25 กุมภาพันธ์ 2564
17 K

นาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่สตูดิโอแห่งนี้ เรารู้สึกอึ้งและทึ่งกับพรสวรรค์ของสองพี่น้องคู่นี้มาก

นี่พวกเขาไม่ได้มากันเล่นๆ แล้วนะ

ทุกพื้นที่ของบ้านเต็มไปด้วยงานศิลปะซึ่งดูแล้วไม่เหมือนฝีมือเด็กวาดเลย เพราะดูเป็นมืออาชีพ กวาดสายตาดูคร่าวๆ น่าจะมีนับร้อยภาพ ถัดกันมีมุมเขียนภาพ และมีหอศิลป์ของตัวเองแบบจริงจัง 

เมื่อเราได้มาพูดคุยกับน้องๆ ก็ยิ่งประทับใจ และไม่แปลกใจเลยว่าทำไมศิลปินแห่งชาติ คนดังระดับท็อปของเมืองไทย อย่าง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ถึงได้รับน้องๆ เป็นลูกศิษย์ตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ขวบ

ก่อนหน้านี้ เรารู้จักอามานี่และดาเนียลผ่านการชมรายการ SUPER 10 อัจฉริยะพันธุ์จิ๋ว ที่คัดเลือกเด็กผู้มีความสามารถด้านต่างๆ มาโชว์พรสวรรค์กันในรายการ ดูทั้ง 2 เทปของศิลปินพี่น้องคู่นี้ก็ว่าพวกเขาไม่ธรรมดา อนาคตว่าที่ศิลปินระดับประเทศแน่นอน

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

อามานี่-วชิรวิทย์ และ ดาเนียล-อชิรวิทย์ สามารถ เป็นชาวจังหวัดภูเก็ตโดยกำเนิด สองหนุ่มน้อยของครอบครัวมีคุณพ่อคุณแม่คอยสนับสนุนให้ได้ทำสิ่งที่รัก นั่นก็คือการเขียนภาพ เป้าหมายการทำงานศิลปะของทั้งคู่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว เขามุ่งมั่นเกินเด็กวัยเดียวกัน คิดทำศิลปะเพื่อช่วยเหลือสังคมด้วย 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พี่น้องคู่นี้ โดยเฉพาะอามานี่ พี่ชาย ได้วาดภาพไปประมูล นำเงินที่ได้ไปช่วยเหลือผู้คนในโครงการต่างๆ มากมาย รวมถึงนำเงินไปมอบเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์อยู่เสมอ ปัจจุบัน อามานี่อายุ 15 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.3 โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ เป็นที่รู้จักจากการเขียนภาพลายไทยฝีมือเกินเด็ก เขากวาดรางวัลเกียรติยศมากเวทีจนเกินนับนิ้วถ้วน รวมถึงรางวัล CEO Awards โครงการศิลปกรรมช้างเผือกของไทยเบฟเวอเรจ และรางวัลเหรียญทองแดง ประเภทศิลปินใหม่หรือสมัครเล่น จากการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ประจำ พ.ศ. 2561 

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

นอกจากนี้ อามานี่ยังมีโอกาสได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานถ้วยรางวัลจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากการสร้างสรรค์ผลงาน ‘พระราชาของเด็ก 10 ขวบ’ ศิลปินเยาว์วัยคนนี้ได้ทุ่มเทเวลากว่า 1 เดือนในถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านมือและหัวใจที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี 

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

และเขาเคยเป็นตัวแทนศิลปินไทยไปโชว์ความสามารถในหลายประเทศ อาทิ ศิลปินเด็กคนเดียวที่ได้เดินทางไปวาดภาพลายไทยโชว์ที่เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีน ครั้งนั้นอามานี่มีโอกาสพบปะพูดคุยกับศิลปินจีนชั้นครูหลายท่านที่ให้คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการเทคนิคเขียนภาพต่างๆ และอีกครั้ง ได้นำผลงานไปจัดแสดงใน Tokyo Metropolitan Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญทองจาก World Congress of Culture กลับมาด้วย

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ไม่เพียงแค่เป็นจิตรกรเด็กฝีมือชั้นครู อามานี่เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องชายคนเดียวอย่างดาเนียลหันมาสนใจศิลปะ ที่มากฝีมือตามรอยพี่ชายมาติดๆ เรียกว่าเป็นลูกไม้ใต้ต้นของพี่ชายเลยก็ว่าได้ ดาเนียลค้นพบแนวทางการเขียนรูปของตนเอง เป็นการวาดภาพเหมือนบุคคล (Portrait) ด้วยลายเส้นดรออิ้งที่มีพลังและมีชีวิตชีวา ปัจจุบันดาเนียลอายุ 13 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.1 โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวกันกับพี่ชาย

นี่คือเรื่องราวข้างหลังภาพของพวกเขาทั้งสอง

เด็กอนุบาลในโลกศิลปะ

อามานี่ เริ่มสนใจการเขียนรูปตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ ขณะนั้นเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2 แทนที่เด็กน้อยจะวาดรูปบ้าน ต้นไม้ ทะเล ภูเขา หรือสิงสาราสัตว์ทั่วไป เขากลับเลือกวาดรูปสัตว์ในตำนานอย่างพญานาคที่ผูกพันกับความเชื่อของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา

พญานาคตัวแรกที่เด็กชายวาด มีต้นแบบมาจากภาพที่ค้นเจอในร้านขายของที่ระลึกของพ่อกับแม่ ทันทีที่เห็นว่าที่ศิลปินก็ขอกระดาษมาลองวาด เขาว่าหลังจากวันนั้นก็ไม่เคยหยุดเขียนรูปอีกเลย

วัยเด็กของอามานี่แตกต่างไปจากเพื่อนวัยเดียวกัน ที่เวลาส่วนใหญ่มักหมดไปกับการวิ่งเล่นสนุกสนานตามประสา เขาสนใจการเขียนรูปอย่างจริงจัง มักนั่งเขียนรูปโดยหยิบสิ่งต่างๆ รอบตัวในชีวิตประจำวันมาเป็นแบบ เช่น รูปปั้นหรือภาพลายไทยจากร้านขายของที่ระลึก 

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์
อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

เมื่อพ่อแม่ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการเขียนรูปของลูกชาย จึงตัดสินใจพาไปเรียนกับครูสอนศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ในครั้งนั้นดูเหมือนจะไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของอามานี่ จึงเลิกเรียนศิลปะในชั้นเรียน แล้วหันมาฝึกเขียนรูป ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ฝึกเขียนรูปจากหนังสือศิลปะ รวมทั้งอาศัยสื่อสมัยใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตและ YouTube เป็นอาจารย์ ส่วนครูอีกคนคือการได้ไปชมนิทรรศการศิลปะต่างๆ ทำให้เขาได้เห็นตัวอย่างผลงานดีๆ และได้พูดคุยขอคำแนะนำจากศิลปินผู้สร้างผลงานด้วย

“ช่อง YouTube ที่ผมดูมีทั้งของไทยและต่างชาติตามความสนใจ ตอนนั้นผมชอบศึกษาเรื่อง รามเกียรติ์ ครับ ผมสนใจเรื่องการเขียนลายไทย เพื่ออนุรักษ์ความเป็นไทยด้วยครับ” จิตรกรผู้พี่เริ่มต้นเล่า

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

เมื่อเห็นแบบอย่างจากอามานี่ผู้ตั้งใจฝึกเขียนรูปเป็นประจำทุกวัน ดาเนียล น้องชายผู้ไม่เคยสนใจศิลปะมาก่อน จึงนึกอยากวาดรูปบ้าง 

“รูปแรกที่วาดเป็นดอกไม้ แต่ตอนนั้นวาดไม่สวยเท่าไหร่ เลยฝึกมาเรื่อยๆ ดูจากหนังสือ จาก YouTube แล้วพี่อามานี่ก็คอยสอน แต่ผมไม่วาดลายไทยแบบพี่ เพราะอยากวาดอะไรที่แตกต่างกันไปเลย ผมชอบวาด Portrait เพราะจะได้ฝึกเรื่องแสงและเงา รวมถึงเรื่องสัดส่วนกายวิภาคด้วยครับ” ศิลปินผู้น้องเล่าต่อ

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

“พอน้องอยากวาดรูป วิธีการสอนของผมคือปล่อยให้น้องฝึกเขียนรูปไปเรื่อยๆ เขียนให้เยอะ เอาตามแนวที่เขาชอบเลย น้องเขาชอบดรออิ้ง ผมก็ช่วยสอนเทคนิคต่างๆ ให้น้องบ้าง วิจารณ์งานน้องบ้าง แนะนำให้เขาศึกษาจากหนังสือศิลปะเยอะๆ” อามานี่เสริม

ลางเนื้อชอบลางยา

อามานี่ผู้สนใจวาดภาพลายไทยมาโดยตลอด เขาคิดสร้างเอกลักษณ์ให้เป็นที่จดจำ 

“ผมชอบเขียนภาพลายไทยโดยใช้พื้นเป็นสีทองและถมดำ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากจิตรกรรมฝาผนังเก่าๆ ผมรู้สึกว่ามีเสน่ห์มาก และอยากอนุรักษ์ความเป็นไทยไว้ด้วยครับ” เขาเล่าถึงภาพที่ตัดสินใจใช้เป็นลายเซ็น ก่อนเล่าเรื่องเทคนิคที่ใช้ต่อ

เด็กชายเริ่มฝึกเขียนรูปจากเทคนิคพื้นฐาน คือดินสอ สีไม้ และปากกา ก่อนเพิ่มทักษะด้วยการใช้เทคนิคที่ยากขึ้น คือสีอะคริลิกและสีน้ำมัน

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

“ตอนที่ผมฝึกเขียนสีน้ำมันก็รู้สึกท้อนะครับ ผมยังไม่รู้เทคนิคที่ถูกต้อง เลยนึกว่ามันจะแห้งไวเหมือนสีอะคริลิก แต่ไม่ใช่ แสงเงาก็ไม่ได้ นั่งเขียนรูปอยู่รูปหนึ่งจนเกือบเช้า แล้วก็ทำบ้านเลอะเต็มไปหมดเลย แต่โชคดีที่หลังจากนั้นมีโอกาสเจอศิลปิน ครูบาอาจารย์หลายๆ ท่านซึ่งพวกเขาได้แนะนำเทคนิคต่างๆ ให้ ผมจึงนำกลับมาฝึกฝนด้วยตนเอง และทำได้ในที่สุด

“ตอนนี้ผมกำลังฝึกวาดดรออิ้งให้เยอะขึ้น ฝึกวาดพวกกล้ามเนื้อ กายวิภาค อย่างภาพที่กำลังวาดอยู่นี้ผมก็ฝึกวาดภาพของ มีเกลันเจโล (Michelangelo) ครับ แล้วผมก็สนใจศึกษางานของ ปิกัสโซ่ (Picasso) และ ซัลบาโด ดาลี (Salvador Dali) ครับ” อามานี่เล่า ในขณะที่มือรังสรรงานไปด้วย

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ส่วนดาเนียลผู้โฟกัสที่การเขียนภาพเหมือนบุคคล เขาหลงใหลในความมีชีวิตชีวา การแสดงอารมณ์ ความรู้สึกทางสีหน้าของผู้คนในอิริยาบถต่างๆ ดาเนียลมีความมุ่งมั่น อดทน และพยายามเรียนรู้วิธีการสร้างผลงานศิลปะในสไตล์ของตัวเอง 

“สิ่งที่ผมยังทำไม่ได้ผมจะไม่ยอมแพ้ครับ เช่น ถ้ายังวาดรูปดวงตาไม่ได้ ผมก็จะวาดมันอยู่อย่างนั้น เป็นร้อยๆ เป็นพันๆ ครั้ง จนกว่าจะวาดได้คล่องและได้สัดส่วนที่ลงตัว จากนั้นถึงจะหัดวาดส่วนอื่นๆ อย่างเช่นจมูกและปาก

“ผมชอบศึกษาวิธีการเขียนรูปจากผลงานมาสเตอร์พีซของศิลปินชั้นครูอย่าง เลโอดาร์โน ดา วินชี (Leonardo Da Vinci) และมีเกลันเจโลด้วยครับ นอกจากนี้ผมก็อยากลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ อย่างการเขียนภาพวิวทิวทัศน์ เขียนธรรมชาติครับ” เขากล่าวด้วยวาจาฉะฉาน พร้อมแววตามุ่งมั่น

ลูกศิษย์อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

อย่างที่ทราบกันดีว่าศิลปินแห่งชาติอย่าง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ไม่ได้รับใครเป็นลูกศิษย์ง่ายๆ หากไม่ได้มีความเพียรพยายามและมีความสามารถโดดเด่นจริงๆ

ตั้งแต่เริ่มเขียนรูป อาจารย์เฉลิมชัยเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้อามานี่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นไทยมาตลอด โดยศิลปินตัวน้อยทุ่มเทฝึกฝนการเขียนรูปอย่างหนักเป็นระยะเวลาหลายปี ในที่สุดความพยายามก็สำเร็จ อาจารย์เฉลิมชัยได้เห็นผลงานของน้องอามานี่ที่ขณะนั้นอายุเพียง 9 ขวบ เป็นภาพเกี่ยวกับ รามเกียรติ์ อาจารย์ประทับใจในความเพียรพยายามของเด็กชาย จึงได้เชื้อเชิญอามานี่และครอบครัวให้ไปพบที่วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย และยอมรับเป็นลูกศิษย์

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ในวันที่ได้พบ อาจารย์เฉลิมชัยชมเชยในฝีมือ พร้อมทั้งสอนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเขียนรูป อามานี่เล่าให้เราฟังว่าเขาตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับทั้งคืน

“ดีใจมากที่จะได้เจอท่าน ผมชอบทุกผลงานของท่านที่นำลายไทยกับความเป็นสมัยใหม่มาผสมกัน และท่านก็ยังเมตตาสอนผมในหลายๆ เรื่อง ทั้งเทคนิคการใช้แสงเงาเพิ่ม น้ำหนักของภาพ และสอนให้ผมฝึกดรออิ้งให้มากๆ รวมถึงสอนให้ผมเป็นคนดี รู้จักแบ่งปัน ที่ผมนำผลงานตัวเองออกไปประมูลนำเงินไปช่วยเหลือคนที่กำลังลำบาก ส่วนหนึ่งก็มาจากคำสอนของท่านด้วยนะครับ”

ทางด้านอาจารย์เฉลิมชัย เคยกล่าวชื่นชมและให้สัมภาษณ์ถึงน้องอามานี่ไว้ว่า 

“สุดยอดแล้ว ลูกศิษย์ตัวน้อยผม เดี๋ยวนี้เขาเก่งมาก เขียนรูปได้ขนาดนี้ เป็นเด็กที่คิดใหญ่ นี่คือคนที่เป็นอนาคตของชาติบ้านเมือง ตอนนี้อามานี่ทรงพลังมากอยู่แล้ว ทั้งเส้น อิสรภาพ และความคิดของเขา เด็กคนนี้เขียนรูปโดยไม่ได้ถูกบังคับมันมาจากหัวใจของเขา 

“เขาเหมือนผมเมื่อเด็กจริงๆ ไม่คิดว่าจะมีเด็กอย่างนี้เกิดขึ้น มีความทุ่มเท ขนาดที่ผู้ใหญ่ยังทำไม่ได้แบบนี้เลย ผมภูมิใจมาก และบอกให้เขาคิดให้ใหญ่เกินตัวเข้าไว้ เพราะมนุษย์มีพลัง ไม่เกี่ยวกับขนาดตัวและวัย ถ้าใจใหญ่ เสกอะไรก็ได้ ผมขอให้เขาได้พัฒนาการวาดภาพต่อไปอย่างไม่ทอดทิ้งเพื่อให้บ้านเมืองมีศิลปินที่ยิ่งใหญ่ โดยอาจจะยิ่งใหญ่กว่าผมเสียอีก”

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ไม่ใช่แค่อามานี่ น้องดาเนียลที่เจริญตามรอยพี่ชายมาติดๆ ก็ได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เฉลิมชัยเช่นกัน โดยปัจจุบัน อาจารย์ยังคงให้การบ้านเพื่อให้ทั้งสองได้ฝึกฝนและพัฒนาฝีมือ อีกทั้งอาจารย์ยังให้คำแนะนำในการเขียนรูปอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ

เมื่อศิลปะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่มีเป้าหมายเพื่อช่วยสังคม

ครั้งที่อามานี่ยังเป็นเด็กเล็กๆ อายุเพียง 4 – 5 ขวบ เขาเคยป่วยหนักเป็นโรคอีสุกอีใสหลบใน ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่เป็นเดือน ครอบครัวหมดค่ารักษาไปนับล้านบาท เพื่อให้เขาให้หายกลับมามีชีวิตปกติได้อีกครั้ง ระหว่างที่รักษาตัว เขาได้มองไปรอบๆ เห็นเด็กป่วยหนักอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนใจ และยังคงจำความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี อามานี่จึงมีความตั้งใจจะช่วยเหลือผู้อื่น จนในที่สุดเขาได้เริ่มทำฝันให้เป็นจริงขึ้นมา

“ตอนอายุเจ็ดขวบ ผมไปถนนคนเดิน จังหวัดภูเก็ตครับ ไปวาดรูปโชว์ แล้วตั้งกล่องไว้ให้ใส่เงิน ผมนำเงินนั้นไปบริจาคที่โรงพยาบาลและซื้ออุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ ผมทำมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้นำผลงานไปประมูล ได้เงินไปช่วยเหลือโครงการอื่นๆ มากพอสมควรเลยครับ และผมก็จะทำต่อไป”

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์
อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

จากวันแรกจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 8 ปีแล้วที่อามานี่ใช้พรสวรรค์ทางด้านศิลปะของตนเองมาทำประโยชน์ให้กับสังคม ภาพวาดที่นำออกประมูลแต่ละครั้ง ได้เงินบริจาคไปนับแสนบาท นอกจากช่วยเหลือผู้ป่วยตามโรงพยาบาล ซื้ออุปกรณ์การแพทย์ แล้วเขายังนำไปช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารตามจังหวัดต่างๆ รวมถึงมอบเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาเด็กที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือเด็กที่มีสภาพร่างกายไม่พร้อม โดยส่วนมากจะเน้นไปที่กลุ่มเด็ก เพราะเป็นความตั้งใจตั้งแต่ตอนที่ป่วยหนัก ด้วยอยากเห็นเด็กเหล่านั้นแข็งแรงและมีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง

ดาเนียลเองก็มีความมุ่งมั่นที่จะใช้ศิลปะเพื่อช่วยเหลือผู้คนไม่แพ้พี่ชาย และตั้งใจทำมันอย่างดีที่สุดเช่นกัน

“เป้าหมายในชีวิตผมคือการเป็นศิลปิน และผมอยากใช้ศิลปะเพื่อช่วยเหลือคนอื่นแบบที่พี่ทำ ตอนนี้รายได้จากผลงานบางส่วนของผมก็นำไปช่วยคนด้วยเหมือนกันครับ”

ความฝันในการสร้างหอศิลป์

พี่น้องศิลปินคู่นี้ไม่ได้ตั้งใจทำงานศิลปะเพื่อตอบสนองความสุข และความพึงพอใจของตนเองเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดหมายปลายทางที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการใช้ศิลปะเป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อช่วยเหลือสังคมด้วย

ที่จังหวัดภูเก็ตไม่ค่อยมีหอศิลป์สำหรับแสดงงานศิลปะ อามานี่จึงอยากสร้างหอศิลป์ขึ้นมา โดยแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งในบริเวณบ้านและสตูดิโอทำงานของเขา 

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

หอศิลป์ที่ว่า ตั้งใจให้ได้มาตรฐานเพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น มากว่าการเป็นสถานที่แสดงงานของพวกเขา

“ผมอยากให้เป็นพื้นที่กลางสำหรับจัดนิทรรศการศิลปะหมุนเวียนของศิลปินคนอื่นๆ ในอนาคต แล้วตั้งใจให้เป็นที่เรียนรู้ศิลปะเด็กด้วยครับ ที่นี่จะมีเฟรมเตรียมให้ แต่น้องๆ ต้องเตรียมสีมาเอง มาเขียนรูปด้วย ผมอยากสอนน้องๆ เขียนรูป

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์
อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

“อีกอย่างหนึ่งคือภูเก็ตไม่ค่อยมีหอศิลป์ ผมมีความฝันว่าอยากทำหอศิลป์เพื่อให้เป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตด้วยครับ” การมองการณ์ไกลของศิลปินวัยเยา ทำเราตื้นตันใจแทนวงการศิลปะเป็นที่สุด

ส่งต่อแรงบันดาลใจจากครอบครัวสามารถ

นอกจากใจรัก แรงสนับสนุนจากครอบครัวมีส่วนสำคัญที่ทำให้อามานี่และดาเนียลเป็นศิลปินเด็กที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย คุณพ่อ มานะ สามารถ คือผู้ผลักดันลูกๆ อยู่เบื้องหลัง เราจึงอยากชวนเขามาแชร์ไอเดียสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากส่งเสริมให้ลูกมีความสามารถพิเศษในด้านต่างๆ ซึ่งข้อแรก คุณพ่อบอกว่าไม่อยากให้ผู้ปกครองนำความคิดของตัวเองใส่ลงไปในตัวเด็ก

“บางครั้งอยากให้ลูกเป็นนั่นเป็นนี่ แต่ไม่เคยถามลูกว่าเขาชอบสิ่งที่พ่อแม่ยัดเยียดให้หรือเปล่า อยากให้สังเกตและปรึกษาลูกว่าจริงๆ แล้วเขาชอบอะไร แล้วจึงสนับสนุนในสิ่งที่นั้น อย่างอามานี่เขาอยากวาดรูป เขาก็มาบอก ก่อนหน้านี้พ่อกับแม่ก็ให้เขาลองหลายอย่าง ทั้งเล่นเปียโน ตีกลอง แต่เขาบอกว่าไม่ใช่ เราก็ไม่บังคับ ดาเนียลก็เช่นกัน เราไม่เคยบอกให้เขาต้องวาดรูปตามพี่ จนมาวันหนึ่งอยากเขียนรูปขึ้นมาเอง”

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ส่วนน้องๆ ที่อยากมีความสามารถพิเศษหรืออยากวาดรูปบ้าง คุณครูหนุ่มน้อยได้แนะนำเช่นเดียวกันว่าให้ค้นหาสิ่งที่ชอบก่อนและฝึกฝน

“ถ้าชอบวาดรูปก็ควรจจะฝึกวาดไปเรื่อยๆ ให้ลองใช้สีเลยครับ ลองให้เขามีความคิดเป็นของตัวเอง มีจินตนาการ ไม่ต้องไปกำหนดกรอบอะไรเลยครับ”

ศิลปินรุ่นเยาว์ผู้มีพรสวรรค์และพรแสวง พัฒนาตัวเองอย่างไม่มีวันหยุดทิ้งท้าย

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ติดตามผลงานของทั้งคู่ได้ที่ Facebook : Armani Wachirawit Samart

Writer

พิมพ์ปวีณ สุนทรธรรมรัต

Curator อิสระ/Art Dealer และนักเขียนที่รักงานศิลปะเป็นชีวิตจิตใจ ปัจจุบันเธอยังคงทำงานอยู่ในแวดวงศิลปะทั้งไฟน์อาร์ตและสตรีตอาร์ต

Photographer

อธิวัฒน์ สุขคุ้ม

เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ ทำเพจรีวิวชื่อ ‘วาดแสง’ ชอบในการท่องเที่ยว เขา ทะเล ถ่ายภาพ กล้องฟิล์ม แคมปิ้ง รักอิสระ เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

ใน พ.ศ. 2564 สตูดิโอแห่งหนึ่งถือกำเนิดขึ้นบนหน้าจอ

ตอนนั้น ตินติน-กฤติน เทพอำนวยสกุล ศิลปินคนพี่อายุ 10 ปี ส่วน ติโต้กฤติณัฏฐ์ เทพอำนวยสกุล ศิลปินคนน้องอายุ 6 ปี

สตูดิโอแห่งนี้สร้างขึ้นบนแฟนเพจเฟซบุ๊กเพื่อรองรับผลงานที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวันของศิลปินทั้งสองคน ตอนเปิดเพจใหม่ ๆ มีผู้ติดตามเพียงไม่กี่ราย แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อคุณพ่อตัดสินใจลงผลงานของติโต้บนเพจ NFT Thailand โดยวัตถุประสงค์หลักไม่ใช่ให้ผลงานถูกตีค่าเป็นเงิน แต่เพื่อพิสูจน์ว่าศิลปินมือเล็กก็มีของต้องสำแดงเหมือนกัน

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 ผลงานของตินตินและติโต้ได้รับเลือกให้ไปจัดแสดงที่ MOCA BANGKOK ในนิทรรศการ Future Shapes: Doodle Art Exhibition ซึ่งเป็นการแสดงผลงานของศิลปินที่มีอายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยจัดมา ลายเส้นและจินตนาการที่โลดแล่นนอกจอยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า ศิลปินสองพี่น้องยังมีของอีกเยอะ

ดูเหมือนว่ายังไม่มีใครเคยไปสตูดิโอแห่งแรกของตินตินและติโต้เลย ก่อนจะมีสตูดิโอบนจอหรือที่ MOCA BANGKOK สตูดิโอของพวกเขาคือ ‘บ้าน’ สถานที่ทำการซึ่งผลิตมากกว่าภาพวาด และบ่มเพาะมากกว่า ‘ศิลปินพรสวรรค์’ แต่คือสถานที่ซึ่งเตรียมเด็กชายสองคนให้มีเครื่องมือครบครันสำหรับการเผชิญชีวิต

ประตูของ Studio Little Hands เปิดแล้ว ขอเชิญทุกท่านเข้าชมนิทรรศการแรกของศิลปินทั้งสองได้เลย

Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่

ศิลปินมือเล็ก

“มันคือ Studio ที่ตินกับโต้เป็นเด็ก มือเล็ก ก็เลยเรียกว่า Little Hands” นี่คือที่มาของชื่อ ‘Studio Little Hands’ ตามคำเล่าของตินติน

Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่
ตินติน – ศิลปินคนพี่
Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่
ติโต้ – ศิลปินคนน้อง

‘ศิลปินมือเล็ก’ อาจเป็นสิ่งที่คนส่วนมากมองเห็นจากผลงานศิลปะของทั้งคู่ แต่หารู้ไม่ว่าก่อนที่มือเล็ก ๆ จะจับปากกา พวกเขาใช้มือสองข้างพลิกหน้าหนังสือมาก่อน

ทั้งคู่ควรจะเป็นที่รู้จักในนามหนอนหนังสือตัวยงก่อนศิลปินเสียอีก เพราะนั่งนอนฟังนิทานที่คุณแม่เล่ามาตั้งแต่เล็ก พอฟังเรื่องเล่าก็อยากจะเล่าต่อ จึงใช้ศิลปะเป็นสื่อตอนยังพูดไม่คล่อง กระดาษและปากกา 1 ด้ามจึงกลายเป็นเพื่อนคู่ใจของเด็ก ๆ ตั้งแต่ตอนนั้น พอโตขึ้นอีกหน่อย ได้เห็นโลกมากขึ้น ทั้งสองก็เริ่มเก็บวัสดุสำหรับเรื่องเล่าจากแหล่งที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสะพาน ตึก สถานที่ท่องเที่ยว หรือสารคดีที่ได้ดู และนำมาโผล่บนหน้ากระดาษหลังจากแปรรูปผ่านจินตนาการเรียบร้อยแล้ว ยิ่งวาดก็ยิ่งอยากสังเกตสิ่งรอบข้าง และยิ่งสนใจสิ่งรอบข้างก็ยิ่งอยากเล่า กลายเป็นวงจรสร้างสรรค์ซึ่งทำให้มือเล็ก ๆ สั่งสมประสบการณ์เพิ่มขึ้นทุกวัน

Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่

เมื่อสังเกตเห็นว่าปากกา กระดาษ และเด็กดูเข้าขากันดี คุณพ่อคุณแม่ก็พร้อมสนับสนุนมิตรภาพนี้อย่างเต็มที่เช่นกัน ทั้งคู่ไม่ได้มีอาชีพเป็นศิลปิน คุณพ่อตู่-ศุภสิทธิ์ เทพอำนวยสกุล เป็นภูมิสถาปนิก ส่วน คุณแม่กิ๊ก-ศ.พญ.เกวลิน เลขานนท์ เป็นแพทย์​ เพราะฉะนั้น เขาทั้งสองจึงไม่ได้คิดว่าลูกจะต้องเก่งศิลปะ แต่เชื่อว่าศิลป์เป็นศาสตร์การใช้ชีวิตที่สำคัญ

“เราอยากให้เขามีสุนทรียภาพในการใช้ชีวิต”​ คุณพ่อบอกเหตุผลหลักที่อยากให้เด็ก ๆ มีมิตรเป็นศิลปะ “อยากให้เขาโตขึ้นไปเป็นคนอ่อนโยน มองเห็นรายละเอียดและความสัมพันธ์ของสิ่งรอบตัว ไม่มองเฉพาะตัวเอง และไม่เอาตัวเองไปติดกับความเร่งรีบของชีวิตในเมือง เรื่องเหล่านี้คือสุนทรียภาพของการดำเนินชีวิตซึ่งมีศิลปะเป็นพื้นฐาน”

คุณหมอสายวิทย์อย่างคุณแม่ก็เห็นด้วยว่าเด็ก ๆ ควรเติบโตอย่างใกล้ชิดกับศิลปะ เพราะศิลปะแทรกซึมอยู่ในชีวิตของทุกคน ไม่ว่าจะมีอาชีพเป็นศิลปินหรือไม่ก็ตาม “การเป็นคุณหมอก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะต้องใช้กระบวนการคิดแบบศิลปิน อย่างเช่นเวลาผ่าตัด ต้องทำยังไงให้สวย งามและผ่าออกมาดี เพราะฉะนั้น ศิลปะเป็นส่วนประกอบของชีวิตประจำวันในหลาย ๆ ด้านอยู่แล้ว”

นอกจากประโยชน์ในเชิงการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ศิลปะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคนอีกมากมาย หากนำมาต่อยอดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมใหม่ ๆ ก็เกิดจากความรู้เชิงวิชาการผสมกับความกล้าสร้างสรรค์แบบศิลปินนั่นเอง ตินตินและติโต้เองก็เคยออกแบบนวัตกรรมในฝันอย่าง ‘เครื่องทำการบ้าน’ และดีไซน์โรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยช่วงโควิด-19 จากความรู้ที่พยายามขุดมาทั้งหมด ผสมกับจินตนาการ และสื่อสารสู่โลกจริงผ่านลายเส้นที่ฝึกฝนมา

Little by Little

สิ่งแรกที่ทำให้เราหยุดมองผลงานของตินตินและติโต้ คือความโดดเด่นมีเอกลักษณ์ แต่สิ่งที่ยื้อให้ยืนพินิจพิเคราะห์ภาพวาดแต่ละชิ้น คือลายเส้นแสนละเอียดที่พาจินตนาการของทั้งคู่โลดแล่นบนกระดาษ ซึ่งดูมีการวางองค์ประกอบของที่ว่างมาเป็นอย่างดี

Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่
Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่

ณ สตูดิโอที่บ้าน สองพี่น้องต้องให้เวลาพอสมควรกับผลงานแต่ละชิ้น ค่อย ๆ เติมลวดลายทีละนิดจนเสร็จ ติโต้เล่าว่ามีผลงานอยู่ชิ้นหนึ่งที่ต้องทำวันละนิดวันละหน่อยอย่างนั้นถึง 3 เดือนกว่าจะสมบูรณ์

การฝึกฝนตนเองให้เป็นศิลปิน เหมือนกับการเริ่มสร้างผลงานเอกจากลวดลายเพียงไม่กี่เส้น ตรงที่ต้องใช้ความพยายามวันละนิดเช่นกัน แม้คนส่วนใหญ่จะบอกว่าเด็กทั้งสองคนมีพรสวรรค์ แต่จุดเด่นในเรื่องราวของพวกเขาเห็นจะเป็นความพยายามเสียมากกว่า

“ถ้าย้อนกลับไปดูตอนวาดรูปใหม่ ๆ ทั้งสองคนวาดเหมือนเด็กทั่วไปเลย เริ่มจากลายเส้นง่าย ๆ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีพัฒนาการขึ้นเอง” คุณแม่เล่าถึงจุดเริ่มต้น ด้วยความที่ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตินตินกับติโต้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะไปที่ไหนเด็กชายสองคนก็หาเรื่องสร้างสรรค์อยู่เรื่อยไป

Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่

“ตอนไปทะเล สองคนนี้ก็เขียนบนทราย ไปร้านอาหารญี่ปุ่นก็เอาซองตะเกียบไปพับเป็นตึก” คุณพ่อเล่าถึงวิธีหาความบันเทิงของตินตินกับติโต้สมัยก่อน ระหว่างการสัมภาษณ์ สองพี่น้องก็วาดรูปเสร็จไปหลายรูป แถมยังพับรองเท้ากระดาษเสร็จไป 1 ข้างอีกด้วย ความสนุกกับการขีดนิดวาดหน่อย พับเล็กพับน้อย จึงกลายเป็นการฝึกฝนตนเองแบบไม่รู้ตัว

Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่
สร้างแขนหุ่นยนต์จากกระดาษระหว่างสัมภาษณ์

แต่เมื่อต้องทำอะไรทุกวัน ความเบื่อย่อมตามมาเป็นธรรมดา แล้วอะไรทำให้ตินตินกับติโต้ไม่หมดสนุกกับการวาดไปเสียก่อน

คำตอบของคุณพ่อและคุณแม่ก็คือ “ต้องรู้จักธรรมชาติของเขา”

ตอนวาดภาพสำหรับจัดแสดงที่ MOCA BANGKOK ทั้งคู่ต้องทำให้ทันกำหนดเวลา แต่ไม่ใช่ว่าทุกวันจะมีพละกำลังเหลือมาสร้างสรรค์ผลงานต่อ จึงปรับกลยุทธ์การทำงานกันใหม่

“เราต้องดูว่าแต่ละวันเขามีกิจกรรมอะไรบ้างตอนกี่โมง” คุณแม่อธิบายวิธีการทำให้เด็ก ๆ ยังสนุกกับการวาดรูป แม้ว่าต้องทำแข่งกับเวลา

“ถ้ารู้ว่าเขาหนื่อย ก็จะให้วาดแค่ 15 – 30 นาที แล้วให้ไปพักก่อน ถ้าบังคับมากไปจะเห็นแล้วว่าลายเส้นไม่เหมือนปกติ ดูหยาบ ๆ ไม่ค่อยปราณีต มีแรงแล้วค่อยวาดยาว ๆ ดีกว่า แต่ละวันไม่ต้องเท่ากันก็ได้ 5 นาทีบ้าง 15 นาทีบ้าง แล้วค่อยเพิ่มขึ้นตามที่เขาไหว” การสังเกตและค่อย ๆ ปรับสมดุลของลูกในแต่ละวันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งช่วยให้เด็ก ๆ พัฒนาตนเองบนเส้นทางที่เขารักอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และไม่เหนื่อยล้าง่ายเมื่อเจอปัญหา

It only takes tiny hands (and a pen) to build a village

ปกติตินตินกับติโต้มักจะทำงานกัน 2 คน หรือไม่ก็ฉายเดี่ยว แต่มีโปรเจกต์พิเศษที่ MOCA BANGKOK ซึ่งศิลปินทั้งสองต้องสร้างผลงานร่วมกับเพื่อนอีก 11 คน

ศิลปินทั้ง 13 คน เป็นนักเล่าเรื่องผ่านปากกาดำด้ามเดียวเหมือนกัน จึงมาร่วมกันถ่ายทอดจินตนาการผ่านปลายปากกา เปลี่ยนกระดาษแผ่นยาวที่นำมาต่อกัน 3 แผ่นให้กลายเป็นพื้นที่บรรจุพลังของศิลปินพริกขี้หนู

นิทรรศการครั้งนี้ นอกจากจะนำผลงานศิลปินวัยเยาว์มาจัดแสดง ยังเชื้อเชิญให้ผู้เข้าชมนิทรรศการได้แสดงฝีมือ โดยการตั้งโต๊ะเปิดเวิร์กชอปสอนวาดรูปให้เด็ก ๆ ที่สนใจ

“เด็กมาวาดเต็มเลย ใครวาดได้ก็เอาผลงานมาติดที่ผนังเหมือนได้จัดแสดงผลงานของตัวเอง” คุณแม่เล่าถึงบรรยากาศสนุก ๆ ที่นิทรรศการ Future Shapes: Doodle Art Exhibition “พอมีเพื่อนวาด เด็ก ๆ ก็จะวาดตามกัน สนุกดี ”

“It takes a village to raise a child” เป็นประโยคที่มักจะได้ยินเมื่อพูดถึงการเลี้ยงเด็ก

ทั้งพ่อและแม่ต้องทำงานกันเป็นทีม เพื่อมอบพื้นฐานชีวิต ค่านิยม และสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่ลูก สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวก็ต้องมีเป้าหมายร่วมกันคือสร้างบ้านให้เป็นบ้าน โรงเรียนก็มีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นสังคมนอกบ้านแห่งแรก ๆ ของเด็ก ซึ่งหล่อหลอมให้พวกเขาผ่านสิ่งแวดล้อมกับครูและมิตรที่ได้พบ

การส่งเสริมให้เด็กมีเพื่อนเป็นศิลปะก็เช่นกัน นอกจากการสนับสนุนจากพ่อแม่แล้ว การห้อมล้อมเด็กด้วยผู้คนที่เห็นคุณค่าของงานศิลป์ก็เป็นสิ่งสำคัญ

ในมุมกลับกัน เด็กและปากกาก็สร้างหมู่บ้านได้

ปากกาสีดำ 1 ด้ามพาเพื่อน 13 คนมาพบกัน

เพื่อน 1 คนวาดภาพ ทำให้เด็กอีกมากอยากวาดตาม

ผู้เยี่ยมชมผลงานนานาวัยต่างได้มิตรใหม่กลับไป และบังเอิญพบมิตรเก่าที่ห่างเหินกันไปนาน

คุณพ่อคุณแม่ของตินตินและติโต้ก็ได้เจอกับเพื่อน ๆ ของตนเองที่นิทรรศการเช่นกัน

เป็นหมู่บ้านใหญ่ที่มีลายเส้นช่วยเชื่อมโยง

ปัจจุบัน พื้นที่ให้เด็ก ๆ โชว์พลังยังจำกัดอยู่ คุณพ่อเลยหวังให้มีพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการที่ให้เด็กได้แสดงความสามารถ เหมือนกับที่ MOCA BANGKOK ให้พื้นที่เด็ก ๆ ได้โชว์ผลงาน

“งานนิทรรศการส่วนมากแสดงผลงานศิลปินรุ่นใหญ่เท่านั้น จริง ๆ แล้วเด็ก ๆ ที่มีความสามารถยังมีอีกเยอะ เพียงแต่พวกเขาไม่มีเวทีในการแสดงออกเท่านั้นเอง”

การให้พื้นที่ในการแสดงออกเป็นการกระทำง่าย ๆ แต่มีผลต่อเด็กอย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นการแสดงให้เขารู้ว่าเราเห็นคุณค่าในสิ่งที่พวกเขาทำ การเก็บผลงานที่ลูก ๆ วาดเล็กวาดน้อยไว้ในแฟ้ม และเรียงเก็บไว้บนชั้นแบบที่คุณพ่อทำ ก็เป็นเหมือนนิทรรศการเล็ก ๆ ที่ให้เกียรติเด็ก ๆ ตั้งแต่เริ่มวาด

ติโต้ย้อนดูผลงานในแฟ้มที่คุณพ่อสะสมไว้

วัยเด็กคือช่วงที่ตัวตนของผู้ใหญ่คนหนึ่งกำลังถูกพัฒนา พวกเขาใช้ศิลปะในการสื่อสาร จินตนาการ ความฝันและความหวังที่ยังเต็มเปี่ยม หากเราไม่ให้พื้นที่ในการแสดงสิ่งเหล่านี้ออกมา ลองคิดดูว่าจะพลาดความฝันและความหวังไปกี่อย่าง

A life of art, an art of life

กระบวนการสร้างงานศิลปะคือสนามจำลองชีวิตสำหรับเด็ก

การสร้างผลงานให้ทันกำหนดเป็นการฝึกให้เด็กมีวินัย พร้อมรับมือกับความรับผิดชอบที่จะใหญ่และเยอะขึ้นในอนาคต การนำผลงานไปแสดงให้คนเห็นมากขึ้น ก็เป็นการให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายมากขึ้นด้วย

“ความสวยมันอยู่ที่ตาคนมองก็จริง แต่เวลามีคนมาคอมเมนต์งานก็จะบอกให้เขาฟังนะ” คุณแม่สอนทั้งคู่เมื่อต้องเจอกับความคิดที่แตกต่าง

“ก็จะอธิบายให้เขาเข้าใจว่า ฟังแต่เสียงชอบไม่ได้ เราจะได้เอามาปรับปรุง เช่น ยังวาดแล้วไม่สื่อสาร” บทเรียนจากศิลปะมีหลากหลายแง่มุม ซึ่งขนานกับหลักการดำเนินชีวิต

“แม้แต่การเลี้ยงลูกก็ต้องมีศิลปะเหมือนกันนะ” คุณพ่อเสริมพร้อมเสียงหัวเราะ

เรานำความหมายของประโยคนี้มาทบทวนแล้วพบว่า การเลี้ยงคนหนึ่งคนใช้ทักษะคล้ายกับศิลปิน Doodle ไม่น้อย กริยาของคำว่า ‘Doodling’ คือการให้ปากกาพาไปโดยไม่มีเส้นร่าง เพราะฉะนั้น ตัวศิลปินเองก็ไม่มีทางรู้ว่า ภาพสุดท้ายจะออกมาหน้าตาอย่างไร พ่อแม่เองก็ไม่รู้เช่นกันว่าสุดท้ายลูก ๆ จะเติบโตขึ้นเหมือนกับที่ตนเองนึกภาพไว้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่พวกเขาทำได้ คือคอยสังเกตต่อเติมภาพไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ปรับรายละเอียดของภาพตามความรู้สึกและความคิดของเด็ก ระหว่างทางก็คอยลุกออกมาดูบ้างว่า องค์ประกอบของภาพใหญ่สมดุลหรือไม่ โดยคิดทบทวนอยู่เสมอว่าพื้นฐานชีวิตหรือค่านิยมอะไรบ้างที่ต้องการให้เด็ก ๆ มีติดตัวไปในอนาคต

คุณพ่อและคุณแม่ของตินตินและติโต้ไม่ได้คาดหวังว่า ลูกจะต้องเติบโตไปเป็นศิลปิน หรือต้องรักการวาดรูปไปตลอดชีวิต

“โต้อยากเป็นนักฟุตบอล” ติโต้ผู้ชอบเล่นกีฬาทุกชนิดตอบเสียงใส เมื่อพูดถึงความฝัน ณ ตอนนี้

ส่วนตินตินเงียบคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบว่า “อยากเป็นบรรณาธิการ” นี่เป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายความฝันของทั้งคู่

การเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินมือเล็กเป็นลวดลายที่น่าจดจำลวดลายหนึ่งบนกระดาษ แต่ก็ยังมีพื้นที่สีขาวอีกมากให้พวกเขาค่อย ๆ จรดปากกาวาดแต่งเติมที่ว่างด้วยสองมือเล็ก ๆ ของตัวเอง

โลโก้ใหม่ของ The Cloud ออกแบบโดย ตินติน

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load