จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

ใครจะคิดว่าการรวมญาติเพื่อไหว้บรรพบุรุษในวันเชงเม้งที่ร้อนอบอ้าว จะทำให้ทริปในฝันที่ไม่คาดฝันของพวกเราเกิดขึ้นได้ เราได้ยินถึงความสวยงามของ Annapurna Base Camp หรือ ABC มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่มีโอกาสไปสักที เพราะหาคนไปด้วยไม่ได้ จนมาเม้ามอยในมื้อเที่ยงของวันเชงเม้งจนได้เพื่อนร่วมทริปเป็นลูกพี่ลูกน้องกันเอง 5 คนแบบฟลุ๊ก ๆ และพวกเราทั้ง 5 คนไม่มีรองเท้าเดินป่ากันเลยสักคน!

เมื่อตกลงกันได้ พวกเราจึงรีบจ่ายเงินและซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อผูกมัดตัวเองไม่ให้เท และความตื่นเต้นก็เริ่มเข้าครอบงำ การเตรียมตัวแบบไม่มีที่สิ้นสุดก็เริ่มขึ้น 

“ถ้าไม่ไหว เราเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับได้ใช่ปะ”

“ต้องฟิตซ้อมวิ่งลู่มั้ย”

“ต้องซื้ออะไรบ้าง” 

จากที่ได้ปรึกษาเพื่อนที่เคยไป พวกเราตัดสินใจซื้อรองเท้าดี ๆ คนละคู่ และเสื้อกันหนาวคนละตัวสองตัว ที่เหลือเราจะไปซื้อที่โน่นเอา

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

เมื่อก้าวเท้าออกจากท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวัน พวกเราทั้งห้าลากกระเป๋าเดินทางสี่ล้อบนพื้นดินลูกรังและหินขรุขระ เหมือนกลุ่มคนที่ไม่พร้อมจะมา Trekking เป็นที่สุด และการช้อปปิ้งก็เริ่มขึ้นจริง ๆ ณ ถนนทาเมล ในเมืองกาฐมาณฑุ พวกเราซื้อทุกอย่างจากที่นี่ ทั้งเสื้อผ้า หมวก กระติกน้ำ ถุงนอน กระเป๋าเป้ ไม้เดินป่า ถุงเท้า และถ่ายของจากกระเป๋าล้อลากสุดเชยลงกระเป๋า Duffle Bag กันน้ำสุดฮิตของที่นี่ แค่นี้ก็พร้อมสำหรับการเดินขึ้น ABC ภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

“เดี๋ยวเราต้องรีบวิ่งขึ้นเครื่องแล้วแย่งนั่งด้านขวานะ เพราะเครื่องบินจะบินเหนือเมฆ แล้วเราจะเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์…” ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พวกเราต่างบรีฟกันเองระหว่างต่อแถวขึ้นเครื่องบินไปยังเมืองโพคารา และระหว่างบินก็เห็นยอดเขาโผล่ขึ้นมาเหนือเมฆเป็นระยะ ๆ เอ๊ะหรือว่าลูกนี้ เอ๊ะแต่อันนี้สูงกว่านะ พวกเราชี้ทุกอันเป็นยอดเขาเอเวอเรสต์ทั้งหมด แต่ที่ไหนได้ นั่นมันคือคนละที่เลย การเดินทางไป ABC ไม่มีทางได้เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ 

จำไว้เลยว่ามันคือคนละเทือกเขากัน!

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

พวกเราเดินลงจากเครื่องบิน หยิบกระเป๋าที่วางอยู่บนพื้นรันเวย์ และเดินจากบันไดเครื่องบินตรงไปทางออกถนนได้เลยโดยไม่ต้องเข้าอาคารใด ๆ โดยมีลูกหาบของเราใส่เสื้อ ‘Muay Thai’ ยืนเกาะรั้วสนามบินรอรับอยู่ 

พวกเราทุกคนตื่นเต้น เพราะวันนี้จะเริ่มเดินกันแล้ว

ระหว่างทาง

“Go Go!, Go as far as you can!” 

นี่คือสิ่งที่เราบอกคนขับรถจี๊ป เรื่องอะไรจะยอมเดินเสียเหงื่อทั้ง ๆ ที่รถยังวิ่งต่อไปได้ 

พวกเรานั่งรถจี๊ปกระแทกไปมา กินระยะจากจุดที่ตั้งใจเริ่มวางแผนเดินประมาณ 7 กิโลเมตร จนลุงคนขับรถบอกว่า “You have to walk now sir…” จึงเริ่มแต่งตัวและกางไม้เดินป่าที่ยังมีป้ายราคาห้อยอยู่ โชคดีที่เราซ้อมใส่รองเท้าเดินป่าในออฟฟิศก่อนมาไปบ้าง รองเท้าเลยไม่กัดมาก

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

จุดหมายปลายทางแรกของเราคือพูนฮิลล์ เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นยอดเขาหางปลาหรือมัชฉาปูฉเรย์ (Machapuchare) พวกเราใช้เวลาเดิน 2 วัน ถือว่าไม่ช้าไม่เร็ว และร่างกายปรับตัวให้ชินกับการเดินและความสูงได้ แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ตอนนั้นคือ ก็ไม่ได้ลำบากอย่างที่คิดนี่นา’ พวกเรากินอิ่ม นอนหลับเป็นตายตั้งแต่ 2 ทุ่ม มีน้ำอุ่นอาบ เดินเรื่อย ๆ วันละ 15 กิโล เหนื่อยก็แค่หยุดพัก สองข้างทางมีร้านขายขนม น้ำอัดลม และรอยยิ้มจากเพื่อนใหม่ตลอด

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล
แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

แสงแดดยามเช้ากระทบยอดเขาหางปลา เป็นเหมือนถ้วยรางวัลถ้วยแรกของพวกเรา รอบ ๆ ตัวมีผู้คนนั่งดื่มกาแฟจากซุ้มกาแฟระหว่างชื่นชมถ้วยรางวัลเล็ก ๆ ของตัวเอง จริง ๆ เส้นทางเดินมาพูนฮิลล์ถือเป็นเส้นทางที่ง่ายที่สุดในการมาเดินบริเวณ Annapurna Sanctuary ไปกลับได้ภายใน 3 – 4 วัน สำหรับพวกเราเหมือนการวอร์มร่างกาย เพราะก็แค่จุดแวะจุดหนึ่งเท่านั้น ถ้าคิดไปคิดมา สิ่งที่น่าตกใจคือจุดมุ่งหมายของเรา นั่นคือ หลังยอดเขาที่กำลังมองอยู่ต่างหาก!

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

สิ่งที่เรากังวลที่สุดในการเดินป่าก็มาถึง ฝันร้ายที่เป็นจริง เหมือนกำลังร่วมแข่งขันรายการ Fear Factor ก็คือ ‘ปลิง’ ด้วยความเป็นคนที่กลัวปลิงมากที่สุด ขนาดมีเขียนในสมุดเฟรนด์ชิปเพื่อนสมัยประถมว่า ‘เกลียดปลิง’ วันนี้เราต้องมายืนอยู่คนเดียวในป่าดิบชื้น ท่ามกลางฝนที่ตกหนักเหมือนอยู่ใต้ฝักบัว สมาชิกที่มาด้วยกันต่างเดินห่างกันเรื่อย ๆ เพราะตอนนี้เรียกว่าเราวิ่งแล้วก็ได้ ทุกครั้งที่หยุดเดินและมองไปที่เท้า เราเห็นเจ้าหนอนดูดเลือดพยายามกระดึ๊บ ๆ ขึ้นมาที่รองเท้า และที่โหดกว่า คือมันกระโดดจากต้นไม้มาลงบนหัวด้วย เหมือนถูกโจมตีรอบด้านอย่างไรอย่างนั้น

โชคดีที่โซนป่าดิบชื้นนั้นมีแค่วันเดียว หลังจากนั้นเราก็แทบไม่เจอฝูงปลิงอีกเลย

ในอีก 3 วันถัดมาพวกเราเดินขึ้นเขาลงหุบเขาอีกนับไม่ถ้วน ทุกเขาที่เดินลง เท่ากับต้องเดินขึ้นใหม่ โดยมี ‘ไอ้ดำ’ สุนัขสีดำเดินเป็นเพื่อนตลอดทาง บางทีมันก็รีบเดินนำหน้าไปแอบงีบรอ คงบ่นในใจว่าพวกนี้เดินช้าจริง แต่เท่าที่ถาม ๆ สุนัขพวกนี้จะออกเดิน 3 – 4 วันกับกลุ่มหนึ่ง และเดินกลับกับอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นเหมือนไกด์ท้องถิ่นอีกคนหนึ่งเลย

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล
แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

ค่ำคืนวันที่ 5 ของการเดิน พวกเราอยู่ที่หมู่บ้าน Deurali บนความสูง 3,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่ไม่มีใครมีอาการแพ้ความสูงเลย อาจเป็นเพราะใช้เวลาเดินค่อนข้างนานเลยมีเวลาปรับตัวเยอะ อากาศเริ่มหนาวเหลือเลขตัวเดียว เรานั่งซดมาม่าเกาหลีที่หาได้ทั่วไปในทุกหมู่บ้านที่นี่ (น่าเหลือเชื่อ) ซดไปควันออกปากไปเหมือนในซีรีส์ พวกเราทุกคนมีอาการเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาลงเขามาแล้วร่วม 74 กิโลเมตร ต้นขารู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นตะคริวตลอดเวลา พวกเรานอนเร็วเป็นพิเศษ เพราะพรุ่งนี้จะเดินไปถึงจุดหมายแล้ว

จุดหมายปลายทาง

เราตื่นแต่เช้ามืดมาล้างหน้าล้างตาเพื่อเตรียมออกเดินทางให้เร็วที่สุด เพราะระยะทาง 12 กิโลเมตรสุดท้ายนี้จะเป็นช่วงที่สวยที่สุดของเส้นทางนี้ และไกด์แจ้งว่า ถ้าช้าอาจจะมีหมอกลงหนา ทำให้อดเห็นวิว ยอดเขาโอบล้อมพวกเราตลอดเส้นทางในช่วงสุดท้าย ความใหญ่อลังการของยอดเขาทั้งหลายทำให้ความเหนื่อยหายไปเป็นปลิดทิ้ง แลกมาด้วยความปวดคอแทน เพราะเหมือนเดินเงยดูวิวตลอดเวลา ความรู้สึกในตอนนี้อธิบายยากมาก แม้แต่รูปถ่ายก็บรรยายถึงความยิ่งใหญ่ของยอดเขาที่โอบล้อมเราในตอนนี้ไม่ได้ ยอดเขาหางปลาที่เห็นเมื่อ 3 วันที่แล้ว ตอนนี้มันอยู่ใกล้มาก จนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่า ‘นี่เราเดินมาไกลขนาดนี้เลยหรอ’

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล
เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล

หมอกช่วงบ่ายลงหนาจัดจนขาวโพลนไปหมด แทบจะมองไม่เห็นยอดเขาที่โอบล้อมเราไว้ เราเดินต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ถึงจุดหมาย และแล้วป้ายมหาชนของ ABC ก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นหลังม่านหมอก

นั่นหมายความว่าเรามาถึงแล้วสินะ แต่รอบตัวยังมองไม่เห็นอะไรเลย และในเมื่อไม่มีวิวให้ดู การได้มาม่าเกาหลีร้อน ๆ และซุปกระเทียมเพื่อลดอาการแพ้ความสูง จึงเป็นเหมือนรางวัลแห่งความสำเร็จในครั้งนี้

เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล

เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราตื่นมาพร้อมความหวังว่า ยอดเขาที่โอบล้อมเราทั้งคืนจะยอมโผล่มาให้เห็น เมื่อท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่าง ความเหนื่อยล้าทั้ง 6 วันที่ผ่านมาก็หายเป็นปลิดทิ้ง ยอดเขาทั้งหมดโอบล้อมเราอยู่ตรงหน้านี้แล้ว มันเป็นสิ่งที่สวยงามอลังการที่สุด ที่พวกเราเคยเห็นมาในชีวิตเลยก็ว่าได้

เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล
เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล

ทุกคนยืนดูกันอย่างเงียบ ๆ บางคนก็ถ่ายรูป บางคนก็ดื่มกาแฟร้อน ๆ และชื่นชมความสวยงามของรางวัลในการเดินทางครั้งนี้ การได้มายืนอยู่ตรงนี้และชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติตรงหน้า เป็นเหมือนรางวัลชีวิตอย่างหนึ่งที่เงินทองซื้อไม่ได้ และไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้มาเห็น

ถ้าไม่ได้ไปเชงเม้งวันนั้น พวกเราก็คงไม่ได้มายืนอยู่บนนี้ และความใฝ่ฝันในการพิชิต Annapurna Base Camp ก็ยังคงเป็นความฝันต่อไป

เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล

ภาพ : ศรุต จึงยิ่งเรืองรุ่ง และ ณัฐดนัย จึงยิ่งเรืองรุ่ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ศรุต จึงยิ่งเรืองรุ่ง

ชอบดำน้ำ เดินเขา กินเหลา ถ่ายรูป

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565
2 K

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load