปรวบยอดได้ใจความว่า หลังจากหมดไฟ เธอก็ผลิตสินค้าขึ้นมาใช้เองและนำไปฝากขายตามร้านของกระจุกกระจิก ภายใต้ชื่อสุดเก๋ไม่ซ้ำใครว่า ‘คนธรัตน์’ ก่อนจะได้รับการติดต่อจากบรรดาลูกค้ามากมายจนต้องคลอดแบรนด์ Give.me.museums ขึ้นมาจากประโยคดังของปิกัสโซ่ว่า Give me a museum and I’ll fill’it อย่างที่พวกเรารู้ ๆ กัน

แต่เรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้ คือนอกจากจะเป็นประโยคดังแล้ว มิวเซียมในความหมายของเธอคือพื้นที่แสดงออกทางศิลปะที่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ แต่รวมถึงโซฟา โคมไฟ นาฬิกา พัดลม กบเหลาดินสอ ฯลฯ สิ่งของในชีวิตประจำวันมากมายที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรา แม้กระทั่งห้องน้ำในออฟฟิศ สาวเจ้าก็เพนต์ทั้งชักโครกจนถึงท่อน้ำทุกอัน

“มันเริ่มมาจากคำถามว่า เราเพนต์ผนังบ้านได้ ทำไมคนอื่นเพนต์ไม่ได้ ศิลปะไม่ควรเป็นของสูง มันควรเข้าถึงได้ง่าย ๆ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราทำสินค้าออกมาขาย เพราะทุกที่คือแคนวาส”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

BIG HUG

อดีต ออยมีหน้าร้านครั้งแรกที่ตลาดนัดจตุจักร จากการเดินเสาะหาที่ด้วยตัวเอง

ปัจจุบัน หน้าร้านที่จตุจักรปิดตัวลง และเธอเพิ่งเปิดร้านใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิมที่เอ็มควอเทียร์ ครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายได้รับการติดต่อมา

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แค่ตัดสินใจจะจ้างพนักงานคนแรกยังเป็นเรื่องยากสำหรับเธอด้วยซ้ำ เพราะโลกของการทำธุรกิจนั้นแยกออกจากการเป็นศิลปินอย่างสิ้นเชิง

“ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่เครียด” ออยเว้นวรรค “แต่ว่ามันอาจจะลึก ๆ มั้ง เราเป็นคนเรื่องมาก มีความเป็น Professionist อยู่ในตัวเหมือนกัน แล้วพอไม่ได้ดั่งใจก็เครียด หลาย ๆ อย่างที่เราปล่อยให้คนอื่นทำแล้วบางทีเขาตอบช้านิดหน่อย เราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ แค่ลูกค้าโทรมาบอกว่าได้ของผิดค่ะ ทำไมแพ็กมาอย่างงี้ เราก็เครียดมากเลย

“เราพยายามทำทุกอย่างเอง เรื่องสต็อก ฉันจะต้องเป็นคนเติมเอง ของมันจะต้องสั่งเท่านี้ พอถอยออกมาถึงรู้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น โอเค มันอาจจะไม่เหมือนที่เราทำ แต่ว่าทุกคนก็มีวิธีของตัวเอง”

น่าสนใจว่าเด็กหญิงช่างฝันที่มีภาพลักษณ์สดใสร่าเริงขนาดนี้ ก็มีช่วงที่ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆหน้าทึบด้วยเหมือนกัน ทำให้นิทานของเธอน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

“จริง ๆ เราเป็นไมเกรน ไม่ได้เป็นคนสดใสขนาดนั้น อาจจะพลังงานเยอะเฉย ๆ” ออยแก้ข่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ยืนยันได้ ก็คงเป็นตอนที่เธอได้รับการติดต่อจากเอ็มควอเทียร์ให้ไปเปิดร้านในห้าง ซึ่งเส้นทางไม่ได้สวยหรูเท่าที่ควร โดยเฉพาะการตบตีกับใจของตัวเอง “เราจำได้ว่านั่งร้องไห้อยู่ตรงฟู้ดคอร์ท ทะเลาะกับแฟน กับแม่” เธอยังคงเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ไม่มีใครแย้งเราเลย แต่ทุกคนบอกให้คิดดี ๆ ก่อน เพราะค่าที่มันแพงมาก แล้วก็ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่มองไม่เห็นอีก เราก็ โอ้ยคิดดีแล้ว ประสาทเสีย เราอยากได้มาก คิดว่าทำได้ ก็คงจะมีคนเห็นเพราะว่าเสียงดัง แล้วก็ร้องไห้อยู่” 

เราถามเธอต่อทันทีว่าจุดที่ทำให้รู้สึกว่าต้องปล่อยวางแล้วคืออะไร แม้จะเคยหนักหน่วงกับชีวิต ออยก็พูดถึงจุดหักเหของเรื่องออกมาอย่างง่ายดาย เธอเปิดเผยให้เราฟังว่า เคยถูกจ่ายยาโรคซึมเศร้าให้ทานอยู่ช่วงสั้น ๆ จากการกดดันตัวเองมากเกินไปจนเครียดลงกระเพาะ

“เราว่ามันไม่ควรจะเป็น จะหาเงินมาเพื่อมารักษาตัวเองมันไม่ใช่ เราควรมีความสุขกับสิ่งที่ทำ คือจุดที่รู้สึกว่าเราต้องรักตัวเองให้มากกว่านี้”

ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังฝีแปรงอะคริลิกที่ปาดไปมาอย่างมั่นใจจะไม่เบิกบานเหมือนภาพวาด คงเป็นเพราะออยยืนยันกับเราว่า เรื่องเศร้ามากมายในใจเธอมักจะไม่สะท้อนออกมาในงานเท่าไรนัก

“เวลาวาดรูปจะไม่เศร้า มันเหมือนหลุดไปอีกในมิติ (หัวเราะ) ปล่อยสมองว่าง ๆ ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่เรื่องปัจจุบันมาก ๆ เช่น เราจะใช้สีนี้ ๆ สีต่อไปคืออะไร เราคิดว่าทุกเรื่องผ่านไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ มันคลีเช่มากนะ แต่ว่าก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

การอยู่กับปัจจุบันของเธอ ส่งผลให้ออยเป็นคนที่วาดรูปตอนไหนก็ได้ ไม่เคยรู้สึกเกร็งแม้จะมีคนจับจ้องก็ตาม เราเห็นจะจริงตามนั้น เมื่อขอให้เธอวาดประกอบการถ่ายภาพนิดหน่อย The Cloud จึงได้รูปก้อนเมฆกลับมาเป็นของขวัญ

ก่อน Mood & Tone ของเรื่องจะผิดแผกไปไกล เจ้าซัมเมอร์ โกลเดนรีทรีฟเวอร์ตัวโตก็กระโดดกระเด้งออกมาจากหลังม่าน ราวกับรอเวลาที่จะได้ขึ้นนั่งตักให้กำลังใจเจ้าของของมัน ช่วยสร้างบรรยากาศให้แสงแดดยามบ่ายไม่ร้อนอย่างเคย

แม้ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยบททดสอบและขรุขระไปบ้าง แต่การได้เห็นเด็กหญิงช่างฝันคนนั้นยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน และมีเพื่อนรักสี่ขาอยู่เคียงข้างในบ้านอันอบอุ่น ก็น่าจะเป็นตอนจบของเรื่องที่มีความสุขนะ

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

Give.me.studio

เราย้ายตัวลงมาที่สตูดิโอชั้นล่าง หลังโยนคำถามไปว่า คุณมีอุปกรณ์สำหรับการวาดรูปเยอะขนาดไหน 

ออยบอกว่าเท่าที่เห็นเป็นแค่บางส่วน เพราะเธอมีอีกสตูดิโอไว้สำหรับการแพ็กของ สต็อกของ และเก็บอุปกรณ์โดยเฉพาะ 

“คนจะบอกว่างานของเราคือ Impressionism ส่วนตัวเราคิดว่ามันเป็น Commercial Art 

“ถ้าจะถามว่า Give.me.museums คืออะไร เราจะบอกว่ามันคือแบรนด์ แล้วเราก็ไม่ใช่ศิลปิน เราทำแบรนด์ ถ้าไปดูตรงไบโอไอจี เขียนว่าเป็นแบรนด์ตั้งแต่แรก ไม่เคยเขียนว่า Artist”

รองจากสไตล์งาน เรื่องที่ออยถูกถามบ่อย ๆ คือทำไมต้องเป็นดอกไม้และทุ่งหญ้า เราเองก็ยังสงสัย ออยบอกว่าเกิดขึ้นช่วงโควิดพอดิบพอดี เป็นความต้องการลึก ๆ ของคนที่ชอบออกไปเที่ยวข้างนอก แต่ผลจากการล็อกดาวน์ทำให้เธอต้องอยู่แต่ในบ้าน หลายภาพจึงเป็นการดึงเอาความทรงจำเก่า ๆ มาปะติดปะต่อกัน

“หลายอันเป็นสถานที่จริง แต่ว่าไม่เป๊ะ เหมือนเราชอบฟ้าของวันนั้น แต่เราชอบดอกไม้ของวันนี้ ก็เอามาผสมกัน”

เทคนิคในงานก็ถูกผสมผสานด้วยเช่นกัน แต่ก่อนงานของเธอจะหนักไปทางสีไม้ สีชอล์ก สีเทียน ปัจจุบันออยถนัดใช้สีอะคริลิกบนเฟรมผ้าใบ แต่เทคนิคที่เธอโปรดปรานมากที่สุดคือสีน้ำมัน ด้วยเหตุผลที่ว่า “ชอบเท็กซ์เจอร์นูน ๆ แล้วมันเป็นสีที่แห้งช้า เราทำไปได้เรื่อย ๆ เลย”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

สตูดิโอของเธอมีผนังด้านซ้ายเป็นผ้าม่านสีฟ้าคราม ผนังด้านขวาเป็นโซฟากับบรรดาภาพสเก็ตช์ ส่วนผนังใหญ่ ๆ ตรงหน้าเราแบ่งออกเป็น 2 โซน คือท้องฟ้ากว้างใหญ่และทุ่งหญ้าเขียวขจีดังที่เห็นในภาพ 

ออยบอกตามตรงว่าเป็นเพราะช่วงนี้เธอจัดนิทรรศการ ภาพวาดบางส่วนจึงนำไปจัดแสดง ตัวเราที่เป็นแฟนคลับเธอตั้งแต่สมุดโน้ตยัน Griptok มือถือ แค่ได้เห็นผืนผ้าใบที่ยังวาดไม่เสร็จดีก็ดีแค่ไหน เลยถือโอกาสนี้เอ่ยถามออกไปว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการวาดรูป

ตอนเริ่มวาด” ออยหัวเราะดังก่อนเข้าสู่โหมดจริงจัง “ถ้าเกิดเป็นกระบวนการ ยากที่สุดคือจะเสร็จตอนไหน จะจบงานหรือยัง เพราะถ้าทำไปเรื่อย ๆ มีจุดที่เราทำอยู่แล้ว เฮ้ย สวยจัง แล้วเริ่มจะไม่ใช่ เริ่มเละ จังหวะที่โอเคเนี่ยยากที่สุด ต้องใช้ความรู้สึกมาก ๆ”

มีคนเคยบอกว่าสวยแล้ว ให้คุณหยุดรึยัง

“คนที่บ้านเชื่อไม่ได้ ทำอะไรก็สวย เพิ่งจะมีแค่สีฟ้าบนเฟรมผ้าใบยังไม่ทันได้วาดอะไรเลย (หัวเราะ)”

แม้งานของเธอจะเยอะมากพอให้จัดนิทรรศการเดี่ยวได้ แต่ออยก็มีภาพที่วาดไม่เสร็จจำนวนมากเช่นกัน เหตุผลหลัก ๆ คือความรู้สึกไม่ต่อเนื่อง เพราะเธอมักวาดให้เสร็จในคราวเดียว ไม่ทิ้งระยะเวลานานมาก 

การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก
การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

“พอทิ้งระยะนาน เราจะรู้สึกกับภาพไม่เหมือนเดิม เหมือนตอนแรกคิดในหัวว่าอยากให้ออกมาเป็นสิ่งนี้ แต่ตอนนี้อยากทำแบบนี้มากเลย แล้วพอทิ้งไว้สักอาทิตย์ก็รู้สึกว่าอยากวาดอันใหม่มากกว่าแล้ว”

กว่า 4 ปี ที่เราเห็นแบรนด์ของเธอโลดแล่นอยู่ในคราบสิ่งของเครื่องใช้ โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องเขียนที่เรามักจะโดนเธอตกง่าย ๆ ออยอยากฝากให้ทุกคนติดตามตอนต่อไปของนิทานเรื่องนี้ เพราะเธอมีแพลนจะเปลี่ยนจากสีสันจัดจ้านเป็นสีพาสเทลดูบ้างในปีหน้า 

นอกจากนี้ น้องผมส้มฟูฟ่องก็เป็นอีกหนึ่งความฝันที่ออยยังอยากทำให้เป็นจริง ไม่เพียงแค่ปรากฏอยู่บนหน้าปกสมุดอย่างเคย แต่เธออยากเปิดอีกแบรนด์เพื่อสร้างน้องให้มีชีวิต เพราะร่างต้นแบบของน้องผมส้มเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเธอยังเด็ก สำคัญที่สุดคือเธอวาดตัวเอง 

จากเด็กที่เขียนผนังห้องเพื่อความสนุก กลายเป็นหนึ่งคนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องพื้นที่แสดงออกทางศิลปะ ลงมือวาดรูปได้เสมอไม่ว่าที่ไหน และยังมีความสุขทุกวันที่ได้ทำอาชีพนี้ เราถามออยว่าเพราะอะไร

“มันเลยจุดชอบไปแล้ว เหมือนคนเราต้องกินข้าว” เธอตอบ

แล้วเคยวาดจนลืมกินข้าวรึเปล่า

“โอ๊ย ไม่ลืมหรอก แต่ว่าไม่อยากกิน เพราะยังอยากวาดอยู่” ออยไม่ลืมหัวเราะส่งท้าย

การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load