ข้างๆ ฉันคือ ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง

หลังส่งเทปแคสบทสั้นๆ ที่ตั้งกล้องถ่ายในร้านข้าวต้มไปตอนสี่ทุ่ม รู้ตัวอีกทีก็กำลังนั่งให้พี่ช่างแต่งหน้าตบแป้งเตรียมเข้าฉาก

“หลังจาก ฉลาดเกมส์โกง ก็ไม่ค่อยเห็นออกแบบเลย ช่วงที่ผ่านมาไปทำงานอะไรสนุกๆ มาบ้าง” ฉันใช้จังหวะที่พี่ช่างแต่งหน้าหันไปเลือกสีลิปสติกยิงคำถาม ก่อนจะถูกขอให้เม้มปากเพื่อเกลี่ยสีที่ปากให้เสมอกัน โดยไม่ลืมชำเลืองไปยังจุดที่ผู้กำกับนั่งอยู่ เตรียมการในใจแล้วว่าถ้า เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ หันมามองพอดี จะชูมือพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจที่วันนี้ไม่ได้หยิบเครื่องอัดเสียงติดตัวมาเหมือนทุกครั้ง

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

“เราไปทำงานที่จีนมา” เสียงเครื่องเป่าผมดังกลบเสียงของออกแบบ

อยู่ๆ จิตวิญญาณก็เหมือนถูกปลุกขึ้นมา ฉันเลิกจดจ่อกับบทพูด 5 ประโยคของตัวเอง แล้วยกเก้าอี้ไปนั่งชิดกับออกแบบซึ่งนั่งเตรียมเข้าฉากอยู่ข้างๆ กัน

มีเรื่องที่แฟนๆ ชาวจีนทำรูปปั้นครูพี่ลินไว้บูชาขอพรช่วงสอบ มีเรื่องการทำงานที่จีน ความมืออาชีพในการถ่ายทำ และวัฒนธรรมฟานฟานในกองถ่าย ตัดสลับรับกันพอดีกับช่วงพักกองเปลี่ยนมุมกล้อง 

เดิมตั้งใจจะเก็บเรื่องราวข้างล่างนี้ไว้กับตัว จนกว่าจะถึงวันที่ 26 ธันวาคม หรือวันที่ ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ เข้าฉายวันแรก 

แต่เราอยากให้ผู้อ่าน The Cloud ได้รู้จักออกแบบก่อน 

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

ออกแบบเป็นเด็กสาวอายุ 23 ปี ที่เริ่มต้นบทบาทนางแบบเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ก่อนดังเป็นพลุแตกขึ้นแท่นนางเอกพันล้านจากบทครูพี่ลินใน ฉลาดเกมส์โกง โกอินเตอร์ได้ทำงานที่ประเทศจีนในบทบาทนักแสดง และกำลังจะมีผลงานล่าสุด ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

เท่าที่สัมผัสตัวตนออกแบบในเวลาสั้นๆ เราพบว่าการ Go Inter ที่จีน (ชื่อประเทศ) ของเธอ ส่งต่อ Go Inside หรือการเติบโตข้างในอย่างมาก เธอทำให้เราเชื่อว่าเป็นจีน (ชื่อตัวละคร) อย่างมีนัยยะสำคัญ

ก่อนพี่เต๋อจะสั่งเทคเราอีกรอบ ออกแบบ เธอช่วยบอกวิธีจำบท 5 ประโยคทีนี้ได้ไหม

“ไม่ต้องจำ พี่แค่ต้องเข้าใจว่าทำไมตัวละครพูดแบบนี้และมันจะจำได้เอง ยิ่งจำยิ่งพูดไม่ได้” และเราก็ได้รู้ว่า การเป็นนักเขียนก็ไม่ได้แย่เสมอไป อย่างน้อยก็ง่ายกว่าเป็นนักแสดงเป็นไหนๆ

จีน

จีน (น.) 1. ชื่อประเทศและชนชาติหนึ่งอยู่ในเอเชียตะวันออก

หลังจาก ฉลาดเกมส์โกง หรือ Bad Genius เข้าฉายในประเทศจีน ออกแบบก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น ถึงขนาดมีแฟนๆ ทำรูปปั้นตัวละครครูพี่ลินไว้บูชาช่วงสอบ

ต่อมาได้รับการทาบทามให้เข้ารับบทนางเอกในภาพยนตร์ Blooming Blossom ซึ่งชื่อยังไม่เป็นทางการ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากละครเวที The Secret Musical (2018) ของ Jay Chou ดัดแปลงจากภาพยนตร์ชื่อเดียวกันของไต้หวันซึ่งฉายครั้งแรกเมื่อปี 2007

เรื่องราวความรักสามเศร้า ของหญิงสาวที่ฐานะทางบ้านไม่ดี ประสบอุบัติเหตุและชีวิตเปลี่ยนไปเพราะคนที่ขับมาชนรับผิดชอบ และจากเหตุการณ์รถชนครั้งนั้นทำให้เธอความจำเสื่อมกลายเป็นอีกคนหนึ่ง ใช้ชีวิตเรื่อยมาจนพบกับพระเอก ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างรอเข้าฉายที่ประเทศจีน

“ชีวิตช่วงนั้นเหมือนอ่านหนังสือสอบทุกวัน นอกจากเรียนภาษา ต้องมีเรียนเปียโนและกีตาร์ และต้องพูดจีนทั้งเรื่อง แม้จะมีการอัดเสียงทับเข้าไปแต่ปากก็ต้องตรง ไม่เหมือนซีรีส์ที่เราพูดไทยได้เลย ซึ่งคำศัพท์เยอะมาก ตอนทำงานจะมีล่ามประกบ และในแต่ละวันพอถ่ายเสร็จก็คุยกับล่ามต่อถึงฉากพรุ่งนี้” ออกแบบเล่าชีวิตที่ถ่ายทำภาพยนตร์ 10 ซีนต่อวันเป็นเวลาเดือนกว่าอย่างย่นย่อ

ผลงานอีกเรื่องเป็นซีรีส์ล่าสมบัติสมัยใหม่ ความยาว 36 ตอน

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

“แสดงว่าติดใจการทำงานที่จีนแล้วใช่ไหม” เราถาม

ออกแบบซึ่งหลบแดดในร่มข้างกันรีบตอบเหตุผลที่ตัดสินใจรับบทนำในซีรีส์โรแมนติก-ไซไฟเรื่องนี้ แม้จะทำให้เสียโอกาสทำงานอื่นๆ เพราะต้องอยู่ประเทศจีนถึง 4 เดือน แต่นี่เป็นโอกาสเดียวเธอได้ทำทุกอย่างที่ไม่เคยทำที่ไหน

“ฝึกกังฟู เรียนดำน้ำ ขึ้นสลิง มีฉากต่อสู้ ได้ทำอะไรเยอะ” ออกแบบเล่าด้วยตาเป็นประกาย

ในเรื่องออกแบบรับบทนางเอก ซึ่งเป็นนักชีววิทยา อยู่มาวันหนึ่งพ่อป่วย ทำให้ต้องออกตามหาหยก 7 ชิ้นมาประกอบเพื่อทดลองช่วยให้พ่อเป็นอมตะ เป็นซีรีส์ฟอร์มยักษ์ที่ใช้เงินลงทุน 2 – 3 พันล้านบาทไทย และใช้บริษัทคอมพิวเตอร์กราฟิก 4 บริษัทสำหรับการถ่ายทำซีรีส์เรื่องเดียว

ไม่บอกคุณก็คงรู้ว่าการเป็นนักแสดงที่จีนยากแค่ไหน ไม่ใช่แค่เป็นคนดัง แต่ใครที่จะเข้ามายืนตรงจุดนี้ต้องมีความสามารถที่เพียบพร้อมและจริงจังกับการทำงาน

“การทำงานที่ไทย ออกกองถ่ายสามถึงสี่วันแล้วหยุด แต่ที่นู่นเราต้องถ่ายทุกวันเป็นเวลา สี่เดือน” แม้จะกลับไทย 1 – 2 ครั้ง แต่ก็เป็นการบินกลับมาเพื่อทำงานตอนเช้าและบินกลับเลย

ในการถ่ายทำ สิ่งที่ยากไม่ใช่สำเนียงเสียงภาษา แต่คือการทำความเข้าใจสำนวนจีนในบทซึ่งแปลจากภาษาจีนเป็นภาษาไทย รวมไปถึงการถ่ายทำทั้ง 36 ตอน ในเวลา 4 เดือน ซึ่งนักแสดงทุกคนต้องพร้อมที่จะถ่ายทำด้วยกัน 

“แปลว่าคุณต้องสามัคคีมากๆ เพื่อทำให้เสร็จในเวลาที่กำหนด ไม่มีใครวิ่งไปรับงานอีเวนต์ใดๆ ได้ทั้งนั้น ตารางชีวิตออกแบบที่จีน เริ่มต้นที่แต่งหน้าตอนหกโมงเช้า ถ่ายจนเกือบจะครบเบรกดาวน์ มีบ้างที่ถ่ายทำจนถึงตีสามและวันต่อมาเริ่มถ่ายตอนแปดโมงเช้า ไม่ใช่แค่เรานะ ทุกคนในกองต้องพร้อมเพรียงกัน” ฟังแล้วจินตนาการภาพจำนวนคนในกองถ่ายขนาดใหญ่นี้ไม่ออก

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

ออกแบบเล่าวัฒนธรรมแปลกๆ ที่เจอในกองให้ฟังว่า กองถ่ายจีนมีวัฒนธรรมที่ทุกคนกินข้าวพร้อมกันไม่มีใครกินก่อนกินหลัง 

“พอเที่ยงปุ๊บ ผู้กำกับจะประกาศออกไมโครโฟนว่า ‘ฟานฟาน’ ทุกคนก็จะวางทุกอย่างในมือแล้วรีบไปกินข้าวก่อนกลับมาทำงาน เหมือนอยู่ในค่ายนิดนึง เป็นระเบียบมาก หรืออย่างช่วงเทศกาลเขาก็จริงจังมากเรื่องขอความร่วมมือให้ทุกคนไปร่วมงานและตรงเวลา” 

เจอตัวเป็นๆ ทั้งที ไม่ถามถึงฉากยากๆ ที่เจอระหว่างถ่ายทำคงไม่ได้

“มีครั้งหนึ่งเป็นฉากปีนเสาหนีตาย แต่เสาไม่แข็งแรงพอเราจึงตกลงมา โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมากแต่ร้องไห้หนักมาก (หัวเราะ) อีกฉากเป็นตอนที่จะวิ่งเข้าไปช่วยพ่อที่ติดอยู่ด้านในแต่ไม่ทันแล้วเพราะสถานที่กำลังจะถล่ม โดยมีอีกตัวละครจับยื้อเราไม่ให้เข้าไป ในการถ่ายทำเขาใช้ระเบิดถล่มฉากนั้นจริง ก็ซักซ้อมกันก่อนว่าระเบิดถล่มถึงเสาต้นที่เท่าไหร่แล้วถึงวิ่ง หากช้าผิดคิวเพียงนิดเดียวอันตรายแน่ๆ ปรากฏว่าเขาจำเสาผิดต้น เสาขนาด 8 เมตรก็หล่นลงมาทับ โชคดีที่เสาไม่ได้กระแทกเราโดยตรง แต่โดนนักแสดงชายหัวแตกด้านหน้าและหลัง ความโหดคือวันต่อมาถ่ายทำต่อเลย ซึ่งในการทำงานก็จะมีวันพักที่เขาให้เรานอนพักทั้งวันแบบจริงจัง ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน” 

ฟังแล้วฮึกเหิม หวังให้พี่เต๋อให้ผ่านไวๆ จึงเลือกบังคับใจให้จำบทตามที่ออกแบบบอก แล้วเข้าใจตามสิ่งที่เกิดขึ้น

รู้สึกโชคดีที่ฉากวันนี้ไม่มีต้องปีนเสา 

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

จีน

จีน (น.) 2. ชื่อหญิงสาวคนหนึ่ง

จีน เป็นนักออกแบบที่ใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่ที่โคเปนเฮเกน แต่มีเหตุให้ต้องกลับมาอยู่ที่ไทย จีนอยากทำบ้านใหม่ให้สวยเข้ากับวิถีชีวิตมินิมอลเหมือนตอนอยู่ที่นั่น ก็เลยต้องรื้อบ้าน ทิ้งของที่ไม่ใช้ออก เกิดเป็นเรื่องราวที่ต้องเอาของไปคืนกับที่ต้องไปทิ้ง

“เมื่อจะต้องทิ้งมันก็เลยยาก” ออกแบบเล่าเรื่องอย่างย่นย่อให้เราฟัง

ส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้พูดถึงความสัมพันธ์ และในตัวอย่างภาพยนตร์ เราเห็นการทิ้ง การเก็บ เห็นสถานะแฟนเก่า แฟนใหม่ (สารภาพว่าเจอฉาก ‘จีน นี่มี่แฟนเรา’ เข้าไป ทำฉันซึมไปหลายวันเลยพี่เต๋อ เดี๋ยว กลับมาที่คำถามก่อน) มีมินิมอล แม็กซิมอล

ออกแบบเชื่อมโยงกับคำเหล่านี้ยังไง เราถาม

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

“เราแม็กซิมอลกับเรื่องกิน เราเลือกกินแต่ของที่อร่อย อธิบายไม่ได้เลยว่าอร่อยยังไง แต่กินแล้วรู้สึกอร่อย เพราะงานทำให้เราต้องควบคุมน้ำหนัก ดังนั้นเราจะไม่กินมั่วซั่ว ถ้าจะมี Cheat Day สักครั้ง วันนั้นต้องคุ้ม ส่วนเรื่องที่มินิมอลของเรา คือเราเป็นคน Move On ง่าย (ตัดใจแล้วไปข้างหน้า)

“เราเลือกทิ้งบรรจุภัณฑ์ที่คนชอบเก็บไว้เติม Refill และเราเลือกเก็บของที่มีคุณค่ากับจิตใจ เก็บการ์ดที่เพื่อนทำให้วันเกิด มีการแบ่งเป็นกองๆ ด้วยนะตามความสนิท 

“เกี่ยวกับแฟนเก่าและแฟนใหม่ สำหรับเราเป็นความรู้สึกหน่วงๆ ถ้าแฟนเก่ากลับมาเป็นเพื่อนหรือเป็นพี่น้องที่ปรารถนาดีมีอะไรก็ปรึกษากัน แต่ถ้าเลิกไปไม่ดีแล้วบังเอิญเจอหน้า มันก็หน่วงๆ เรารู้สึกกับคำว่าแฟนเหมือนที่รู้สึกกับคำว่าเพื่อน เราเชื่อว่าสุดท้ายความสัมพันธ์ไม่ได้มากไปกว่านั้น เหมือนป๊าม๊าอยู่ด้วยกัน ก็รักกันแต่ก็ดูเป็นเพื่อนกัน ยืดยาวเพราะไม่ได้ยึดติดผูกมัดกันเกินไป” ออกแบบเล่า เธอยอมรับว่าประโยคสุดท้ายคือความสัมพันธ์ในอุดมคติ

เมื่อต้องมารับบทจีน ออกแบบคาดหวังอะไรจากงานนี้ เราถาม

“ไม่ได้คาดหวัง เรากลัวด้วยซ้ำว่าจะทำได้ไม่ดีเพราะเรากับจีนห่างกันมาก จีนเป็นตัวละครที่โตกว่าตัวออกแบบ ประสบการณ์ชีวิตเราไม่เยอะเท่าเขา ก็ต้องหาคนเล่าให้ฟังว่าชีวิตจริงตัวละครเจอกระบวนการแบบไหน มีวิธีคิดยังไง หรือเวลาเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นเขาจะรู้สึกยังไง งานเราคือทำให้คนเชื่อว่าจีนเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้เอง ซึ่งเทปแคสติ้งตอนก่อนและหลังเป็นจีนนี่คนละแบบเลย ปกติกองถ่ายจะมีแอคติ้งโค้ชดีดนิ้วปุ๊บเข้าบทปั๊บ แต่หนังพี่เต๋อ พี่เต๋อกำกับเอง เป็นแอคติ้งโค้ชเอง เขาทำให้เราเข้าใจจีน” 

กับงานที่แล้วถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ ออกแบบรู้สึกกดดันบ้างไหม

“ไม่นะ เพราะทำดีที่สุดแล้ว และเราเต็มที่กันทุกคนแล้วจริงๆ ไม่รู้ว่า ณ เวลานั้นเราเต็มที่ได้มากกว่านั้นได้แค่ไหน เราสัมผัสได้เลยว่าทุกคนในกองถ่ายตั้งใจกับงานนี้มากๆ อยากทำงานชิ้นนี้ออกมาให้ดี มีซีนที่ถ่ายฉากร้องไห้ ทุกคนเงียบมาก เงียบเหมือนผีผ่าน ดีมากเลย ไม่มีเสียงมารบกวนให้เสียสมาธิเลย” เรายืนยันความตั้งใจจริงของทีมงานทุกคนอีกเสียง ไม่เคยพบเจอกองถ่ายไหนที่สนิทกันเช่นนี้ ยังจำภาพต้องเลี้ยงปิดกล้องได้ดี

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

เพราะชื่นชมฉากจบของตัวอย่างภาพยนตร์ อย่างตอนที่ตัวละครจีนแสดงสีหน้าที่ดูไม่ออกว่ายิ้มหรือเศร้า ออกแบบก็รีบบอกว่านั่นไม่ใช่ฉากยากที่สุดของเธอ 

ฉากที่ยากที่สุดของเรื่อง ซึ่งออกแบบบอกให้ไปดูในโรง ก็คือฉากที่ต่อจากการเจอเอ็มครั้งแรก

“ยาก อันนั้นรู้สึกว่ายากจริง” เล่ามาถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าคุณเรียกสิ่งนี้ว่าสปอยล์หรือเปล่า แต่นั่นแหละ ไม่ทันแล้ว

ตอนนี้ก็ได้แต่ลุ้นว่าฉากที่ไปเข้าร่วมจะถูกผู้กำกับทิ้งหรือเก็บ แต่ไม่ว่าวันที่ 26 ธันวานี้จะเกิดอะไรขึ้น การพูดคุยสั้นๆ กับออกแบบในวันนั้นถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สุดในรอบปีเลย

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ชื่อของ ‘พี่ปรุง เอสเอ็ม’ เป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียลเมื่อครั้งที่พา เตนล์ (TEN) หนุ่มไทยคนเดียวจากวง NCT บอยแบนด์น้องใหม่ที่โดดเด่นด้วยคอนเซปต์รูปแบบใหม่ จาก SM Entertainment มาเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อรับใช้ชาติประจำปี

ข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตบอกว่า พี่ปรุง เอสเอ็ม หรือ ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ เป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานกับ SM Entertainment ค่ายเพลงเบอร์หนึ่งของเกาหลีที่มีศิลปินในสังกัดอย่าง TVXQ!, Girls’ Generation, BoA, Super Junior, SHINee, EXO, Red Velvet, NCT

ข้อมูลจากแหล่งเดียวกันยังบอกอีกว่าพี่ปรุงเป็นครูสอนภาษาไทยให้ศิลปินฝึกหัดในค่ายเพลงดังกล่าว และดูแลการตลาดเพลงเกาหลีของค่ายที่ทำกับประเทศไทยและภูมิภาคทั้งหมด

นอกจากนี้พี่ปรุงยังเป็นบัณฑิตดีกรีเกียรตินิยมจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เคยทำงานในสำนักงานกฎหมาย เป็นผู้ประกาศข่าว เป็นตัวแทนคนไทยในรายการวาไรตี้ชื่อดังของเกาหลี

พี่ปรุงเป็นใครกันแน่ เราสงสัย

นอกจากเรื่องเนื้องานที่ทำกับค่ายเพลงระดับโลกค่ายนี้ เราพบว่าเส้นทางและมุมมองต่อสิ่งที่ผ่านมาของพี่ปรุงน่าสนใจไม่แพ้กัน

จากที่เคยคิดว่าพี่ปรุงเป็นคนโชคดีได้ทำงานในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ วันนี้ได้รู้แล้วว่าการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งขนาดไหน

โชคดีที่พี่ปรุงอยู่กรุงเทพฯ พอดีในช่วงวันหยุดสงกรานต์ แต่ต่อให้พี่ปรุงอยู่เกาหลีตอนนี้เราก็จะหาทางพูดคุยมาให้จงได้ เพราะเราอยากให้ทุกคนได้รู้จักผู้ชายคนนี้ ระหว่างพูดคุย เราก็แอบวางแผนไว้แล้วว่าจะขอจบบทสนทนาด้วยการทวงถามถึง ‘น้ำใจน้องพี่สีชมพู~’ เผื่อว่าพี่ปรุงจะใจดียอมให้เราติดสอยห้อยตามไปเสิร์ฟน้ำหรือทำงานเช็ดถูที่บริษัท

เอาล่ะ อันยองฮาเซโยค่ะ

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

โดยตำแหน่งแล้วหน้าที่ของคุณซึ่งเป็นคนไทยคนเดียวใน SM Entertainment ค่ายเพลงอันดับหนึ่งของเกาหลี ได้แก่อะไรบ้าง

จริงๆ ทำเยอะมาก เพราะเป็นคนไทยคนเดียว และเป็นคนเดียวที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น อะไรที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและภูมิภาคนี้เราต้องทำทั้งหมด ทั้งเป็น Strategic Planner เป็น Marketing Communicator เป็น Coordinator เป็น Operation เป็น Project Manager เป็น Local Manager ซึ่งไม่ใช่ผู้ดูแลศิลปินเป็นหลักนะ แต่ดูแลศิลปินเมื่อมาประเทศไทย

ขอสารภาพว่านอกจากเรื่องการเป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานกับค่ายเพลงใหญ่แล้ว เราสนใจเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่คุณเป็นนักเรียนกฎหมายมาก่อน

ย้อนกลับไปสมัยเรียน เราเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมมาก เพราะเราเชื่อในการลองทำและค้นหาคุณค่าในตัวเอง แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้คิดถึงสิ่งที่มากกว่าคือช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ เราตัดสินใจออกเดินทางไปญี่ปุ่นและเกาหลีใต้คนเดียวเป็นเวลา 45 วันโดยใช้เงินที่เก็บเงินจากการทำงานพาร์ตไทม์ การเดินทางครั้งนั้นจุดประกายให้เราคิดฝันอยากลองทำงานและใช้ชีวิตในต่างประเทศสักครั้งหนึ่ง

ก่อนจะกลับมาทำงานเป็นทนายในบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย เรามีโจทย์ในใจว่าจะทำสิ่งนี้ให้ครบปี จนเมื่อผ่านไป 6 เดือน เราเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำ ระหว่างนั้นเราก็ลองค้นหาสิ่งอื่นที่คิดว่าน่าจะทำได้ เช่น สมัครเป็นสจ๊วตสายการบิน สมัครงานผู้ประกาศข่าว ไปพร้อมๆ กับสมัครสอบทุนเรียนต่อด้านการตลาด โดยระหว่างนั้นก็ลงแข่งทำแผนการตลาดเพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์ให้ตัวเองก่อนเรียนต่อ ในจังหวะนั้นเราก็เริ่มต้นเป็นผู้ประกาศข่าว แต่แม้ว่าจะชอบงานนี้มากแค่ไหน เราก็ถามตัวเองขึ้นมาระหว่างทางว่าเรามั่นใจในเส้นทางหรือสายอาชีพนี้มากแค่ไหน

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

ยุคนั้นภาพจำของการไปเรียนต่อและทำงานที่เกาหลีมันไม่ได้ชัดเจนเท่ากับสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือแม้กระทั่งจีนและญี่ปุ่น อะไรทำให้คุณมั่นใจเลือกไปเรียนต่อที่เกาหลีใต้

เราก็คิดหนักพอสมควรนะ เพราะเกาหลีเมื่อ 6 ปีก่อนมันไม่เหมือนตอนนี้ แต่มีคำพูดหนึ่งของอาจารย์ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (เกตุวดี Marumura) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์เกดเป็นอีกคนที่คล้ายเรา เขาเป็นอีกคนที่กล้าก้าวออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ที่ต้องไปเรียนต่อที่อเมริกาหรืออังกฤษ โดยการตัดสินใจไปญี่ปุ่นและตั้งใจจนประสบความสำเร็จ เป็นกูรูเกี่ยวกับที่นั่น ตอนนั้นอาจารย์บอกว่าไปที่ไหนก็ได้ แต่มั่นใจให้ได้ว่ากลับมาแล้วจะประสบความสำเร็จ

ก่อนจะเป็น ‘พี่ปรุง เอสเอ็ม’ รู้มาว่าคุณ เดบิวต์เข้าสู่วงการด้วยการออกรายการโทรทัศน์ของเกาหลีระหว่างที่เรียนด้วย จริงๆ แล้วเป็นการจับพลัดจับผลูหรือความตั้งใจ

เป็นความตั้งใจนะ ที่ผ่านมาเราเคยจัดรายการวิทยุ ทำงานเบื้องหน้าเบื้องหลังมาบ้าง ช่วงที่หากิจกรรมระหว่างเรียนเราก็อยากทำในสิ่งที่ชอบและถนัด เราเริ่มจากสร้างโอกาสให้ตัวเองด้วยการไปสมัครทำงานพิเศษของช่อง Arirang TV พอได้รู้จักคนมากขึ้น เขาก็ชวนไปแคสต์รายการ Abnormal Non-Summit เป็นรายการที่ตั้งหัวข้อขึ้นมาให้ผู้ร่วมรายการซึ่งเป็นตัวแทนจากชาติต่างๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยใช้ภาษาเกาหลี ซึ่งหัวข้อที่เราได้รับหลากหลายมาก มีตั้งแต่การอุ้มบุญ เพศที่สาม ซึ่งมีส่วนที่เราต้องพูดเพิ่มเติมในรายการโดยอ้างอิงข้อมูลที่เกี่ยวกับกฎหมายไทยเพื่อให้คนต่างชาติเข้าใจ

ดูเหมือนเป็นโอกาสที่ดี แต่เป็นงานที่ทำให้เราเครียดมากเหมือนกัน จากคนที่ไม่รู้ภาษาเกาหลีเลย เพิ่งเรียนได้ปีครึ่ง แล้วต้องมาพูดภาษาเกาหลีในรายการทีวี แม้จะเป็นรายการที่มีแต่คนต่างชาติ แต่ทุกคนก็อยู่เกาหลีมาร่วม 10 ปี แถมเรื่องที่ได้รับก็อ่อนไหวมาก ถ้าพูดผิดอาจจะโดนตำหนิได้จากทุกทาง

ลำพังให้อภิปรายหัวข้อเหล่านี้เป็นภาษาไทยก็ยากแล้ว คุณผ่านมันมาได้อย่างไร?

นี่เป็นจุดที่ทำให้ภาษาเกาหลีเราพุ่งทะยานมากๆ เพราะต่างจากภาษาเกาหลีที่เคยเรียนในชั้นเรียน มีประโยคหนึ่งของเกาหลีที่บอกว่า “คำว่า ‘ทำไม่ได้’ ของคุณคืออะไร ถ้าหากคุณบอกว่าทำไม่ได้ แต่อีกคนหนึ่งทำได้ล่ะ” ประโยคนี้มันฝังในใจเลย และยิ่งทำให้เราพยายามจนได้ไปยืนในรายการนั้น สำหรับเรา เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเมื่อได้รับโอกาสเราต้องทำให้ถึงที่สุด อย่ายอมปล่อยมือเด็ดขาด

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainmentบทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำงานในครั้งนั้นบ้าง

ทำให้รู้วิธีการทำงานกับคนเกาหลีได้เร็วกว่าเพื่อนนักเรียนทุนด้วยกัน และเป็นเราเองที่เลือกจะหาอะไรทำตลอด สำหรับเรามันคือโอกาสที่สร้างด้วยตัวเอง เมื่อรวมกับโอกาสที่เขายื่นให้ เราก็จะมีโอกาสที่มากกว่าคนอื่น คนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเก่งกาจ แต่ไม่ใช่เลยนะ เราเหมือนเด็กนักเรียนทุนทุกคน สำคัญก็คือเรามีเป้าหมายอย่างไร จะทำให้ตัวเองพิเศษกว่าคนอื่นได้อย่างไร ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องเหนื่อยเป็นพิเศษ

รวมถึงเรื่องการเรียนรู้เรื่องการเข้าสังคมคนเกาหลี หรือเรื่องวัฒนธรรมการทำงานกับคนเกาหลี จะช่วยให้เราเริ่มมีตัวตนเข้าไปอยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกันกับพวกเขา จะทำให้การไปสมัครงานหรือใช้ชีวิตพบเจอคนทั่วไปง่ายขึ้น

เคยได้ยินเรื่องสังคมรวมกลุ่มของคนเกาหลี สำหรับชาวต่างชาติแล้วเรื่องนี้ทำให้คุณใช้ชีวิตลำบากมั้ย

เกาหลีจะมีคำว่า 눈치 (นุนชี) หรือสายตาที่จับจ้องสอดส่องตลอดเวลา และ 우리끼리 (อูรีกีรี) แปลว่า เฉพาะพวกเรา (Only Us) นั่นทำให้สังคมเกาหลีเป็นสังคมที่เป็นกลุ่มก้อน ไปด้วยกัน เหมือนที่คนไทยเรามี ‘บ้านฉัน’ เกาหลีมี ‘บ้านเรา’ ไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไรเขาจะเป็นไปในแนวเดียวกัน การทำหรือคิดในสิ่งที่แตกแยกไปจากกลุ่ม จะทำให้คนมองว่าคุณไม่ใช่พวกเดียวกัน จนในที่สุดจะรู้สึกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในสังคม

ตัวอย่างง่ายๆ เลยจะเห็นว่าเทรนด์แฟชั่นการแต่งตัวของคนเกาหลีสวย สไตล์ดี ทุกคนดูแต่งตัวเป็น สีไม่ฉีกไปจากกันเหมือนฮาราจุกุ ในความเป็นจริงคือทุกคนคิดมาแล้วว่าจะแต่งตัวแบบไหนเพื่อให้กลมกลืน เพราะต่อให้คุณดูดีแต่โดดเด่นสะท้อนความคิดตัวเองมากเกินไป ก็จะทำให้คนอื่นมองจนเจ้าตัวเริ่มไม่มั่นใจ นี่คือตัวอย่างนิยามคำว่า 눈치 นี้

จะเห็นว่าวัฒนธรรมแบบนี้ทำให้การคิดหาวิธีทำการตลาดนำกระแสเป็นเรื่องสนุก คาดการณ์ความต้องการของตลาด เพราะถ้าชอบคนเขาก็จะชอบเหมือนกันหมด ถ้าไม่ก็ไม่เลย ไม่เหมือนบ้านเราที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และความต้องการที่แตกต่างกันไป

ฟังดูแล้วการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนก็เป็นเรื่องดีนะคะ แล้วมวลรวมของความเครียดในสังคมเกาหลีนั้นมาจากไหน

ด้วยสังคมเกาหลีเป็นสังคมที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทุกคนแข่งกันทำให้ตัวเองขึ้นไปเหนือเส้นมาตรฐาน เกาหลีมีคำว่า สเปก ที่ชี้วัดลักษณะพิเศษของคนหนึ่งคน ฐานะ การศึกษา หน้าที่การงาน และอื่นๆ

จริงๆ เขาก็ไม่ได้เหยียด แต่เขามีลักษณะสังคมที่มีค่านิยม ความเชื่อ และบริบท ที่เป็นแบบนี้มานาน เพื่อให้อยู่รอดบางทีเราก็ต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งประมาณหนึ่ง จะได้ไม่รู้สึกแย่เกินไป จะว่าไปชาติไหนๆ ก็เป็นนะ ดังนั้น มันอยู่ที่ทัศนคติของเราแล้วล่ะ เราอยากให้เขามองเราอย่างไรก็ปฏิบัติแบบนั้น ถ้าเรารู้แล้วว่าเขามองคนที่การแต่งตัว บางทีเราก็ต้องยอมรับ อย่าไปเปรียบเทียบแล้วทำให้ตัวเองดูด้อยค่า ซึ่งมากไปกว่าการพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเขา คือการเปิดใจ แล้วลองเข้าไปในโลกของเขาบ้าง

ซึ่งวิธีการของคุณก็คือ…

เราไปเข้าร่วม English Talking Club เป็นคลับที่นักเรียนจากต่างประเทศมาเปิดสอนภาษาอังกฤษฟรี มันไม่ใช่แค่การสร้างคุณค่าให้ตัวเองในสังคมเขานะ แต่มันคือการหาอะไรที่เหมาะสมกับเรา เช่น ถ้าชอบกีฬาก็ไปเข้าร่วมชมรมกีฬา ไม่ใช่รอให้ใครเปิดประตูชวนเราเข้ากลุ่มเขา แต่เราต้องเปิดประตูให้ตัวเองซึ่งจะช่วยให้เป็นที่ยอมรับง่ายขึ้น

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

อย่าหาว่าถามละเอียดเลยนะคะ แต่เพราะไม่ค่อยมีเรื่องนี้ให้อ่านจากที่ไหน เราสนใจวัฒนธรรมการแข่งขันในทุกๆ วงการของเกาหลี อย่างเรื่องสมัครงานนั้นโหดเหมือนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบที่เราเห็นในสารคดีมั้ยคะ

ที่เกาหลี บริษัทใหญ่ๆ จะเปิดรับพนักงานปีละ 2 รอบ ได้แก่รอบ Spring และรอบ Autumn ดังนั้น การแข่งขันจึงสูงมาก ต้องเตรียมตัวอย่างแม่นยำ เพราะถ้าพลาดแล้วต้องรอสมัครรอบใหม่เลย เช่นกัน เรามีเวลาแค่ 2 รอบนี้เท่านั้น และวีซ่าก็ใกล้หมด เลยต้องทำให้ได้

ขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ส่งเรซูเม่ก่อน โดยจะต้องเข้าไปกรอกฟอร์มในระบบ พร้อมตอบคำถามเป็นความเรียง 7 – 8 ข้อ ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีคำถามแตกต่างกันไป ตัวอย่างของคำถาม เช่น ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่ มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร จงบอกลักษณะนิสัยพร้อมข้อดีข้อเสียของคุณ โดยแต่ละรอบมีผู้สมัครราว 2 หมื่นคน และฝ่ายบุคคลเขาอ่านคำตอบจริงๆ นะ จากนั้น เมื่อผ่านรอบแรก ผู้สมัครต้องสอบข้อเขียนและข้อสอบ IQ, EQ และสอบสัมภาษณ์อีก 2 รอบ รวมทั้งสิ้น 5 รอบ กว่าจะได้งาน 1 ตำแหน่งจะเห็นว่าการได้งานทำที่เกาหลีเป็นเรื่องไม่ง่าย ดังนั้น คนเกาหลีจึงไม่นิยมเปลี่ยนงาน

ของบริษัท SM ก็เช่นกัน มีรอบยื่นเรซูเม่ สอบข้อเขียน และสอบสัมภาษณ์ 2 รอบ

ฟังดูแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เคยเข้าใจว่าคุณได้รับการทาบทามเข้าไปทำงานที่ SM หลังจากที่ทีมงานเห็นคุณในรายการ

หลังจาก SM รู้จักเราจากรายการ เขาก็ติดต่อเข้ามา แต่ติดต่อมาให้เป็นอาจารย์สอนภาษาไทยให้กับเด็กฝึกหัดและศิลปินในค่าย ก่อนจะชวนให้ลองเข้ามาสมัครงานในตำแหน่งพนักงานประจำ แต่ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะยอมรับคนต่างชาติเข้าไปทำงาน ทุกอย่างเป็นไปตามระบบ

จำได้เลยว่าวันแรกที่เข้าไปทำงานมีโทรศัพท์เข้ามาถามหัวหน้าทีมของเราว่าเราเป็นใคร รับเข้ามาทำงานได้อย่างไร คิดดูว่าจากคนทั้งหมด 400 คน มีใครมาจากไหนไม่รู้ และชื่อยังยาวมากอีก คนทั้งบริษัทจึงตั้งคำถามว่าเราจะมาทำอะไรที่นี่

ขณะที่งานในเกาหลีหายากขนาดนั้น คุณก็ยังสอบผ่าน ได้รับข้อเสนอดีๆ จากบริษัทมากมาย อะไรทำให้คุณปัดทุกตัวเลือกตกไปแล้วยอมเลือก SM

มีเรื่องหนึ่งที่คนไม่รู้คือ เรารอคำตอบรับจากทาง SM ถึง 4 เดือน รู้ซึ้งเลยว่าการรอคอยไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนั้นมีบริษัทยาตอบรับ แล้วก็มีบริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ จากอเมริกาที่ให้เงินดีมาก พูดง่าย ทำงานง่าย เพราะเป็นวัฒนธรรมแบบตะวันตก แต่ตอนนั้นคิดแค่ว่าถ้ารอคำตอบจาก SM ก็อาจจะได้ทำงานกับที่นี่ ในอุตสาหกรรมที่ชอบ ได้ทำงานกับบริษัทที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในอุตสาหกรรมบันเทิงของประเทศนี้ แต่ไม่ว่าจะถามใคร ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีนั้นโหดที่สุด มีคนเข้าออกหมุนเวียนมากมายเต็มไปหมด

แต่ในที่สุดเราก็ได้เข้าไปทำงานสมใจ ก่อนจะตามมาด้วยรายละเอียดมากมายรายทาง เช่น การขอวีซ่าทำงาน เพราะบริษัทเองก็ไม่เคยรับคนต่างชาติทำงานเป็นพนักงานประจำมาก่อน ก่อนหน้านี้จะมีแต่ศิลปินหรือการจ้างงานลักษณะสัญญาจ้างระยะสั้น ซึ่งเราก็ต้องไปทำเรื่องสอบวีซ่าให้ผ่าน จะเห็นว่าไม่ง่ายเลย

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

การเริ่มงานในเส้นทางนี้ทำให้คุณรู้สึกเสียดายสิ่งที่เรียนมาหรือเปล่า

ด้วยเนื้องานที่มีการติดต่อทั้งกับภาครัฐ ภาคเอกชน มีเรื่องสัญญา ทำให้เราไม่เสียใจเลยที่เรียนกฎหมายมา ทุกวันนี้เรารีวิวกฎหมายเอง ช่วยในกระบวนการทำงานหากส่วนนั้นต้องเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น แล้วเราก็ยังทำมาร์เก็ตติ้งได้ด้วย จะเห็นว่าการเปลี่ยนสายงานของเรากลายเป็นเรื่องที่เสริมคุณค่าในตัวเราให้มากขึ้นกว่าเดิม เราถึงบอกเสมอว่าอย่ากลัวที่จะเปลี่ยนสาย

ที่เกาหลีมีปัญหาเรื่องการทำงานไม่ตรงสายที่เรียนมามั้ย

ไม่เลย เรียนจบอะไรมาก็สามารถสมัครงานได้หมด เพื่อนร่วมงานเราจบประวัติศาสตร์ ทุกองค์กรมีความคิดเหมือนกันว่าไม่ว่าจะเรียนจบอะไรมา เมื่อเข้ามาทำงานทุกคนเริ่มจากศูนย์เหมือนกันหมด แต่เขาจะดูทัศนคติและความเข้ากันกับองค์กร ความรู้ความสามารถพิสูจน์แล้วที่การสอบข้อเขียนดังนั้นเขาจะไม่สงสัยในตัวเราอีก เพราะมีความรู้พื้นฐานตามที่องค์กรต้องการแล้ว

แต่ส่ิงที่นอกเหนือไปกว่านั้นคือทัศนคติ เขาดูความเข้ากันจริงๆ นะ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก เพราะเป็นเรื่องประสบการณ์ที่ผ่านมา พื้นฐานนิสัย ความคิดที่มีมากกว่า

อะไรคือความหนักหนาของการทำงานในบริษัทที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลี

ด้วยบริบทของการทำงานในสังคมเกาหลี แม้องค์กรใหญ่ๆ จะตั้งใจเปลี่ยนให้เป็นระดับสากล แต่ด้วยทุกคนในองค์กรยังเป็นเกาหลี ทุกอย่างจึงดำเนินด้วยภาษาเกาหลี จะมีภาษาอังกฤษบ้าง แต่การสื่อสารทุกอย่างใช้ภาษาเกาหลีทั้งหมด เราก็ต้องทำงานพิสูจน์ความสามารถตัวเองนานพอสมควร ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นเรื่องภาษาของเรา ลำพังภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานก็ยากอยู่แล้ว เมื่อเจอภาษาเกาหลีเพื่อการทำงานเข้าไปก็ยากไปอีก ทางเดียวก็คือมองให้เป็นเรื่องสนุก มองปัญหาที่เจอเป็นความท้าทาย เพราะที่นี่เขาจะไม่มาจับมือสอนเราทุกขั้นตอน แต่เป็นเราที่ต้องทำตัวให้พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

อะไรคือข้อดี-ข้อเสียของการเป็นคนไทยคนเดียวในบริษัท SM Entertainment

เขาจะมีความสงสัยในตัวเราว่าเราจะทำงานได้มั้ย การพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นยากมาก และที่ผ่านมาเราเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองประมาณหนึ่ง

มีช่วงที่เราคิดว่า ทำไมเราต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ด้วย ถ้าเราอยู่ในองค์กรที่ใช้ภาษาไทยหรืออังกฤษในการสื่อสารคงจะดีเสียกว่า คงจะได้เรียนรู้งานมากกว่านี้ ทำงานได้ดีกว่านี้ แรงที่เคยใส่ไปเท่าไหนได้ผลลัพธ์เท่านั้น แต่ตอนนี้แม้จะทุ่มไป 150 ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ 60 ทุกอย่างมันยากเพราะแค่คำว่าภาษา แต่เราก็ต้องยอมรับอุปสรรคนี้ เพราะเป็นข้อตกลงว่าถ้าภาษาไม่ได้ก็ทำงานไม่ได้ แทนที่จะทำงาน 1 2 3 เหมือนทุกคน เราต้อง 1 1.1 1.2 1.3 เพื่อไป 2 เหนื่อยมาก

มีจุดที่ทำให้คิดอยากออกบ้างมั้ย

มีนะ ตอนนั้นคิดทุกวัน

แล้วอะไรทำให้กลับมาสู้ต่อ

เราก็กลับมาที่จุดเดิม คิดถึงวันแรกที่เราอยากเข้าที่นี่มากๆ ช่วงเวลา 4 เดือนที่ต่อสู้ก่อนจะเข้ามาที่นี่ มันยากมากนะ ดังนั้น เราจะไม่ยอมแพ้เพราะแค่เราไม่เก่งภาษาเด็ดขาด จะว่าไปการพิสูจน์ตัวเองของเรามันก็ไม่ได้เกิดจากตัวเราอย่างเดียวนะ มันขึ้นกับโอกาสที่เจ้านายเห็นว่าเราน่าจะทำได้และมอบโอกาสนี้มาให้

ช่วงที่เราทำงานกับ SM ได้ 5 เดือน เรายังไม่เคยไปร่วม Business Trip มาก่อน แต่ครั้งนั้นต้องไปเชียงใหม่กับทีมงานเกาหลี 40 คน โดยที่เราต้องจัดการทุกอย่างคนเดียว อย่างที่รู้ว่าการทำงานที่นี่ค่อนข้างจริงจัง รายละเอียดเยอะ มีทั้งงานเตรียมตัวและดูแลจัดการหน้างาน ดูแลศิลปิน เราต้องอยู่กับพวกเขา 5 วันที่เชียงใหม่เพื่อถ่ายทำรายการที่ชื่อว่า NCT LIFE in CHIANG MAI ทุกอย่างต้องเป๊ะมาก มีติดต่อประสานงาน กันคนและแฟนคลับ ไปพร้อมๆ กับถ่ายรายการ แปลภาษา เป็นพิธีกร ทำทุกอย่างทั้งเบื้องหลังและหน้ากอง ซึ่งหลังจากผ่านงานนี้มาได้ก็เริ่มมีความมั่นใจและเริ่มเป็นที่ไว้ใจมากขึ้น

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเมื่อคุณทำงานที่นี่

นิสัยเปลี่ยนไป จากเป็นคนที่อะไรก็ได้ เดี๋ยวนี้เข้มงวดมากขึ้น ชัดเจนว่าอะไรได้ อะไรไม่ได้ ถ้าบางเรื่องไม่เป็นไปตามที่พูด เราก็จะถามกลับว่าที่ไม่ได้นั้นเพราะอะไร ต้องทำอย่างไร ถ้าไม่ได้แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไร

มีเรื่องตลกมากคือเราติดนิสัยนี้ไปใช้ที่บ้าน ช่วงที่ไปเที่ยวหัวหินกับครอบครัว หลังสอบถามราคารถสองแถว เราก็ถามเขาว่าเมื่อคิดราคาที่แพงกว่าปกติแล้ว ปลายทางมีที่ร่มยืนหลบฝนไหม หรือบริการอื่นๆ ตามมาหรือเปล่า เพราะเราเห็นว่าฝนกำลังจะตก ถามจี้เขาจนแม่ต้องบอกให้ใจเย็นๆ

อะไรคือข้อดี-ข้อเสียของสไตล์การทำงานแบบเกาหลี

มันทำให้เรารอบคอบมากขึ้น คิดละเอียดมากขึ้น แต่แน่นอนว่ามันเหนื่อย ช่วงนี้ที่ต้องติดต่อกับองค์กรในไทย บางทีเราก็ต้องปรับเปลี่ยนท่าทีการทำงาน เพราะคนที่ไม่เข้าใจก็จะคิดว่าทำไมเยอะจัง หรือถามว่าย้ำคิดย้ำทำไปหรือเปล่า แต่สำหรับเรามันคือการทำงาน

หลายครั้งเราก็สงสัยว่าคำว่าเยอะมันคืออะไร ถ้าเยอะกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อันนี้เข้าใจได้ แต่ถ้าเยอะในเรื่องการทำงานอย่างมืออาชีพ แล้วมาบอกว่าเราเยอะ อันนี้ยอมรับไม่ได้

เรารู้สึกว่าการทำให้เท่ากับมาตรฐานมันก็ดี แต่การที่จะอยู่เหนือทุกคนได้คุณต้องทำให้มากกว่านั้น เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่การทำงานในเกาหลีสอนเรา จากชาติที่ไม่มีอะไรมาก่อน การจะก้าวไปสู่จุดที่อยากให้คนยอมรับ คุณต้องทำงานให้มากไปกว่ามาตรฐาน คุณต้องทำงานให้หนัก คุณต้องเข้มงวดเพื่อทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดมีน้อยที่สุด

จากคนที่ไม่ได้สนใจ K-Pop มาก่อน การทำงานในวงการนี้เปลี่ยนความคิดของคุณเรื่องไหนบ้าง

สิ่งหนึ่งที่ยอมรับเลยคือการทำงานนี้มันทำให้เรามองน้องๆ ที่ชื่นชอบ K-Pop เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่เปลี่ยนไปคือไม่ใช่แค่เข้าใจ แต่เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนทั่วไปที่อาจจะเคยชอบหรือไม่ชอบ K-Pop ได้เปลี่ยนมุมมองและมีความเข้าใจใหม่

เมื่อทำงานแล้วเราได้เห็นกระบวนการว่าเขาทำแบบนี้ถึงประสบความสำเร็จ เราก็มีโจทย์ในใจว่าแล้วบ้านเราล่ะ? เราจะทำอะไรได้บ้าง จริงอยู่เราเห็นข้อแตกต่าง แต่มันเทียบกันไม่ได้เพราะกระบวนการคิดและทำของเขาและเรามันต่างกัน แต่เราจะนำข้อดีมาปรับใช้อย่างไรให้สิ่งที่บ้านเราเคยมีกลับมามี และทำให้มันดีขึ้น ที่ทำได้ตอนนี้คือทำหน้าที่ที่ได้รับอย่างดีที่สุด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อไป

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainmentบทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

รู้มาว่าที่วงการเพลงเกาหลีให้ความสำคัญกับเรื่องแบรนดิ้งมาก

ไม่ใช่แค่วงการเพลง แต่เราจะเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ ในเกาหลี ยอมลงทุนกับเรื่องแบรนดิ้งมากๆ แม้จะขาดทุนในเชิงตัวเลข แต่หากสิ่งนั้นนำมาซึ่ง Brand Value ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ ที่มองการวัดผลทางตัวเลขเป็นสำคัญ

และเพื่อทำทุกวิธีทางที่เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว เขาจะพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้นจาก Database หรือ Big Data ทั้งลักษณะกิจกรรมแบบนี้ การทำการตลาดแบบนี้ การทำเพลงแบบนี้ ผลจากสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นข้อมูลชั้นดี อย่างที่บอกวิธีการทำงานแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับค่ายเพลง SM นะ แต่เป็นกับทุกอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้

เพราะอะไรเรื่องนี้ถึงสำคัญ

ถ้ามองย้อนกลับไปเราจะเห็นว่าเกาหลีเป็นประเทศที่เปลี่ยนตัวเองจากเกษตรกรรมมา สู่อุตสาหกรรมโลหะหนัก สู่เทคโนโลยี สู่ IT Base นั่นแปลว่ามีการเตรียมการ มีการวางแผนล่วงหน้าระยะยาวตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเทียบกับบ้านเรา ที่ยึดปฏิบัติในสิ่งที่คิดว่าดีอยู่แล้ว จนไม่ได้ต่อยอดหรือกล้าทำอะไรจากกรอบเดิมๆ ที่มี ขณะที่เกาหลีจะยอมลงทุนทำสิ่งใหม่ไปก่อนตามข้อมูลที่มีเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่า มันจึงตอบว่าทำไมการทำงานของเกาหลีเครียด เพราะเขาทำงานในความคิดว่าทำให้ดีที่สุด ผิดพลาดไม่ได้ และไม่มีอะไรจะเสีย

เช่นการทำเพลงสักเพลง ไม่ใช่แค่ว่าทำเพลงออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด แต่การจะขึ้นมาเป็นค่ายเพลงอันดับหนึ่งของเอเชียได้ ก็ต้องเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตามใคร วิธีการก็คือการคาดการณ์ล่วงหน้าจากข้อมูลชุดใหญ่ที่มี ทั้งจากบริษัทและหน่วนงานราชการ โดยบริษัทจะทำการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแน่นหนาเพื่อให้เห็นแนวโน้มตลาดในอนาคตทั้งหมดและป้องกันการผิดพลาดให้มากที่สุด

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

เรื่องการฟังเพลงพอถึงจุดหนึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่ตามฟังเพลงของศิลปินรุ่นใหม่แล้ว ที่เกาหลีเขามีปัญหานี้หรือเปล่าคะ

ที่เกาหลีเขาพยายามสร้างให้เกิดสังคมการฟังเพลงแบบครอบครัวหรือการรับคอนเทนต์ร่วมกันแม้จะต่างเจเนอเรชัน เช่น สมมติเราตามฟังเพลง Super Junior ตอนนี้มี EXO แม้อนาคตเราจะไม่ได้ตามฟังเพลงเกาหลีวงใหม่ๆ ต่อ แต่ลูกเราที่ฟังเพลงด้วยกันก็จะได้รับอิทธิพลจากตรงนั้น และตามฟังเพลง EXO หรือวงอื่นๆ ต่อไป เป็นการส่งต่อ ดังนั้น เวลาไปดูคอนเสิร์ตก็จะสามารถดูร่วมกันได้ เป็นแผนที่มีมานานแล้วก่อนเข้าสู่ยุคดิจิทัลเสียอีก สังเกตได้จากการเดบิวต์วงใหม่แต่ละครั้ง จะมีจุดที่เชื่อมต่อกัน เพื่อให้กลุ่มคนฟังโตไปด้วยกัน ผูกพันไปด้วยกัน

การมีอุตสาหกรรมบันเทิงที่ดี สำคัญกับสังคมหรือประเทศยังไงบ้าง

เราคิดว่าเพราะสื่อค่อนข้างมีอิทธิพลต่อคนนะ แม้บ้านเราจะมีปัจจัยแทรกซ้อน แต่ที่เกาหลีจะเข้มงวดและมีอิทธิพลสูงมากจนนำความคิดคนได้

และการเข้ามาทำงานเป็นสื่อของเกาหลีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากขั้นตอนระบบระเบียบ เขามีกฎเกณฑ์การคัดเลือกที่เข้มงวด เพราะการแข่งขันที่สูงมาก และคุณต้องเป็นกระบอกเสียงให้สังคมได้จริงๆ เขาจึงต้องการคนที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการวิเคราะห์ เขียนข่าว และนำเสนอ สิ่งที่สะท้อนสังคมให้มากที่สุด จะเห็นว่าสื่อเกาหลีเล่นงานจนประธานาธิบดียังต้องลงจากตำแหน่ง สื่อเขามีสิทธิและเสรีภาพขนาดที่ว่าคุ้ยข่าวจนรู้ว่าปาร์คกึนเฮไปทำหน้า นวดหน้า กี่โมง หรือทำอะไรอยู่ขณะที่เรือล่ม นักข่าวไม่ใช่แค่เขียนข่าวแล้วออกรายงาน แต่เขาสืบข่าว ในขณะเดียวกันต้องรู้ไว้ว่าถ้าคุณเป็นบุคคลในข่าว มีที่ยืนในสังคมแล้ว คุณทำผิดไม่ได้เลยนะ

นั่นคือเรื่องของวงการสื่อ ส่วนอุตสาหกรรมบันเทิงซึ่งเป็นหนึ่งในวงการสื่อ เป็น Soft Power เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนทัศนะ พฤติกรรม และการกระทำของฝ่ายตรงข้ามได้ โดยส่งผลให้เกิดแรงดึงดูดเป็นที่สนใจ และกลายเป็นที่ยอมรับในที่สุด ซึ่งเกาหลีใต้เป็นชาติที่เก่งเรื่องนี้ ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อทุกอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการแพทย์เพื่อความงาม อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมบันเทิง และอื่นๆ จะเห็นว่า ส่งผลถึงกันไปหมด โดยสรุปคือเป็นเรื่องที่ดีนะถ้าอุตสาหกรรมบันเทิงแข็งแรงมากพอ

เดี๋ยวนะ นี่เราเล่าลึกไปมั้ย

ไม่เลยค่ะ กำลังสนุก

ทำให้นึกถึงโจทย์ของบ้านเราในยุคหนึ่งที่ถามว่าอะไรคือ T-Pop ความเป็นไทยคืออะไร คนไทยอาจจะยึดติดว่าต้องใส่อะไรที่คิดว่าไทยลงไป แต่จริงๆ แล้วมันไม่จำเป็นเลย

กลับมาที่ K-Pop อะไรคือซาวนด์ของ K-Pop ในเมื่อก็คล้ายกันกับ F4 ของไต้หวัน หรือเพลงของญี่ปุ่น ดังนั้น มันคือภาษาหรือเปล่า หรือมันคือหน้าตาของศิลปินที่ดูแล้วรู้ว่านี่คือ K-Pop หรือเป็นสไตล์หรือเปล่า คำถามคือสุดท้ายแล้วความเป็นไทยคืออะไร

ขอขอบคุณสถานที่
ร้าน BOYY & SON CAFE
ชั้น G ห้างสรรพสินค้า Gaysorn

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load