“เคยมีคนบอกไหมว่า ตอนพูดกับตอนร้องเพลง อลิศเหมือนเป็นคนละคนเลย” เราถาม

“มีเยอะเลยค่ะ ตอนแข่งรอบแรก พี่กบ (สุวนันท์ คงยิ่ง) ก็บอกค่ะ” เธอตอบพลางหัวเราะคิกคัก และนั่นเองที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าเธอคนนี้จะเปลี่ยนไปก็ต่อเมื่อจับไมค์ร้องเพลงเท่านั้น

ตรงหน้าเราคือ อลิศ-ธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน เด็กหญิงวัย 12 ปีที่เพิ่งคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 จากรายการ The Golden Song เวทีเพลงเพราะ ซีซั่น 2 เมื่อเดือนก่อน ความสำเร็จก้าวนี้ของเธอยิ่งใหญ่และมาไกลจนยากจะเชื่อว่า เด็กผู้หญิงคนนี้เพิ่งจะเริ่มเรียนร้องเพลงอย่างจริงจังได้แค่ปีกว่าๆ เท่านั้นเอง

การเติบโตและค้นพบตัวตนในวัย 12 ปี ของอลิส The Golden Song เวทีเพลงเพราะ Season 2, อลิส-ธนัชลักษณ์ ฮัดสัน

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยยังเด็ก (กว่าตอนนี้) อลิศนิยามว่าตัวเองเป็นเด็กซนที่ชอบเล่นสนุก ส่วนเราขอนิยามเพิ่มเติมว่า เธอคือเด็กที่ชอบใช้พลังจากความสนุกเพื่อทำอะไรๆ มากมาย เริ่มตั้งแต่เรียนชกมวย แต่งหน้า วาดรูป หรือเต้น เพราะเมื่อเราถามถึงแรงบันดาลใจในการฝึกฝนและเรียนรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คำตอบของอลิศแทบจะเหมือนกันทุกข้อเลยคือ

“หนูชอบทำเพราะมันสนุกค่ะ”

แต่กับการร้องเพลง ที่ใครต่อใครเห็นว่าเธอทำได้อย่างดีเยี่ยมนั้น กลับกลายเป็นเพียงอย่างเดียวที่ไม่ได้เริ่มขึ้นจากความชอบหรือความสนุกส่วนตัวของอลิศ เพราะจุดเริ่มต้นนั้นมาจากคำแนะนำของคุณยาย กระทั่งโลกของการร้องเพลงได้พาเธอไปพบกับโอกาสอีกมากมายภายในเวลาไม่นาน

จากเด็กผู้หญิงซนๆ ที่ใช้แรงไปกับการเรียนรู้งานอดิเรกใหม่ๆ ในเวลาว่างช่วงปิดเทอม อลิศได้รู้จักคำว่า พรสวรรค์ ความพยายาม และความฝัน เป็นครั้งแรกผ่านการร้องเพลง และก็เป็นการร้องเพลงอีกนั่นแหละ ที่พาเธอออกมาสู่สายตาคนทั่วประเทศผ่านหน้าจอโทรทัศน์

ความสัมพันธ์ระหว่างอลิศกับเสียงเพลงนั้นถึงแม้จะดูเรียบง่ายและราบรื่น แต่เราเชื่อว่านี่คือดอกผลจากความสามารถของเธอ ที่มาพร้อมกับเส้นทางอีกยาวไกลให้อลิศได้เติบโตในอนาคต และนั่นทำให้เราตัดสินใจนั่งลงและย้อนกลับไปคุยถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา ก่อนที่เรา (และเหล่าแฟนเพลง) จะได้พบเธอเป็นครั้งแรก

“อลิศเริ่มร้องเพลงได้ยังไง” เราเริ่มต้นด้วยคำถามที่สามัญที่สุด

การเติบโตและค้นพบตัวตนในวัย 12 ปี ของอลิส The Golden Song เวทีเพลงเพราะ Season 2, อลิส-ธนัชลักษณ์ ฮัดสัน

Track 01

Doraemon no Uta

“ตอนอายุสิบขวบ หนูชอบดูการ์ตูน โดราเอมอน มากๆ ก็เลยชอบร้องเพลง โดราเอมอน ด้วย พอร้องไปเรื่อยๆ ยายเห็นว่าหนูเสียงดี ก็เลยเริ่มพาหนูไปร้องเพลงในคาราโอเกะค่ะ” ต่างจากนักร้องรุ่นเด็กทั่วไปที่มักจะค้นพบความสามารถตั้งแต่สมัยแบเบาะ เส้นทางสายดนตรีของอลิศเริ่มต้นขึ้นในช่วงประถมปลาย ตัวเธอในตอนนั้นก็ยังไม่รู้สึกชอบหรือผูกพันกับการร้องเพลงด้วยซ้ำ

“ตอนนั้นหนูก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบร้องเพลงไหม หนูแค่ชอบดู โดราเอมอน เฉยๆ พอยายให้ไปร้องช่วงแรกก็เลยเบื่อๆ บางทีก็ร้องด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย ยืนกอดอกร้องแล้วทำหน้าบูดอะไรแบบนี้” อลิศเล่าพร้อมแสดงท่าทีและน้ำเสียงประกอบ

จากความเบื่อหน่ายในห้องคาราโอเกะ อลิศอดทนร้องต่อไปเรื่อยๆ จนได้มาทำความรู้จักกับการร้องเพลงในโหมดที่จริงจังมากขึ้น ผ่านวงประสานเสียงของโรงเรียน

“ตอนปอห้า หนูตัดสินใจไปสมัครเพราะเห็นว่าน่าสนุกดี พอไปออดิชัน ครูเขาก็ให้ร้องเพลงชาติหนึ่งท่อน หนูก็งงนิดหนึ่งว่าเพลงชาติเนี่ยนะ แต่ก็ร้องออกไป” จนท้ายที่สุดอลิศก็ได้เข้าไปเป็นหนึ่งในวงประสานเสียง ตำแหน่งโซปราโน ด้วยเพลงชาติหนึ่งท่อนสั้นๆ ที่ร้องออกไปด้วยความงุนงง และโอกาสในครั้งนี้ก็ทำให้เธอได้ฝึกฝนเทคนิคการร้องเพลงพื้นฐานอย่างการหายใจ การเก็บลม และจังหวะ

การเติบโตและค้นพบตัวตนในวัย 12 ปี ของอลิส The Golden Song เวทีเพลงเพราะ Season 2, อลิส-ธนัชลักษณ์ ฮัดสัน

Track 02

ชีวามาลา

“หนูยังร้องเพลงแบบมั่วๆ ไปได้สักครึ่งปี จนไปร้องเพลงในงานหนึ่ง วันนั้นหนูร้องเพลง ชีวามาลา ของสุนทราภรณ์ แล้วก็มีคนมาชวนไปอยู่สมาคมรักษ์เพลงอมตะไทย” อลิศเล่าถึงการเติบโตในขั้นถัดมาของเธอกับการร้องเพลง

“ตอนนั้นเราคิดว่าตัวเองร้องเพลงเก่งหรือยัง” เราถามย้อนกลับไปถึงความรู้สึกในตอนนั้น

“หนูก็ยังงงๆ กับตัวเองอยู่เลย” อลิศตอบพร้อมหัวเราะเขิน

แม้ว่าเด็กหญิงอลิศในวัย 10 ขวบจะไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นนักร้องที่เก่งหรือมีพรสวรรค์ต่างจากคนอื่น แต่การร้องเพลงมั่วๆ ในแบบของเธอก็สะดุดหูมากพอที่จะทำให้เธอได้พบปะผู้คนใหม่ๆ และมีโอกาสเดินสายขึ้นแสดงตามเวทีการกุศลจำนวนมาก

“ช่วงแรกหนูก็อาศัยเทคนิคการร้องเพลงที่ได้จากวงประสานเสียงที่โรงเรียน แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มไปเรียนร้องเพลงค่ะ” เช่นกันกับการชกมวยที่เธอเรียนและฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอในช่วงปิดเทอมตั้งแต่สมัย 5 ขวบ หรือการแต่งหน้าที่เอาจริงเอาจังจนตัดสินใจไปลงเรียนคอร์ส 96 ชั่วโมง และสอบจนได้ใบประกาศณียบัตร เมื่อขึ้นเวทีร้องเพลงบ่อยเข้า เธอก็ตัดสินใจเริ่มเรียนร้องเพลงอย่างจริงจังในแนวสากล แล้วจึงต่อยอดไปสู่แนวลูกกรุง และบรอดเวย์มิวสิคัลในเวลาต่อมา

“หลังจากที่เรียนร้องเพลงไปสักพักก็มีคนมาชวนไปสมัครรายการ The Golden Song ซีซั่น 2 ตอนแรกหนูก็ไม่แน่ใจว่าจะสมัครดีไหม เพราะความจริงหนูเคยสมัครไปแล้วตอนซีซั่นแรก แต่ตกรอบไปตั้งแต่ก่อนออกทีวีอีก” คำบอกเล่าของอลิศทำให้เราไม่แปลกใจกับคำตอบของเธอ เมื่อถูกถามถึงโมเมนต์ประทับใจจากการร้องเพลง

“ตอนที่ไปแข่งซีซั่นนี้ พอได้ผ่านเข้ารอบแรกมา ดีใจที่สุดเลยค่ะ” อลิศตอบพร้อมรอยยิ้มสดใส

ด้วยวัย 12 ปี อลิศยังถือว่าเด็กมากทีเดียว แต่จากการแสดงทั้งหมดในรายการ อลิศก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถที่สมน้ำสมเนื้อกับทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ

การเติบโตและค้นพบตัวตนในวัย 12 ปี ของอลิส The Golden Song เวทีเพลงเพราะ Season 2, อลิส-ธนัชลักษณ์ ฮัดสัน

Track 03

We Are Bulletproof

อย่างที่หลายคนได้รู้จาก VTR แนะนำตัวในรายการแล้วว่า อลิศเติบโตมากับการฟังเพลงลูกกรุงที่ยายเปิด ทำให้เธอค่อยๆ ซึมซับบทเพลงเหล่านั้นมาโดยตลอด รู้ตัวอีกทีก็เหมือนมีสมุดเพลงลูกกรุงอยู่ในหัว

“อย่างเพลงในรายการ The Golden Song หนูก็จะรู้จักเกือบจะทุกเพลง แต่อาจจะจำชื่อเพลงไม่ได้นะคะ ส่วนใหญ่คือถ้าได้ยินเพลงมาหนูจะร้องต่อได้มากกว่า” อลิศอธิบาย

“แล้วนอกจากเพลงลูกกรุง อลิศชอบฟังเพลงแนวไหนอีก” เราถามต่อ

“หนูชอบเพลงเกาหลีค่ะ” เธอตอบทันที พร้อมสายตาเปล่งประกายวิบวับ

ปลายปี 2019 อลิศซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ชั้น ม.1 เริ่มสนใจเพลงเคป๊อปเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นหนึ่งในเด็กที่เติบโตมาท่ามกลางกระแส K-Wave มาตั้งแต่เด็ก แต่อลิศก็ไม่เคยสนใจผลงานดนตรีของบรรดาไอดอลเกาหลี กระทั่งเธอได้รู้จักกับเพลงเพลงหนึ่ง

“เพลงแรกที่หนูได้ฟังแล้วชอบมากๆ ก็คือ We Are Bulletproof ของพี่ๆ BTS ค่ะ เพราะมันเป็นเพลงที่ให้กำลังใจได้ดีมากๆ เนื้อเพลงบอกว่า ถึงเราจะอยากล้มเลิกกันตั้งหลายหน แต่เราก็ยังเดินต่อไปเรื่อยๆ” อลิศตัดสินใจย้อนกลับไปฟังทุกเพลงของ BTS ตั้งแต่อัลบั้มแรก และยังคงฟันวนไปเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้

จากความชื่นชอบ หรือที่บางคนอาจเรียกว่า ‘ความติ่ง’ กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อลิศเริ่มสนุกกับการร้องเพลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กระทั่งตัดสินใจเข้าคัดเลือก จนได้รับทุนการศึกษาจากสถาบันของครูจังโก้ The Voice ที่ทำให้เธอได้มีโอกาสเรียนรู้การร้องเพลงเคป๊อป รวมไปถึงการแรป

การเติบโตและค้นพบตัวตนในวัย 12 ปี ของอลิส The Golden Song เวทีเพลงเพราะ Season 2, อลิส-ธนัชลักษณ์ ฮัดสัน

Track 04

ฉันจะฝันถึงเธอ

“ทุกวันนี้คิดว่าการร้องเพลงเป็นพรสวรรค์ของเราหรือเปล่า” เราถามอลิศ ในวันที่เธอผ่านการร้องเพลงมาหลากหลายแนว และขึ้นเวทีมาแล้วนับไม่ถ้วน

“ก็… มั้งคะ น่าจะใช่อยู่แหละค่ะ” เธอตอบไม่เต็มเสียงนัก ก่อนขยายความ “ด้วยความที่หนูร้องเพลงได้โดยที่ไม่รู้สึกว่ามันยาก ถ้าครูเขาคอมเมนต์มาหนูก็ฟังแล้วก็ปรับได้เลย หลายคนก็บอกว่านี่น่าจะเป็นพรสวรรค์ของหนู แต่เอาจริงๆ ก็เพิ่งมารู้ตัวตอนช่วงที่แข่ง The Golden Song นี่แหละค่ะ”

แม้แต่เรื่องสีหน้าท่าทางที่ดูจะเป็นจุดอ่อนของนักร้องรุ่นเด็ก ก็ยังไม่ใช่อุปสรรคของอลิศ

“เรื่องการแสดงอารมณ์ แค่แปลความหมายของเพลงให้ออกมันก็ไปเองแล้วค่ะ อย่างเพลง ฉันจะฝันถึงเธอ ที่หนูร้องล่าสุด พอเริ่มร้อง คิ้วหนูมันก็จะเริ่มขยับเข้าหากันเอง เพราะหนูคิดตามเนื้อร้อง” คุยกันถึงตรงนี้ คงพอจะสรุปได้แล้วว่าสิ่งที่อยู่ในตัวของอลิศ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากพรสวรรค์

แล้วในเวทีที่เต็มไปด้วยคู่แข่งซึ่งอาจมาพร้อมพรแสวง อลิศรู้สึกอย่างไร

“หนูไม่กลัวคนที่เขามีพรแสวงนะคะ หนูกลัวตัวเองมากกว่า กลัวว่าตัวเองจะไม่แสวงหาอะไรใหม่ๆ ในอนาคต” แม้ว่าการร้องเพลงจะเป็นสิ่งที่อลิศทำได้ดีมาตลอด และมีแนวโน้มจะดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่เธอก็ยังอยากเปิดโอกาสให้ตัวเองให้ลองอะไรใหม่ๆ ที่รู้สึกชอบและสนุกที่จะทำอยู่เสมอ

“กับอีกอย่างก็คือ กลัวตัวเองสติหลุดบนเวที เพราะเวลาร้องเพลงมันจะต้องตั้งใจแล้วก็มีสติมากๆ เพื่อที่จะไม่ได้ทำพลาด หรือถ้าเรารู้ตัวว่าพลาดก็ต้องเก็บอาการค่ะ ตกใจมากไม่ได้ ไม่งั้นลืมเนื้อหมด” อลิศเล่าติดตลก ถึงสาเหตุที่ทำให้เธอต้องตัดการรับรู้ทั้งหมดในขณะร้องเพลง ไม่สนใจทั้งกล้องและคนดู แล้วใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับการร้องและกรรมการเท่านั้น

การเติบโตและค้นพบตัวตนในวัย 12 ปี ของอลิส The Golden Song เวทีเพลงเพราะ Season 2, อลิส-ธนัชลักษณ์ ฮัดสัน

Track 05

Forever Young

ตลอดเวลาที่เราพูดคุยกับอลิศถึงเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่อลิศย้ำให้เราฟังบ่อยๆ คือ

“หนูไม่ได้คิดอะไรเลย ไม่ได้คาดหวังอะไรสักเท่าไหร่ เราก็ร้องเพลงที่อยากร้อง” หากภายใต้ท่าทางสบายๆ ไร้กังวลนั้น ดูเหมือนว่าอลิศจะเอาจริงเอาจังมากกว่าที่พูด ไม่ว่าเธอจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เพราะเมื่อได้ลงมือเรียนรู้หรือฝึกหัดสิ่งใดแล้ว อลิศจะทำต่อไปเรื่อยๆ แถมยังทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก

และนั่นทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่า การเลี้ยงดูแบบไหนที่หล่อหลอมให้อลิศเป็นอลิศอย่างทุกวันนี้

“ที่บ้านหนูจะเลี้ยงแบบไม่ค่อยปล่อย แล้วก็ไม่ค่อยตามใจค่ะ สมมติว่าหนูอยากซื้อของที่ยายเห็นว่าไร้สาระ ยายก็จะไม่ยอมให้ซื้อค่ะ” อลิศเล่าให้เราฟังอย่างตรงไปตรงมา

“เช่นอะไรบ้าง” เราสงสัย

“ตอนอายุประมาณเก้าขวบ เป็นช่วงที่หนูชอบ เซเลอร์มูน มากค่ะ เคยคิดว่าถ้าขึ้นมอสี่แล้วเราอายุเท่า เซเลอร์มูน เมื่อไหร่จะต้องแปลงร่างให้ได้ ก็เลยอยากซื้อของของ เซเลอร์มูน มากๆ เพื่อที่จะได้แปลงร่างค่ะ” อลิศหัวเราะให้กับตัวเองในอดีต ซึ่งแน่นอนว่าความฝันของเธอตอนนี้ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

อลิศนิ่งคิดไปนานเมื่อถูกถามถึงภาพตัวเองในอนาคต

“คืออีกสองปีหนูก็จะขึ้นมอสี่แล้ว เพราะฉะนั้นความฝันของหนูในตอนนี้ก็คือ หนูอยากไปเรียนมอปลายที่ School of Performing Arts Seoul (SOPA) ที่เกาหลีค่ะ” จากการติดตามศิลปินเคป๊อปที่ชื่นชอบ ทำให้อลิศได้รู้จักโรงเรียนมัธยมปลายที่มีหลักสูตรเฉพาะทางด้านศิลปะการแสดง นี่จึงกลายเป็นความหวังเล็กๆ ในใจของเด็กหญิงผู้มีใจรักในการร้องและการเต้น และมีศิลปินเกาหลีเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในช่วงหนึ่งของชีวิต

“ตอนที่หนูหัดแรปเพลงเกาหลีได้เป็นครั้งแรก คือเพลง Forever Young เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มันเป็นครั้งแรกที่หนูเริ่มคิดว่า อืม เราก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย”

การเติบโตและค้นพบตัวตนในวัย 12 ปี ของอลิส The Golden Song เวทีเพลงเพราะ Season 2, อลิส-ธนัชลักษณ์ ฮัดสัน

Track 06

Think of Me

ด้วยวัยเท่านี้ อลิศยังมีความเป็นไปได้อีกมากที่รอเธออยู่ในอนาคต และนั่นทำให้เธอไม่อยากยึดเอาความฝันอย่างใดอย่างหนึ่งในปัจจุบันเป็นเป้าหมายเดียวของชีวิต

“หนูยังไม่ได้วางแผนอนาคต หรือคิดว่าจะต้องเอาจริงเอาจังกับอะไรเป็นพิเศษ ก็คงร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆ” แม้ปากจะบอกว่าไม่ได้เอาจริงเอาจัง แต่เมื่อถามถึงสิ่งที่อลิศคิดว่าตัวเองควรพัฒนา เธอกลับตอบได้อย่างชัดเจน

“อยากพัฒนาเรื่องการร้องโอเปร่าและแนวบรอดเวย์ค่ะ เพราะมันเป็นแนวเพลงที่เหมาะกับเนื้อเสียงของหนูซึ่งเป็นโทนเสียงสูง ในอนาคตถ้ามีโอกาสก็อยากไปร้องเพลงที่ต่างประเทศค่ะ หนูอยากเป็นนางเอกที่ได้ร้องเพลง Think of Me” อลิศเล่าด้วยท่าทีกระตือรือร้นเป็นพิเศษเมื่อเอ่ยถึงคริสติน ดาเอ้ (Christine Daaé) บทนางเอกจากมิวสิคัลเรื่องดังอย่าง The Phantom of the Opera

“ถ้าจะทำได้ก็คิดว่าต้องหัดเรื่องการแสดงเพิ่ม ให้มันมีอารมณ์มากขึ้นอีก จะได้เหมาะกับบท แล้วก็คงต้องฝึกคีย์ให้สูงขึ้นอีกนิดหนึ่งให้ได้ระดับห้าค่ะ” เธออธิบายให้เราฟังอย่างจริงจัง

“แล้วตอนนี้อยู่ที่ระดับเท่าไหร่” เราถาม

“สี่จุดห้าค่ะ” อลิศตอบด้วยน้ำเสียงสดใส

การเติบโตและค้นพบตัวตนในวัย 12 ปี ของอลิส The Golden Song เวทีเพลงเพราะ Season 2, อลิส-ธนัชลักษณ์ ฮัดสัน

Writer

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

28 กันยายน พ.ศ. 2539 คือวันเกิดของ ซันนี่-เกวลิน บุญศรัทธา เด็กสาวชาวสมุทรสาคร ลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ผู้มีความฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่จำความได้

วันนี้ เธอกลายเป็นศิลปินที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ ถึงขั้นมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียอย่างเวยป๋อ (Weibo) มากกว่า 22 ล้านคน

ในวาระที่ศิลปินมากความสามารถคนนี้กำลังจะย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 25 The Cloud ต่อสายออนไลน์หา ซันนี่ หยาง หรือ Yang Yunqing เพื่อสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตและการทำตามฝันของเธอ

ก่อนหน้านี้ ซันนี่ในวัยเพียง 14 เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันร้องเพลงภาษาจีนที่มณฑลฝูเจี้ยน

1 ปีถัดมา เธอบินลัดฟ้าไปอยู่ไต้หวันเพื่อลองทำตามฝันที่จะเป็นศิลปิน

ซันนี่ได้เดบิวต์ในฐานะสมาชิกของวงเกิร์ลกรุ๊ป A’N’D (Angel ‘N’ Devil) ตอนอายุ 18 พ่วงด้วยผลงานการแสดงซีรีส์อีก 2 เรื่อง

แต่เมื่อพบว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่วาดฝัน เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขัน Produce 101 China เรียลลิตี้ชื่อดังที่จะเฟ้นหา 11 ศิลปินจากผู้เข้าแข่งขันในรายการทั้งสิ้น 101 คน

ด้วยลุคสาวเท่ที่ใครเห็นเป็นต้องเทใจให้และความสามารถอันหลากหลาย ทั้งร้อง เต้น และเอ็นเตอร์เทนผู้ชม ทำให้ซันนี่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดเป็นอันดับที่ 8 จนได้เดบิวต์ในวง Rocket Girls 101 พร้อมเปิดตัวอัลบั้ม Collide ที่มียอดขายกว่า 2 ล้านชุด ตีเป็นเงินไทยกว่าร้อยล้านบาท

 เมื่อปีที่ผ่านมา หลังหมดสัญญากับ Rocket Girls 101 ซันนี่ได้รับการทาบทามจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China จนได้ออกอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกในชื่อ How’s the Weather Today? ซึ่งทำสถิติยอดขายเป็นอันดับ 8 ของประเทศจีนในปีนั้น

รู้จักประวัติของเธอกันพอสมควรแล้ว ถึงเวลาพานักอ่านทุกท่านร่วมเดินทางไปกับไอดอลสาวหล่อ ตั้งแต่วันแรกในเส้นทางดนตรี สู่วันนี้ที่เป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

และแล้ว บทสนทนาทางไกล ไทย-จีน จึงเริ่มต้นขึ้น…

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ไม่ว่าต้องอยู่ที่ไหน แค่ได้ทำในสิ่งที่รักก็โอเคแล้ว

เด็กไทยหลายคนอยากเป็นศิลปินไทยและโด่งดังในประเทศ มากกว่าเสี่ยงไปไต่เต้าในต่างแดนที่ประสบความสำเร็จได้ยากกว่า แต่คุณดูไม่ใช่แบบนั้น ความตั้งใจของคุณคืออะไร

หนูแค่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรักและประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองชอบ หนูเป็นคนชอบร้องเพลง ชอบขึ้นเวทีอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก แต่ที่ไทย หนูไม่มีโอกาส เคยไปสมัครรายการ เดอะสตาร์ (เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว) กับ เอเอฟ (ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย) ก็ไม่ได้เข้าแข่งขัน พอดีช่วงนั้นมีคนชักชวนให้ไปเป็นศิลปินที่ไต้หวัน หนูก็เลยบอกกับตัวเองว่า ในเมื่อโอกาสมาแล้ว ก็ต้องลองทำดู ไม่ได้คิดว่าจะเป็นต่างประเทศหรือที่ไหน คิดแค่ว่าถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักก็โอเคแล้ว

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำไมถึงชอบการร้องเพลงมากขนาดนั้น

เอาจริงๆ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันนะ (หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่มั้งคะ คุณแม่ชอบร้อง คุณพ่อชอบฟัง หนูฟัง พี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) มาตั้งแต่เด็ก เวลาที่โรงเรียนจัดกีฬาสีหรืองานวันพ่อ วันแม่ ที่มีการแสดง หนูจะออกตัวคนแรกตลอดเลยว่าอยากไปร้องเพลงนะ อยากไปเต้นนะ คงซึมซับความชอบนี้มาจากคุณพ่อคุณแม่นั่นแหละ โตมาก็เลยอยากเป็นนักร้อง 

แล้วทำไมไปอยู่จีนได้ล่ะ

เริ่มต้นจากหนูได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งร้องเพลงภาษาจีนที่ฝูเจี้ยน มีโอกาสได้รู้จักผู้จัดการศิลปินชาวไต้หวันคนหนึ่ง เขาชักชวนให้ไปร่วมงานกับเขาที่ไต้หวัน ตอนนั้นหนูอายุประมาณสิบสี่ สิบห้า ก็ตัดสินใจไป อยู่ที่นั่นก็เรียนด้วย พยายามเป็นศิลปินด้วย ก่อนจะย้ายมาอยู่จีนแผ่นดินใหญ่ในภายหลัง

ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะเห็นด้วยกับแนวทางที่คุณเลือก คุณและครอบครัวคิดยังไง

หนูคิดแค่ว่า ในเมื่อมีโอกาสและอายุเรายังน้อย ก็อยากลองไปเสี่ยงดูสักครั้ง ถ้าเผื่อเรามีชื่อเสียงขึ้นมา ก็คงคุ้มค่ามากๆ โชคดีด้วยที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนประเภทที่ถ้าลูกชอบอะไรก็ให้ไปลองได้ แต่ช่วงแรกที่หนูตกลงจะมาทำตามฝันที่เมืองจีน คุณพ่อก็ไม่ค่อยกล้าให้มาเหมือนกัน ทั้งที่คุณพ่อคุณแม่รู้ดีว่าเราชอบร้องเพลง แต่การเข้าวงการไม่ได้ทำกันง่ายๆ แถมวงการนี้ก็มีสิ่งที่น่ากลัวอยู่เยอะ

แต่สุดท้าย คุณพ่อบอกว่า ถ้าชอบก็ลองไปดู ถ้าไม่ประสบความสำเร็จให้รีบกลับมาเรียนต่อ จะได้หางานทำ ทั้งสองคนคงเป็นห่วงเรานั่นแหละ ช่วงที่ไปแรกๆ คุณแม่ก็เลยมาอยู่กับเราตลอด แต่คงเพราะคิดถึงคุณพ่อเกินไป ประมาณปีครึ่งเกือบสองปี คุณแม่เลยบินกลับ (หัวเราะ)

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กผู้หญิงอายุ 15 กล้าออกจากบ้านและย้ายไปอยู่ต่างประเทศในวันนั้น

ส่วนหนึ่งที่หนูไม่กลัวเพราะว่ามีคุณแม่อยู่เป็นเพื่อน แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือหนูเป็นคนชอบความท้าทายอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็ก ถ้ามีโอกาสได้ทำอะไรก็อยากลองทำไปหมด ไม่กลัวสิ่งแวดล้อม ไม่กลัวผู้คน และเอาจริงๆ ตอนไปอยู่ไต้หวัน หนูแทบพูดภาษาจีนไม่ได้เลย ช่วงแรกงูๆ ปลาๆ มาก ได้แต่พยายามบอกตัวเองว่า อยู่ไปสักสามสี่เดือนหรือครึ่งปีก็น่าจะเก่งขึ้น ก็ค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ได้กลัว ตอนเด็กหนูมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนเก่ง (หัวเราะ) คิดแบบนั้นจริงๆ นะ หนูเชื่อตลอดว่า ไม่ว่าอะไรเราก็ต้องทำได้ เดี๋ยวเราก็คงประสบความสำเร็จจนได้ เลยแทบไม่กลัวอะไรเลย

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

กดดัน แต่มีความสุข

ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่ประเทศจีนคืออะไร

หนูไม่เคยเป็นศิลปินฝึกหัดนะคะ ที่จีนส่วนมากไม่เหมือนเกาหลีที่ต้องมีการฝึกหัดสองสามปีถึงจะได้เดบิวต์เป็นบอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ป ความท้าทายครั้งใหญ่ก็เลยไม่ใช่การฝึก แต่เป็นการหางาน หนูพยายามอย่างหนักที่จะเข้ามาในวงการนี้ ตอนมาถึงไต้หวันแรกๆ ไม่ได้มีงานมากมายอะไร ผู้จัดการไม่ได้ให้งานเราเพิ่ม ไม่ได้ให้คำแนะนำว่าควรทำอย่างไรในวงการนี้ หนูแอบคิดเหมือนกันว่าเขาหลอกเรามารึเปล่า (หัวเราะ) 

สุดท้ายหนูจึงยกเลิกสัญญา แล้วก็พยายามมองหาบริษัทหรือรายการร้องเพลงดีๆ ที่จะทำให้เราได้อยู่ที่นั่นต่อ หนูหาโอกาสครั้งใหม่อยู่สองปีกว่า ถึงจะได้เจอบริษัทที่ชื่นชอบและเชื่อมั่นในตัวเราจริงๆ เขาให้โอกาสเราเล่นละคร ก็ได้เล่นไปสองเรื่อง

พูดง่ายๆ ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่นี่คือ หนึ่ง งานไม่ได้หากันง่ายๆ และสอง เราไม่ได้รับการฝึกสอน เราต้องฝึกเอง ซ้อมเอง เรียนรู้เอง และหาโอกาสเองเยอะมากๆ

ดูเป็นเส้นทางที่กดดันเหมือนกันนะ

ถามว่ากดดันมั้ย (หัวเราะ) ก็กดดัน แต่มีความสุขนะคะ เป็นสิบเอ็ดปีในวงการที่หนูได้เรียนรู้เยอะมาก ทั้งเรื่องงานและการอยู่รอดในสังคม หนูว่าเป็นบทเรียนที่ดีเหมือนกัน ทำให้ทุกวันของเราดีขึ้น เก่งขึ้นเรื่อยๆ

มีช่วงเวลาที่คุณบอกตัวเองว่า ‘อยากยอมแพ้’ บ้างไหม

มีความคิดนี้อยู่ตลอดเลยค่ะ เราเป็นคนที่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จมาตลอดตั้งแต่เด็ก พอไม่สำเร็จ เราก็เสียใจ อยู่ในวงการนี้ถามตัวเองตลอดว่า เราไม่เหมาะกับที่นี่หรือเปล่า เราทำไม่ได้หรือเปล่า มีหลายครั้งที่อยากยอมแพ้ ไม่อยากทำแล้ว พอแล้ว 

ตั้งแต่เพิ่งถึงไต้หวันใหม่ๆ มาอยู่เมืองจีน จนวันนี้ก็ยังคิดแบบนี้อยู่ตลอด เป็นความคิดชั่ววูบที่ทำให้เราสงสัยในตัวเอง แต่เราก็ไม่เคยละทิ้งความพยายามนะ ไม่เคยยอมแพ้เลย 

คุณก้าวผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ยังไง

ช่วงที่ยังไม่มีชื่อเสียง ถ้ารู้สึกท้อ สิ่งที่ทำให้เรากลับมาสู้ คือ ความรู้สึกกลัวการเสียหน้า (หัวเราะ)

หนูกลัวเสียหน้าเพราะญาติพี่น้องทุกคนรู้ว่าเราเข้าวงการ เพื่อนของคุณพ่อคุณแม่จะพูดตลอดว่าลูกยังเล็ก ทำไมถึงให้เข้าวงการ ทำไมไม่ให้เรียนหนังสือก่อน พอได้ยินแบบนั้น หนูก็คอยบอกตัวเองตลอดว่า ในเมื่อเราเลือกทิ้งการเรียนไปเยอะมากแล้ว ถ้ายอมแพ้ เราจะกลับไปทำอะไร ไม่ได้ๆ เราไม่อยากเสียหน้า และที่สำคัญ ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เสียหน้าด้วย

อีกอย่าง ก่อนมาหนูคุยกับเพื่อนไว้เยอะด้วยว่า ฉันจะไปเป็นดาราที่ไต้หวันแล้วนะ เดี๋ยวฉันจะดังแล้ว พอพูดไปก็ยิ่งไม่อยากเสียหน้าค่ะ เลยสู้สุดใจ พยายามแล้วพยายามอีก (หัวเราะ)

ส่วนถ้ารู้สึกเหนื่อยหรืออยากยอมแพ้ในช่วงนี้ที่มีชื่อเสียงแล้ว ก็จะมีหน้าคุณพ่อคุณแม่เข้ามาในความคิดตลอด หนูจะบอกตัวเองเสมอว่า ถ้าเราทำให้ดีกว่านี้ หาเงินให้ตัวเองได้เยอะๆ คุณพ่อคุณแม่ก็จะภูมิใจ ไม่ต้องเหนื่อย ทั้งยังมีชีวิตที่ดีขึ้น

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำเต็มที่ให้เขามั่นใจว่าเลือกไม่ผิดคน

ค.ศ. 2018 ที่เข้าประกวดรายการ Produce 101 China คุณดูแฮปปี้มากเลยนะ

มีหลายความรู้สึกค่ะ ช่วงที่ประทับใจที่สุดคือตอนได้อยู่ในรายการ ความรู้สึกแรกที่ได้ใส่ชุดสีเขียว ผมสีทองนั้นดีมากจริงๆ ทุกครั้งที่เราออกมาจะมีคนชื่นชอบเราเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ในรายการ ทีมงาน หรือคนดูก็ชื่นชอบเราและผลงานของเรา มีคนบอกว่าดวงตาของเรามีแสง เป็นประกาย ตอนนั้นก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราเท่จัง (หัวเราะ) 

รู้ได้ยังไงว่ามีคนชื่นชอบเยอะ

แหม หนูมีโทรศัพท์ค่ะ (หัวเราะ) คือเพื่อนที่แข่งขันทุกคนก็มีโทรศัพท์นั่นแหละ เพียงแต่ว่าจะซ่อนกันตรงไหน ของหนู หนูซ่อนไว้ในห้องน้ำ ก็ได้เช็กกระแสของตัวเองบ้าง โดยเฉพาะช่วงแรก ดีใจมาก แค่แป๊บเดียว แฟนคลับเราก็พุ่งปู๊ดพุ่งปี๊ด

เรื่องเล่าของคุณที่หลายคนประทับใจในรายการนี้ คือการที่ครั้งหนึ่งคุณได้เป็นแฟนคลับผู้โชคดี ถูกเลือกให้ขึ้นเวทีของศิลปินวง EXO แล้วภายหลังอดีตสมาชิกในวงมาเป็นกรรมการในรายการที่คุณเป็นผู้เข้าประกวด ถามจริงๆ คุณรู้สึกยังไง

ก็คงเหมือนติ่งเกาหลีหลายคน หนูเองก็ชอบ EXO มาตั้งแต่เด็ก ชอบมาตลอด ตอนย้ายมาอยู่ไต้หวันมีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตของ EXO วันนั้นหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงถูกเรียกขึ้นไปบนเวที เรานั่งดูคอนเสิร์ตอยู่ดีๆ กำลังชื่นชมศิลปิน โห หล่อจัง ร้องดีจัง เต้นเก่งจัง อยู่ๆ ก็มีทีมงานมาบอกให้ขึ้นไป หนูงงมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นลัคกี้แฟน หนูว่าอาจจะเป็นพรหมลิขิต (หัวเราะ)

ตอนประกวด Produce 101 China หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอดีตสมาชิกจาก EXO อย่าง จื่อเทา อยู่ในรายการด้วย ตอนได้รู้ก็ตกใจ ก็เลยเล่าให้ทีมงานฟัง ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องนี้จะถูกเอามาเล่าในรายการด้วย

การเป็นผู้โชคดีได้ขึ้นเวทีของ EXO ในวันนั้นสำคัญกับคุณยังไง

ถึงหนูจะชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก แต่ ณ ตอนนั้นก็ไม่เคยฝันว่าตัวเองจะมีคอนเสิร์ตที่มีคนดูหลักหมื่นได้ การได้ขึ้นไปบนเวทีวันนั้น แม้เราจะชอบพี่ๆ EXO มาก แต่ตอนอยู่ด้านบน เราแทบไม่ได้มองพวกเขาเลย ส่วนหนึ่งคือไม่กล้ามองเพราะกลัวแฟนคลับว่าเรา แต่อีกส่วนเป็นเพราะตอนอยู่บนนั้น เราได้เห็นผู้ชม ป้ายไฟ และเสียงกรี๊ด ทุกคนส่งเสียงเชียร์ให้กับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ ตอนนั้นหนูคิดกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเป็นเราที่ร้องเพลงอยู่บนเวที แล้วมีคนดูมากมาย ชูป้ายไฟ ส่งเสียงเชียร์ และร้องเพลงตามเราได้ ก็คงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ในชีวิต ถ้าทำได้และได้ทำก็คงเท่มากจริงๆ

ล่าสุดคุณได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China ด้วย

ค่ะ ปลื้มใจมากๆ หนูเข้ามาในวงการนี้ ความฝันก็คืออยากเป็นนักร้อง มีเพลง อัลบั้ม และคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง Universal Music Greater China ทำความฝันของหนูสำเร็จมาสองสามอย่างแล้ว เหลือแค่เปิดคอนเสิร์ตใหญ่อย่างเดียวแล้วจริงๆ ตอนที่เขาขอเซ็นสัญญา หนูดีใจมากนะ คิดว่าเราก็ต้องมีความสามารถพอสมควรแหละ เขาถึงเลือก หลังจากนั้นไม่ว่าจะทำเพลงหรือทำอะไรก็ตาม เราก็อยากทำให้เต็มที่เพื่อให้ทุกคนชื่นชอบ เขาจะได้ภูมิใจและรู้สึกว่าเลือกไม่ผิดคนจริงๆ

นอกจากการร้องเพลง คุณก็มีผลงานอีกหลายอย่าง ทั้งถ่ายแบบและแสดงซีรีส์ มีอะไรที่คุณอยากลองทำอีกรึเปล่า

ไม่มีแล้วค่ะ พอแล้ว (หัวเราะ)

อืม ช่วงนี้ยังไม่มี แต่ถ้าครั้งหน้ามีโอกาสได้คุยกันอีก หนูอาจจะมีอย่างอื่นที่อยากทำก็ได้ ตอนนี้หนูคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ยังไม่สำเร็จเลย เพราะงั้นก็ขอทำตรงนี้ไปก่อน 

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ถึงจะมีคนแอนตี้ เราก็เชียร์คุณอยู่ดี

กำลังใจจากแฟนคลับครั้งไหนที่มีค่ากับคุณมากที่สุด

สำคัญในทุกครั้งที่หนูมีการแสดงเลย แฟนคลับคอยให้กำลังใจหนูตลอด อย่างตอนที่ประกวดรายการ Produce 101 China มีคนแอนตี้เราหนักมาก ก็มีแฟนคลับนี่แหละที่คอยให้กำลังใจ ทุกครั้งที่เราต้องเดินจากห้องพักไปที่ซ้อมของรายการ ระยะทางแค่ห้านาทีเอง แต่ตลอดทางจะมีแฟนคลับมารอให้กำลังใจ พอเราเดินผ่าน เขาจะตะโกนว่า ‘สู้ๆ นะ ถึงแม้ว่าจะมีคนแอนตี้คุณ แต่เราก็ยังชอบคุณเหมือนเดิม เราจะเชียร์จนคุณได้เป็นศิลปินให้ได้’

มันทำให้รู้ว่า ถึงแม้จะมีคนเกลียดเราเยอะขนาดไหน แต่คนที่ชอบก็ยังพยายามช่วยให้เราประสบความสำเร็จ รู้สึกดีใจและตื้นตันใจที่สุดจริงๆ

มีอะไรอยากบอกแฟนคลับชาวไทย แต่ยังไม่มีโอกาสได้บอกไหม

หนูพูดตลอดค่ะ บอกหมดแล้ว (หัวเราะ) 

บอกทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์เลย ล่าสุดที่หนูได้ร่วมงานกับน้องๆ วง Vyla มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับสื่อไทย ก็บอกกับพี่ๆ สื่อมวลชนและแฟนคลับไปว่า ถ้าโควิด-19 ดีขึ้น หนูอยากจัดแฟนมีตติ้งที่ไทย อยากเปิดคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่นั่น หนูรู้นะว่าตัวเองก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่ในเมื่อมีคนที่ชื่นชอบเราอยู่ที่ไทยหรืออยู่ในประเทศไหนก็ตาม หนูก็อยากยกทุกอย่างที่ได้ทำที่จีนไปมอบให้กับแฟนๆ ที่นั่นด้วย

การเป็นศิลปินไทยที่ประสบความสำเร็จในจีนให้อะไร และเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้เยอะค่ะ อย่างแรกคือทำให้หนูเก่งขึ้น ได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ และคนในครอบครัวภูมิใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้หนูภูมิใจในตัวเอง

สิ่งที่เสียอาจจะเป็นการใช้ชีวิตบางส่วน ต้องยอมรับว่าศิลปินที่จีนมีกฎเกณฑ์เยอะ การเป็นไอดอลไม่ง่าย ต้องคอยระวังหลายอย่าง เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเมื่อก่อนที่อยากทำอะไรก็ทำได้ เราเคยเป็นเด็กที่ไม่กลัวอะไรเลย มั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำต้องเป็นสิ่งที่ดี แต่ตอนนี้จะทำอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก การมีชื่อเสียงทำให้ต้องเจอเรื่องราวมากมายที่ชีวิตนี้ไม่เคยเจอมาก่อน

สูตรสำเร็จในการประสบความสำเร็จของซันนี่คืออะไร

หนูว่าคือความไม่ยอมแพ้ค่ะ ถึงแม้ปากจะคอยพูดบ่อยๆ ว่า ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยจัง ท้อแท้ ทำไมทำได้แค่นี้ แต่ใจเราก็ยังอยากประสบความสำเร็จให้ได้ ท้ายที่สุด ปากบ่นก็จริง แต่ใจก็สู้ เราไม่เคยยอมแพ้เลย

ถ้าผู้หญิงที่ชื่อซันนี่ไม่ได้เป็นนักร้องผู้โด่งดัง คุณว่าวันนี้เธอจะทำอะไรอยู่

น่าจะเป็นไกด์ที่เมืองไทยมั้งคะ เราเป็นคนชอบคุย ชอบเล่น ชอบออกไปเที่ยวนอกบ้าน หนูเรียนจบมหาวิทยาลัยด้านการโรงแรมด้วย แถมพูดภาษาจีนได้อีก คนจีนที่ชอบไปเที่ยวประเทศไทยก็เยอะ เลยคิดว่าถ้ามีทัวร์เป็นของตัวเองก็จะพาคนจีนไปเที่ยวเมืองไทยค่ะ (หัวเราะ)

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง

จากเด็กที่เคยเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดร้องเพลงที่จีน วันนี้คุณเป็นศิลปินแถวหน้าผู้สร้างความภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ รู้สึกยังไงบ้าง

หนูไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีชื่อเสียงได้ถึงขนาดนี้ ถึงแม้ว่าวันนี้หนูก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่นี่ก็มาไกลกว่าวันแรกมากจริงๆ ดีใจ ภูมิใจ รู้สึกขอบคุณแฟนคลับทุกคนทั้งในจีน ไทย และทุกประเทศ ที่คอยให้กำลังใจและติดตามหนูเสมอมา อยากพยายามต่อไปให้ดียิ่งขึ้น และไม่ว่าจะรับงานไหน หนูสัญญาว่าจะทำเต็มที่ ไม่ให้คนที่ชื่นชอบผิดหวัง

คุณย้ายไปใช้ชีวิตที่จีนร่วม 10 ปีแล้ว คิดถึงอะไรที่เมืองไทยมากที่สุด

คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ค่ะ แต่ถ้าไม่นับคนก็คิดถึงอาหารไทยมากที่สุด คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง เพราะเมืองจีนไม่มี แล้วก็คิดถึงเอ็มเค แม้จีนก็มีอาหารแนวนี้ แต่น้ำซุปหรือรสชาติไม่เหมือนกัน 

ตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านเราจะไปกินเอ็มเคกันทุกวันศุกร์ มันกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่พอมาอยู่นี่ก็แทบไม่ได้ทานเลย หนูก็เลยคิดถึงนิดหนึ่งค่ะ 

พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่คิดถึงรองจากคุณพ่อคุณแม่ คือข้าวเหนียวหมูปิ้งกับเอ็มเคเนอะ

ค่ะ ใช่ค่ะ (หัวเราะ)

ไม่ได้กลับไทยมาปีกว่าๆ ถ้าได้กลับมาครั้งหน้า คุณจะกอดใครเป็นคนแรก

ต้องดูว่าหนูเจอใครก่อนค่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าเป็นคนในครอบครัวแน่นอน เจอใครก่อนก็กอดคนนั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นคุณพ่อนะคะ

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ภาพ : ซันนี่-เกวลิน บุญรักษา

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load