25 กุมภาพันธ์ 2564
13K

นาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่สตูดิโอแห่งนี้ เรารู้สึกอึ้งและทึ่งกับพรสวรรค์ของสองพี่น้องคู่นี้มาก

นี่พวกเขาไม่ได้มากันเล่นๆ แล้วนะ

ทุกพื้นที่ของบ้านเต็มไปด้วยงานศิลปะซึ่งดูแล้วไม่เหมือนฝีมือเด็กวาดเลย เพราะดูเป็นมืออาชีพ กวาดสายตาดูคร่าวๆ น่าจะมีนับร้อยภาพ ถัดกันมีมุมเขียนภาพ และมีหอศิลป์ของตัวเองแบบจริงจัง 

เมื่อเราได้มาพูดคุยกับน้องๆ ก็ยิ่งประทับใจ และไม่แปลกใจเลยว่าทำไมศิลปินแห่งชาติ คนดังระดับท็อปของเมืองไทย อย่าง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ถึงได้รับน้องๆ เป็นลูกศิษย์ตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ขวบ

ก่อนหน้านี้ เรารู้จักอามานี่และดาเนียลผ่านการชมรายการ SUPER 10 อัจฉริยะพันธุ์จิ๋ว ที่คัดเลือกเด็กผู้มีความสามารถด้านต่างๆ มาโชว์พรสวรรค์กันในรายการ ดูทั้ง 2 เทปของศิลปินพี่น้องคู่นี้ก็ว่าพวกเขาไม่ธรรมดา อนาคตว่าที่ศิลปินระดับประเทศแน่นอน

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

อามานี่-วชิรวิทย์ และ ดาเนียล-อชิรวิทย์ สามารถ เป็นชาวจังหวัดภูเก็ตโดยกำเนิด สองหนุ่มน้อยของครอบครัวมีคุณพ่อคุณแม่คอยสนับสนุนให้ได้ทำสิ่งที่รัก นั่นก็คือการเขียนภาพ เป้าหมายการทำงานศิลปะของทั้งคู่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว เขามุ่งมั่นเกินเด็กวัยเดียวกัน คิดทำศิลปะเพื่อช่วยเหลือสังคมด้วย 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พี่น้องคู่นี้ โดยเฉพาะอามานี่ พี่ชาย ได้วาดภาพไปประมูล นำเงินที่ได้ไปช่วยเหลือผู้คนในโครงการต่างๆ มากมาย รวมถึงนำเงินไปมอบเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์อยู่เสมอ ปัจจุบัน อามานี่อายุ 15 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.3 โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ เป็นที่รู้จักจากการเขียนภาพลายไทยฝีมือเกินเด็ก เขากวาดรางวัลเกียรติยศมากเวทีจนเกินนับนิ้วถ้วน รวมถึงรางวัล CEO Awards โครงการศิลปกรรมช้างเผือกของไทยเบฟเวอเรจ และรางวัลเหรียญทองแดง ประเภทศิลปินใหม่หรือสมัครเล่น จากการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ประจำ พ.ศ. 2561 

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

นอกจากนี้ อามานี่ยังมีโอกาสได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานถ้วยรางวัลจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากการสร้างสรรค์ผลงาน ‘พระราชาของเด็ก 10 ขวบ’ ศิลปินเยาว์วัยคนนี้ได้ทุ่มเทเวลากว่า 1 เดือนในถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านมือและหัวใจที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี 

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

และเขาเคยเป็นตัวแทนศิลปินไทยไปโชว์ความสามารถในหลายประเทศ อาทิ ศิลปินเด็กคนเดียวที่ได้เดินทางไปวาดภาพลายไทยโชว์ที่เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีน ครั้งนั้นอามานี่มีโอกาสพบปะพูดคุยกับศิลปินจีนชั้นครูหลายท่านที่ให้คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการเทคนิคเขียนภาพต่างๆ และอีกครั้ง ได้นำผลงานไปจัดแสดงใน Tokyo Metropolitan Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญทองจาก World Congress of Culture กลับมาด้วย

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ไม่เพียงแค่เป็นจิตรกรเด็กฝีมือชั้นครู อามานี่เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องชายคนเดียวอย่างดาเนียลหันมาสนใจศิลปะ ที่มากฝีมือตามรอยพี่ชายมาติดๆ เรียกว่าเป็นลูกไม้ใต้ต้นของพี่ชายเลยก็ว่าได้ ดาเนียลค้นพบแนวทางการเขียนรูปของตนเอง เป็นการวาดภาพเหมือนบุคคล (Portrait) ด้วยลายเส้นดรออิ้งที่มีพลังและมีชีวิตชีวา ปัจจุบันดาเนียลอายุ 13 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.1 โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวกันกับพี่ชาย

นี่คือเรื่องราวข้างหลังภาพของพวกเขาทั้งสอง

เด็กอนุบาลในโลกศิลปะ

อามานี่ เริ่มสนใจการเขียนรูปตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ ขณะนั้นเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2 แทนที่เด็กน้อยจะวาดรูปบ้าน ต้นไม้ ทะเล ภูเขา หรือสิงสาราสัตว์ทั่วไป เขากลับเลือกวาดรูปสัตว์ในตำนานอย่างพญานาคที่ผูกพันกับความเชื่อของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา

พญานาคตัวแรกที่เด็กชายวาด มีต้นแบบมาจากภาพที่ค้นเจอในร้านขายของที่ระลึกของพ่อกับแม่ ทันทีที่เห็นว่าที่ศิลปินก็ขอกระดาษมาลองวาด เขาว่าหลังจากวันนั้นก็ไม่เคยหยุดเขียนรูปอีกเลย

วัยเด็กของอามานี่แตกต่างไปจากเพื่อนวัยเดียวกัน ที่เวลาส่วนใหญ่มักหมดไปกับการวิ่งเล่นสนุกสนานตามประสา เขาสนใจการเขียนรูปอย่างจริงจัง มักนั่งเขียนรูปโดยหยิบสิ่งต่างๆ รอบตัวในชีวิตประจำวันมาเป็นแบบ เช่น รูปปั้นหรือภาพลายไทยจากร้านขายของที่ระลึก 

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์
อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

เมื่อพ่อแม่ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการเขียนรูปของลูกชาย จึงตัดสินใจพาไปเรียนกับครูสอนศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ในครั้งนั้นดูเหมือนจะไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของอามานี่ จึงเลิกเรียนศิลปะในชั้นเรียน แล้วหันมาฝึกเขียนรูป ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ฝึกเขียนรูปจากหนังสือศิลปะ รวมทั้งอาศัยสื่อสมัยใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตและ YouTube เป็นอาจารย์ ส่วนครูอีกคนคือการได้ไปชมนิทรรศการศิลปะต่างๆ ทำให้เขาได้เห็นตัวอย่างผลงานดีๆ และได้พูดคุยขอคำแนะนำจากศิลปินผู้สร้างผลงานด้วย

“ช่อง YouTube ที่ผมดูมีทั้งของไทยและต่างชาติตามความสนใจ ตอนนั้นผมชอบศึกษาเรื่อง รามเกียรติ์ ครับ ผมสนใจเรื่องการเขียนลายไทย เพื่ออนุรักษ์ความเป็นไทยด้วยครับ” จิตรกรผู้พี่เริ่มต้นเล่า

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

เมื่อเห็นแบบอย่างจากอามานี่ผู้ตั้งใจฝึกเขียนรูปเป็นประจำทุกวัน ดาเนียล น้องชายผู้ไม่เคยสนใจศิลปะมาก่อน จึงนึกอยากวาดรูปบ้าง 

“รูปแรกที่วาดเป็นดอกไม้ แต่ตอนนั้นวาดไม่สวยเท่าไหร่ เลยฝึกมาเรื่อยๆ ดูจากหนังสือ จาก YouTube แล้วพี่อามานี่ก็คอยสอน แต่ผมไม่วาดลายไทยแบบพี่ เพราะอยากวาดอะไรที่แตกต่างกันไปเลย ผมชอบวาด Portrait เพราะจะได้ฝึกเรื่องแสงและเงา รวมถึงเรื่องสัดส่วนกายวิภาคด้วยครับ” ศิลปินผู้น้องเล่าต่อ

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

“พอน้องอยากวาดรูป วิธีการสอนของผมคือปล่อยให้น้องฝึกเขียนรูปไปเรื่อยๆ เขียนให้เยอะ เอาตามแนวที่เขาชอบเลย น้องเขาชอบดรออิ้ง ผมก็ช่วยสอนเทคนิคต่างๆ ให้น้องบ้าง วิจารณ์งานน้องบ้าง แนะนำให้เขาศึกษาจากหนังสือศิลปะเยอะๆ” อามานี่เสริม

ลางเนื้อชอบลางยา

อามานี่ผู้สนใจวาดภาพลายไทยมาโดยตลอด เขาคิดสร้างเอกลักษณ์ให้เป็นที่จดจำ 

“ผมชอบเขียนภาพลายไทยโดยใช้พื้นเป็นสีทองและถมดำ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากจิตรกรรมฝาผนังเก่าๆ ผมรู้สึกว่ามีเสน่ห์มาก และอยากอนุรักษ์ความเป็นไทยไว้ด้วยครับ” เขาเล่าถึงภาพที่ตัดสินใจใช้เป็นลายเซ็น ก่อนเล่าเรื่องเทคนิคที่ใช้ต่อ

เด็กชายเริ่มฝึกเขียนรูปจากเทคนิคพื้นฐาน คือดินสอ สีไม้ และปากกา ก่อนเพิ่มทักษะด้วยการใช้เทคนิคที่ยากขึ้น คือสีอะคริลิกและสีน้ำมัน

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

“ตอนที่ผมฝึกเขียนสีน้ำมันก็รู้สึกท้อนะครับ ผมยังไม่รู้เทคนิคที่ถูกต้อง เลยนึกว่ามันจะแห้งไวเหมือนสีอะคริลิก แต่ไม่ใช่ แสงเงาก็ไม่ได้ นั่งเขียนรูปอยู่รูปหนึ่งจนเกือบเช้า แล้วก็ทำบ้านเลอะเต็มไปหมดเลย แต่โชคดีที่หลังจากนั้นมีโอกาสเจอศิลปิน ครูบาอาจารย์หลายๆ ท่านซึ่งพวกเขาได้แนะนำเทคนิคต่างๆ ให้ ผมจึงนำกลับมาฝึกฝนด้วยตนเอง และทำได้ในที่สุด

“ตอนนี้ผมกำลังฝึกวาดดรออิ้งให้เยอะขึ้น ฝึกวาดพวกกล้ามเนื้อ กายวิภาค อย่างภาพที่กำลังวาดอยู่นี้ผมก็ฝึกวาดภาพของ มีเกลันเจโล (Michelangelo) ครับ แล้วผมก็สนใจศึกษางานของ ปิกัสโซ่ (Picasso) และ ซัลบาโด ดาลี (Salvador Dali) ครับ” อามานี่เล่า ในขณะที่มือรังสรรงานไปด้วย

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ส่วนดาเนียลผู้โฟกัสที่การเขียนภาพเหมือนบุคคล เขาหลงใหลในความมีชีวิตชีวา การแสดงอารมณ์ ความรู้สึกทางสีหน้าของผู้คนในอิริยาบถต่างๆ ดาเนียลมีความมุ่งมั่น อดทน และพยายามเรียนรู้วิธีการสร้างผลงานศิลปะในสไตล์ของตัวเอง 

“สิ่งที่ผมยังทำไม่ได้ผมจะไม่ยอมแพ้ครับ เช่น ถ้ายังวาดรูปดวงตาไม่ได้ ผมก็จะวาดมันอยู่อย่างนั้น เป็นร้อยๆ เป็นพันๆ ครั้ง จนกว่าจะวาดได้คล่องและได้สัดส่วนที่ลงตัว จากนั้นถึงจะหัดวาดส่วนอื่นๆ อย่างเช่นจมูกและปาก

“ผมชอบศึกษาวิธีการเขียนรูปจากผลงานมาสเตอร์พีซของศิลปินชั้นครูอย่าง เลโอดาร์โน ดา วินชี (Leonardo Da Vinci) และมีเกลันเจโลด้วยครับ นอกจากนี้ผมก็อยากลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ อย่างการเขียนภาพวิวทิวทัศน์ เขียนธรรมชาติครับ” เขากล่าวด้วยวาจาฉะฉาน พร้อมแววตามุ่งมั่น

ลูกศิษย์อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

อย่างที่ทราบกันดีว่าศิลปินแห่งชาติอย่าง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ไม่ได้รับใครเป็นลูกศิษย์ง่ายๆ หากไม่ได้มีความเพียรพยายามและมีความสามารถโดดเด่นจริงๆ

ตั้งแต่เริ่มเขียนรูป อาจารย์เฉลิมชัยเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้อามานี่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นไทยมาตลอด โดยศิลปินตัวน้อยทุ่มเทฝึกฝนการเขียนรูปอย่างหนักเป็นระยะเวลาหลายปี ในที่สุดความพยายามก็สำเร็จ อาจารย์เฉลิมชัยได้เห็นผลงานของน้องอามานี่ที่ขณะนั้นอายุเพียง 9 ขวบ เป็นภาพเกี่ยวกับ รามเกียรติ์ อาจารย์ประทับใจในความเพียรพยายามของเด็กชาย จึงได้เชื้อเชิญอามานี่และครอบครัวให้ไปพบที่วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย และยอมรับเป็นลูกศิษย์

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ในวันที่ได้พบ อาจารย์เฉลิมชัยชมเชยในฝีมือ พร้อมทั้งสอนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเขียนรูป อามานี่เล่าให้เราฟังว่าเขาตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับทั้งคืน

“ดีใจมากที่จะได้เจอท่าน ผมชอบทุกผลงานของท่านที่นำลายไทยกับความเป็นสมัยใหม่มาผสมกัน และท่านก็ยังเมตตาสอนผมในหลายๆ เรื่อง ทั้งเทคนิคการใช้แสงเงาเพิ่ม น้ำหนักของภาพ และสอนให้ผมฝึกดรออิ้งให้มากๆ รวมถึงสอนให้ผมเป็นคนดี รู้จักแบ่งปัน ที่ผมนำผลงานตัวเองออกไปประมูลนำเงินไปช่วยเหลือคนที่กำลังลำบาก ส่วนหนึ่งก็มาจากคำสอนของท่านด้วยนะครับ”

ทางด้านอาจารย์เฉลิมชัย เคยกล่าวชื่นชมและให้สัมภาษณ์ถึงน้องอามานี่ไว้ว่า 

“สุดยอดแล้ว ลูกศิษย์ตัวน้อยผม เดี๋ยวนี้เขาเก่งมาก เขียนรูปได้ขนาดนี้ เป็นเด็กที่คิดใหญ่ นี่คือคนที่เป็นอนาคตของชาติบ้านเมือง ตอนนี้อามานี่ทรงพลังมากอยู่แล้ว ทั้งเส้น อิสรภาพ และความคิดของเขา เด็กคนนี้เขียนรูปโดยไม่ได้ถูกบังคับมันมาจากหัวใจของเขา 

“เขาเหมือนผมเมื่อเด็กจริงๆ ไม่คิดว่าจะมีเด็กอย่างนี้เกิดขึ้น มีความทุ่มเท ขนาดที่ผู้ใหญ่ยังทำไม่ได้แบบนี้เลย ผมภูมิใจมาก และบอกให้เขาคิดให้ใหญ่เกินตัวเข้าไว้ เพราะมนุษย์มีพลัง ไม่เกี่ยวกับขนาดตัวและวัย ถ้าใจใหญ่ เสกอะไรก็ได้ ผมขอให้เขาได้พัฒนาการวาดภาพต่อไปอย่างไม่ทอดทิ้งเพื่อให้บ้านเมืองมีศิลปินที่ยิ่งใหญ่ โดยอาจจะยิ่งใหญ่กว่าผมเสียอีก”

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ไม่ใช่แค่อามานี่ น้องดาเนียลที่เจริญตามรอยพี่ชายมาติดๆ ก็ได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เฉลิมชัยเช่นกัน โดยปัจจุบัน อาจารย์ยังคงให้การบ้านเพื่อให้ทั้งสองได้ฝึกฝนและพัฒนาฝีมือ อีกทั้งอาจารย์ยังให้คำแนะนำในการเขียนรูปอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ

เมื่อศิลปะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่มีเป้าหมายเพื่อช่วยสังคม

ครั้งที่อามานี่ยังเป็นเด็กเล็กๆ อายุเพียง 4 – 5 ขวบ เขาเคยป่วยหนักเป็นโรคอีสุกอีใสหลบใน ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่เป็นเดือน ครอบครัวหมดค่ารักษาไปนับล้านบาท เพื่อให้เขาให้หายกลับมามีชีวิตปกติได้อีกครั้ง ระหว่างที่รักษาตัว เขาได้มองไปรอบๆ เห็นเด็กป่วยหนักอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนใจ และยังคงจำความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี อามานี่จึงมีความตั้งใจจะช่วยเหลือผู้อื่น จนในที่สุดเขาได้เริ่มทำฝันให้เป็นจริงขึ้นมา

“ตอนอายุเจ็ดขวบ ผมไปถนนคนเดิน จังหวัดภูเก็ตครับ ไปวาดรูปโชว์ แล้วตั้งกล่องไว้ให้ใส่เงิน ผมนำเงินนั้นไปบริจาคที่โรงพยาบาลและซื้ออุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ ผมทำมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้นำผลงานไปประมูล ได้เงินไปช่วยเหลือโครงการอื่นๆ มากพอสมควรเลยครับ และผมก็จะทำต่อไป”

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์
อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

จากวันแรกจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 8 ปีแล้วที่อามานี่ใช้พรสวรรค์ทางด้านศิลปะของตนเองมาทำประโยชน์ให้กับสังคม ภาพวาดที่นำออกประมูลแต่ละครั้ง ได้เงินบริจาคไปนับแสนบาท นอกจากช่วยเหลือผู้ป่วยตามโรงพยาบาล ซื้ออุปกรณ์การแพทย์ แล้วเขายังนำไปช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารตามจังหวัดต่างๆ รวมถึงมอบเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาเด็กที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือเด็กที่มีสภาพร่างกายไม่พร้อม โดยส่วนมากจะเน้นไปที่กลุ่มเด็ก เพราะเป็นความตั้งใจตั้งแต่ตอนที่ป่วยหนัก ด้วยอยากเห็นเด็กเหล่านั้นแข็งแรงและมีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง

ดาเนียลเองก็มีความมุ่งมั่นที่จะใช้ศิลปะเพื่อช่วยเหลือผู้คนไม่แพ้พี่ชาย และตั้งใจทำมันอย่างดีที่สุดเช่นกัน

“เป้าหมายในชีวิตผมคือการเป็นศิลปิน และผมอยากใช้ศิลปะเพื่อช่วยเหลือคนอื่นแบบที่พี่ทำ ตอนนี้รายได้จากผลงานบางส่วนของผมก็นำไปช่วยคนด้วยเหมือนกันครับ”

ความฝันในการสร้างหอศิลป์

พี่น้องศิลปินคู่นี้ไม่ได้ตั้งใจทำงานศิลปะเพื่อตอบสนองความสุข และความพึงพอใจของตนเองเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดหมายปลายทางที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการใช้ศิลปะเป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อช่วยเหลือสังคมด้วย

ที่จังหวัดภูเก็ตไม่ค่อยมีหอศิลป์สำหรับแสดงงานศิลปะ อามานี่จึงอยากสร้างหอศิลป์ขึ้นมา โดยแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งในบริเวณบ้านและสตูดิโอทำงานของเขา 

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

หอศิลป์ที่ว่า ตั้งใจให้ได้มาตรฐานเพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น มากว่าการเป็นสถานที่แสดงงานของพวกเขา

“ผมอยากให้เป็นพื้นที่กลางสำหรับจัดนิทรรศการศิลปะหมุนเวียนของศิลปินคนอื่นๆ ในอนาคต แล้วตั้งใจให้เป็นที่เรียนรู้ศิลปะเด็กด้วยครับ ที่นี่จะมีเฟรมเตรียมให้ แต่น้องๆ ต้องเตรียมสีมาเอง มาเขียนรูปด้วย ผมอยากสอนน้องๆ เขียนรูป

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์
อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

“อีกอย่างหนึ่งคือภูเก็ตไม่ค่อยมีหอศิลป์ ผมมีความฝันว่าอยากทำหอศิลป์เพื่อให้เป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตด้วยครับ” การมองการณ์ไกลของศิลปินวัยเยา ทำเราตื้นตันใจแทนวงการศิลปะเป็นที่สุด

ส่งต่อแรงบันดาลใจจากครอบครัวสามารถ

นอกจากใจรัก แรงสนับสนุนจากครอบครัวมีส่วนสำคัญที่ทำให้อามานี่และดาเนียลเป็นศิลปินเด็กที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย คุณพ่อ มานะ สามารถ คือผู้ผลักดันลูกๆ อยู่เบื้องหลัง เราจึงอยากชวนเขามาแชร์ไอเดียสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากส่งเสริมให้ลูกมีความสามารถพิเศษในด้านต่างๆ ซึ่งข้อแรก คุณพ่อบอกว่าไม่อยากให้ผู้ปกครองนำความคิดของตัวเองใส่ลงไปในตัวเด็ก

“บางครั้งอยากให้ลูกเป็นนั่นเป็นนี่ แต่ไม่เคยถามลูกว่าเขาชอบสิ่งที่พ่อแม่ยัดเยียดให้หรือเปล่า อยากให้สังเกตและปรึกษาลูกว่าจริงๆ แล้วเขาชอบอะไร แล้วจึงสนับสนุนในสิ่งที่นั้น อย่างอามานี่เขาอยากวาดรูป เขาก็มาบอก ก่อนหน้านี้พ่อกับแม่ก็ให้เขาลองหลายอย่าง ทั้งเล่นเปียโน ตีกลอง แต่เขาบอกว่าไม่ใช่ เราก็ไม่บังคับ ดาเนียลก็เช่นกัน เราไม่เคยบอกให้เขาต้องวาดรูปตามพี่ จนมาวันหนึ่งอยากเขียนรูปขึ้นมาเอง”

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ส่วนน้องๆ ที่อยากมีความสามารถพิเศษหรืออยากวาดรูปบ้าง คุณครูหนุ่มน้อยได้แนะนำเช่นเดียวกันว่าให้ค้นหาสิ่งที่ชอบก่อนและฝึกฝน

“ถ้าชอบวาดรูปก็ควรจจะฝึกวาดไปเรื่อยๆ ให้ลองใช้สีเลยครับ ลองให้เขามีความคิดเป็นของตัวเอง มีจินตนาการ ไม่ต้องไปกำหนดกรอบอะไรเลยครับ”

ศิลปินรุ่นเยาว์ผู้มีพรสวรรค์และพรแสวง พัฒนาตัวเองอย่างไม่มีวันหยุดทิ้งท้าย

อามานี่-ดาเนียล พี่น้องจิตรกรเด็กแห่งภูเก็ตที่ฝีมือเข้าตา อ.เฉลิมชัย จนรับเป็นศิษย์

ติดตามผลงานของทั้งคู่ได้ที่ Facebook : Armani Wachirawit Samart

Writer

พิมพ์ปวีณ สุนทรธรรมรัต

Curator อิสระ/Art Dealer และนักเขียนที่รักงานศิลปะเป็นชีวิตจิตใจ ปัจจุบันเธอยังคงทำงานอยู่ในแวดวงศิลปะทั้งไฟน์อาร์ตและสตรีตอาร์ต

Photographer

อธิวัฒน์ สุขคุ้ม

เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ ทำเพจรีวิวชื่อ ‘วาดแสง’ ชอบในการท่องเที่ยว เขา ทะเล ถ่ายภาพ กล้องฟิล์ม แคมปิ้ง รักอิสระ เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

“ยากจังเลย ผมค่อนข้างต่อต้านคำว่า ‘ศิลปิน’ นะ เพราะสำหรับผม คำนี้หมายถึงผู้สร้างสรรค์งานศิลปะที่ทำให้คนมีจิตใจสว่างไสว นำไปสู่การตื่นรู้อะไรบางอย่าง แต่ผมไม่ใช่เลยสักนิด”

โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล คู่สนทนาของเราคราวนี้รีบตอบทันควัน เมื่อเราชวนเขาย้อนมองถึงนิยามของตัวเอง

เขาคือคนทำงานศิลปะร่วมสมัย ผู้หยิบปัญหาสิ่งแวดล้อมมาสร้างสรรค์งานศิลปะ ผู้นำหนอนแมลงวันมาทำงานจนถูกแบนจากแกลเลอรี่ไปพักใหญ่ๆ และผู้มีผลงานชื่อดังไปอวดโฉมชาวโลกถึงประเทศเบลเยียม

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

“แนวทางของผมเป็นการควานหาสิ่งซึ่งถูกซ่อนไว้ใต้พรมให้เจอ แล้วนำมาเปิดเผย เพื่อชี้ให้เห็นปัญหามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“คนเอเชียมักซ่อนภาพไม่เหมาะสมเอาไว้ แต่การทำความเข้าใจปัญหา ต้องอาศัยการซื่อสัตย์ต่อความจริง ซึ่งเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติ หากพรีเซนต์แต่ภาพสวยงาม แล้วซ่อนความเลวร้ายไว้ตลอดเวลา สังคมจะเดินต่อไปอย่างไร เราต้องรู้ต้นตอของปัญหา ตระหนักว่าถนนของเรามีอุปสรรคขวากหนามอยู่ ไม่ใช่มองขึ้นฟ้า เห็นว่าสวยดี แล้วเดินต่อไปโดยไม่รู้ว่าข้างหน้าคือเหว”

ก่อนจะแหงนหน้ามองฟ้า ดื่มด่ำความงามของผืนนภาสีครามสด เราขอชวนคุณผู้อ่านก้มหน้าสู่ดิน ค้อมหลังฟังเสียงสารพันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรืองศักดิ์นำมาสร้างสรรค์งานศิลปะ

ตั้งแต่สิงสาราสัตว์ที่เกือบสิ้นวงศ์พงศาเพราะน้ำมือมนุษย์ ความรุนแรงอันแสนอยุติธรรมต่อสัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์ น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ใครก็เอาไม่อยู่ มหาธุลีพิบัติภัย PM 2.5 ซึ่งแวะเวียนเยี่ยมเยียนเราทุกฤดูหนาว ไปจนถึง Reincarnation III – Ecologies of Life นิทรรศการเสียงกระซิบจากสัตว์สูญพันธุ์ ที่เพิ่งจัดแสดงไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

01 “ผมเคยเชื่อในระบบ”

หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของศิลปินนักอนุรักษ์ ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดซึ่งนับวันยิ่งไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เราเริ่มต้นบทสนทนาอย่างเป็นทางการด้วยการถามทวนต่อจากบทสนทนาตอนต้น

คุณมองตัวเองคือผู้เปิดเผยขยะใต้พรม ?

“พยายามเป็น ก่อนหน้านี้ผมเคยเชื่อในระบบเหมือนกัน คือเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างไหลลื่นตามระบบที่วางไว้ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมมีระบบจัดการสารพิษ ขยะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ไม่หลุดรอดไปสู่ที่ต่างๆ สัตว์เลี้ยงของมนุษย์ไม่ได้ถูกขโมยมาจากธรรมชาติ 

“แต่เราต่างรับรู้กันดีว่าอุตสาหกรรมทิ้งสารพิษออกมาเยอะแยะ ขยะหลุดรอดไปในสิ่งแวดล้อมมากมาย สัตว์ในจตุจักรไม่น้อยถูกลักลอบนำเข้ามาแบบผิดกฎหมาย เรากลับเลือกจะไม่มอง แต่ซ่อนไว้เพราะเหนียมอายต่อความจริง”

“ผมจึงเลิกเชื่อในระบบ” น้ำเสียงหนักแน่นแต่เรียบนิ่ง

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

ก่อนเล่าเหตุผลตอกย้ำความไม่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของระบบ ที่มาจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟตกรางในสเปน เพราะระบบเศรษฐกิจตกต่ำในช่วง Hamburger Crisis ทำให้ต้องลดการดูแลรักษาลง รถไฟซึ่งควรจะเลี้ยวโค้งไปดีๆ จึงตกราง และเหตุการณ์สะพานขนาดใหญ่ในอิตาลีพังถล่มลงมา เพราะไม่ได้รับการดูแลรักษามากว่า 20 ปี

“ผมตั้งคำถามว่า เราจะเชื่อในระบบต่างๆ อย่างหมดสิ้นหมดใจไปถึงร้อยปีพันปีได้อย่างไร ในเมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะรู้ได้อย่างไรว่ามันหมดสภาพไปแล้ว หากรัฐยิ่งซุกซ่อนอะไรไว้ ก็จะยิ่งเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นอีก”

หลังจาก ‘เลิกเชื่อในระบบ’ โจ้จึงเริ่มภารกิจแสวงหาทุกปัญหาที่มนุษย์กระทำต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหาญกล้า แต่กลับซุกซ่อนไว้เพราะขวยเขินหน้าบาง และนำมาดัดแปลงเป็นงานศิลปะ

“การเคลื่อนไหวนี้กระตุ้นให้ผมออกมาทำงานขุดคุ้ยเผยแผ่ แล้วผมเชื่อในงานศิลปะยุคใหม่ ซึ่งแม้มีความขัดแย้งในตัวมันสูง แต่ยังประนีประนอม เปิดโอกาสให้คนวิพากษ์วิจารณ์เพื่อคิดหาแง่มุมใหม่จากมันซ้ำไปซ้ำมาได้เสมอ”

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

02 “ทำไมเราต้องทำงานเพนต์อยู่”

เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล เรียนจบด้านศิลปะโดยตรงจากรั้วเพาะช่าง ทักษะการสร้างสรรค์จึงไม่ใช่ข้อกังขาเคลือบแคลง แต่ความน่าสนใจคือรูปแบบการทำงานซึ่งก้าวออกนอกขนบ ผิดแผกไปจากเพื่อนศิลปินรุ่นเดียวกัน

เช่นคราวหนึ่งเมื่อครั้งเป็นนักเรียน เขานำเวชภัณฑ์และเศษอาหารเหลือใช้มาบรรจุลงในหลอดแก้ว สร้างเป็นงานศิลปะจัดวาง ปรากฏว่าผลงานชิ้นนั้นเป็นแกะดำของงาน เพราะบรรดามิตรสหายต่างขุดกลเม็ดเด็ดพรายขึ้นมาทำจิตรกรรมประกวดประขันกัน เขาจึงเจียมตัวเองดีว่าแนวทางของตนเป็น ‘ตัวประหลาด’ ของวงการ

“ผมเคยตั้งคำถามว่า ‘ทำไมเราต้องทำงานเพนต์อยู่’

“คำตอบคลิเช่มาก โลกทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมากมาย ภาพถ่ายก็เคลื่อนไหวเป็นวิดีโอได้แล้ว ในเมื่อมันมีของจริงแบบสามมิติ แสดงร่อยรอยเรื่องราวทุกอย่างซึ่งแปดเปื้อนไว้ได้ด้วยตัวเองอยู่ ทำไมไม่เอามาใช้เลยล่ะ จะเพนต์เพื่อชักจูงให้คนเชื่อว่าสิ่งตรงหน้าสร้างความรู้สึกนึกคิดได้จริงทำไม

“ตอนแรกๆ ก็ยังไม่เคลียร์ว่าจะเป็นงานศิลปะได้อย่างไร แต่พอเห็นศิลปินชาวฝรั่งเศสตระเวนเก็บขยะตลอดสองปีเพื่อทำงานศิลปะ แล้วมันก็เป็นศิลปะได้จริง จึงรู้ว่าเป็นไปได้ นั่นคือเมื่อสามสิบปีก่อน สมัยที่เพื่อนผมยังเพนต์กันอยู่เลย”

โจ้สะสมความสนใจข้อนี้ไว้เป็นเหมือนปุ๋ยยา เสริมความเชื่อของตนให้อุดมสมบูรณ์ จนผลิดอกออกผลมาเป็นนิทรรศการ Metamorphosis ศิลปะจัดวางของเขาครั้งแรกที่ Siam Art Museum เมื่อ ค.ศ. 2001

“ผมเล่นเรื่องกระบวนการแปรสัณฐาน เปรียบเทียบระหว่างหนอนผีเสื้อซึ่งดูเป็นกระบวนการเติบโตอันงดงาม กับหนอนแมลงวันซึ่งดูน่ารังเกียจ เอาของจริงมาวางในแท่นคู่กัน เพื่อให้ผู้ชมสำรวจดูความรู้สึกของตัวเองต่อสัตว์ทั้งสองชนิด

“แต่ก็ต้องปิดตัวลงก่อนโปรเจกต์นั้นจบ เพราะเจ้าของรู้สึกว่ากลิ่นของหนอนแมลงวันกินเนื้อเน่ารบกวนผู้ชมมากจนคนไม่มา เลยมีช่วงสั้นๆ ที่ผมเหมือนถูกแบนจากบรรดาแกลเลอรี่ ว่าอย่าไปชวนไอ้นี่มาโชว์นะ เดี๋ยวแกลเลอรี่เสียชื่อ”

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

เขาเล่าความหลังพลางหัวเราะ ใช้ความตลกขบขันกำบังบทเรียนชีวิตครั้งสำคัญบนถนนสายศิลปิน ก่อนขยายความถึงกลวิธีสร้างสรรค์งานศิลปะสุดเจ๋งจากเพื่อนร่วมวงการต่างชาติที่เจ้าตัวประทับใจ

“อย่างศิลปินชาวดัตช์ชื่อ Startel เขาทำห้องมืด ขนาดประมาณสี่สิบตารางเมตร ที่มีแต่หนอนแมลงวันคลานยั้วเยี้ยเป็นล้านตัว ใช้ไมโครโฟนจับเสียงการเคลื่อนไหวเบาๆ แล้วขยายเสียงผ่านลำโพง ซึ่งส่องแสงอัลตราไวโอเลตจากข้างบนลงมา รับกับสเต็ปทางเดิน เข้ามาตอนแรกจะมองไม่เห็นว่าพื้นเป็นอะไร แต่พอตาเริ่มชินกับห้องมืด จะเห็นว่าพื้นห้องทั้งหมดเต็มไปด้วยหนอนแมลงวันที่ยังมีชีวิต นั่นคือความสุดของศิลปิน

“คิวเรเตอร์งานนั้นหมกมุ่นกับเรื่องสภาวะการมีชีวิตของสิ่งที่ตายไปแล้วมากๆ ครั้งหนึ่งเขาหยิบเอาปรากฏการณ์ Electrochemical Cell คือชิ้นส่วนที่ตายไปแล้ว แต่ยังมีปฏิกิริยาเคมีและไฟฟ้าอยู่เล็กน้อยมาเป็นมุกในงาน พอดีเพื่อนเขานิ้วขาด จึงเอามาแช่ในฟอร์มาลีน แล้วใช้แอมป์มิเตอร์เสียบเข้าไป ใช้คอมพิวเตอร์แปลงกระแสไฟฟ้า ซึ่งยังหลงเหลืออยู่เป็นคลื่นเสียงหอนออกมาจากลำโพง ราวกับว่านิ้วนั้นยังมีชีวิตอยู่

“หรือมีศิลปินอีกคนหนึ่ง เอาเศษกระดูกวัวเป็นตันๆ จากโรงเชือดมากองพะเนิน แล้วปล่อยให้มันเน่า แต่ดินที่เบลเยียมมีแบคทีเรีย ซึ่งเปลี่ยนไขมันในกระดูกเป็นสีม่วง ฉะนั้น งานจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเลือดเป็นสีม่วง ดูสวยและน่ากลัวในคราวเดียวกัน”

ประสบการณ์ล้ำค่าจากการได้ออกไปปฏิสัมพันธ์กับแวดวงศิลปะต่างประเทศ ตีเปิดเพดานความคิดให้กว้างขวางออกอย่างไปไม่จำกัด วิสัยทัศน์ของเรืองศักดิ์แผ่ขยายไพศาล จนพบว่าผลงานตัวเองเป็นเพียงเศษเสี้ยวกระผีกริ้นแห่งความเป็นไปได้ทั้งหมด ตราบเท่าที่ ‘ศิลปะ’ อนุญาต

03 “ความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์คืองานศิลปะ”

“ประเด็นคือ ผมมองว่าทำไมจะ ‘ไม่’ ล่ะ” โจ้อธิบายถึงสาเหตุที่หยิบเอาประเด็นทางวิทยาศาสตร์มาทำงานศิลปะ

“ในเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่จุดที่เริ่มพูดถึงความจริงมากขึ้น และความจริงนั้นไม่ใช่ด้านแห้งแล้ง เราเจอวิทยาศาสตร์แห้งแล้งกันมาตลอด คือไม่มีความเป็นมนุษย์ วิชาการจ๋า

“เช่น พอบอกว่ายุงชนิดนี้อยู่ตามแหล่งน้ำ ก็จะเจอแต่จำนวนของยุง สารเคมีในน้ำ เป็นข้อมูลซึ่งคนทั่วไปบอกว่า ‘ตายดีกว่า’ ถ้าเชื่อมโยงให้เห็นความซับซ้อนของระบบนิเวศ ยุงชนิดนี้คืออาหารของปลาชนิดนั้น ปลาชนิดนั้นก่อให้เกิดอย่างนี้ๆ คนจะรู้สึกว่ามันมีพลวัตร แล้วจะไม่เห็นวิทยาศาสตร์ด้านเดียวอีกต่อไป แต่จะเห็นวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น และสำหรับผม ความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์คืองานศิลปะ

“ผมแค่จับบางแง่มุมขึ้นมาสื่อสารเพื่อให้เชื่อมโยงกับคนเท่านั้น” 

เรืองศักดิ์ส่งแววตามุ่งมั่นผ่านกล้องอย่างแจ่มชัดตลอดการตอบคำถาม จนเราสนิทใจในแนวทางของเขา

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

04 ประเด็นที่รู้สึกว่าเป็นประเด็น

เรื่องวิทยาศาสตร์มีเหลี่ยมมุมนับแสนล้านให้เลือกเล่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พร้อมได้รับการเปิดเผยก็มีอีกนับโกฏิพัน กฎเกณฑ์ในใจของเรืองศักดิ์ในการเลือกประเด็นมาทำงานคือ “ต้องเป็นประเด็นที่รู้สึกว่าเป็นประเด็นก่อน”

“บางทีเห็นว่าเป็นข่าวใหญ่ ส่งผลกระทบต่อสังคมวงกว้าง แต่ดันอยู่ไกลมาก เช่น การฆ่าวาฬในฟินแลนด์หรือเดนมาร์ก การฆ่าหมีขั้วโลก หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล พวกนี้เป็นประเด็นนะ แต่ผมยังไปไม่ได้ไง แต่อย่างตอนน้ำท่วม พ.ศ. 2554 บ้ามผมอยู่รังสิต ได้รับผลกระทบเต็มๆ หลังจากอพยพครอบครัวไปอยู่ที่อื่น เลยคิดทำโปรเจกต์ขึ้นด้วยไอเดียคือการเก็บตัวอย่างน้ำให้ได้มากที่สุด นี่ก็เป็นเรื่องที่รู้สึกว่าเป็นประเด็นและใกล้ตัว”

เรืองศักด์ยกตัวอย่างขยายความ ก่อนเล่าถึงโปรเจกต์นั้นต่อว่า การเข้าไปเก็บข้อมูลครั้งนั้น สะท้อนมุมมองทางการเมืองบางอย่าง

“การเข้าไปในพื้นที่ยากมาก นั่งแท็กซี่ไปก็ได้แค่ดรอปไว้ตรงโทลเวย์ ต้องเดินเท้าเข้าไปเอง บางพื้นที่ก็ต้องให้ทหารที่เข้าไปได้ช่วยเก็บมาให้ บางครั้งก็วานเพื่อนจากเขตต่างๆ ช่วยเก็บ จนได้ภาพเปรียบเทียบชัดเจนว่า รอบๆ กรุงเทพฯ นี่น้ำท่วมเละเลย แต่ใจกลางเมืองท่วมแค่สิบห้าเซนติเมตรเอง”

การนำ ‘ของจริง’ มาใช้ทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะ ‘จริงมาก’ -หยิบมาใช้โต้งๆ ปราศจากการแปลงโฉม หรือ ‘จริงน้อย’ -พลิกแพลงเปลี่ยนฟอร์มให้ซับซ่อนขึ้นหน่อย ก็ล้วนเป็นเอกลักษณ์ข้อหนึ่งที่ประกอบในผลงานของเขาทุกชิ้น

“ผมมองว่าวัตถุจริงในพื้นที่นั้นๆ พูดแต่ละประเด็นด้วยตัวมันเองได้อย่างครบถ้วน อย่างกรณีน้ำท่วม ผมอาจเก็บเสาไฟที่มีคราบน้ำท่วมก็ได้ ซึ่งชัดเจนกว่าตัวอย่างน้ำในหลอดแก้วด้วยซ้ำ แต่ผมไม่มีอำนาจขนาดนั้นไง

“ผมนิยามมันว่าเป็นการเก็บหลักฐาน ไม่ใช่ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ แต่เป็นรูปแบบของงานศิลปะ เพราะฉะนั้น มันจึงเปลี่ยนแปลงประเด็นในการสื่อสารไปได้อย่างไหลลื่น ขึ้นอยู่กับว่ามีปัจจัยหรือประเด็นอะไรในช่วงนั้นๆ”

แต่การเอาของจริงมาใช้ ทำให้งานของคุณดูจะเป็นปัญหาทุกครั้งที่ไปจัดแสดง-เราว่า

“ใช่” เขาลากเสียงพยางค์ขานรับยาวขึ้นนิด พร้อมพยักหน้าเห็นด้วยสองสามครั้ง

“เพราะว่ามันจริงเกินไป แต่นี่คือวิทยาศาสตร์ของชิ้นงานที่ไม่มีข้อต่อรอง บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และเชิงกายภาพไม่ได้ ผมอยากแสดงความประทับใจเชิงอารมณ์ สะเทือนอารมณ์ของผู้ชมให้ตระหนักถึงปัญหา”

05 แจ้งเกิด

หมุดหมายแรกที่แจ้งเกิดให้เรืองศักดิ์เป็นที่รู้จักในวงการศิลปะระดับนานาชาติ คือผลงานศิลปะจัดวางชุด ‘Revenge’ เมื่อ ค.ศ. 2006 เขาหอบเอาเศษกระดูกสุนัข 5 ตัว ซึ่งตายอย่างอยุติธรรม ไร้ความปรานีจากเจ้านาย ไปแสดงที่เบลเยียม จัดแจงให้อยู่ในท่วงท่าเกรี้ยวกราดดุร้าย แสดงอากัปกิริยาไม่เป็นมิตร เพื่อแก้แค้นต่อความโหดเหี้ยมที่พวกมันถูกกระทำ

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
ภาพ : เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

สุนัขแช่แข็งในโรงพยาบาลสัตว์ที่เขาขอมาใช้ทำงานศิลปะชิ้นนี้ ต่างมีเบื้องหลังแสนอดสู บางตัวถูกเจ้าของวางยาเบื่อเพราะจะย้ายไปอเมริกา และพามาทิ้งไว้อย่างไร้วี่แวว บางตัวตัวโดนรถชน มีพลเมืองดีเก็บมาส่งโรงพยาบาล แต่พอรู้ว่าตายก็ทิ้งไว้อย่างนั้น

“จะเห็นว่าในงานเดียว เราเจอสองประเด็นซ้อนกันอยู่อย่างแนบเนียน เห็นความอำมหิตของเจ้าของสัตว์ และความใจดีมีเมตตาแต่ไม่สุดของมนุษย์อยู่”

ผลงานอันแยบคายชุดนี้เปิดประตูแห่งโอกาสให้กว้างออก อ้ารับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต

“ปีต่อมาผมได้รับการติดต่อให้ไปร่วมแสดงในนิทรรศการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์ใหม่ในเบลเยียม จึงเริ่มคิดทำ Ash Heart Project ขึ้น รับกับคอนเซ็ปต์งานที่เกี่ยวข้องกับด้านชีววิทยา”

เขาเริ่มเล่าที่มาที่ไปของโปรเจกต์อันน่าทึ่ง เป็นการหล่อประติมากรรมหัวใจขึ้นจากเศษขี้เถ้า ซึ่งได้จากการเผาพืชและสัตว์หลายร้อยสปีชีส์ที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของมนุษย์ ประสานพลังจัดเรียงไว้ด้วยกันเพื่อชี้ให้เห็นความหลากหลายและความสำคัญของสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
ภาพ : เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

“ตั้งแต่ต้นไม้ถูกโค่น ปลาตายจากสารปนเปื้อน นกฮูกโดนรถขยี้ตายบนถนน กะโหลกหมี ขาหน้าช้าง สัตว์ป่าหายากซึ่งถูกใช้เป็นยา อาจารย์สัตวแพทย์ส่งงูเหลือมพม่าที่ชาวบ้านตีตายในนครสวรรค์มาให้ เพื่อนซึ่งกำลังทำวิจัยด้านยุงส่งยุงลายมาให้หมื่นตัว ตอนนั้นตู้เย็นเหม็นเน่ามาก ผมเผาพืชและสัตว์กว่า 271 ชนิด ทุกวันตลอดสี่เดือน เป็นคนก่อ PM 2.5 มากที่สุดในช่วงเวลาหนึ่งเลย” ศิลปินเผยเบื้องหลังแสนทรหดผ่านน้ำเสียงจริงจังปนหัวเราะ

Ash Heart Project บินลัดฟ้าจากเบลเยียม แวะจัดแสดงต่อที่สิงคโปร์ช่วงสั้นๆ กับตรงดิ่งกลับมาตุภูมิ การเดินทางนี้เป็นเสมือนเส้นทางการเติบโตของผลงาน ที่เมื่อผลัดเปลี่ยนที่ตั้งและกลุ่มผู้ชม ก็สำแดงแง่มุมใหม่ๆ ออกมาให้ศิลปินผู้สร้างสรรค์และคิวเรเตอร์ได้ว้าวอยู่เสมอ

“พอไปแสดงที่สิงคโปร์ มันมีประเด็นอย่างหนึ่งผุดออกมา คือ Taboo (สิ่งต้องห้าม) ของคนเอเชีย พอเขารู้ว่าทำขึ้นจากขี้เถ้าจากการเผาสัตว์จริงก็จะถอยหลังหนีทันที เพราะช่วงนั้นตรุษจีน เขาถือว่าเป็นโชคร้าย ไม่ควรเข้าใกล้หรือแตะต้อง ถึงขนาดมีผู้ชมคนหนึ่งบอกว่า ‘It curses me.’ ด้วยซ้ำ”

06 “แล้วคุณเป็นใคร”

เรืองศักดิ์ไม่ได้หยิบแง่มุมทางวิทยาศาสตร์มาเล่าผ่านศิลปะโดยปราศจากหลักการเหตุผลรองรับ เพราะเขาใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร​์เป็นหลักยึดในการทำงานทุกครั้ง ตั้งแต่เริ่มเสาะหาปัญหา รวมรวมหลักฐาน ทดลอง และสรุปความออกมาเป็นผลงานชวนขบคิด นั่นทำให้หลีกเลี่ยงที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในแวดวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมไม่ได้

“แต่พอบอกว่าทำงานศิลปะแล้วต้องการค้นหาข้อมูลเชิงลึกปุ๊บ อันดับแรกมักเจอคำถามว่า ‘แล้วคุณเป็นใคร’

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“คือคำถามนี้ก็สำคัญในตัวมันเองนะ เพราะทุกวงการก็เป็นแบบนี้ เช่น ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาถามว่า อยากเจอหนอนผีเสื้อชนิดนี้จังเลย ผมก็จะตอบว่าต้องศึกษาว่ามันกินอะไร แต่ถ้ารำคาญก็บอกว่าไปหาก่อนสิ ไปอ่านก่อนสิ มันคือคำตอบเดียวกัน ประเด็นคือการจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ คุณต้องมีข้อมูลในหัวก่อน และทำให้เขาเชื่อถือว่าคนที่กำลังคุยอยู่ด้วยนั้นสำคัญมากพอที่จะคุยด้วย

“บางครั้งผมเองก็ยังไม่ได้ความร่วมมือเลย” สิ้นเสียงพวกเราก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน หลังจากนั้นเขาจึงเสริมเรื่องด้วยความประทับจากงาน Ash Heart Project อันเลืองชื่อ

“ตอนนั้นได้เพื่อนนักมานุษยวิทยาช่วยติดต่อไปยังสวนพฤกษศาสตร์ชื่อ Meise ปรากฏว่าได้เข้าพบผู้อำนวยการเลย ตอนแรกก็คิดว่าจะเข้าไปพูดคุยเฉยๆ แต่ปรากฏว่าเขาบริจาค Mandrake พืชตระกูลมันฝรั่งที่มีพิษร้ายแรงต่อระบบประสาท มีชื่ออยู่ในปกรณัมต่างๆ รวมทั้งใน Harry Potter ด้วย ไอ้ต้นที่ดึงขึ้นมาจากดินแล้วกรีดร้องน่ะ ทั้งที่เขาเองก็มีแค่ห้าหัว นั่นคือสิ่งที่ผมประทับใจสุดๆ เวลาคุณติดต่อประสานงานอะไรแล้วได้สิ่งเหนือความคาดหมายกลับมา

“ต่อมาใน ค.ศ. 2015 ผมทำเรื่องขอกระดูก Brabant ม้าเบลเยียมตัวใหญ่โตและขนยาวๆ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก ทำหน้าที่ลากปืนใหญ่มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 แต่พอหมดยุคสงครามก็หมดหน้าที่ ยิ่งเจอ Hamburger Crisis ก็ถูกเชือดทิ้งไปมากเพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง รอนานถึงสามปี จนได้มาจริงๆ แม้เป็นแค่กระดูกกรามเพียงชิ้นเดียว ไม่ได้ทั้งกะโหลก ก็มหึมาพอให้มีสารที่จะสื่อออกมาเยอะมาก

“ทั้งหมดนี้มันดีลได้เพราะมีคนเห็นคุณค่าของการทำงานศิลปะ ผมยังหวังว่าการประสานงานจะเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น คงไม่ถึงกับไหลลื่นร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เพราะแต่ละประเด็นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนไม่เท่ากัน บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ แต่อย่าเปรียบเทียบกับประเทศไทยเลย”

07 “ผมเป็นนักสะสมหายนะ”

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“ผมเคยพูดเล่นกับเพื่อนว่า ผมเป็นนักสะสมหายนะ” 

ศิลปินตรงข้ามหัวร่ออย่างออกรส พลางตอบคำถามแรกที่เราดึงกลับมาใช้อีกคราวในช่วงท้ายของการสนทนา

และนั่นคือการยืนยันครั้งที่สองว่าเขาไม่ใช่ศิลปินอย่างที่ใครๆ เข้าใจ

“งานของผมนำเสนอปัญหาที่เราไม่อยากเห็น ผมจึงไม่เรียกงานของผมว่าเป็นศิลปะ มันคาบเกี่ยวกันระหว่างภาพตัดแปะบนหน้าข่าว ชิ้นส่วนหลักฐาน ประจักษ์พยาน เสียงพูดคุยของคน ซึ่งผมไม่ได้มีส่วนในสมการนี้เลย แค่ไปเลือกมาโชว์เท่านั้น

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“ผมเชื่อลึกๆ ว่าในแต่ละประเด็นควรต้องมีคนทำอะไรแบบนี้อยู่ และในเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมอาจไม่ใช่คนถูกที่สุดด้วยซ้ำ เพราะมันมีอีกหลากหลายวิถีทาง แม้กระทั่งงานเพนต์ที่ผมไม่เชื่อ ก็อาจมีศิลปินสร้างงานออกมาแล้วเปลี่ยนใจคนมากกว่าผมก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด ผมยังอยากทำงานศิลปะ เพื่อนำเสนอความจริงซึ่งปฏิเสธไม่ได้อยู่” 

ผู้ไม่นิยามตัวเองว่าเป็นศิลปิน แสดงปณิธานที่เขาสมาทานมาตลอดหลายสิบปี พร้อมกระซิบบอกเป็นนัยว่า งานศิลปะควรมีอีกฟังก์ชันต่อมนุษย์ นอกเหนือจากการอำนวยสุนทรียภาพขั้นพื้นฐานเพียงเท่านั้นเสมอ

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องหลักเลยแหละ

“ในภาพวาดสวยงาม มีต้นไม้เป็นพื้นหลัง เราเคยจำได้ไหมว่าต้นไม้นั้นรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร สปีชีส์ไหน เราไม่เคยจำได้เพราะเราเลือกมองแต่จุดที่พึงพอใจมากกว่า จะให้ความสำคัญก็ต่อเมื่อถูกไฮไลต์ขึ้นมา แต่ในยุคนี้เราค้นคว้าข้อมูลได้ง่ายขึ้น ภาพวาดจึงไม่ใช่แค่ภาพวาดอีกต่อไป งานศิลปะจึงไม่ใช่แค่งานศิลปะอีกต่อไป นอกจากความงามพื้นฐาน งานศิลปะทุกชิ้นมี ‘อีก’ หนึ่งบทบาทประกอบกันอยู่แล้ว”

หนึ่งใน ‘อีก’ บทบาทเหล่านั้นคือการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมอย่างที่เรืองศักดิ์กำลังทุ่มกายและใจขมักเขม้นลงแรง

“แต่ตอนนี้ยังส่งเสียงได้เบาบางอยู่นะ” เขาว่า

“เพราะถ้าพูดได้เสียงดังมาก ก็จะโผล่มาแค่ประเด็นเดียว โดยหลักการ มนุษย์จะย่อยข้อมูลข่าวสารให้ง่ายและสั้นลงเสมอ ซึ่งผมต่อต้านวิธีนี้มากที่สุด เราตัดประเด็นซับซ้อนที่คิดว่าไม่สำคัญออกไปไม่ได้ ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันเป็นพลวัตร นั่นคือคุณกำลังสร้างภาพนิ่งให้ธรรมชาติ

“ผมเชื่อว่ามันเป็นการส่งต่อ ผมจึงพยายามขยายผลกระทบให้สืบเนื่องกับหลายๆ เรื่อง หลายคนช่วยกันพูดน่ะดีแล้ว ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าคนไม่น้อยตระหนักถึงสิ่งเดียวกัน ถ้าพูดคนเดียวก็จะกลายเป็นไอดอลทันที แล้วถ้าไอดอลคนนั้นเทไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียว แล้วประเด็นอื่นที่ถูกทิ้งไปจะเป็นอย่างไร”

โจ้จึงมีสถานะเป็นศิลปินเดี่ยวผู้พร้อมร่วมงานกับผู้รู้จริงแบบทีมอยู่เสมอ เพราะนอกจากตระหนักอยู่ในใจดีว่า ผลงานของตัวเองที่ผ่านมาเป็นเพียงหนึ่งแง่มุมจากทัศนคติส่วนตัว ยังเห็นว่าหลายหัวย่อมดีเบตประเด็นกันได้คมคายและลึกซึ้งกว่าหัวเดียว ทั้งยังพาเมสเซจที่งานมุ่งสื่อสารไปได้ไกลอย่างมีชั้นเชิงมากยิ่งขึ้นแน่นอน

บทสนทนาแสนอร่อยซึ่งดำเนินมาร่วม 2 ชั่วโมง ทิ้งคำถามสุดท้ายไว้ในหัวเราว่า ในบรรดาปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราต่างประสบพบเจอทุกวันนี้ คุณเป็นห่วงปัญหาไหนมากที่สุด

“ใกล้ตัวที่สุดตอนนี้คือเรื่องหายนะต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง เพราะผมไม่เห็นว่าจะมีอำนาจไหนเข้าไปช่วยเหลือได้เลย

“ปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทยตอนนี้ คือเราจะอนุรักษ์สัตว์ที่สวยงามเท่านั้น คุณจะอนุรักษ์หนอนหรือไส้เดือนดินหรือเปล่า ถ้ารู้ว่าสปีชีส์นี้กำลังหมดไป แต่ทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคนเริ่มตระหนักและเห็นค่าของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอย่างเท่าเทียม”

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load