27 กุมภาพันธ์ 2564
3 K

ฉันเคยไม่ชอบทะเล เพราะรู้สึกปลอดภัยกับภูเขามากกว่า เลยทำการทดลองกับตัวเอง ด้วยการพาตัวเองลงน้ำทะเลเป็นเวลา 90 วันต่อกัน ในช่วงอาทิตย์แรกๆ รู้สึกขัดขืนและอึดอัด ไม่สบายเนื้อตัวและมีความกลัวอยู่ลึกๆ แต่พอผ่านอาทิตย์ที่สอง บางอย่างเริ่มเปลี่ยนไป ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายไปโดยธรรมชาติ เพราะคุณลักษณะของน้ำที่โอบอุ้ม อ่อนโยน ทำให้ฉันเริ่มศิโรราบและขจัดความกลัวไปได้หมด 

ผ่านไปเกือบ 2 เดือน โลกของฉันก็เปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อรู้สึกถึงความเชื่อมโยงและคุ้นเคยว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของน้ำ มันดึงฉันกลับไปที่จุดเริ่มต้นของชีวิต ตอนที่อยู่ในน้ำคร่ำของแม่เป็นเวลา 9 เดือน เป็นช่วงที่ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณเติบโต และหลังจากนั้น ฉันกับน้ำก็ขาดจากกันไม่ได้อีกเลย 

วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว

‘วารีบำบัด ‘ หรือการบำบัดด้วยน้ำ (Aquatic Healing) เป็นศาสตร์โบราณที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยกรีกและโรมันด้วยคุณสมบัติของน้ำที่ทั้งโอบอุ้ม ละเอียดอ่อน ไร้แรงโน้มถ่วง ทำให้เกิดความผ่อนคลายทั้งกายและใจในระดับลึกยิ่งเมื่อผสมผสานกับการโอบกอด การเชื่อมต่อกันระหว่างร่างกายไร้ซึ่งภาษาพูด ไปจนถึงการพาร่างกายเคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยนของผู้ให้การบำบัด จึงทำให้ผู้ถูกบำบัดรู้สึกถึงความรัก ความปลอดภัย ถูกปกป้องดูแล ความเชื่อใจหรือ Trust จึงเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในระหว่างการบำบัด และพอมีความเชื่อใจ กายและจิตก็ศิโรราบ เริ่มปลดปล่อยให้ทุกอย่างไหลไปตาม Flow 

ประสบการณ์กับน้ำของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนก็เข้าสู่ Meditative State บางคนก็มีความทรงจำ ความคิดที่ซ่อนอยู่ในระดับลึกหรือจากจิตใต้สำนึกผุดขึ้นมา อาจเป็น Vision ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหน แต่กลับแวบขึ้นมา ณ ชั่วขณะนั้น บางคนก็มีอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งระหว่างที่ได้รับการบำบัดหรือหลังจากจบ Session แล้วก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือการปลดปล่อย ปลดเปลื้อง ทั้งความคิด ความเครียด ปมต่างๆ ในอดีต และสิ่งที่ยึดเอาไว้ ให้กลับมาสู่ระดับการผ่อนคลายทั้งกายและใจ ในวินาทีของปัจจุบันขณะนั่นเอง

วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว

ตอนที่ได้เข้ามาในโลกของน้ำและเรียนรู้ศาสตร์นี้ ฉันได้ลองฝึกฝนทั้งในน้ำทะเลและสระน้ำอุ่น ซึ่งความแตกต่างของทั้งสองอย่างนี้น่าสนใจมากๆ ในสระน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 35 – 36 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับร่างกาย ก่อให้เกิดความคุ้นเคย อบอุ่น และปลอดภัยเหมือนอยู่ในครรภ์มารดา ในขณะที่น้ำทะเลให้ความรู้สึกถึงพลังของธรรมชาติกว้างใหญ่และความเป็นอิสระ ไปจนถึงการเผชิญหน้ากับความคาดเดาไม่ได้ของคลื่นและแรงลม 

นักบำบัดหลายคนที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ก็พยายามเสาะหาน้ำจากแหล่งธรรมชาติที่อุ่นพอดีกับร่างกาย ซึ่งในเมืองไทยก็มีคอมมูนิตี้ของคนที่ชื่นชอบศาสตร์นี้ทั้งที่ปายและเกาะพะงัน เพราะปายมีบ่อน้ำพุร้อนมากมาย และเกาะพะงันในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม น้ำทะเลอุ่น ราบเรียบสงบ ไร้คลื่นลมแรง จึงเหมาะมากเลยทีเดียว

ชุมชนของคนรักวารีบำบัดบนเกาะพะงัน กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หลายคนมีประสบการณ์กับน้ำที่มหัศจรรย์จนยากถอนตัวจากศาสตร์นี้ Mario Giovannini คือหนึ่งในนั้น เขาหลงใหลน้ำและเดินทางไปเรียนรู้ทั้งจากที่สเปนและอินเดียเป็นเวลาหลายปี จนสุดท้ายมาอยู่ที่เกาะพะงัน และเริ่มสร้างสระน้ำอุ่นส่วนตัว เพื่อฝึกฝนและแบ่งปันให้ชุมชนได้เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้งทดลอง ฝึกฝน และพูดคุยกัน 

วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว

“ประสบการณ์ของผมกับน้ำมันมหัศจรรย์มาก หลายปีก่อนผมประสบอุบัติเหตุ เดินไม่ได้ เลยบำบัดตัวเองในน้ำ ด้วยการเริ่มลอยตัวให้กายและใจผ่อนคลายไร้ความกังวล หลังจากนั้นก็เริ่มเดินในน้ำ เพราะมันไม่มีแรงโน้มถ่วง เลยไม่ต้องกลัวว่าน้ำหนักจะลงไปที่ขา ผมฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเยียวยาตัวเองได้สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์

“น้ำไม่ได้แค่ซัพพอร์ตร่างกายของผม แต่ยังช่วยเยียวยาความรู้สึก และปลดปล่อยความกลัวว่าจะเดินไม่ได้ออกไป มันช่วยปลดล็อกความคิดเดิมๆ ที่ได้จากหมอว่าต้องอยู่นิ่งๆ ต้องใส่เฝือกและใช้ไม้เท้า และขยับตัวให้น้อยเท่านั้น ยิ่งเมื่อเวลาที่อยู่ใต้น้ำ ไร้ซึ่งเสียงใดๆ มันมีแต่เสียงความเงียบ จิตสงบและเข้าสู่ความเป็นสมาธิ เสมือนเราไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลย 

“เมื่อการบำบัดเริ่มขึ้น มันคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์และบทสนทนาที่ไร้เสียงของสามสิ่ง คือ ผู้บำบัด ผู้รับการบำบัดและน้ำ บทบาทของผู้ให้คือการดูแลและปกป้อง และอยู่ตรงนั้นเพื่อให้ผู้รับและน้ำได้เจอกัน การมีสมาธิและจิตจดจ่ออยู่กับปัจจุบันของผู้บำบัด ทำให้สัมผัสความรู้สึกของผู้รับผ่านการแสดงออกทางร่างกาย เพราะถ้าเขาเกร็งหรือไม่ผ่อนคลาย จะสัมผัสได้เลยว่าร่างกายหนัก จึงเป็นหน้าที่ของผู้บำบัดที่ต้องสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้กับตัวเองก่อน เพราะถ้าเราไม่ผ่อนคลาย ผู้รับจะรู้ได้ทันทีเช่นกัน และเขาจะไม่เชื่อในตัวเรา”

ก่อนเริ่มการบำบัด สิ่งที่เราต้องเช็กเลยคือสภาพร่างกายและจิตใจของผู้เข้ารับการบำบัดว่ามีความพร้อมหรือไม่ มีส่วนใดของร่างกายที่บาดเจ็บ สภาพจิตใจนั้นมีความกลัวและไม่พร้อมที่จะลงใต้น้ำ หรือมีส่วนใดของร่างกายที่ต้องรับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น บางคนเคยเกิดอุบัติเหตุที่คอหรือมีอาการปวดหลัง เราจึงต้องระวังเป็นพิเศษ ตัวผู้บำบัดเองก็เช่นกัน ต้องเช็กว่าร่างกายในวันนั้นแข็งแรงดี และสภาพจิตใจผ่อนคลายไร้ความกังวลหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่พร้อม ก็ไม่ควรให้การบำบัดเช่นกัน

วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว
วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว

เมื่อเช็กกันเรียบร้อยดีแล้ว ผู้บำบัดต้องอธิบายถึงตอนลงใต้น้ำว่าต้องใส่ Nose Clip ยังไง ไปจนถึงสัญญาณสื่อสารกัน เพราะเราสนทนากันไม่ได้ในน้ำ ซึ่งโดยปกติแล้ว ก่อนที่ผู้บำบัดจะพาลงน้ำ จะให้สัญญาณด้วยการสะกิดเบาๆ ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เป็นเหมือนคำพูดที่ว่า ‘จะพาลงใต้น้ำแล้วนะ’ และถ้าผู้รับการบำบัดพร้อมเมื่อไรก็ให้ปิดปาก ซึ่งก็เป็นสัญญาณที่บอกว่า ‘พร้อมลงแล้ว’ นั่นหมายถึงว่าผู้รับการบำบัดเป็นผู้เลือกเองว่าพร้อมจะลงใต้น้ำหรือไม่ เพราะถ้าไม่ปิดปาก ผู้บำบัดไม่สามารถบังคับให้ลงใต้น้ำได้อย่างเด็ดขาด 

การลงใต้น้ำในแต่ละครั้งนานเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับบุคคล ซึ่งผู้บำบัดจะรับรู้ได้จากการที่ร่างกายผู้รับการบำบัดสื่อสารออกมา เช่น ถ้าร่างกายเริ่มเกร็ง นั่นแปลว่ามีความไม่สบายเกิดขึ้น หรืออาจกลัวที่อยู่ใต้น้ำ ผู้บำบัดอาจต้องพาขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ประคองไว้ แล้วค่อยพาลงใต้น้ำอย่างช้าๆ อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อพูดคุย อธิบายกันบนบกเรียบร้อยดีแล้ว ก็ถึงเวลาพากันลงน้ำ ฉันมักค่อยๆ พาผู้รับการบำบัดเข้าสู่โลกของน้ำด้วยการให้เขาหลับตา แล้วจินตนาการว่าร่างกายของพวกเขาคือส่วนหนึ่งของน้ำ ให้มีสติจดจ่ออยู่กับความรู้สึกที่มีน้ำสัมผัสอยู่ในทุกอณูของผิว จากนั้นให้ลองขยับตัวช้าๆ เพื่อให้เห็นว่าน้ำก็ยังอยู่ตรงนั้น โอบกอดพวกเขาอยู่ไม่ได้ไปไหน เป็น Unconditional Love อย่างแท้จริง เมื่อเขาเพลิดเพลิดและร่างกายเริ่มผ่อนคลาย ฉันจะค่อยๆ จับมือของผู้รับการบำบัด สัมผัสพวกเขาเบาๆ เพื่อให้คุ้นชินทั้งสัมผัสของฉันและสัมผัสของน้ำไปพร้อมๆ กัน หลังจากนั้นจึงเริ่มใส่ Floaters ไปที่ขาทั้งสองข้างของผู้บำบัดเพื่อให้เขานอนลอยตัวขึ้นเสมอกับผิวน้ำ สองมือของฉันต้องค่อยๆ โอบรับส่วนของกะโหลกศีรษะที่ชื่อว่า Occipital bone (ส่วนที่อยู่เหนือต้นลำคอด้านหลัง จับแล้วจะเหมือนมีหลุมลึกลงไปคล้ายถ้ำเล็กๆ) นิ้วมือ ฝ่ามือ ท่อนแขน และหัวไหล่ของต้องไม่ออกแรงอย่างเด็ดขาด สิ่งที่ท่องไว้ในใจเลยคือ เราไม่ได้ยกหัวของผู้บำบัด เราแค่ช่วยประคองและโอบอุ้มให้เขาลอยตัวในน้ำได้อย่างผ่อนคลาย เพราะถ้าเราเริ่มออกแรง ทั้งมือ ทั้งแขนและหัวไหล่ของเราจะเกร็งขึ้นมา ซึ่งผู้ถูกบำบัดจะรู้สึกได้อย่างชัดเจน เขาจะไม่ผ่อนคลายและเชื่อใจว่าเราจะปกป้องดูแลเขาให้ปลอดภัยในน้ำได้เลย

วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว
วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว

เราใช้เวลาสักพักหนึ่งในการลอยผู้บำบัดบนผิวน้ำ ให้เขาเริ่มคุ้นเคยกับน้ำ จะเห็นได้เลยว่าร่างกายของผู้บำบัดเบาขึ้น ลมหายใจยาวและลึกขึ้น จากนั้นเราค่อยๆ ขยับแต่ละส่วนในร่างกายพวกเขาให้เคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยน ไปตามจังหวะของสายน้ำ อาจมีการยืดเส้นสายทั้งในส่วนแขน ขา กระดูกสันหลัง คล้ายๆ กับการนวด จนเมื่อผู้บำบัดผ่อนคลายมากๆ แล้ว จึงพาลงใต้น้ำ แต่ต้องค่อยๆ พาลง เพื่อช่วยลดอาการกลัว ซึ่งเกิดจากความกังวลว่าจะไม่มีอากาศหายใจ ซึ่งในครั้งแรกอาจพาลง 5 วินาที แล้วค่อยๆเพิ่มเป็น 10 วินาที ไปจนถึงเกือบหนึ่งนาทีได้เช่นกันในสำหรับบางคน และในขั้นตอนการพาขึ้นบนผิวน้ำ เราจะทำอย่างช้ามากๆ ให้ใบหน้าเรี่ยอยู่ใต้ผิวน้ำก่อนสัก 1 – 2 เซนติเมตร แล้วค่อยๆ ให้จมูก ปาก ใบหน้า โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอย่างช้าๆ และอ่อนโยน ซึ่งจะทำให้ผู้บำบัดรู้สึกผ่อนคลาย สบาย ปลอดภัยในระดับลึก

เราใช้ระยะเวลาทั้งหมดในการบำบัดประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจบการบำบัด เราจะค่อยๆ ถอด Floaters ออก ให้ผู้รับการบำบัดกลับมา Landing ด้วยเท้าของตัวเองอีกครั้ง แต่ยังหลับตาและใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เหมือนเป็นรอยต่อจากท่านอนมาสู้ท่ายืนและจากในน้ำมาสู่บนบก หลายคนเลือกที่จะอยู่กับตัวเองและทบทวนประสบการณ์ที่เพิ่งได้รับ บางคนที่ฉันรู้สึกได้ว่ายังอยากได้รับการสัมผัส ฉันจะโอบกอดพวกเขาเอาไว้สักพัก บางคนอยากแชร์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ฉันก็อยู่ตรงนั้น ถือเป็นสิ่งที่สวยงามทีเดียวที่ได้รับฟังการเปิดใจจากผู้ถูกบำบัด 

ซึ่งในระหว่างการบำบัด ถ้าผู้ได้รับการบำบัดรู้สึกไม่สบายใจ ไม่สบายกาย หรือมีสิ่งใดไม่โอเค สามารถบอกได้ทันทีหรือขอหยุดการบำบัดได้เช่นกัน ศาสตร์นี้เหมาะกับคนที่มีความเครียด ความกังวล มีอาการแพนิก มีความฝังใจเรื่องการจมน้ำ ส่วนด้านร่างกายสามารถสร้างความแข็งแรงให้กับคนที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือผู้ที่มีอาการปวดตามข้อหลัง สะโพก นอกจากนี้ด้วยความที่น้ำไม่มีแรงโน้มถ่วง คนที่มีปัญหาในการลงน้ำหนักบนบก เช่น ข้อเข่าเสื่อมหรือได้รับอุบัติเหตุ ก็ออกแรงในน้ำได้มากขึ้นและไม่เกิดความเจ็บปวดเท่ากับอยู่บนบก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยความที่จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว การที่สภาพจิตใจผ่อนคลายตอนอยู่ในน้ำ ส่งผลอย่างมากให้สภาพร่างกายดีขึ้นตามไปด้วย

วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว
วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว

ทุกครั้งที่ฉันให้การบำบัด จิตของฉันมีสมาธิอย่างมากๆ เพราะต้องโฟกัสผู้บำบัดที่อยู่ในอ้อมแขนของตัวเอง ทั้งต้องสังเกตไม่ให้น้ำเข้าจมูกและปาก ไปจนถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจที่ถึงแม้จะละเอียดอ่อนแต่ก็รับรู้ได้ เพราะเมื่อร่างกายของเราสัมผัสกัน เมื่อผัสสะของร่างกายเริ่มเปิดออก หัวใจและความรู้สึกก็เริ่มเผยออกเช่นกัน น้ำเป็นเสมือนตัวกลางที่เชื่อมโยงฉันและผู้ถูกบำบัดไว้ หลายครั้งที่ฉันรู้สึกได้ถึงความเศร้า ความสุข ความแข็งแกร่ง ความเปราะบาง และอีกหลายๆ อารมณ์ของพวกเขา เราแค่อยู่ตรงนั้น น้ำและฉันโอบกอดพวกเขาไว้ เป็นความงดงามที่ธรรมชาติสรรค์สร้างไว้ให้อย่างแท้จริง

หมายเหตุ : ผู้ที่มีแผลเปิด แผลติดเชื้อ เป็นไข้ และผู้ที่กลัวน้ำมากๆ ไม่เหมาะที่จะรับการบำบัดแบบนี้

ภาพ : นนทวัฒน์ นำเบญจพล, Seb Leon 

ภาพนายแบบ : Amihai Agou

Writer & Photographer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

คาดการณ์ว่าเทรนด์หนึ่งในปี 2022 นี้ จะเป็นการกินเพื่อสุขภาพใจที่ดี หลังจากที่คนทั่วโลกต้องเผชิญวิกฤตมาร่วมกัน และส่งผลต่อสภาพจิตใจมาต่อเนื่องและเนิ่นนาน

การกินเพื่อบำบัดจิตใจมีหลายวิธีการและหลากหลายระดับความเชื่อ แต่แนวทางหนึ่งที่เราสนใจคือวิถีของ Nik Heartsong นักบำบัดผู้ที่ตรวจสอบร่างกายด้วยวิถีธรรมชาติ และใช้วิธีการกินอาหารเพื่อปรับสมดุลของสภาวะในร่างกาย เป้าหมายเพื่อขับสิ่งที่ไม่ดี และทำให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมกับการเกิดพลังงานดีที่จะมีผลต่อสภาพจิตใจโดยตรง

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

“ไม่รู้ว่าจะเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายที่ฉันเริ่มเจ็บป่วยมาตั้งแต่อายุ 25 แบบที่หาสาเหตุไม่ได้ ก่อนหน้านั้น ฉันเป็นเด็กที่แข็งแรง ชอบเล่นกีฬา เล่นยิมนาสติก แต่หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นเยอะมาก จุดเริ่มต้นเริ่มมาจากไม่มีแรง อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ นอนไม่อิ่ม หลับยาก สมองคิดอะไรไม่ค่อยออก แพ้ มีอาการคันตามผิวหนัง และรู้สึกถึงการอักเสบในร่างกาย มีการติดเชื้อ ฉันไปหาหมอหลายที่ ไปหาแพทย์ทางเลือก ทั้งฝังเข็มและอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ไม่มีใครหาสาเหตุได้ ต่างคนต่างก็วินิจฉัยไปในวิถีทางของตัวเอง” นิคเริ่มเล่าเรื่องของตัวเธอให้ฟังในบ่ายวันหนึ่ง หลังจากที่เราเพิ่งทำซาวน่าด้วยกันเสร็จ 

มันเป็นเส้นทางที่ยากลำบากและเข้มข้นกับการหาสาเหตุความเจ็บป่วยด้วยตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ และเธอก็พอใจและภูมิใจในผลลัพธ์เอามาก ๆ และสุดท้ายจากประสบการณ์ของเธอ ทำให้ได้ทำงานที่เธอรัก ช่วยเหลือผู้คน นิคมีอาชีพเป็น Quantum Bioresonance Therapist หรือนักบำบัดโรคด้วยคลื่นความถี่ (เราจะยังไม่พูดถึงบทบาทนี้ของเธอในบทความนี้ แต่ติดตามได้ว่าเธอมีคอร์สอะไรบ้างได้ที่ www.wingedhearthealing.com) เธอใช้ตัวเองพิสูจน์ว่าโรคต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้มันมีสาเหตุมาจากอะไร ทำให้นิคอยากแลกเปลี่ยนเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์กับใครอีกหลายคน

“จากจุดนั้น ฉันเลยเริ่มมาสังเกตตัวเองอย่างละเอียด ดูอาการของตัวเอง ใช้การรับรู้ความรู้สึกและสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย ดูวิถีการใช้ชีวิต การกิน 

“จนสุดท้าย ฉันค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย ปรสิต และอาหาร” นิคเล่าถึงสิ่งที่เธอค้นพบ

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน
การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

ตอนนี้นิคอายุ 36 แต่เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่เธอเพียรหาคำอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งสุดท้ายเธอคิดว่ามันเป็นความโชคดีที่เธอเจ็บป่วยมาตั้งแต่ตอนนั้น เพื่อให้เข้าใจร่างกาย อาหารที่ก่อโรค และดูแลตัวเองได้อย่างที่มันควรจะเป็นจนถึงทุกวันนี้

“ฉันใช้ตัวเองเป็นตัวทดลอง เพื่อรักษาตัวฉันเองโดยไม่พึ่งพาหมออีกต่อไป ฉันสังเกตทุกอย่างว่ากินอาหารอะไร แล้วมันส่งผลต่อร่างกายแบบไหน แล้วสุดท้ายฉันก็ค้นพบว่า ปรสิตอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด 

“ทุกการเจ็บป่วยต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ และไม่มีหมอคนไหนพูดถึงสิ่งนี้ให้ฉันฟัง จากอาการของฉันที่กล่าวมาข้างต้น มันไปจบที่การเป็นมะเร็งได้ จึงอธิบายได้ว่าอาหารบางประเภทเป็นอาหารที่ทำให้ปรสิตเติบโตมากขึ้น มันสร้างสภาพแวดล้อมให้ปรสิตเติบโตได้ดี และน้ำตาลเป็นตัวอันตรายที่สุด (ส่วนน้ำตาลมะพร้าว หญ้าหวาน และน้ำผึ้ง ทานได้) นอกจากนั้นยังมีแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์จากนม กลูเตน และถั่วเหลืองอีก ซึ่งถ้าหากไม่บอกว่าอาหารเหล่านี้เป็นอาหารชั้นดีของปรสิต อาหารเหล่านี้ก็มีส่วนทำให้เกิดการอักเสบและการติดเชื้อภายในร่างกายได้ง่ายมาก” 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

นิคลองเข้ารับ Treatment และ Therapy มาเกือบหมดทุกอย่าง ไปมาแล้วหลายประเทศทั่วโลก ทั้งการฉีดวิตามิน การใส่ออกซิเจนในร่างกาย หรือแม้แต่ทำเลเซอร์เพื่อรักษาโรค แต่กลับไม่มีวิธีไหนได้ผลดีเลย จนได้พบว่าปรสิตนี้เองที่เป็นตัวการ เพราะเมื่อปรสิตเข้าไปในร่างกายเรา มันจะสร้างรัง ซึ่งรังนี้ก็จะดูดแบคทีเรีย เชื้อรา และโลหะหนัก ให้หมักหมมอยู่ในร่างกายและก่อให้เกิดโรค ถ้าเราฆ่าเฉพาะแค่แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยไม่ทำลายปรสิตไป เมื่อมีแบคทีเรียและเชื้อราตัวใหม่เข้ามา มันก็จะไปเติบโตในรังของปรสิตอยู่ดี พอรู้อย่างนี้ ฉันก็หาวิธีที่จะกำจัดปรสิตในร่างกาย ศึกษาอยู่หลายวิธี ทั้งที่แบบซื้อยาจากร้านขายยา แต่มันก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร 

จนนิคค้นพบวิธีธรรมชาติ นั่นก็คือการทำ Juice Fasting หรือการอดอาหารและดื่มน้ำผลไม้อย่างเดียว ร่วมกับการสวนทวารด้วยน้ำกาแฟหรือกระเทียม โดยใช้กระเทียม 3 กลีบปั่นกับน้ำสะอาดแล้วสวนล้างทวารเข้าไป ต่อเนื่องเป็นเวลา10 วัน และทำซาวน่าเป็นบางวัน 

หรือการทาน Juice Shot ที่นิคเรียกมันว่า Parasite Bomb ทุกเช้าที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ กระเทียม ขมิ้น ขิงมะนาว ส้ม และหยดออริกาโนออยล์ 2 – 3 หยดเป็นเวลา 2 อาทิตย์ 

ส่วนวิธีที่ง่ายที่สุดและราคาไม่แพง แต่ใช้เวลานานสุดคือ การกินดินเบาหรือไดอะตอมไมต์ (Diatomaceous Earth) 2 – 3 เวลาต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน โดยตักมา 1 ช้อนโต๊ะผสมในน้ำแล้วดื่ม เป็นวิธีที่ปลอดภัย แม้แต่เด็กก็ทานได้ เพราะดินเบามีคุณสมบัติดูดซับไขมันที่ผนังลำตัวชั้นนอกของปรสิต ทำให้มีการสูญเสียน้ำ ประกอบกับรูปร่างของดินเบา ถ้าส่องกล้องจุลทรรศน์ดูจะเห็นว่าชั้นผิวรอบนอกขรุขระ ซึ่งขีดข่วนลำตัวปรสิตให้สูญเสียน้ำเช่นกัน และเนื่องจากปรสิตเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก การสูญเสียน้ำนิดเดียวมันก็ตายได้ 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน
การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

วิธีสุดท้ายคือการรักษาด้วยสมุนไพร ซึ่งจะกินเป็นแบบแคปซูลหรือแบบผงก็ได้ มี 3 อย่างด้วยกัน คือ วอลนัทดำ บอระเพ็ด และกานพลู ซึ่งต้องกินติดต่อกัน 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน เพราะปรสิตมีมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ แต่ละชนิดก็มีวงจรชีวิตที่แตกต่างกัน บางพันธุ์สั้น บางพันธุ์ยาว ดังนั้นบางทีเราฆ่าตัวไปแล้ว แต่ไข่อาจจะยังอยู่

ถึงแม้ว่าเราจะเข้าใจว่าปรสิตเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของโรคทางกาย แต่ถ้าให้มองลึกลงไปในแง่พลังงาน เจ้าปรสิตนี้ก็มีผลต่อจิตใจและอารมณ์เช่นกัน เพราะสสารทุกอย่างเริ่มต้นที่พลังงาน มันมีแรงสั่นสะเทือน มีความถี่ ไม่ว่าจะเป็นความคิด อารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ก็ล้วนเป็นพลังงาน และเมื่อคลื่นความถี่ในร่างกายถูกรบกวน ร่างกายและจิตใจก็เกิดความไม่สมดุล ความเจ็บป่วยทั้งทางกายและใจ จึงกลับมาเล่นงานเราได้นั่นเอง 

มีความเชื่อว่าบางครั้งการเติบโตของปรสิตในร่างกาย ก็มาจากนิสัยบางอย่างที่เกิดจากความไม่ชัดเจนในตัวเอง เช่น การไม่สร้างเกราะให้ตัวเอง เช่น การไม่สามารถพูดว่า ได้ หรือ ไม่ได้ แบบตรงไปตรงมา พลังงานความถี่ของนิสัยเหล่านี้ จะส่งผลกลับให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของปรสิตเช่นกัน 

ปกติแล้ว เราดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างหมาและแมวของเราด้วยการให้กินยาฆ่าพยาธิทุกเดือน แล้วทำไมเราถึงจะดูแลตัวเองไม่ได้ 

อย่างที่บอกไปข้างต้น วิธีที่ทรงพลังและได้ผลที่สุดคือ Juice Fasting ซึ่งจะเป็นน้ำผักผลไม้อะไรก็ได้ที่ไม่มีกากใย แต่ถ้าเน้นเป็นผักใบเขียวได้ก็จะดี เพราะวิธีนี้เชื่อมต่อกับจิตใจของเราด้วย มันสร้างวินัยอย่างสูง และสร้างความเข้มแข็งภายในจิตใจให้เราผ่านไปได้ 

มันอาจทำให้บางคนอยู่กับตัวเองมากขึ้น ไม่ Distract ตัวเองด้วยการออกไปเจอเพื่อน ไปเจออาหาร เป็นเหมือนการเยียวยาทั้งกายใจไปพร้อมกัน แต่ในกระบวนการนี้จะมีข้อห้าม เช่น ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ บุหรี่ ซึ่งเป็นข้อดีที่การอดไปสักระยะ เป็นการชนะใจตนเองในรูปแบบหนึ่งหลังจากผ่านไปได้ 10 วัน หรือยิ่งถ้าบางคนทำได้นานกว่านั้น ก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง รู้สึกเข้มแข็งจากภายใน

หลังจากทำแล้ว ถ้าใครเจ็บป่วยอยู่หรือมี Body Awareness มาก ๆ ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่ายกายและจิตใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลลัพธ์ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เพราะร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน ในช่วงแรกที่ทำแนะนำให้ทำทุก 3 เดือนครั้ง หลังจากนั้นค่อยปรับเป็นปีละ 2 ครั้ง 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

หลังจาก Fast ครบ 10 วันแล้ว ให้ค่อย ๆ ปรับตัวมาเริ่มกินอาหารอ่อนก่อน เช่น Smoothie แล้วก็ซุป ค่อย ๆ ให้ร่างกายปรับตัว แล้วก็ให้เริ่มกินโพรไบโอติกและอาหารหมักดอง เพื่อเพิ่มแบคทีเรียที่ดีในร่างกาย เพราะตอนที่เราฆ่าปรสิต เราก็ฆ่าแบคทีเรียที่ดีในร่างกายไปด้วย 

ทั้งโพรไบโอติกและอาหารหมักดองเป็นสิ่งที่เราควรกินทุกวัน ใส่มันไปในมื้ออาหารทุกมื้อ อาจเป็นมิโซะ กิมจิ ซาวเคราท์ Apple Cider Vinegar หรือคีเฟอร์ก็ได้ อาหารเหล่านี้มีผลดีต่อลำไส้และสมอง ถ้าวันไหนรู้สึกโกรธ รู้สึกแย่ รู้สึกหดหู่ อาหารเหล่านี้ช่วยได้ 

อีกอย่างหนึ่งคือไขมันดี เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะพร้าว ถั่วต่าง ๆ เมล็ดแฟลกซ์ ปลาที่มีโอเมก้า 3 

ในเมืองไทยเรามักใช้น้ำมันที่ไม่ค่อยดีในการประกอบอาหาร แต่ที่จริงแล้วน้ำมันที่ดีมีมากมายในเมืองไทย เช่นน้ำมันมะพร้าว รองลงมาก็น้ำมันมะกอกและน้ำมันอะโวคาโด การใช้น้ำมันที่ดีมีผลต่อสุขภาพ ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ด้วย 

“จะว่าไปแล้วทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องและส่งผลกระทบซึ่งกันและกันไปทั้งหมด มาจากการกระทำของมนุษย์เรานี่เอง ปรสิตก็มาจากอาหาร อากาศ น้ำ ของที่เรากินเข้าสู่ร่างกาย ยิ่งตอนนี้ปรสิตเติบโตมากมาย ก็เพราะเราปฏิบัติต่อโลกไม่ดี เราไม่ดูแลบำรุงดิน เราปลูกพืชซ้ำไปมา เราใช้เคมีในพืชและในดิน เราเลี้ยงสัตว์ที่เรากินในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี มีเชื้อโรคมากมาย เราใช้เคมีในสัตว์ แล้วพอกินเข้าไปเราก็ป่วย เหมือนเป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายมันก็เป็นสิ่งที่เราบริโภคเข้าไปนั่นเอง” นิคเล่าปิดท้าย

Writer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load