แม้ว่าคอลเลกชันเสื้อผ้าใหม่ตอนรับซัมเมอร์ที่มีสีสันสดใสของ UNIQLO จะเข้ามาเยือนประเทศไทยแล้ว และแม้ว่าสุดท้ายตัวผมเองคว้าทรัพย์สินตัวใหม่เป็นเพียงแค่กางเกงผ้าชิโน 5 ส่วนสีกรมเรียบๆ คล้ายของเดิมที่เคยใส่ แต่นั่นก็เพราะคิดว่าคงเหมาะกับความเรียบของตัวเองดี ซึ่งพอเมื่อได้ลองสวมกางเกงเรียบๆ ตัวนั้นคู่กับเสื้อเชิ้ตสีขาวคอปกจีน และหมุนตัวรอบนึงเป็นพิธี ก็เป็นอันว่าพอใจมากๆ เพราะผ้าใส่สบาย ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป ซึ่งกระบวนการของความพอใจอะไรแบบนี้ก็เป็นอะไรที่สามารถเกิดขึ้นได้กับงานสถาปัตยกรรมได้เช่นกัน (โยงมาได้เฉยเลย)

เหล่าสถาปัตยกรรมเองนั้นก็มีช่วงเวลาที่ได้หาแบบเสื้อผ้าและทดลองสวมใส่เหมือนกัน แต่ว่าในวงการของสถาปนิกเอง การออกแบบเสื้อผ้าให้กับอาคารเราจะเรียกว่าการออกแบบ ‘Skin’ หรือการออกแบบผิวห่อหุ้มร่างกายทางสถาปัตยกรรมเอาไว้ อันได้แก่ห้องต่างๆ ภายใน เพราะเมื่ออยู่ที่อากาศร้อน เสื้อผ้าของสถาปัตยกรรมก็ควรมีช่องระบายลม และใช้วัสดุที่สามารถดูดซับความร้อนได้ รวมไปถึงการจัดวางลวดลายแพตเทิร์นให้ลงตัว ซึ่งบางท่านอาจจะเรียกว่าภาพรวมของเสื้อผ้าของสถาปัตยกรรมว่า ฟาซาด (Façade) ก็ได้เช่นกัน

ในขณะเดียวกันเองที่ประเทศไทย หากเราขับรถไปตามหัวเมืองต่างๆ แล้วถูกไฟจราจรสีแดงสะกิดให้เหยียบเบรกตามสี่แยก เราก็มักจะพบสีสันเสื้อผ้าของอาคารสถาปัตยกรรมที่จัดจ้านกว่าเสื้อผ้าทุกคอลเลกชันทุกแบรนด์ใดๆ ปรากฏรายล้อมอยู่ริมถนน ซึ่งเสื้อผ้าของสถาปัตยกรรมเหล่านี้มักจะมาในรูปแบบป้ายโฆษณากราฟิกตัวหนังสือสีสันสดใสที่ห่อหุ้มหน้าอาคารเดิมเอาไว้อีกที อันเป็นเอกลักษณ์ไทยๆ ที่ติดมากับสถาปัตยกรรมตึกแถวหรือร้านค้าในไทยโดยที่เราอาจไม่เอะใจ และสิ่งนี้ก็เป็นอะไรที่อาจารย์สอนสถาปัตย์ก็ไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่นัก

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

ส่งผลให้ เมื่อผม QC ความน่าสนใจของสถาปัตยกรรมป้ายพวกนี้แล้ว ก็ทำให้ผมจำต้องออกไปที่ Flagship Store ตามถนนหนทางต่างๆ เพื่อไปลองหยิบจับเนื้อสัมผัสของเสื้อที่มีสีสันหลากหลายของอาคารเหล่านี้ ว่ามีเนื้อหาอะไรสนุกๆ น่าหยิบมาเล่าให้ได้อ่านกันบ้าง

ใส่

เท่าที่ผมจำได้ ต้องย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วนะ ที่เริ่มมีพวกป้ายซึ่งทำมาเพื่อติดอาคารกันเยอะๆ ก่อนหน้านั้นน่าจะเป็นป้ายไม้ของพวกร้านคนจีน ช่วงนั้นเองผมเพิ่งจบจากคณะจิตรกรรมมาใหม่ๆ ผมก็ยืนเล็งๆ ดูพวกป้ายพวกนี้ตลอด ไปดูตัวอย่างตามร้านที่วงเวียน 22 เลย คือผมชอบอะไรพวกนี้

พี่อมร ประสิทธิพร ผู้รับเหมามาดเซอร์ ผู้เป็นสเปเชียลิสต์ในการทำป้ายติดอาคาร ที่มาพร้อมรถกระบะและทีมงาน 2 คนท้ายรถ พี่แกยอมเสียเวลายืนคุยกับผมหน้าร้านค้าร้านนึง ที่แกเพิ่งทำการติดตั้งป้ายขนาดมหึมาเสร็จ

ป้ายโฆษณา

“สมัยก่อนยุคนั้นนะสีสันจะมีให้เลือกได้น้อยหน่อย เพราะยิ่งสีเยอะก็ยิ่งมีผลให้ราคาเปลี่ยนไป ถ้าเราสังเกตนะ พวกป้ายที่ปิดอาคารยุคเก่าๆ มักมีเพียงแค่ไม่กี่สี ก็จะมีแค่สีแดงที่ร้านทองนิยมกับสีเขียวและน้ำเงิน ซึ่งสีพวกนี้จะเป็นแบ็กกราวนด์ที่ทาลงบนแผ่นไม้ที่วางเรียงไว้บนโครงเหล็ก แล้วก็เอาตัวหนังสือวางทับบนนั้น ส่วนตัวหนังสือก็จะต้องร่างด้วยมือก่อน ค่อยๆ ทำทีละตัวอักษร เป็นชิ้นๆ ซึ่งสมัยก่อนวัสดุก็จะเป็นสแตนเลสอะลูมิเนียมพับขอบ หรือไม่ก็ใช้ไม้ทำทีละตัวนี่แหละ”

พี่อมรเล่าย้อนเวลาไปในอดีต ชวนผมมุดเข้าไปในลิ้นชักโต๊ะของโนบิตะ พร้อมกับยืนชี้ไปที่ป้ายโฆษณาโรงรับจำนำอีกฝั่งของถนน ซึ่งมีตัวหนังสือหล่นหายไปบ้าง พร้อมกับรอยคราบที่เป็นขอบตัวอักษรเดิม และก็สลับไปชี้อีกตึกที่ปิดหน้าอาคารด้วยป้ายไวนิลที่พรินต์ด้วยอิงค์เจ็ทหุ้มบนโครงเหล็กและเชื่อมเข้ากับตัวอาคาร พร้อมเล่าต่อไปว่า

“ส่วนถ้าเป็นแบบป้ายอิงค์เจ็ทนี่แสดงว่าเริ่มเป็นยุคปัจจุบันแล้ว เพราะว่ามันทำง่ายและถูกกว่าเยอะ ที่สำคัญก็คือ ถ้าร้านที่ใช้ป้ายนี้ต้องการเปลี่ยนรูปแบบโฆษณาใหม่บ่อยๆ การใช้ป้ายอิงค์เจ็ทนี่ตอบโจทย์มากๆ พรินต์ใหม่มาทับก็จบเลย ถ้าเป็นแบบโบราณนี่ต้องรื้อทิ้งทำใหม่ เสียเวลาและเปลืองเงินมาก”

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

ในขณะที่ต้องตะโกนคุยกันเพื่อสู้กับเสียงรถยนต์ซึ่งวิ่งผ่านไปมาเหมือนคนคอยแกล้งให้เราคุยกันไม่รู้เรื่อง พี่อมรก็เล่าเรื่องความสนุกของการทำป้ายบนอาคารของแกอย่างสนุกสนานต่อว่า

“ถ้าเป็นเทรนด์ทำป้ายปิดตึกเดี๋ยวนี้ เขานิยมทำป้ายเเบบสไตล์วินเทจนะ วินเทจแบบตัวหนังสือน้อยๆ เรียบๆ สีขาวๆ (วินเทจที่นี้ของพี่อมรคือแนวมินิมอล) กับอีกวินเทจนึงที่เขาฮิตกันก็คือ เน้นทำกล่องแล้วซ่อนไฟ LED อัดแสงด้านหลังตัวอักษร (ส่วนวินเทจนี้ของพี่อมรคือแนวโมเดิร์น) แน่นอนว่าวัสดุจากสมัยก่อนตอนนี้ก็จะเปลี่ยนไปเยอะเลย เป็นพวกแผ่นอะคริลิกหรือวัสดุใหม่ๆ แทน เช่น แผ่นตะแกรงเจาะรู อะไรพวกนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถสั่งตัดตัวอักษรด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หมดแล้ว

“ผมชอบมากเลยเวลาที่ต้องคิดขนาดตัวอักษรให้ลงกับคูหาอาคารให้ได้ น้องรู้ไหมว่ามันยากแค่ไหนที่จะต้องจัดประโยค คำ ลงให้ได้ (หัวเราะ) ทุกอย่างมันเริ่มจากสเกตช์แบบก่อนนะ มันออกแบบได้ มันสร้างจริงได้ และพอทำมันสำเร็จได้งานนึงนี่ผมภูมิใจมากๆ

พี่อมรเล่าความสุขจากการทำป้ายให้กับผม ด้วยสายตาที่มี passion ของช่างทำป้ายมากว่า 20 ปี เพียงไม่นานนักก็มีชายหน้าจีนวัยกลางคนเดินออกมาจากร้านที่พี่อมรเพิ่งติดตั้งป้ายเสร็จ พร้อมกับส่งสายตาเป็นนัยๆ อันเป็นรู้กันว่าผมต้องแยกย้ายจากพี่อมรเสียแล้ว

และผมก็ต้องเดินตามผู้ชายคนนั้นเข้าไปในร้านด้วยความตื่นเต้น เพราะว่าเป้าหมายในการสนทนาต่อไปก็คือผู้ชายคนนี้ ซึ่งก็คือลุงแท้ๆ ของผมเอง!

ร้าย / ร้าน

ถูกต้องครับ ลุงของผมเพิ่งจะทำร้านใหม่ซึ่งเป็นร้านทอง ที่ขยายจากร้านทองเดิมที่อยู่คูหาถัดกันใกล้ๆ ลุงเลยได้จัดป้ายใหม่เอี่ยมจากพี่อมรนี่เอง และแน่นอนครับด้วยเหตุนี้ ทำให้ผมเลยรีบซิ่ง Fast 8 เพื่อจะมาพูดคุยกับลุงของผม ในฐานะของผู้คิดที่จะทำสถาปัตยกรรมป้ายอีกหลัง และฐานะผู้ที่อยู่อาศัยหลังสถาปัตยกรรมป้ายมา 30 ปี

ตอนนั้น 30 ปีที่แล้ว ไอ้พวกป้ายใหญ่ๆ ปิดตึกแบบนี้ยังไม่ค่อยมีธุรกิจไหนเขาทำกันนะ ก็พอจะเห็นกันเองในพวกวงการร้านทองนี่แหละ พอลุงคิดจะเปิดร้านเอง เราก็จินตนาการภาพไว้เลยว่าร้านต้องมีป้ายใหญ่ๆ เลยนะ ป้ายยิ่งใหญ่ยิ่งดี มีอำนาจ มีความมงคล ให้เด่นๆ ไปเลย ไว้ข่มร้านอื่นๆ

คำกล่าวด้วยความเล่นใหญ่สไตล์ลุงของผม ได้ย้อนอดีตเช่นเดียวกับที่พี่อมรพาผมมุดเข้าไปในลิ้นชักอีกรอบ

พอจินตนาการในหัวเสร็จ พอคิดชื่อร้านได้ ลุงก็ดิ่งไปวงเวียน 22 เลย ตอนนั้นใครๆ ก็ต้องไปวงเวียน 22 ซึ่งเขาก็เหมาทำป้ายทั้งภายในและภายนอกร้านเลยนะ ตัวอักษรต้องเป็นอักษรแบบหัวนก ไอ้ตอนคิดสีก็ต้องเป็นสีแดง เพื่อความมงคลนี่แหละตามคติคนจีน ซึ่งพอเราทำป้ายใหญ่ๆ แบบนี้ มันก็มีคนจำเราได้ จำร้านเราได้ดี ลูกค้าเข้าหา ยิ่งด้วยเวลาที่ขับรถผ่านไวๆ เขาก็ยังเห็นได้

ป้ายโฆษณา

หลังจากนั้น ก็เริ่มมีคนทำตามเรามากขึ้นนะ นอกจากพวกร้านทองแล้ว ก็มีพวกร้านเสริมสวย ร้านขายของอื่นๆ เยอะแยะ และในปัจจุบันก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ นะ จากที่สังเกตเห็น เพราะลุงเองก็ต้องค่อยอัพเดตดูร้านอื่นๆ ว่าเขาทำหน้าร้านกันยังไง ทำให้ปัจจุบันนี้เราต้องออกแบบป้ายร้านเปลี่ยนไป

แล้วต้องออกแบบเปลี่ยนไปอย่างไรล่ะ ผมถามกลับไปอย่างตื่นเต้น เพราะอยากรู้ว่าถ้าไม่ใช่สถาปนิกแล้ว พวกเขามีไอเดียอะไรอยู่

อย่างแรกที่สำคัญมากซึ่งลุงนึกมาก่อนเลยก็คือ การต้องมีช่องที่เปิดให้แสงเข้าได้และมองออกไปได้ เพราะว่าตั้งแต่อยู่มา 30 ปี รู้ไหมว่าเวลาเกิดอะไรขึ้นข้างนอก เราอยู่ข้างในมองอะไรไม่เห็นเลยเพราะโดนป้ายปิดบัง บ้านข้างในก็มืดอยู่แล้วซึ่งไม่ค่อยดีนะ แต่ก็อยู่มา 30 ปีแล้ว (หัวเราะ)

ตัวหนังสือชื่อร้านก็ไม่ต้องใหญ่มาก คนจำร้านเราได้มากกว่าแค่ป้ายแล้ว ดังนั้น ลดขนาดป้ายลงมาเหลือแค่กรอบเหนือประตูชั้น 1 แล้วไปออกแบบพวกลวดลายให้เขาจำเราได้ดีกว่า ส่วนเรื่องการคิดสีก็จริงจังขึ้น นี่ถึงขั้นไปดูศึกษาว่าสีของร้านในฮ่องกงเป็นแบบไหน สิงคโปร์เป็นแบบไหน

ตึกแถว

ว่าแล้วป้ายหน้าอาคารร้านหลังใหม่ของลุงผมนั้นก็มีความไม่ธรรมดากว่าร้านทองของชาวบ้านทั่วไป เป็นสถาปัตยกรรมป้ายที่ดูเหมือนก้ำๆ กึ่งๆ ว่าจะเป็นป้ายหรือไม่เป็นดี โดยลักษณะคือมีแผ่นโครงป้ายที่หุ้มอาคารเหมือนเดิม แต่ตัวป้ายมีแพตเทิร์นเป็นเส้นทแยงรูปเพชร และช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการตีเส้นทแยง ก็ปล่อยเป็นช่องเปล่าให้แสงทะลุเข้าไปในอาคารได้ ซึ่งในจังหวะการตีเส้นแพตเทิร์นนั้นยังมีการซ้อนของเลเยอร์เข้าไปอีกชั้น จนเกิดกิมมิกเล็กๆ เป็นกระจกสะท้อนรูปเพชร 8 เม็ด ดังที่ลุงผมเชื่อว่าเป็นมงคล และยังไปล้อกับเส้นทแยงที่ตีไขว้กันเป็นรูปเลข 8 คล้ายสัญลักษณ์อินฟินิตี้ ยิ่งทำให้มงคลระดับแพลตินัมเข้าไปอีก

พออธิบายลักษณะมาถึงจุดนี้ หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมลุงของผมถึงสามารถทำป้ายออกมาได้เฉียบขนาดนี้ คำตอบก็คือเพราะแกไม่ได้ออกแบบเอง แต่ลากสถาปนิกที่สนิทกันซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกนั้นมาช่วยออกแบบและคลี่คลายป้ายให้นั่นเอง (ปรบมือสิครับ รออะไร) ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายอันดีของสังคมไทยที่พ่อค้าคนจีนอย่างลุงของผมเปิดใจให้สถาปนิกมาช่วยออกแบบหน้าร้านให้

ไอ้พวกร้านอื่นๆ ที่ตอนนี้ยังทำป้ายปิดทั้งตึกแบบนี้ แสดงว่าเขาไม่ได้นอนในตึกนั้นจริงๆ หรอก เขาแค่มาเปิดร้านช่วงกลางวันแล้วกลับบ้านที่อื่นช่วงคืน ดังนั้น ถึงป้ายเขาจะเต็มและใหญ่กว่า แต่เราพอใจกับการที่ทำออกมาแบบนี้แหละ เพราะว่าคุณภาพชีวิตที่แลกกับป้ายมันไม่คุ้มกันหรอก

เป็นประโยคคำตอบสรุปของลุงที่ผ่านการตกตะกอนสำหรับการเป็นผู้อยู่อาศัยที่ถูกทำร้ายจากป้ายโฆษณามากว่า 30 ปี ซึ่งสามารถตอบคำถามง่ายๆ ว่าการออกแบบผิวของสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ นี้ มันมีปัจจัยอะไรที่ต้องแลกกันอยู่

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

ป้ายสี / ป้ายเสียง

ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติของธุรกิจและบริการต่างๆ ที่ต้องการใช้พื้นที่ของตัวเองเพื่อการโฆษณาตัวเอง และเขาต้องการพื้นที่ที่มากที่สุดเพื่อการโฆษณา เมื่อแบบของอาคารไม่ได้มีความสำคัญพอในมุมมองของเจ้าของ เขาก็เลยหุ้มป้ายทับไปเลย

ความเห็นในสถาปัตยกรรมป้ายจาก พี่วีร์ วีรพร นักออกแบบกราฟิก จาก Conscious Studio ที่ให้ความกรุณาแวะมาแจมใน อาคิเต็กเจอ ตอนนี้ ซึ่งพี่วีร์ยังมีความเห็นต่อไปว่า

อาคารพาณิชย์ ชื่อมันก็บอกวัตถุประสงค์ของมันอยู่แล้วว่ามันไม่ใช่อาคารที่ต้องสะท้อนบุคลิกของตัวผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้งาน (แม้ว่าอินทีเรียภายในอาจจะเป็น home office ก็ตาม) หรือวัฒนธรรมองค์กร ความเชื่อ แนวนิยม หรืออะไรก็ตามที่เจ้าของอาคารประเภทอื่นจะต้องการสื่อสารทั้งทางตรงและทางอ้อม

ถ้าเป็นบ้านของเราเอง หรืออาคารขององค์กร สถาบันต่างๆ เขาก็ต้องหาทางสะท้อนตัวตนมาตั้งแต่การออกแบบตอนแรกอยู่แล้ว แต่ตึกแถวจะถูกสร้างมาให้หน้าตาเหมือนกันหมด เป็นกลุ่มเป็นบล็อก ทำให้ผู้ซื้อหรือผู้ที่มาเช่าก็อยากให้เสียงที่ตัวเองพูดดังที่สุดในสภาพแวดล้อมที่ตึกเหมือนกันหมด สิ่งที่ต้องการสื่อสารไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกจากว่าทำป้ายโฆษณากิจการตรงนี้คืออะไร

แม้ว่าการเกิดขึ้นของสถาปัตยกรรมป้ายนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าเกิดจากเรื่องการทำมาหากินเป็นอันดับหนึ่ง แต่การไม่คิดถึงรูปแบบตัวอาคารเดิมหรือสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่มีอยู่แถวนั้นเลย เราอาจกำลังสร้างมลพิษทางเสียงจากป้ายโฆษณาที่ต้องใช้สายตาฟัง

ผมเชื่อว่าถ้าย้อนเวลากลับไปยังสมัยที่ป้ายมันยังไม่เต็มผิวอาคารเท่านี้ แล้วอยู่ดีๆ มีป้ายเต็มผิวอาคารแบบนี้เกิดขึ้นมา เราก็คงจะรู้สึกเดือดร้อน รำคาญ เหมือนมีคนมาตะโกนใส่ แล้วก็ต้องหันไปมอง แต่พอทุกคนเริ่มตะโกนกันหมด ก็กลายเป็นว่าเราไม่ได้ยินอะไรชัดเจนสักอย่างถ้าไม่ได้จะตั้งใจฟังเสียงใดเสียงหนึ่ง แต่การมองเห็นมันก็อาจจะแตกต่างจากเสียงหน่อย ตรงที่มนุษย์เราจะอ่านทุกอย่างตามสัญชาตญาณ

แล้วต่างประเทศเขาคลี่คลายหรือออกแบบอะไรแอบแฝงอย่างไรกัน

เวลาเราเดินทางไปตามเมืองต่างๆ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหรือมีวัฒนธรรมเก่าแก่ เราก็จะเห็นว่าป้ายต่างๆ ของเขาจะมีอัตลักษณ์ของสถานที่แฝงอยู่ในนั้นด้วย เช่น การเลือกใช้ตัวอักษร วัสดุ เทคนิคการผลิต ซึ่งเป็นที่นิยมในพื้นที่นั้น ณ ยุคสมัยหนึ่ง หรือว่าเป็นผลงานของช่างฝีมือหรือนักออกแบบกลุ่มเดียวกัน เรียกว่าป้ายเป็นตัวแทนหรือจดหมายเหตุอย่างหนึ่งของยุคสมัย

ถ้ามองในมุมของการจัดระเบียบแบบแผน ก็อยากให้บ้านเรามีการควบคุมบ้าง อย่างบางพื้นที่ เช่น เขตอนุรักษ์ เมืองเก่า ผมอยากให้มีการควบคุมขนาดเป็นเปอร์เซ็นต์ของผิวหน้าอาคารไปเลย รวมทั้ง สี วัสดุ  และแนะนำแบบตัวอักษรให้กับผู้ประกอบการด้วย เรียกว่าเสนอกรอบแบบหลวมๆ ส่วนในพื้นที่เมือง เพราะคิดว่าการควบคุมขนาดที่สัมพันธ์กับพื้นที่ผิวหน้าอาคารที่หน้าตาอาคารเหมือนกัน เราก็ควรใช้ป้ายขนาดเดียวกันไปเลย

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การกำหนดอะไรพวกนี้ก็อาจจะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของความคิดเกินไปเช่นกัน…”    

อาคารพาณิชย์

แม้ว่าเสื้อเชิ้ตสีขาวปกคอจีนกับกางเกงผ้าชิโนสีกรม 5 ส่วนจะเรียบๆ ใส่ยังไงก็ดูเรียบร้อยและชัวร์ในทุกโอกาส แต่ถ้าหากเรากลับไปเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วค้นเสื้อตัวเก่าๆ ดู ผมเชื่อว่าทุกคนจะมีเสื้อยืดกราฟิกสีสันจัดจ้านไว้ครอบครองกันไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะซื้อเมื่อสมัยก่อนหรือปัจจุบัน เช่นเดียวกันกับการออกแบบผิวของอาคาร ที่เป็นเหมือนเสื้อผ้าซึ่งก็มีเรื่องยุคสมัยและค่านิยม ณ ขณะนั้น สีสันของสถาปัตยกรรมป้ายโฆษณาที่สีสดใสก็เป็นผลพวงจากค่านิยมในอดีตเช่นกัน เพียงแต่ว่าแฟชั่นของผิวสถาปัตยกรรมอาจจะไม่ได้เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ได้เร็วเท่า UNIQLO ดังนั้นเมื่อยุคของสถาปัตยกรรมเริ่มเปลี่ยนจริงๆ การออกแบบหน้าอาคารก็จำต้องเปลี่ยนแปลงไปให้คลี่คลายขึ้น เหมือนกับที่สิ่งที่ลุงของผมทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

สุดท้ายนี้ ก็ขอให้ท่านใดที่กำลังจะเปิดร้านใหม่ได้เสื้อผ้าของอาคารที่ถูกใจกันนะครับ

สวัสดีครับ

ตึกแถว
ขอขอบคุณ
– คุณอมร ประสิทธิพร ช่างทำป้าย
– คุณกิติพงศ์ ปิยปัทมกานต์
วีร์ วีรพร จาก Conscious Studio

Writer & Photographer

Avatar

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“กับข้าวครับ…กับข้าว มาแล้วครับ…กับข้าว”

เสียงลากดังจากรถขายกับข้าวในยามเช้ามักปลุกผมจากฝันเมื่อครั้งปิดเทอมภาคฤดูร้อน แม้ว่าผมจะไม่ได้ลุกจากเตียงออกไปซื้อกับข้าวตามเสียงเรียกนั้นก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าเพื่อนบ้านหลายๆ ท่านในซอยคงรุกพุ่งตรงไปเลือกซื้อสินค้าที่ท้ายรถกระบะคันนั้น

กระทั่งปัจจุบันนี้ที่การปิดเทอมไม่ได้มีอยู่ในชีวิตอีกแล้ว ผมพบว่ารถขายกับข้าวที่น่าจะผ่านตาทุกคนมาบ้างนั้น หากเรามองว่าสถาปัตยกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน กิจกรรม เวลา และเมือง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ารถกับข้าวที่กำลังวิ่งอยู่ในเมืองเหล่านี้มีความน่าสนใจในเชิงสถาปัตยกรรมไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ที่เคยกล่าวมาทั้งหมดในคอลัมน์นี้เช่นกันครับ

ตลาดสด

รถกับข้าว

“รถกับข้าวเป็นการจำลองและแปลงสภาพตลาดในรูปแบบหนึ่ง และออกเคลื่อนที่ไปตามตรอกซอกซอย (Market Reconfiguration)”

คือนิยามของรถกับข้าว หรือที่คนชอบเรียกว่า ‘รถพุ่มพวง’ ของ อาจารย์เก่ง-กฤษณะพล วัฒนวันยู อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งกำลังวิจัยปริญญาเอกในหัวข้อเรื่อง ‘ปฏิบัติการของ รถกับข้าว / รถเร่ กับการสร้างเมืองในชีวิตประจำวัน’ พร้อมแนบขยายติดท้ายไว้อีกว่า “ถ้าเราไปเดินตลาดสดตลาดหนึ่ง พวกข้าวของมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ”

สำหรับคนที่ไม่รู้จักรถพุ่มพวงแล้ว เว็บไซต์ Wikipedia ได้ให้ความหมายไว้อย่างละเอียดไว้ว่าคือ ‘รถกระบะหรือรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดท้ายขายของสดหรือของแห้ง ผัก ผลไม้ โดยมีสินค้ามักจะห้อยเป็นพวงๆ จับเป็นกลุ่มสินค้าไว้ทั่วตัวถังรถ โดยวิ่งไปขายตามชุมชนต่างๆ ในหมู่บ้าน ตามพื้นที่ก่อสร้าง ไปจนถึงบ้านเดี่ยว

ชื่อยอดนิยม ‘รถพุ่มพวง’ นั้น ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามาจากลักษณะการจัดสินค้าเป็นห้อยถุงโตงเตงท้ายกระบะ เป็นพุ่มเป็นพวงล้อไปกับชื่อนักร้องลูกทุ่งหญิงในตำนาน พุ่มพวง ดวงจันทร์

“รถพุ่มพวงที่ไปพ้องกับชื่อรถนักร้อง สำหรับผมมันคือชื่อเล่น ที่จริงกลุ่มคนขายเรียกมันว่ารถกับข้าวหรือรถเร่มากกว่า เพราะว่ารถแบบนี้มันมีหลายประเภทไม่ใช่แค่มีถุงห้อย เช่น สามารถแบ่งประเภทได้เป็น หนึ่งคือ รถกับข้าว สองคือ รถผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งต่างจากรถกับข้าวตรงที่ไม่มีถังน้ำแข็งแช่ของสด และสามคือ รถขายข้าวของจิปาถะทั่วไป” คือสิ่งที่อาจารย์เก่งกล่าวไว้ว่าชื่อรถพุ่มพวงมันก็ไม่ได้ครอบคลุมกับรูปแบบรถกับข้าวทั้งหมดนัก

“อย่างไรก็ตาม ชื่อรถพุ่มพวงก็ส่งผลดีกับการจดจำ Identity ของรถเหล่านี้ได้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : wikimedia.org

เราไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นคนริเริ่มใช้ชื่อนี้ เช่นเดียวกับการที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ารถเหล่านี้มีการปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่

“มันเริ่มคึกคักในหลังยุคฟองสบู่แตกประมาณ พ.ศ. 2539 – 2540 ซึ่งก็มีบางคนบอกว่าเคยพบเห็นรถกับข้าววิ่งขายก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังมีจำนวนไม่มาก ต้นกำเนิดรถเร่พวกนี้ก็มาจากพวกหาบเร่ แผงลอยหรือรถเข็น ที่เริ่มจากการมีอะไรขายก็นำไปเร่ขาย ดังนั้น รถกับข้าวก็มีหลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนจากการเดิน การเข็น มาเป็นการใช้รถกระบะแทน”

ตลาดสด

ถ้าเรามองว่ารถกับข้าวคือตลาดที่เร่ขายได้ด้วยการใช้รถกระบะแล้ว เราก็จะพบวิธีคิดของการจัดสรรวิธีขายของที่ผสานเข้าไปกับท้ายกระบะ ซึ่งก็คือการดิสเพลย์สินค้าที่จะทำยังไงให้เห็นง่ายและช้อปสะดวก โดยส่วนใหญ่แล้วคู่พ่อค้าแม่ค้ารถกับข้าว มักจะเป็นคู่สามีภรรยา (หรือบางคันอาจจะเป็นญาติกัน) ตัวสามีจะเป็นคนขับรถและมีภรรยาคอยขายของอยู่หลังกระบะ

ท้ายกระบะนั้นค่อนข้างมีที่จำกัด การซ้อนทับของมากเกินไปอาจทำให้สินค้าบางชนิดช้ำได้ ทำให้การเกี่ยวแขวนถุงในแนวตั้งคือวิธีแก้ปัญหาที่นิยม ซึ่งการแบ่งของเป็นถุงๆ ห้อยไว้นั้นนอกจากจะช่วยในการแยกประเภทสินค้าให้หาง่าย ยังง่ายต่อการคิดราคาอีกด้วย

“แน่นอนว่าเวลาเราจะเริ่มขายของ เราก็ต้องคิดว่าจะขายยังไง มันเลยเกิดการลองปรับแต่งกันไปตามถนัด ถังแช่ต้องวางตรงไหน ต้องมีถุงกี่พวง ต้องห้อยยังไง จะเกี่ยวแขวนยังไง หรือแขวนมากแขวนน้อย

จนกระทั่งเริ่มดัดแปลงต่อเติมง่ายๆ ทำราวแขวนแบบต่างๆ หรือทำแท่นพื้นยื่นเพิ่มตามฟังก์ชันที่ต้องการ

ซึ่งจริงๆ มันก็มีหมวดหมู่แล้วประมาณหนึ่ง เช่นของคาวก็จะอยู่ในถังน้ำแข็ง พวกเครื่องเคียงก็จะแขวนไว้ ผักวางทางซ้าย ส่วนขนมวางไว้ขวา หรือบางอย่างจะต้องบอกก่อนถึงหยิบให้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : sentangsedtee.com

“ส่วนคนที่มาเป็นลูกค้ารถเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่อง Brand Loyalty เหมือนกันนะ เช่น การพูดคุยกับแม่ค้ารถคันนี้แล้วถูกคอ หรือของสดกว่าอีกคันหนึ่ง แม้กระทั่งคาแรกเตอร์ของคนขับประกาศเรียกคนและลูกค้าด้วยลำโพงก็ทำให้คนจำเสียงได้ เป็นเสียงประกาศที่คุ้นหู ไม่ว่าจะโทนเสียง คำลากยาว ลูกค้าก็จะรู้แล้วว่าต้องออกไปยังจุดจอดประจำเพื่อซื้อกับข้าว และก็อาจจะพูดได้ว่ารถกับข้าวเหล่านี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหรือช่วยทำให้เกิดการพบปะของคนในซอยหรือชุมชนนั้นๆ ได้อีกด้วย”

รถกลับเข้า

ว่ากันว่าเหตุหนึ่งที่ทำให้รถกับข้าวได้มาโลดแล่นในเมืองได้ ก็เพราะว่าภาครัฐไม่สามารถให้งานบริการครอบคลุมในความต้องการบางกลุ่มคน ดังนั้น การให้บริการแบบ Informal Urban Service อย่างรถกับข้าวจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยนำกับข้าวกลับเข้าไปในพื้นที่เมืองที่เข้าถึงยากหรือขาดแคลนบริการพื้นฐานเหล่านั้น

ตลาดสด

“รถกับข้าวก็เป็นบริการแบบ Informal หนึ่งที่มันมีอยู่ ซึ่งก็เป็นการบริการหรือสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน คือนำตลาดกลับไปสู่กลุ่มคนที่ไม่สะดวกเดินทาง ซึ่งก็มีกลุ่มเฉพาะแตกต่างกันไป” อาจารย์เก่งเล่าเรื่องการบริการของรถกับข้าว

“กลุ่มลูกค้าหลักๆ ของรถกับข้าวก็คือ กลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มคนที่เดินทางไม่ได้ เดินทางไม่สะดวก กลุ่มผู้สูงวัย ตามหมู่บ้านจัดสรร ในย่านชุมชนต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนงานตามไซต์งานก่อสร้างและโรงงาน

หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนที่ไม่อยากเดินทาง

“มันมีความคล้ายบริการโทรสั่งอาหาร หรือ Food Delivery มาก บางคนเขาก็โทรสั่งกับรถกับข้าวนอกเหนือไปจากของที่มีขายนะ เช่นวันนี้จะต้องสั่งของมาไหว้เจ้าก็จะสามารถสั่งเป็นกรณีพิเศษได้ด้วย รถบางคันก็จะคัดเลือกกลุ่มลูกค้าหลักเพื่อสะดวกในการจัดการ เช่นบางคันก็จะเน้นเป็นกลุ่มคนงานไปเลยก็มี ซึ่งการเจาะกลุ่มลูกค้านี้มันก็จะส่งผลต่อข้าวของที่นำมาขายด้วย”

ไม่น่าเชื่อว่าในพื้นที่หนึ่งหรือซอยหนึ่งเราก็อาจจะพบรถกับข้าวหลายคันได้ เพราะว่ามีกลุ่มลูกค้าประจำคนละกลุ่ม แม้ว่าจะมีของก็คล้ายๆ กัน ซึ่งถ้าลงดีเทลก็จะพบอีกว่า การที่เข้ามาหาลูกค้าคนละกลุ่มนั้นสัมพันธ์กับจุดจอดตามซอกซอยอีกด้วย

“กว่าจะเข้ามาในอาชีพนี้ได้มันมีปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือ การมีระบบเครือญาติ หรือคนที่รู้จักที่เขาเคยทำอาชีพนี้ก่อน เพื่อจะแนะนำได้ว่าไปวิ่งที่ไหนดี มีการส่งต่อ ‘มรดกเส้นทาง’ เพราะการวิ่งเส้นไหนเส้นหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะขายของได้ โดยมรดกเส้นทางจะบอกไว้ว่าถ้าไปเส้นดอนเมืองให้เข้าซอย 5 ออกซอย 7 และเข้าซอย 9 แล้วจอดตรงไหนถึงขายได้

“นี่คือ Know-how ที่เกิดจากการลองผิดลองถูก ซึ่งกว่าเส้นทางที่เขาจะเริ่มเซ็ตขึ้นมาได้ก็กินเวลาเป็นเกือบครึ่งปี ถึงรู้ว่าจอดตรงไหนแล้วขายได้ กระทั่งการหลีกทับเส้นทางกับรถคันอื่นอีกด้วย ซึ่งมันมี Tactic อีกมากมายเกี่ยวกับมรดกเส้นทาง ถือเป็น R&D แบบเครือญาติที่ต้องมีหูตาอัพเดตและดัดแปลงเส้นทางตลอดเวลา”

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของมรดกเส้นทางก็คือ เรื่องจุดจอดยุทธศาสตร์ “บางเส้นจอดได้ถึง 40 – 60 จุด จุดละ 8 – 10 คน จอดจุดละ 5 – 10 นาที โดยอย่างน้อยต้องมีจุดหลักใหญ่จุดหนึ่งที่มีคนมาซื้อ 10 คนขึ้นไปถึงจะคุ้มกับการวนเข้าไปจอด ซึ่งส่วนใหญ่จะขายหมด แต่ก็แล้วแต่คันนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะออก 2 รอบ รอบเช้าก่อนฟ้าสางจนเที่ยง กับรอบบ่ายแก่ๆ ถึงช่วงคนเลิกงาน พอถึงทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน”

การแบ่งรอบวิ่งรถในแต่ละรอบนั้น รถกับข้าวก็จะวิ่งไปขึ้นของที่ตลาดใหญ่ๆ ตามมุมเมือง และระหว่างขึ้นของนั้นก็เกิดการหมุนเม็ดเงินมหาศาลโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย

“ถ้าเข้าไปถามพวกแผงขายของในตลาดสดที่มีรถพวกนี้ไปจอด เขาจะบอกเลยว่ารถเร่ รถกับข้าว นี่คือกลุ่มลูกค้าหลักเลย เพราะปกติเราไปตลาดซื้อของเต็มที่ก็ทีละพันหนึ่ง แต่รถกับข้าว / รถพุ่มพวงนั้น ซื้อของขึ้นของทีหนึ่งเป็นหลักหมื่นต่อคัน ซึ่งบางตลาดมีจอดถึง 200 คัน หากลองคูณหมื่นบาทเข้าไปนี่ได้ถึง 2,000,000 เลยนะ และก็ไม่ได้เข้าไปซื้อแค่รอบเดียวด้วย ตลาดบางแห่งนั้นอาจจะเป็นหลักพันคันก็มี”

ตลาดสด

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงหนึ่งกลุ่ม Modern Trade พยายามเข้ามาเลียนแบบรถกับข้าวเหล่านี้ แต่สุดท้ายก็ยังสู้ไม่ได้ นั่นก็อาจเพราะเจาะลูกค้าไม่ตรงกลุ่ม รวมทั้งจุดแข็งอย่างเรื่องงานบริการเสริมที่พ่วงติดมากับรถกับข้าว เช่น ขอดเกล็ดปลาให้ แล่เนื้อให้ ปิ้งไก่ให้ ปอกผลไม้ให้ หรือกระทั่งการให้ลูกค้าเชื่อหรือจดค่าของไว้ก่อนได้ ที่รถแบบอื่นๆ ไม่มีให้

สุดท้ายอาจารย์เก่งก็สรุปและมองอนาคตของรถกับข้าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในอนาคต รถเหล่านี้ก็คงจะต้องพัฒนาตัวเองต่อไป อย่างรถเร่ก็พัฒนามาจากหาบเร่ มันก็เป็นไปตามยุคสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของวิถีชีวิตผู้คนในสังคมเมือง ผมมองว่ามันก็คงจะมีอยู่คู่กับสังคมเราต่อไป

“แต่ตอบไม่ได้ว่าจะมีเยอะขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งถ้าวันหนึ่งที่กรุงเทพฯ พัฒนาแล้วสิ่งเหล่านี้อาจจะหายไปก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะวิวัฒน์ขึ้นไปในรูปแบบใหม่ และปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคสมัยนั้นก็เป็นได้”

ตลาดสด
ตลาดสด

บทส่งท้าย

เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่ผมได้สำรวจความเป็นไทยและปรากฏการณ์เมืองในมุมมองสถาปัตยกรรม

ผ่านการเขียนคอลัมน์อาคิเต็ก-เจอนี้ ซึ่งเป็นงานเขียนเชิงทดลองของเด็ก’ถาปัตย์คนหนึ่งที่ได้โอกาสจากพี่ก้อง ทรงกลด และปล่อยให้ได้อ่านกันตั้งแต่ช่วงเริ่มเปิดตัว readthecloud.co มาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับตอนนี้คอลัมน์ก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 22 ซึ่งผมมองว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะขออนุญาตทำงานเขียนตอนนี้เป็นชิ้นสุดท้าย

โดยหวังว่าเรื่องสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ทั้ง 22 เรื่องเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและสงสัยกับสิ่งรอบตัวที่เจอทุกวันในชีวิตประจำวันนะครับ

จากการสนทนาเรื่องรถพุ่มพวงกับอาจารย์เก่งในงานเขียนตอนสุดท้ายนี้ มีบทสนทนาท่อนหนึ่งที่ค่อนข้างพ้องกับสิ่งที่ผมเขียนและลงเดินสำรวจเมืองมาตลอด 2 ปี โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ

“เมืองที่ดีนั้น นอกจากจะมีการพัฒนาแล้ว มันต้องมีชีวิตชีวา มันต้องไม่แห้งแล้งและมีวิถีชีวิต ผู้คนได้พูดคุยกัน มีกิจกรรมคึกคักสังสรรค์ และยังเก็บตัวตนของวัฒนธรรมเอาไว้ได้ นี่ก็คือหัวใจของเมืองเพื่อทุกคน”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว และใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ

สำหรับคอลัมน์นี้ สวัสดีครับ

บรรณานุกรม

หนังสือ Bangkok Handmade Transit : กรุงเทพฯ ขนส่งทำมือ – กลุ่มสายลม และ ยรรยง บุญหลง

Writer

Avatar

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load