ผมไม่แน่ใจนักว่าก่อนหน้านี้ห้องสมุดของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั้นเป็นที่นิยมในหมู่นิสิตมากน้อยแค่ไหน

แต่ในวันนี้ แม้ในอีกไม่กี่นาทีจะหมดเวลาให้บริการ ห้องสมุดก็ยังคงหนาแน่นไปด้วยผู้คนที่เกาะตามโต๊ะและชั้น อีกทั้งยังมีเสียงพูดคุยดังคลอเสียงเพลงในบรรยากาศ จนดูๆ ไปแล้ว หากจะเรียกที่นี่ว่าเป็นร้านกาแฟหรือสตูดิโอออกแบบ ก็ยังดูน่าเชื่อกว่าความเป็นห้องสมุดจากภาพจำเดิมใดๆ

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แต่ก็ใช่ ก่อนหน้าที่จะมีสภาพอย่างปัจจุบัน ที่นี่เคยเป็นสตูดิโอทำงานของชาวคณะฯ รุ่นบุกเบิก ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นห้องสมุดอย่างจริงจังมายาวนานเกือบ 30 ปี และเพิ่งจะผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่อีกครั้ง ตามแผนพัฒนาที่เริ่มต้นเมื่อราว 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยความร่วมใจของศิษย์เก่ามากมายนับไม่ถ้วน เริ่มต้นจากผู้ริเริ่มไอเดียคือ คุณเสริมสิน สมะลาภา, รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ และ ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข ก่อนจะชักชวนสถาปนิกมารวมหัวกันออกแบบ ด้วยทุนทั้งสิ้น 90 ล้านบาท ที่สนับสนุนโดยคุณเสริมสิน

คุณเสริมสิน สมะลาภา, รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ และ ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข

ในบรรดาผู้คนที่มีส่วนร่วมทั้งหลาย วันนี้เราได้รับเกียรติจากผู้มีบทบาทสำคัญ 4 คน ที่ได้ร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้ พร้อมกับคำถามที่ว่า ในยุคที่อินเทอร์เน็ตดูจะมีบทบาทต่อผู้คนทั่วไปเหนือกว่าหนังสืออย่างเห็นได้ชัด อะไรคือความสำคัญของหนังสือและวิธีการศึกษาของเหล่าว่าที่สถาปนิก รวมถึงสถานที่ที่เรียกกันว่า ห้องสมุด ที่ที่รู้กันว่าทุกคนจะต้องแต่งกายให้สุภาพ สำรวมกิริยา ไม่พูดคุยเสียงดัง หรือต้องถอดรองเท้าวางที่ชั้น แสดงบัตรสมาชิกทุกครั้งที่เข้าใช้ เก็บหนังสือในตำแหน่งเดิมบนชั้นวาง ห้ามนำอาหารหรือเครื่องดื่มเข้าไปรับประทาน ฯลฯ จะยังคงบทบาทอย่างไร ในยุคที่ภาพบนจอเคลื่อนเร็วยิ่งกว่าชั่วกระดาษพลิก

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เปลี่ยนแปลงเพราะพฤติกรรม

“ห้องสมุดเดิมก็อยู่ตรงนี้แหละค่ะ เป็นห้องสมุดสามชั้น เดิมเรามีห้องสมุดไว้สำหรับอ่านหนังสือ แต่ความต้องการของนิสิตเปลี่ยนไป ตอนนี้มันจึงกลายเป็นที่ที่นิสิตจะมานั่งทำงานด้วยกัน”

รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มเล่าที่มาที่ไปของการเปลี่ยนแปลง

รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เดิมก็เป็นห้องสมุดปกติที่จะเงียบๆ นิสิตเขาก็เข้ามานั่งใช้ นั่งทำงานกันอยู่บ้าง แต่ว่าสเปซมันก็เป็นสเปซห้องสมุดน่ะค่ะ มันก็ไม่เอื้อให้นำคอมพิวเตอร์เข้ามาทำแบบหรือออกแบบได้”

“มันคือค่านิยมห้องสมุดแบบเดิมน่ะครับ” ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข ผู้ช่วยอธิการบดีงานด้านพัฒนานิสิตและนิสิตเก่าสัมพันธ์ กล่าวเสริม

ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข ผู้ช่วยอธิการบดีงานด้านพัฒนานิสิตและนิสิตเก่าสัมพันธ์

“ต้องเงียบ ส่งเสียงรบกวนกันหรือเอางานมานั่งทำไม่ได้ ลักษณะโต๊ะก็มีไว้ใช้ค้นคว้าหาความรู้เท่านั้น ก็มีความขัดแย้งของการใช้พื้นที่อยู่”

ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ประกอบกับปัจจัยหลักอย่างการมาถึงของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย วิธีการศึกษาหาความรู้ไปจนถึงการทำงานออกแบบจึงเปลี่ยนแปลงตามโลก พื้นที่ศึกษาหาความรู้ในแบบเก่าอย่างห้องสมุดจึงไม่พ้นต้องประสบความท้าทายด้านการใช้งาน

จากแต่เดิมที่เป็นห้องสมุดมีหนังสือราวสามหมื่นกว่าเล่ม รวมถึงเป็นที่เก็บเอกสารอ้างอิง ตำรา แผนที่เก่า และวิทยานิพนธ์เพื่อใช้อ้างอิงสำหรับงานวิจัย เมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง หลายตำราก็ถูกทำให้เป็นดิจิทัลให้เข้าถึงด้วยคอมพิวเตอร์แทน วิทยานิพนธ์เก่าถูกย้ายออกไปเก็บรักษา และลดจำนวนหนังสือที่อาจไม่เคยถูกยืมเลย จนเหลือหนังสือรวมราว 26,000 เล่มในปัจจุบัน

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ด้วยเหตุผลที่อาจารย์สรายุทธกล่าวว่า

“เราแทนที่หนังสือด้วยคน เราเอาหนังสือออกไปบางส่วนเพื่อให้คนเข้ามา เพราะเราต้องอุทิศพื้นที่ให้คนมากขึ้น”

เพิ่มมากขึ้นกว่าการอ่าน

สิ่งที่เหมือนเมื่อก่อนคือ ห้องสมุดยังถูกแบ่งเป็น 3 ชั้น โดยชั้นแรกของห้องสมุดจะเริ่มที่ชั้น 2 ของอาคารคณะสถาปัตย์ฯ  แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ พื้นที่ทั้งหมดถูกรื้อออกและให้นิยามใหม่ ภายใต้แนวคิดร่วมกันของ รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ และ คุณเสริมสิน สมะลาภา ศิษย์เก่าคนสำคัญผู้มอบทุนก้อนใหญ่ให้คณะสำหรับการเปลี่ยนแปลงห้องสมุดครั้งนี้ รวมถึงทีมสถาปนิก ว่าจะต้องทำห้องสมุดใหม่ให้เป็นพื้นที่พบปะและสร้างแรงบันดาลใจมากกว่าการเป็นห้องสมุดธรรมดา

“ห้องสมุดในสังคมปัจจุบันและอนาคตมันคงไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาแล้ว”

ทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคำ ศิษย์เก่าของคณะฯ ผู้รับหน้าที่เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบในนามบริษัท Department of Architecture เล่าให้ฟังถึงแนวคิด

“โจทย์ก็คือ เราต้องมาค้นหาหรือให้คำนิยามใหม่ว่า ห้องสมุดในปัจจุบันหรืออนาคตมันคืออะไรกันแน่ เพราะเดี๋ยวนี้เราก็จะเข้าใจกันว่าข้อมูลต่างๆ มันก็มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตเยอะแยะ ทีนี้คนจะใช้ห้องสมุดอย่างไร หรือใช้อีกทำไม”

ทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคำ Department of Architecture

คุณทวิตีย์ยังเล่าว่า โจทย์ตั้งต้นที่การให้ความรู้ของห้องสมุด หากแต่การส่งต่อความรู้ในโรงเรียนออกแบบ โดยเฉพาะในคณะสถาปัตย์ฯ นั้น อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปแบบของหนังสือที่วางเรียงบนชั้น แต่มีรูปแบบอิสระอย่างสิ่งที่เรียกว่าความคิดสร้างสรรค์หรือแรงบันดาลใจ สถานที่ให้ความรู้ที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้จึงควรเป็นเหมือนแหล่งบ่มเพาะจินตนาการ หรือที่คุณทวิตีย์ใช้คำว่า ‘Creative Incubator’ และเมื่อมองผ่านแว่นนี้ การใช้งานแบบใหม่ในห้องสมุดจึงจะแตกต่างหลากหลาย มีสีสันมากกว่าเดิม เอื้อให้การเรียนรู้พึ่งพาสื่อหลายสื่อมากขึ้น

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แนวคิดที่ว่านี้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกๆ ชั้น เริ่มจากชั้นแรกที่ทั่วทั้งชั้นเต็มไปด้วยโต๊ะพร้อมปลั๊กไฟ มีจุดเด่นที่รอบผนังเป็นโครงเหล็กเกาะตลอดผนัง เป็นแนวคิดการทำพื้นที่ให้เป็น ‘Co-working and Thinking Space’ ซึ่งอาศัยธรรมชาติของพื้นที่ชั้นแรกที่ค่อนข้างเป็นสาธารณะ เข้าถึงง่ายที่สุด ผู้คนผ่านไปมามากที่สุด ให้เป็นพื้นที่ทำงานแบบ Co-working จากที่เคยปิดก็จะกลายเป็นพื้นที่เปิดให้คนคุยกันได้ ตรวจงานอย่างไม่เป็นทางการได้ หรือแม้แต่ห้อยแขวนหรือจัดนิทรรศการเล็กๆ โดยอาศัยโครงเหล็กโดยรอบได้อย่างอิสระ

ความยืดหยุ่นและเป็นสาธารณะมากของชั้นนี้ต่างจากอีกชั้นที่สงบเงียบ คือส่วนจัดเก็บหนังสือ ซึ่งเป็นพื้นที่ปิด แม้จะมีโต๊ะพร้อมปลั๊กไฟไว้ใช้ขีดเขียนงาน คุยกันได้ตามเหมาะสม แต่พื้นที่ก็สงบพอสำหรับการเรียนรู้เงียบๆ

แม้ว่าจะออกแบบด้วยแนวคิดสมัยใหม่ แต่ทุกคนในที่นี้ล้วนเห็นตรงกันว่าความสำคัญที่แท้จริงของพื้นที่ห้องสมุด ก็ยังคงเป็นหนังสือ ซึ่งยังมีความสำคัญในแง่ที่เป็นแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ เนื่องจากมีการสอบทานมาแล้วในระดับหนึ่ง หรือเป็นความรู้เชิงลึกที่ยังคงมีแต่หนังสือเท่านั้นเป็นสื่อพื้นฐาน ซึ่งไม่ว่าจะนิสิตหรือคนทั่วไปขาดไม่ได้

“ก็กลับมาสู่คำถามตั้งแต่แรกที่ทำครับ ว่าเรามีอินเทอร์เน็ตก็จริง แต่ที่เราอ่านในอินเทอร์เน็ตนั้นเพียงพอแล้วหรือยัง”

ชัยภัฏ มีระเสน อีกหนึ่งสถาปนิกผู้ออกแบบจาก Department of Architecture ให้ข้อมูล

ชัยภัฏ มีระเสน Department of Architecture

“ในชั้นสาม จากการจัดเก็บหนังสือเป็นชั้นๆ ที่ค่อนข้างเข้าถึงยาก เราอยากให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น โดยการให้นิสิตมานั่งทำงานได้ตรงกลาง แล้วคลี่ชั้นหนังสือทั้งหมดออกรอบห้อง หันปกหนังสือบางเล่มออกมา ดิสเพลย์คล้ายๆ ร้านขายหนังสือ เมื่อนิสิตนั่งทำงาน อาจเห็นหนังสือบางเล่มน่าสนใจ ก็เข้าไปหยิบมาอ่านได้ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้อยากอ่านหนังสือมากขึ้นด้วยอีกทางหนึ่ง”

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การให้ความสำคัญกับตำราและการอ้างอิงเด่นชัดที่ชั้นบนสุด เพราะมีพื้นที่เอื้อให้ความเงียบโดยเฉพาะในส่วน Quiet Zone สำหรับนิสิตที่ต้องการสมาธิเพื่อค้นคว้าข้อมูลอย่างจริงจัง รวมถึงมีส่วนเก็บแผนที่เก่าและเอกสารอ้างอิงต่างๆ จัดวางให้ค้นคว้าได้โดยง่าย ในขณะเดียวกัน บนชั้น 4 ก็มีส่วนขึ้นบันไดที่นั่งหรือ Auditorium ขนาดย่อม ตามแนวคิดการขยายขอบเขตวิธีเรียนรู้ให้กว้างออกไป นอกเหนือจากวิธีเรียนรู้แบบเดิม ด้วยการเอื้อให้มีการฉายหนัง จัดเสวนา หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านสื่ออื่นอย่างภาพยนตร์หรือการจัดการบรรยายด้วย

และในขณะเดียวกัน เนื่องจากในช่วงเริ่มต้นโครงการปรับปรุงห้องสมุดเป็นช่วงเดียวกับพระราชพิธีสำคัญเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งมั่นใจว่าทุกคนจำได้ดี การออกแบบฝ้าเพดานในบริเวณนี้จึงมีความพิเศษตรงที่คุณเสริมสินนำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในกรุงเทพฯ มาสร้างสรรค์เป็นแผนที่ขนาดใหญ่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพทางด้านผังเมือง ด้านการคมนาคม ด้านการบริหารจัดการน้ำ และด้านสิ่งแวดล้อม ของพระองค์ท่าน

กล่าวได้ว่าสิ่งที่เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงห้องสมุดนี้ คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นตั้งแต่แรกเข้ามาในพื้นที่โถง ตลอดจนแทบทั่วทุกชั้น ด้วยโครงเหล็กสีเงินที่กรุรอบห้องและบันไดที่สร้างขึ้นใหม่ เหมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ร้อยรัดพื้นที่ตั้งแต่ชั้นแรกของห้องสมุดทะลุจนสุดสู่ชั้นบน

“ระบบในพื้นที่ที่เราเห็นซึ่งดูเป็นโครงมันไม่ใช่การตกแต่ง” คุณทวิตีย์อธิบาย

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เราสร้างโครงขึ้นในพื้นที่ เหมือนเป็นระบบพื้นฐานที่คนเอาของมาเสียบ มาเกี่ยว มาผูก มามัด มาทำอะไรได้หลายอย่าง เพื่อให้เกิดบางอย่างขึ้น ซึ่งอาจจะใช้จัดนิทรรศการก็ได้ หรือจะใช้นำเสนองาน เช่นการตรวจแบบในกลุ่มเล็กๆ เหมือนเป็นการกระตุ้นอย่างหนึ่งว่าเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง 

“เพราะการเรียนรู้ของนิสิตสถาปัตย์ฯ ไม่ได้เกิดจากการรับข้อมูลเข้ามาอย่างเดียว มันอาจจะเกิดจากการที่เราได้ทดลองด้วย ก็เลยเริ่มทำให้เราจัดการพื้นที่ให้เป็นเหมือนพื้นที่เชิงทดลองที่นิสิตมาทดลองอะไรกับมันก็ได้ สร้างพื้นที่ใหม่ขึ้นมาจากมันได้ เป็นการที่เขาได้คิดอะไรใหม่ๆ ขณะเดียวกัน เมื่อเขาทำแล้วคนอื่นได้เห็น มันก็เป็นแรงบันดาลใจต่อคนอื่นๆ ที่ได้เห็น

“มันยังไม่จบน่ะ มันรอให้คนมาทำอะไรกับมัน”

แลกเปลี่ยน พบปะ เพื่อเรียนรู้ระหว่างกัน

ไม่แปลกใจแล้วว่าแรงบันดาลใจสำคัญต่ออนาคตนักออกแบบอาชีพ ไม่แพ้ความรู้ในตำรา แต่การพบปะหรือการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นสำคัญแค่ไหนต่อการทำงานออกแบบ

ข้อนี้อาจารย์สรายุทธได้ให้ความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจ

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“มันมีข้อสังเกตคือ ที่บ้านเขามีปัจจัยสามอย่าง เช่น แอร์ ปลั๊ก กับไวไฟไหม มี ที่หอพักมีไหม ก็มี แล้วทำไมเขาไม่ไปทำงานแบบตัวใครตัวมัน

“คำตอบก็คือเขาต้องการสังคม เขาไม่ต้องการอยู่คนเดียว เขาอยากทำงานที่เห็นคนอื่น แม้จะนั่งอยู่ในห้องเงียบๆ อย่างในห้องสมุด แต่เขาก็ต้องการมีเพื่อนอยู่ข้างๆ คืออยู่ด้วยกันแล้วสบายใจ”

หากไม่ใช่ในสตูดิโอ ก็อาจเป็นโถงใต้คณะฯ ถ้าอากาศร้อนเกินกว่าจะนั่งทำงาน นิสิตคณะสถาปัตย์ฯ ก็มักจะเลือกร้านกาแฟ จึงเหมือนเป็นธรรมชาติของนิสิตที่คงไม่เพียงแต่คณะสถาปัตย์ แต่อาจเป็นทุกๆ คณะและทุกๆ มหาวิทยาลัย ที่ขอแค่ได้เห็นหน้าค่าตากันในช่วงเวลาเคร่งเครียด ภาระในใจก็อาจจะทุเลาลงได้บ้าง แม้เพียงเล็กน้อย ชั่วครั้งชั่วคราว

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับห้องสมุดใหม่ ทั้งสี่ท่านก็ให้ความเห็นตรงกันว่า ตอบรับความต้องการของทั้งนิสิตและอาจารย์เป็นอย่างดี เพราะไม่เพียงแต่จะถูกใช้เป็นที่ทำงาน เป็นที่งีบพักระหว่างรอคาบเรียน แต่มันได้กลายเป็นพื้นที่สร้างความเชื่อมต่อให้ทุกๆ ชั้นของตึกเข้าถึงห้องสมุดได้โดยตรง จากที่แต่เดิมจำเป็นต้องเดินลงมาข้างล่างก่อน รวมถึงเป็นครั้งแรกเสียด้วยซ้ำที่ผู้ใช้รถเข็นจะเข้าถึงห้องสมุดนี้ได้อย่างสะดวกสบาย 

โดยเฉพาะบนชั้น 2 ที่เมื่อถูกเปลี่ยนจากพื้นที่ปิดอย่างห้องสมุดเป็นพื้นที่เชื่อมต่อผู้คนอย่าง Co-working Space พื้นที่พบปะของผู้คนที่ตั้งอยู่ในใจกลางคณะ ซึ่งนานๆ ครั้งเกิดขึ้น ก็นับได้ว่าเป็นอีกความสำเร็จที่งอกงามขึ้นโดยธรรมชาติ

“มันเป็นพื้นที่ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของนิสิตในปัจจุบันและในอนาคตด้วย” อาจารย์ปิ่นรัชฎ์กล่าวเสริม

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“มันเป็นพื้นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้นิสิตได้ดีมาก แล้วมันก็เหมือนเป็นแลนด์มาร์กหนึ่งสำหรับของคณะและมหาวิทยาลัยเลย ทุกคนจึงอยากเข้ามาดูหรือมีส่วนร่วม เราก็จะเห็นว่านิสิตใช้ส่วน Co-working Space เยอะ เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราต้องคิดต่อว่าเราจะทำอย่างไรที่จะรองรับความต้องการเหล่านี้เพิ่ม” 

หรือดังที่อาจารย์สรายุทธกล่าวโดยสรุป

“ด้วยพื้นที่ที่อยู่ใจกลางคณะ แต่ก่อนเคยเป็นสตูดิโอ เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ของเรา พอถูกเปลี่ยนเป็นห้องสมุด มันก็เลยถูกตัดขาดจากการเป็นพื้นที่สตูดิโอ เป็นเหมือนทางตัน ไม่ลื่นไหลอย่างก่อน ทำให้คนไม่เจอกัน

“ตอนนี้เรากำลังเอาคนกลับเข้ามาเจอกัน เหมือนในอดีตที่มันเคยเป็น”

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ห้องสมุดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดบริการสำหรับนิสิตคณะสถาปัตย์ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 18.00 น. วันเสาร์เปิดบริการเวลา 10.00 – 16.00 น. พื้นที่ชั้น 2 วันธรรมดาเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 – 22.00 น. นิสิตคณะอื่นใช้บริการได้ในวันพุธ ส่วนนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ ต่างสถาบันและบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจด้านสถาปัตยกรรม ใช้บริการได้ในวันเสาร์

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

CHADA Chef’s Table คือ แลนมาร์กอาหารใต้แท้ ๆ ตีความใหม่ผ่านมุมมองของเชฟชาวไทยและชาวนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ที่หยู เซ็ง ฮวด แกลเลอรี่ เป็นบ้านเก่าอายุ 70 ปี บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ซึ่งเคยเป็นร้านขายของชำ ซ่อมวิทยุ ขายอุปกรณ์ก่อสร้าง เป็นร้านอาหารแรก และอาจเป็นร้านเดียวของสมุยในสมัยนั้น

หยู เซ็ง ฮวด คือ พิพิธภัณฑ์รวมของเก่าหายากที่ผนึกความทรงจำของถนนย่านหน้าทอน และครอบครัวเจ้าของบ้านกว่า 5 เจเนอเรชัน

หยู เซ็ง ฮวด คือ หอศิลป์ที่เฟ้นหาผลงานน่าสนใจจากศิลปินรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่มาจัดแสดง เพื่อสนับสนุนให้พวกเขาได้ทำในสิ่งที่รักต่อไป และเป็นการบ่มเพาะคลื่นลูกใหม่ในวงการศิลปะ

CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด : พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ แห่งแรกบนเกาะสมุย ในบ้านชาวเกาะ 70 ปี
ภาพ : Lesley Fisher

จากความเชื่อที่ว่า บ้านมีไว้ให้เกิด อยู่ และตายของคุณย่า จนวันนี้ หยู เซ็ง ฮวด ขยายบทบาทเป็น Creative Space และแลนด์มาร์กของสมุยได้อย่างไร เราไปฟังเรื่องราวและแนวคิดของ โด่ง-พัลลภ จารุจิตติพันธ์, เล็ก-ศักดิ์สิทธิ์ วีระมาศ, เชฟเจเรมี่ ซีเมี่ยน และ เชฟแตง-จิตรลดา สิระชาดาพงศ์

สหายทั้ง 4 ผู้ชุบชีวิตให้อาคารเก่าที่ไม่ได้ใช้การมากว่า 30 ปีหลังนี้กัน 

หีบสมบัติเกาะสมุย 

“เล่าให้เขาฟังสิ ว่าพวกเรา 4 คนเจอกันเพราะอะไร​” เชฟแตงตอบด้วยเสียงหัวเราะร่าเมื่อเราถามว่าไฉน 4 สหายจึงมาพบกัน ถ้าให้เล่าถึงจุดเริ่มต้นจริง ๆ ต้องเล่าย้อนกลับไปถึงร้อยปีก่อน 

ก๋งของโด่งเป็นคนจีนไหหลำ ย้ายถิ่นมาตั้งรกรากที่ไทย ตั้งชื่อบ้านใหม่ตามชื่อลูกชาย 3 คน 

หยู แปลว่า ความอุดมสมบูรณ์

เซ็ง แปลว่า ความสำเร็จ 

และ ฮวด แปลว่า ความโชคดี 

CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด : พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ แห่งแรกบนเกาะสมุย ในบ้านชาวเกาะ 70 ปี

พื้นที่บ้านถูกแบ่งให้เป็นร้านอาหารและร้านขายของชำ พอถึงรุ่นของลูกชายคนสุดท้อง ซึ่งเป็นคุณพ่อของโด่ง บ้านก็แปลงโฉมให้กลายเป็นร้านซ่อมวิทยุ ต่อมาเป็นร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง ก่อนที่คุณพ่อตัดสินใจย้ายร้านไปที่อำเภอบางมะขาม บ้านเดิมจึงปิดตัวไม่ได้ใช้ประโยชน์มาตลอด 30 ปี 

โด่ง เจ้าบ้านรุ่นที่ 5 ระดมสมองกับเล็ก นักออกแบบไฟมืออาชีพและเพื่อนสถาปนิกผู้หลงใหลเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ว่าจะทำอะไรเพื่อคืนชีวิตให้กับบ้านและชุมชนบนถนนสายเก่าเส้นนี้

“โด่งชอบพวกงานอาร์ต ส่วนเราชอบสถาปัตยกรรมเก่า ๆ” เล็กบอก 

“เราเลยคิดจะเปิดพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับตัวบ้าน และทำชั้นบนเป็นแกลเลอรี่” 

CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด : พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ แห่งแรกบนเกาะสมุย ในบ้านชาวเกาะ 70 ปี

แต่ หยู เซ็ง ฮวด คงจะไม่ครบองค์ประกอบ หากในวันธรรมดาวันหนึ่ง โด่งไม่ได้พูดคุยกับลูกค้า 2 คนที่เดินเข้ามาในร้าน ลูกค้าคนแรกคือ เชฟเจเรมี่ ซีเมี่ยน เป็นเชฟชาวนิวซีแลนด์ ผู้มีประสบการณ์การทำอาหารให้กับบุคคลระดับโลกอย่าง Ed Sheeran และ CEO ของบริษัท Google, ลูกค้าคนที่สอง คือ เชฟแตง อดีตทนายความสาวที่ผันตัวมาเป็น Food Designer ผู้นิยามการสร้างแลนด์มาร์กของเกาะสมุยในครั้งนี้ว่า ‘โชคชะตา’ 

จากมุมมองของโด่ง เชฟแตงและเชฟเจเรมี่เป็นลูกค้าที่แวะเวียนมาที่ร้านอยู่บ่อย ๆ 

จากมุมมองของเชฟเจเรมี่และเชฟแตง พวกเขากำลังตระเวนหาพื้นที่ที่ใช่สำหรับการเปิด Chef’s Table เพื่อให้เกาะสมุยมีแลนด์มาร์กของศิลปะท้องถิ่นที่กินได้ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีร้านใดทำอาหารเพื่อเล่าเรื่องราวของเกาะสมุย 

หยู เซ็ง ฮวด เป็นพื้นที่แรกที่พวกเขารู้สึกใช่ 

CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด : พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ แห่งแรกบนเกาะสมุย ในบ้านชาวเกาะ 70 ปี
CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด : พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ แห่งแรกบนเกาะสมุย ในบ้านชาวเกาะ 70 ปี

 “ร้านโด่งเปิดเป็นธุรกิจครอบครัวมา 70 ปี ยังเก็บของที่เก่าจริง ๆ และหายากมากเอาไว้ แม้แต่ หม้อและเขียงที่คุณแม่ของโด่งใช้ทำอาหารก่อนเสีย ก็ยังตั้งอยู่กลางร้าน เขาเก็บไว้หมดเลย” เชฟแตงเล่าถึงความประทับใจเมื่อแรกพบกับอาคารสองชั้นย่านหน้าทอน “เขาเป็นเหมือนหีบสมบัติของสมุย” 

เมื่อได้ทีมที่ลงตัวและสถานที่ที่ใช่ ทั้ง 4 ก็เริ่มคิดการใหญ่

เรามาทำอะไรเพื่อสมุยกันเถอะ! 

หอศิลป์ริมท่าเรือ 

“จริง ๆ เราฝันอยากเปิดแกลเลอรี่”

นี่คือเหตุผลที่โด่งยกพื้นที่ชั้นบนทั้งหมดของ หยู เซ็ง ฮวด เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะ

ก็เพราะรู้แบบนี้ ยิ่งต้องเปิดหอศิลป์ให้ได้ เพราะเกาะแห่งนี้ยังขาดพื้นที่สำหรับศิลปินอยู่ 

“เราเคยคุยกับเหล่าศิลปินมาแล้วหลายครั้ง มีหลายคนที่เรียนเพื่อเป็นจิตรกรแต่ไม่มีโอกาส สุดท้ายเขาไปทำงานโรงงานอุตสาหกรรม เราก็คิดว่าแบบนั้นมันไม่ใช่หรือเปล่า” 

การให้พื้นที่แสดงผลงานคือหนึ่งในวิธีที่จะช่วยต่อชีวิตให้ศิลปินได้

CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด : พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ แห่งแรกบนเกาะสมุย ในบ้านชาวเกาะ 70 ปี
ภาพวาดของปริญญา แสนคาน และ ขวัญชัย ผิวทอง
CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด : พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ แห่งแรกบนเกาะสมุย ในบ้านชาวเกาะ 70 ปี
ภาพวาดของ ตะวัน  เยาว์สูงเนิน

“เราอยากให้โอกาสคน โดยเฉพาะเด็กที่เพิ่งจบใหม่ วันหนึ่งถ้ามีนักท่องเที่ยวมาดู แล้วเห็นความงาม เห็นคุณค่าของงานที่จัดแสดง ศิลปินหน้าใหม่เหล่านี้ก็จะได้รับโอกาสต่อไปเรื่อย ๆ” 

ที่นี่เป็นพื้นที่สำหรับศิลปะทุกแขนง ทั้งเพนติ้ง งานทอ งานปั้น งานไม้ ยันศิลปะการแสดง 

“ตอนนี้กำลังศึกษาเรื่องมโนราห์อยู่” โด่งพูดถึงโปรเจกต์ในใจ “เราอยากฟื้นการแสดงโนราห์แท้ ๆ ของภาคใต้ที่หายไปสมัยรัชกาลที่ 5 กลับมาอีกครั้ง เพราะสอดคล้องกับสูตรอาหารของ Chef’s Table ที่ขุดกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เช่นเดียวกัน” 

“เรียกที่นี่ว่า Creative Space คงเหมาะกว่า” เล็กช่วยสรุป

“มีอะไรที่อยากแสดงแล้วไม่มีโอกาส เราก็พร้อมจะส่งเสริม” 

CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด : พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ แห่งแรกบนเกาะสมุย ในบ้านชาวเกาะ 70 ปี

บ้านของก๋ง 

เราขอพาทุกคนเดินลงบันไดไม้มาชั้นล่าง เพื่อชมส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์กันบ้าง 

หนุ่มเจ้าของพื้นที่แอบเปิดโปงที่มาของของเก่าหายากมากมายในบ้านให้เราฟัง 

“พ่อเราเป็นคนไม่ทิ้งของ” ลูกชายเปรย “เขาเก็บตั้งแต่แผ่นเสียงยันป้ายโตชิบา ขนาดตู้ที่เอาไว้ใส่อุปกรณ์ก่อสร้างก็ไม่ทิ้ง เก็บไว้ 30 – 40 ปี จนของไม่มีค่ากลายเป็นของมีค่า” 

หยู เซ็ง ฮวด (Joo Seng Huad) : สหาย 4 คน ชุบชีวิตบ้านเก่า 70 ปี เป็น Creative Space ที่ชุบชีวิตชุมชนหน้าทอน บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
หยู เซ็ง ฮวด (Joo Seng Huad) : สหาย 4 คน ชุบชีวิตบ้านเก่า 70 ปี เป็น Creative Space ที่ชุบชีวิตชุมชนหน้าทอน บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

‘สมบัติ’ ทุกชิ้นปัจจุบันนี้จัดเรียงไว้ในส่วนพิพิธภัณฑ์ของร้าน ให้ทั้งแขกที่เข้ามารับประทานอาหาร และผู้ที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมได้ย้อนเวลากลับไปรู้จัก หยู เซ็ง ฮวด ในแต่ละช่วงชีวิตของครอบครัวเจ้าของบ้าน ตั้งแต่สมัยเป็นที่อยู่ของก๋ง และ แนะ (ชื่อเรียกคุณย่า)​ จนกลายเป็นร้านซ่อมวิทยุของพ่อ และร้านอาหารของแม่ ท่ามกลางบรรยากาศของอาคารเก่าที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เจี๊ยะบุ่ย!

“เจี๊ยะบุ่ย” กินข้าวกัน!

หลังจากเดินชมอาคารมาสักพัก ท้องเริ่มร้อง พอดีกันกับที่เราจองโต๊ะสำหรับ 8 – 10 คน เสิร์ฟโดย CHADA Chef’s Table ที่ชั้นล่างของ หยู เซ็ง ฮวด ซึ่งเชฟแตงอธิบายว่าอาหารทุกจานของที่นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งของ งานศิลปะ และผู้คนของ หยู เซ็ง ฮวด ทั้งหมด 

“เรามีแม่ครัวที่ทำงานที่นี่มาตลอด 57 ปี ไม่ไปทำงานที่อื่นเลย” เชฟแตงเล่าพร้อมชวนดูภาพเก่าบนผนังของหญิงสาว 4 คน เป็นแม่ครัวมาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มทั้งหมด ทุกคนยังมีมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

“เราคุยกับสาว ๆ แล้วได้แรงบันดาลใจจากเมนูที่เขาเคยทำสมัยก่อน เช่น เมนูเป็ดโบราณที่เสิร์ฟในงานแต่งงานสมัยนั้น แล้วเราเอามาตีความให้เป็น Progressive Food แกงใต้แกงเหลือง เราให้ทานคู่กับ Potato Gratin หรือมันฝรั่งแบบฝรั่งเศส เป็นการนำเสนออาหารใต้แบบใหม่แต่ยังคงเทคนิคโบราณ” 

หยู เซ็ง ฮวด (Joo Seng Huad) และ Chada Chaokoh เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

แต่มื้อที่พลาดไม่ได้ คือ คอร์สสุดท้าย 

“เราดีไซน์ให้แขกทุกคนวาดของหวานลงบนโต๊ะ เหมือนเพนติ้ง ถึงคอร์สสุดท้ายทีไร แขกทุกคนก็จะลุกขึ้นมาละเลงอาหารกันสนุกเลย จริง ๆ ก็เป็นการเชื่อมโยงถึงความชอบงานศิลป์ของโด่งด้วย”

เล็ก ผู้ออกแบบแสงไฟทุกจุดที่นี่ยังจัดแจงเตรียมลูกเล่นสำหรับจานสุดท้ายของค่ำคืนไว้ด้วย 

“แสงไฟที่เล็กออกเเบบจะกระทบกับประกายเพชรบนอาหารจานสุดท้ายที่เราตกแต่งไว้พอดี ทำให้ห้องอาหารทั้งห้องระยิบระยับเหมือนดาวเลย” เชฟแตงเล่าถึงไฮไลต์ที่ทุกคนต้องประทับใจ

น่าเสียดายที่เรานำภาพความประทับใจนี้มาแบ่งปันผู้อ่านไม่ได้ เพราะประสบการณ์ Chef’s Table ที่นี่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมาก ถ้าอยากรู้ว่าจะประทับใจขนาดไหนคงต้องมาเองแล้วล่ะ 

ส่วนวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหาร สมุนไพร ดอกไม้กินได้ และอาหารทะเล เชฟเจเรมี่เล่าว่าเป็นของท้องถิ่นสมุยทั้งนั้น ขณะนี้พวกเขากำลังพยายามปลูกพืชผักที่ใช้ประกอบอาหารด้วยตนเองด้วย

CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด : พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ แห่งแรกบนเกาะสมุย ในบ้านชาวเกาะ 70 ปี
ภาพ : Lesley Fisher

“เราอยากใช้วัตถุดิบออร์แกนิกให้มากขึ้นอีก อยากเพิ่มวัตถุดิบแปลกใหม่เข้าไปด้วย แต่ที่สำคัญคือทุกอย่างที่นำมาประกอบอาหารต้องเป็นของท้องถิ่น และปลูกด้วยวิธีที่ยั่งยืนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” 

เชฟทั้งสองมีความทรงจำร่วมกับลูกค้ามากมายจากการทำ Chef’s Table

แต่ถ้าต้องเลือกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ปลื้มใจที่สุด แชฟแตงขอหยิบเรื่องนี้มาแบ่งปัน

“เวลาบุคคลระดับโลกอย่าง กีซาวอย (Guy Savoy) เชฟมิชลินและเมนเทอร์ของเชฟชื่อดังอย่าง กอร์ดอน แรมซีย์ (Gordon Ramsay) นางงามจากเวทีระดับโลกและดาราชื่อดังจากประเทศต่าง ๆ มาเที่ยวไทย ไม่มีใครลิ้มรสอาหารใต้จริง ๆ สักครั้ง เคยชิมแต่อาหารภาคกลางกับภาคอีสาน เราภูมิใจทุกครั้งที่แนะนำให้เขารู้จักอาหารใต้ที่ทำจากวัตถุดิบที่ปลูกด้วยมือของชาวสมุย” ถือเป็นความทรงจำดี ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้หลังคาบ้านหลังนี้ 

“แต่ละคนจ้วงไม่หยุดเลย” 

ควายเหล็ก

แทบทุกตารางเมตรของอาคารหลังนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ แม้แต่กำแพงภายนอกร้านก็ให้ศิลปินที่เคยจัดแสดงผลงานมาแต่งแต้มรูปวาดเป็นที่ระลึก พื้นที่ว่างรอบอาคารกลายเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะที่ใครเดินผ่านต้องกดชัตเตอร์ แต่พระเอกตัวจริงของพื้นที่ด้านนอกคงต้องยกให้รูปปั้นควายเหล็ก 

“ควายเหล็กตัวนี้เรียกว่า Charging Buffalo เราทำล้อ Charging Bull ที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของนิวยอร์ก” เชฟแตงอธิบายที่มาที่ไปของรูปปั้นซึ่งครองใจผู้มาเยือน “ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกาะปิดหมดเลย เศรษฐกิจของสมุยซบเซามาก เราไม่เคยเห็นเมืองร้างขนาดนี้ วันที่เราเปิดร้าน เราเลยสร้างควายเหล็กตัวนี้ขึ้นมาเพราะอยากให้สมุยมีมาสคอต หรือแลนด์มาร์กที่จะเชิญชวนให้คนมาเที่ยว มาถ่ายรูปได้” 

CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด : พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ แห่งแรกบนเกาะสมุย ในบ้านชาวเกาะ 70 ปี
ภาพ : Lesley Fisher

หลายคนอาจมีคำถามในใจว่า ทำไมถึงเลือกรูปปั้นควายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะสมุย 

ทะเลกับควายดูไม่ใช่ของคู่กัน แต่หารู้ไม่ว่าควายผูกพันกับสมุยมายาวนาน 

“สมัยก่อน กิจกรรมชนควายฮอตฮิตมากในสมุย” โด่งแทรกเกร็ดความรู้ 

พอยุคสมัยเปลี่ยนไป คนทำไร่ทำนาน้อยลง บทบาทของควายก็เริ่มลดน้อยลงเช่นกัน 

วันนี้ควายเหล็กกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งที่ CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด ความตั้งใจอีกประการของสหายทั้ง 4 นอกจากบูรณะอาคารเก่าให้เป็น Creative Space คือการชุบชีวิตให้กับอัตลักษณ์ดั้งเดิมของสมุย

วันไหนไป CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด อย่าลืมไปสั่นกระดิ่งคล้องคอของ Charging Buffalo ล่ะ 

(เขาเชื่อกันว่าจะโชคดีมาก)

หยู เซ็ง ฮวด (Joo Seng Huad) และ Chada Chaokoh เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

CHADA Chef’s Table ที่ หยู เซ็ง ฮวด แกลลอรี่ (Joo Seng Huad Gallery)

ที่ตั้ง : 87 ชุมชนหน้าทอน ตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี (แผนที่)

เปิดบริการทุกวัน เวลา 13.00 – 21.00 น.

โทรศัพท์ : 08 1720 0029

Facebook : Joo Seng Huad และ CHADA Private Chef • Chef’s Table • Culinary Consultant

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

นนทนันท์ กลับสัน

เกิดในครอบครัว นักดนตรี หนังตะลุง ชอบกินข้าวมันไก่ ถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก ถ่ายวีดีโอจริงจัง ชอบดูหนังที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนามุมมอง เริ่มถ่ายภาพและวีดีโอ เมื่อ 12 ปีที่แล้ว เริ่มชอบการการดูหนังแล้วอยากจะทำได้

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load