ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวติดอันดับโลก ทั้งกรุงเทพมหานครและอีกหลายจังหวัดกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทุกเชื้อชาติต่างต้องการมาเยี่ยมเยือน เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมจากวิถีความเป็นไทย ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยถึง 40 ล้านคนในปี 2019 สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจ 

วันนี้ถึงเวลาต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งพร้อมกับมุมมองใหม่ ๆ ที่มี อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ให้สัมภาษณ์กับ The Cloud และเล่าเรื่องเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาธุรกิจให้สอดรับกับเศรษฐกิจดิจิทัล หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญและช่วยส่งเสริมกันได้อย่างดี คือธุรกิจการจัดประชุมและสัมมนาหรือไมซ์ ที่จะต่อยอดประสบการณ์การท่องเที่ยวไปพร้อมกับโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

อ่านวิธีคิด เข้าใจวิธีทำของ คิง เพาเวอร์ ได้จากบทความนี้

คิดแบบ คิง เพาเวอร์ คิดอย่าง อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา ผู้เชื่อในพลังธุรกิจไมซ์ไทย

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เห็นโอกาสของประเทศไทยกับประสบการณ์ที่แตกต่างสำหรับธุรกิจไมซ์อย่างไรบ้าง 

ประเทศไทยเรามีศักยภาพสำหรับธุรกิจจัดงานประชุม สัมมนา และแสดงสินค้า ด้วยความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวบ้านเราได้เปรียบกว่าหลายประเทศในภูมิภาค สิ่งแรกและสิ่งสำคัญเลยคือ ความแตกต่างด้านศักยภาพ และความพร้อมของภาคการท่องเที่ยวที่โดดเด่น เรามีภูมิทัศน์สวยงาม มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ชื่อเสียงด้านการให้บริการของเราก็เป็นที่ยอมรับ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาตรฐานระดับโลก 

วิถีของธุรกิจไมซ์สอดคล้องแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มคิง เพาเวอร์ ที่ต้องการให้บริการแบบครบวงจร ด้วยการนำเสนอบริการของธุรกิจให้มีความโดดเด่น เราให้บริการด้านไมซ์แบบครบวงจร ทั้งสถานที่จัดงาน ห้องประชุม ที่พักโรงแรม ห้างสรรพสินค้าดิวตี้ฟรี และโรงละคร กลุ่มคิง เพาเวอร์ ตั้งใจสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ทั้งสนับสนุนการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิม การสร้างแหล่งท่องเที่ยวในเมืองใหญ่ให้มีความทันสมัย มีสถานที่รองรับการท่องเที่ยวรูปแบบต่าง ๆ ที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงเราภูมิใจที่จะเป็นสื่อกลางช่วยนำพาศักยภาพคนไทยและอัตลักษณ์ไทยไปนำเสนอให้เป็นที่รู้จักผ่านโครงการ THAI POWER MARKET ในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เราพัฒนาขึ้น เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนท้องถิ่นที่สะท้อนภูมิปัญญาไทย รวมทั้งสนับสนุนการสร้างอาชีพในชุมชนด้วย

ปกติแล้ว คิง เพาเวอร์ จัดประชุม สัมมนากันอย่างไร และให้ความสำคัญกับเรื่องใด

บริษัทเราจัดประชุม อบรม และสัมมนา ให้กับผู้บริหารและพนักงานทั้งภายในและภายนอกมาโดยตลอด ประมาณ 3 – 4 ครั้งต่อปี ส่วนมากจะไปที่ต่างจังหวัด สถานการณ์โควิดที่ผ่านมาส่งผลให้งบประมาณในส่วนนี้ต้องระงับไว้ก่อน เมื่อสถานการณ์เข้าสู่การดำเนินการเป็นปกติแล้ว แน่นอนว่าเราจะพิจารณาการจัดกิจกรรมอบรมพนักงานนอกองค์กรอีกครั้ง เพราะเราเชื่อว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในองค์กรได้ดี 

คิดแบบ คิง เพาเวอร์ คิดอย่าง อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา ผู้เชื่อในพลังธุรกิจไมซ์ไทย

ตอนนี้เราเปิดประเทศแล้ว คิง เพาเวอร์ มีกลยุทธ์ด้านการตลาดในการดึงดูดนักเดินทางในธุรกิจไมซ์อย่างไรบ้าง

ผมคิดว่าการเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง นักเดินทางกลุ่มไมซ์มีศักยภาพการใช้จ่าย เป็นนักเดินทางในกลุ่มคุณภาพ (Quality Visitors) แน่นอนว่าพวกเขาต้องการสินค้าและการให้บริการที่มีคุณภาพเช่นกัน ดังนั้น เราจึงต้องส่งมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างมืออาชีพให้พวกเขา คู่ขนานไปพร้อมกันทั้งในระบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยนำเทคโนโลยีมาบูรณาการให้เข้าถึงสินค้าและบริการ

กลุ่มคิง เพาเวอร์ จะสร้างมาตรฐานใหม่ของธุรกิจค้าปลีกด้วยการปรับโฉมใหม่ของพื้นที่ภายในสนามบินสุวรรณภูมิในรอบ 12 ปี เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยหัวใจสำคัญคือการเป็น World Junction ที่ประกอบด้วย World Fashion World Beauty และ World Duty Free เพื่อตอกย้ำภาพการเป็นแหล่งช้อปปิ้งระดับโลก เราจะต่อยอดด้วยการพัฒนาให้เกิดประสบการณ์ซื้อสินค้าดิวตี้ฟรีแบบไร้ขีดจำกัด ทั้งที่สนามบินและสาขาในเมือง (Down Town Duty Free) ในรูปแบบ Total CRM Solution Hub เพื่อตอบโจทย์ด้านสิทธิประโยชน์สมาชิก นอกจากนี้ยังเพิ่มช่องทางการสื่อสารระหว่าง คิง เพาเวอร์ กับลูกค้า และการค้นหาสินค้าและบริการ รวมไปถึงการซื้อสินค้าในระบบออนไลน์ด้วยบริการ KING POWER CLICK & COLLECT ที่อำนวยความสะดวกในการวางแผนช้อปปิ้ง และรับของง่ายขึ้นที่สนามบินทั้งขาเข้า-ขาออก 

อีกเรื่องที่เราตั้งใจคือ การพัฒนาโครงการ ‘คิง เพาเวอร์ มหานคร’ ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวครบวงจร มีมาตรฐานระดับโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในการพัฒนาโครงการ สร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกในอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งเราจะช่วยประชาสัมพันธ์ความสวยงามของประเทศไทยภายใต้แคมเปญและโครงการต่าง ๆ รวมถึงรูปแบบการให้บริการที่ใช้เทคโนโลยีรองรับ เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และทันสมัยมากยิ่งขึ้นไปอีก

คุณมองโอกาสและศักยภาพของเมืองไทยในการรองรับการจัดงานขนาดใหญ่ระดับโลกเป็นเช่นไร 

ผมเชื่อว่าประเทศไทยมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่เหนือจรดใต้เลย มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่ค่อนข้างสะดวกสบาย รวมถึงคุณภาพของสถานที่จัดงานในระดับนานาชาติที่ดีเยี่ยม สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการและผู้ประกอบการไมซ์ได้ในทุกระดับ 

ธุรกิจไมซ์เป็นอีกหนึ่งสาขาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย เป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพ ค่าใช้จ่ายตอบแทนหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลสูงกว่าการท่องเที่ยวประเภทอื่นด้วยซ้ำ หลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับธุรกิจไมซ์ และด้วยข้อได้เปรียบของประเทศไทยเราในหลายด้าน ๆ ที่มีความพร้อม ถ้าทั้งภาครัฐและเอกชนช่วยกันดึงการประชุม อบรม สัมมนามาจัดที่ประเทศไทยมากขึ้น ก็จะช่วยเร่งการฟื้นเศรษฐกิจในภาพรวม และยังช่วยฟื้นธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันได้ดียิ่งขึ้น

ธุรกิจที่ช่วยส่งเสริมธุรกิจไมซ์เอง อย่างเช่น โรงแรมหรือธุรกิจดิวตี้ฟรี ก็มีความพร้อมและได้รับการยอมรับในมาตรฐานการบริการจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงเวทีธุรกิจปลอดอากรระดับโลกเช่นกัน ซึ่งรางวัลที่กลุ่มคิง เพาเวอร์ ได้รับจากเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส คือ รางวัลชนะเลิศ DFNI FRONTIER AWARDS 2022 สาขารางวัลประเภท AIRPPORT RETAILER OF THE YEAR รวมถึงอีกหลายรางวัลที่เป็นเครื่องหมายการันตีถึงมาตรฐานการให้บริการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วย

คิดแบบ คิง เพาเวอร์ คิดอย่าง อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา ผู้เชื่อในพลังธุรกิจไมซ์ไทย

ปรัชญาการบริหารงานแบบ King Power Team Power คืออะไร ช่วยสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางวิกฤตได้อย่างไรบ้าง

คิง เพาเวอร์ ได้รับผลกระทบจากการไม่มีนักท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา เราต้องกำหนดกลยุทธ์ให้ธุรกิจดำเนินได้อย่างยืดหยุ่นเพื่อขับเคลื่อนได้ทั้งระบบ ภายใต้แนวคิด King Power Team Power ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการดำเนินธุรกิจ 

ในช่วงที่ผ่านมา ทุก ๆ สิ่งหยุดนิ่งจากมาตรการปิดเมือง ผู้คนทำงานกันที่บ้านเป็นหลัก ส่งผลให้ธุรกิจต้องมีการปรับตัว ไปเน้นการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่จาก ‘ออนกราวด์’ สู่ ‘ออนไลน์’ 

เราต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนพนักงานทุกคนที่ปฏิบัติงานจากที่บ้านให้เป็นพนักงานขาย เรียนรู้ระบบการขายสินค้าออนไลน์ เป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าทั้งที่มีและไม่มีไฟลต์บิน สั่งซื้อสินค้า Duty Free และ Non Duty Free ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ สิ่งที่สำคัญคือการบริหารจัดการเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขยายฐานลูกค้า ทำให้ลูกค้าของเราสะดวกสบายในการซื้อสินค้าและการบริการ ตัวธุรกิจก็ขับเคลื่อนได้ทั้งระบบในสถานการณ์ที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาได้

อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา คิง เพาเวอร์ กลุ่มธุรกิจให้บริการด้านไมซ์ครบวงจร ผู้เห็นโอกาสครั้งสำคัญของการเปิดประเทศและก้าวต่อไปข้างหน้า

Questions answered by Assistant Chief Operating Officer of KING POWER GROUP

1. นอนวันละกี่ชั่วโมง?

นอนวันละ 6 – 7 ชั่วโมง

2. ฟังเพลงแนวไหน?

เพลงร็อกรุ่นเก่า ประมาณ Guns N’ Roses, Bon Jovi, Iron Maiden & Metallica และพวกเพลงอนิเมะญี่ปุ่นแบบปลุกเร้า Pegasus Fantasy (Saint Seiya), Gurenge (Kimetsu no Yaiba), Polaris (Boku no Hero Academia) เอาไว้ฟังก่อนทำงานหรือแข่งโปโล มันฮึกเหิมดี

3. สายตาสั้นหรือสายตายาว? เป็นปัญหาหรือไม่?

สายตาเอียง ปัญหาคือตอนนี้แก่แล้ว สันแว่นจะกดตรงสันจมูกจนเป็นรอย ตอนเอ๊าะ ๆ ยังไม่เป็นไรเพราะคอลลาเจนยังเด้งอยู่

4. Cufflinks หรือ Pocket Square?

ชายชาตรีจิวเวลรี่ต้องเต็ม Cufflinks สิ

5. ไวน์หรือกาแฟ?

เบียร์

6. กีฬาที่ชอบคืออะไร?

เป็นรองประธานสโมสรฟุตบอล จะให้ชอบวิ่งเปรี้ยวก็กระไรอยู่ จริง ๆ แล้วดูได้หมดทุกประเภทกีฬา แต่ถ้าให้คัดมาเน้น ๆ ก็ฟุตบอล ขี่ม้า โปโล และมวยปล้ำ

‘ไมซ์ไทย มนต์เสน่ห์สู่ความสำเร็จ’ โดย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิรรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB)

หลังจากทั่วโลกฝ่ามรสุมจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาเกือบ 3 ปี ผู้คนล้วนต่างโหยหาการพบปะ พูดคุยแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นงานสังสรรค์ งานภาควิชาการหรือธุรกิจ วันนี้ ประเทศไทยพร้อมสำหรับการกลับมาจัดอีเวนต์ทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ ตามห้องประชุม ห้องสัมมนาและพื้นที่ธรรมชาติทั่วประเทศ โดยมี TCEB หน่วยงานรัฐที่มีพันธกิจในการผลักดัน ส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ประเทศไทย พร้อมกระตุ้นให้เกิดการจัดงานไมซ์ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาชน เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไปด้วยกัน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MICE และ TCEB ที่ : www.businesseventsthailand.com

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ยางพาราเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของ วิถี สุพิทักษ์ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2528 ที่พ่อของเขาเปิดโรงงานน้ำยางข้น

ต่อมาอีกไม่นานก็เข้าสู่ปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด กิจการของพ่อเลยเจริญรุ่งเรือง ตามอุปสงค์ตลาดที่เร่งผลิตถุงยางอนามัย

ครอบครัวของเขาล้วนทำธุรกิจเกี่ยวกับยางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยาง คุณวิถีเข้ามารับช่วงต่อโรงงานยางน้ำข้น ส่วนน้องชาย คุณวิศิษฏ์ สุพิทักษ์ เลือกกลับมาพัฒนาเรื่องไม้ยางแปรรูปหลังเรียนจบ

Woodwork ก่อตั้งขึ้นในตอนนั้น ขยายกิจการไปได้ 3 โรงงาน คุณวิศิษฏ์ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง พี่ชายจึงต้องมารับช่วงต่อธุรกิจที่กำลังไปได้ดี

การบริหารโรงงานน้ำยางข้นกับไม้แปรรูปต่างกันลิบลับ น้ำยางข้นอาศัยเครื่องจักรทันสมัยเป็นหลัก ส่วนไม้แปรรูปต้องพึ่งพาความเอาใจใส่ของคนทำ ซึ่งเข้ามือคุณวิถีในวัย 25 ผู้เรียนจบจากโรงเรียนประจำชายล้วนที่มิตรภาพระหว่างคนเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

Woodwork อยู่ภายในการบริหารของคุณวิถีมาเกือบ 20 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเติบโตเป็นบริษัทผลิตไม้ยางแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แม้ธุรกิจจะยืนหนึ่งบนยอดภูเขา คุณวิถียังหาทางพัฒนาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความยั่งยืน เขาเริ่มจากแนวคิดอยากได้ต้นยางที่มีคุณภาพ จึงหาซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงราย ทำสวนยางอินทรีย์ด้วยใจ ก่อนจะศึกษาเรื่องการปลูกป่าร่วมยางอย่างจริงจังเพื่อรักษาธรรมชาติโดยรอบไว้ 

จากที่ดินในภาคเหนือสู่แผ่นดินตรังบ้านเกิด เขาทำโมเดลเดียวกันที่จังหวัดตรัง เพิ่มเติมคือพัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าป่าร่วมสวน เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของชุมชน และลานกิจกรรมของพนักงาน Woodwork

จึงไม่ใช่แค่ไม้ยางคุณภาพที่นักธุรกิจคนนี้ปลูกสำเร็จ เขายังสร้างคน สร้างเครือข่าย สร้างอากาศดี ๆ ให้คนตรังสูดได้เต็มปอด 

คุณเป็นผู้บริหารที่เอาใจใส่กับ ‘คน’ มาก ทำใมเรื่องนี้ถึงสำคัญในการทำธุรกิจ

ผมเป็นนักเรียน ภ.ป.ร. โตมากับการอยู่กับเพื่อนเยอะ เราให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพ ความเป็นกลุ่มก้อน เวลาทำงานก็ให้ความสำคัญกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สมัยก่อนที่น้ำยางข้น เรามุ่งเน้นเรื่องเทคนิค เครื่องจักร การใช้สารเคมี การใช้เทคโนโลยี ส่วนโรงงานไม้ยางเน้นฝีมือคน ที่ Woodwork การพัฒนาคนจึงสำคัญมาก เราเคยมีคนงานถึง 4,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 คน ขณะที่ผลผลิตเท่าเดิม เราพัฒนาขีดความสามารถ เพิ่มคุณภาพคน คุณภาพงาน คุณภาพชีวิต ซึ่งสำเร็จมาได้ระดับหนึ่ง เพราะคนเราลดไปเกือบครึ่ง แต่งานที่ได้หายไปไม่ถึง 10% ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในอดีตมี 2 คนประจำโต๊ะเลื่อย 1 คู่ เรียกกว่า นายม้ากับหางม้า ใช้ไม้ราว ๆ 6 – 7 ตัน วันนี้ทำงาน 8 ชม. เท่ากัน แต่ใช้ไม้ได้ถึง 10 ตัน 

พอศักยภาพเพิ่มขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น คนเลื่อยไม้เก่ง ๆ ของเราได้เงินมากถึง 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน

ดูแลพนักงานยังไงถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

เรามองไปถึงความเป็นอยู่ มีการจัดอบรม สัมมนา พัฒนาความสามารถ ทำกิจกรรมเพื่อให้คนของเราได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สุดท้ายแล้ว สิ่งที่องค์กรเรามีคือคุณธรรม ไม่ใช่แค่กับคนของเรา แต่รวมถึงสังคมโดยรอบที่เขาอยู่โดยต้องไม่เดือดร้อนจากการทำธุรกิจของเรา

พักหลังมานี้ โรงงานทั้ง 9 แห่งของเราไม่มีปัญหากับชุมชนรอบข้างเลย เราอยู่ร่วมกับสังคมโดยรอบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือลูกค้า ร้านค้า ไม่ใช่พัฒนาแค่ตัวเรา แต่พัฒนาเขาด้วย เราเอาใจใส่ มอบสิ่งที่ดีที่สุดกับเขา ส่วนทางอ้อมก็ชุมชน เขาอาจจะได้ประโยชน์ พอมีโรงงานก็มีคนเพิ่มขึ้น เกิดร้านค้า เกิดกิจการ เกิดเป็นชุมชนขึ้นมา เราพยายามอยู่ร่วมกันให้ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมทำเรื่องยางมาตลอด หลายครั้งไม้ยางคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เพราะชาวสวนผสมโน่นผสมนี่ บางทีเจอไม้ลายซึ่งเกิดจากการดูแลไม่ดี ตัวเองอยากทำให้มันดี ก็เลยคิดสร้างโมเดลให้เป็นตัวอย่าง กอปรกับตอน พ.ศ. 2555 ได้ที่ที่เชียงราย ก็ตั้งใจปลูกยางดูแลรักษาอย่างดีที่สุด เพื่อที่พอเวลาผ่านไปอีก 20 – 30 ปี ไม้ยางของเราจะสวยกว่าไม้ยางในละแวกนั้น 

เราเริ่มเปิดกรีดยางตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ย้ำกับทีมงานตั้งแต่ต้นว่า คนกรีดยางของเราต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศ ซึ่งเราทำได้ คนกรีดยางวันนี้มีรายได้ราว ๆ 240,000 – 250,000 บาทต่อปี เรามีวิธีจัดการระบบในสวน ทำให้คนงานทำงานน้อยลง จากทั่วไปกรีดได้วันละ 500 – 600 ต้น ก็กรีดได้ 2,000 ต้น ปีหนึ่งทำงานได้ 200 กว่าวัน แม้ราคายางจะน้อยลง แต่คนงานเรายังไม่เดือดร้อน

พอทำสวนยางคุณภาพแล้ว เราพบว่าพืชเชิงเดี่ยวแบบนี้ไม่ดีต่อธรรมชาติเท่าไหร่ เลยศึกษาเรื่องป่าร่วมยางต่อ จนได้เจอกับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ได้รู้จักแนวคิดที่บอกว่า ดินดี ดินไม่ดี ไม่มีจริงหรอก มีแต่ว่าปลูกอะไรเหมาะกับอะไร

อ.จุลพร บอกอะไรกับคุณในวันแรกที่เจอกัน

วันแรกที่เจอกันนี่อายเลยนะ น้องสถาปนิกแนะนำให้รู้จักอาจารย์ ทราบภายหลังว่าเป็นคนใต้เหมือนกัน ผมเป็นคนตรัง เขาเป็นคนสมุย ตอนเจอกันวันนั้นผมเพิ่งกลับมาจากมาดากัสการ์ ขนต้นไม้กลับมาเพียบ ทั้งต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นเบาบับ เล่าให้แกฟัง แกก็พูดกลับมาคำหนึ่งว่า “สิ่งที่คุณวิถีพูดนี่เหมือนสวนตรุษจีน” (หัวเราะ) 

แกก็อธิบายให้ฟังเพราะเราไม่มีความรู้ ถ้าปลูกชมพูพันธุ์ทิพย์ เดี๋ยวแมลงจะไปทำลาย ถ้าจะปลูกต้องหาไม้พื้นถิ่นที่เหมาะกับสภาพดิน บางอย่างเป็นไม้พื้นถิ่นจริง แต่ไม่เหมาะกับสภาพดินนี้ก็ไม่รอด

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

การที่คนคนหนึ่งจะสร้างป่า ต้องเริ่มจากอะไร

เริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของกรมทรัพยากร หลายปีก่อนเขาปลดล็อกไม้ต้องห้ามให้เป็น Area-based คือคุณปลูกเอง ตัดใช้เองได้ แต่ห้ามบุกรุกป่าหรือธรรมชาติเด็ดขาด 

หลังจากกฎหมายนี้ออกมา จะเห็นหลายคนหันมาปลูกต้นไม้ สร้างเป็นทรัพย์สิน ผมเองก็ได้พัฒนาโครงการออมต้นไม้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ สโมสรโรตารี่ และกลุ่มแลตรังยั่งยืน เราจะให้พนักงานโดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็ก เอาต้นไม้ไปปลูกที่บ้านคนละ 2 – 3 ต้น ผ่านไปสัก 30 ปีเขาโตขึ้น ต้นไม้น่าจะมีราคาหลักแสน 30 ปีเท่ากับราว ๆ 10,000 วัน ก็เทียบเท่าเขาออมเงินวันละ 10 บาท 3 ต้นก็ 30 บาท มันทำให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม ได้เรียนรู้เรื่องการออม 

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการแลตรังยั่งยืนเพื่อเพิ่มออกซิเจนในอากาศให้ชุมชน หรือในอนาคตอันใกล้ ผมว่าคาร์บอนเครดิตจะเข้ามีบทบาทในระดับโลก เพราะฉะนั้น ถ้าเราปูพื้นฐานการรักต้นไม้ ปลูกต้นไม้ มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน

ต้นยางพาราที่ปลูกอย่างเอาใจใส่จะเป็นแบบไหน

เราทำทุกอย่างเป็นอินทรีย์หมด แต่ก่อนเคยใช้ปุ๋ยเคมีนะ แต่ 4 – 5 ปีมาแล้วเราไม่แตะเลย ไม่ว่าจะเป็นการปราบศัตรูพืช การใส่ปุ๋ย ล้วนเป็นอินทรีย์หมด บางทีก็ใช้เป็นชีวภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์

ต้นยางจะเริ่มกรีดน้ำยางได้ตอนอายุ 7 ปี กรีดไปได้อีกถึง 15 ปี ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจได้แค่ 12 – 13 ปี พอน้ำยางหมดก็ตัดเอาไม้มาแปรรูป แต่ผมกำลังทดลองว่า ถ้าดูแลดี ๆ ไม่ให้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่อินทรีย์ มีเวลาพักฟื้น ดูแลเปลือกให้ดี ผมจะกรีดยางไปได้ถึง 20 – 30 ปีไหม 

ประเทศไทยมีไร่ยางอยู่ประมาณ 18 – 19 ล้านไร่ ปีหนึ่งตัดสัก 4 – 5 แสนไร่เพื่อแปรรูป ภาคใต้เยอะสุดเพราะเป็นจังหวัดเริ่มต้น ตั้งแต่ที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี นำพันธุ์ยางเข้ามาจากมาเลเซีย และปลูกที่ตรังเป็นที่แรก ตอนนี้มีกระจายทั่วประเทศ อีสานก็เยอะ บึงกาฬ อุดรธานี อย่างบึงกาฬเขาก็พยายามพัฒนาเป็นจังหวัดยาง บุรีรัมย์ ชัยภูมิก็มี ที่น้อยสุดน่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือมีที่เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง 

ต้นยางจึงให้แค่น้ำยางกับไม้แปรรูป ที่ส่วนมากนำมาทำเฟอร์นิเจอร์

เป็นแบบนั้นมาตลอด ยางมี 2 ระบบคือ หนึ่ง ระบบจุ่ม เช่น ทำถุงมือ ถุงยาง อันนี้ต้องมาเป็นน้ำ สองคือยางแท่ง ยางกันชน แบบนี้มาเป็นก้อน ส่วนไม้ยางเราส่งไปจีน ส่งไปเป็น Material เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ แต่วันนี้เราพยายามพัฒนาให้ไม้ยางแข็งแรงจนเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารได้ พัฒนาเรื่องความคงทน ความยืดหยุ่น ทำร่วมกับญี่ปุ่น เพราะเขาเก่งเรื่องไม้ แล้วสร้างเป็นแบรนด์ใหม่

ถ้าใครได้มาตรังลองแวะไปที่ร้านกาแฟ Occur ที่นั่นโครงสร้างทั้งหมดทำจากไม้ยางทั้งหลัง

ปัจจุบันคุณวิถีมีป่าร่วมยางกี่ไร่

ที่เชียงรายประมาณ 1,700 ไร่เศษ ทำที่เชียงรายเสร็จ ก็นึกว่าทำไมไม่กลับมาทำที่บ้านเราบ้าง มาได้ที่ตรงวิถีตรังนี่แหละ 116 ไร่ พอเริ่มทำก็ไม่มีประสบการณ์เชิงการท่องเที่ยวโดยตรง แต่อยากสร้างความยั่งยืน ก็เลยไปรวมตัวกับภาคประชาชน ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ธุรกิจรีสอร์ตเล็ก ๆ สร้างกลุ่มที่ชื่อว่า แลตรังยั่งยืน ทำหน้าที่ดูแลธรรมชาติตรังและพัฒนาแนวทางไปสู่ 4อ คือ อารมณ์ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย 

ตอนนี้ก็เริ่มจากการปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่เดิมที่วิถีตรัง เพื่อให้คนรุ่นหลังและคนของเราได้มีธรรมชาติในชีวิต ใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมอมรม สัมมนา และพัฒนาความรู้คน ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริม ใครมีบ้านมีพื้นที่ก็ช่วยกันปลูกได้เลย

อันนั้นเรื่องป่า อีกโครงการที่แลตรังยั่งยืนทำขึ้นมาคือ ศูนย์ศิลปะวิถี ร่วมกับ อาจารย์สัมฤทธิ์ เพชรคง จัดเป็นงานประเพณีศิลปวัฒนธรรม บางปีก็มีศิลปินระดับโลกมาจอยด้วย หรือถ้าเป็นเชิงการท่องเที่ยว ถ้าใครสนใจกิจกรรมเชิงผจญภัย เราก็จะสำรวจเส้นทางเดินป่า คุยกับกรมป่าไม้หรืออุทยาน ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้ประโยชน์กับคนในชุมชน ฝึกให้เขานำทาง สร้างรายได้

กลุ่มเราเหนียวแน่นนะ ทำงานกันมาแล้ว 7 – 8 เดือน มีประชุมทุกเดือน นี่เดี๋ยวจะพาอาจารย์จุลพรไปเดินป่า ก็ต้องสำรวจเส้นทางไว้เหมือนกัน

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

จังหวัดตรังพิเศษยังไงสำหรับคุณ

ผมเป็นคนตรัง เติบโต เรียนหนังสือที่ตรัง ช่วงมัธยมย้ายมากรุงเทพฯ พอจบมหาลัยก็กลับไปตรัง ผมใช้ชีวิตที่นี่มาตลอด พอเรียนรู้อะไรมาก็อยากเอากลับไปพัฒนาที่บ้านเรา

จังหวัดตรังสำหรับผมน่าสนใจ เราไม่ใช่จังหวัดที่เจริญทางอุตสาหกรรม ต้องขอพูดถึง ท่านชวน หลีกภัย ท่านมีแนวคิดจะทำตรังให้เป็นเมืองการศึกษา ท่านเองก็รักสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าตรังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเมืองรองได้ 

เราไม่ได้ขายสิ่งแวดล้อมที่สวยหรู แต่เราขายสิ่งแวดล้อมที่ดี อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็กำลังทำให้อากาศดี ออกซิเจนสูง ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนแล้ว

บ้านเราเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เร็วจนเกินไป ไม่เกิดปัญหารถติด ปัญหามลภาวะ เป็นเมืองปลอดภัยเมืองหนึ่ง สิ่งที่เราเข้าไปเติมได้คือคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยกัน เพราะสิ่งนี้จะอยู่กับตรังไปตลอด อยู่ติดตัวลูกหลานชาวตรัง

แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมสะท้อนกลับไปสู่การดำเนินงานธุรกิจของ Woodwork อย่างไรบ้าง

เราต่อยอดไปหลายอย่าง ปัจจุบันโรงงานมี 9 โมง มีโรงไม้ชีวมวลที่เกี่ยวกับฟาร์ม เราทำลักษณะแบบ BCG (Bio Circular Green Economy) นำของเหลือจากไม้มาทำวัสดุปลูกก้อนเห็ด เพื่อส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะ หลังจากนั้นเราก็หาตลาดที่รับไปแปรรูปให้เขา สกัดเป็นโปรตีนทางเลือก เครื่องสำอาง อาหาร สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากเห็ดก็ยังมีสมุนไพรที่ปลูกร่วมกับยางบนแนวคิดป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีพืชเชิงสูง เชิงกลาง และพืชสมุนไพรที่อยู่ตามหน้าดิน รวมไปถึงการพัฒนาไม้ยางให้เป็นวัสดุก่อสร้างที่เล่าให้ฟัง

สัปดาห์ก่อนที่ไปวิถีตรัง จังหวัดตรัง เจอลูกชายคุณด้วย

ใช่ ๆ (ยิ้ม) ผมมีลูกชาย 2 คน คนที่เจอคือคนน้อง เพราะคนพี่อยู่นิวซีแลนด์ ยังกลับประเทศไม่ได้ ส่วนคนนี้เพิ่งเรียนจบ กลับมาดูงาน

ลูกชายสนใจธุรกิจของพ่อไหม

ก็เริ่มสนใจนะ (หัวเราะ) คนรุ่นใหม่นี่ความคิดความอ่านเร็วมาก แต่เรื่องประสบการณ์ เราต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา ผมก็พยายามปลูกฝังเรื่องวิธีคิด เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่เรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ก็พยายามดึง ๆ ให้กลับมาเรียนรู้ธุรกิจบ้าง

ตอนนี้เขาเข้ามาช่วยเรื่อง Marketing ปกติเราไม่เคยมีการตลาดแบบนี้ ขายเป็น Mass ส่งไปจีน เดือนหนึ่ง 500 ตู้ 1,000 ตู้ ไม่เคยขายปลีกออนไลน์ พวกลูก ๆ เขาเร็วเรื่องเทคโนโลยี รุ่นผมนี่หมดสิทธิ์ ยังไงก็ต้องฟังไอเดียเขา ปล่อยให้เขาทำ 

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

จากที่เคยเป็นนักธุรกิจที่ทำแต่ธุรกิจของตัวเอง วันนี้ทำโครงการมากมายกับชุมชน คนในท้องที่ คุณมองบทบาทตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจในอนาคตเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องทำให้เกิดคุณค่ากับผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำอะไรให้ส่วนรวม สิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ผมโชคดีที่ Woodwork พัฒนาคนมาตั้งแต่แรก ตอนนี้คนในทีมผมเก่งมาก ๆ ทั้งในเรื่องบริหารจัดการโรงงาน จัดการองค์กร หรือดำเนินงานต่าง ๆ ผมแทบจะไม่ต้องเข้าไปช่วยอีกแล้ว เราจะคุยกันเฉพาะเรื่องหลัก ๆ อย่างนโยบายหรือกลยุทธ์ใหม่ ๆ ทำให้ผมมีเวลามากขึ้น ได้ไปทำงานภาคสังคม ได้มานั่งคุยกับ The Cloud งานไหนทำแล้วเกิดประโยชน์กับคนในชุมชนหรือองค์กร ทำให้เขาพัฒนามากขึ้น งานนั้นก็อยากทำ

เหมือนงาน Good Business Trip ที่ The Cloud จะพาคนไปเยี่ยมวิถีตรัง ผมก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ผมอาจจะให้ไป 10 อย่าง เขาเอาไปทำให้เกิดประโยชน์อย่างเดียวก็มีความสุขแล้ว

การทำงานเพื่อสังคมอาจไม่ได้กำไรเป็นเม็ดเงิน แต่กำไรที่คุณวิถีได้คืออะไร

ถ้าเทียบกับหลัก 4อ ที่ตัวเองเปลี่ยนมากที่สุดเลยคือ อารมณ์ 

แต่ก่อนเวลามีอะไรมากระทบกระทั่งเรา นึกภาพเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ก็จะฟึดฟัด หงุดหงิด ผมปลูกต้นไม้มา 5 ปีแล้ว กว่าจะโตต้องรอ 20 – 30 ปี เราเลยกลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้อยู่ได้อีก 20 – 30 ปีจะได้ถึงวันที่ต้นไม้มันโต ผมอยากเห็น

ถ้าเป็นวัตถุ คุณต้องจ่ายค่าดูแลรักษาเพื่อให้งดงาม แต่ต้นไม้นี่งอกงามด้วยตัวของมันเอง เราไม่ต้องทาสี ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่รดน้ำ ให้ความรัก มอบหัวใจให้มัน ถ้าส่วนไหนของมันบดบังเรา ก็แค่เอามีดไปตัดออก เราทำแค่นั้นเลย แล้วมันจะโตสวยงามขึ้นทุกวัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นมันเติบโต เหมือนเวลาเราทำงาน เห็นงานสำเร็จก็มีความสุข เวลามีครอบครัว เห็นลูกเติบโตอย่างแข็งแรงก็มีความสุข คุณลองไปทำสวนดูนะ คุณจะได้อาหารที่ดี ได้ออกกำลังกาย คุณจะได้เจอหมอน้อยลง 

หรืออาจจะเป็นด้วยวัยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เริ่มจะแก่ (หัวเราะ)

แปลว่าที่บ้านต้นไม้เยอะ

ใช่ บ้านอยู่กลางเมืองเลยนะ ตรงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งมีต้นไม้เยอะอยู่แล้ว ผมไปทำอะไรที่ไหนจะได้อานิสงส์จากสิ่งแวดล้อมตลอด หน้าบ้านเลยเป็นวิวสวนเลย ในโรงงานก็เหมือนกัน ร่มรื่น เขียว สวยงาม

คำถามสุดท้าย คุณพัฒนาคนมาเยอะ ทั้งในฐานะผู้บริหาร พ่อ และประชากรชาวตรัง เราจะสร้างคนที่เห็นคุณค่าของจังหวัด ชุมชน และสังคม ที่เขาอาศัยอยู่ได้ยังไง

ไม่ว่าจะทำอะไร คุณต้องมี Sense of Belonging ความเป็นเจ้าของเป็นได้ทั้งกรรมสิทธิ์ทางนิติกรรมและจิตวิญญาณ อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็มีความเป็นเจ้าของ ถ้าใครได้ไปเยี่ยมวิถีตรังก็ควรจะมีความรู้สึกนี้เช่นกัน

มองแบบนี้นะ เราอยู่บนโลกใบนี้ไม่เกิน 30,000 วันหรอก ไม่มีใครเกินนี้ ความเป็นเจ้าของอาจแค่มาแล้วก็ไป แต่ถ้าทุกคนรู้สึกถึง Sense of Belonging กับโลกใบนี้ เราน่าจะร่วมสร้างสิ่งที่สวยงามได้ 

จังหวัดตรังเราพยายามสร้างแนวคิดแบบนี้ คุณเป็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตรัง คุณก็เป็นเจ้าของตรัง ณ ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีเจ้าของคนไหนอยากทำลายของตัวเอง เราจึงสร้างแนวคิดนี้ให้กับการท่องเที่ยวเมืองตรัง อยากให้ทุกคนได้สัมผัสตรัง ได้ดูแลรักษา และเรียนรู้จากจังหวัดของเรา

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

Questions answered by the Chairman of Woodwork Co.,Ltd. 

1.เมนูกาแฟโปรด

อเมริกาโน่กับคาปูชิโน่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอเมริกาโน่เพราะงดน้ำตาลอยู่ ร้อนเย็นแล้วแต่สภาพอากาศ กลางวันหรือเช้า ๆ ก็ร้อน เย็น ๆ หรือเวลาออกกำลังกายจะดื่มเย็น

2.หนังสือที่อยากให้ลูกชายอ่าน

หนังสือที่พูดเรื่อง Mindset ทัศนคติ จินตนาการภาพบวก เราให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้อ่านแล้ว ตาไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่ดู TikTok แต่ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ฟังกับรับภาพมันง่ายกว่า เร็วกว่า

3.ข้อดีของตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูก

ความเป็นคนมีน้ำใจ พอโตขึ้น เราจะให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง ตัวเองไม่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

วันนี้ผมคุยกับ The Cloud ผมก็ต้องดูว่า The Cloud อยากได้อะไรจากเรา ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูด แต่ต้องเกิดประโยชน์ได้ด้วย 

อีกเรื่องคือความเชื่อว่า ความดีจะชนะทุกอย่าง ฉะนั้น คุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

4.บทเรียนจากกีฬากอล์ฟ

สอนให้เป็นคนนิ่ง รู้จักวางแผน ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ เวลาเราตี ไม่มีกรรมการมากำกับเรา เพราะฉะนั้น ต้องซื่อสัตย์ นับถือตัวเอง และให้คุณค่าตัวเอง

5.ทริปล่าสุด

ไปเที่ยวญี่ปุ่น

6.คำพูดติดปาก

นึกไม่ออก มันแล้วแต่เรื่องสนทนาและคู่สนทนา ผมจะมองเขาเป็นหลัก

7.ร้านอาหารในตรังที่พลาดไม่ได้

ร้าน Richy หรือถ้าอยากกินอาหารอิตาเลียนก็ Lion’s Tale อีกอันที่ต้องไปยกเว้นตอนกลางคืนฝนตก คือ โกปี๊ โกปัง เป็นร้านกาแฟสไตล์คนเมืองตรัง พวกผมไปกันบ่อย ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 30 บาท โม้ได้ทั้งคืน คุ้มมาก (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load