จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

ใครจะคิดว่าการรวมญาติเพื่อไหว้บรรพบุรุษในวันเชงเม้งที่ร้อนอบอ้าว จะทำให้ทริปในฝันที่ไม่คาดฝันของพวกเราเกิดขึ้นได้ เราได้ยินถึงความสวยงามของ Annapurna Base Camp หรือ ABC มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่มีโอกาสไปสักที เพราะหาคนไปด้วยไม่ได้ จนมาเม้ามอยในมื้อเที่ยงของวันเชงเม้งจนได้เพื่อนร่วมทริปเป็นลูกพี่ลูกน้องกันเอง 5 คนแบบฟลุ๊ก ๆ และพวกเราทั้ง 5 คนไม่มีรองเท้าเดินป่ากันเลยสักคน!

เมื่อตกลงกันได้ พวกเราจึงรีบจ่ายเงินและซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อผูกมัดตัวเองไม่ให้เท และความตื่นเต้นก็เริ่มเข้าครอบงำ การเตรียมตัวแบบไม่มีที่สิ้นสุดก็เริ่มขึ้น 

“ถ้าไม่ไหว เราเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับได้ใช่ปะ”

“ต้องฟิตซ้อมวิ่งลู่มั้ย”

“ต้องซื้ออะไรบ้าง” 

จากที่ได้ปรึกษาเพื่อนที่เคยไป พวกเราตัดสินใจซื้อรองเท้าดี ๆ คนละคู่ และเสื้อกันหนาวคนละตัวสองตัว ที่เหลือเราจะไปซื้อที่โน่นเอา

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

เมื่อก้าวเท้าออกจากท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวัน พวกเราทั้งห้าลากกระเป๋าเดินทางสี่ล้อบนพื้นดินลูกรังและหินขรุขระ เหมือนกลุ่มคนที่ไม่พร้อมจะมา Trekking เป็นที่สุด และการช้อปปิ้งก็เริ่มขึ้นจริง ๆ ณ ถนนทาเมล ในเมืองกาฐมาณฑุ พวกเราซื้อทุกอย่างจากที่นี่ ทั้งเสื้อผ้า หมวก กระติกน้ำ ถุงนอน กระเป๋าเป้ ไม้เดินป่า ถุงเท้า และถ่ายของจากกระเป๋าล้อลากสุดเชยลงกระเป๋า Duffle Bag กันน้ำสุดฮิตของที่นี่ แค่นี้ก็พร้อมสำหรับการเดินขึ้น ABC ภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

“เดี๋ยวเราต้องรีบวิ่งขึ้นเครื่องแล้วแย่งนั่งด้านขวานะ เพราะเครื่องบินจะบินเหนือเมฆ แล้วเราจะเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์…” ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พวกเราต่างบรีฟกันเองระหว่างต่อแถวขึ้นเครื่องบินไปยังเมืองโพคารา และระหว่างบินก็เห็นยอดเขาโผล่ขึ้นมาเหนือเมฆเป็นระยะ ๆ เอ๊ะหรือว่าลูกนี้ เอ๊ะแต่อันนี้สูงกว่านะ พวกเราชี้ทุกอันเป็นยอดเขาเอเวอเรสต์ทั้งหมด แต่ที่ไหนได้ นั่นมันคือคนละที่เลย การเดินทางไป ABC ไม่มีทางได้เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ 

จำไว้เลยว่ามันคือคนละเทือกเขากัน!

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

พวกเราเดินลงจากเครื่องบิน หยิบกระเป๋าที่วางอยู่บนพื้นรันเวย์ และเดินจากบันไดเครื่องบินตรงไปทางออกถนนได้เลยโดยไม่ต้องเข้าอาคารใด ๆ โดยมีลูกหาบของเราใส่เสื้อ ‘Muay Thai’ ยืนเกาะรั้วสนามบินรอรับอยู่ 

พวกเราทุกคนตื่นเต้น เพราะวันนี้จะเริ่มเดินกันแล้ว

ระหว่างทาง

“Go Go!, Go as far as you can!” 

นี่คือสิ่งที่เราบอกคนขับรถจี๊ป เรื่องอะไรจะยอมเดินเสียเหงื่อทั้ง ๆ ที่รถยังวิ่งต่อไปได้ 

พวกเรานั่งรถจี๊ปกระแทกไปมา กินระยะจากจุดที่ตั้งใจเริ่มวางแผนเดินประมาณ 7 กิโลเมตร จนลุงคนขับรถบอกว่า “You have to walk now sir…” จึงเริ่มแต่งตัวและกางไม้เดินป่าที่ยังมีป้ายราคาห้อยอยู่ โชคดีที่เราซ้อมใส่รองเท้าเดินป่าในออฟฟิศก่อนมาไปบ้าง รองเท้าเลยไม่กัดมาก

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

จุดหมายปลายทางแรกของเราคือพูนฮิลล์ เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นยอดเขาหางปลาหรือมัชฉาปูฉเรย์ (Machapuchare) พวกเราใช้เวลาเดิน 2 วัน ถือว่าไม่ช้าไม่เร็ว และร่างกายปรับตัวให้ชินกับการเดินและความสูงได้ แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ตอนนั้นคือ ก็ไม่ได้ลำบากอย่างที่คิดนี่นา’ พวกเรากินอิ่ม นอนหลับเป็นตายตั้งแต่ 2 ทุ่ม มีน้ำอุ่นอาบ เดินเรื่อย ๆ วันละ 15 กิโล เหนื่อยก็แค่หยุดพัก สองข้างทางมีร้านขายขนม น้ำอัดลม และรอยยิ้มจากเพื่อนใหม่ตลอด

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล
แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

แสงแดดยามเช้ากระทบยอดเขาหางปลา เป็นเหมือนถ้วยรางวัลถ้วยแรกของพวกเรา รอบ ๆ ตัวมีผู้คนนั่งดื่มกาแฟจากซุ้มกาแฟระหว่างชื่นชมถ้วยรางวัลเล็ก ๆ ของตัวเอง จริง ๆ เส้นทางเดินมาพูนฮิลล์ถือเป็นเส้นทางที่ง่ายที่สุดในการมาเดินบริเวณ Annapurna Sanctuary ไปกลับได้ภายใน 3 – 4 วัน สำหรับพวกเราเหมือนการวอร์มร่างกาย เพราะก็แค่จุดแวะจุดหนึ่งเท่านั้น ถ้าคิดไปคิดมา สิ่งที่น่าตกใจคือจุดมุ่งหมายของเรา นั่นคือ หลังยอดเขาที่กำลังมองอยู่ต่างหาก!

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

สิ่งที่เรากังวลที่สุดในการเดินป่าก็มาถึง ฝันร้ายที่เป็นจริง เหมือนกำลังร่วมแข่งขันรายการ Fear Factor ก็คือ ‘ปลิง’ ด้วยความเป็นคนที่กลัวปลิงมากที่สุด ขนาดมีเขียนในสมุดเฟรนด์ชิปเพื่อนสมัยประถมว่า ‘เกลียดปลิง’ วันนี้เราต้องมายืนอยู่คนเดียวในป่าดิบชื้น ท่ามกลางฝนที่ตกหนักเหมือนอยู่ใต้ฝักบัว สมาชิกที่มาด้วยกันต่างเดินห่างกันเรื่อย ๆ เพราะตอนนี้เรียกว่าเราวิ่งแล้วก็ได้ ทุกครั้งที่หยุดเดินและมองไปที่เท้า เราเห็นเจ้าหนอนดูดเลือดพยายามกระดึ๊บ ๆ ขึ้นมาที่รองเท้า และที่โหดกว่า คือมันกระโดดจากต้นไม้มาลงบนหัวด้วย เหมือนถูกโจมตีรอบด้านอย่างไรอย่างนั้น

โชคดีที่โซนป่าดิบชื้นนั้นมีแค่วันเดียว หลังจากนั้นเราก็แทบไม่เจอฝูงปลิงอีกเลย

ในอีก 3 วันถัดมาพวกเราเดินขึ้นเขาลงหุบเขาอีกนับไม่ถ้วน ทุกเขาที่เดินลง เท่ากับต้องเดินขึ้นใหม่ โดยมี ‘ไอ้ดำ’ สุนัขสีดำเดินเป็นเพื่อนตลอดทาง บางทีมันก็รีบเดินนำหน้าไปแอบงีบรอ คงบ่นในใจว่าพวกนี้เดินช้าจริง แต่เท่าที่ถาม ๆ สุนัขพวกนี้จะออกเดิน 3 – 4 วันกับกลุ่มหนึ่ง และเดินกลับกับอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นเหมือนไกด์ท้องถิ่นอีกคนหนึ่งเลย

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล
แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

ค่ำคืนวันที่ 5 ของการเดิน พวกเราอยู่ที่หมู่บ้าน Deurali บนความสูง 3,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่ไม่มีใครมีอาการแพ้ความสูงเลย อาจเป็นเพราะใช้เวลาเดินค่อนข้างนานเลยมีเวลาปรับตัวเยอะ อากาศเริ่มหนาวเหลือเลขตัวเดียว เรานั่งซดมาม่าเกาหลีที่หาได้ทั่วไปในทุกหมู่บ้านที่นี่ (น่าเหลือเชื่อ) ซดไปควันออกปากไปเหมือนในซีรีส์ พวกเราทุกคนมีอาการเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาลงเขามาแล้วร่วม 74 กิโลเมตร ต้นขารู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นตะคริวตลอดเวลา พวกเรานอนเร็วเป็นพิเศษ เพราะพรุ่งนี้จะเดินไปถึงจุดหมายแล้ว

จุดหมายปลายทาง

เราตื่นแต่เช้ามืดมาล้างหน้าล้างตาเพื่อเตรียมออกเดินทางให้เร็วที่สุด เพราะระยะทาง 12 กิโลเมตรสุดท้ายนี้จะเป็นช่วงที่สวยที่สุดของเส้นทางนี้ และไกด์แจ้งว่า ถ้าช้าอาจจะมีหมอกลงหนา ทำให้อดเห็นวิว ยอดเขาโอบล้อมพวกเราตลอดเส้นทางในช่วงสุดท้าย ความใหญ่อลังการของยอดเขาทั้งหลายทำให้ความเหนื่อยหายไปเป็นปลิดทิ้ง แลกมาด้วยความปวดคอแทน เพราะเหมือนเดินเงยดูวิวตลอดเวลา ความรู้สึกในตอนนี้อธิบายยากมาก แม้แต่รูปถ่ายก็บรรยายถึงความยิ่งใหญ่ของยอดเขาที่โอบล้อมเราในตอนนี้ไม่ได้ ยอดเขาหางปลาที่เห็นเมื่อ 3 วันที่แล้ว ตอนนี้มันอยู่ใกล้มาก จนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่า ‘นี่เราเดินมาไกลขนาดนี้เลยหรอ’

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล
เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล

หมอกช่วงบ่ายลงหนาจัดจนขาวโพลนไปหมด แทบจะมองไม่เห็นยอดเขาที่โอบล้อมเราไว้ เราเดินต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ถึงจุดหมาย และแล้วป้ายมหาชนของ ABC ก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นหลังม่านหมอก

นั่นหมายความว่าเรามาถึงแล้วสินะ แต่รอบตัวยังมองไม่เห็นอะไรเลย และในเมื่อไม่มีวิวให้ดู การได้มาม่าเกาหลีร้อน ๆ และซุปกระเทียมเพื่อลดอาการแพ้ความสูง จึงเป็นเหมือนรางวัลแห่งความสำเร็จในครั้งนี้

เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล

เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราตื่นมาพร้อมความหวังว่า ยอดเขาที่โอบล้อมเราทั้งคืนจะยอมโผล่มาให้เห็น เมื่อท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่าง ความเหนื่อยล้าทั้ง 6 วันที่ผ่านมาก็หายเป็นปลิดทิ้ง ยอดเขาทั้งหมดโอบล้อมเราอยู่ตรงหน้านี้แล้ว มันเป็นสิ่งที่สวยงามอลังการที่สุด ที่พวกเราเคยเห็นมาในชีวิตเลยก็ว่าได้

เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล
เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล

ทุกคนยืนดูกันอย่างเงียบ ๆ บางคนก็ถ่ายรูป บางคนก็ดื่มกาแฟร้อน ๆ และชื่นชมความสวยงามของรางวัลในการเดินทางครั้งนี้ การได้มายืนอยู่ตรงนี้และชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติตรงหน้า เป็นเหมือนรางวัลชีวิตอย่างหนึ่งที่เงินทองซื้อไม่ได้ และไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้มาเห็น

ถ้าไม่ได้ไปเชงเม้งวันนั้น พวกเราก็คงไม่ได้มายืนอยู่บนนี้ และความใฝ่ฝันในการพิชิต Annapurna Base Camp ก็ยังคงเป็นความฝันต่อไป

เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล

ภาพ : ศรุต จึงยิ่งเรืองรุ่ง และ ณัฐดนัย จึงยิ่งเรืองรุ่ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ศรุต จึงยิ่งเรืองรุ่ง

ชอบดำน้ำ เดินเขา กินเหลา ถ่ายรูป

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“เดือนที่แล้วมีดาราไทยมานะ ให้ผมนำเที่ยว เนี่ยเดี๋ยวเดือนหน้าก็จะมีดาราไทยมาอีก” 

จันตาเอ่ยถึงดาราหญิงชายชื่อดังของไทย ลูกค้าหมาด ๆ ของเขาเมื่อเดือนก่อน มือก็บังคับพวงมาลัยรถตู้พาเราออกจากท่าอากาศยานนานาชาติวัตไต (Wattay International Airport) มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์อีกฟากหนึ่งของเมือง

ตั้งแต่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เปิดประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศก็ทยอยเดินทางเที่ยวไม่ขาดสาย รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยบ้านใกล้เรือนเคียง เศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ซบเซาของลาว (เช่นเดียวกันกับไทย) ก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น ดูจากแววตาและน้ำเสียงของจันตาก็พอจะบอกได้ 

ก่อนโควิด จันตาเป็นผู้นำทัวร์ของบริษัทท่องเที่ยวสำหรับชาวยุโรป บางครั้งก็ลงมือเป็นไกด์เอง ทั้งยังขยายธุรกิจเป็นเจ้าของรถบัสขนาดใหญ่ 3 คัน ถือเป็นผู้มีประสบการณ์คนหนึ่งในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวลาว แต่ก็อย่างที่รู้กัน โควิด-19 ซัดทุกอย่างเสียราพณาสูร

จากรถบัสสู่รถตู้ คือ ชีวิตในวันนี้ของจันตา รถตู้ของเขาคันใหญ่ ตกแต่งใหม่เอี่ยมทั้งคัน สำหรับพานักท่องเที่ยวทัศนาจรในลาว แม้ธุรกิจจะลดขนาดลง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน บวกด้วยความเป็นมืออาชีพในสายงาน 

จากสนามบินวัตไตถึงสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ใช้เวลาประมาณ 40 นาที แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินทางไว้สักหน่อย จันตาบอกว่ามีนักท่องเที่ยวตกรถไฟมาหลายคนแล้ว บางคนเที่ยวบินดีเลย์ บางคนเจอรถติด แต่บางคนก็ชิลล์ไปหน่อย ประมาณว่าแวะกินข้าวเคล้าเบียร์นานเกินไป

“นี่ครับตั๋วรถไฟ เก็บไว้ให้ดี ห้ามหายเลยนะครับ เพราะว่าพอถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่เขาจะขอตรวจอีกครั้ง ถ้าไม่มีเขาไม่ให้ออกจากสถานี ต้องซื้อตั๋วใหม่อย่างเดียว” จันตากำชับและยื่นตั๋วหรือปี้ในภาษาลาวให้เราเมื่อถึงสถานีรถไฟ

อาคารสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใหญ่โตอลังการ สมศักดิ์ศรีกันดีกับขบวนรถไฟลาว-จีน ใหม่เอี่ยมป้ายแดง เชื่อมต่อระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์กับจีนตอนใต้ ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2564 ความจริงแล้วทางรถไฟสายนี้ยาวนับพันกิโลเมตร แต่ส่วนที่อยู่ในเขต สปป.ลาว นั้นยาว 414 กิโลเมตร เชื่อมสองชาติที่ด่านบ่อหาน ประเทศจีน เข้าสู่ลาวที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา และวิ่งผ่านเมืองท่องเที่ยว เช่น หลวงพระบาง วังเวียง และสิ้นสุดที่เวียงจันทน์

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

ทริปนี้เริ่มขึ้นก็เพราะรถไฟสายใหม่นี้แหละ หลังจากลาวเปิดประเทศให้ท่องเที่ยวอีกครั้ง ภาพรถไฟหน้าตาล้ำสมัย และภาพนักเดินทางนั่งสบายในตู้โดยสารโอ่โถงก็เริ่มมีออกมายั่วใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมวิ่งผ่านเมืองมรดกโลกอย่างหลวงพระบาง ที่แต่ก่อนหากเดินทางโดยรถยนต์ต้องใช้เวลาร่วม 6 – 7 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นรถไฟขบวนใหม่ที่วิ่งด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลาจึงหดสั้นเหลือเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที ดีขนาดนี้แล้วจะรออะไร อ๋อ รอซื้อตั๋วไง!

ตั๋วรถไฟสายใหม่นี้ต้องฟาดฟันแย่งกันซื้อ และเราจะนั่งจิ้มซื้อแบบออนไลน์ก็ไม่ได้ ตอนนี้เขายังไม่มีบริการในส่วนนั้น ถ้าคุณไม่มีเพื่อนคนลาวไปต่อคิวซื้อให้ ก็เหลือทางเดียวคือให้บริษัทนำเที่ยวจัดการเหมือนที่เราพึ่งพาจันตานี่แหละ และขณะนี้ความต้องการตั๋วพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ระบบการจัดการต่าง ๆ ยังไม่เสถียรนัก มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ดูความอลหม่านการซื้อตั๋วและประกาศอัปเดตต่าง ๆ เกี่ยวกับรถไฟลาว-จีน ได้ที่นี่

สนนราคาค่าตั๋วเวียงจันทน์-หลวงพระบาง ที่นั่งชั้น 1 อยู่ที่ 313,000 กีบ คิดเป็นเงินไทยก็ 700 กว่าบาท ส่วนที่นั่งชั้น 2 ราคาอยู่ที่ 198,000 กีบ หรือเกือบ 500 บาท (ค่าเงินไว้คำนวณคร่าว ๆ คือ 450 กีบ เท่ากับ 1 บาท หรือจำในใจง่าย ๆ 10,000 กีบ เท่ากับประมาณ 20 บาท) อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋วผ่านบริษัทท่องเที่ยวต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 50,000 กีบต่อตั๋ว เป็นค่ายืนต่อแถวที่แว่วว่าบางทีต้องยืนรอขาแข็งกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะได้มา แล้ว 1 คน ซื้อตั๋วได้มากสุด 3 ที่นั่งเท่านั้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

รถไฟเคลื่อนตัวออกจากเวียงจันทน์ตรงตามเวลาเป๊ะ ตู้โดยสารสะอาดโอ่โถง เก้าอี้ตัวใหญ่ เบาะหนานุ่ม เสียงประกาศในรถที่ดังเรื่อย ๆ บอกว่าผู้โดยสารต้องใส่ผ้าอัดปากหรือหน้ากากตลอดการเดินทาง นอกจากเสียงประกาศนี้และเสียงประกาศว่าเรากำลังอยู่ในขบวนรถไฟลาว-จีน EMU ซึ่งย่อมาจาก Electric Multiple Unit เราก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นอีก เพราะรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามันเงียบเรียบลื่นดีจริง

ถามว่าตู้โดยสารชั้น 1 และชั้น 2 ต่างกันอย่างไร ต้องบอกว่าต่างกันที่จำนวนที่นั่ง แน่นอนว่าชั้น 1 ก็หลวม ๆ กว่า เก้าอี้เป็นแบบคู่ แบ่ง 2 ฟากซ้ายขวา ในขณะที่ชั้น 2 ฟากหนึ่งเป็นเก้าอี้แถว 3 คน อีกฟากเป็นเก้าอี้คู่ แต่ละตู้มีห้องน้ำบริการ หน้าตาเหมือนห้องน้ำบนเครื่องบิน สะอาดสะอ้านดี ส่วนใครที่ห่วงใยเรื่องอาหารการกิน (เช่นเรา) ก็จงแวะซื้อหรือกินมาให้เรียบร้อยก่อน เพราะที่สถานีและบนรถไฟไม่มีอาหารขาย มีเฉพาะเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นตู้โดยสารเบอร์อะไรต้องคอยฟังเขาประกาศบอก

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วิวนอกหน้าต่าง

1 ชั่วโมงจากเวียงจันทน์ ขบวนรถก็เข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟวังเวียง อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ตลอดการเดินทางเราใช้เวลาเงียบ ๆ ละเลียดวิวนอกหน้าต่างที่พาดผ่านเทือกเขาสูง ทางรถไฟยกระดับเผยภาพงาม ทั้งสีเขียวของทุ่งนาและภูผาสูงใหญ่ คนชอบถ่ายรูปคงจะถ่ายสนุกแบบไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่หมด เพราะทุกที่นั่งเขามีที่ชาร์จโทรศัพท์พร้อม และอีกราว 1 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงหลวงพระบาง

หลวงพระบางที่คิดถึง

หลวงพระบางต้อนรับเราด้วยคลื่นความร้อนปนความชื้นในอากาศ จินตนาการถึงแก้วน้ำเย็นที่วางทิ้งในห้องร้อนอ้าว เหงื่อที่ผุดพรายข้างแก้วเป็นอย่างไร เหงื่อบนร่างกายเราก็ประมาณนั้น ไม่เป็นไร คนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับโลก ไม่ใช่ให้โลกปรับตัวเข้ากับเรา ว่าแล้วก็ลากกระเป๋าไปหารถเข้าเมือง นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมีรถโรงแรมหรือรถส่วนตัวมารอรับ สำหรับคนที่ไม่มีใครมารับก็มีทางเลือกทั้งแท็กซี่แบบเหมา หรือรถตู้นั่งแชร์กับคนอื่น แน่นอน เราเลือกหนทางที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและดีกับงบประมาณ (แต่ดีกับตัวเองหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) นั่นคือรถตู้ที่ละ 35,000 กีบ หรือประมาณ 85 บาท นั่งหวานเย็นกันไป แวะส่งเพื่อนร่วมทางไปเรื่อย ๆ ซึ่งยังไง ๆ ทุกคนก็ลงในเมืองใกล้ ๆ กันนั่นแหละ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
สถานีหลวงพระบาง

หลวงพระบางเป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนมามากกว่า 1 ครั้ง บางคนบอกว่าเมืองน้อยนี้มีเสน่ห์หนักหนา ทั้งบ้านเรือนอาคารโคโลเนียล ลูกผสมระหว่างศิลปะพื้นถิ่นกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส วัดวาอารามงดงาม ธรรมชาติทั้งน้ำโขงน้ำคานขนาบพื้นที่ อาหารการกินก็บริบูรณ์​ งามสงบในร่มเงาของวัฒนธรรมอันหลากหลาย แต่เมื่อโควิด-19 มาเยือน ทำเราสงสัยเสียจริง ๆ ว่า เมืองที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลักจะผันเปลี่ยนไปมากเพียงใด

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แล้วเราก็ได้เห็นถนนศรีสว่างวงศ์​ (Sisavangvong) เส้นหลักกลางเมือง แล่นผ่านอาคารโคโลเนียลสองฟากฝั่ง ยาวไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบางและทางขึ้นพระธาตุพูสี ในอดีตเคยครึกครื้นเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ บัดนี้กว่าครึ่งปิดประตูเงียบ ความงามของอาคารโบราณยังคงอยู่ แต่โรคระบาดได้พรากชีวิตชีวาของผู้คนและธุรกิจท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ร้านที่ยังอยู่ได้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของตึกเอง ไม่ต้องเสียค่าเช่าให้ใคร ส่วนที่ปิดไว้ก็มักมีป้ายแขวนบอกให้เช่าแทบทั้งสิ้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แม้สีสันของการเป็นเมืองท่องเที่ยวจะจางลงไปบ้าง แต่จิตวิญญาณแท้จริงของหลวงพระบางที่แฝงฝังในพุทธสถาน อาหารการกิน ชีวิตของผู้คน และมหานทีอย่างลำโขง ยังอยู่ครบถ้วน จุดท่องเที่ยวสำคัญของหลวงพระบางที่อาจจะเคยไปแล้วก็ยังมีเสน่ห์ให้อยากไปอีก โดยเฉพาะในวันที่เพื่อนร่วมโลกต่างต้องการกำลังใจจากกัน

3 วันคืออย่างน้อยที่สุดที่คุณจะใช้เวลาเที่ยวหลวงพระบาง แต่ถ้าคุณไม่รีบ 5 วันคือจำนวนวันที่คุณจะเอื่อยไปได้เรื่อย ๆ ในเมืองน้อยนี้ จุดหมายเอื่อย ๆ แห่งแรกที่เราไปคือ ‘วัดเชียงทอง’ ไม่ได้คิดถึงแค่ความงามของสิมหรืออุโบสถที่ถือเป็นศิลปะล้านช้างสกุลช่างหลวงพระบางเท่านั้น แต่คิดถึงบันไดสีขาวสูงชันหน้าวัดที่ลาดลงสู่ริมโขงด้วย สายน้ำ แมกไม้ และสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านกาลเวลา เป็นส่วนผสมที่อลังการใจเสมอ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วัดเชียงทอง
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
งานประดับกระจกหอไหว้สีกุหลาบ

วัดเชียงทองคือพุทธสถานเก่าแก่ประจำเมืองที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้างและล้านนา เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.​ 2101 – 2103 สิ่งโดดเด่นและต้องไปชมให้ได้คือสิมหลังคาซ้อน 3 ตับ ดัดเส้นสายโค้งอ่อนและแอ่นแผ่ลงเกือบจรดพื้น เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้สิมแห่งนี้ต่างจากที่ไหน ๆ ด้านหลังสิมตกแต่งด้วยงานประดับกระจก เป็นลวดลายต้นทองเต็มผนังงามน่าทึ่ง เยื้องมาด้านหลังของสิมคือหอไหว้สีกุหลาบ ผนังด้านนอกเคลือบสีชมพูอ่อนหวาน ความโดดเด่นอยู่ที่งานประดับกระจกชิ้นเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนแปะเรียงเป็นลวดลาย เล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านที่แฝงคติสอนใจ

จากวัดเชียงทอง เรามุ่งไปอีกสองสถานที่สำคัญ หนึ่งคือ ‘พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง’ ซึ่งอดีตคือพระราชวังหลวงของเจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว และสองคือ ‘พระธาตุพูสี’ ซึ่งทางขึ้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

อดีตพระราชวังหลวงไม่ใหญ่โตโอฬารมากมาย แต่อะไรบางอย่างทำให้สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศขรึมขลังเข้มข้น อาจจะเพราะตั้งแต่ทางเดินยาวที่ทอดสู่ตัววัง ซึ่งถูกขนาบด้วยแนวต้นตาลสูงใหญ่เรียงเป็นระเบียบ ไปจนถึงตัวอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง ปลูกสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมกับศิลปะล้านช้าง ตัวอาคารเรียบนิ่ง ไม่มีการประดับประดาอะไรจนพราวตา เว้นแต่เพียงตราสัญลักษณ์รูปช้างสามเศียรที่ประดับบนหน้าบันของพระราชวังหลวง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

ผู้สร้างพระราชวังนี้คือ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ในระหว่าง ค.ศ. 1904 – 1909 อนุสาวรีย์ของพระองค์ประดิษฐานตระหง่านสูงอยู่กลางแจ้งใกล้บริเวณที่ซื้อปี้หรือบัตรเข้าชม เมื่อซื้อบัตรแล้วสิ่งที่ต้องทำลำดับต่อมาคือฝากข้าวของในตู้ล็อกเกอร์ จะทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ด้วยก็ได้ เพราะภายในพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูป

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

แม้พิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่โต แต่หากใครเป็นคอประวัติศาสตร์ ก็อาจใช้เวลาละเลียดอดีตของลาวในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ไปเป็นระบอบสังคมนิยมได้ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง บัลลังก์ที่เตรียมไว้สำหรับใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาที่ไม่เคยถูกใช้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในขึ้นเสียก่อน เครื่องราชูปโภค ของส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์ พระพุทธรูป ตลอดจนภาพเขียนวิถีชีวิตคนหลวงพระบาง โดยฝีมือศิลปินชาวฝรั่งเศส จัดแสดงอยู่ในห้องต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่ยังจำลองบรรยากาศของห้องในอดีตไว้ เช่น ท้องพระโรง ห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม ห้องรับรองแขก

ก่อนออกจากเขตพระราชวัง แวะกราบ ‘พระบาง’ ที่หอพระบางซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าใกล้ประตูใหญ่ทางเข้าพระราชวัง พระบางเป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สูงประมาณ 1.14 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลาวนับตั้งแต่พระเจ้าฟ้างุ้ม กษัตริย์แห่งล้านช้างทรงอัญเชิญมาจากเขมรในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ตามตำนานบอกไว้ว่า พระบางสร้างขึ้นที่อินเดีย ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ประดิษฐานอยู่ที่ลังกา เขมร จนกระทั่งพระเจ้าฟ้างุ้มมีพระราชประสงค์จะเผยแผ่พุทธศาสนาให้มั่นคงในราชอาณาจักร จึงทูลขอพระบางจากพระเจ้าแผ่นดินเขมรให้มาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงทอง (หรือหลวงพระบางในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางเกิดเหตุอัศจรรย์หลายประการ ทำให้พระบางประดิษฐานอยู่ที่เวียงจันทน์นานกว่า 100 ปี กว่าจะได้มาประดิษฐานที่หลวงพระบางในที่สุด

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หอพระบางและตลาดมืด

ถนนหน้าพิพิธภัณฑ์ถือเป็นถนนเส้นหลักของเมือง พอแดดร่มลมตก พ่อค้าแม่ขายก็จะกางเต็นท์เตรียมตลาดมืดซึ่งหมายถึงตลาดกลางคืน จำหน่ายสินค้าของที่ระลึกจากหลวงพระบาง ตลอดจนงานหัตถกรรมชนเผ่า มีทั้งเครื่องเงิน ผ้าพื้นเมือง งานศิลปะ ไปจนถึงเสื้อผ้าแฟชั่นของจิปาถะต่าง ๆ เป็นสีสันเล็ก ๆ สำหรับราตรีที่ค่อนข้างเงียบสงบของหลวงพระบาง แต่ก่อนฟ้าจะมืดและก่อนตลาดมืดจะเปิดทำการ ยังมีอีกหนึ่งจุดหมายที่ท้าทายข้อเข่ารอทุกคนอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

328 คือจำนวนขั้นบันไดที่ต้องปีนไต่ขึ้นไปสักการะพระธาตุจอมสีสีทองสุกปลั่งบนยอดเขาพูสี แม้ต้นจำปาลาวและดวงดอกของมันที่ขึ้นเรียงขนาบสองข้างทางจะดูสวยโรแมนติกเพียงใด ก็ไม่อาจบดบังความจริงที่ว่าเรากำลังเดินขึ้นบันไดคดเคี้ยวเชิดขึ้นที่สูง เหนื่อยต้องมี เหงื่อต้องมา เป็นของธรรมดาที่ต้องเตือนว่าก็ไม่ใช่ทุกคนจะไหว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพ รวมถึงคนที่เพิ่งกินข้าวมาอิ่ม ๆ แต่ถ้าคุณไหวก็ขอให้ไปต่อ เพราะวิวหลวงพระบางมุมสูงนั้นควรค่าแก่การทอดสายตามองจริง ๆ

บนยอดพูสีเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกยอดนิยมของหลวงพระบาง วิวสองฟากฝั่งพระธาตุก็ต่างกัน ด้านหนึ่งจะมองเห็นตัวเมืองหลวงพระบางอยู่ในโอบกอดของลำโขงสีน้ำตาลอ่อน ส่วนอีกฝั่งจะเห็นตัวเมืองอยู่ในอ้อมแขนของแม่น้ำคานสีเขียว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือสภาพอาคารบ้านเรือนของหลวงพระบางที่ผสมผสานศิลปะตะวันตกและพื้นถิ่นเข้าด้วยกัน หลังคาจั่วปูกระเบื้องสีธรรมชาติ สอดแทรกท่ามกลางต้นไม้สลับสล้าง ไกลออกไปคือปราการขุนเขาที่โอบล้อมเมืองนี้ไว้ เป็นภาพสะอาดตาอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มาจากเมืองที่มีแต่ตึกสูง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำโขง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำคาน

ทางเลือกในการชมพระอาทิตย์ตกไม่ได้มีแต่ที่พูสีเท่านั้น หากถามชาวหลวงพระบางที่ยืนโต๋เต๋อยู่ริมโขง ร้อยทั้งร้อยจะตอบแกมเชิญชวนว่า “ล่องเรือน้ำโขงชมพระอาทิตย์ตกก็ได้” จากนั้นเขาจะกุลีกุจอร่ายโปรแกรมทัวร์ที่ฟังดูก็น่าสนใจ เช่น ล่องเรือ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะเที่ยวบ้านจันเหนือ เมืองจอมเพ็ด อีกฝั่งหนึ่งของลำโขง บ้านจันเหนือโด่งดังเรื่องหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่คนในหมู่บ้านทำสืบทอดกันมานับร้อยปี ถามว่าแล้วเราซื้อทัวร์เขามั้ย ตอบเลยว่าซื้อ!

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หมู่บ้านหัตถกรรมจันเหนือ

หยิบเงิน 400,000 กีบ จ่ายไปสำหรับล่องเรือ 2 ชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็หย่อน 1,000 ไปไม่กี่บาท พอเห็นเรือก็ร้องอู้หู เรือสวยสะอาด ด้านในมีเก้าอี้เดี่ยวเรียง 2 แถว ด้านหน้าใกล้คนขับเรือเป็นเบาะยาว ปูผ้าขาวโรยดอกไม้ต้อนรับ ใครใคร่นั่งตรงไหนก็นั่งตามสบาย ล่องเรือไปเรื่อย ๆ ชมธรรมชาติสองข้างทางที่เขียวชอุ่ม จากในเรือก็มองเห็นเขาพูสีและองค์พระธาตุเจดีย์สีทองอยู่ลิบ ๆ แอบมองคนขับเรือหน้าละอ่อนผู้ทำหน้าที่ขมีขมัน สอบถามได้ความว่าเขานั้นดีใจเหลือหลายที่เห็นนักท่องเที่ยวกลับมา ตอนโควิดปิดเมือง เขาไร้งานไร้เงิน ต้องไปทำงานก่อสร้างบ้าง งานรับจ้างอื่น ๆ บ้าง ตอนนี้ได้กลับมาขับเรืออีกครั้งรู้สึกสุขหัวใจ

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ทริปหลวงพระบางคราวนี้ ถามว่าพาตัวเองไปเที่ยวอะไรแปลกใหม่ที่ไม่เคยไปมาก่อนหรือไม่ ก็เห็นจะต้องตอบว่าไม่ แต่จะให้บอกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีอะไรว้าว ก็พูดอย่างนั้นไม่ได้อีกเหมือนกัน อย่างน้อย ๆ ก็มีรถไฟหนึ่งอย่างที่ใหม่ถอดด้าม และเอาเข้าจริง การได้ออกเดินทางอีกครั้งและมาเยี่ยมเยือนจุดหมายที่คิดถึง มาเห็นว่าเพื่อนร่วมทุกข์จากโรคระบาดในบ้านเมืองอื่นเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง มันมีความหมายกับหัวจิตหัวใจที่แห้งผากได้มากกว่าการอัปเดตเทรนด์ใหม่ ร้านดัง และความ Unseen ใด ๆ เป็นไหน ๆ

เราละเลียดเวลา 5 วันที่หลวงพระบางอย่างเต็มอิ่ม เดินทุกตรอกออกทุกซอย แวะห้องสมุด ร้านกาแฟ เบเกอรี่ เจ้าที่ยังยืนยงฝ่าโควิดมาได้ เราได้รู้ว่าขนมอบที่ร้าน Joma ยังอร่อยเหมือนเดิม ได้รู้ว่าตำหมากหุ่ง ไส้อั่ว เบียร์ลาว เคล้าวิวโขง ยังไงก็จะเป็นมื้อที่ดีงามเสมอ ได้รู้ว่าค่ำคืนเมื่อฝนโปรยสายบาง ค็อกเทลเบา ๆ ที่โต๊ะหน้าอาคารโคโลเนียลแสนสวยมันโรแมนติกเพียงใด และจะยิ่งโรแมนติกหนักถ้ามีไคแผ่นหรือสาหร่ายน้ำจืดตำรับหลวงพระบางแท้ เสิร์ฟพร้อมเครื่องจิ้มอย่างแจ่วบองมาแกล้มด้วย

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
ร้านอ้ายหนูน้อย

บางบ่ายขณะแดดกำลังร้อนร้าย ก็พลันได้เจอจุดหมายเหนือความคาดหมาย ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่ ‘อ้ายหนูน้อย (Big Brother Mouse)’ ร้านหนังสือที่ทำหนังสือ ขายหนังสือ เพื่อเอาเงินมาพิมพ์หนังสือ 2 ภาษาลาว-อังกฤษ และแจกเด็ก ๆ ที่เข้าถึงการอ่านยาก โดยใช้นักท่องเที่ยวเป็นผู้กระจายหนังสือ ที่นี่เขาจะจัดชุดหนังสือที่เหมาะกับเด็กเมืองและเด็กในพื้นที่ห่างไกลไว้เรียบร้อย ที่นักท่องเที่ยวต้องทำก็คือบริจาคเงินตามราคาชุดหนังสือที่ตัวเองเลือก แล้วก็หิ้วหนังสือชุดนั้นติดตัวไปด้วย ทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์ที่มีชีวิตและอบอุ่นที่สุด อยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ตามไปดูได้ที่ www.bigbrothermouse.com

อีกทั้งในบางเช้าเราก็ได้ตื่นมารอตักบาตรข้าวเหนียว เพื่อจะพบกับความอ่อนหวานของเอื้อยแม่ค้าที่กุลีกุจอเอาผ้ามาพาดไหล่ ส่งกระติ๊บข้าวเหนียวและถาดขนมให้ พาไปนั่งเก้าอี้รอพระบิณฑบาต และตอนสุดท้ายแจ้งราคาชุดใส่บาตรทั้งหมดที่ 100,000 กีบ หรือเกือบ ๆ 250 บาท ที่ทำเราเกือบตกเก้าอี้ และต้องจำไว้ในใจว่าก่อนจะรับของจากใครให้ถามราคาเขาก่อนนน (ฮ่า ๆๆ) แต่ก็นั่นแหละนะ ขึ้นชื่อว่าการเดินทาง มันต้องค้นหา เรียนรู้ ผิดพลาด ขำก๊ากเป็นบางเวลา และโกรธาเป็นบางที เพื่อที่ในที่สุดมันจะกลายเป็นความทรงจำให้เราได้นึกถึงอย่างเช่นในตอนนี้

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load