วิชา : Alles Groeit (ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโต) 

ประเภทวิชา : วงจรชีวิต 

คุณสมบัติผู้เรียน : มีความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบธรรมชาติ 

เก็งข้อสอบ : การพึ่งพาอาศัยของพืชและสัตว์ 

ชวนมาดูว่าเด็กๆ อายุ 6 – 9 ขวบ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนวิชาอะไรบ้างนอกเหนือจากในห้องเรียน 

หลังจากเราดูสารคดีของ เดวิด เอตเทนเบอโร (David Attenborough) ใน Netflix จนจบ ก็เกิดความคิดที่ว่า มันคงจะดีนะ ถ้าเด็กๆ ถูกปลูกฝังเรื่องสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติตั้งแต่อายุน้อยๆ และวันดีคืนดีเราก็สงสัยว่าที่เนเธอร์แลนด์เราจะไปเก็บเห็ดมากินได้มั้ยนะ ก็เลยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเรื่องการเก็บเห็ดในป่า จนไปเจอศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติที่ชื่อว่า Milieu Educatie Centrum อยู่ใกล้บ้านมากๆ และไม่เกี่ยวกับการหาเห็ดมากินแต่อย่างใด

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

หลังจากเราเข้าไปในเว็บไซต์ของศูนย์การเรียนรู้ ก็เกิดความคิดว่า ลองสมัครเป็นครูอาสาดูดีกว่า เพื่อเป็นการฝึกภาษาดัตช์ไปในตัว แต่ลึกๆ ก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าภาษาไม่ดีพอ จะขอเขาทำสวน ปลูกผัก พรวนดินแทน 

หลังจากนัดเจอและพูดคุยกับศูนย์การเรียนรู้ เขาชักชวนเราไปเป็นครูผู้ช่วย โดยการเดินเข้าป่าไปกับเด็กๆ และพูดคุยระหว่างทาง วิชาแรกที่ได้รับมอบหมาย ชื่อวิชา Alles Groeit แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สรรพสิ่งล้วนเติบโต’ 

เริ่มต้นโดย คุณลุงบาร์ต รับบทดำเนินรายการเล่าเรื่องผึ้งที่พบปะสัตว์ต่างๆ และชักชวนไปนอนโรงแรม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

นายหนอน นอนห้องที่ 1 

นางสาวลูกอ๊อด นอนห้องที่ 2

นางสาวเต่าทอง นอนห้องที่ 3 

เวลาผ่านไป ก็อก ก็อก ก็อก – เคาะประตูเรียกแต่ละห้อง 

เฮ้ย หนอนหายไปแล้ว ผีเสื้อมาได้ยังไง แอบเข้ามาเหรอ สัตว์แต่ละห้องก็ทยอยกลายเป็นสัตว์อีกแบบ 

เด็กๆ ค่อยๆ ยกมือถามทีละคนว่า ลูกอ๊อดโตไปเป็นอะไร หนอนโตไปเป็นอะไร 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

เด็กๆ ที่เข้าร่วมมีประมาณ 20 – 30 คน ต่อคลาส และแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ด้านในมีขวดโหล ถาด แว่นขยาย ขวดโหลขนาดเล็กพร้อมฝาปิดแบบแว่นขยาย และเด็กแต่ละคนจะได้รับมอบหมายตามสิ่งที่ตัวเองถนัด ทั้งขอเป็นคนสะพายเป้ ขอถือขวดโหล ขอจับแมลง ขอถือถาดไว้ใส่หอยทาก 

ระหว่างเดินป่า เราก็สังเกตเห็นว่า เด็กๆ เกือบทุกคนล้วนสวมรองเท้าบูต เนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ฝนตกตลอดปี เด็กๆ ที่นี่เลยคุ้นชินกับหน้าฝนและมีเสื้อผ้ากันฝนที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

อ้อ เด็กๆ จะเรียกเราว่า Juf (เยิฟ) แปลว่า คุณครู บางคนก็เรียก Mevrouw (Miss ในภาษาอังกฤษ)

หลังจากออกไปสำรวจสัตว์ในป่าเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนรู้อีกครั้ง เพื่อทบทวนความรู้จากในป่า และแลกเปลี่ยนสัตว์ที่จับได้กับเพื่อนๆ เพลิดเพลินกันได้สักพักก็แบ่งกลุ่มย่อยๆ อีก 3 กลุ่มให้เด็กเข้าร่วม 

เรื่องกำลังจะเริ่มที่ตู้ลูกอ๊อดที่ทำให้เราหัวใจจะวายตอนที่เด็กๆ รุมกันจ้วงจับลูกอ๊อดในตู้ แล้วเอามาส่องกับแว่นขยาย เลอะเทอะไปหมด (ฮ่าๆ) ซึ่งลูกอ็อด ภาษาดัชต์คือ Kikkervisje ส่วน ไข่กบ ภาษาดัชต์คือ Kikkerdril 

พอจับใส่ขวดปุ๊บ ก็มาส่องดูร่างกายลูกอ๊อด 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถัดมาเป็นโต๊ะที่สอนเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ 

เด็กๆ ต้องเรียงภาพตั้งแต่เกิดยันโตของสัตว์แต่ละชนิด เราเดินเช็กทีละภาพ และกล่าวชมเด็กๆ ทีละคน 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้ายเป็นโต๊ะกลุ่มวงจรผีเสื้อ โดยผีเสื้อที่มีอยู่ในศูนย์เป็นผีเสื้อที่พบเจอได้ในสวนตามบ้านทั่วไปของคนเนเธอร์แลนด์ ชื่อพันธุ์ว่า Koolwitje แปลเป็นภาษาไทยคือ พันธุ์กระหล่ำปลีขาว (จิ๋ว) ปีกมีสีขาวแซมจุดสีดำ 

หลังจบคลาสเด็กๆ ก็ช่วยกันทยอยคืนสัตว์กลับเข้าสู่ป่าดังเดิม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ในแต่ละวันจะมีการเรียนการสอนวิชาห้องเรียนธรรมชาติจำนวน 2 คาบ ตั้งแต่ 09.00 – 12.00 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการปลูกผักและทำปุ๋ย รวมทั้งทำโรงแรมผึ้ง ปลูกทานตะวัน ปลูกอะโวคาโด แต่ช่วงนี้ฝนตก ลมแรง เลยต้องเก็บเจ้าพวกต้นกล้าเอาไว้ข้างในก่อนเอาไปลงดินที่แปลงข้างนอก ซึ่งการเรียนการสอนในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

มีการสอนดูสภาวะเมฆ สอนแยกขยะ สอนดมดอกไม้ สอนกินพืช สอนเรื่องพลังงานทดแทน (กังหันลม เป็นกิมมิกของประเทศนี้เลย) แล้วก็พาเด็กๆ ไปฟาร์มโดยการปั่นจักรยาน ให้เด็กเอาจักรยานมาเองและปั่นไปด้วยกัน 

นอกจากเด็กๆ เนเธอร์แลนด์จะไม่กลัวฝนแล้ว เด็กที่นี่ปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 4 ขวบเลย 🙂 

ทิ้งท้ายสักนิด วันก่อนเราไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้บ้าน มีเด็กผู้หญิงชวนไปดูปลาที่บ่อแถวนั้น พร้อมทั้งถกแขนเสื้อจ้วงเอาเศษขยะในบ่อ มีทั้งใบเสร็จ ฝาขวดน้ำอัดลมแบบสเตนเลส พลาสติก โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ปลาเผลอกินเข้าไป และจากบทความข้างต้น จะเห็นได้เลยว่าเด็กๆ ที่นี่ถูกปลูกฝังให้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ไว้ครั้งหน้ามีสอนเรื่องอะไรอีกบ้าง เราจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อัจฉราพรรณ พาลี

หญิงสาวอายุยี่สิบปลาย อาศัยอยู่เมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ชอบอยู่ใกล้เด็กและธรรมชาติ ชอบเที่ยวป่าและกำลังตัดสินใจซื้อรถคาราวาน

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

จับพลัดจับผลูมาอยู่ป่ายาง

ออกจากงานประจำในช่วงโควิด ระหกระเหินเดินทางออกจากกรุงเทพฯ กลับบ้านที่เชียงใหม่ ไปพักกายพักใจได้สามสี่เดือน จู่ๆ ตื่นเช้ามาในเรือนยาวบนเนินเขา ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่ายางทางตอนใต้ของหาดใหญ่เสียนี่

ฉันนอนจมอยู่กับความคิด เสียงจิ้งหรีดและเสียงน้ำไหลอยู่บนห้องนอน บางครั้งก็อดคิดกลับไปไม่ได้ 

ฉันมาโผล่อยู่ตรงนี้ได้ยังไงนะ

ย้อนกลับไปสมัยอนุบาล ร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียนอยู่หลายคืน จนกระทั่งพ่อแม่ตัดสินใจเอาลูกออกมาทำโฮมสคูลเองจนถึง ป.4 ช่วงเวลาที่เรียนอยู่ที่บ้าน จำได้สนิทใจว่าฉันรักการเรียนรู้มาก กระตือรือร้นและสนใจอะไรไปหมดทุกอย่าง 

แต่พอเข้าโรงเรียน ไฟแห่งการเรียนรู้ก็ค่อยๆ หรี่ลงทีละน้อย จนถึงมหาลัย ฉันค้นพบว่าตัวเองไม่ชอบการเรียนในระบบเอาเสียเลย และอยากจะหาเรื่องออกนอกกรอบอยู่เรื่อยๆ ความคิดที่จะทำงานเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกจึงติดอยู่ในใจมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่ง เห็นโพสต์รับสมัครคุณครูจากโรงเรียนทางเลือกเปิดใหม่ในหาดใหญ่แห่งหนึ่ง

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

ฉันนั่งว่างๆ ไม่มีอะไรทำที่บ้านอยู่แล้ว เลยลงมือเขียนอีเมลยาวยืดฉบับหนึ่ง สาธยายถึงประสบการณ์ งานอดิเรกต่างๆ นานา และความสนใจในการศึกษาทางเลือกของตัวเอง 2 เดือนหลังจากนั้น ฉันก็มาโผล่อยู่บนโรงเรียนเล็กๆ ในป่าใหญ่ กับคำนำหน้าใหม่ที่ทุกคนพร้อมใจกันตั้งให้ว่า ‘คุณครูพี่เฟิร์น’

จับพลัดจับผลูมาเป็นคุณครู

ก่อนมาเริ่มงานใหม่นี้ เพื่อนๆ หลายคนที่เคยทำงานกับเด็กๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เธอต้องได้เรียนรู้อะไรจากเด็กๆ มากมายแน่ๆ เลย” ฉันฟังหูไว้หู พยายามมีความคาดหวังให้น้อยที่สุด ก่อนวันแรกในการสอนจะเริ่มต้นขึ้น

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

เด็กๆ ปฐมวัยจะมีกิจวัตรประจำวันชัดเจน ช่วงเช้าจะเรียนรู้นอกห้องเรียนกับธรรมชาติรอบโรงเรียนนี่แหละ ทั้งการเล่นแบบอิสระและการเล่นที่ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อะไรบางอย่าง คล้ายๆ กับ Forest Kindergarten ที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในยุโรปนั่นเอง ส่วนตอนบ่าย เด็กๆ ที่ไม่นอนกลางวัน จะมีอิสระในการเลือกกิจกรรมที่ตนเองอยากทำในมุมต่างๆ ทั้งศิลปะ ภาษา ตัวเลข ทำอาหาร หรือมุม Loose End ให้เด็กๆ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

ที่เล่ามานี่แค่คร่าวๆ เท่านั้น เพราะจริงๆ แล้ว เรื่องการศึกษามีรายละเอียดที่ต้องเอาใจใส่เยอะมาก แนวทางการเรียนการสอนหลักของที่นี่ คือการกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ผ่านการตั้งคำถามและการสืบค้น (Inquiry-based Learning) เราจะไม่ให้คำตอบกับเด็ก แต่สนับสนุนให้เขาตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวให้เป็น และหล่อเลี้ยงความพิศวงของวัยเด็กให้คงอยู่กับพวกเขาไปจนโต

หน้าที่หลักของครู จึงไม่ใช่การหาความรู้มาสอนเด็ก แต่เป็นการฝึกทักษะการ ‘สังเกต’ เด็กๆ โดยไม่มีการตัดสินใดๆ สังเกตทุกอย่างตามความเป็นจริงเท่านั้น อาจจะฟังดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันไม่ง่ายเลยสักนิด เพราะมนุษย์ทั่วไป (อย่างฉัน) บ่อยครั้งจะตอบสนองกับสิ่งที่เห็นด้วยประสบการณ์เก่าของตนเองโดยอัตโนมัติ จึงต้องคอยดึงสติให้กับมีอยู่กับปัจจุบันตรงหน้านี้อยู่เสมอ

คุณครูที่นี่จึงต้องมีการเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ ไม่ต่างจากเด็กๆ เลย

และหลายครั้ง การเรียนรู้ของฉัน ก็เกิดขึ้นจากการสังเกตเด็กๆ นั่นแหละ

มาเรียนรู้จากเด็กๆ

จะเรียกว่าเป็นการฝึกสติอย่างหนึ่งก็ว่าได้ ที่เราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ให้มองทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่มีการตัดสิน ไม่มีความลำเอียงใดๆ และเมื่อไหร่ที่การเรียนการสอนไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ สกิลล์ของการ ‘ด้นสด’ ก็ต้องถูกงัดออกมาใช้บ่อยๆ เพราะแนวทางของเราคือเอาความสนใจของเด็กเป็นศูนย์กลาง ถ้าพวกเขาไม่พร้อมที่จะทำในสิ่งที่เราเตรียมไว้ บางครั้งก็ต้องมาคิดกันหน้างาน ว่าพลิกสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร ให้เด็กๆ เกิดการเรียนรู้

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

จะจัดการกับเด็กสองคนที่ทะเลาะกันตรงหน้าอย่างไรดี 

แล้วเราควรจะเข้าไปจัดการแทนเด็กๆ ไหม 

มีเรื่องอะไรบ้างรึเปล่า ที่ถึงเราไม่ยื่นมือเข้าไป เด็กๆ ก็จัดการกันเองได้ 

เมื่อสังเกตไปเรื่อยๆ จึงเริ่มเห็นวิธีการเลี้ยงดูของแต่ละบ้าน ซึ่งมีผลกระทบอย่างชัดเจนต่อเด็ก ทั้งในเรื่องลักษณะนิสัย วิธีการจัดการปัญหา หรือแม้แต่ ‘การยอมรับ’ ที่ได้รับจากที่บ้านไม่เต็มที่ ทำให้พยายามเรียกร้องออกมาผ่านพฤติกรรมต่างๆ ให้คนรอบข้างมองเห็นและยอมรับพวกเขา 

พอได้เจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้งเข้า หลายครั้งฉันนึกขอบคุณพ่อกับแม่ของตัวเองในใจ (และผ่านประโยคบอกเล่าทางโทรศัพท์) ด้วยความรู้สึกอีกมิติหนึ่งที่ไม่เคยได้เข้าใจมาก่อน จนได้มาเจอ และมาอยู่กับเด็กๆ เหล่านี้-ป๊ากับแม่เลี้ยงฉันได้ขนาดนี้ โคตรเก่งเลยว่ะ

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

นอกจากนั้น การได้อยู่กับ ‘ความใส’ ของเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย ดึงเอาความเป็นเด็กที่ซ่อนอยู่ในใจฉันลึกๆ ออกมาอีกครั้ง ทั้งความทรงจำดีๆ หนังสือนิทานเล่มโปรดในวัยเด็ก ที่ฉันได้เอามาแบ่งปันให้พวกเขาฟัง หรือการได้กลับไประลึกถึงวัยเด็กของตัวเอง ที่ถูกพ่อแม่บังคับให้กินผักอีกครั้ง กว่าจะมาเป็นฉันผู้กินผักได้เยอะขนาดนี้ จนถึงวันนี้ก็ต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ ให้เด็กที่นี่ลองหัดกินผักดูบ้าง ซึ่งกับเด็กบางคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…

แต่พอได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน สมาธิที่ดีขึ้น หรือทัศนคติต่อการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตได้เป็นอย่างดี

ทั้งในตัวเด็กๆ และในตัวของครูเอง

เมื่อได้เห็นความกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ (อย่างการเด็ดดอกไม้ป่ามากินเล่นกันอย่างสนุกสนาน) โดยปราศจากความกลัว หรือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะใสๆ ที่เกิดจากความสุขในขณะนั้น เมื่อพวกเขาได้เล่นน้ำฝนเป็นครั้งแรกในชีวิต ฉันจึงได้แต่คอยย้ำเตือนกับตัวเองว่า

‘อย่าลืมให้ความเป็นเด็กที่อยู่ในตัวเธอ ได้ออกมาใช้ชีวิตบ้างล่ะ’

มาเรียนรู้จากธรรมชาติ

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

ธรรมชาติรอบตัวเรา เต็มไปด้วยบทเรียนไม่รู้จบสำหรับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตสัตว์หลากหลายชนิด แมงมุม แมงไหม คางคก ปลา กุ้งตัวจิ๋วในลำธาร หรือการเดินของมด เด็กๆ เฝ้าสังเกตกันนานอย่างไม่รู้เบื่อ 

แม้แต่มื้ออาหารแต่ละวันของพวกเรา ก็เป็นการเรียนรู้เช่นเดียวกัน

เด็กเมืองหลายคนที่มาเรียนที่นี่ เคยชินกับการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด กินข้าวนอกบ้านอยู่บ่อยๆ แต่อาหารที่เราให้เด็กๆ กิน ไม่ใช่ของที่พวกเขาเคยชินเลย ทั้งผลไม้หลากหลายชนิด ขนมเค้กโฮมเมด ขนมพื้นบ้านปักษ์ใต้อย่างขนมปำจี ขนมโค หรือขนมดอกบัว บางอย่างคุณครูต่างพื้นที่อย่างฉันก็เพิ่งจะลองชิมเป็นครั้งแรกกับเด็กๆ นั่นแหละ

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

ส่วนอาหารกลางวัน ต้องมีผักใบเขียวทุกมื้อ พร้อมน้ำพริกกับ ‘ผักเหนาะ’ รสฝาดหลากหลายชนิด อาหารทะเลปลอดสารพิษ และไข่ไก่ออร์แกนิก มาแรกๆ ต้องปรับตัวกันอยู่บ้าง ผ่านมาไม่กี่เดือน ตอนนี้กินอาหารกันได้หลากหลาย ทั้งอาหารเหนือ อาหารใต้ อาหารฝรั่ง แม้แต่อาหารอินเดีย วันไหนไปเดินป่า เจอเห็ดกินได้หรือหน่อไม้อ่อนๆ เด็กๆ ก็เก็บมาให้ป้าแม่ครัวลองทำอาหารให้กิน แถมบางมื้อยังได้ลงมือก่อไฟ ย่างปลา เจียวไข่ และหุงข้าวกินกันเองด้วย

ฉันกับเพื่อนครูอีกคนก็ไม่ต่างกัน พวกเราได้ธรรมชาติเป็นเพื่อนสนิทอีกคน แม้จะอยู่ไม่ไกลจากหาดใหญ่เท่าไหร่ แต่การเข้าเมืองแต่ละที ถ้าไม่มีรถก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กิจกรรมวันหยุดส่วนมากจึงเป็นการขี่มอเตอร์ไซค์ไปเดินเที่ยวตลาดนัดยามเช้าแถวบ้าน มีอาหารพื้นบ้านแปลกๆ ให้ลองชิมมากมาย พอกินอิ่มก็ไปเดินช้อปเสื้อผ้ามือสองกันต่อ แล้วเอามาอวดกัน ว่ากางเกงตัวนี้ 20 บาท เสื้อตัวนี้ 10 บาท เป็นความสุขเล็กๆ ราคาสบายกระเป๋าของชีวิตแถวนี้นี่เอง

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

แม้การได้ออกไปเที่ยวเล่นในเมืองจะช่วยเติมสีสันใช้ชีวิตได้บ้าง สุดท้ายแล้วความสงบของธรรมชาติบนเนินลูกกอ หรือ Chestnut Hill ก็เป็นที่ชาร์จพลังงานดีๆ ให้เราอยู่เสมอ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด ฟังเสียงนกร้อง น้ำไหล เดินลงบันได 77 ขั้นไปนอนเล่นบนหินก้อนใหญ่ ซึมซับเสียงลำธารรอบๆ ตัว มองดูสีของท้องฟ้ายามเย็นที่ไม่เคยซ้ำกันสักวัน ค่ำไหนโชคดีหน่อย ก็ได้นั่งจิบไวน์ลูกหม่อนโฮมเมดที่เพื่อนครูอีกคนเอามาฝาก เหม่อมองดูพระอาทิตย์ตกดิน เคล้าบทสนทนาของชีวิต ต่อด้วยการนอนดูดาวแสนสุกสกาวในคืนวันฟ้าใส

แต่ชีวิตในป่าก็ไม่ได้สุขสบายไปซะทุกวัน หลายเดือนที่ฝนตกยาวติดต่อกัน ของรักของหวงทั้งหลายที่ขนมาด้วยทยอยขึ้นรากันไปทีละชิ้น ฉันผ่านทั้งอารมณ์หงุดหงิด โมโห เสียใจ และพยายามจะต่อสู้กับธรรมชาติ (และความชื้น) จนสุดท้ายถึงได้ยอมรับว่า ธรรมชาติมันยิ่งใหญ่กว่าเรามากนัก 

ฝืนไปข้างในเราก็เหนื่อยเปล่า สุดท้ายก็ต้องยอมรับ และปล่อยวางมันเสีย

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

มองย้อนกลับไป ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ว่าตัวเองมาเป็นครู หรือมาเป็นนักเรียนกันแน่

คงจะเป็นทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกันนั่นแหละ

เป็นครู ที่ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง

เป็นครู ที่ไม่ได้มาป้อนความรู้ให้เด็กๆ

เป็นครู ที่มาแบ่งปันประสบการณ์

และพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกัน

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เฟิร์น ศรีปุงวิวัฒน์

กำลังเร่ร่อนไปเรื่อยๆ พร้อมกับเรียนรู้โลกและตัวเองผ่านภาษา วัฒนธรรม และผู้คนที่พบเจอ โดยมีอาหารเป็นเข็มทิศนำทางให้ได้ไปรู้จักกับสถานที่ใหม่ๆ และเป็นเครื่องมือสื่อสารกับคนแปลกหน้าท้องถิ่นที่กลายมาเป็นเพื่อนกัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load