“ใช่พี่รึเปล่านะ ที่ผมคุยเรื่องการมีกับไม่มี” เต๋อส่งข้อความมา หลังจากที่เราเจอกันประมาณ 1 สัปดาห์

“ใช่” เราตอบกลับไป

วันนั้นเราถามสารทุกข์สุกดิบ คุยกันเรื่องหนังเรื่องใหม่ของเขา รวมถึงเรื่องการมีอยู่และการไม่มีอยู่ เรารู้จัก เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ในคลาสที่มหาวิทยาลัย ในวันนี้ที่เขามีอายุ 33 ปี เขาครุ่นคิดเรื่องความตาย แต่ไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิตในเชิงหดหู่ เป็นเรื่องน่ากลัว หรือน่าขับไส แต่คือระบบเกิดดับที่ทุกคนต้องเผชิญอย่างเท่าเทียมกันตามธรรมชาติ ในฐานะคนเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์ เต๋อเลือกบันทึกความคิดในช่วงนี้ลงในภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่ 5 ของเขา

นอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นการปลุกสปิริตในการทำหนังอิสระ เป็นบทสรุปในรอบ 5 ปีของการมีอยู่ของผู้กำกับชื่อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ในวงการภาพยนตร์ไทย Die Tomorrow อาจบอกเป็นนัยว่า วันที่เหลือคือ ‘โอกาส’ ของการมีชีวิตอยู่อย่างงดงามและมีความหวัง

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

01

การมีอยู่ของสปิริตแบบเดิม / การไม่มีอยู่ของบริบทแบบเดิม

ดูคุณยังกระหายที่จะทำหนังอิสระ

ตลอดเวลา ผมโอเคกับการทำหนังทั้งสองฝั่ง ทั้งสตูดิโอ ทั้งอินดี้ ขึ้นกับเรื่องที่เรามีอยู่ในหัว ซึ่งก็มีอยู่ทั้งสองแบบ มีทั้งเรื่องแบบที่ควรทำกับ GDH มันน่าจะสนุกดี มันต้องการเซ็ตอัพที่ใหญ่หน่อย บางเรื่องที่ทดลองมากๆ ก็อยากลองทำดูว่าจะเวิร์กหรือเปล่า ทุกอย่างมีหน้าที่ของมัน เราไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งนี้แล้วไม่ควรมีสิ่งนี้ ขึ้นกับว่าเราเอาสิ่งนี้ไปใช้ทำอะไร ในจุดประสงค์ไหน เหมือนเวลาดูหนัง ผมดูได้ทุกแบบ แต่คงไม่ดูหนังยุโรปทุกวัน ในวันที่เครียดมาก ผมขอหนังสนุกๆ ฮอลลีวูดเลย ก็เพลินดี ใครอยากดูอะไรในเวลาไหนก็ไปเลือกเอา เราทำหนังกับสตูดิโอแล้วก็กลับมาทำแบบอินดี้บ้าง กระโดดข้ามไปข้ามมาได้ ไม่ใช่ครั้งที่แล้วทำใหญ่ ครั้งต่อไปต้องใหญ่กว่าเดิม ขึ้นกับเรื่องที่เราสนใจในเวลานั้นว่าเป็นแบบไหนมากกว่า เวลาผมทำหนัง เรื่องมักจะมาจากประสบการณ์ส่วนใดส่วนหนึ่งในช่วงชีวิตของผมทุกเรื่อง ถ้าวิธีการเล่าหรือเนื้อหาที่เราอยากทำ มันเหมาะกับการทำแบบเล็กๆ ก็กลับมาทำแบบอินดี้ แค่นั้นเอง

เลือกยังไงว่า เรื่องนี้จะเล่าสเกลไหน

อยู่ที่เรื่องกับวิธีการเลย เรื่องเกี่ยวกับอะไร อยากเล่าแบบไหน แล้วประเมินว่าเล็กหรือใหญ่ได้ สมมติเรามีโปรเจกต์หนังพีเรียด เรารู้ว่าทำเล็กไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณไม่สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมนั้นขึ้นมาด้วยงบที่น้อยได้ ก็ต้องไปสู่ระบบสตูดิโอ ซึ่งเรื่องต้องโดนคนส่วนใหญ่ได้ ถ้าอยากทำแนวพีเรียดจริงๆ ก็ต้องเลือกเรื่องที่คนเชื่อมโยงได้

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

วิเคราะห์จากประสบการณ์

ใช่ อย่าง Die Tomorrow เราก็เกรงใจพี่ที่สตูฯ (ยิ้ม) เพราะเขาไม่น่าทำนะ อย่าไปเสนอให้เขาลำบากใจเลย เรามีอีกเรื่องที่เราเสนอเขาไปแล้วด้วยแหละ ซึ่งเล่าเรื่องแบบปกติ แต่เรื่องนี้มันแบบ… ก็ไม่ได้ทดลองอะไรขนาดนั้นนะ เพียงแต่โครงสร้างของหนังเป็นเหมือนอัลบั้มเพลงที่มี 12 เพลง ถามว่า 12 เพลงเชื่อมต่อกันไหม ไม่เชื่อม แต่ถามว่า อยู่ในหัวข้อเดียวกันไหม ใช่

ความรู้สึกตอนทำ 36 กับ Die Tomorrow เหมือนกันไหม

เหมือน ทีมงานน้อยเหมือนเดิม (หัวเราะ) ทำกันเองจริงๆ สองสามคนเหมือนเดิม มีผม มีโปรดิวเซอร์ กับคนช่วยอีกคนหนึ่ง นู่นนี่นิดหน่อย ความต่างคือ สเกลไม่เหมือนกัน ตอน 36 ยกคอมพิวเตอร์ไปฉายที่หอศิลป์กรุงเทพฯ กันเองก็เหมือนจะหนัก แต่ควบคุมได้ คนดู 60 คนต่อรอบ ฉาย 5 รอบ ก็สองสามร้อยคน ทำกันเอง ขนของกันเอง ก็ไม่ได้วุ่นวายมาก หลังจากนั้นไปฉายที่ Alliance Française (สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ) ใหญ่ขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังควบคุมได้อยู่ รอบละสองร้อย

อันนี้ยากขึ้น 10 เท่า ครัั้งนี้เข้าโรงหนัง เราต้องทำ post-production ซึ่งมีรายละเอียดเยอะแยะมากมาย โชคดีหน่อยตรงที่เราทำเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 5 เราผ่านกระบวนการนี้มาหลายครั้งแล้ว อาจจะไม่ได้เป๊ะมาก แต่รู้ว่าขั้นตอนต่อไปคืออะไร แต่มันก็เยอะอยู่ดี เช่น งานของโปรดิวเซอร์ก็เหมือนอยู่ในกองมากกว่า วันหนึ่งก็ต้องมาทำความเข้าใจว่า เราเตรียมฮาร์ดดิสก์ให้เขา 2 ลูก ลูกนี้เก็บไฟล์นี้ อีกลูกเก็บไฟล์นั้น ถ้าเป็นระบบบริษัทปกติจะมี Post producer ที่รู้ว่าไฟล์ต้องเป็นแบบนี้ ไฟล์ซับไตเติ้ลต้องเป็นแบบนี้ เสียงแบบนี้ แต่เรานี่แบบ เฮ้ย เดี๋ยวต้องให้เมสเซนเจอร์ไปส่งฮาร์ดดิสก์ก่อน อ้าว ลืมไฟล์นี้ ต้องส่งกลับไปใหม่ ก็เลยเหมือนต้องลงมาทำเองทั้งหมด พวกเราต้องเปลี่ยนบทบาทในแต่ละวันเป็นแผนกต่างๆ (ยิ้ม) ไม่ซ้ำกัน แต่ก็อย่างที่บอก โชคดีหน่อยที่พอจะมีความรู้อยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าทำ 36 แล้วกระโดดมาทำใหญ่ขนาดนี้ อันนั้นตายแน่นอน

Die Tomorrow Die Tomorrow

ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่ยากขึ้นบ้าง

รู้สึกดีที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ถ้าเราไม่ทำหนังเองก็คงไม่ได้เจอ เหมือนเรารู้มา 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว การทำเรื่องนี้ทำให้เรารู้มากขึ้นเป็น 85 เปอร์เซ็นต์ อาจยังไม่รู้ทั้งหมด เช่น เราอาจไม่รู้ว่าผู้บริหารโรงหนังคิดยังไง แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าฝั่งโรงหนังเขามองหนังแบบนี้ เขาจัดรอบด้วยวิธีคิดแบบนี้ เขามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง มีเงื่อนไขอะไรบ้าง เป็นสิ่งที่เรามีความสุขที่ได้รู้ ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะคุณจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ยังไง ถ้าไม่ลงมือทำหนัง

เป็นเสน่ห์ของการทำหนังอินดี้

ความรู้สึกคล้ายๆ ตอนทำ 36 นะ แต่ก็ไม่ใช่ มันเป็นก้อนความรู้สึกก้อนใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ถ้าผ่านไปได้นะ ครั้งหน้าคงไม่มีอะไรยากไปกว่านี้อีกแล้ว นอกจากจะฉายแบบ IMAX สามมิติ (หัวเราะ)

การทำหนังอินดี้ให้ความสุขกับคุณเหมือนหนังสตูดิโอไหม

(หยุดคิด) ไม่ต่างครับ ไม่ว่าจะทำเล็กใหญ่ เราก็ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ คำถามยอดฮิตสมัยทำฟรีแลนซ์ฯ คือ สตูดิโอเขาบังคับอะไรรึเปล่า คำตอบคือ เขาไม่ได้บังคับอะไร เขาบอกว่า ก็ทำเรื่องนี้แหละ ตลกประมาณนี้แหละ ไม่ต้องฮาสุดๆ แบบผู้กำกับพี่ๆ เขาก็ได้ ซึ่งเราโอเคมากๆ ถ้าเป็นเวทีคอนเสิร์ต จะขึ้นเวทีงาน Big Mountain หรือเล่นงาน Cat ก็ให้ความสุขกับผมได้เท่ากัน

เต๋อ นวพล เต๋อ นวพล

02

การมีอยู่ของความสนใจส่วนตัว / การไม่มีอยู่ของแรงกดดัน

ทำไม Die Tomorrow ถึงเป็นเรื่องส่วนตัวที่สุด

หัวข้อด้วยมั้งฮะ พอเราพูดถึงความตาย หมายถึงเรากำลังพูดถึงชีวิตว่าเราคิดยังไงกับชีวิต เรามองโลกยังไง การใช้ชีวิต แล้วก็ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ พอพูดเรื่องความตายก็สะท้อนเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด

หนังเรื่องอื่นๆ เป็นทัศนคติที่เรามีต่อเรื่องภายนอก The Master ทัศนคติของเราคือ การเกิดดับของพ่อค้าวิดีโอ ความไม่แน่นอนของชีวิต Mary Is Happy, Mary Is Happy คือ ชีวิตมัธยมหรือ coming of age เรื่อง 36 พูดถึงความทรงจำ แต่เรื่องนี้คือชีวิต ตัวหนังก็สร้างจากเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตคนนี้คนนั้นซึ่งเกี่ยวข้องกับความตาย เลยรู้สึกว่ายิ่งใกล้เข้าไปอีก หมายถึงเป็นเรื่องของคนรอบๆ แล้วหนังก็ค่อนข้างบาง ค่อนข้างธรรมดา เหมือนแค่ฉายภาพนั้น

เราทำเรื่องนี้ให้เป็นหนังอิสระด้วย ก็เลยทำแบบนี้ได้ แค่ไม่ทำเกินงบ ไม่ต้องมาคิดว่าจะขาดทุนไหม ถ้าจะขาดทุนก็ต้องโปรโมตให้ดูสนุกกว่านี้ อันนี้แบบ ฉายก็ฉาย จบ เทรเลอร์ก็ตัดแค่นั้นเลย เรื่องนี้เลยออกมาเป็นตัวเองที่สุดแล้ว  

Die Tomorrow Die Tomorrow

เป้าหมายของการสื่อสารเรื่องส่วนตัวแบบนี้คืออะไร

มันตอบสนองพื้นฐานของทุกคนอยู่แล้ว การที่เราได้แสดงความคิดของเราว่า เราคิดแบบนี้นะ ไม่ต่างจากตั้งสเตตัส เพียงแต่ผมทำออกมาเป็นหนัง เป็นก้อนความทรงจำที่บันทึกเอาไว้ว่าเราเคยคิดแบบนี้นะ

วิธีการเล่าเรื่องก็ดูจะส่วนตัวมาก

ใช่ ตามใจตัวเองที่สุดแล้ว เพราะเป็นหนังอินดี้น่ะครับ ทำไปเถอะ เดี๋ยวไม่ได้ทำ (หัวเราะ) ผมไม่ได้มีเป้าหมายอะไรที่ต้องพิชิต ถ้าเราต้องปลดหนี้ด้วยหนังเรื่องนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนเลย เราต้องออกแบบใหม่ ซึ่งไม่ผิดนะ แต่เรื่องนี้เราทำแบบเหมือนมีผ้าใบมาให้แล้วลองวาดอะไรก็ได้ ซึ่งนานๆ จะได้ทำแบบนี้ เพราะงานส่วนใหญ่ที่เราทำมีเป้าหมายตลอด เช่น ต้องทำให้เวิร์ก 5 วินาทีแรกต้องปัง หรือ ‘ต้องไวรัลนะครับ’ จนบางทีเราลืมความรู้สึกของการทำหนังไปแล้ว

แต่นี่เป็นเหมือน Drawing therapy วาดอะไรก็ได้ไม่มีผิดไม่มีถูก เมื่อมีโอกาสแบบนี้ก็ทำไปเถอะ อย่าคิดมากเลย เลยลองเลือกวิธีเล่าแบบที่เราอยากเห็นมันเกิดขึ้นบนจอหนัง

Die Tomorrow Die Tomorrow

เลยเป็นเรื่องที่รู้สึกสบายที่สุดเท่าที่เคยทำมา

ตอนที่ออกไปถ่าย เรารู้สึกเหมือนไปปิกนิก ไปตีแบด เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากๆ ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้น ถ้าคุณต้องทำหนังที่มีงบประมาณสูงมาก ไม่มีทางชิลล์เอาต์ได้ ต่อให้เขาบอกว่า อย่าเครียด แต่เราก็จะแบบ เอาเงินเขามาแล้ว 25 ล้านว่ะ ต้องทำให้ดีที่สุด

นับเป็นบันทึกสรุปของการทำหนังของคุณในช่วงแรกได้ไหม

ในรอบห้าหกปีที่ผ่านมาค่อนข้างพิเศษเพราะผมได้ทำหนังปีละเรื่อง เหมือนเป็น episode มันคือ season นี้ จะว่าเหมือนบทสรุปของก้อนนี้ก็ได้ เมื่อถึงจุดที่เราขึ้นงานชุดใหม่ เราก็อาจจะลองหาอะไรใหม่ๆ ตอนนี้ความสนใจของผมเริ่มเปลี่ยนไป อยู่ดีๆ ก็อยากทำหนังพีเรียดยุค 70 – 80 มันเป็นยุคที่น่าสนใจ หรือบางทีอาจจะถอยไปไกลมาก แต่ไม่ใช่หนังสงคราม อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ การเดินทางไปที่หนึ่งต้องใช้เวลานานมาก สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขทาง space and time ที่น่าสนใจ และเล่าเรื่องด้วยบริบทของปัจจุบันได้ สมัยก่อนกว่าข่าวข่าวหนึ่งจะไปถึงอีกคนนี่ใช้เวลานานมากเลยนะ มันเป็นไอเดียที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำมาก่อน  

อาจเพราะ 5 ปีที่ผ่านมาเราทำเรื่องที่เราสนใจในวัย 20 – 30 ปีหมดแล้วอย่างรวดเร็ว input ถูกใช้เร็วมาก เพราะทำถี่มาก เรื่องที่อัดอั้นว่าอยากเล่าในช่วงวัยหนุ่มมันหมดแล้วอะ มันถึงเรื่องความตายแล้วนะ (หัวเราะ) โคตรปลายทาง เร็วมากเลยอะ

ถ้าผมทำหนังเมื่อ 10 ปีก่อน กว่าจะทำหนังเรื่องหนึ่งต้องใช้เวลา 3 ปี ทำ 5 เรื่องต้องใช้เวลา 15 ปี ถ้าผมเริ่มทำหนังตอนอายุ 30 ผมจะทำเรื่องที่ 5 ตอนอายุ 45 แต่ตอนนี้ผมทำเรื่องที่ 5 ตอนอายุ 33

เต๋อ นวพล

03

การมีอยู่ของชีวิต / การไม่มีอยู่ของลมหายใจ

Die Tomorrow เกิดจากความหมกมุ่นเรื่องความตาย

หนังเรามีสิ่งนี้ทุกเรื่องเลย พูดเรื่องมี-ไม่มี เพียงแต่จะมาในรูปแบบไหน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงหลงใหลสิ่งนี้ มันดูเศร้า แต่เราดันชอบเห็นซ้ำไปซ้ำมา มองมันแบบกึ่งๆ เข้าใจ รู้สึกว่าการมี-ไม่มีมันสะเทือนมั้ง มันทำให้เราคิดเรื่องชีวิตตัวเอง คิดถึงคนอื่น หนังเราวนๆ อยู่กับเรื่องพวกนี้ อย่างเรื่อง 36 ก็ใช่ เพราะพูดถึงคนที่เคยรู้จักกันในช่วงหนึ่งที่วันหนึ่งก็หายไป อาจจะไม่ได้ตาย แค่ไปอยู่ที่อื่น แต่เราก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน ฟรีแลนซ์ฯ ชัดสุดเพราะมาเป็นงานศพเลย เป็นไอเดียที่เราคิดว่าถ้ามีงานศพทำแบบนี้ดีกว่า ก็เลยมีซีนนี้ขึ้นมา แต่หลังจากนั้นเราก็รู้สึกว่า ความตายมีอะไรมากกว่านั้น

เหตุการณ์ไหนทำให้คิดเรื่องความตายอย่างจริงจัง

ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น อาจเป็นเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เช่น แม่ชอบเดินมาบอกว่า ‘เอกสารเกี่ยวกับบ้านทั้งหมดอยู่ตรงนี้นะ’ ทำไมพูดบ่อยจัง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ เรานั่งทำงานอยู่ที่บ้านเฉยๆ สิ่งนี้ก็มาถึงง่ายๆ อย่างนั้นเลยเหรอ เวลาไปงานศพ เราก็แค่รู้สึกว่ามันมีอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าความตายเป็นเรื่องสำคัญ คือ การที่แม่เดินมาบอกแต่แม่ยังอยู่ พอแม่มาพูด เลยสำนึกได้ว่า เออ วันหนึ่งเราอาจจะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว

พอสนใจเรื่องความตายแล้ว มีผลต่อวิธีการใช้ชีวิตยังไงบ้าง

มันช่วยกำหนดวิธีการใช้ชีวิต สำหรับผมถือว่าดีขึ้นเลย วิธีการทำงาน รับงาน การคิดนู่นนี่ บางทีมันช่วยให้เราสบายขึ้น อย่างเรื่องงาน เราอยากทำงานที่เราชอบ มีความสุขกับมัน เรียนรู้จากมันได้ ไม่ใช่ทำแต่งานง่ายๆ เพราะเราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ถ้าต้องตายในหน้าที่ ก็ขอให้เป็นหน้าที่ที่เราชอบ เรามีความสุขกับมันเถอะ ก็เลยพยายามเลือกงานที่โอเค

เต๋อ นวพล

แล้วในแง่ของความสัมพันธ์

(หยุดคิดครู่หนึ่ง) บางทีนั่งทำงานเครียดๆ อยู่บ้านแล้วแม่เดินมาชวนคุย เราไม่ค่อยได้ฟังเท่าไหร่ (หัวเราะ) พอตระหนักถึงเรื่องนี้ บางวันเรารู้สึกเหมือนยังไม่ได้คุยกับแม่เลย ก็จะแวะไปคุยนิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่การบังคับตัวเองนะ แต่ตระหนักว่าอย่าลืมสิ่งนี้ ไปทำงานทั้งวันกลับมาถึงบ้านก็แวะไปหาแม่หน่อย ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยคิดเลย

เมื่อก่อนเราอาจจะโกรธบางคน ตอนนี้ก็ช่างเถอะนะ จบๆ ไป เคยไปทำอะไรให้คนอื่นเสียใจก็พยายามไปคุยหรือขอโทษ แต่ก็ยังทำไม่ได้หมดนะ สุดท้ายมันก็แค่นี้ ไม่มีใครอยู่ข้ามชาติ เราเจอกันแค่ช่วงเดียวเท่านั้น

สำหรับคุณ ความตายคืออะไร

คือกฎปกติที่คุณควรจะรู้ ทุกคนก็รู้ตั้งนานแล้วแหละ แต่พยายามลืมๆ มันไป เป็นเหมือนคู่มือการใช้ชีวิตอันแรก ซึ่งกำหนดการใช้ชีวิตของคุณทุกๆ อย่างเลย คนเราทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตาย แค่นั้นแหละ ทำงาน กินข้าว จะได้อยู่รอด ความตายมันกำหนดวิธีคิด การกลัวความตายทำให้เราเป็นคนแบบหนึ่ง หรือการไม่กลัวความตายก็ทำให้เราเป็นคนแบบหนึ่ง ความตายคือขีดที่บอกว่าชีวิตคุณมีจำกัด คุณต้องบริหารจัดการมัน แล้วแต่ว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร

ถ้ารู้ล่วงหน้า อยากเขียนสเตตัสสุดท้ายในเฟซบุ๊กว่าอะไร

อยากให้มันตลกๆ (หัวเราะ) อย่างน้อยคนเข้ามาอ่านเจออันแรก ก็จะเอนเตอร์เทนนิดหนึ่ง อย่างน้อยกูก็มีประโยชน์อะไรสักอย่าง (ยิ้ม)

เต๋อ นวพล

Writer

พิมชนก พึ่งบุญ ณ อยุธยา

อินโทรเวิร์ด ที่ชอบ 'คุย' กับคน เพื่อสำรวจความคิดและถ่ายทอดเรื่องราวบันดาลใจ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ท่ามกลางความพลุกพล่านของย่านอนุสาวรีย์ เราเดินเลยบีทีเอสสนามเป้าไปเล็กน้อย เพื่อเข้าไปยังออฟฟิศใหม่เอี่ยมของ เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ หรือ เจมมี่เจมส์ นักแสดงผู้ควบบทบาทตั้งแต่นักร้อง นักธุรกิจ มาจนถึง ‘เชฟ’

สิ่งแรกที่เราเห็นไม่ใช่โต๊ะทำงานหรือห้องประชุม แต่เป็นห้องครัวที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องครัว เหมาะแก่การโชว์ให้แขกรู้ว่า เจ้าของเงินทุนทุ่มเทกับเรื่องการทำอาหารขนาดไหน

เรานั่งเก็บบรรยากาศสักพัก เจ้าของออฟฟิศก็เดินทางมาถึงและทักทายทุกคนอย่างเป็นมิตร

หากถามว่าบทสนทนาในครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับประเด็นใด ท่ามกลางความชื่นชอบอันหลากหลายและความสามารถอันมากมาย เสียงท้องที่ร้องประท้วงในช่วงเวลา 11 โมง คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

The Cloud ชวนกระเพาะของทุกท่านมาส่งเสียงร้องไปพร้อมกันกับเมนูชีวิตของเจมส์ในวัย 25 พร้อมมุมมองด้าน ‘อาหาร’ จากศิลปินที่ตอนนี้ต่อให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในครัวทั้งวันเขาก็ทำได้

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

Big Batch Appetizers
จุดเริ่มต้นของไข่เจียวไม่ธรรมดา

เพราะความชอบในการทำอาหาร แผนการเรียนต่อต่างประเทศด้านนี้จึงผุดขึ้นมาอย่างตั้งใจ รวมไปถึงการสร้าง ‘ห้องครัว’ ในออฟฟิศที่หมดเงินจุดเดียวเป็นหลักล้าน และจนถึงตอนนี้อุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ ก็งอกขึ้นมาอย่างไม่รู้จบ

เจมส์บอกว่า เขาต้องการสร้าง Living Space ผสม Co-working Space จึงตั้งใจโชว์ครัวไว้ด้านหน้าสุด เพื่อความสะดวกในการถ่ายรายการและวางเครื่องครัว ซึ่งดีกว่าการยกตู้เย็นขึ้นไปชั้นสองแน่นอน

“เวลาเข้าออฟฟิศของที่แพงคือของที่คนเห็น ผมคิดว่าจริง ผมมองว่าครัวนี้คือการลงทุนทางธุรกิจและเป็นความชอบ เมื่อเวลาผ่านไปมันจะคุ้มค่า ตรงนี้ก็อยากใช้สำหรับ Chef’s Table ครั้งต่อไปด้วย คาดว่าจะมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ตอนนี้อยู่ในช่วงพัฒนาเมนูอยู่”

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25
เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

เจมส์เก็บรวมประสบการณ์จากการทำ Chef’s Table ครั้งแรกมาพัฒนาครั้งต่อไป แต่กว่าชีวิตในครัวของเขาจะมาถึงจุดที่ทำอาหารทั้งวันก็ไม่เบื่อ เขาเคยเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ยืนมองคุณตาทอดไข่เจียวเท่านั้น

“ชีวิตผมวัยเด็กคงเหมือนข้าวไข่เจียวราดซอสพริก เพราะว่าข้าวไข่เจียวมันคือความธรรมดา เราก็เหมือนเด็กธรรมดา แต่แอบแซ่บเบา ๆ เลยใส่ซอสพริกเข้าไป” เจ้าตัวตอบอย่างขี้เล่น

เด็กชายธีรดนย์เติบโตขึ้นในบ้านที่มีวัฒนธรรมการกินแบบผสมผสานระหว่างจีนและไทย โดยมีคุณตาเป็นตัวแทนฝั่งจีน และคุณยายเป็นตัวแทนฝั่งไทย ส่วนคุณปู่คุณย่ามาจากจีนทั้งคู่

บ้านของเขามีเมนูซิกเนเจอร์ 5 เมนู ได้แก่ ไก่ซอสแดง กะหล่ำต้มเค็ม น้ำพริกกะปิ ข้าวต้มมัด และข้าวมันไก่ ชนิดครบจบทั้งคาวหวาน

“ข้าวมันไก่บ้านผมใช้เวลาทำนานมาก” แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เมนูนี้กลายมาเป็นอาหารจานสำคัญ เพราะเบื้องหลังที่ทรงคุณค่ากว่าคือการชวนให้ทุกคนในบ้านคิดถึงคุณยายผู้เป็นที่รัก

“ตายายเขามีไก่เจ้าประจำที่ไปซื้อ แต่ก่อนยังไม่มีแถวพระราม 5 ต้องไปแถวบางบัวทอง เอาไก่มาต้มเป็นชั่วโมง คอยตักมันที่ลอยออกมาไปทำข้าวมันไก่ ข้าวก็ต้องคลุกตลอดเวลา จากนั้นนำไก่ต้มมาหั่น ทำน้ำจิ้ม ใช้เวลาเสร็จสรรพประมาณ 3 ชั่วโมงได้ แต่เราได้เครื่องและข้าวที่อร่อยจัดเต็ม

“ข้าวมันไก่ของยายคือข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดสำหรับผม”

เขาเล่าต่อว่า แท้จริงแล้วสมัยเด็กแทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเข้าครัวเลย ทั้งหมดที่เขาทำคือการ ‘ยืนดูคนในบ้านทอดไข่เจียว’

“อีกเรื่องที่คนไม่รู้คือ จริง ๆ ผมชอบกินซีฟู้ดเผา ต้องกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดไทยสีเขียวเท่านั้น ไม่เอาสีแดง ตอนเด็กผมเคยแพ้กุ้งด้วย แต่ผมสู้กุ้งกลับ กินต่อจนมีภูมิมาจนถึงปัจจุบัน”

แน่นอนว่าเมื่อมีเมนูที่ชอบมากถึงขนาดนี้ ย่อมต้องมีเมนูที่ไม่ถูกจริตด้วยเช่นกัน เขาเบะปากเล็กน้อยก่อนสาธยายเมนูออกมา ทั้งชาเขียว คาโบนาร่า เครื่องใน อาหารประเภทที่ครีมสูง หรือแม้แต่ของหวาน อย่างไรก็ตาม การได้เข้าสู่วงการอาหารทำให้เขาเปิดใจมากขึ้นไม่น้อย

“ผมอาจจะแปลกหน่อย แต่ของคาวต้องติดหวาน ของหวานต้องหวานน้อย”

เจมส์ทิ้งท้ายด้วยรสนิยมการเลือกกินของเขา เวลาที่มีของอร่อยถูกปากมาช่วยหยุดเสียงร้องโครมครามของกระเพาะ นั่นคือช่วงเวลาสวรรค์ประทาน เช่นเดียวกับที่โชคชะตาประทานสายโทรศัพท์ เพื่อชวนเจมส์เข้าร่วมรายการอาหารสุดโหดและฮอตแห่งปีอย่าง MasterChef Celebrity Thailand Season 2

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

Main Course of Life
ชีวิตสูตรหนัก เน้น และเข้มข้น

ก่อนจะเข้าร่วมรายการ เจมส์เดินทางไปที่ประเทศออสเตรเลียเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Thirteen Lives หนังสัญชาติฮอลลีวูดว่าด้วยเรื่อง 13 หมูป่าติดในถ้ำหลวง ซึ่งการออกเดินทางไปใช้ชีวิตต่างแดนในครั้งนี้ไม่เพียงประสบการณ์กระทบไหล่นักแสดงระดับโลก แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ลองทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับอาหารมากขึ้น

เมื่อไปถึงออสเตรเลีย นักแสดงไทยไม่สนใจแม้กระทั่งการแกะสัมภาระออกมาจัดเรียง เพราะแกะเดียวที่เขาสนใจ คือเนื้อแกะบนเตาย่าง!

“ผมชอบย่างเนื้ออยู่แล้ว ไปถึงมื้อแรกผมเข้าซูเปอร์ฯ ซื้อแกะที่นั่น พอ 3 ทุ่มผมมาย่างแกะเป็นมื้อแรก เซอร์มาก กระเป๋าไม่แกะ ย่างแกะก่อนเลย” เจมส์บรรยายภาพในวันนั้นให้ฟัง เราเชื่อว่าตลอดเวลาที่อยู่ออสเตรเลีย ชายคนนี้คงไม่ปล่อยให้ห้องครัวต้องเหงาเลยสักวัน

หลังกลับสู่บ้านเกิด ก็ประจวบเหมาะกับที่ทางรายการติดต่อมาพอดี เจมส์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่มีในหัวตอนนั้นแทบจะเป็นศูนย์ แต่สิ่งที่ปลุกไฟในตัวคือความรู้สึกอยากเอาชนะตัวเอง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของหลักสูตรเตรียมความพร้อมฉบับเร่งรัดเพื่อการแข่งขันในครั้งนี้

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

‘MasterChef Starter Pack’ เป็นชื่อที่ใช้นิยามสิ่งที่ควรทำได้ในรายการ MasterChef Celebrity Thailand Season 2 ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ตลอดการเทรนกับ พลอย-ณัฐณิชา บุญเลิศ จากรายการ MasterChef Thailand Season 1 ผู้ฝึกสอนเฉพาะกิจในครั้งนี้

การเทรนเปรียบเสมือนการเก็งข้อสอบของติวเตอร์ในสถาบันกวดวิชา สำหรับเจมส์แล้วช่างเป็นวิชาคหกรรมที่ยากไม่น้อย แถมเจ้าตัวยังไม่ถนัดดี

การฝึกฝนอย่างเข้มข้นเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

“พาสต้าเส้นสดมีอะไรบ้าง มีเส้นแบบไหนที่คุณต้องทำได้ สำหรับตัวโปรตีน ถ้าคุณได้ไก่จะแล่ยังไง ปลาแล่ยังไง ไก่ ปลา หมู เนื้อทำอะไรได้บ้าง เอาไปซูวี (ปรุงอาหารภายใต้ถุงสุญญากาศ) อุณหภูมิกี่องศาฯ  หรือถ้าจะเอามาย่าง สุกทันไหม ตัวผักทำอะไรได้บ้าง ดองได้ ตัดแต่งได้ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่คุณต้องทำให้ได้ในมาสเตอร์เชฟแน่ ๆ นอกนั้นอยู่ที่ว่าคุณจะไปดัดแปลงเป็นเมนูยังไง”

ใช่ว่าการเทรนครั้งนี้จะจบที่การรู้จักวัตถุดิบและวิธีการปรุงอาหารเท่านั้น การจัดการเวลาก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เชฟมือใหม่ต้องฝึกในส่วนนี้เพิ่ม

เขาเสริมในช่วงแข่งขันว่า การได้เห็นผู้เข้าแข่งขันท่านอื่นที่ดูคุ้นเคยกับการทำอาหารอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ทำให้เขากดดันไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดเจมส์ก็ได้ค้นพบว่า คนที่เขาอยากจะเอาชนะมากที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือตัวของเขาเอง

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“ไม่ใช่การเอาชนะตัวเองที่ทำเพื่อชนะคนอื่น แต่เป็นทักษะที่เราเต็มที่ นี่คือวินัยในการฝึก การอินกับมัน การทุ่มเทเวลากับมัน การยอมรับความกดดัน ผมรู้สึกว่าการไปครั้งนี้ได้อะไรเยอะมาก เหมือนผมค้นพบตัวเองเลยนะว่าผมชอบการทำอาหารมาก”

ขณะที่รายการดำเนินมาถึงวันสุดท้าย การเดินทางบนเส้นทางอาหารของเจมส์กลับเพิ่งเริ่มต้น การเข้าคอร์สเพื่อเตรียมความพร้อมเบื้องต้นสำหรับการแข่งขัน เปลี่ยนไปเป็นการคิดคอนเซ็ปต์และพัฒนาเมนู เพื่อต่อยอดไปสู่การทำ Chef’s Table ของเจมส์ ซึ่งหลาย ๆ คนอาจคุ้นเคยกันดี หรืออาจจะเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างกับชื่อ ‘FOCA’

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“Chef’s Table เกิดขึ้นหลังไปมาสเตอร์เชฟ เราไปลั่นว่าผมทำ Chef’s Table แน่นอน ก็ไม่ได้รู้ว่ามันจะยากขนาดไหน มีวิธีการจัดการอะไรยังไง แต่พอพูดไปและเราก็อยากทำ เราเลยเอาซีฟู้ดของไทยที่เป็นรสไทย เมนูเหมือนไทย ๆ ทวิสต์ให้อยู่ในการเสิร์ฟแบบเมดิเตอร์เรเนียน” เชฟอธิบายที่มาและคอนเซ็ปต์ของร้าน ต่อด้วยการยกตัวอย่างเมนูที่ผ่านการพัฒนามาอย่างสร้างสรรค์

“ปาเอญ่า (ข้าวอบสเปน) ผมเอามามิกซ์กับข้าวขยำปู เสน่ห์ของมันคือปกติข้าวขยำปูจะค่อนข้างเป็นเม็ดหน่อย แล้วใส่น้ำยำลงไป ใส่ปูเป็นก้อน แต่พอเรามิกซ์กับปาเอญ่า ด้วยความที่ไม่ได้สุกมาก ข้าวจะมีสัมผัสความกรอบ ก็จะแบ่งครึ่งเป็นแบบออริจินัลกับแบบปาเอญ่าขยำปู เป็นเมนูตัวหลักของเรา”

นอกจากการคิดค้นเมนูและจัดการ Chef’s Table ให้ออกมาตามฝัน หนึ่งในแรงบันดาลใจต้นทางของเขา ยังเป็นเชฟที่ตนเองชื่นชอบอย่าง Grant Achatz เจ้าของร้านมิชลินไกด์ 3 ดาว Alinea

“ตอนแรกผมไม่รู้จักเขา แต่หลังจากเห็นเขาเป็นกรรมการในรายการ The Final Table เราเลยไปดู Documentary ของเขา เขาเป็นมะเร็งที่ลิ้น ลิ้นรับรสไม่ได้ แต่เขาสู้จนหาย แล้วมาเปิดร้าน

“เพลตติ้งเขาในเมนูของหวานเป็นโต๊ะใหญ่ ๆ เขาจะโยนและสาดทุกอย่างที่เป็นของกิน ผมว่านี่คือการเพลตติ้งที่มีความ Abstract มันคือศิลปะที่ผมชอบ” ผู้เล่าขยายความด้วยแววตาเป็นประกาย

ชีวิตของเขาก็เหมือนพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงาน แต่เป็นผลงานที่มาในรูปแบบของศิลปะที่เคี้ยวได้และมีหลายรสชาติ

Dessert of Love and Art
ศิลปะกินได้

แม้จะเคยเอ่ยปากว่าไม่ถูกกับของหวาน แต่เมื่อให้เจ้าตัวลองเปรียบความรักเป็นของหวานสักจาน เขากลับอธิบายได้อย่างน่าประทับใจ

ช็อกโกแลต สตรอว์เบอร์รี มี Flexible Ganache อยู่ตรงกลาง มีไอศกรีมช็อกโกแลต มีซอสสตรอว์เบอร์รี สตรอว์เบอร์รีหั่นเล็ก ๆ ใส่ลิควิดไนโตรเจนเข้าไป ครอบด้วยโดมช็อกโกแลต เวลาทานเราจะเคาะลงไป ตัวโดมมันจะแตกลงมา แล้วควันมันก็จะขึ้น มีความเวอร์วังอลังการอยู่นิดหนึ่ง แต่ก็เรียบง่ายด้วยวัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่าง ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้มันยืนยาวได้คือแค่ความเรียบง่ายนี่แหละ” 

เมนูของหวานเป็นภาพแทนความรักของเขากับแฟนสาวที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันอย่างยาวนานได้เป็นอย่างดี

เมนูอาหารแต่ละจานของเจมส์ล้วนออกแบบอย่างละเมียดละไม เขาบอกว่าอาหารเป็นศิลปะที่ใส่ความเป็นตัวเองลงไปในจานได้ ไม่ต่างกับผืนผ้าใบที่วาดอะไรก็ได้ตามต้องการ และเสน่ห์ของอาหารไม่ต่างจากงานศิลปะที่ความชอบเป็นเรื่องของปัจเจก

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“นอกจากเสน่ห์พวกนี้ อีกอย่างที่ผมรู้สึกคือ อาหารมันพาความสุขเข้ามาในโต๊ะ การได้กินข้าวร่วมกัน คุยกันบนโต๊ะอาหาร มันมีความหมายมากกว่านั้น

“อาหารเป็นมากกว่าปัจจัย 4 มันไม่ใช่แค่สิ่งที่เราต้องมี แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เป็นศิลปะชนิดหนึ่งที่ประเทศเราไม่ค่อยสนับสนุน เราเสร็จงานแล้วหาความสุขให้ตัวเองได้ผ่านอาหารนี่แหละ” ชายหนุ่มพูดเสริมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

Cheers!
ชนแก้วสู่ความสำเร็จและก้าวย่างแห่งการเติบโต

จำได้ว่าผมเคยเล่นเกมทอยลูกเต๋าที่ให้เดินไปถึงเส้นชัยแล้วใครมีเงินมากสุดชนะ มีลูกเต๋าทอยอาชีพ มีตัวตลก ทหาร ครู หมอ นักธุรกิจ ทนาย นักธุรกิจเป็นอาชีพที่ได้เงินเยอะมาก เราก็รู้สึกว่านักธุรกิจเท่และอยากเป็นอาชีพนี้” เขาย้อนอดีตให้ฟังเพื่ออธิบายปัจจุบันและก้าวต่อไปในอนาคต

“ชีวิตอยู่กับการแข่งขันมาตลอด ผมเลยเป็นคนชอบเอาชนะ แต่ชีวิตผมก็ไปไม่สุดสักทาง พอเบื่อก็เลิก จนมาเจอการแสดงที่ไม่เบื่อเพราะเห็นผลลัพธ์ มีอะไรเป็นตัวการันตีว่าสำเร็จ เรายึดเป็นอาชีพได้และชอบมันด้วย จนกระทั่งในวัยนี้ก็เจอธุรกิจที่เป็นบาร์และการทำอาหารที่ชอบ”

การบริหารเวลาให้ทั้งการทำงานและความชอบอยู่ด้วยกันของเจมส์นั้นง่ายมาก เพราะเขาเปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นงานไปเลย ไม่ว่าจะเปิดบาร์เพราะชอบดื่ม เปิด Chef’s Table เพราะชอบทำอาหาร เปิดบีชคลับเพราะชอบไปทะเล หรือแม้แต่สร้างบริษัท JMJ LABEL เพื่อเป็นศูนย์รวมความชอบอื่น ๆ และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของรายการ เช่นเดียวกับสารคดีชีวิตส่วนตัวที่เผยแพร่มาแล้ว 5 ตอน

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“จุดประสงค์ของการทำสารคดีคือ ผมอยากแนะนำตัวเองใหม่ตอนอายุ 25 เพราะรู้สึกว่าเป็นเส้นทางใหม่ที่มันใช่กับชีวิตเรา ทั้งอาหาร ดริงก์ คนรัก อาร์ต เพื่อน ครอบครัว นี่คือสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตผมในขณะนี้ ผมอยากจะบอกคนดูว่า สวัสดีครับ ผมเจมส์ที่เป็นแบบนี้”

บทสนทนาดำเนินมาถึงจุดที่เรารับรู้เรื่องราวของเจมส์จนครบทุกรสชาติ แต่เท่านั้นยังไม่พอ เราลองให้เขาเปรียบชีวิตตัวเองในตอนนี้เป็นเมนูอาหารสัก 1 อย่าง

“Surf & Turf เสิร์ฟพร้อม Side Dish ที่มี Mashed Potato มีผักที่เอาไป Sautéed เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแล้วก็ซอสไวน์แดง

“มีตัวเมน 2 อย่าง คือล็อบสเตอร์และเนื้อ เหมือนชีวิตนักแสดงกับเจ้าของธุรกิจ Mashed Potato เป็นพาร์ตเชฟที่เสริมเข้ามา ผักที่เป็นสีสันในจานเป็นเรื่องแฟชั่นที่เราชอบ ส่วนตัวซอสเพิ่มความสไปซี่อาจจะเป็นเรื่องดริงก์

“สิ่งที่อยากนิยามผ่านเรื่องนี้คือความวาไรตี้ที่อยู่ในจาน ผมค่อนข้างชอบคำนี้ เพราะชีวิตเรามันทำหลายอย่าง”

หลังเชฟนำเสนอเมนูอาหารเรียบร้อย คนฟังอย่างเรายังสงสัยเพิ่มว่า แล้ว ‘รสชาติ’ ชีวิตในวัย 25 จะเป็นอย่างไร

“คงครบรสมั้ง เหมือนผงชูรส แต่ Chef’s Table ผมไม่ได้ใช้ผงชูรสนะ (หัวเราะ) ทุกอย่างมันกลมกล่อมมากขึ้น เหมือนก่อนหน้านี้ชีวิตเราคงเปรี้ยวเกิน ขมเกิน หวานเกิน เผ็ดเกิน แต่วันนี้เราทำให้รสชาติมันกลมกล่อมขึ้นในวัย 25”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความกลมกล่อมคือนิยามที่เหมาะกับชีวิตหลายบทบาทของศิลปินไฟแรงคนนี้

มันเป็นความกลมกล่อมที่ไม่ได้เกิดจากผงชูรส แต่เกิดจากส่วนผสมประสบการณ์ที่รวมกันได้อย่างลงตัวผ่านกาลเวลา หลังนั่งฟังเขาเพลิน ๆ เราเดินออกจาก Cinema Club BKK โดยอดคิดไม่ได้ว่า

‘แล้วรสชาติของชีวิตเราในวันนี้เป็นรสอะไรกันนะ’

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

Writers

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load