“โอย….”

เป็นเสียงของกิจวัตรประจำวันยามเช้าของเราชาวเมือง โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลาย แน่นอนครับว่านี่ก็คือเสียงจากการบิดเนื้อบิดตัวให้หายเมื่อย ลุกขึ้นมาจากเตียงมายืดเส้นยืดสายสักหน่อย

“เอี๊ยด….”

ส่วนเสียงนี้ก็เป็นเสียงของกิจวัตรประจำวันยามเช้าของเราชาวเมืองเช่นกัน โดยเหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลาย และก็ยังเป็นเสียงของการยืดเส้นยืดสายเหมือนกันด้วย (หา?) ใช่ครับ มันไม่ใช่เสียงจากเนื้อตัว เพียงแต่จะเป็นการยืดเส้นข้อพับและยืดสายของประตูเหล็กยืดซึ่งกำลังถูกเปิดที่หน้าบ้านตึกแถว ในตอนเช้าที่ผู้คนต้องรีบเร่งออกไปทำงานนั่นเอง

เสียงเอี๊ยดจากประตูเหล็กยืดนี้ค่อนข้างที่จะชินหูเกินไป จนทำให้เราได้ยินสำเนียงภาษาของเจ้าประตูเหล็กยืดในทางสถาปัตยกรรมไม่ค่อยชัดเจนนัก (ปูเข้าเรื่องได้สวยงาม) สำหรับคนทั่วๆ ไปแล้ว เสียงประตูเหล็กยืดนี้คงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตมาก เพราะมันเป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งของบ้านที่ค่อนข้างไม่มีใครสนใจและถูกทิ้งไว้แบบเงียบๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ไอ้เจ้าประตูเหล็กยืดค่อนข้างเป็นองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญในด้านการใช้งานจริงๆ และมีความจำเป็นต่อบ้านตึกแถวมากๆ จนมักกลายเป็นภาพจำของบ้านคนไทยในปัจจุบัน

ในขณะที่หน้าที่ของผมก็คือชวนคุยและตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมรอบตัวแบบง่ายๆ อารมณ์ดีดังชื่อคอลัมน์นี้ แน่นอนว่าเสียงของไอ้เจ้าประตูเหล็กยืดก็เป็นหนึ่งในภาษาของสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยที่ผมต้องค้นหา

ณ ตอนนี้ สำหรับใครนั่งอ่านคอลัมน์นี้บนหน้าจอใดๆ แล้วเริ่มมีอาการเมื่อย ลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายกันสักหน่อย และเตรียมพร้อมไปค้นหาภาษาของเส้นสายที่ยืดได้ของประตูเหล็กยืดหน้าบ้านนี้กันครับ

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

 

Door to the City

ถ้าจะอธิบายหน้าตาของประตูเหล็กยืดแล้ว ประตูเหล็กยืดคือประตูเหล็กที่เกิดจากการประกอบของเส้นเหล็กยาวจำนวนหลายๆ ชิ้น วางถี่ๆ ต่อกันด้วยกลไกข้อต่อที่ยืดหดได้ หน้าตาคล้ายขาของกรรไกรไขว้ไปมา โดยที่ชิ้นส่วนทั้งหมดนั้นประกอบขึ้นเป็นแผงคล้ายกรงเหล็กที่ยืดเปิด-ปิดได้ ประตูเลื่อนได้เนื่องด้วยล้อยึดที่ปลายของเส้นเหล็กที่วางหิ้วบนรางเหล็กวงกบบริเวณขอบบนประตู และเรามักจะเห็นการทำประตูเหล็กบังตาที่คล้ายๆ บานพับซ้อนด้านหลังของประตูเหล็กยืดอีกที

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

เป็นที่แน่นอนว่าเจ้าประตูเหล็กยืดส่วนมากมักปรากฏตัวบริเวณหน้าบ้านตึกแถว มีให้เห็นตั้งแต่สภาพเก่ามากยันใหม่มาก และเนื่องด้วยข้อมูลบันทึกที่มาที่ไปของประตูเหล็กยืดในไทยค่อนข้างน้อยมากจนทำให้เราไม่รู้ว่ามันเริ่มใช้ในไทยเมื่อใด แต่ก็เชื่อได้ว่าประตูเหล็กยืดเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากยุคปฏิวัตอุตสาหกรรม เพราะว่าประตูเหล็กยืดมีลักษณะการใช้งานรูปแบบถอดประกอบ ตั้งแต่ขั้นตอนผลิตจนวิธีนำมาติดตั้ง

และด้วยตัวผู้เขียนเองก็เติบโตในบ้านตึกแถวที่มีประตูเหล็กยืดแบบนี้มาถึง 27 ปี จึงได้ลองสอบถามทางบิดาตัวเองดูว่า ก่อนหน้าที่แกจะมีบ้านตึกแถวหลังนี้ ในยุคของแกนั้นประตูเหล็กยืดมันเริ่มใช้กันหรือยัง ซึ่งหลังจากการสอบถามแบบกองโจรระหว่างอาหารมื้อเช้า ก็พบว่าประตูยืดนั้นมีมาตั้งแต่ตอนเด็กที่แกมากรุงเทพฯ อยู่แล้ว ซึ่งก็น่าจะเมื่อเกือบๆ 60 ปีก่อน โดยที่ตัวผมเองยังนั่งคิดต่อแล้วคิดต่ออีกว่า จริงๆ มันก็น่าจะมีอายุเก่าแก่กว่านั้น

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ผมได้ลายแทงตำแหน่งประตูเหล็กยืดเก่าแก่บานหนึ่งริมถนนอาคารตึกแถวราชดำเนิน ซึ่งเป็นประตูเหล็กยืดที่มีแพตเทิร์นหน้าตาประหลาดกว่าประตูทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็แลดูมีความคราฟต์มากกว่าบานทั่วไปเช่นกัน ผมพบว่ามันมีอายุค่อนข้างพอๆ กับอายุของอาคารตึกแถวราชดำเนินหลังนี้ ที่สร้างเสร็จมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2483 ซึ่งก็คือเกือบ 80 ปีที่แล้ว สอดคล้องกับที่ผมประมาณจากสิ่งที่พ่อผมเล่าไปอีก 20 ปี ซึ่งเมื่อผมบวกลบด้วยการประมาณการของผมอีกทีแล้ว เป็นไปได้ว่าประตูเหล็กยืดน่าจะถูกนำมาใช้ในไทยตั้งแต่เมื่อ 80 – 90 ปี

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

อีกประเด็นของประตูเหล็กยืดที่น่าสนใจก็คือ การปรากฏตัวขึ้นของประตูเหล็กยืดนั้นใช้เพื่อปิดซ้ำบนบานประตูเฟี้ยมไม้ของบ้านตึกแถวพาณิชย์ในยุคแรกเริ่มอีกชั้นหนึ่ง อาจเพราะว่าบานประตูเหล็กยืดค่อนข้างมีการใช้งานที่สอดคล้องกับการใช้ประตูไม้แบบเดิมได้ดี การยืดของประตูให้สุดนั้นจะทำให้หน้าบ้านมีพื้นที่เปิดโล่ง เหมาะสมเป็นพื้นที่หน้าร้านสำหรับทำมาค้าขาย สิ่งเหล่านี้สามารถบ่งบอกเป็นนัยได้ว่าเจ้าประตูเหล็กยืดนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่ออาคารตึกแถวในระยะหลังที่ประตูไม้ไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตในเมืองได้ และนี่ก็อาจเป็นเหตุที่ทำให้เจ้าประตูเหล็กยืดบุกเข้ายึดบ้านตึกแถวด้วยเส้นสายเหล็กไปทั้งเมืองไทยนั่นเอง

ประตูเหล็กยืด

 

Element Through the City

ตึกแถวมันเหมือนฟองน้ำ มันสามารถซึมซับอะไรเข้าไปก็ได้ มันเลยเป็นประเภทของอาคารที่ปรับปรุงได้ง่าย การจะเอาเหล็กยืดเข้ามาใส่มันก็ดูไม่ได้เขินอะไร

“แต่พอเป็นบ้านใหญ่ๆ การใส่เหล็กยืดมันก็อาจจะดูเคอะเขิน มันก็ส่งผลให้ประตูเหล็กยืดดูเหมาะกับตึกแถว เพราะถ้าเอามันมาอยู่กับบ้านเดี่ยว มันก็ต้องดีไซน์อีกแบบหนึ่งถึงจะดูเข้ากันได้ เพราะภาษามันก็เปลี่ยน ถ้าเราลองเอาเหล็กยืดไปติดกับบ้านไทยเดิมก็ไม่รู้ว่ามันเข้ากันไหม”

นี่คือเสียงความเห็นเกี่ยวกับประตูเหล็กยืดในเมืองไทยโดย พี่น็อต-สิทธนา พงษ์กิจการุณ จากบริษัท A Millimetre บริษัทสถาปนิกรุ่นใหม่ที่มีผลงานด้านการออกแบบตึกแถวที่น่าสนใจในขณะนี้

เหตุที่บทความนี้มีเสียงพี่น็อต นั่นก็เพราะเมื่อปี 2557 ทีมพี่น็อตออกแบบโฮสเทลที่มีชื่อว่า Bed Station Hostel ซึ่งเป็นโฮสเทลที่ใช้ลูกเล่นของประตูเหล็กยืดมาออกแบบ โดยที่ทีมพี่น็อตได้นิยามประตูเหล็กยืดแบบใหม่ด้วยการนำมันมาจัดวางแบบไม่ซ้ำใคร จนเกิดเป็นแผงประตูเหล็กยืดที่สลับจังหวะบนผิวหน้าอาคารได้อย่างน่าสนใจ จนผมต้องมาขอความรู้เกี่ยวกับประตูเหล็กยืดจากทีมสถาปนิกทีมนี้

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

“มันเป็นเหมือน City Element ของการใช้ชีวิตสไตล์เมืองๆ มันทำให้เรารู้สึก Industrial เพราะวัสดุเองเป็นผลพวงจากระบบอุตสาหกรรม จริงๆ ประตูเหล็กยืดมันก็ไม่ได้มีแค่ในไทย ที่อื่นก็มีเช่นกัน ญี่ปุ่นก็มี ยุโรปก็มี ที่ไหนก็มีใช้ ซึ่งหน้าตามันก็ใกล้เคียงกันมาก เพราะว่ามันคือการใช้งานในระบบเดียวกัน

“ประตูเหล็กยืดเป็นเทรนด์ที่เข้ามาจากข้างนอก ซึ่งพอเอาเหล็กยืดมาแปะกับบ้านตึกแถวปุ๊บ ปรากฏว่ามันอยู่ได้ นั่นเพราะว่าสิ่งที่เข้ามามันดันเข้ากับการใช้ชีวิตเดิมได้พอดี ประตูเหล็กก็เลยอาจเป็น Urban Vernacular ของอาคารในเมืองได้เช่นกัน เพราะว่ามันคือ Element แบบหนึ่ง ซึ่งถ้าลองปรับตัวมาอยู่บ้านที่ไม่ใช่ตึกแถว ประตูเหล็กยืดเองก็ไม่ได้ถูกเรียกร้องให้นำออกมาใช้เช่นกัน”

แล้วนิยามของความเป็นพื้นถิ่นร่วมสมัย (Urban Vernacular) มันเกี่ยวข้องกับประตูเหล็กยืดนี้อย่างไร ผมโยนประเด็นไปอีกที เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ผมสนใจและพยายามนิยามองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเหล่านี้อยู่

“ความเป็นพื้นถิ่นมันก็คือการอยู่ตรงนั้น เขาใช้อะไรกัน เขาอยู่กันอย่างไร ถ้าเราจะไปเทียบว่า Vernacular ของกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดที่มีพื้นที่โปร่งเยอะ มันไม่เหมือนกัน” พี่น็อตตอบ และกล่าวต่อไปว่า

“ดังนั้น คำว่า Vernacular ที่ร่วมสมัยขึ้นและเป็นอยู่กับปัจจุบันในเมือง มันก็จะเป็นรูปแบบตึกแถว บ้านแถว นี่ก็เป็น Vernacular ในช่วงเวลาหนึ่ง การมีประตูเหล็กยืดก็เช่นกัน Vernacular มันเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา อย่างในกรุงเทพฯ เองถ้าวันหนึ่งการมีศาลาบ้านบนดาดฟ้ามันฮิต มันก็จะกลายเป็นเทรนด์ของมันเองเช่นเดียวกัน”

แล้วในขณะที่เทรนด์การออกแบบในอนาคตกำลังเปลี่ยนไป ประตูเหล็กยืดมีสิทธิ์ที่จะไปต่อได้ไหม

“เหมือนประตูเหล็กยืดมันก็ยังพอไปต่อได้นะ มันอยู่ที่คนลองใช้ อย่างพี่ก็ลองนำมาใช้ใหม่เป็นหน้าอาคาร เพราะว่าองค์ประกอบของเหล็กพวกนี้พอมันถูกย่อยออกมาเป็นชิ้นๆ เราก็สามารถทำให้ประตูเหล็กยืดเป็นผนังโค้งได้ เราจะเห็นว่าบางบ้านประตูมันโค้งปิดขอบข้าง นั่นเพราะมันถูกออกแบบให้เป็นหน่วยย่อยๆ มันคือพื้นฐานของการจัดองค์ประกอบเลย ซึ่งถ้าอีกหน่อยในอนาคตอาคารนี้มันโค้งขึ้น เราก็สามารถใช้ประตูเหล็กยืดในการออกแบบได้อีก มันอยู่ที่เราทดลองใช้มันไปทางไหน”

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

“โอย….”

นี่เป็นเสียงจากการบิดตัวยืดเส้นยืดสายของตัวผมเอง หลังจากนั่งพิมพ์เรื่องราวการหาความหมายและภาษาของประตูเหล็กยืดมาสักระยะใหญ่

ผมพบว่าสิ่งของใดๆ ที่เราเห็นอยู่ทุกวันแล้ว เราก็จะมักลืมสร้างบทสนทนากับเขาไป เสียงของสิ่งรอบตัวก็อาจเงียบหายไปโดยเราไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับองค์ประกอบสถาปัตยกรรมของประตูเหล็กยืดเหล่านี้ที่ดูเหมือนกำลังหมดเสียงในการใช้งานลง แต่เมื่อผมลองทักทายและพูดคุยกับเขาดู ผมก็พบว่าบนช่วงอายุ 80 – 90 ปีของพวกเขานั้นยังสามารถไปต่อได้ในบริบทสังคมไทย

อีกทั้งผมคิดว่าเราสามารถยืดอายุการใช้งานพวกเขาได้อีกยาวนาน ถ้าเราลองตั้งคำถามและทดลองนำประตูนี้ไปใช้ในบริบทใหม่ๆ ได้ และนั่นอาจทำให้เกิดนิยามของประตูเหล็กยืดใหม่ๆ ในเมืองไทย 4.0 ก็เป็นได้ครับผม

เพียงแค่เราสร้างบทสนทนาใหม่ๆ กับเขา เราอาจจะได้ยินเสียงประตูเหล็กยืดที่มีมากกว่าแค่เสียง

“เอี๊ยด….”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการยืดเส้นสายประตูเหล็กยืด และออกจากบ้านไปเจอเรื่องที่มีความสุขในชีวิตนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

ขอขอบคุณ

พี่น็อต-สิทธนา พงษ์กิจการุณ จากบริษัท A Millimetre

 

บรรณานุกรม

  1. https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_3260
  2. https://dsignsomething.com/2015/12/28/รอยต่อสถาปัตยกรรมบนถนน/

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

เคยพบเจอเรื่องที่เกี่ยวแต่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันไหมครับ

เหมือนเวลาที่เขาผ่านเข้ามาในชีวิต สบตาให้กันในบางที เก็บไปเขินจนนอนไม่หลับ ดูคล้ายกับว่าเขาเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา ทั้งๆ ที่คนนั้นอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย มันเกี่ยวกันไหม ที่เธอได้เดินเข้ามา ที่เธอได้มาสบตา ตัวฉันถึงเป็นแบบนี้ (กลายเป็นเพลงไปซะแล้ว)

แต่ถ้าจะให้ผมพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวแต่ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องในทางสถาปัตยกรรมแล้ว มันก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ดูน่าสนใจมากๆ แต่หลายคนกลับมองข้ามไป ซึ่งมันก็คือเรื่องที่เกี่ยวนี่แหละครับ โดยในความหมายตรงนี้คือ ที่ที่มีไว้สำหรับเกี่ยวแขวนสิ่งของต่างๆ นั่นเอง

และตอนนี้ทุกท่านคงอาจจะรู้สึกงุนงงจนอยากจะเอานิ้วเกี่ยวฝาโน้ตบุ๊กปิดลงเลยใช่ไหมครับ แต่อย่าเพิ่งทำอย่างนั้นเลยครับ เดี๋ยวผมจะลองพยายามทำให้มันเกี่ยวข้องกับเรื่องสถาปัตยกรรมให้ดู

การออกแบบพื้นที่การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

สำหรับโลกของการออกแบบสถาปัตยกรรมในทศวรรษนี้ หนึ่งในทักษะสำคัญพื้นฐานในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ถูกสอนกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ก็คือการผลิตชุดเครื่องมือในการออกแบบพื้นที่ทางสถาปัตยกรรม ซึ่งในวงการสถาปนิกแล้ว เราต่างเรียกชุดเครื่องมือในการออกแบบนี้กันอย่างสั้นๆ ด้วยคำว่า ‘Tools’

ซึ่งไอ้เจ้า Tools หรือเครื่องมือที่ฟังดูเก๋ไก๋นี้ไม่ได้เป็นอุปกรณ์ช่าง ประแจ ไขควง แต่อย่างใดเลย หากเเต่เป็นเรื่องของการสร้างชุดเครื่องมือทางความคิดต่างหากที่จะช่วยให้เราสามารถกำหนดขอบเขตของรูปทรงในการสร้างสเปซแบบต่างๆ ได้ โดยไม่ฟุ้งและหลุดขอบเขตความเป็นจริงของงานสถาปัตย์ในโครงการนั้นๆ จนดูขาดๆ เกินๆ ซึ่งกล่าวได้ว่า Tools ก็คือการสร้างชุดตรรกะหนึ่งเพื่อนำไปใช้ออกแบบพื้นที่ใช้สอยต่างๆ นั่นเอง

แต่ถ้าจะลองขยายความเรื่องเครื่องมือการออกแบบนี้ให้เข้าใจได้มากขึ้นก็คงต้องยกตัวอย่างของการออกแบบอาคารตึกมหานครที่ออกแบบโดย โอเล เชียเรน (Ole Scheeren) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมตึกสูงที่ดูคล้ายกำลังแตกเป็นพิกเซลจำนวนหลายๆ ชิ้น ไล่วนเป็นเกลียวตั้งแต่ยอดลงมาถึงพื้นดิน โดยที่ภาษาของจังหวะการเว้าแหว่งของพิกเซลที่เราได้เห็นบนตึกมหานครนี้สามารถนับว่านี่เป็นรูปแบบหนึ่งของ Tools ที่คุณโอเล เชียเรน สร้างขึ้นมาเพื่อออกแบบ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่สามารถเห็น Tools ได้ชัดเจน ก็คือห้าง Siam Discovery ที่ถูกรีโนเวตใหม่โดย คุณโอกิ ซาโตะ (Oki Sato) โดยที่ Tools ของห้างนี้ที่เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการใช้ภาษารูปทรงกรอบสี่เหลี่ยมที่ซ้อนทับไปมาบนผิวหน้าอาคารนั่นเองซึ่งเจ้ากรอบสี่เหลี่ยมนี้ยังเป็นลูกเล่นเข้าไปในการตกแต่งโถงห้างข้างในอีกด้วย

การออกแบบพื้นที่

ภาพ : CNN.com

การออกแบบพื้นที่

ภาพ : Archdaily.com

ตัวอย่างทั้งหมดที่ผมได้ยกมานั้นแม้จะดูค่อนข้างเป็นรูปธรรมที่ยิ่งใหญ่และมีความชัดเจนในการใช้ Tools มากๆ ในขณะที่เรื่องเล็กๆ อย่างการเกี่ยวแขวนสิ่งของที่ดูไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสถาปัตยกรรมเท่าไหร่นัก ผมก็กลับมองว่าการเกี่ยวของนี่แหละก็คือ Tools ของชุดตรรกะแบบหนึ่งที่สามารถนำไปสร้างพื้นที่แบบไทยๆ ไม่ว่าจะการแขวนถุงพลาสติกที่ใส่สินค้า การตากเสื้อผ้า การห้อยหลอดไฟลงมาจากฝ้า ยันแขวนของศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่เราเห็นในทุกๆ วันนั่นเอง โดยที่คนทั่วไปสร้างเครื่องมือการออกแบบชุดนี้ขึ้นมากันเองโดยไม่รู้ตัว

ซึ่งความน่าสนใจสุดๆ สำหรับการออกแบบพื้นที่โดยการใช้ Tools การเกี่ยวแขวนนี้สำหรับผมก็คือเราสามารถสร้างฟังก์ชันใหม่ๆ ในพื้นที่ต่างๆ บนความเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

อย่างที่ผมเคยเห็นมา เช่น ร้านขายอาหารริมทางที่พื้นที่หลังร้านติดกับริมรั้วระแนงเหล็กดัด เขาก็ใช้ Tools นี้โดยการเอาถุงที่ใส่วัตถุดิบต่างๆ มาจัดแจงเรียงแขวนไว้กับเหล็กดัดข้างหลังร้านนั้น เสมือนกำลังสร้างพื้นที่รั้วนั้นให้กลายเป็นตู้กับข้าวของร้านอาหารตนเองเสีย หรืออีกตัวอย่างหนึ่งของการที่ซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ได้ไปตั้งชิดกับเสาไฟฟ้า พวกพี่วินเองก็จะเอาไม้เอาตะปูมาตอกกับเสาทำเป็นที่แขวนป้ายวินและแขวนหมวกไปในตัว หรือการเอาไม้ไผ่ยาวๆ มาสอดระหว่างเสาไฟเพื่อสร้างที่แขวนเสื้อกั้กวินด้วยกันเอง

อีกทั้งในคอลัมน์นี้เองตอนหนึ่งผมก็เคยกล่าวถึงปรากฏการณ์พื้นที่ขายของสไตล์ไทยคอลลาจ ที่ต้องการทำให้สินค้าอยู่ในหน้าร้านให้ได้มากที่สุดของร้านโชห่วย ส่วนหนึ่งที่การออกแบบสุดโต่งนี้ที่เกิดขึ้นได้นั่นก็เพราะการใช้การเกี่ยวแขวนเพื่อการโชว์สินค้าขึ้นไปบนฝ้าและกำแพงนั่นเอง

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

และถ้าถามผมว่าทำไมลักษณะของ Tools การเกี่ยวสิ่งของต่างๆ ถึงสามารถพบเห็นได้ง่ายโดยทั่วไป และกลายเป็นเครื่องมืออันยอดนิยมสำหรับการสร้างพื้นที่ของคนไทยมากๆ ซึ่งมันก็จะมีประมาณ 4 เรื่องที่ผมสันนิษฐานเอาไว้ว่าน่าจะเป็นเหตุผล ได้แก่

1. วิธีคิดในการติดตั้งที่เกี่ยวและแขวนสิ่งๆ ต่างๆ นั้น เราล้วนได้พื้นฐานมาจากกิจกรรมในชีวิตประจำที่สำคัญมากๆ อันหนึ่ง นั่นก็คือการตากผ้าเพราะเนื่องด้วยว่าประเทศของเราเป็นประเทศอุณหภูมิร้อนชื้น ทำให้เหงื่อซึมเสื้อผ้าได้ง่าย และนั่นทำให้เราต้องซักผ้าแทบทุกวัน อีกทั้งประเทศเรามีแดดแรงที่ไม่เคยให้ได้หนาวจนปากสั่น บวกกับการอยู่อาศัยในพื้นที่อันจำกัดมากๆ

ซึ่งในที่สุดแล้วเหตุปัจจัยเหล่านี้ได้พาเราไปสู่ทักษะการในดิ้นรนในการสร้างราวตากผ้าในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะการขึงเชือกจากริมขอบอาคารหรือการที่นำแท่งไม้ยาวๆ ไปแขวนห้อยกับจุดต่างๆ เพื่อให้กลายเป็นราวตากได้ (ซึ่งค่อนข้างคล้ายการตากผ้าตึกสูงที่สิงคโปร์) ทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้ส่งผลทำให้เราได้ฝึกทักษะและวิธีคิดการสร้าง Tools การเกี่ยวแขวนสำหรับการออกแบบที่ติดตัวเรานั่นเอง

การออกแบบพื้นที่ การออกแบบพื้นที่

2. ทักษะสายตาในการหาพื้นที่ในการเกี่ยวแขวนนั้นสามารถเป็นไปได้ในทุกที่ แม้ว่าจะไม่ได้มีผนังเอาไว้ตอกตะปู ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมคนส่วนใหญ่จึงค่อนข้างมีทักษะทางนี้กันมากนัก (หรือว่าเรายึดติดมากไป ฮาๆ) แต่การใช้สายตามองพื้นที่ปกติธรรมดาให้ก้าวข้ามไปอีกสเต็ปนั้นมันกลับทำให้เหล็กดัด รั้วระแนง หูที่จับประตู หรืออะไรที่ดูน่าจะไม่เกี่ยวได้ กลายเป็นแขวนได้เฉยเลย ไม่ว่าจะเป็นจุดแขวนเล็กจุดเกี่ยวน้อย เราก็สามารถเอาของไปแขวนได้เฉยเลย เหมือนกับว่าอะไรก็ตามที่เราอยากจะให้เกี่ยว เดี๋ยวมันก็จะเกี่ยวได้เอง

การออกแบบพื้นที่

3. วัสดุอุปกรณ์ในการทำการเกี่ยวของนั้นหาง่ายมาก เช่น ถุงพลาสติกที่มีหูหิ้วไว้แขวน เชือกฟางที่เอาไว้ผูก หรือเหล็กตัวเอสที่เอาไว้เกี่ยว อุปกรณ์เหล่านี้ต่างเป็นสิ่งของหาได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถติดตั้งจุดเกี่ยวด้วยตัวเองได้เช่นกัน

4. เรามีวัฒนธรรมการเกี่ยวแขวนสิ่งของเพื่อแสดงถึงศรัทธาและความเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะการแขวนไซดักทรัพย์ไว้ที่หน้าบ้าน การแขวนกระจกหกด้านกันเรื่องภัยอันตราย การแขวนโคมไฟสีแดงเพื่อความเป็นมงคลหรือว่าการแขวนกระจกซีดีเก่าๆ ไว้ที่หน้าต่างโดยเชื่อว่านกพิราบจะไม่มาวุ่นวาย

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

โดยที่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ถ้าเรามองในแง่ความเป็นสากลมากขึ้น เราอาจจะสามารถเรียกได้ว่านี่คือ ‘Vertical Design’ หรือการออกแบบพื้นที่ในทางตั้ง โดยที่เทรนด์ในการออกแบบที่ผ่านมาก็คือ การออกแบบพวกสวน Vertical Garden หรือการออกแบบชั้นวางของต่างๆ ในห้องคอนโดฯ ที่มีพื้นที่อย่างจำกัดนั่นเอง

การออกแบบพื้นที่

ซึ่งถ้าลองเทียบกับโลกสากลแล้ว วิธีคิดของ Tools ในการเกี่ยวสิ่งของที่เห็นทั่วไปในบ้านเรา ค่อนข้างจะเป็นงานออกแบบ Vertical Design ที่คาดเดาไม่ได้และไม่มีรูปแบบตายตัว แต่กลับมีตรรกะที่ค่อนข้างแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากๆ เพราะบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าวิธีการนี้สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในพื้นที่แคบๆ หรือพื้นที่ขายของต่างๆ ที่ดูเหมาะสมกับบริบทบ้านเราเป็นอย่างมาก โดยที่เราอาจนับว่าการเกี่ยวนี้ก็คือลักษณะของวิธีคิดของพื้นถิ่นร่วมสมัยแบบ Urban Vernacular ประเภทหนึ่งในเมืองได้เช่นกัน โดยที่จริงๆ แล้ว Tools การออกแบบด้วยวิธีการเกี่ยวแขวนนี้เราก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องจัดการพื้นที่ใช้สอยเท่านั้น

การออกแบบพื้นที่

ไม่นานมานี้ผมได้พบกับงานออกแบบ Re-design ที่ออกแบบโดยแม่ค้าขายน้ำคนหนึ่ง ณ ร้านขายแห่งหนึ่ง แกได้นำราวเกี่ยวเสื้อผ้าพลาสติก 2 อันมาต่อกับท่อพีวีซี กลายเป็นอุปกรณ์สำหรับช่วยในหิ้วถุงน้ำอัดลม ซึ่งทำให้แกสามารถหิ้วน้ำได้ทีละสิบกว่าถุง อันเป็นการเพื่อช่วยให้ในการเดินรอบเดียวนั้นขายน้ำได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว (สุดยอด) ซึ่งนี่ก็ช่วยแสดงให้เราเห็นได้ว่าสุดท้ายมันก็น่าอยู่ที่เรานี่แหละที่จะเข้าใจว่ากระบวนคิดในการสร้างภาษาของการเกี่ยวแขวน จะสามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าอะไรกับงานออกแบบของเราต่อๆ ไปได้บ้าง

และตอนนี้ผมหวังว่าหลายๆ ท่านคงมีความรู้สึกว่าการเกี่ยวที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอให้ทุกท่านได้เกี่ยวข้องแต่เรื่องดีๆ ในปี 2562 นี้ และมีแต่ความสุขนะครับ

สำหรับตอนนี้สวัสดีครับ

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

ขอขอบคุณ: สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล และ ลัฏฐิกา บุญบันดาล

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load