27 กุมภาพันธ์ 2564
2,344

ฉันเคยไม่ชอบทะเล เพราะรู้สึกปลอดภัยกับภูเขามากกว่า เลยทำการทดลองกับตัวเอง ด้วยการพาตัวเองลงน้ำทะเลเป็นเวลา 90 วันต่อกัน ในช่วงอาทิตย์แรกๆ รู้สึกขัดขืนและอึดอัด ไม่สบายเนื้อตัวและมีความกลัวอยู่ลึกๆ แต่พอผ่านอาทิตย์ที่สอง บางอย่างเริ่มเปลี่ยนไป ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายไปโดยธรรมชาติ เพราะคุณลักษณะของน้ำที่โอบอุ้ม อ่อนโยน ทำให้ฉันเริ่มศิโรราบและขจัดความกลัวไปได้หมด 

ผ่านไปเกือบ 2 เดือน โลกของฉันก็เปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อรู้สึกถึงความเชื่อมโยงและคุ้นเคยว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของน้ำ มันดึงฉันกลับไปที่จุดเริ่มต้นของชีวิต ตอนที่อยู่ในน้ำคร่ำของแม่เป็นเวลา 9 เดือน เป็นช่วงที่ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณเติบโต และหลังจากนั้น ฉันกับน้ำก็ขาดจากกันไม่ได้อีกเลย 

วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว

‘วารีบำบัด ‘ หรือการบำบัดด้วยน้ำ (Aquatic Healing) เป็นศาสตร์โบราณที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยกรีกและโรมันด้วยคุณสมบัติของน้ำที่ทั้งโอบอุ้ม ละเอียดอ่อน ไร้แรงโน้มถ่วง ทำให้เกิดความผ่อนคลายทั้งกายและใจในระดับลึกยิ่งเมื่อผสมผสานกับการโอบกอด การเชื่อมต่อกันระหว่างร่างกายไร้ซึ่งภาษาพูด ไปจนถึงการพาร่างกายเคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยนของผู้ให้การบำบัด จึงทำให้ผู้ถูกบำบัดรู้สึกถึงความรัก ความปลอดภัย ถูกปกป้องดูแล ความเชื่อใจหรือ Trust จึงเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในระหว่างการบำบัด และพอมีความเชื่อใจ กายและจิตก็ศิโรราบ เริ่มปลดปล่อยให้ทุกอย่างไหลไปตาม Flow 

ประสบการณ์กับน้ำของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนก็เข้าสู่ Meditative State บางคนก็มีความทรงจำ ความคิดที่ซ่อนอยู่ในระดับลึกหรือจากจิตใต้สำนึกผุดขึ้นมา อาจเป็น Vision ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหน แต่กลับแวบขึ้นมา ณ ชั่วขณะนั้น บางคนก็มีอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งระหว่างที่ได้รับการบำบัดหรือหลังจากจบ Session แล้วก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือการปลดปล่อย ปลดเปลื้อง ทั้งความคิด ความเครียด ปมต่างๆ ในอดีต และสิ่งที่ยึดเอาไว้ ให้กลับมาสู่ระดับการผ่อนคลายทั้งกายและใจ ในวินาทีของปัจจุบันขณะนั่นเอง

วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว

ตอนที่ได้เข้ามาในโลกของน้ำและเรียนรู้ศาสตร์นี้ ฉันได้ลองฝึกฝนทั้งในน้ำทะเลและสระน้ำอุ่น ซึ่งความแตกต่างของทั้งสองอย่างนี้น่าสนใจมากๆ ในสระน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 35 – 36 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับร่างกาย ก่อให้เกิดความคุ้นเคย อบอุ่น และปลอดภัยเหมือนอยู่ในครรภ์มารดา ในขณะที่น้ำทะเลให้ความรู้สึกถึงพลังของธรรมชาติกว้างใหญ่และความเป็นอิสระ ไปจนถึงการเผชิญหน้ากับความคาดเดาไม่ได้ของคลื่นและแรงลม 

นักบำบัดหลายคนที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ก็พยายามเสาะหาน้ำจากแหล่งธรรมชาติที่อุ่นพอดีกับร่างกาย ซึ่งในเมืองไทยก็มีคอมมูนิตี้ของคนที่ชื่นชอบศาสตร์นี้ทั้งที่ปายและเกาะพะงัน เพราะปายมีบ่อน้ำพุร้อนมากมาย และเกาะพะงันในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม น้ำทะเลอุ่น ราบเรียบสงบ ไร้คลื่นลมแรง จึงเหมาะมากเลยทีเดียว

ชุมชนของคนรักวารีบำบัดบนเกาะพะงัน กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หลายคนมีประสบการณ์กับน้ำที่มหัศจรรย์จนยากถอนตัวจากศาสตร์นี้ Mario Giovannini คือหนึ่งในนั้น เขาหลงใหลน้ำและเดินทางไปเรียนรู้ทั้งจากที่สเปนและอินเดียเป็นเวลาหลายปี จนสุดท้ายมาอยู่ที่เกาะพะงัน และเริ่มสร้างสระน้ำอุ่นส่วนตัว เพื่อฝึกฝนและแบ่งปันให้ชุมชนได้เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้งทดลอง ฝึกฝน และพูดคุยกัน 

วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว

“ประสบการณ์ของผมกับน้ำมันมหัศจรรย์มาก หลายปีก่อนผมประสบอุบัติเหตุ เดินไม่ได้ เลยบำบัดตัวเองในน้ำ ด้วยการเริ่มลอยตัวให้กายและใจผ่อนคลายไร้ความกังวล หลังจากนั้นก็เริ่มเดินในน้ำ เพราะมันไม่มีแรงโน้มถ่วง เลยไม่ต้องกลัวว่าน้ำหนักจะลงไปที่ขา ผมฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเยียวยาตัวเองได้สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์

“น้ำไม่ได้แค่ซัพพอร์ตร่างกายของผม แต่ยังช่วยเยียวยาความรู้สึก และปลดปล่อยความกลัวว่าจะเดินไม่ได้ออกไป มันช่วยปลดล็อกความคิดเดิมๆ ที่ได้จากหมอว่าต้องอยู่นิ่งๆ ต้องใส่เฝือกและใช้ไม้เท้า และขยับตัวให้น้อยเท่านั้น ยิ่งเมื่อเวลาที่อยู่ใต้น้ำ ไร้ซึ่งเสียงใดๆ มันมีแต่เสียงความเงียบ จิตสงบและเข้าสู่ความเป็นสมาธิ เสมือนเราไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลย 

“เมื่อการบำบัดเริ่มขึ้น มันคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์และบทสนทนาที่ไร้เสียงของสามสิ่ง คือ ผู้บำบัด ผู้รับการบำบัดและน้ำ บทบาทของผู้ให้คือการดูแลและปกป้อง และอยู่ตรงนั้นเพื่อให้ผู้รับและน้ำได้เจอกัน การมีสมาธิและจิตจดจ่ออยู่กับปัจจุบันของผู้บำบัด ทำให้สัมผัสความรู้สึกของผู้รับผ่านการแสดงออกทางร่างกาย เพราะถ้าเขาเกร็งหรือไม่ผ่อนคลาย จะสัมผัสได้เลยว่าร่างกายหนัก จึงเป็นหน้าที่ของผู้บำบัดที่ต้องสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้กับตัวเองก่อน เพราะถ้าเราไม่ผ่อนคลาย ผู้รับจะรู้ได้ทันทีเช่นกัน และเขาจะไม่เชื่อในตัวเรา”

ก่อนเริ่มการบำบัด สิ่งที่เราต้องเช็กเลยคือสภาพร่างกายและจิตใจของผู้เข้ารับการบำบัดว่ามีความพร้อมหรือไม่ มีส่วนใดของร่างกายที่บาดเจ็บ สภาพจิตใจนั้นมีความกลัวและไม่พร้อมที่จะลงใต้น้ำ หรือมีส่วนใดของร่างกายที่ต้องรับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น บางคนเคยเกิดอุบัติเหตุที่คอหรือมีอาการปวดหลัง เราจึงต้องระวังเป็นพิเศษ ตัวผู้บำบัดเองก็เช่นกัน ต้องเช็กว่าร่างกายในวันนั้นแข็งแรงดี และสภาพจิตใจผ่อนคลายไร้ความกังวลหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่พร้อม ก็ไม่ควรให้การบำบัดเช่นกัน

วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว
วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว

เมื่อเช็กกันเรียบร้อยดีแล้ว ผู้บำบัดต้องอธิบายถึงตอนลงใต้น้ำว่าต้องใส่ Nose Clip ยังไง ไปจนถึงสัญญาณสื่อสารกัน เพราะเราสนทนากันไม่ได้ในน้ำ ซึ่งโดยปกติแล้ว ก่อนที่ผู้บำบัดจะพาลงน้ำ จะให้สัญญาณด้วยการสะกิดเบาๆ ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เป็นเหมือนคำพูดที่ว่า ‘จะพาลงใต้น้ำแล้วนะ’ และถ้าผู้รับการบำบัดพร้อมเมื่อไรก็ให้ปิดปาก ซึ่งก็เป็นสัญญาณที่บอกว่า ‘พร้อมลงแล้ว’ นั่นหมายถึงว่าผู้รับการบำบัดเป็นผู้เลือกเองว่าพร้อมจะลงใต้น้ำหรือไม่ เพราะถ้าไม่ปิดปาก ผู้บำบัดไม่สามารถบังคับให้ลงใต้น้ำได้อย่างเด็ดขาด 

การลงใต้น้ำในแต่ละครั้งนานเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับบุคคล ซึ่งผู้บำบัดจะรับรู้ได้จากการที่ร่างกายผู้รับการบำบัดสื่อสารออกมา เช่น ถ้าร่างกายเริ่มเกร็ง นั่นแปลว่ามีความไม่สบายเกิดขึ้น หรืออาจกลัวที่อยู่ใต้น้ำ ผู้บำบัดอาจต้องพาขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ประคองไว้ แล้วค่อยพาลงใต้น้ำอย่างช้าๆ อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อพูดคุย อธิบายกันบนบกเรียบร้อยดีแล้ว ก็ถึงเวลาพากันลงน้ำ ฉันมักค่อยๆ พาผู้รับการบำบัดเข้าสู่โลกของน้ำด้วยการให้เขาหลับตา แล้วจินตนาการว่าร่างกายของพวกเขาคือส่วนหนึ่งของน้ำ ให้มีสติจดจ่ออยู่กับความรู้สึกที่มีน้ำสัมผัสอยู่ในทุกอณูของผิว จากนั้นให้ลองขยับตัวช้าๆ เพื่อให้เห็นว่าน้ำก็ยังอยู่ตรงนั้น โอบกอดพวกเขาอยู่ไม่ได้ไปไหน เป็น Unconditional Love อย่างแท้จริง เมื่อเขาเพลิดเพลิดและร่างกายเริ่มผ่อนคลาย ฉันจะค่อยๆ จับมือของผู้รับการบำบัด สัมผัสพวกเขาเบาๆ เพื่อให้คุ้นชินทั้งสัมผัสของฉันและสัมผัสของน้ำไปพร้อมๆ กัน หลังจากนั้นจึงเริ่มใส่ Floaters ไปที่ขาทั้งสองข้างของผู้บำบัดเพื่อให้เขานอนลอยตัวขึ้นเสมอกับผิวน้ำ สองมือของฉันต้องค่อยๆ โอบรับส่วนของกะโหลกศีรษะที่ชื่อว่า Occipital bone (ส่วนที่อยู่เหนือต้นลำคอด้านหลัง จับแล้วจะเหมือนมีหลุมลึกลงไปคล้ายถ้ำเล็กๆ) นิ้วมือ ฝ่ามือ ท่อนแขน และหัวไหล่ของต้องไม่ออกแรงอย่างเด็ดขาด สิ่งที่ท่องไว้ในใจเลยคือ เราไม่ได้ยกหัวของผู้บำบัด เราแค่ช่วยประคองและโอบอุ้มให้เขาลอยตัวในน้ำได้อย่างผ่อนคลาย เพราะถ้าเราเริ่มออกแรง ทั้งมือ ทั้งแขนและหัวไหล่ของเราจะเกร็งขึ้นมา ซึ่งผู้ถูกบำบัดจะรู้สึกได้อย่างชัดเจน เขาจะไม่ผ่อนคลายและเชื่อใจว่าเราจะปกป้องดูแลเขาให้ปลอดภัยในน้ำได้เลย

วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว
วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว

เราใช้เวลาสักพักหนึ่งในการลอยผู้บำบัดบนผิวน้ำ ให้เขาเริ่มคุ้นเคยกับน้ำ จะเห็นได้เลยว่าร่างกายของผู้บำบัดเบาขึ้น ลมหายใจยาวและลึกขึ้น จากนั้นเราค่อยๆ ขยับแต่ละส่วนในร่างกายพวกเขาให้เคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยน ไปตามจังหวะของสายน้ำ อาจมีการยืดเส้นสายทั้งในส่วนแขน ขา กระดูกสันหลัง คล้ายๆ กับการนวด จนเมื่อผู้บำบัดผ่อนคลายมากๆ แล้ว จึงพาลงใต้น้ำ แต่ต้องค่อยๆ พาลง เพื่อช่วยลดอาการกลัว ซึ่งเกิดจากความกังวลว่าจะไม่มีอากาศหายใจ ซึ่งในครั้งแรกอาจพาลง 5 วินาที แล้วค่อยๆเพิ่มเป็น 10 วินาที ไปจนถึงเกือบหนึ่งนาทีได้เช่นกันในสำหรับบางคน และในขั้นตอนการพาขึ้นบนผิวน้ำ เราจะทำอย่างช้ามากๆ ให้ใบหน้าเรี่ยอยู่ใต้ผิวน้ำก่อนสัก 1 – 2 เซนติเมตร แล้วค่อยๆ ให้จมูก ปาก ใบหน้า โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอย่างช้าๆ และอ่อนโยน ซึ่งจะทำให้ผู้บำบัดรู้สึกผ่อนคลาย สบาย ปลอดภัยในระดับลึก

เราใช้ระยะเวลาทั้งหมดในการบำบัดประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจบการบำบัด เราจะค่อยๆ ถอด Floaters ออก ให้ผู้รับการบำบัดกลับมา Landing ด้วยเท้าของตัวเองอีกครั้ง แต่ยังหลับตาและใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เหมือนเป็นรอยต่อจากท่านอนมาสู้ท่ายืนและจากในน้ำมาสู่บนบก หลายคนเลือกที่จะอยู่กับตัวเองและทบทวนประสบการณ์ที่เพิ่งได้รับ บางคนที่ฉันรู้สึกได้ว่ายังอยากได้รับการสัมผัส ฉันจะโอบกอดพวกเขาเอาไว้สักพัก บางคนอยากแชร์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ฉันก็อยู่ตรงนั้น ถือเป็นสิ่งที่สวยงามทีเดียวที่ได้รับฟังการเปิดใจจากผู้ถูกบำบัด 

ซึ่งในระหว่างการบำบัด ถ้าผู้ได้รับการบำบัดรู้สึกไม่สบายใจ ไม่สบายกาย หรือมีสิ่งใดไม่โอเค สามารถบอกได้ทันทีหรือขอหยุดการบำบัดได้เช่นกัน ศาสตร์นี้เหมาะกับคนที่มีความเครียด ความกังวล มีอาการแพนิก มีความฝังใจเรื่องการจมน้ำ ส่วนด้านร่างกายสามารถสร้างความแข็งแรงให้กับคนที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือผู้ที่มีอาการปวดตามข้อหลัง สะโพก นอกจากนี้ด้วยความที่น้ำไม่มีแรงโน้มถ่วง คนที่มีปัญหาในการลงน้ำหนักบนบก เช่น ข้อเข่าเสื่อมหรือได้รับอุบัติเหตุ ก็ออกแรงในน้ำได้มากขึ้นและไม่เกิดความเจ็บปวดเท่ากับอยู่บนบก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยความที่จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว การที่สภาพจิตใจผ่อนคลายตอนอยู่ในน้ำ ส่งผลอย่างมากให้สภาพร่างกายดีขึ้นตามไปด้วย

วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว
วารีบำบัด การบำบัดด้วยน้ำทะเล น้ำพุร้อน ที่ช่วยเยียวยาการบาดเจ็บและความกลัว

ทุกครั้งที่ฉันให้การบำบัด จิตของฉันมีสมาธิอย่างมากๆ เพราะต้องโฟกัสผู้บำบัดที่อยู่ในอ้อมแขนของตัวเอง ทั้งต้องสังเกตไม่ให้น้ำเข้าจมูกและปาก ไปจนถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจที่ถึงแม้จะละเอียดอ่อนแต่ก็รับรู้ได้ เพราะเมื่อร่างกายของเราสัมผัสกัน เมื่อผัสสะของร่างกายเริ่มเปิดออก หัวใจและความรู้สึกก็เริ่มเผยออกเช่นกัน น้ำเป็นเสมือนตัวกลางที่เชื่อมโยงฉันและผู้ถูกบำบัดไว้ หลายครั้งที่ฉันรู้สึกได้ถึงความเศร้า ความสุข ความแข็งแกร่ง ความเปราะบาง และอีกหลายๆ อารมณ์ของพวกเขา เราแค่อยู่ตรงนั้น น้ำและฉันโอบกอดพวกเขาไว้ เป็นความงดงามที่ธรรมชาติสรรค์สร้างไว้ให้อย่างแท้จริง

หมายเหตุ : ผู้ที่มีแผลเปิด แผลติดเชื้อ เป็นไข้ และผู้ที่กลัวน้ำมากๆ ไม่เหมาะที่จะรับการบำบัดแบบนี้

ภาพ : นนทวัฒน์ นำเบญจพล, Seb Leon 

ภาพนายแบบ : Amihai Agou

Writer & Photographer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

บ้านเคยเป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่ในวันที่เราต้องอยู่บ้านกันตลอดเวลา บ้านจึงรับบทเป็นแทบทุกอย่าง ทั้งที่ทำงาน ยิมออกกำลังกาย ที่ปาร์ตี้สุดสัปดาห์ คาเฟ่จำเป็น แม้แต่เวลาคิดงานไม่ออก เราก็คงหนีไปไหนไกลไม่พ้นจากธรณีประตูบ้าน 

บทบาทของที่อยู่อาศัยกำลังเปลี่ยนไป บ้านอาจมิใช่เพียงพื้นที่แห่งการพักผ่อนอีกต่อไป เตียงนอนที่กลายเป็นโต๊ะทำงานอาจกำลังทำให้ค่ำคืนคุณภาพของคนอยู่ถูกรบกวนแบบเงียบๆ

ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ชวนเรามาสำรวจบ้าน และการนอนหลับของเรากันอีกครั้ง ไม่แน่ว่า มุมที่ชินตา หรือเสียงจอแจที่เราไม่ใส่ใจเพราะได้ยินจนชินชา อาจกำลังพรากค่ำคืนแห่งการพักผ่อนของใครบางคนไปอย่างไม่ทันได้รู้ตัว

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“คนที่อยู่ในเมืองจะเข้าใจว่านี่คือความเงียบ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่”

นอกจากเสียงของเธอแล้ว เสียงของเครื่องปรับอากาศ รถที่แล่นอยู่บนถนน ก็เริ่มดังขึ้นหลังจากที่ลองตั้งใจฟัง คงไม่เป็นไรเพราะนี่คือตอนกลางวัน แต่เสียงนี้จะยังคงดังอยู่แบบนั้นแม้ในตอนที่เรานอนหลับในตอนกลางคืน

“ความเป็นเมืองมันมีผลต่อการนอนมาก บางทีช่วงกลางวัน เราจะไม่ค่อยสังเกตว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างเพราะว่าเราชิน ทั้งเสียง กลิ่น อากาศ แม้กระทั่งอุณหภูมิหรือแสงเล็กๆ น้อยๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในยามค่ำคืน ความเป็นเมืองหลายๆ อย่างกำลังส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับของเรา”

นอนนะ แต่นอนน้อย

หากคุณเป็นคนในเมืองที่เพิ่งได้ยินเสียงจอแจหลังจากที่ได้ตั้งใจฟังไปเมื่อครู่ แล้วเกิดสงสัยขึ้นมาว่าการนอนหลับของคืนที่ผ่านมานั้นเป็นการนอนที่ดีหรือยัง ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่า ‘ตื่นมาแล้วสดชื่น หรือ อยากกลับไปนอนต่อ’ นี่เป็นข้อสังเกตแรกๆ ที่ช่วยเช็คคุณภาพการนอน โดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรเลย

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“การนอนหลับเป็นหัวใจของการใช้ชีวิต เมื่อไหร่ก็ตามที่การนอนถูกรบกวน จะส่งผลต่อทุกๆ ด้าน สุขภาพเป็นอันดับแรก จะเห็นได้ว่ามีโรคหลายโรคที่เกิดจากการนอนที่ไม่มีคุณภาพ เพราะมันเป็นช่วงที่ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง มีฮอร์โมนหลายชนิดที่หลั่งออกมาตอนนั้น พอไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ มันก็รวนไปทั้งระบบ เราอาจไม่เห็นผลทันตา รู้สึกว่ายังไม่เป็นอะไร แต่ผลที่เกิดขึ้นเลยทันทีคือเราจะขี้เกียจตื่น ถ้าวันไหนนอนไม่พอ วันนั้นจะหงุดหงิดง่าย เห็นอะไรก็รู้สึกไม่โอเคไปเสียหมด”

“เรื่องของสุขภาพจิตก็เช่นกัน พอนอนไม่ดี จิตใจก็ไม่แข็งแรง ในระยะยาว การนอนเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตใจหลายอย่าง อาจเป็นได้ทั้งต้นเหตุและเป็นผลของโรคนั้นๆ ด้วย”

ดุจดาวเล่าให้เราฟังอีกว่า สำหรับคนที่อดหลับอดนอนมาทำงาน หรือนอนหลับไม่สนิท จะยิ่งส่งผลกับความโปรดักทีฟ แม้จะฝืนทำงานต่อไปเรื่อยๆ แต่คุณภาพงานอาจไม่ดีเท่าที่ควร เพราะการนอนไม่พอจะทำให้คิดอะไรไม่ออก และจะดีกว่าถ้าได้นอนหลับเต็มอิ่มแล้วค่อยตื่นขึ้นมาทำงานทีหลัง

“บางคนถ้านอนพอ นอนแบบมีคุณภาพ ไม่ต้องมีนาฬิกาปลุกก็ตื่นเองได้ เพราะร่างกายบอกว่าอิ่มแล้ว ตื่นแล้ว พร้อมลุกได้เลย สำหรับบางคน ถึงนาฬิกาจะปลุกแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกอยากนอนต่อไปเรื่อยๆ อาจเป็นไปได้ว่าคุณภาพการนอนยังไม่ค่อยดี บางคนนอนแปดชั่วโมง แต่ยังรู้สึกเพลีย ก็เป็นไปได้ว่าระหว่างนอนอาจหลับไม่สนิท ผิดกับบางคนที่นอนแค่ห้าถึงหกชั่วโมง แต่กลับรู้สึกว่าสดชื่นมาก นั่นเป็นเพราะร่างกายหลับลึก หลับสบาย”

การนอนหลับในแต่ละคืนจะแบ่งเป็นรอบๆ โดยแต่ละรอบจะมีทั้งหมด 4 ช่วง รวมๆ แล้วใช้เวลาประมาณ 90 – 120 นาที ที่มนุษย์ต้องนอนหลับเพราะนี่เป็นเวลาที่สงวนไว้ให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง แผนกสมองก็จะใช้โมงยามอันเงียบสงบนี้ค่อยๆ เรียบเรียงข้อมูลที่รับมาทั้งวัน เก็บเข้าแฟ้มความทรงจำให้เป็นระเบียบ

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

แสง สี เสียง

หลายๆ บ้านในชนบทเริ่มปิดไฟนอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม ผิดกับในเมืองใหญ่ที่บางคนเพิ่งจะเลิกงานและกำลังเดินทางกลับบ้าน เมื่อวิถีชีวิตในเมืองถูกแช่แข็งอยู่ในวงจรนี้ไปเรื่อยๆ ดุจดาวเล่าว่าหนึ่งสิ่งที่จะช่วยให้คนนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งหลายคนอาจลืมไปว่าเราสร้างมันขึ้นมาได้ คือการทำห้องนอนให้เป็นห้องสำหรับนอนจริงๆ

“เตียงนอนของเราคือดินแดนพิเศษที่ควรจะรักษาเอาไว้สำหรับการพักผ่อน” เธอเชื่ออย่างนั้น และเล่าต่อว่า เมื่อห้องนอนเป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อน ฟังก์ชันของห้องนี้จึงจำเป็นต้องทำให้เราผ่อนคลาย วางใจ ปลอดภัย และพาไปสู่การนอนที่ดี อีกทั้งแสง สี เสียง กลิ่น รวมไปถึงพื้นผิวต่างๆ ในห้องนั้นก็ล้วนมีผลกับการหลับใหลทั้งสิ้น

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“ถ้าเป็นคนที่ชอบสีแดงมากๆ เราไปทาที่ห้องอื่นก็ได้ แต่เว้นห้องนอนไว้ห้องหนึ่ง เพราะสีจะทำงานกับการรับรู้ของเรา สีแดงมันจะปลุกเร้า มีผลต่ออารมณ์และสภาวะที่อยู่ข้างใน”

“แสงก็เช่นเดียวกัน การเลือกแสงสลัวๆ จะช่วยลดการมองเห็นและทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย แต่บางครั้งแสงในห้องนอนมันไม่ได้พาให้ร่างกายเราไปอยู่ในจุดที่ผ่อนคลายแบบนั้น เพราะในห้องบางทีเราติดไฟจ้ามาก ดวงใหญ่อยู่บนเพดาน ทำให้ห้องสว่างไปหมด เพราะฉะนั้นการเลือกแสงที่ทำให้เกิดความสลัว อบอุ่นเป็นจุดๆ มันจะทำให้เรานอนหลับได้เป็นอย่างดี”

“เสียงที่เกิดขึ้นในห้องนอนก็มีผลกับการนอน บางคนหลับง่าย ไม่เกินสามสิบนาทีก็หลับได้แล้ว แสดงว่าคุณไม่ได้มีปัญหากับการเข้านอน แต่บางคนถึงจะหลับง่าย แต่ร่างกายไม่เข้าสู่ช่วงหลับลึก ซึ่งเป็นจุดที่ควรจะได้พักผ่อน พอมีเสียงนิดหน่อยก็จะสะดุ้งตื่น ทำให้การนอนถูกรบกวน”

เธอบอกอีกว่าอุณหภูมิและอากาศในห้องก็สำคัญไม่แพ้กัน ในช่วงที่เราเผชิญกับวิกฤติฝุ่น PM 2.5 หลายๆ คนจะพบว่าตัวเองนอนหลับได้ไม่ดีนัก เพราะอากาศที่เป็นพิษส่งผลกระทบกับระบบทางเดินหายใจ เราจึงต้องทำให้ห้องนอนมีอากาศถ่ายเท และมีออกซิเจนในระดับที่เพียงพอ ห้องนอนที่มีอากาศบริสุทธิ์จะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและเพิ่มสมาธิ หลังจากตื่นนอนเราจึงพบว่าตัวเองสดชื่นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน หากอากาศในห้องนอนไม่ถ่ายเท ทำให้มีคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่นเกินไป ระหว่างนอนหลับอาจทำให้ระดับกรดในเลือดสูงขึ้น หายใจได้ลำบาก ส่งผลต่อร่างกายและสมองตามไปด้วย ซึ่งหนึ่งในสาเหตุอันเป็นที่มาของโรคเกี่ยวกับการนอนหลับนั้นอาจเกิดจากร่างกายที่ได้รับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบไม่ปกติ ที่แน่ๆ ห้องหับที่อับเกินไป อากาศระบายได้ไม่ดีพอ สิ่งที่สัมผัสได้อย่างแรกๆ เลยคือทำให้การนอนคืนนั้นไม่มีคุณภาพ และมักจะส่งผลให้วันรุ่งขึ้นเป็นเช้าที่ไม่สดใส ถึงภายนอกจะยังปกติดี แต่อาจทำงานได้อย่างไม่เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น อากาศที่เหมาะสมในห้องนอนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลย

บ้านก็คือบ้าน

นิยามคำว่า ‘ที่อยู่อาศัย’ ของผู้คนเปลี่ยนไปหลังจากที่เริ่มมีการ Work From Home เดิมทีบ้านไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ใช้ชีวิตแบบครบวงจรตลอดทั้งวัน ที่พักอาศัยเคยเป็นเพียงที่พักผ่อนเท่านั้น เมื่อต้องกลายเป็นสถานที่ทำงานด้วย การออกแบบอย่างที่เคยเป็นอาจไม่ได้เอื้อกับวิถีชีวิตแบบปกติใหม่อีกแล้ว นั่นทำให้ดุจดาวมองว่าการจัดสรรพื้นที่ในบ้านเป็นสัดเป็นส่วน เพื่อสงวนดินแดนของการพักผ่อนไว้ ก็ช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้นได้

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ
#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“เงื่อนไขที่จำกัดของหลายคนคือ ไม่สามารถแบ่งห้องต่างๆ แยกจากกัน บางคนก็ไม่ชอบแบบนั้นเพราะมันใหญ่เกินไป แต่ในหนึ่งห้องนั้น การจัดสรรพื้นที่สำคัญมาก บางคนก่อนล้มตัวลงนอนมองไปข้างหน้ายังเห็นโต๊ะทำงานเป็นวิวสุดท้าย เราอาจหาต้นไม้มาบัง เอาอะไรมาปิด ขยับให้เป็นสัดส่วนก็ได้

“มนุษย์เราเก็บทุกการรับรู้เข้าไปประมวลผลทั้งหมด สิ่งนั้นจะมีผลต่อสุขภาวะใจเสมอ บางคนรู้สึกว่าเครียดจนนอนไม่หลับ นั่นก็เพราะว่าความเครียดอยู่แทบทุกที่ในบ้าน การแบ่งโซนจึงค่อนข้างสำคัญ”

ปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งแสง สี เสียง อากาศ และการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นมิตรกับการนอนหลับนั้นเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการออกแบบฉบับ WELL Building Standard ซึ่งดุจดาวจำกัดความว่า เป็นการออกแบบที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึง ‘สุขภาวะองค์รวม’ (Well-being) ของคนอยู่

ธรรมชาติของมนุษย์ถูกออกแบบให้ตื่นตอนพระอาทิตย์ขึ้น และหลับตอนพระอาทิตย์ตกดิน แต่มนุษย์ยุคนี้ต่างจากสมัยก่อน เราฝืนนาฬิการ่างกายได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ในขณะเดียวกันเราก็ออกแบบสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ดี เพื่อทำให้การฝืนเหล่านั้นกลับมาสมดุลอีกครั้งได้

“หากมีที่อยู่อาศัยคิดเผื่อเรื่อง Well-being ก็จะช่วยลดภาระของคนอาศัยได้มาก เทรนด์ของโลกตอนนี้เราไม่ได้มองบ้านหรือที่อยู่อาศัยแค่ความสะดวกสบายแล้ว แต่มันต้องสร้างเสริมสุขภาวะของเราด้วย บางที่มีความละเอียดอ่อนไปถึงการเลือกติดตั้งไฟ และระบบไฟ เช่น ตอนลุกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน ก็จะมี ไฟระดับต่ำที่ส่องแสงเพียงพอเฉพาะทางเดินไว้ให้ ทำให้ไม่รบกวนคนอื่นหรือรบกวนการกลับมานอนใหม่ของตัวเราเอง”

นอกจากแสงไฟสลัวๆ ที่ทำให้เรากลับมานอนหลับอุตุได้เหมือนเดิมหลังจากลุกไปเข้าห้องน้ำแล้ว ปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าต่างกว้างสุดบานเพื่อให้ห้องมีอากาศถ่ายเทอีกต่อไป เพราะเราไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าอากาศข้างนอกนั้นบริสุทธิ์พอที่จะสูดเข้าไปได้อย่างเต็มปอด วิธีนี้อาจยิ่งทำให้มลพิษข้างนอกเข้ามาเยือนห้องนอนยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้ บ้านที่ถูกคิดมาเป็นอย่างดีแล้วจึงมีเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้อากาศถ่ายเท โดยไม่ต้องเปิดหน้าต่างกว้างๆ และปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5 

โลกและสภาพแวดล้อมอาจค่อยๆ เปลี่ยนไป และไม่อาจเยียวยาให้หายดีได้ในเร็ววัน แต่สิ่งที่เราพอทำได้ในทันที คือการออกแบบบ้านให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ที่อยู่อาศัยที่ดูแลและส่งเสริมคนอยู่ในทุกๆ ด้านจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการรักษาสุขภาวะองค์รวมให้สมดุล

การจัดบ้านจึงไม่ได้หมายความว่าบ้านต้องสวยถูกใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสะดวกสบายกับคนอยู่ด้วย และยิ่งไปกว่าความสะดวกสบายคือต้องเป็นมิตรกับสุขภาพและช่วยส่งเสริมวิถีชีวิตที่กำลังมีสิ่งเร้ามารบกวนมากมาย

หลายคนกำลังสนุกกับการจัดบ้านและหาเฟอร์นิเจอร์ที่จะช่วยทำให้บ้านกลายเป็นบ้านที่ดูแลสุขภาพของเรา แต่สำหรับหลายๆ คนที่ไม่ถนัดและไม่รู้จะเริ่มต้นหยิบจับอะไรก่อนดี บ้านที่ออกแบบมาโดยคิดถึงเรื่อง Well-being เป็นหลักอย่างเสร็จสรรพนั้นเป็นอีกตัวเลือกที่ดี ที่จะทำให้เราได้อยู่ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต

“การออกแบบที่พักอาศัยที่คิดเรื่อง Well-being เผื่อคนที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องการแต่งบ้านสักเท่าไหร่ จะช่วยให้เขาได้รับสิ่งดีๆ จากการออกแบบ โดยที่ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไปคลินิกเพื่อดูแลสุขภาพ การมีที่อยู่อาศัยที่คิดเผื่อไว้แล้ว จะช่วยลดภาระในการดูแลสุขภาพไปได้เยอะ”

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

การนอนเป็นฟังก์ชันหลักของชีวิตมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า ถ้านอนดี สุขภาพจิตก็ดี สุขภาพกายก็แข็งแรง การทำงานของทุกระบบในร่างกายก็จะดีตามไปด้วย เพราะการนอนจะเป็นส่วนที่ช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายดีขึ้นได้ และไม่เพียงแค่เป็นการดูแลสุขภาพของตัวเองเท่านั้น แต่ตัวเราที่กินอิ่ม นอนอุ่น และสดใสแข็งแรง ยังกลายไปเป็นสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้กับคนรอบข้างอีกต่อหนึ่งด้วยเช่นกัน

“ทรัพยากรหนึ่งที่ทุกคนมีเท่ากันคือ 1 หน่วยของตัวเรา การดูแลตัวเองหมายความว่าเรากำลังทำให้ทรัพยากรมนุษย์ในสังคมสุขภาพดีไปด้วย เวลาเราไปดูแลคนอื่น ไปเป็นสมาชิกของกลุ่มไหนๆ ไปทำงานเราก็เป็นทีมที่แข็งแรง การดูแลตัวเองและทำทุกอย่างเพื่อสร้างคุณภาพการใช้ชีวิตแบบที่ไม่เบียดเบียนสุขภาวะของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวเอง แต่หมายความว่าเรามีความรับผิดชอบกับตัวเรา ที่จะไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในภายหลังด้วย”

การนอนหลับอาจเป็นเรื่องง่าย แต่จะนอนอย่างไรให้มีคุณภาพนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยากเกินไป เพราะเราสามารถออกแบบการนอนและสุขภาวะที่ดี โดยเริ่มจากการออกแบบที่อยู่อาศัยเป็นอันดับแรก

ลองสำรวจบ้านและห้องหับ แล้วดูว่าจะจัดแจง ออกแบบอย่างไรให้ตัวเรามีค่ำคืนแห่งการนอนที่มีคุณภาพได้บ้าง แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นมิตรกับทั้งสุขภาพจิต สุขภาพใจ จะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพ ทำให้บ้านยังคงเป็นบ้านที่ดีกับสุขภาวะคนอยู่ต่อไป

ปัจจุบัน ‘ANIL Sathorn 12’ เป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับรอง WELL Precertified™
ระดับ Gold และตั้งเป้าที่จะได้รับการรับรอง WELL Certification เมื่ออาคารก่อสร้างเสร็จแล้ว เพื่อให้ได้รับมาตรฐาน WELL Building Standard อาคารที่เป็นมิตร และคำนึงถึงสุขภาวะที่ดี (Well-being) ของผู้อยู่อาศัย ในปัจจัยทั้ง 7 ด้าน ทั้งแสง อากาศ น้ำ โภชนาการ การออกกำลังกาย ความสบายกายและจิตใจ

ทำความรู้จักกับที่อยู่อาศัยที่ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของของคนอยู่เพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2YpN52r

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load