21 พฤศจิกายน 2560
3.01 K

“ใช่พี่รึเปล่านะ ที่ผมคุยเรื่องการมีกับไม่มี” เต๋อส่งข้อความมา หลังจากที่เราเจอกันประมาณ 1 สัปดาห์

“ใช่” เราตอบกลับไป

วันนั้นเราถามสารทุกข์สุกดิบ คุยกันเรื่องหนังเรื่องใหม่ของเขา รวมถึงเรื่องการมีอยู่และการไม่มีอยู่ เรารู้จัก เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ในคลาสที่มหาวิทยาลัย ในวันนี้ที่เขามีอายุ 33 ปี เขาครุ่นคิดเรื่องความตาย แต่ไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิตในเชิงหดหู่ เป็นเรื่องน่ากลัว หรือน่าขับไส แต่คือระบบเกิดดับที่ทุกคนต้องเผชิญอย่างเท่าเทียมกันตามธรรมชาติ ในฐานะคนเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์ เต๋อเลือกบันทึกความคิดในช่วงนี้ลงในภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่ 5 ของเขา

นอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นการปลุกสปิริตในการทำหนังอิสระ เป็นบทสรุปในรอบ 5 ปีของการมีอยู่ของผู้กำกับชื่อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ในวงการภาพยนตร์ไทย Die Tomorrow อาจบอกเป็นนัยว่า วันที่เหลือคือ ‘โอกาส’ ของการมีชีวิตอยู่อย่างงดงามและมีความหวัง

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

01

การมีอยู่ของสปิริตแบบเดิม / การไม่มีอยู่ของบริบทแบบเดิม

ดูคุณยังกระหายที่จะทำหนังอิสระ

ตลอดเวลา ผมโอเคกับการทำหนังทั้งสองฝั่ง ทั้งสตูดิโอ ทั้งอินดี้ ขึ้นกับเรื่องที่เรามีอยู่ในหัว ซึ่งก็มีอยู่ทั้งสองแบบ มีทั้งเรื่องแบบที่ควรทำกับ GDH มันน่าจะสนุกดี มันต้องการเซ็ตอัพที่ใหญ่หน่อย บางเรื่องที่ทดลองมากๆ ก็อยากลองทำดูว่าจะเวิร์กหรือเปล่า ทุกอย่างมีหน้าที่ของมัน เราไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งนี้แล้วไม่ควรมีสิ่งนี้ ขึ้นกับว่าเราเอาสิ่งนี้ไปใช้ทำอะไร ในจุดประสงค์ไหน เหมือนเวลาดูหนัง ผมดูได้ทุกแบบ แต่คงไม่ดูหนังยุโรปทุกวัน ในวันที่เครียดมาก ผมขอหนังสนุกๆ ฮอลลีวูดเลย ก็เพลินดี ใครอยากดูอะไรในเวลาไหนก็ไปเลือกเอา เราทำหนังกับสตูดิโอแล้วก็กลับมาทำแบบอินดี้บ้าง กระโดดข้ามไปข้ามมาได้ ไม่ใช่ครั้งที่แล้วทำใหญ่ ครั้งต่อไปต้องใหญ่กว่าเดิม ขึ้นกับเรื่องที่เราสนใจในเวลานั้นว่าเป็นแบบไหนมากกว่า เวลาผมทำหนัง เรื่องมักจะมาจากประสบการณ์ส่วนใดส่วนหนึ่งในช่วงชีวิตของผมทุกเรื่อง ถ้าวิธีการเล่าหรือเนื้อหาที่เราอยากทำ มันเหมาะกับการทำแบบเล็กๆ ก็กลับมาทำแบบอินดี้ แค่นั้นเอง

เลือกยังไงว่า เรื่องนี้จะเล่าสเกลไหน

อยู่ที่เรื่องกับวิธีการเลย เรื่องเกี่ยวกับอะไร อยากเล่าแบบไหน แล้วประเมินว่าเล็กหรือใหญ่ได้ สมมติเรามีโปรเจกต์หนังพีเรียด เรารู้ว่าทำเล็กไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณไม่สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมนั้นขึ้นมาด้วยงบที่น้อยได้ ก็ต้องไปสู่ระบบสตูดิโอ ซึ่งเรื่องต้องโดนคนส่วนใหญ่ได้ ถ้าอยากทำแนวพีเรียดจริงๆ ก็ต้องเลือกเรื่องที่คนเชื่อมโยงได้

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

วิเคราะห์จากประสบการณ์

ใช่ อย่าง Die Tomorrow เราก็เกรงใจพี่ที่สตูฯ (ยิ้ม) เพราะเขาไม่น่าทำนะ อย่าไปเสนอให้เขาลำบากใจเลย เรามีอีกเรื่องที่เราเสนอเขาไปแล้วด้วยแหละ ซึ่งเล่าเรื่องแบบปกติ แต่เรื่องนี้มันแบบ… ก็ไม่ได้ทดลองอะไรขนาดนั้นนะ เพียงแต่โครงสร้างของหนังเป็นเหมือนอัลบั้มเพลงที่มี 12 เพลง ถามว่า 12 เพลงเชื่อมต่อกันไหม ไม่เชื่อม แต่ถามว่า อยู่ในหัวข้อเดียวกันไหม ใช่

ความรู้สึกตอนทำ 36 กับ Die Tomorrow เหมือนกันไหม

เหมือน ทีมงานน้อยเหมือนเดิม (หัวเราะ) ทำกันเองจริงๆ สองสามคนเหมือนเดิม มีผม มีโปรดิวเซอร์ กับคนช่วยอีกคนหนึ่ง นู่นนี่นิดหน่อย ความต่างคือ สเกลไม่เหมือนกัน ตอน 36 ยกคอมพิวเตอร์ไปฉายที่หอศิลป์กรุงเทพฯ กันเองก็เหมือนจะหนัก แต่ควบคุมได้ คนดู 60 คนต่อรอบ ฉาย 5 รอบ ก็สองสามร้อยคน ทำกันเอง ขนของกันเอง ก็ไม่ได้วุ่นวายมาก หลังจากนั้นไปฉายที่ Alliance Française (สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ) ใหญ่ขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังควบคุมได้อยู่ รอบละสองร้อย

อันนี้ยากขึ้น 10 เท่า ครัั้งนี้เข้าโรงหนัง เราต้องทำ post-production ซึ่งมีรายละเอียดเยอะแยะมากมาย โชคดีหน่อยตรงที่เราทำเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 5 เราผ่านกระบวนการนี้มาหลายครั้งแล้ว อาจจะไม่ได้เป๊ะมาก แต่รู้ว่าขั้นตอนต่อไปคืออะไร แต่มันก็เยอะอยู่ดี เช่น งานของโปรดิวเซอร์ก็เหมือนอยู่ในกองมากกว่า วันหนึ่งก็ต้องมาทำความเข้าใจว่า เราเตรียมฮาร์ดดิสก์ให้เขา 2 ลูก ลูกนี้เก็บไฟล์นี้ อีกลูกเก็บไฟล์นั้น ถ้าเป็นระบบบริษัทปกติจะมี Post producer ที่รู้ว่าไฟล์ต้องเป็นแบบนี้ ไฟล์ซับไตเติ้ลต้องเป็นแบบนี้ เสียงแบบนี้ แต่เรานี่แบบ เฮ้ย เดี๋ยวต้องให้เมสเซนเจอร์ไปส่งฮาร์ดดิสก์ก่อน อ้าว ลืมไฟล์นี้ ต้องส่งกลับไปใหม่ ก็เลยเหมือนต้องลงมาทำเองทั้งหมด พวกเราต้องเปลี่ยนบทบาทในแต่ละวันเป็นแผนกต่างๆ (ยิ้ม) ไม่ซ้ำกัน แต่ก็อย่างที่บอก โชคดีหน่อยที่พอจะมีความรู้อยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าทำ 36 แล้วกระโดดมาทำใหญ่ขนาดนี้ อันนั้นตายแน่นอน

Die Tomorrow Die Tomorrow

ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่ยากขึ้นบ้าง

รู้สึกดีที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ถ้าเราไม่ทำหนังเองก็คงไม่ได้เจอ เหมือนเรารู้มา 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว การทำเรื่องนี้ทำให้เรารู้มากขึ้นเป็น 85 เปอร์เซ็นต์ อาจยังไม่รู้ทั้งหมด เช่น เราอาจไม่รู้ว่าผู้บริหารโรงหนังคิดยังไง แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าฝั่งโรงหนังเขามองหนังแบบนี้ เขาจัดรอบด้วยวิธีคิดแบบนี้ เขามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง มีเงื่อนไขอะไรบ้าง เป็นสิ่งที่เรามีความสุขที่ได้รู้ ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะคุณจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ยังไง ถ้าไม่ลงมือทำหนัง

เป็นเสน่ห์ของการทำหนังอินดี้

ความรู้สึกคล้ายๆ ตอนทำ 36 นะ แต่ก็ไม่ใช่ มันเป็นก้อนความรู้สึกก้อนใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ถ้าผ่านไปได้นะ ครั้งหน้าคงไม่มีอะไรยากไปกว่านี้อีกแล้ว นอกจากจะฉายแบบ IMAX สามมิติ (หัวเราะ)

การทำหนังอินดี้ให้ความสุขกับคุณเหมือนหนังสตูดิโอไหม

(หยุดคิด) ไม่ต่างครับ ไม่ว่าจะทำเล็กใหญ่ เราก็ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ คำถามยอดฮิตสมัยทำฟรีแลนซ์ฯ คือ สตูดิโอเขาบังคับอะไรรึเปล่า คำตอบคือ เขาไม่ได้บังคับอะไร เขาบอกว่า ก็ทำเรื่องนี้แหละ ตลกประมาณนี้แหละ ไม่ต้องฮาสุดๆ แบบผู้กำกับพี่ๆ เขาก็ได้ ซึ่งเราโอเคมากๆ ถ้าเป็นเวทีคอนเสิร์ต จะขึ้นเวทีงาน Big Mountain หรือเล่นงาน Cat ก็ให้ความสุขกับผมได้เท่ากัน

เต๋อ นวพล เต๋อ นวพล

02

การมีอยู่ของความสนใจส่วนตัว / การไม่มีอยู่ของแรงกดดัน

ทำไม Die Tomorrow ถึงเป็นเรื่องส่วนตัวที่สุด

หัวข้อด้วยมั้งฮะ พอเราพูดถึงความตาย หมายถึงเรากำลังพูดถึงชีวิตว่าเราคิดยังไงกับชีวิต เรามองโลกยังไง การใช้ชีวิต แล้วก็ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ พอพูดเรื่องความตายก็สะท้อนเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด

หนังเรื่องอื่นๆ เป็นทัศนคติที่เรามีต่อเรื่องภายนอก The Master ทัศนคติของเราคือ การเกิดดับของพ่อค้าวิดีโอ ความไม่แน่นอนของชีวิต Mary Is Happy, Mary Is Happy คือ ชีวิตมัธยมหรือ coming of age เรื่อง 36 พูดถึงความทรงจำ แต่เรื่องนี้คือชีวิต ตัวหนังก็สร้างจากเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตคนนี้คนนั้นซึ่งเกี่ยวข้องกับความตาย เลยรู้สึกว่ายิ่งใกล้เข้าไปอีก หมายถึงเป็นเรื่องของคนรอบๆ แล้วหนังก็ค่อนข้างบาง ค่อนข้างธรรมดา เหมือนแค่ฉายภาพนั้น

เราทำเรื่องนี้ให้เป็นหนังอิสระด้วย ก็เลยทำแบบนี้ได้ แค่ไม่ทำเกินงบ ไม่ต้องมาคิดว่าจะขาดทุนไหม ถ้าจะขาดทุนก็ต้องโปรโมตให้ดูสนุกกว่านี้ อันนี้แบบ ฉายก็ฉาย จบ เทรเลอร์ก็ตัดแค่นั้นเลย เรื่องนี้เลยออกมาเป็นตัวเองที่สุดแล้ว  

Die Tomorrow Die Tomorrow

เป้าหมายของการสื่อสารเรื่องส่วนตัวแบบนี้คืออะไร

มันตอบสนองพื้นฐานของทุกคนอยู่แล้ว การที่เราได้แสดงความคิดของเราว่า เราคิดแบบนี้นะ ไม่ต่างจากตั้งสเตตัส เพียงแต่ผมทำออกมาเป็นหนัง เป็นก้อนความทรงจำที่บันทึกเอาไว้ว่าเราเคยคิดแบบนี้นะ

วิธีการเล่าเรื่องก็ดูจะส่วนตัวมาก

ใช่ ตามใจตัวเองที่สุดแล้ว เพราะเป็นหนังอินดี้น่ะครับ ทำไปเถอะ เดี๋ยวไม่ได้ทำ (หัวเราะ) ผมไม่ได้มีเป้าหมายอะไรที่ต้องพิชิต ถ้าเราต้องปลดหนี้ด้วยหนังเรื่องนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนเลย เราต้องออกแบบใหม่ ซึ่งไม่ผิดนะ แต่เรื่องนี้เราทำแบบเหมือนมีผ้าใบมาให้แล้วลองวาดอะไรก็ได้ ซึ่งนานๆ จะได้ทำแบบนี้ เพราะงานส่วนใหญ่ที่เราทำมีเป้าหมายตลอด เช่น ต้องทำให้เวิร์ก 5 วินาทีแรกต้องปัง หรือ ‘ต้องไวรัลนะครับ’ จนบางทีเราลืมความรู้สึกของการทำหนังไปแล้ว

แต่นี่เป็นเหมือน Drawing therapy วาดอะไรก็ได้ไม่มีผิดไม่มีถูก เมื่อมีโอกาสแบบนี้ก็ทำไปเถอะ อย่าคิดมากเลย เลยลองเลือกวิธีเล่าแบบที่เราอยากเห็นมันเกิดขึ้นบนจอหนัง

Die Tomorrow Die Tomorrow

เลยเป็นเรื่องที่รู้สึกสบายที่สุดเท่าที่เคยทำมา

ตอนที่ออกไปถ่าย เรารู้สึกเหมือนไปปิกนิก ไปตีแบด เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากๆ ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้น ถ้าคุณต้องทำหนังที่มีงบประมาณสูงมาก ไม่มีทางชิลล์เอาต์ได้ ต่อให้เขาบอกว่า อย่าเครียด แต่เราก็จะแบบ เอาเงินเขามาแล้ว 25 ล้านว่ะ ต้องทำให้ดีที่สุด

นับเป็นบันทึกสรุปของการทำหนังของคุณในช่วงแรกได้ไหม

ในรอบห้าหกปีที่ผ่านมาค่อนข้างพิเศษเพราะผมได้ทำหนังปีละเรื่อง เหมือนเป็น episode มันคือ season นี้ จะว่าเหมือนบทสรุปของก้อนนี้ก็ได้ เมื่อถึงจุดที่เราขึ้นงานชุดใหม่ เราก็อาจจะลองหาอะไรใหม่ๆ ตอนนี้ความสนใจของผมเริ่มเปลี่ยนไป อยู่ดีๆ ก็อยากทำหนังพีเรียดยุค 70 – 80 มันเป็นยุคที่น่าสนใจ หรือบางทีอาจจะถอยไปไกลมาก แต่ไม่ใช่หนังสงคราม อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ การเดินทางไปที่หนึ่งต้องใช้เวลานานมาก สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขทาง space and time ที่น่าสนใจ และเล่าเรื่องด้วยบริบทของปัจจุบันได้ สมัยก่อนกว่าข่าวข่าวหนึ่งจะไปถึงอีกคนนี่ใช้เวลานานมากเลยนะ มันเป็นไอเดียที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำมาก่อน  

อาจเพราะ 5 ปีที่ผ่านมาเราทำเรื่องที่เราสนใจในวัย 20 – 30 ปีหมดแล้วอย่างรวดเร็ว input ถูกใช้เร็วมาก เพราะทำถี่มาก เรื่องที่อัดอั้นว่าอยากเล่าในช่วงวัยหนุ่มมันหมดแล้วอะ มันถึงเรื่องความตายแล้วนะ (หัวเราะ) โคตรปลายทาง เร็วมากเลยอะ

ถ้าผมทำหนังเมื่อ 10 ปีก่อน กว่าจะทำหนังเรื่องหนึ่งต้องใช้เวลา 3 ปี ทำ 5 เรื่องต้องใช้เวลา 15 ปี ถ้าผมเริ่มทำหนังตอนอายุ 30 ผมจะทำเรื่องที่ 5 ตอนอายุ 45 แต่ตอนนี้ผมทำเรื่องที่ 5 ตอนอายุ 33

เต๋อ นวพล

03

การมีอยู่ของชีวิต / การไม่มีอยู่ของลมหายใจ

Die Tomorrow เกิดจากความหมกมุ่นเรื่องความตาย

หนังเรามีสิ่งนี้ทุกเรื่องเลย พูดเรื่องมี-ไม่มี เพียงแต่จะมาในรูปแบบไหน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงหลงใหลสิ่งนี้ มันดูเศร้า แต่เราดันชอบเห็นซ้ำไปซ้ำมา มองมันแบบกึ่งๆ เข้าใจ รู้สึกว่าการมี-ไม่มีมันสะเทือนมั้ง มันทำให้เราคิดเรื่องชีวิตตัวเอง คิดถึงคนอื่น หนังเราวนๆ อยู่กับเรื่องพวกนี้ อย่างเรื่อง 36 ก็ใช่ เพราะพูดถึงคนที่เคยรู้จักกันในช่วงหนึ่งที่วันหนึ่งก็หายไป อาจจะไม่ได้ตาย แค่ไปอยู่ที่อื่น แต่เราก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน ฟรีแลนซ์ฯ ชัดสุดเพราะมาเป็นงานศพเลย เป็นไอเดียที่เราคิดว่าถ้ามีงานศพทำแบบนี้ดีกว่า ก็เลยมีซีนนี้ขึ้นมา แต่หลังจากนั้นเราก็รู้สึกว่า ความตายมีอะไรมากกว่านั้น

เหตุการณ์ไหนทำให้คิดเรื่องความตายอย่างจริงจัง

ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น อาจเป็นเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เช่น แม่ชอบเดินมาบอกว่า ‘เอกสารเกี่ยวกับบ้านทั้งหมดอยู่ตรงนี้นะ’ ทำไมพูดบ่อยจัง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ เรานั่งทำงานอยู่ที่บ้านเฉยๆ สิ่งนี้ก็มาถึงง่ายๆ อย่างนั้นเลยเหรอ เวลาไปงานศพ เราก็แค่รู้สึกว่ามันมีอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าความตายเป็นเรื่องสำคัญ คือ การที่แม่เดินมาบอกแต่แม่ยังอยู่ พอแม่มาพูด เลยสำนึกได้ว่า เออ วันหนึ่งเราอาจจะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว

พอสนใจเรื่องความตายแล้ว มีผลต่อวิธีการใช้ชีวิตยังไงบ้าง

มันช่วยกำหนดวิธีการใช้ชีวิต สำหรับผมถือว่าดีขึ้นเลย วิธีการทำงาน รับงาน การคิดนู่นนี่ บางทีมันช่วยให้เราสบายขึ้น อย่างเรื่องงาน เราอยากทำงานที่เราชอบ มีความสุขกับมัน เรียนรู้จากมันได้ ไม่ใช่ทำแต่งานง่ายๆ เพราะเราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ถ้าต้องตายในหน้าที่ ก็ขอให้เป็นหน้าที่ที่เราชอบ เรามีความสุขกับมันเถอะ ก็เลยพยายามเลือกงานที่โอเค

เต๋อ นวพล

แล้วในแง่ของความสัมพันธ์

(หยุดคิดครู่หนึ่ง) บางทีนั่งทำงานเครียดๆ อยู่บ้านแล้วแม่เดินมาชวนคุย เราไม่ค่อยได้ฟังเท่าไหร่ (หัวเราะ) พอตระหนักถึงเรื่องนี้ บางวันเรารู้สึกเหมือนยังไม่ได้คุยกับแม่เลย ก็จะแวะไปคุยนิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่การบังคับตัวเองนะ แต่ตระหนักว่าอย่าลืมสิ่งนี้ ไปทำงานทั้งวันกลับมาถึงบ้านก็แวะไปหาแม่หน่อย ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยคิดเลย

เมื่อก่อนเราอาจจะโกรธบางคน ตอนนี้ก็ช่างเถอะนะ จบๆ ไป เคยไปทำอะไรให้คนอื่นเสียใจก็พยายามไปคุยหรือขอโทษ แต่ก็ยังทำไม่ได้หมดนะ สุดท้ายมันก็แค่นี้ ไม่มีใครอยู่ข้ามชาติ เราเจอกันแค่ช่วงเดียวเท่านั้น

สำหรับคุณ ความตายคืออะไร

คือกฎปกติที่คุณควรจะรู้ ทุกคนก็รู้ตั้งนานแล้วแหละ แต่พยายามลืมๆ มันไป เป็นเหมือนคู่มือการใช้ชีวิตอันแรก ซึ่งกำหนดการใช้ชีวิตของคุณทุกๆ อย่างเลย คนเราทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตาย แค่นั้นแหละ ทำงาน กินข้าว จะได้อยู่รอด ความตายมันกำหนดวิธีคิด การกลัวความตายทำให้เราเป็นคนแบบหนึ่ง หรือการไม่กลัวความตายก็ทำให้เราเป็นคนแบบหนึ่ง ความตายคือขีดที่บอกว่าชีวิตคุณมีจำกัด คุณต้องบริหารจัดการมัน แล้วแต่ว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร

ถ้ารู้ล่วงหน้า อยากเขียนสเตตัสสุดท้ายในเฟซบุ๊กว่าอะไร

อยากให้มันตลกๆ (หัวเราะ) อย่างน้อยคนเข้ามาอ่านเจออันแรก ก็จะเอนเตอร์เทนนิดหนึ่ง อย่างน้อยกูก็มีประโยชน์อะไรสักอย่าง (ยิ้ม)

เต๋อ นวพล

Writer

พิมชนก พึ่งบุญ ณ อยุธยา

อินโทรเวิร์ด ที่ชอบ 'คุย' กับคน เพื่อสำรวจความคิดและถ่ายทอดเรื่องราวบันดาลใจ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load