แอลลี่ (ALLY)-อชิรญา นิติพน คือ ศิลปินวัย 16 ที่ทำได้ดีทั้งร้อง เต้น และเอนเตอร์เทน

เธอเป็นศิลปินคนแรกของค่าย 411 Music แจ้งเกิดในเพลง How To Love ซึ่งทำงานร่วมกับ GRAY ศิลปินและโปรดิวเซอร์ชื่อดังชาวเกาหลี

แอลลี่เป็นที่จับตามาตั้งแต่เด็ก ในฐานะทายาทศิลปินผู้เต็มไปด้วยความมั่นใจ ความเป็นเด็กกล้าพูด กล้าแสดงออก ทำให้เธอได้รับความรักมากมายจากมหาชน จนถึงวัยที่พอจะรู้ความ เธอพบความเห็นมากมายที่พูดถึงเธอในโลกอินเทอร์เน็ต และคำตัดสินนั้นทำให้เธอเปลี่ยนไป 

เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี

ด้วยต้นทุนชีวิตที่มี แอลลี่สามารถเลือกเป็นศิลปินด้วยวิธีการที่ง่ายกว่านี้ แต่เธอเลือกที่จะเก็บกระเป๋าไปฝึกฝนตัวเองอย่างหนักที่เกาหลีด้วยตัวคนเดียวเป็นเวลากว่า 1 ปี

ทั้งเรียนร้อง เรียนเต้น เรียนภาษาเกาหลี และยังไม่ทิ้งการเรียนภาคปกติ เรียนออนไลน์กับโรงเรียนที่อเมริกาข้ามคืนทุกวัน

แม้จะพอรู้มาบ้างว่าการเป็นศิลปินฝึกหัดที่เกาหลีนั้นจริงจังยิ่งกว่าฝึกนักกีฬา ไลฟ์โค้ชของแอลลี่ไม่ใช่ครูผู้สอนคนใดคนหนึ่ง แต่นับรวมชาวเน็ตด้วย แม้จะอยากเก็บกระเป๋ากลับบ้านวันละหลายๆ รอบ แอลลี่ก็อดทนจนเดบิวต์เป็นศิลปินสมที่ตั้งใจ

The Cloud สนใจวิธีคิดของแอลลี่ จึงขอแทรกคิวช่วงที่เธอกำลังโปรโมตเพลงใหม่ ก่อนเปิดเครื่องบันทึกเสียง เราแลกเปลี่ยนเพลงของวงไอดอลเกาหลีกัน แม้วัยจะห่างกันเกินรอบ แต่จักรวาลเคป๊อปก็เชื่อมเราเข้าด้วยกัน ถ้าไม่ต้องคุยเรื่องจริงจังจนหมดแรงไปเสียก่อน เราคงขอให้แอลลี่สอนท่าเต้นเพลง No Matter What I Do เพลงใหม่ของเธอให้

ถ้าคุณเคยคิดว่าแอลลี่คนนี้ดูโตกว่าวัย ลองฟังสิ่งที่เธอคิดและได้เรียนรู้ผ่านบทสนทนานี้

เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี

แอลลี่ในวัยเด็ก เป็นเด็กแบบไหน

ถ้าไม่นับเรื่องแสบและซน หนูเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมาก ไม่ค่อยสนใจว่าใครคิดกับเรายังไง ป๊ะป๋ากับแม่อยากให้แอลลี่เรียนรู้จากประสบการณ์ เขาไม่เคยห้ามหรือทำให้แอลลี่รู้สึกอยู่ในกรอบ ซึ่งทำให้หนูได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง จนเมื่อโตขึ้น หนูได้อ่านความเห็นในอินเทอร์เน็ตที่บอกว่าเราเป็นเด็กที่ดูโตกว่าวัย เรารู้สึกแย่ที่คนที่ไม่ได้รู้จักหรือเคยเจอเรากลับพูดถึงเราแบบนี้ ตอนนั้นหนูไม่กล้ากลับไปดูคลิปวิดีโอตอนเด็กเลยเพราะอาย มันทำให้หนูอยากเปลี่ยนตัวเอง มีช่วงหนึ่งที่ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าพูดกับใคร เพราะกลัวว่าเขาจะตัดสินเราจากคำพูดเหล่านั้น

หลังจากวันนั้นแอลลี่เปลี่ยนไปอย่างไร

หนูกลายเป็นคนไม่ยึดติดกับอดีต ถ้าใครคนหนึ่งเคยทำบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ แล้วเขาขอโทษ เราพร้อมที่จะให้อภัยแล้วเริ่มต้นใหม่ หนูก็หวังว่าคนจะไม่ยึดติดกับสิ่งที่หนูเคยเป็นตอนหกขวบ

เริ่มรู้ตัวว่าอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนเด็กๆ หนูไม่ค่อยกล้าบอกใครว่าอยากเป็นนักร้อง เพราะพอรู้สึกว่าคนจะเป็นนักร้องต้องร้องเพลงเก่งที่สุด คนจึงจะยอมรับ เวลาใครถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร หนูก็มักจะตอบว่าแฟชั่นดีไซเนอร์บ้าง หมอบ้าง ครูบ้าง ทั้งที่จริงๆ แล้วอยากเป็นนักร้องมากที่สุด หนูเก็บไว้เพราะกลัวจะมีคนบอกว่า ไม่เห็นจะร้องเพลงเพราะเลย 

คุณฝันอยากจะเป็นศิลปินแบบไหน

หนูอยากเป็นศิลปินที่เป็นตัวของตัวเอง ได้แสดงความรู้สึกของตัวเองออกมา หนูไม่อยากเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่ตัวเรา

ด้วยต้นทุนชีวิตที่มี คุณเริ่มต้นเป็นศิลปินด้วยวิธีการที่ง่ายกว่านี้ได้ ทำไมเลือกเส้นทางที่ใช้เวลาฝึกฝนนานนับปีแบบนี้

เพราะหนูไม่อยากให้คนติดภาพว่าพ่อหนูเป็นใคร หรือหนูได้อะไรมาง่ายๆ หนูอยากไปอีกทาง ทางที่ไม่มีใครช่วยหนูได้นอกจากตัวหนูเอง ตอนนั้นแค่อยากลองดู คิดว่าถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร หนูเข้าไปออดิชันทั้งที่ไม่เคยเรียนร้องเพลงจริงจังมาก่อน ไม่รู้เทคนิคขึ้นเสียงสูงลงเสียงต่ำ แค่ร้องเพลงไปตามอารมณ์ และเต้นไปตามความรู้สึก เมื่อผ่านคัดเลือก หนูก็รู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่หนูจะได้พิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็น

นอกจากไปเพื่อพิสูจน์ตัวเอง โจทย์ของการไปเกาหลีคืออะไร

หนูอยากลองใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ตอนอยู่บ้านกับแม่ แม่จะช่วยทำให้ทุกอย่าง ที่เกาหลีหนูต้องทำเองทุกอย่าง ซักผ้า ถูพื้น ล้างห้องน้ำ ทำอาหาร ดูแลที่นอน และตื่นให้ทันเวลา ตอนแรกแม่ก็ไม่ยอมหรอก แม่ถามว่าถ้าแอลลี่อยากออกมากลางคันแล้วจะทำยังไง เมื่อตัดสินใจแล้วเปลี่ยนใจร้องกลับบ้านไม่ได้นะ ตอนแรกหนูไม่คิดเลยว่าหนูจะท้อ หนูว่าหนูทำได้

แล้วทำได้อย่างที่คิดไหม ของจริงต่างจากที่จินตนาการไว้แค่ไหน

ก่อนไปหนูหาข้อมูลแล้วเบื้องต้น อ่านที่มีคนเขียนเล่าประสบการณ์ก็พอจะรู้ว่ายากเย็นและท้อแน่นอน แต่ของจริงคนละความรู้สึกเลย ตอนอ่านเรื่องคนอื่น เรารู้สึกสงสารและเห็นใจเขา แต่พอเป็นตัวเอง ไม่ใช่แค่เศร้าแต่มันท้อมาก

ตารางการฝึกฝนในแต่ละวันเป็นอย่างไร

ตื่นเก้าโมงเช้า วิ่งที่ยิมหนึ่งชั่วโมง ซึ่งบางวันก็สลับกับทำพิลาทิส จากนั้นกลับมาอาบน้ำ ทานข้าว เดินทางไปที่ตึก เพื่อเรียนร้องเพลง เรียนเต้น เรียนการแสดง และเรียนภาษาเกาหลี จากนั้นซ้อมเพื่อทำการแสดง แล้วถ่ายวิดีโอส่งการบ้านถึงสี่ทุ่ม ตอนกลางคืนเป็นเวลาชั้นเรียนออนไลน์ไฮสคูลของหนูที่อเมริกา เรียนจนถึงเวลาตีหนึ่งตีสอง บางวันที่ยังไม่ง่วงนอนก็จะดูหนังฟังเพลงต่อ 

สามเดือนแรกที่ไป มีหนูเป็นเด็กฝึกคนเดียวในค่าย ก่อนที่เพื่อนๆ จะทยอยตามมา ซึ่งทุกคนไม่ได้มาเพื่อแข่งกัน แต่มาเพื่อแข่งกับตัวเอง ครูฝึกจะคอยให้คะแนนพัฒนาการด้านที่เกี่ยวกับการร้องและเต้น การออกกำลังกาย การฝึกซ้อม

เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี
ภาพ : 411 Music
เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี
ภาพ : 411 Music

อะไรคือเรื่องยากๆ ที่เจอระหว่างเป็นเด็กฝึก

คำพูดของครู ซึ่งไม่คิดมาก่อนว่าจะแรงขนาดนี้ ตอนแรกหนูฟังไม่ออกก็พยายามเรียนภาษาเกาหลีให้เก่งเพื่อจะได้เข้าใจ ซึ่งตอนแรกนึกว่าจะมีคำชมเป็นรางวัลว่าวันนี้ทำดี แต่กลับเจอคอมเมนต์เจ็บๆ เยอะ มันแรงจนหนูงงว่ามันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ ซึ่งหนูก็รู้ว่าครูพูดเพื่อผลักดันและดึงศักยภาพที่มีออกมา

มีชั้นเรียนไหนไหมที่ทำให้อยากกลับบ้านบ้าง

ทุกชั้นเรียนเลย ยกเว้นวิ่ง พิลาทิส และภาษาเกาหลี 

สามเดือนแรกยังไหวเพราะทุกอย่างยังใหม่ แต่หลังจากที่มันเริ่มซ้ำกันทุกวัน หนูเริ่มไม่มีความสุข เริ่มคิดว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ อยากกลับบ้าน ช่วงที่อยากกลับบ้านมากที่สุดคือช่วงที่กำลังจะเดบิวต์ เพราะซ้อมหนักมากๆ เพื่อให้พร้อมสำหรับเดบิวต์ และครูก็ยิ่งพูดผลักดันเรา เขาบอกเสมอว่าถ้าแค่นี้รับไม่ได้ วันข้างหน้าหนูจะรับไม่ได้มากกว่านี้ เพราะจะมีคอมเมนต์จากใครมากมายที่เราไม่รู้จัก แล้วเราต้องรับให้ได้ ตอนนั้นเคว้งคว้างมาก คิดว่าเราอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ นี่อาจจะเป็นแค่บทเรียนชีวิตบทหนึ่ง

ภูมิคุ้มกันสมัยเด็ก ช่วยให้รับมือกับความกดดันจากคำพูดง่ายขึ้นบ้างไหม

ตอนเป็นเด็ก ที่เจอความเห็นในอินเทอร์เน็ตแล้วทำให้รู้สึกไม่ดี หนูก็แค่เดินไปหาแม่ ให้แม่อธิบายว่าทำไมเขาถึงพูดถึงหนูแบบนั้น เมื่อเข้าใจก็รู้ว่าทำยังไงถึงเลิกรู้สึกไม่ดี แต่การไปอยู่เกาหลีคนเดียว หนูไม่กล้าบอกทีมงานว่าหนูท้อแค่ไหน เพราะไม่อยากให้เขารู้สึกแย่ เมื่อไม่มีใครให้เดินไปหา ก็ต้องเก็บทุกอย่างไว้และรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลก ตอนหลังเรามักจะหาอะไรดึงความสนใจเราไปที่อื่น ถึงแม้จะชอบร้องเพลงและเต้นมาก แต่ถ้าทำเยอะเกินไปก็จะเริ่มไม่ไหว ถ้าไม่เล่นเกม หนูก็จะทำขนม ไปเที่ยว ไปเดินเล่น เพื่อให้ความคิดนั้นหายไป

เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี
ภาพ : 411 Music

จริงๆ แล้วข้ามภูเขาลูกนั้นมาได้อย่างไร

หนูใช้วิธีกดดันตัวเองในทางที่ไม่ดี เพื่อให้ตัวเองพัฒนาขึ้น

กดดันตัวเองในทางที่ไม่ดี?

ฟังแล้วอาจจะเศร้านิดหนึ่ง คือการคิดกับตัวเองว่า เรายังไม่ดีพอ ยังแย่มาก ทำไมทำได้แค่นี้ หรือคิดว่า ถ้าครูพูดแค่นี้ ในใจเขาต้องคิดมากกว่านี้แน่นอน เพียงแค่ไม่ได้พูดออกมา เพราะมันอาจจะทำร้ายจิตใจเกินไป ตอนนั้นหนูชอบจินตนาการ แต่ตอนนี้ไม่เป็นแล้วนะคะ สมมตินั่งคุยกับใคร หนูจะชอบคิดในใจว่าเขารำคาญเราหรือเปล่า หรือหนูไม่เก่งพอหรือเปล่า ที่หนูเต้นไม่ได้ซะที เขาจะโกรธหนูไหม แล้วมันยิ่งทำให้รู้สึกทนไม่ได้ ต้องการที่จะเก่งขึ้น มันเครียดมากๆ เครียดจนทนไม่ไหว เพราะมีความรู้สึกว่าไม่มีใครชอบหนู แต่เขาต้องทำเป็นว่าชอบเพราะต้องฝึกฝนหนู

คิดเพื่อจะผลักตัวเอง?

ใช่ค่ะ ตอนแรกไม่ได้ทำขนาดนี้ แต่พอทุกอย่างเริ่มวนเป็นลูปทุกวันเหมือนเดิม ครูสอนท่าเต้นเดิม การร้องเหมือน ทุกอย่างเหมือนเดิม เพราะว่าหนูยังทำไม่ได้ หนูก็เริ่มคิดว่าทำไมมันไม่ได้ซะที เขาคงรำคาญแล้ว ก็เกิดเป็นความเครียด

คุ้มค่าแค่ไหน

อย่างน้อยเป็นบทเรียนที่สอนเรื่องการจัดการกับอารมณ์ ตอนนั้นรู้สึกลบกับทุกอย่าง มีความรู้สึกว่าทุกคนคิดลบเรื่องหนูมากๆ แต่เมื่อผ่านไปได้ พอได้บอกความรู้สึกของตัวเองกับแม่ พ่อ และเพื่อนๆ ทุกคนก็บอกว่า ที่แอลลี่คิดนั้นไม่จริง ทุกคนทำเพื่อให้แอลลี่พัฒนาเพราะแอลลี่เป็นคนของบริษัท และยังเป็นคนแรกของบริษัท เขาก็อยากให้แอลลี่เก่ง ไม่ได้ทำเพื่อตำหนิอย่างเดียว

มีไหมสักครั้งที่ได้รับคำชม

มีค่ะ 

เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี
ภาพ : 411 Music

คำแรกที่ได้ยินคือคำว่าอะไร และเมื่อไหร่

คำว่า It’s ok. ของครูสอนเต้น ซึ่งถือว่าโหดที่สุด เขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดทุกอย่างเก่งมาก หนูนับถือเขา เพราะมันช่วยให้หนูใส่ใจรายละเอียดในท่าเต้น อาทิตย์แรกที่เรียน หนูเจอแต่คำว่า ‘ยังไม่ดีพอ’ ‘คุณได้ซ้อมมาหรือเปล่า’ จนวันศุกร์ได้ยินคำว่า It’s ok. รู้สึกชีวิตเปลี่ยนเลย แค่คำว่าโอเค ก็รู้สึกว่ามันโอเคแล้ว รอบแรกมันแย่มาก แต่รอบนี้มันโอเคแล้ว ต่อไปคงจะดีขึ้นมั้ง

ซึ่งจริงๆ คำนี้ไม่ใช่คำชม

ครั้งสุดท้ายที่ลากันก่อนกลับไทย เขาบอกว่า ‘วันนี้ทำดี’ แค่ได้ยินก็รู้สึกสดใสขึ้นมา

หนูได้เรียนรู้ว่า คำพูดดีๆ แม้จะเล็กๆ แต่มีความหมายมากนะ ทำให้คนคนหนึ่งมีวันที่ดีหรือแย่ได้เลยจากคำพูดนั้น หลายคนอาจจะไม่เคยคิดว่าคำพูด เช่น วันนี้แต่งตัวสวยจัง ชอบอายไลน์เนอร์จัง วันนี้ทำได้ดีมาก นั้นช่วยใครบางคนได้จริงๆ

ฝึกหนักขนาดนี้ คาดหวังอะไรจากการเดบิวต์

หนูไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนฟังเพลงกี่คน หนูมีความสุขที่มีผลงานออกมา บางคนอาจจะไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไร หนูแค่อยากให้เขาเห็นงานที่หนูภูมิใจ วันนั้นก็เลยเป็นวันที่มีแต่ความดีใจ ไม่หวังอะไรมากเลย

เดบิวต์แล้วก็ไม่ได้แปลว่าความยากลำบากที่เคยเจอจะจบลงใช่ไหม

พอเดบิวต์แล้ว เจอกับข้อความที่ทำให้รู้สึกเป๋ๆ ไม่ว่าเราทำอะไร ทำไมถึงมีคนดูไม่พอใจอะไรเลย เขาไม่เห็นความพยายามของเรา หรือเราทำอะไรผิด คอมเมนต์ที่ทำให้รู้สึกแย่ที่สุด คือการพูดเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก โดยไม่พูดถึงทักษะหรือความพยายามอะไรเลย หนูเข้าใจว่าเราไม่อาจทำให้ทุกคนถูกใจ หนูขอทำส่วนของเราให้ดีดีกว่า หนูไม่อาจเปลี่ยนความคิดของใครได้ แค่รู้ว่าหนูจะไม่ทำแบบเขา เราจะไม่ตัดสินใครด้วยภาพภายนอก

การเป็นแอลลี่ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง

เยอะมาก ชีวิตหนูได้บทเรียนจากอินเทอร์เน็ตเยอะเลย เพราะที่โรงเรียน เวลาที่ใครมีปัญหาผิดใจกับใคร เราคุยปรับความเข้าใจกันได้ตรงนั้น มีครู มีเพื่อนมานั่งคิดหาทางออกกันร่วมกัน แต่ในโลกอินเทอร์เน็ต หนูไม่สามารถตอบข้อความนับร้อยนับพันที่ไม่ชอบหนู บางทีก็รู้สึกนะว่าทำไมเราไม่มีเสียงของเราบ้างเลย เมื่อเรียนรู้ว่าโลกนี้มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบเรา หนูก็อยากจะเป็นตัวอย่างที่ดี วันหนึ่งเขาอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้ เราก็แค่ทำตัวของเราให้ดี

กระแสตอบรับจากแพลตฟอร์มไหนแรงที่สุด

ทวิตเตอร์ค่ะ แฮชแท็กขึ้นเลย มีทั้งคนที่ชื่นชมซึ่งหนูรู้สึกขอบคุณเขา และคนที่ไม่ชอบซึ่งเขามีภาพจำถึงเราไม่ดี หนูก็ได้แต่ปล่อยเขา ไม่อาจเข้าไปตอบทุกข้อความว่าหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น 

และยังมีความกดดันที่อยากทำงานใหม่ๆ ให้ออกมาดีขึ้นทุกรอบ เพราะไม่อยากทำให้ใครต้องผิดหวังในตัวหนู และหวังว่าในอนาคตคนจะเห็นพัฒนาการของหนู และกลับมาคิดใหม่ว่าเราก็โอเค ไม่ได้แย่เท่าไหร่

แอลลี่ในวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร

โตขึ้นค่ะ ถ้าพี่สัมภาษณ์หนูเมื่อก่อน หนูตอบคำถามแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ หนูคงจะตอบแค่ ‘ก็ดีค่ะ’ ก่อนหน้านี้หนูไม่ได้คิดลึกขนาดนี้ว่า ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ตอนนั้นหนูคิดแค่ตัวเอง ไม่ได้คิดถึงคนอื่นเท่าไหร่ แต่ตอนนี้หนูได้เรียนรู้ว่าแต่ละคนคิดอย่างไร และอาจจะเป็นเพราะว่าอะไร หนูต้องพูดอย่างไรจึงจะช่วยเหลือเขาได้ หรือถ้าเจอเรื่องเข้าใจผิด หนูต้องพูดอย่างไรให้เข้าใจกัน

คิดว่าเราโตเร็วเกินคนอื่นไปไหม หรือรู้สึกสูญเสียชีวิตวัยเด็กไปบ้างหรือเปล่า

เราก็ยังทำสิ่งที่เพื่อนๆ ทำกัน หนูแค่มีอีกอย่างที่กำลังให้ความสำคัญ เพื่อนที่โรงเรียนคนอื่นก็ทำแบบเดียวกัน เพื่อนที่อยากเป็นหมอ ก็เรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบ ทุกคนต่างมีเรื่องที่กำลังสนใจและมุ่งมั่นทั้งนั้น เราก็แค่หาเวลาตรงกลางที่ว่างตรงกันมาเจอกัน คุยเรื่องไร้สาระไปด้วยกัน หนูอาจจะดูเป็นคนคิดมาก ตอนที่ไม่ได้ทำงาน หนูพูดเรื่องไร้สาระค่ะ ไปเรื่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง

ขอตัวอย่างเรื่องไร้สาระที่พูดถึงบ่อยที่สุด

ดูอะไรดีในยูทูบ

ดูคลิปบีบสิวไหม

เคยดูค่ะ บอกไม่ถูกว่าชอบหรือไม่ชอบ มันแย่แต่ดี เพลิน และทำให้หนูกินอะไรไม่ได้หลังจากนั้น กว่าจะลืมว่าเคยดู

ดูจนจบเลยไหม

แน่นอนค่ะ อีกประเภทที่ชอบดูคือ ASMR ผ่อนคลายมาก กลับมาที่เรื่องไร้สาระ เรื่องอะไรที่เล่าลอยๆ เช่น บอกเพื่อนว่าถ้าวันหนึ่งสมมติอาบน้ำอยู่ แล้วอยู่ดีๆ เราก็ไหลลงท่อน้ำไปเราจะทำยังไง ไร้สาระมาก มันคงไม่มีวันเกิดขึ้น แต่ก็คุยไว้ก่อนเผื่อมันเกิดขึ้น จะได้รู้ว่าต้องทำอะไรดี

เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากไม่ร้องเพลงด้วยลูกเอื้อนอย่างคนรักลูกกรุง อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ร่ายกลอนสักบทของสุนทรภู่ โดยเราพยายามต่อกลอน เท่าที่ยังพอจำได้

ท่ามกลางความเงียบของโรงละคร 1,069 ที่นั่งในวันที่ไม่มีการแสดง อาร์มจดจ่อกับการจัดท่าทางหน้ากล้อง เช่นเดียวกับช่างภาพของเราที่วิ่งขึ้นลงระหว่างที่นั่งอย่างขะมักเขม้น

ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงนี้ เราใช้เวลา 47 นาที เพื่อพูดคุยกับอาร์ม ชายหลายบทบาทที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 หน้ากากระฆังจาก The Mask Singer ทาสแมว พุทธมามกะ คนอกหัก คนที่ไม่เคยขอบคุณตัวเอง และคนสบาย ๆ ที่บอกว่าไม่ต้องจำเขาก็ได้ แค่รู้สึกดีต่อกันก็พอ

เจ้าตัวบอกกับเราว่า เขาไม่เคยมีเวลาตกตะกอนชีวิตอย่างนี้มาก่อน และคำถามของเรา ทำให้เขาได้ย้อนมองตนเองอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ แต่ยังไม่หยุดเติบโต

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Work Work Work Work Work

ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าเราจะได้คิวคุณมา หน้าตาตารางงานของคุณเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

(เปิดโทรศัพท์ให้ดูตารางงานหลากสีที่มองไม่เห็นช่องว่าง)

งานประจำผมจะลงตารางอยู่แล้ว สีน้ำเงินคืออีเวนต์ สีเขียวคืองานพิชชิง สีดำคือมีงานอื่นจนต้องลางานประจำ ส่วนสีส้มคือธุระสำหรับศาสนา

สีส้มเป็นสิ่งที่ต้องมีในตารางเสมอไหม

มี เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หลายคนบอกว่า เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม แต่เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์อะไร เพียงแต่ชีวิตควรมีอะไรที่มั่นคง บางครั้งการวิ่งไปดูแลอาจารย์ที่เราเคารพอาจทำให้เหนื่อยกาย แต่ข้างในเราอิ่ม เลยเหมือนการพักผ่อน

มีเวลานอนบ้างไหม

นอนแปลว่าอะไรหรอครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น เรื่องนอนสำคัญมาก เพียงแค่ช่วงนี้งานค่อนข้างหนักหน่วง เมื่อคืนโชคดีที่ได้นอนเก็บไว้ 6 – 7 ชั่วโมง ถือว่าโอเค คืนก่อนหน้านั้นนอน 5 ชั่วโมง เพราะเราต้องตื่นเช้ามาอ่านข่าวทุกวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง 6 โมงก็ต้องตื่น แต่ไม่เบื่อนะ เป็นหน้าที่ที่เราชอบและสนุกที่จะทำ

การเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยไหม

เอาจริง ๆ ตอนเรียนคณะนิเทศ จุฬาฯ วิชาที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยคือวารสารสนเทศ เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาเป็นผู้ประกาศข่าว โชคชะตาผันผวนอยู่

จากตารางงานที่แน่นหนาของคุณ มีอะไรที่จะมาแทรกงานหรือสำคัญกว่างานได้บ้าง

เวลาผมจัดลำดับชีวิต ครอบครัวมาก่อนอันดับหนึ่ง วันพักผ่อนบางทีก็พาครอบครัวไปเที่ยว ส่วนอันดับสองคืองาน บางทีอันดับหนึ่งกับสองก็ไล่บี้กันบ้าง

ถามว่าเวลาไม่กลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่มีบ่น มีถามถึงบ้างไหม พอดีเราปูทางเข้าวงการมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษา ทำกิจกรรม เล่นละครนิเทศ เลิกดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันค้างบ้านรุ่นพี่ ครอบครัวรู้ว่าเราไม่ใช่คนเหลวไหล เวลาที่ติดงาน ไม่ได้ไปทานข้าวด้วย เขาก็รู้ว่าทำงานจริง ๆ

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Multiple Arms

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทบาทที่คุณชอบที่สุด บทบาทนั้นคืออะไร

โห! อ่านข่าว นักร้อง พิธีกร นักแสดงละครเวที ตอบยากมากเลย เพราะทุกอย่างสนุกและมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่สำคัญคือได้เงิน แต่กระบวนการที่ชอบที่สุดขอเลือกการแสดงละครเวทีแล้วกัน

ในแง่งบ อาจต้องบอกว่าละครเวทีไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะเป็นงานที่กินคิว ต้องเสียสละคิวให้คนอื่น ต้องรักสิ่งที่ทำมากถึงอยู่กับมันได้นาน แต่มวลมันอบอุ่น ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ใช้คิวน้อยกว่า ต่างคนต่างมาเจอกันเฉพาะเวลาก็จบ แถมยังเหนื่อยกว่า เพราะโลเคชันเปลี่ยน ขณะที่การแสดงในโรงละคร เราวางแผนชีวิตได้

อีกอย่างคือมันขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งองค์กร 30 – 50 ชีวิต นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเสียง ทีมแสง ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเสื้อผ้า เรามีเกมบัดดี้ให้เล่น ทั้งหมดคือเรื่องของความสัมพันธ์ของคนเดิม ๆ ในที่เดิม ๆ ได้แชร์มุมมองชีวิต โดยเฉพาะละครในมหาวิทยาลัย ละครนิเทศ

ในวัย 34 คุณมองเรื่องความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง

บางทีเราสังเกตว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เหนื่อยและวุ่นวายกับชีวิตเหมือนกัน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ด้วยหน้าที่การงานต้องไปเจอผู้คน เราทิ้งความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่กระทบการทำงานและจิตใจ วัยนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

นอกจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้ทำ แต่อยากทำไหม

นั่นสิ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรบ้างนะ (ทำท่าคิด) อาจจะเป็นเบื้องหลัง กำกับ หรือโปรดิวเซอร์ คิดว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา อนาคตอาจจะมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

น้องมาเจอตอนที่พี่ไฟแรงเรื่องการเข้าวัดพอดี พี่ก็จะให้สัมภาษณ์ประมาณนี้นะ (หัวเราะ) ภาพพี่อีก 5 ปีอาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

แล้วจากที่เข้าวงการมา 13 ปี อาร์ม กรกันต์ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการมองชีวิต

ก็เปลี่ยนตามสิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ อาร์ม กรกันต์ ยังเหมือนเดิมคือความใจดี สิ่งที่เพิ่มมาตามวัยคือกิจกรรม งาน วัด เพื่อน แมว

ส่วนมุมมองชีวิต คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรเป็นสิ่งที่ ครูป๋อม-ไศลทิพย์ จารุภูมิ อาจารย์คณะนิเทศเคยถามผมและเพื่อนเพื่อดูว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร 

คำตอบของผมในวันนั้นกับวันนี้ยังคงเป็นคำตอบเดียวกัน ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่เพิ่มเติมคือ เราเรียนรู้เพื่อปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก คำตอบเราธรรมดาไม่หวือหวาเลยเนอะ เราเป็นคนอยู่กับความเป็นจริง เพราะอยากให้ใช้ได้จริง

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว
ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

คุณถือเป็นลูกชายคนหนึ่งของ Workpoint ออกรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 1 ในฐานะหน้ากากระฆัง คุณคิดว่าความดังคืออะไร และคุณมองว่าตัวเองดังหรือยัง

โห! สำหรับผมความดังคือการที่เราเดินไปแล้วคนทักเราถูก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังไหม โดนคัดออกตั้งแต่แรก ๆ ด้วย (หัวเราะ) แต่ช่วงเป็นหน้ากากระฆังคือช่วงที่พีกมาก มีงานติดต่อเข้ามาไม่ขาด เคยชิมลางตอนไปทัวร์แบบไป-กลับช่วงนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสจริง ๆ เดินไปไหนคนก็เรียก แต่พอเวลาผ่านไป คนใหม่ขึ้นมามันก็เป็นเรื่องปกติ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 เป็นธรรมดาของโลก

ถ้าเลือกได้คุณอยากให้คนจดจำ อาร์ม กรกันต์ ในมุมไหน

แต่ก่อนคิดว่าคงตอบได้ ตอนนี้ผมว่า ไม่ต้องจำอาร์มหรอก แค่เรามีไมตรีต่อกันก็พอแล้ว ถ้าคนลืมเรา แปลว่าอาจจะไม่มีงานในวงการ แต่ถ้าพูดถึงอุดมคติ วันหนึ่งที่คนไม่รู้จัก อาร์ม กรกันต์ เลยมันจะมาถึงแน่นอน เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเตรียมตัว จาก Someone เป็น No one เพราะมันคืออนิจจังของทุกคนที่สักวันต้องถูกลืม

ถ้าทำใจได้ตั้งแต่วันนี้ มันก็เคลียร์เลย เพียงแต่เรายังมีบทบาทหน้าที่ต้องทำ เพราะเรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีแมว 10 ตัวที่ค่าใช้จ่ายเยอะ มีบ้านที่ต้องผ่อน งานก็ต้องมีและต้องทำต่อไป

แต่เราไม่อยากให้คนมองเป็นสายบุญขนาดนั้นนะ เราไม่ได้ดีกว่าใคร ที่พูดไปเพราะแค่สนใจปรัชญาชีวิต เรื่องไม่ดีก็มีทำอยู่บ้าง โกหกสีขาว แกล้งแมวก็ยังทำอยู่ (หัวเราะ)

แล้วคุณอยากประสบความสำเร็จไหม ในด้านไหน

ง่าย ๆ เลย ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเราใช้ชีวิตเกือบรายวัน หมายความว่าเตรียมตัววันนี้ เพื่อทำงานพรุ่งนี้ ประสบความสำเร็จให้ทำมาหากินพอเลี้ยงพ่อแม่และแมวได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือครอบครัว

คุณคิดว่าความความสำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง

คนชอบบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องเก่ง แต่ผมว่าต้องเฮงด้วย เพราะคนที่ตีระนาดเก่งกว่าผมมีเยอะ นักแสดง นักร้อง ผู้ประกาศข่าวหลายคนพูดได้เก่งกว่าผม ความเฮงเลยเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อม เมื่อพร้อมและโอกาสมา จึงจะกลายเป็นความสำเร็จ แต่เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เราก็มีวันที่ไม่พร้อม แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วอาร์มอยากเฮงหรือเก่งมากกว่ากัน

อยากเก่งเยอะกว่า เพราะถ้าเฮงอย่างเดียวแล้วไม่เก่ง ยังไงก็แป๊ก เฮงในที่นี้ก็แค่ไม่อยากโชคร้าย แต่เราโชคดีอยู่แล้วที่เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนทุกอย่างที่อยากทำ โตขึ้นมาผมถึงรู้ว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือความโชคดีที่สุด

ถ้าวันนี้ต้องขอบคุณใครสักคน อาร์ม กรกันต์ อยากขอบคุณใคร

เยอะเลย พ่อแม่ที่อ้าแขนรับเราอย่างสุดหัวใจ ขอบ คุณครูเอก-จิระชัย กุลละวณิชย์ ที่สอนเรามากกว่าการสอนร้องเพลง ท่านสอนวิธีวางตัวในสังคม สอนวิธีคิด การวางแผนชีวิต ท่านแบ่งปันประสบการณ์ให้อาร์มเยอะมาก เป็นข้อคิดที่มีค่าทั้งหมด

ขอบคุณเพื่อน คนที่อยู่รอบข้าง เป็นไหล่ให้เราซบในเรื่องหนักและเรื่องเบา ผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะใน Workpoint และทุกงาน มีความสุขทุกครั้งที่เขานึกถึงเราและทุกครั้งที่ได้ทำงาน

จากที่ฟังมา คุณไม่ขอบคุณตัวเองบ้างหรอ

นั่นคงเป็นเรื่องของตัวตน อาร์มมองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป เลยขอบคุณคนอื่นมากกว่า ถ้าเรายังอยากมีลมหายใจ เรายังอยากยืนอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ต้องเดินต่ออยู่แล้ว

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

What Makes You, You?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยังจำได้ไหมว่าอาชีพแรกที่คุณตอบครูว่าอยากทำคืออะไร

อยากเป็นวิศวกร แต่ไม่ได้อยากไปออกแบบหรือตรวจสอบอะไรเลย เราแค่ชอบคำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยที่ออกเสียงแล้วดูเก่ง (หัวเราะ)

ต่อมาตอนที่อยากเข้านิเทศ จุฬาฯ มีภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ของผู้กำกับไฟแรง 6 คน นั่นคือเหตุผลแรกที่อยากเข้าเรียน เพราะอยากเป็นผู้กำกับ ส่วนอีกเหตุผลคือ ไปดูละครนิเทศฯ แล้วอยากยืนอยู่บนนั้นบ้าง สังเกตว่าไม่ได้คิดถึงอาชีพในอนาคตเลย

แล้วอะไรคือเหตุผลที่อาชีพผู้กำกับไม่ได้ไปต่อ

เราลองเป็นเด็กฟิล์ม เรียนสาขาวิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ตอนเรียนคิดว่ามันเหนื่อยจัง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราทุ่มเทได้มากพอ แต่ก็เข้าภาค 2 ปีเต็ม ไม่ได้ย้ายสาย จบไปค่อยว่ากัน ก็คงจะทำงานเรื่องเพลงอยู่ดี เพราะตอนปี 3 ได้ไปประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ครั้งแรกคือ KPN Award Thailand Singing Contest 2009 ครั้งที่ 18 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ Popular Vote พอมีคนเริ่มรู้จัก ไปออกงาน มันได้เงิน เราคิดคงจะทำสิ่งนี้แหละ เลยยึดเป็นอาชีพมา

จากที่ผ่านคุณเหมือนยังไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้มีความฝันหรือยัง

ก็เห็นเลขบ้างบางคืน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ ตอนนี้ยังไม่มีเลย ฝันของผมคงเป็นการทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันไปเรื่อย ๆ เป็นการ Maintain

ส่วนการเติบโต ผมมองว่าเป็นโบนัส

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาสร้างชีวิตบ้างไหม

เราคิดว่าหลายส่วนประกอบกัน ความชอบในเรื่องนั้น ๆ โชคชะตาก็คงมี แต่ความขวนขวายเราก็มีเอง ฝึกระนาดใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างเรื่อง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คิดว่าอันนี้เป็นโชคชะตาเหมือนกัน เพราะเขาแคสต์กันมาเยอะมาก เราเป็นคนสุดท้าย เพิ่งรู้ด้วยว่าตอนนั้นถึงขั้นผู้บริหารไปทาบทามให้ พี่หนึ่ง จักรวาล ฝึกระนาดแล้ว

ที่ได้ไป เพราะไปลงเรียนการแสดงกับครูเงาะ เพื่อนเราชื่อ ครูลูกแก้ว ขับรถมาส่งที่บ้านแล้วเล่าให้ฟัง เราหูผึ่งบอกไปเลยว่า เราตีระนาดได้นะ ขอไปแคสต์ได้ไหม เพื่อนยังไม่เชื่อเลย แต่เขาก็นัดให้ ปรากฏว่าได้

เห็นไหม เรามีความพร้อมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มจาก ป.4 แค่เล่นได้ แต่ยังประชันไม่ได้ กลายมาเป็นโอกาสให้เรา

คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

เหนื่อยมาก แต่เรากลัวที่จะปล่อยมันไป เพราะโอกาสไม่ได้เข้ามาทุกวัน สุดท้ายก็อยากลองกระโดดเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำกับมันดูว่ารอดไหม ส่วนตอนนี้อายุ 34 แล้ว ถ้าไม่รอดก็ต้องปล่อยมันไป เก็บแรงไปทำในสิ่งที่ดีกว่า หรือเก็บแรงไปพักผ่อน

แม้กระทั่งบางคนที่ชอบบอกให้เราเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน มันเหนื่อยนะเอาจริง รู้สึกว่าแค่ทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้ว ถ้ามีเวลามากพอค่อยติดปีกให้ตัวเองไปต่อก็ได้ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายเรื่องงาน

ตอนนี้ใครนึกถึงอาร์มก็จะมีเสียงระนาดลอยมาด้วยทั้ง ๆ ที่คุณเรียนโรงเรียนคริสต์ คุณไปเริ่มจับระนาดได้อย่างไร

มันมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ พอดีผมอยากโดดเรียนตอนประถม ก็เลยไปเข้าชมรมดนตรีไทย เราก็ยืนหนึ่งเล่นระนาดเอกประถมคนเดียวในโรงเรียน 2,000 คน ทุกคนแย่งเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นกีฬาเลย 

เออทำไมนะ (นิ่งคิด) ถ้าไม่ถามนี่จำไม่ได้แล้วนะ เพราะเคยพลาดไปยืนตรงโกลด์ฟุตบอลขณะที่โค้ชกำลังสาธิตการยิงพอดี อัดเข้าเต็มท้อง ผมเลยเกรง ๆ ตั้งแต่นั้น

มีอะไรที่คุณคิดว่าตัวเองทำ และคนอื่นไม่ทำอีกไหม

ชอบถือหนังสือธรรมะตั้งแต่ประถม เพราะคิดว่าเท่ หนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากอ่าน มีบางเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ คิดโปรเจกต์เพื่อศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ

แล้วเรื่องการร้องเพลง ก่อนประกวด KPN Award คุณไปฝึกร้องเพลงจากใคร

คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า ชอบถล่มร้านอาหารและยึดไมค์ร้องเพลง (หัวเราะ) เขาก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์กัน เราเลยเรียนร้องเพลงจากสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือ พรานทะเล ฟังวนและแกะตามต้นฉบับได้

เราฝึกร้องจากเพลงลูกกรุง เพราะคิดว่าเสียงมันเนิบดี แต่หารู้ไม่ว่าการผ่อนลมเนี่ยยาก กลายเป็นฝึกของยากก่อน พอมาร้องป๊อปเลยง่าย

ยังจำละครเวทีเรื่องแรกที่เล่นได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นผู้กำกับได้ คุณจะบอกอะไรกับเด็กคนนั้นบ้าง

จำได้สิ โตขึ้นผมจะขี่รุ้ง โรงเรียนของผมไปขอลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถ้าย้อนกลับไปก็คงจะบอกให้เล่นไปเถอะ เพราะเป็นเด็กมาก อยากให้เขาสนุกให้เต็มที่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาแสดงตอนนี้ โรงละครพังเลยนะ ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น

ปัจจุบัน คุณแสดงละครเวทีไปกี่เรื่องแล้ว

ละครเวทีสุนทราภรณ์ เพลงรักเพลงแผ่นดิน โดยเพลงเอก ถือเป็นเรื่องที่ 10 ถ้านับละครที่คนดูต้องซื้อบัตรมาชม

เรยา เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องแรก แสดงคู่กับ คุณชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ส่วน โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องที่ 3 

จากเรื่องที่เคยแคสต์มา คุณเคยอกหักตกรอบบ้างไหม

เคย มีเรื่องหนึ่งไปแคสต์มา 3 เดือน ยังไม่ได้แสดงนะ ทั้งซ้อมและท่องบทพูดบางส่วนมาแล้ว เป็นเรื่องในโรงใหญ่ ผู้กำกับมาจากอังกฤษ เวลาเราทำอะไร เขาจะเป็นคนตรวจการบ้าน เพราะฉะนั้นจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่อังกฤษ เรื่องนี้สร้างความหวังให้เราเยอะมาก เพราะเข้าไปแคสต์ 5 ตัวละคร คิดในใจว่าต้องได้สักตัว แต่ปรากฏว่า 3 เดือนไม่ได้เลยสักบท ก็อกหักไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นเรื่อง เรยาฯ พอดี

อกหักครั้งนั้นคุ้มค่าไหม

การอกหักครั้งนั้นสอนเราเยอะมาก ทั้งเรื่องการร้อง เล่น วินัย กระบวนการการทำละครในมาตรฐานสากล เป็นการอกหักที่คุ้มค่า

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ปัจจุบัน ดูคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยซื้อบัตรชมละครเวทีกันแล้ว คุณคิดอย่างไร หรือต้องเป็นละครเพลงเท่านั้นถึงจะมีคนชม

คิดว่าคนแค่ยังกลัวโควิด-19 อยู่ กับเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะบัตรดูละครเวทีราคาไม่เหมือนดูหนัง คนต้องตั้งใจออกจากบ้าน แต่มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงเพื่อมอบความพึงพอใจที่ไม่เหมือนสื่ออื่น บางเรื่องมีอุดมการณ์สอดแทรก บางเรื่องเหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปหาสิ่งที่ปัจจุบันคิดถึง

เมืองไทยเราอาจจะชินกับการแสดงละครเวทีที่ต้องมีการร้องเพลง แต่ของอเมริกา อังกฤษ ต่างประเทศเขามีละครพูดเยอะมาก อย่างของไทย เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา ของ พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็เป็นละครพูดที่เราชอบมากเหมือนกัน

ในฐานะนักแสดงละครเวทีอาชีพ คุณคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

ต้องมีวินัย เสียสละคิวให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้เล่นแค่คนเดียว ต้องเล่นให้ทีมแสง Blocking เล่นให้ผู้กำกับดู วินัยสำคัญมาก เพราะขับเคลื่อนทั้งองค์กร และต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งเราพยายามมีให้ครบ แม้บางวันจะพร่องไปบ้าง

ละครเวทีสุนทราภรณ์ ได้ Restage อีกครั้งหนึ่ง บุคคลในตำนานและเพลงที่ถูกเรียกว่า ‘เพลงเก่า’ ให้พลังกับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

เรียกว่าให้พลังซึ่งกันและกันดีกว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจับมือทีมงานทุกคนเพื่อรวมพลังก่อนแสดง แล้วเรารู้สึกว่ากำลังจะเปลี่ยนชีวิตใครบางคน เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นพ่อแม่ที่จิ้มถึงใจเขามีน้อยมาก เพลงที่เขาฟังตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วกลับมาฟังจนมีกำลังวังชามันแทบไม่มี 

เรามีความสุขที่ได้ออกไปแสดง เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีมาก พอจบการแสดง คนทั้งโรงละคร ผู้ใหญ่ที่นั่งรถเข็นมา มีไม้เท้ามาเป็นขาที่สาม คนที่จับมือลูกหลานมา เขาลุกขึ้นเต้นและยิ้ม กลับไปเรารู้ว่าเขาไม่จบแน่นอน เขาจะเอาเพลงที่ฟังไปคุยกับเพื่อน เพลงนั้นของศรีสุดา เพลงนี้ร้องตอนวันลอยกระทง เธอจำเรื่องในวันนั้นได้ไหม มันคือการจุดประกายความสุขต่อ

ทุกครั้งที่จะออกไปแสดง ผู้กำกับบอกเสมอว่า ลองหาเป้าหมายดู ละครสักเรื่องอาจทำให้คนที่อยากทำร้ายตัวเองชั่งใจคิด บางคนอาจมีความกล้าในการเผชิญสิ่งที่หวาดกลัว หรือเขาอาจกล้าที่จะบอกรักใครสักคน มันมีประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดทุกเรื่อง เช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ในตอนนี้และในอนาคต ตราบใดที่คนยังเห็นว่าเราทำอะไรสักอย่างได้ เราก็จะคว้าโอกาสต่อไปและทำให้ดีเสมอ

อ้อ! อุปสรรคเดียวคือ เวลา เพราะเรามีเวลาจำกัดและต้องนอนครับ

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ขอบคุณสถานที่

โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

เว็บไซต์ : siampicganesha

Facebook : KBank Siam Pic-Ganesha

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load