เคยอยู่ในสถานการณ์ตกที่นั่งลำบากกันไหมครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่มักจะตกที่นั่งลำบากอยู่บ่อยครั้ง และจำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการยืนแทนเสมอๆ (?) ล่าสุดผมตกที่นั่งลำบากในเหตุการณ์งานบวชของพี่ชายของผม เหตุด้วยการจัดสรรที่นั่งด้วยเก้าอี้เบาะหนังหุ้มโครงเหล็กของทางวัดนั้นไม่เพียงพอต่อจำนวนแขกที่เดินทางมาร่วมงาน ทำให้ตัวผมเองตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการสละที่นั่งแล้วยืนแทน ซึ่งนอกจากผมจะลำบากไม่มีนั่งแล้ว การยืนยินดีกับพี่ชายในขณะที่ต้องสู้กับอากาศร้อนอบอ้าวของประเทศไทย จึงไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีเท่าไหร่

ทันใดนั้นเอง ทางวัดก็แก้ไขสถานการณ์ด้วยการจัดแจงให้เหล่าลูกศิษย์ช่วยนำที่นั่งจำนวนหนึ่งมาเสริม อันเป็นที่นั่งวัสดุเเผ่นบางๆ สีสันสดใส ยกซ้อนกันมาคล้ายเป็นคอนโด แล้วเเจกจ่ายให้กับคนที่ตกที่นั่งลำบากในเวลานั้น ไม่ว่าจะเด็กหรือคนชราก็สามารถหยิบยกที่นั่งเหล่านั้นได้อย่างสะดวก และวางนั่งลงอย่างสบายใจโดยไม่ต้องขอยืมแรงผู้ใด ซึ่งแน่นอนว่าที่นั่งวัสดุบางๆ สีสันสดใสที่ดูช่างคุ้นเคยเหลือเกินนั้น จะเป็นสิ่งอื่นใดไปไม่ได้นอกจาก ‘เก้าอี้พลาสติก’ นั่นเอง

นอกจากเก้าอี้พลาสติกจะเข้ามาแก้ไขสถานการณ์แล้ว ในตอนนั้นเองผมก็ค้นพบความมหัศจรรย์ของเก้าอี้พลาสติกที่ถูกนำมาใช้ในหลายๆ บริบทได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่เป็นเก้าอี้ที่ไว้นั่งปลงผมของพระภิกษุ ยันเป็นเก้าอี้ที่วางเรียงเอาไว้ให้เหล่าญาติผู้ใหญ่มานั่งรวมถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึก และแน่นอนว่าเก้าอี้พลาสติกที่ถูกนำมาใช้งานในพิธีสำคัญทางศาสนาที่เป็นทางการนี้ เป็นเฟอร์นิเจอร์แบบเดียวกันกับที่ถูกใช้แบบไม่ทางการตามริมถนนและท้องตลาดที่เราเห็นจนชินตา และอาจบังตาจนเราไม่เคยได้ตั้งคำถามกับงานดีไซน์เก้าอี้พลาสติกสีสันสดใสเหล่านี้ว่า ทำไมจึงกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ใกล้ตัวและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของพวกเราได้ขนาดนี้

สำหรับ อาคิเต็ก-เจอ ตอนนี้ ผมขออาสาเป็นตัวยืนในการตั้งคำถามเหล่านี้ และชวนทุกท่านนั่งขบคิดบนเก้าอี้พลาสติกแผ่นบางๆ นี้ไปด้วยกันครับ

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

 

ตกที่นั่งไม่ลำบาก

หากพิมพ์คำว่า Chair ลงใน Google translate คำแปลภาษาไทยที่ระบบได้ประมวลออกมาก็คือ ‘เก้าอี้’ แต่ถ้าเราจะหาคำแปลของคำว่า เก้าอี้ อีกที เราก็จะพบว่าจริงๆ แล้วคำว่า ‘เก้าอี้’ นั้นไม่ใช่คำภาษาไทย แต่มาจากการเพี้ยนเสียงของคำว่า ‘เกาอี่’ ในภาษาจีนกลาง ซึ่งคำว่า เกา แปลว่า สูง ส่วนคำว่า อี่ แปลว่า ที่นั่ง และเมื่อพอผสมคำกันแล้วจึงมีความหมายว่า ‘ที่นั่งสูง’ ซึ่งนั่นทำให้ผมพบเจอว่า จริงๆ แล้วเฟอร์นิเจอร์ที่นั่งขาสูงที่เราเรียกว่าเก้าอี้นั้นเป็นเรื่องของอิทธิพลจากจีนที่เข้ามาในประเทศไทยนั่นเอง

ในประเทศแถบเอเชียและเอเชียอาคเนย์นั้น ประเทศจีนเป็นชาติแรกชาติเดียวที่มีเก้าอี้ใช้นั่ง ส่วนประเทศอื่นๆ ก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะกิน นั่ง นอน ทุกอย่างจะอยู่บนพื้นทั้งหมด ประโยคเรื่องวัฒนธรรมการนั่งของเอเชียที่สถาปนิกรุ่นใหญ่อย่าง อาจารย์ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ได้บันทึกเอาไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งยังมีการบันทึกต่อไปว่า

สำหรับคนไทยแล้ว พื้นนับเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่กลืนเป็นเนื้อเดียวไปกับบ้าน ด้วยเหตุนี้ ทำให้เวลาจะเข้าบ้าน เราจำต้องถอดรองเท้าก่อนนั่นเอง ยิ่งถ้าเป็นบ้านไม้ไทยสมัยก่อนแล้ว พื้นบ้านจึงนับเป็นเก้าอี้ตัวยักษ์ที่ออกแบบมาเพื่อไม่ต้องลำบากขนหนีน้ำเวลาท่วมนั่นเอง

ดังนั้น ก่อนที่ชาวจีนจะนำเก้าอี้มาเผยแพร่ใช้งานในโซนฝั่งประเทศบ้านเรา เรามีวัฒนธรรมการนั่งพื้นเป็นหลัก โดยที่ประเทศไทยเราเอง ชาวบ้านทั่วไปก็มีวัฒนธรรมในการปูเสื่อล้อมวงกินข้าว หรือการนั่งพื้นโดยมีหมอนอิงเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น พวกเขาเองก็มีวัฒนธรรมการนั่งเสื่ออย่างชัดเจน ส่วนที่นั่งยกระดับเป็นแท่นขึ้นมานั้นนับเป็นเฟอร์นิเจอร์ของคนชนชั้นนายคนเท่านั้น

แต่แล้วเมื่อถึงยุคที่ชาวจีนได้เข้ามาตั้งรกรากและทำการค้าขายกับไทยในสมัย ร.3  สิ่งที่เรียกว่า ‘เก้าอี้’ ที่มาเป็นตัวๆ จึงเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่น่าจะถูกอิมพอร์ทเข้ามาด้วยกันนั่นเอง ซึ่งร่องรอยของเก้าอี้ในอดีตจากคนจีนที่ตัวผมเองเจอและสังเกตเห็นก็คือ เก้าอี้ไม้หัวกลมลายดอกโบตั๋น หรือว่าเก้าอี้หัวกลมเหล็กสังกะสีที่มีการลงสีลายดอกไม้จีน ที่มักถูกใช้ตามร้านค้าห้องแถวโบราณตามที่ต่างๆ ซึ่งนับวันนี้แล้วก็เริ่มยิ่งพบเจอยากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่าผมได้เห็นเก้าอี้พวกนี้ตามพวกละครย้อนยุคบ่อยกว่าในโลกความเป็นจริงซะเอง

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

จนในเวลาต่อมาเมื่อวิถีการนั่งเก้าอี้จากคนจีนได้เข้ามาทดแทนการนั่งพื้นของเหล่าคนไทยโดยทั่วกัน กระทั่งอายุการใช้งานของเก้าอี้ไม้เดินมาถึงจุดที่เริ่มชำรุดและเกิดความต้องการหาเก้าอี้แบบใหม่เข้ามาทดแทน และขณะเดียวกันที่ไทยเองก็ไม่ได้มีแนวคิดในการพัฒนาการออกแบบเก้าอี้ใช้กันเองตั้งแต่แรกเริ่ม รอยต่อของเหตุเหล่านี้จึงกลายเป็นช่องโหว่ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่คาดว่าทำให้เก้าอี้พลาสติกที่เริ่มถูกผลิตขายในช่วงเวลานั้น ได้เนียนๆ เข้ามาแทนที่เก้าอี้ไม้เดิมๆ อย่างลงตัว

ซึ่งถ้าเราย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ช่วง พ.ศ. 2530 ในตอนนั้น บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (เพนกวินแดง) ได้คิดค้นและเป็นผู้ผลิตสินค้าเฟอร์นิเจอร์พลาสติกรายแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เหล่าผู้อาวุโสหลายคนบอกตรงกันว่า เป็นช่วงที่พวกเขาเริ่มรู้จักเก้าอี้พลาสติกบ้านๆ สีสันแสบๆ และเริ่มเห็นใช้กันอย่างแพร่หลาย ถึงแม้ว่าในฝั่งตะวันตกเอง เหล่าดีไซเนอร์ต่างหมกมุ่นและพยายามออกแบบเก้าอี้ด้วยวัสดุพลาสติกกันอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี  ค.ศ. 1960 (ตรงกับปีพ.ศ. 2503) ซึ่งเก้าอี้พลาสติกชื่อดังอย่าง Panton Chair ก็ถูกพัฒนาในช่วงเวลานั้น

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

อย่างตัวผมเองที่ไม่ได้เกิดทันยุคบุกเบิกของเก้าอี้พลาสติกในไทยเมื่อ 30 ปีก่อน ทำให้ทันทีที่ผมได้เหยียบมาบนโลก เก้าอี้พลาสติกเหล่านี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปโดยปริยาย ไม่ว่าหันไปทางไหนในชีวิต เดินทางไปร้านข้าวที่ใด เก้าอี้พลาสติกก็เหมือนเป็นเพื่อนสนิทคู่ใจที่พบเจอได้เสมอๆ เช่นเดียวกับเหตุการณ์งานบวชของพี่ชายที่เล่ามาในตอนแรก

แม้ว่าจะผ่านมาถึง 30 กว่าปีแล้ว เป็นที่น่าสงสัยไปอีกว่า เพราะเหตุใดเก้าอี้พลาสติกถึงดูไม่ตกยุคและยังอยู่ในเทรนด์ของการใช้งานในฐานะเฟอร์นิเจอร์สำหรับการนั่งของชาวไทย แม้ว่าร้านเฟอร์นิเจอร์อย่าง IKEA จะเปิดสาขาในไทยไปถึง 2 สาขาแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าความบ้านๆ ของดีไซน์เก้าอี้พลาสติกสีๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะถูกจริตกับเราคนไทยเสียมากกว่า

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

 

ผู้รักษา Seat ห้า

ถ้าศีล 5 คือ ข้อปฏิบัติพื้นฐานทางพุทธศาสนาที่หากรักษาและสามารถทำตามได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลทำให้ชีวิตผาสุก มีแต่กัลยาณมิตรที่ดีคอยติดตามและช่วยเหลือกัน ซึ่งมีความคล้ายกับเก้าอี้พลาสติก ที่ผู้คนยังคอยเลือกใช้และยังถูกคำนึงถึงเมื่อยามตกที่นั่งลำบากอยู่เสมอ เพียงว่าเก้าอี้พลาสติกนั้นเขารักษาศีล 5 ไม่ได้ แต่กลับเป็นคุณสมบัติของ Seat 5 ข้อ ที่เก้าอี้พลาสติกยังคงรักษาเอาไว้ จนทำให้เราชาวไทยถูกอกถูกใจกัน อันได้แก่

ข้อ 1 ‘สีสันสดใส หัวใจกระชุ่มกระชวย’ เป็นเหมือนกันไหมครับว่า เวลาเห็น เก้าอี้พลาสติกสีแดง สีน้ำเงิน สีเขียวมะนาว ตามร้านริมทางแล้วรู้สึกสงสัยว่าทำไมเจ้าของร้านเขาจึงกล้าที่จะเล่นสีฉูดฉาดได้ขนาดนี้ หรือมีอะไรดลใจให้เขารู้สึกอยากใช้สีสันพวกนี้เพื่อสร้างความกระชุ่มกระชวยอะไรหรือเปล่า แม้ว่าเจ้าของร้านจะมีหน้าเข้มไว้หนวดไว้เครา

ซึ่งเมื่อลองพยายามทำความเข้าใจแล้ว เราก็พบว่า ด้วยข้อจำกัดของวัสดุในการฉีดขึ้นรูปให้เป็นเก้าอี้ ซึ่งก็คือสีเม็ดพลาสติกที่ส่วนมากเป็นชุดแม่สี RGB (แดง เขียว น้ำเงิน) และเมื่อเกิดผลิตจำนวนมากๆ แล้ว การที่ต้องพยายามผสมสีใหม่ๆ ให้มีมากขึ้นอีก จึงเป็นเรื่องที่เปลืองทรัพย์และเปลืองเวลา ทำให้ชุดสีพื้นฐานของเก้าอี้เหล่านี้จึงกลายเป็น Pantone เริ่มต้นแก่บุคคลทั่วไปโดยปริยาย ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราไม่ซีเรียสมาก ก็ไม่รู้จะคุมโทนไปทำไม

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

ข้อ 2 ‘มีทุกขนาดให้เลือกสรร ทุกระดับทุกสไตล์ แบ่งขายให้ตามต้องการ’ เมื่อดีไซน์ใดๆ ในโลกไม่สามารถตอบโจทย์ได้ด้วยวิธีเดียว เก้าอี้พลาสติกจึงได้ถูกผลิตในรูปแบบหลากหลายเพื่อแก้ปัญหาในทุกท่านั่งอิริยาบถ ตั้งแต่เก้าอี้นั่งยองๆ สำหรับซักผ้า เก้าอี้แบบไม่มีพนักพิงที่เน้นความคล่องตัว หรือมีพนักพิงสำหรับนั่งเอนกาย ยันเก้าอี้พลาสติกที่มีอาร์มแชร์แบบจริงจัง โดยที่รูปแบบสไตล์การใช้งานต่างๆ ทั้งหมดนี้ ยังมีขนาดหลากหลายให้เลือกสรร และสามารถแบ่งซื้อแบ่งขายตามความต้องการอย่างสะดวกสบาย จะซื้อตัวเดียวหรือยกโหลก็มายกไปได้เลย

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

ข้อ 3 ‘เธอเอาพลาสติกมาทับอยู่บนพลาสติก’ จุดแข็งที่หลายๆ คนมักยกนิ้วให้กับคุณสมบัติของเก้าอี้พลาสติกก็คือ ความเบาและความสามารถที่นำมายกซ้อนทับได้ และคาดว่าคุณสมบัตินี้ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เก้าอี้พลาสติกเกิดความนิยมและแพร่หลายมากๆ ของบุคคลทั่วไป เพราะไม่ว่าคุณประกอบกิจการร้านอาหารหรือร้านค้าใดๆ เมื่อถึงเวลาปิดร้าน การรวบเก้าอี้ทีละเยอะๆ ซ้อนกันแล้วยกไปเก็บทีเดียว ก็ดูจะเป็นเรื่องในอุดมคติเลยทีเดียว

อีกทั้งความสามารถในการซ้อนตัวนั้น ยังเหมาะสมกับบริบทของร้านค้ารถเข็นตามริมทางที่จำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายตลอดเวลา ทั้งตอนจัดวางเพื่อเปิดร้านและยกเก็บตอนปิดร้าน ทำให้บ่อยครั้งเราก็มักจะเห็นเก้าอี้ที่อยู่ในสภาพเก็บซ้อนตัวเรียบร้อยบนรถเข็น นับว่าความสามารถของเก้าอี้พลาสติกในข้อนี้มาแรงแซงทุกโค้ง

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

ข้อ 4 ‘เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว’ นอกจากจะเอาไว้นั่งแล้ว เก้าอี้พลาสติกยังสามารถเป็นอะไรที่มากกว่า ซึ่งก็มักเกิดจากความคิดสร้างสรรค์สไตล์บ้านเรา จนเกิดการดัดแปลงกลายเป็นฟังชันก์แปลกๆ หลายรูปแบบ เช่น การวางเก้าอี้พลิกกลับด้านแล้วเอาถุงดำมาครอบ เราก็จะได้ถังขยะ หรือการใช้เป็นแท่นวางของ หรือเป็นตัวปรับระดับความสูงของพัดลม หรือว่าการยกเก้าอี้มาวางริมถนนแทนกรวยจราจร หรือแม้กระทั่งครั้งหนึ่ง ผมเคยเห็นเก้าอี้พลาสติกที่ถูกตัดส่วนล่างให้มีความโค้งเว้า เพื่อให้สามารถวางสวมลงบนหัวจ่ายน้ำดับเพลิงสีแดงข้างถนนอย่างพอดีๆ เนื่องด้วยว่าหัวจ่ายไปขวางพื้นที่นั่งกินข้าว จึงแก้ปัญหาด้วยการตัดเอาเก้าอี้ลงไปสวมซะเลย

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

ข้อที่ 5 ‘ราคาเป็นมิตร ใกล้ชิดยิ่งกว่าคนในครอบครัว’ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันราคาของเก้าอี้พลาสติกไม่ได้ถูกเหมือนในอดีต แต่แน่นอนว่ามันก็ยังมีราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับเก้าอี้ที่ทำจากวัสดุอื่นๆ ถ้าหากเปิดกิจการหรือทำกิจกรรมที่จำต้องมีเก้าอี้เป็นส่วนหนึ่งในนั้นและเรามีงบที่จำกัด เก้าอี้พลาสติกจึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ในการพิจารณาเลือกใช้

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อผมลองพิจารณาคุณสมบัติทั้ง 5 ข้อของเก้าอี้พลาสติกอีกครั้งหนึ่งแล้ว ผมก็พบว่าสิ่งที่เก้าอี้พลาสติกสามารถเข้ามานั่งในหัวใจของคนไทยได้ก็คือ ‘ลักษณะที่เข้าใจง่ายและดูมีความอะลุ่มอล่วย’ นั่นเอง เพราะด้วยความหน้าตาง่ายๆ ของมันที่ส่งผลให้เราไม่รู้สึกเคอะเขินในการใช้งาน รวมถึงความเหมาะสมในการนำมาใช้ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งความเบา หรืออะไรต่างๆ อย่างที่ผมกล่าวไว้ ก็ยิ่งทำให้มันดูเข้ากันกับบริบทไทยๆ ได้ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เก้าอี้พลาสติกนั้นกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกนิยมใช้บ่อยๆ และกลายเป็นภาพจำของการใช้พื้นที่แบบไทยๆ นั่นเอง

ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมเก้าอี้พลาสติกนั้นไม่ได้ปรากฏแค่เพียงในไทยเราเท่านั้น แต่ยังปรากฏอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์ รวมถึงประเทศเกาหลีเองก็ยังมีเก้าอี้พลาสติกให้เห็นบ้าง จึงเป็นไปได้ไหมว่า เก้าอี้พลาสติกนี้สามารถเป็นตัวเชื่อมโยงปรากฏการณ์ของเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยที่ใช้ร่วมกันได้ และยังเป็นสิ่งที่น่านำมาศึกษาต่อจนอาจสามารถนำมาพัฒนาเป็นเฟอร์นิเจอร์ใดๆ ของเรากันเองได้ ในขณะที่วัฒนธรรมนั่งพื้นปูเสื่อก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่ากลับไปพูดถึงเช่นเดียวกัน เพราะว่านอกจากการรักษา Seat 5 ให้ได้แล้ว เราก็ควรพัฒนา Seat ไปด้วยเช่นกัน

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการปล่อยตัวนั่งสัมผัสไปกับเก้าอี้ผิวพลาสติกที่มีสีแสบสัน ณ ทุกโอกาสนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

บรรณานุกรม

  1. หนังสือ Very Thai : Philip Cornwel-Smith
  2. sarakadee.com
  3. baanlaesuan.com
  4. superwarefurniture.com

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

ในกรณีที่ต้องกันแสงแดด เรามักจะคิดถึงกันอะไรกันครับ

สำหรับบางคน กรณีกันแสงอาจจะนึกถึงเพลงดนตรีเสียงขลุ่ยเศร้าสร้อย (นั่นมัน ธรณีกรรแสง!) แต่ซึ่งถ้าถามผมที่เป็นสถาปนิก ก็จะต้องตอบว่านึกถึงแผงหลังคาที่ถูกออกแบบมาอย่างแข็งแรง ใช้วัสดุกระเบื้องที่เลือกสรรมาอย่างดี จึงจะกันแสงแดดอันร้อนแรงของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี

ในทางกลับกัน กรณีกันแสงกันความร้อนของคนทั่วไปที่ผมเห็นบ่อยๆ บ่อยมากจนต้องหยิบมาเล่าให้ฟังในคอลัมน์อาคิเต็ก-เจอตอนนี้คือ ‘กันสาดผ้าใบ’ ครับ

ตั้งแต่ตอนเช้าเวลาเดินไปตลาดหาข้าวกิน หรือตอนสายเวลาเดินผ่านตึกแถวไปทำงาน แม้กระทั่งนั่งวินมอเตอร์ไซค์ทะลุซอยกลับบ้าน ผืนผ้าใบสีฟ้าเข้มที่มาพร้อมกับตัวอักษรพ่นสีขาวที่แขวนยื่นเป็นหลังคาหน้าอาคาร หรือในบางทีที่มาในรูปแบบผ้าใบโฆษณา มักจะเป็นภาพที่คุ้นชินมากๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในประเทศเราก็มักจะเห็นภาพนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นร้านข้าวราดแกงที่ปากซอย ร้านขายของชำต่างๆ ยันรถเข็นริมทางก็ยังมีหลังคาผ้าใบเล็กๆ ยื่นออกมา จนเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ว่าทำไมกรณีกันแสงด้วยผ้าใบกันสาดนี้ถึงเป็นที่นิยมและถูกใช้กันทั่วกัน  
กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

ถ้าเรามาลองกลับมาดูนิยามของคำว่า ‘กันสาด’ ในเชิงสถาปัตยกรรมแล้ว กันสาดหมายถึงชายคาอันแรกของอาคารที่มีไว้เพื่อป้องกันฝนและแดดสาดใส่ โดยจะมีหน้าตาเป็นหลังคามีความลาดเอียงเฉียงๆ ที่ยื่นออกมาจากอาคารหลัก ซึ่งการออกแบบกันสาดในสถาปัตยกรรมของประเทศไทยนั้น ก็จะมีให้เห็นได้ตั้งแต่เรือนไทยทั้งแบบเรือนประเพณีและเรือนพื้นถิ่นโบราณ ซึ่งกันสาดเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่นิยมมากๆ ในประเทศแถบร้อนชื้นที่มีทั้งแดดและฝนตกชุก โดยพื้นที่ถูกใช้งานอยู่ใต้กันสาด เราก็จะเรียกในศัพท์สถาปัตยกรรมว่า พื้นที่ ‘พาไล’ หรือ ‘พะไล’

แต่รูปแบบของหลังคากันสาดผ้าใบที่เราเห็นเต็มบ้านเต็มเมืองในปัจจุบันนั้น ถ้าเราไปยืนดูดีเทลรูปแบบการติดตั้งตัวของกันสาดดีๆ เราก็เห็นว่ามีลักษณะวิธีคิดและวิธีการออกแบบไม่เหมือนบ้านไทยในอดีตซะทีเดียว กันสาดผ้าใบส่วนมากพวกนี้นั้นมักจะอยู่ในรูปแบบของการต่อเติมแบบง่ายๆ ออกมาจากอาคารเดิม แสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่ไม่ได้ถูกคิดมาด้วยกันตั้งแต่เริ่มสร้างไม่เหมือนบ้านในอดีตเท่าไหร่นัก

แน่นอนว่าการต่อเติมนั้นก็มักจะเกิดขึ้นด้วยเหตุที่ว่าฟังก์ชันของพื้นที่หน้าบ้านเดิมตรงนั้นไม่เวิร์กกับการใช้งานจริงหน้างาน เหมือนว่าบ้านที่เราอาศัยอยู่จะดูโอเคทุกอย่างในแรกเริ่ม แต่ต่อมาแล้วกลับกลายเป็นว่าเรามีฟังก์ชันความต้องการใหม่ๆ ขึ้นมาเสีย เช่น พออยู่ๆ ไปแดดก็อาจจะสาดเข้าหน้าบ้านจนน่ารำคาญ หรือเมื่ออยู่ๆ ไปแล้วแม่เราอยากจะเปิดหน้าบ้านเป็นร้านขายของ หรือแม้กระทั่งอยู่ๆ ไปแล้วเราดันไปถอยรถใหม่มาจอดหน้าบ้าน

กลายเป็นว่ากันสาดผ้าใบมักเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ถูกเลือกหยิบมาใช้ในการสอดรับฟังก์ชันที่งอกออกมาแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบค้ำยันยื่นออกมากันฝน หรือเป็นแผงผ้าใบที่ทิ้งดิ่งลงเพื่อกันแดด ซึ่งเป็นการสร้างพื้นที่ ‘พาไล’ ในรูปแบบใหม่โดยเราไม่รู้ตัวนั่นเอง
กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

และด้วยการติดตั้งที่ง่ายดายของกันสาดผ้าใบ ที่เพียงเรียกช่างไม่กี่คนมาตั้งดามขาเหล็กยื่นจากผนังหน้าบ้านให้เป็นสามเหลี่ยม ขึงผ้าใบกางออกมาและยิงน็อตสกรูไม่กี่ตัวลงบนผนังเสา แค่นี้เราก็จะได้กันสาดผ้าใบที่เข้าไปใช้งานข้างใต้ได้แล้ว ซึ่งสะดวกทั้งการขนย้ายและนำอุปกรณ์มาติดตั้ง บวกกับราคาที่ค่อนข้างประหยัดกว่ากันสาดจากวัสดุอื่นๆ ที่จริงจัง สิ่งเหล่านี้อาจนับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กลายเป็นที่นิยมและทำตามๆ กันมาเรื่อยๆ จนคล้ายเป็น City Element หรือองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมเมืองของบ้านเราในปัจจุบัน

ซึ่งเมื่อหลายๆ คนหรือหลายๆ ร้านค้าที่ต้องใช้พื้นที่ใต้กันสาดทำกิจการธุรกิจใดๆ ก็ตาม เราก็จะพบว่าข้อดีของกันสาดผ้าใบอีกเรื่องหนึ่งนั้นก็คือ วัสดุผ้าใบนั้นยืดหยุ่นในการใช้งานมากๆ เราสามารถตัดปะต่อเติมความกว้างใหญ่ของผืนผ้าใบได้หลากหลายวิธี ถ้าแดดหมุนมาสาดเข้าหน้าบ้านฝั่งขวาในตอนเช้า เราก็แค่ทำกันสาดต่อเพิ่มจากเดิมออกมาทางขวา หรือฝนที่ตกกระเด็นสะท้อนลอดจากใต้กันสาดเข้ามาได้ เราก็แค่เพิ่มม้วนผ้าใบทิ้งดิ่งติดพื้นต่อจากกันสาดเดิม แค่นี้ก็จะสามารถป้องกันสิ่งต่างๆ เพิ่มจากเดิมได้เเล้ว นับเป็นการปรับแต่งการใช้งานตาม UX ของเราได้อย่างอิสระ

และด้วยลักษณะความยืดหยุ่นของวัสดุผ้าใบที่สามารถม้วนหดและพับกางได้นั้น ก็ทำให้เราได้เห็นรูปแบบของกันสาดผ้าใบในหลากหลายนิสัยขึ้น ทั้งในรูปแบบการพับเก็บเป็นจีบที่สามารถหดกลับหาผนังได้ หรือการม้วนขึ้นลงเพื่อลดความเกะกะเมื่อเวลาไม่ใช้งาน หรือแม้กระทั่งการพับสวิงลงด้านล่างเพื่อคลุมป้องกันพื้นที่หน้าร้านหรือหน้าบ้าน ซึ่งรูปแบบการพับเก็บในวิธีต่างๆ เหล่านี้ก็ค่อนข้างสอดคล้องและเหมาะกับนิสัยการใช้พื้นที่ของเมืองไทยที่ค่อนข้างมีอย่างจำกัด
กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

ตัวอย่างการใช้สถาปัตยกรรมผ้าใบกันสาดที่สามารถพับและกางได้ในเมืองไทยที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ‘ตลาดร่มหุบ ริมทางรถไฟสายแม่กลอง’ ซึ่งเป็นตลาดที่ตั้งอยู่บนทางรถไฟ สามารถพับหลังคากันสาดเก็บได้เมื่อรถไฟวิ่งตัดผ่านตรงกลาง และการพับเก็บหลังคาของตลาดนี้ก็กลายเป็น Unseen in Thailand ที่คนทั่วโลกต้องแห่กันเดินทางไปดูเวลาชาวบ้านทำขั้นตอนการพับหลังคาตลาด ซึ่งเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่คนทั่วโลกให้ความสนใจความมหัศจรรย์การใช้งานพื้นที่ของตลาดนี้ก็คือ นิสัยและวิธีการใช้กันสาดผ้าใบที่ผ่านการใช้ UX แบบยืดหยุ่นๆ ตามที่ผมเล่ามาตั้งแต่ต้นนี่แหละ

กันสาดผ้าใบCredit : chillnaid.com
กันสาดผ้าใบ
Credit : chillnaid.com

และอีกตัวอย่างของการใช้ผ้าใบที่มีความน่าสนใจมากๆ ก็คือ การใช้ผืนผ้าใบขนาดใหญ่กางเป็นเต็นท์ในสวนลุมพินี กรุงเทพฯ ซึ่งถ้าใครที่เป็นนักวิ่งที่สวนลุมฯ แล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนก็คงมักจะเห็นหลังคาเต็นท์ผ้าใบย่อมๆ กระจายอยู่ในพื้นที่สวน สิ่งที่น่าสนใจของการใช้ผ้าใบมากันแสงกันฝนในกรณีนี้ก็คือ หลังคาผ้าใบเหล่านี้ใช้โครงสร้างเสาค้ำเพียงนิดเดียว ที่เหลือของการติดตั้งจะถูกหิ้วลอยด้วยเชือกมาจากต้นไม้แทน ซึ่งถ้าเราไปยืนดูดีๆ เราก็จะเห็นความซูเปอร์ยืดหยุ่นของการใช้ผ้าใบกันแดดมากๆ ซึ่งผ้าใบในที่นี้สามารถจับจีบที่ปลายมุมและดึงปรับในทิศทางอิสระเพื่อหลบต้นไม้ในสวน อีกทั้งการติดตั้งทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำด้วยช่างมืออาชีพแต่เป็น Handmade สถาปัตยกรรมของคนที่อาศัยในสวนลุมฯ ด้วยนั่นเอง
กันสาดผ้าใบ

โดยที่จริงๆ แล้วการใช้ผ้าใบไม่ได้มีไว้เพียงแค่เป็นหลังคาคลุมกันแดดเพียงเท่านั้นนะครับ ถ้าเราเดินไปเข้าไปในพื้นที่อินทีเรียภายใต้หลังคาผ้าใบ บ่อยครั้งเราก็จะพบว่าผ้าใบนั้นสามารถนำมาหุ้มโต๊ะหรือทำเป็นม่านคลุมพื้นที่เล็กๆ ต่างๆ เพื่อป้องกันความสกปรกหรือความเปียกจากน้ำที่ไม่ใช่ฝนได้เช่นกัน รวมทั้งเรื่องการรีไซเคิลผ้าใบโฆษณาต่างๆ ที่เคยเป็นกันสาดม้วนกันแดด นำมาใช้ในรูปแบบใหม่ๆ เช่น กั้นห้อง และปะซ่อมสิ่งต่างๆ ได้ด้วย โดยอยู่ในพื้นฐานการขึงและห่อหุ้ม
กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมยกตัวอย่างกรณีกันแสงด้วยกันสาดผ้าใบในรูปแบบต่างๆ มานั้น เราก็จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้ววิธีคิดในการสร้างพื้นที่กันแดดกันฝนในทางสถาปัตยกรรมนั้น ถือเป็นสกิลล์หนึ่งที่คนไทยมีติดตัวและมีความเข้าใจในการออกแบบกันเองโดยไม่ต้องถามดีไซเนอร์ใดๆ มาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เหตุหนึ่งอาจเพราะว่าสภาพแวดล้อมและอากาศเราบ้านเรานั้นเป็นปัจจัยที่ทำให้เราต้องเรียนรู้และต้องปรับตัวอยู่เสมอตลอดเวลามาตั้งแต่อดีต

ซึ่งการเลือกใช้กันสาดผ้าใบมาเป็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่เป็นที่นิยมในทุกวันนี้ ก็นับว่าเป็นกระบวนการคิดและแก้ปัญหาแบบพื้นถิ่นที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตโดยที่คนทั่วไปไม่รู้ตัว เป็น Urban Vernacular อย่างที่ผมพยายามศึกษาและสังเกตอยู่อย่างเป็นประจำนั่นเอง

ขอให้ทุกท่านมีพื้นที่ใต้ร่มผ้าใบให้ได้หลบร้อนจากแสงแดดกันในทุกกรณีนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ


กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

บรรณานุกรม

  1. https://www.silpa-mag.com/history/article_5280

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load