แอลลี่ (ALLY)-อชิรญา นิติพน คือ ศิลปินวัย 16 ที่ทำได้ดีทั้งร้อง เต้น และเอนเตอร์เทน

เธอเป็นศิลปินคนแรกของค่าย 411 Music แจ้งเกิดในเพลง How To Love ซึ่งทำงานร่วมกับ GRAY ศิลปินและโปรดิวเซอร์ชื่อดังชาวเกาหลี

แอลลี่เป็นที่จับตามาตั้งแต่เด็ก ในฐานะทายาทศิลปินผู้เต็มไปด้วยความมั่นใจ ความเป็นเด็กกล้าพูด กล้าแสดงออก ทำให้เธอได้รับความรักมากมายจากมหาชน จนถึงวัยที่พอจะรู้ความ เธอพบความเห็นมากมายที่พูดถึงเธอในโลกอินเทอร์เน็ต และคำตัดสินนั้นทำให้เธอเปลี่ยนไป 

เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี

ด้วยต้นทุนชีวิตที่มี แอลลี่สามารถเลือกเป็นศิลปินด้วยวิธีการที่ง่ายกว่านี้ แต่เธอเลือกที่จะเก็บกระเป๋าไปฝึกฝนตัวเองอย่างหนักที่เกาหลีด้วยตัวคนเดียวเป็นเวลากว่า 1 ปี

ทั้งเรียนร้อง เรียนเต้น เรียนภาษาเกาหลี และยังไม่ทิ้งการเรียนภาคปกติ เรียนออนไลน์กับโรงเรียนที่อเมริกาข้ามคืนทุกวัน

แม้จะพอรู้มาบ้างว่าการเป็นศิลปินฝึกหัดที่เกาหลีนั้นจริงจังยิ่งกว่าฝึกนักกีฬา ไลฟ์โค้ชของแอลลี่ไม่ใช่ครูผู้สอนคนใดคนหนึ่ง แต่นับรวมชาวเน็ตด้วย แม้จะอยากเก็บกระเป๋ากลับบ้านวันละหลายๆ รอบ แอลลี่ก็อดทนจนเดบิวต์เป็นศิลปินสมที่ตั้งใจ

The Cloud สนใจวิธีคิดของแอลลี่ จึงขอแทรกคิวช่วงที่เธอกำลังโปรโมตเพลงใหม่ ก่อนเปิดเครื่องบันทึกเสียง เราแลกเปลี่ยนเพลงของวงไอดอลเกาหลีกัน แม้วัยจะห่างกันเกินรอบ แต่จักรวาลเคป๊อปก็เชื่อมเราเข้าด้วยกัน ถ้าไม่ต้องคุยเรื่องจริงจังจนหมดแรงไปเสียก่อน เราคงขอให้แอลลี่สอนท่าเต้นเพลง No Matter What I Do เพลงใหม่ของเธอให้

ถ้าคุณเคยคิดว่าแอลลี่คนนี้ดูโตกว่าวัย ลองฟังสิ่งที่เธอคิดและได้เรียนรู้ผ่านบทสนทนานี้

เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี

แอลลี่ในวัยเด็ก เป็นเด็กแบบไหน

ถ้าไม่นับเรื่องแสบและซน หนูเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมาก ไม่ค่อยสนใจว่าใครคิดกับเรายังไง ป๊ะป๋ากับแม่อยากให้แอลลี่เรียนรู้จากประสบการณ์ เขาไม่เคยห้ามหรือทำให้แอลลี่รู้สึกอยู่ในกรอบ ซึ่งทำให้หนูได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง จนเมื่อโตขึ้น หนูได้อ่านความเห็นในอินเทอร์เน็ตที่บอกว่าเราเป็นเด็กที่ดูโตกว่าวัย เรารู้สึกแย่ที่คนที่ไม่ได้รู้จักหรือเคยเจอเรากลับพูดถึงเราแบบนี้ ตอนนั้นหนูไม่กล้ากลับไปดูคลิปวิดีโอตอนเด็กเลยเพราะอาย มันทำให้หนูอยากเปลี่ยนตัวเอง มีช่วงหนึ่งที่ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าพูดกับใคร เพราะกลัวว่าเขาจะตัดสินเราจากคำพูดเหล่านั้น

หลังจากวันนั้นแอลลี่เปลี่ยนไปอย่างไร

หนูกลายเป็นคนไม่ยึดติดกับอดีต ถ้าใครคนหนึ่งเคยทำบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ แล้วเขาขอโทษ เราพร้อมที่จะให้อภัยแล้วเริ่มต้นใหม่ หนูก็หวังว่าคนจะไม่ยึดติดกับสิ่งที่หนูเคยเป็นตอนหกขวบ

เริ่มรู้ตัวว่าอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนเด็กๆ หนูไม่ค่อยกล้าบอกใครว่าอยากเป็นนักร้อง เพราะพอรู้สึกว่าคนจะเป็นนักร้องต้องร้องเพลงเก่งที่สุด คนจึงจะยอมรับ เวลาใครถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร หนูก็มักจะตอบว่าแฟชั่นดีไซเนอร์บ้าง หมอบ้าง ครูบ้าง ทั้งที่จริงๆ แล้วอยากเป็นนักร้องมากที่สุด หนูเก็บไว้เพราะกลัวจะมีคนบอกว่า ไม่เห็นจะร้องเพลงเพราะเลย 

คุณฝันอยากจะเป็นศิลปินแบบไหน

หนูอยากเป็นศิลปินที่เป็นตัวของตัวเอง ได้แสดงความรู้สึกของตัวเองออกมา หนูไม่อยากเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่ตัวเรา

ด้วยต้นทุนชีวิตที่มี คุณเริ่มต้นเป็นศิลปินด้วยวิธีการที่ง่ายกว่านี้ได้ ทำไมเลือกเส้นทางที่ใช้เวลาฝึกฝนนานนับปีแบบนี้

เพราะหนูไม่อยากให้คนติดภาพว่าพ่อหนูเป็นใคร หรือหนูได้อะไรมาง่ายๆ หนูอยากไปอีกทาง ทางที่ไม่มีใครช่วยหนูได้นอกจากตัวหนูเอง ตอนนั้นแค่อยากลองดู คิดว่าถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร หนูเข้าไปออดิชันทั้งที่ไม่เคยเรียนร้องเพลงจริงจังมาก่อน ไม่รู้เทคนิคขึ้นเสียงสูงลงเสียงต่ำ แค่ร้องเพลงไปตามอารมณ์ และเต้นไปตามความรู้สึก เมื่อผ่านคัดเลือก หนูก็รู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่หนูจะได้พิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็น

นอกจากไปเพื่อพิสูจน์ตัวเอง โจทย์ของการไปเกาหลีคืออะไร

หนูอยากลองใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ตอนอยู่บ้านกับแม่ แม่จะช่วยทำให้ทุกอย่าง ที่เกาหลีหนูต้องทำเองทุกอย่าง ซักผ้า ถูพื้น ล้างห้องน้ำ ทำอาหาร ดูแลที่นอน และตื่นให้ทันเวลา ตอนแรกแม่ก็ไม่ยอมหรอก แม่ถามว่าถ้าแอลลี่อยากออกมากลางคันแล้วจะทำยังไง เมื่อตัดสินใจแล้วเปลี่ยนใจร้องกลับบ้านไม่ได้นะ ตอนแรกหนูไม่คิดเลยว่าหนูจะท้อ หนูว่าหนูทำได้

แล้วทำได้อย่างที่คิดไหม ของจริงต่างจากที่จินตนาการไว้แค่ไหน

ก่อนไปหนูหาข้อมูลแล้วเบื้องต้น อ่านที่มีคนเขียนเล่าประสบการณ์ก็พอจะรู้ว่ายากเย็นและท้อแน่นอน แต่ของจริงคนละความรู้สึกเลย ตอนอ่านเรื่องคนอื่น เรารู้สึกสงสารและเห็นใจเขา แต่พอเป็นตัวเอง ไม่ใช่แค่เศร้าแต่มันท้อมาก

ตารางการฝึกฝนในแต่ละวันเป็นอย่างไร

ตื่นเก้าโมงเช้า วิ่งที่ยิมหนึ่งชั่วโมง ซึ่งบางวันก็สลับกับทำพิลาทิส จากนั้นกลับมาอาบน้ำ ทานข้าว เดินทางไปที่ตึก เพื่อเรียนร้องเพลง เรียนเต้น เรียนการแสดง และเรียนภาษาเกาหลี จากนั้นซ้อมเพื่อทำการแสดง แล้วถ่ายวิดีโอส่งการบ้านถึงสี่ทุ่ม ตอนกลางคืนเป็นเวลาชั้นเรียนออนไลน์ไฮสคูลของหนูที่อเมริกา เรียนจนถึงเวลาตีหนึ่งตีสอง บางวันที่ยังไม่ง่วงนอนก็จะดูหนังฟังเพลงต่อ 

สามเดือนแรกที่ไป มีหนูเป็นเด็กฝึกคนเดียวในค่าย ก่อนที่เพื่อนๆ จะทยอยตามมา ซึ่งทุกคนไม่ได้มาเพื่อแข่งกัน แต่มาเพื่อแข่งกับตัวเอง ครูฝึกจะคอยให้คะแนนพัฒนาการด้านที่เกี่ยวกับการร้องและเต้น การออกกำลังกาย การฝึกซ้อม

เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี
ภาพ : 411 Music
เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี
ภาพ : 411 Music

อะไรคือเรื่องยากๆ ที่เจอระหว่างเป็นเด็กฝึก

คำพูดของครู ซึ่งไม่คิดมาก่อนว่าจะแรงขนาดนี้ ตอนแรกหนูฟังไม่ออกก็พยายามเรียนภาษาเกาหลีให้เก่งเพื่อจะได้เข้าใจ ซึ่งตอนแรกนึกว่าจะมีคำชมเป็นรางวัลว่าวันนี้ทำดี แต่กลับเจอคอมเมนต์เจ็บๆ เยอะ มันแรงจนหนูงงว่ามันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ ซึ่งหนูก็รู้ว่าครูพูดเพื่อผลักดันและดึงศักยภาพที่มีออกมา

มีชั้นเรียนไหนไหมที่ทำให้อยากกลับบ้านบ้าง

ทุกชั้นเรียนเลย ยกเว้นวิ่ง พิลาทิส และภาษาเกาหลี 

สามเดือนแรกยังไหวเพราะทุกอย่างยังใหม่ แต่หลังจากที่มันเริ่มซ้ำกันทุกวัน หนูเริ่มไม่มีความสุข เริ่มคิดว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ อยากกลับบ้าน ช่วงที่อยากกลับบ้านมากที่สุดคือช่วงที่กำลังจะเดบิวต์ เพราะซ้อมหนักมากๆ เพื่อให้พร้อมสำหรับเดบิวต์ และครูก็ยิ่งพูดผลักดันเรา เขาบอกเสมอว่าถ้าแค่นี้รับไม่ได้ วันข้างหน้าหนูจะรับไม่ได้มากกว่านี้ เพราะจะมีคอมเมนต์จากใครมากมายที่เราไม่รู้จัก แล้วเราต้องรับให้ได้ ตอนนั้นเคว้งคว้างมาก คิดว่าเราอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ นี่อาจจะเป็นแค่บทเรียนชีวิตบทหนึ่ง

ภูมิคุ้มกันสมัยเด็ก ช่วยให้รับมือกับความกดดันจากคำพูดง่ายขึ้นบ้างไหม

ตอนเป็นเด็ก ที่เจอความเห็นในอินเทอร์เน็ตแล้วทำให้รู้สึกไม่ดี หนูก็แค่เดินไปหาแม่ ให้แม่อธิบายว่าทำไมเขาถึงพูดถึงหนูแบบนั้น เมื่อเข้าใจก็รู้ว่าทำยังไงถึงเลิกรู้สึกไม่ดี แต่การไปอยู่เกาหลีคนเดียว หนูไม่กล้าบอกทีมงานว่าหนูท้อแค่ไหน เพราะไม่อยากให้เขารู้สึกแย่ เมื่อไม่มีใครให้เดินไปหา ก็ต้องเก็บทุกอย่างไว้และรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลก ตอนหลังเรามักจะหาอะไรดึงความสนใจเราไปที่อื่น ถึงแม้จะชอบร้องเพลงและเต้นมาก แต่ถ้าทำเยอะเกินไปก็จะเริ่มไม่ไหว ถ้าไม่เล่นเกม หนูก็จะทำขนม ไปเที่ยว ไปเดินเล่น เพื่อให้ความคิดนั้นหายไป

เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี
ภาพ : 411 Music

จริงๆ แล้วข้ามภูเขาลูกนั้นมาได้อย่างไร

หนูใช้วิธีกดดันตัวเองในทางที่ไม่ดี เพื่อให้ตัวเองพัฒนาขึ้น

กดดันตัวเองในทางที่ไม่ดี?

ฟังแล้วอาจจะเศร้านิดหนึ่ง คือการคิดกับตัวเองว่า เรายังไม่ดีพอ ยังแย่มาก ทำไมทำได้แค่นี้ หรือคิดว่า ถ้าครูพูดแค่นี้ ในใจเขาต้องคิดมากกว่านี้แน่นอน เพียงแค่ไม่ได้พูดออกมา เพราะมันอาจจะทำร้ายจิตใจเกินไป ตอนนั้นหนูชอบจินตนาการ แต่ตอนนี้ไม่เป็นแล้วนะคะ สมมตินั่งคุยกับใคร หนูจะชอบคิดในใจว่าเขารำคาญเราหรือเปล่า หรือหนูไม่เก่งพอหรือเปล่า ที่หนูเต้นไม่ได้ซะที เขาจะโกรธหนูไหม แล้วมันยิ่งทำให้รู้สึกทนไม่ได้ ต้องการที่จะเก่งขึ้น มันเครียดมากๆ เครียดจนทนไม่ไหว เพราะมีความรู้สึกว่าไม่มีใครชอบหนู แต่เขาต้องทำเป็นว่าชอบเพราะต้องฝึกฝนหนู

คิดเพื่อจะผลักตัวเอง?

ใช่ค่ะ ตอนแรกไม่ได้ทำขนาดนี้ แต่พอทุกอย่างเริ่มวนเป็นลูปทุกวันเหมือนเดิม ครูสอนท่าเต้นเดิม การร้องเหมือน ทุกอย่างเหมือนเดิม เพราะว่าหนูยังทำไม่ได้ หนูก็เริ่มคิดว่าทำไมมันไม่ได้ซะที เขาคงรำคาญแล้ว ก็เกิดเป็นความเครียด

คุ้มค่าแค่ไหน

อย่างน้อยเป็นบทเรียนที่สอนเรื่องการจัดการกับอารมณ์ ตอนนั้นรู้สึกลบกับทุกอย่าง มีความรู้สึกว่าทุกคนคิดลบเรื่องหนูมากๆ แต่เมื่อผ่านไปได้ พอได้บอกความรู้สึกของตัวเองกับแม่ พ่อ และเพื่อนๆ ทุกคนก็บอกว่า ที่แอลลี่คิดนั้นไม่จริง ทุกคนทำเพื่อให้แอลลี่พัฒนาเพราะแอลลี่เป็นคนของบริษัท และยังเป็นคนแรกของบริษัท เขาก็อยากให้แอลลี่เก่ง ไม่ได้ทำเพื่อตำหนิอย่างเดียว

มีไหมสักครั้งที่ได้รับคำชม

มีค่ะ 

เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี
ภาพ : 411 Music

คำแรกที่ได้ยินคือคำว่าอะไร และเมื่อไหร่

คำว่า It’s ok. ของครูสอนเต้น ซึ่งถือว่าโหดที่สุด เขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดทุกอย่างเก่งมาก หนูนับถือเขา เพราะมันช่วยให้หนูใส่ใจรายละเอียดในท่าเต้น อาทิตย์แรกที่เรียน หนูเจอแต่คำว่า ‘ยังไม่ดีพอ’ ‘คุณได้ซ้อมมาหรือเปล่า’ จนวันศุกร์ได้ยินคำว่า It’s ok. รู้สึกชีวิตเปลี่ยนเลย แค่คำว่าโอเค ก็รู้สึกว่ามันโอเคแล้ว รอบแรกมันแย่มาก แต่รอบนี้มันโอเคแล้ว ต่อไปคงจะดีขึ้นมั้ง

ซึ่งจริงๆ คำนี้ไม่ใช่คำชม

ครั้งสุดท้ายที่ลากันก่อนกลับไทย เขาบอกว่า ‘วันนี้ทำดี’ แค่ได้ยินก็รู้สึกสดใสขึ้นมา

หนูได้เรียนรู้ว่า คำพูดดีๆ แม้จะเล็กๆ แต่มีความหมายมากนะ ทำให้คนคนหนึ่งมีวันที่ดีหรือแย่ได้เลยจากคำพูดนั้น หลายคนอาจจะไม่เคยคิดว่าคำพูด เช่น วันนี้แต่งตัวสวยจัง ชอบอายไลน์เนอร์จัง วันนี้ทำได้ดีมาก นั้นช่วยใครบางคนได้จริงๆ

ฝึกหนักขนาดนี้ คาดหวังอะไรจากการเดบิวต์

หนูไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนฟังเพลงกี่คน หนูมีความสุขที่มีผลงานออกมา บางคนอาจจะไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไร หนูแค่อยากให้เขาเห็นงานที่หนูภูมิใจ วันนั้นก็เลยเป็นวันที่มีแต่ความดีใจ ไม่หวังอะไรมากเลย

เดบิวต์แล้วก็ไม่ได้แปลว่าความยากลำบากที่เคยเจอจะจบลงใช่ไหม

พอเดบิวต์แล้ว เจอกับข้อความที่ทำให้รู้สึกเป๋ๆ ไม่ว่าเราทำอะไร ทำไมถึงมีคนดูไม่พอใจอะไรเลย เขาไม่เห็นความพยายามของเรา หรือเราทำอะไรผิด คอมเมนต์ที่ทำให้รู้สึกแย่ที่สุด คือการพูดเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก โดยไม่พูดถึงทักษะหรือความพยายามอะไรเลย หนูเข้าใจว่าเราไม่อาจทำให้ทุกคนถูกใจ หนูขอทำส่วนของเราให้ดีดีกว่า หนูไม่อาจเปลี่ยนความคิดของใครได้ แค่รู้ว่าหนูจะไม่ทำแบบเขา เราจะไม่ตัดสินใครด้วยภาพภายนอก

การเป็นแอลลี่ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง

เยอะมาก ชีวิตหนูได้บทเรียนจากอินเทอร์เน็ตเยอะเลย เพราะที่โรงเรียน เวลาที่ใครมีปัญหาผิดใจกับใคร เราคุยปรับความเข้าใจกันได้ตรงนั้น มีครู มีเพื่อนมานั่งคิดหาทางออกกันร่วมกัน แต่ในโลกอินเทอร์เน็ต หนูไม่สามารถตอบข้อความนับร้อยนับพันที่ไม่ชอบหนู บางทีก็รู้สึกนะว่าทำไมเราไม่มีเสียงของเราบ้างเลย เมื่อเรียนรู้ว่าโลกนี้มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบเรา หนูก็อยากจะเป็นตัวอย่างที่ดี วันหนึ่งเขาอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้ เราก็แค่ทำตัวของเราให้ดี

กระแสตอบรับจากแพลตฟอร์มไหนแรงที่สุด

ทวิตเตอร์ค่ะ แฮชแท็กขึ้นเลย มีทั้งคนที่ชื่นชมซึ่งหนูรู้สึกขอบคุณเขา และคนที่ไม่ชอบซึ่งเขามีภาพจำถึงเราไม่ดี หนูก็ได้แต่ปล่อยเขา ไม่อาจเข้าไปตอบทุกข้อความว่าหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น 

และยังมีความกดดันที่อยากทำงานใหม่ๆ ให้ออกมาดีขึ้นทุกรอบ เพราะไม่อยากทำให้ใครต้องผิดหวังในตัวหนู และหวังว่าในอนาคตคนจะเห็นพัฒนาการของหนู และกลับมาคิดใหม่ว่าเราก็โอเค ไม่ได้แย่เท่าไหร่

แอลลี่ในวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร

โตขึ้นค่ะ ถ้าพี่สัมภาษณ์หนูเมื่อก่อน หนูตอบคำถามแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ หนูคงจะตอบแค่ ‘ก็ดีค่ะ’ ก่อนหน้านี้หนูไม่ได้คิดลึกขนาดนี้ว่า ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ตอนนั้นหนูคิดแค่ตัวเอง ไม่ได้คิดถึงคนอื่นเท่าไหร่ แต่ตอนนี้หนูได้เรียนรู้ว่าแต่ละคนคิดอย่างไร และอาจจะเป็นเพราะว่าอะไร หนูต้องพูดอย่างไรจึงจะช่วยเหลือเขาได้ หรือถ้าเจอเรื่องเข้าใจผิด หนูต้องพูดอย่างไรให้เข้าใจกัน

คิดว่าเราโตเร็วเกินคนอื่นไปไหม หรือรู้สึกสูญเสียชีวิตวัยเด็กไปบ้างหรือเปล่า

เราก็ยังทำสิ่งที่เพื่อนๆ ทำกัน หนูแค่มีอีกอย่างที่กำลังให้ความสำคัญ เพื่อนที่โรงเรียนคนอื่นก็ทำแบบเดียวกัน เพื่อนที่อยากเป็นหมอ ก็เรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบ ทุกคนต่างมีเรื่องที่กำลังสนใจและมุ่งมั่นทั้งนั้น เราก็แค่หาเวลาตรงกลางที่ว่างตรงกันมาเจอกัน คุยเรื่องไร้สาระไปด้วยกัน หนูอาจจะดูเป็นคนคิดมาก ตอนที่ไม่ได้ทำงาน หนูพูดเรื่องไร้สาระค่ะ ไปเรื่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง

ขอตัวอย่างเรื่องไร้สาระที่พูดถึงบ่อยที่สุด

ดูอะไรดีในยูทูบ

ดูคลิปบีบสิวไหม

เคยดูค่ะ บอกไม่ถูกว่าชอบหรือไม่ชอบ มันแย่แต่ดี เพลิน และทำให้หนูกินอะไรไม่ได้หลังจากนั้น กว่าจะลืมว่าเคยดู

ดูจนจบเลยไหม

แน่นอนค่ะ อีกประเภทที่ชอบดูคือ ASMR ผ่อนคลายมาก กลับมาที่เรื่องไร้สาระ เรื่องอะไรที่เล่าลอยๆ เช่น บอกเพื่อนว่าถ้าวันหนึ่งสมมติอาบน้ำอยู่ แล้วอยู่ดีๆ เราก็ไหลลงท่อน้ำไปเราจะทำยังไง ไร้สาระมาก มันคงไม่มีวันเกิดขึ้น แต่ก็คุยไว้ก่อนเผื่อมันเกิดขึ้น จะได้รู้ว่าต้องทำอะไรดี

เส้นทางการศิลปินที่โรยไปด้วยความกดดัน ของแอลลี่ (ALLY) อชิรญา นิติพน ในวัย 16 ปี

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load