5 กุมภาพันธ์ 2565
1.15 K

The Cloud x BRAND’S Suntory x EEC

ว่ากันว่าการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ธรรมชาติฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างท้องทะเลทางตอนใต้ของประเทศไทย และหนึ่งในนั้นคือเกาะภูเก็ต

อย่างที่คนกรุงส่วนใหญ่ได้รับรู้มาว่า สัตว์ทะเลหายากเริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นในช่วงล็อกดาวน์ แต่สิ่งที่ข่าวสารเหล่านั้นไม่สามารถถ่ายทอดได้คือ ‘ความรู้สึก’ ของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ที่เราไม่มีทางจินตนาการออก หากไม่ได้มาสัมผัสน้ำทะเลสีฟ้าครามใสแจ๋วด้วยตัวเอง

ตามไปเรียนรู้วิชาคุณค่าของทรัพยากรน้ำในห้องเรียนธรรมชาติ ที่บอกเราว่าทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้

เมื่อมีโอกาสได้รับคำเชิญให้ตามมาร่วมสังเกตการณ์ห้องเรียนวิชาทรัพยากรน้ำของเยาวชนในพื้นที่ เราจึงไม่รีรอ รีบเก็บกระเป๋าออกเดินทางไปยังจังหวัดภูเก็ตในทันที แต่นอกจากความสวยงามของธรรมชาติที่ค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับมาแล้ว สิ่งที่ทำให้ทริปนี้ตราตรึงใจเรายิ่งกว่าการไปทะเลครั้งไหน ๆ ก็คือการได้ทำความเข้าใจถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติใต้ทะเล 

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ทริปนี้พาเราไปมองเห็นทะเลภูเก็ตในมุมใหม่ ด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิม

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นจากการจับมือกันของโครงการรักษ์น้ำ “มิตซุยกุ” (Mizuiku) โดยแบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษา #กอดป่ากอดทะเล จากองค์กร Environmental Education Centre Thailand (EEC Thailand) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย อเล็กซ์ เรนเดลล์ คุณครูประจำทริปนี้นั่นเอง

การผนึกกำลังกันในครั้งนี้เกิดจากแบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) เห็นถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ‘น้ำ’ และต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อคำมั่นสัญญา ‘มิซุ โตะ อิคิรุ’ (Mizu To Ikiru) หรือการมีชีวิตอยู่ร่วมกับน้ำ ตลอดจนการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างผู้คนและธรรมชาติ โดยหนึ่งในโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นเหล่านี้ ก็คือ โครงการมิตซุยกุ โครงการรักษ์น้ำที่เน้นส่งเสริมให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการอนุรักษ์น้ำและการฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรธรรมชาติให้กับเด็ก ๆ ทั้งในแง่ของทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติจริง

เช่นเดียวกับโครงการ #กอดป่ากอดทะเล ที่เกิดจากความตั้งใจที่อยากให้ทุกคนมาร่วมกอดทรัพยากรธรรมชาติ และช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด ‘มนุษย์และธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน’ ด้วยความหวังเพื่อรักษาและส่งต่อธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ให้แก่คนรุ่นต่อไป

อีกสิ่งที่ยึดโยงโครงการฯทั้งสองเข้าด้วยกันและดำเนินงานด้วยความมุ่งมั่น ก็คือ ความเชื่อมั่นใน ‘พลังของคนรุ่นใหม่’ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต่างก็เชื่อว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ได้ นั่นเองจึงเป็นที่มาของการตัดสินใจเชิญเด็ก ๆ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตให้มาเข้าร่วมกิจกรรม ในฐานะสมาชิกหลักของห้องเรียนเฉพาะกิจแห่งนี้ 

คาบเรียนที่ 1

ขยะที่เราอาจมองไม่เห็น

เป็นเวลาสายของวันเสาร์ เรานัดพบกันบริเวณร่มไม้ในอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ริมหาดในยาง เด็ก ๆ กว่า 20 ชีวิตได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากท้องฟ้าปลอดโปร่ง น้ำทะเลสวยใส และหาดทรายขาวสะอาดตา 

แต่เมื่อคาบเรียนวิชาแรกเริ่มต้นขึ้น เราจึงได้รู้ว่าบนหาดทรายและใต้ทะเลนั้นไม่ได้สะอาดหรืออุดมสมบูรณ์อย่างที่ตาเห็น ยังมีปัญหาและภัยคุกคามอีกหลายข้อที่ซุกซ่อนอยู่ และไม่สามารถฟื้นฟูได้เองในช่วงที่ไม่มีนักท่องเที่ยว อย่างขยะชิ้นเล็กใหญ่ที่สะสมอยู่ทั้งบนหาดและในท้องทะเล

ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดล้วนเป็นขยะที่เกิดขึ้นจากการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างเรา ๆ

ตามไปเรียนรู้วิชาคุณค่าของทรัพยากรน้ำในห้องเรียนธรรมชาติ ที่บอกเราว่าทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้

“เชื่อไหมว่าพลาสติกชิ้นหนึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 450 ปีในการย่อยสลาย นั่นแปลว่าพลาสติกชิ้นแรกที่ถูกคิดค้นขึ้นบนโลกก็ยังอยู่กับเราไม่หายไปไหน” เป็นจริงดังคำบอก พลาสติกหรือโพลิเมอร์สังเคราะห์ชิ้นแรกเกิดขึ้นบนโลกใน ค.ศ.1907 หรือเมื่อ 114 ปีที่แล้ว

เอาเข้าจริง มันยังเดินทางไปไม่ถึงครึ่งทางของการย่อยสลายเสียด้วยซ้ำ

ถึงแม้ว่าพลาสติกทั้งหมดนี้จะยังไม่ย่อยสลายหายไปไหน แต่หลายครั้งเราก็อาจจะมองไม่เห็นพลาสติกเหล่านี้ที่ซุกซ่อนอยู่ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปจนขยะพลาสติกได้สัมผัสกับแสงแดด สายลม หรือน้ำทะเล พวกมันก็อาจจะแตก ผุ กร่อน สลายกลายเป็นเศษพลาสติกชิ้นจิ๋วขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ทำให้สังเกตเห็นได้ยากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็ยังคงอยู่รอบตัวเรา

เราเรียกพลาสติกชิ้นจิ๋วเหล่านั้นว่า ไมโครพลาสติก ซึ่งวนเวียนอยู่รอบตัวเรา ทั้งในสิ่งแวดล้อม น้ำ ดิน หรือแม้กระทั่งอาหารที่เรากินเข้าไปในแต่ละวัน ถึงขั้นที่มีการศึกษาว่าในแต่ละสัปดาห์ มนุษย์เราบริโภคไมโครพลาสติกเฉลี่ย 5 กรัมต่อสัปดาห์ หรือเทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบเลยทีเดียว

คาบเรียนที่ 2

ทำความเข้าใจขยะทะเล (ภาคปฏิบัติ)

เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงบ่าย เด็ก ๆ จึงได้เริ่มทำกิจกรรมด้วยการแบ่งกลุ่มกันออกไปเก็บขยะบริเวณชายหาด โดยแบ่งออกเป็นทีมที่เก็บขยะชิ้นใหญ่ กับทีมที่จะใช้ตะแกรงร่อนทรายเพื่อตามหาไมโครพลาสติก

ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เราก็ได้ขยะกองโตพร้อมขวดบรรจุเศษพลาสติกชิ้นเล็กอีกนับไม่ถ้วนมากองรวมกัน ในจำนวนนั้นประกอบไปด้วยกล่องโฟม ไฟแช็ก ถุงพลาสติก สังกะสี เชือก เสื้อผ้า และอีกสารพัด ซึ่งนั่นก็ทำให้เราตกใจมากขึ้นไปอีก เมื่อได้รู้ว่าขยะที่เรามองเห็นนับเป็นแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ของขยะทะเลทั้งหมดเท่านั้นเอง มีท้องทะเลลึกหลายจุดที่มนุษย์ลงไปไม่ถึง แต่พลาสติกและขยะทะเลจมลงไปถึงตรงนั้นได้

ตามไปเรียนรู้วิชาคุณค่าของทรัพยากรน้ำในห้องเรียนธรรมชาติ ที่บอกเราว่าทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้
ตามไปเรียนรู้วิชาคุณค่าของทรัพยากรน้ำในห้องเรียนธรรมชาติ ที่บอกเราว่าทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้

เมื่อได้ลองพิจารณากองขยะตรงหน้า และอีกมากมายหลายชิ้นที่คงซุกซ่อนตัวอยู่ทั้งบนหาดทรายและใต้ทะเลนี้ เราจึงไม่แปลกใจเมื่อได้รู้ว่า ประเทศไทยติดอันดับที่ 6 ในฐานะประเทศที่มีขยะทะเลมากที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกัน กว่าร้อยละ 80 ของนักท่องเที่ยวที่มุ่งหน้ามายังประเทศไทย ต่างก็ตั้งใจจะมาชื่นชมความงดงามของธรรมชาติ โดยเฉพาะทะเลและชายหาดอันอุดมสมบูรณ์ 

มันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราทุกคนควรตระหนักรู้ถึงปัญหาขยะทะเล ในฐานะคนที่มีส่วนในการสร้างขยะให้แก่โลกใบนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

คาบเรียนที่ 3

ป่าชายเลนตรงนี้ กำลังเลี้ยงฉลามวาฬตรงนั้น

เมื่อได้ลองเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบของอุทยานแห่งชาติสิรินาถ เราพบว่าลึกเข้ามาจากชายหาดเพียงไม่กี่สิบเมตร คือลำคลองและป่าชายเลนที่มีรากอากาศ หรือรากหายใจของต้นไม้แทงขึ้นมาเหนือพื้นดินมากมายเต็มไปหมด 

“เพราะป่าชายเลนตรงนี้ กำลังเลี้ยงฉลามวาฬที่อยู่ตรงนั้น” ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าชายเลนแห่งนี้มีผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลภูเก็ต ในฐานะแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็ก และสิ่งมีชีวิตประเภทแพลงก์ตอน อาหารสำคัญของแทบทุกชีวิตในท้องทะเล

ตามไปเรียนรู้วิชาคุณค่าของทรัพยากรน้ำในห้องเรียนธรรมชาติ ที่บอกเราว่าทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้

เล่ามาถึงตรงนี้ เราอดไม่ได้ที่จะนึกไปถึงรหัสปรบมือที่ทีมงาน EEC สอนให้กับเด็ก ๆ

ปรบมือ 1 ครั้ง-ภูเขา

ปรบมือ 2 ครั้ง-ป่าชายเลน

ปรบมือ 3 ครั้ง-ทะเล

ปรบมือ 4 ครั้ง-ปะการัง

อาจฟังดูเหมือนกับรหัสที่ใช้เพื่อกิจกรรมสันทนาการทั่วไป แต่เมื่อได้ไตร่ตรองดูดี ๆ เราจึงเข้าใจที่มาที่ไปของถ้อยคำทั้ง 4 ที่สัมพันธ์กันอย่างไม่น่าเชื่อ โดยมี ‘น้ำ’ เป็นสิ่งที่ยึดโยงองค์ประกอบทั้ง 4 เข้าหากัน

จากตาน้ำบนภูเขาสูงที่เป็นแหล่งกำเนิดของน้ำจืดตามกระบวนการทางธรรมชาติ ไหลผ่านลำธาร คูคลอง แม่น้ำน้อยใหญ่ กระทั่งมาถึงป่าชายเลน แหล่งน้ำกร่อยที่เป็นรอยต่อระหว่างทะเลและแม่น้ำ เป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าสัตว์น้ำตัวน้อย ทั้งยังเป็นแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตอีกมากมายในท้องทะเล และเมื่อพ้นจากปากแม่น้ำออกไป ก็จะกลายเป็นเขตมหาสมุทรที่หล่อเลี้ยงปะการังและชีวิตอีกมากมายในระบบนิเวศใต้น้ำ

หากพูดว่าวันหนึ่งโลกนี้จะไม่มีน้ำ มันอาจฟังดูเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ยากมาก ๆ แต่ถ้าหากเราบอกว่า วันหนึ่งโลกนี้จะไม่มีน้ำสะอาดให้เราใช้อุปโภคหรือบริโภคเลย นั่นคือสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง ๆ ภัยธรรมชาตินี้ก่อให้เกิดความจำเป็นในการรักษาทรัพยากรน้ำ เพราะในเมื่อน้ำบนโลกนี้ต่างก็เชื่อมโยงถึงกัน จากภูเขา สู่ป่าชายเลน ทะเล และปะการัง หากมีแหล่งน้ำใดที่ไม่ได้รับการดูแล นั่นจึงแปลว่าทรัพยากรน้ำทั้งหมดจะได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างแน่นอน

คาบเรียนที่ 4

โลกใต้น้ำ ห้องเรียนภาคสนามที่ยิ่งใหญ่

เช้าวันที่สองของการเดินทาง หลังจากที่ได้พักผ่อนชาร์จพลังกันอย่างเต็มอิ่มแล้ว เราทุกคนมุ่งหน้าไปยังท่าเรืออ่าวฉลองตั้งแต่เช้า เพื่อออกเดินทางตามเด็ก ๆ ไปเข้าห้องเรียนวิชาใต้ทะเลเพื่อทำความรู้จักโลกใต้ผิวน้ำ ซึ่งคาบเรียนภายใต้ห้องเรียนธรรมชาตินี้มาจากแนวคิดของโครงการมิตซุยกุที่อยากให้เด็ก ๆ ได้รับประสบการณ์จริง การเรียนรู้ในภาคสนามจะช่วยให้ซึมซับความรู้ที่ถ่ายทอดออกไปได้ดีกว่าการเรียนรู้ในห้องเรียน ซึ่งในวันนี้พวกเขาจะได้สัมผัสท้องทะเลอย่างใกล้ชิดขึ้นกว่าเมื่อวานผ่านการดำน้ำแบบสน็อกเกิล และเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านความสัมพันธ์ของผืนน้ำกับสิ่งมีชีวิตที่เชื่อมโยงถึงกัน

และเพื่อใช้เวลาทุกนาทีให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาบเรียนในวันนี้จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่บนเรือ โดยมีหัวข้อแรกคือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสัตว์ทะเลชนิดต่าง ๆ และสัญญาณมือที่จำเป็นต้องใช้เมื่อเราดำลงไปอยู่ใต้น้ำ

อากาศและคลื่นลมในวันนี้ค่อนข้างเป็นใจให้วิชาเรียนที่รออยู่ เพราะนอกจากท้องฟ้าจะสดใสไร้เงาของเมฆฝนแล้ว คลื่นลมในทะเลก็ยังสงบนิ่ง ทำให้เราเดินทางถึงจุดหมายแรกอย่างเกาะเฮได้ในเวลาไม่นาน

ก่อนไปถึงกิจกรรมดำน้ำที่เด็ก ๆ รอคอย การสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องราวความสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้เกิดขึ้น ท่ามกลางห้องเรียนธรรมชาติบนเกาะเฮ เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ของผืนน้ำที่เชื่อมโยงถึงกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำและสิ่งมีชีวิต ได้ทำความเข้าใจถึงภัยคุกคามใต้ท้องทะเลที่ส่งผลต่อระบบนิเวศ เด็ก ๆ ได้ลงมือระดมความคิดในเรื่องการดูแลรักษาน้ำผ่านมุมมองเล็ก ๆ ของพวกเขาที่เชื่อมโยงกับการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ยิ่งใหญ่ ก่อนที่เด็ก ๆ จะได้สัมผัสความสวยงามของระบบนิเวศใต้ท้องทะเลของจริง

“การดำน้ำในวันนี้เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งในการทำความรู้จักธรรมชาติแบบใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้ได้สัมผัสกับสิ่งมีชีวิตในโลกใต้ทะเล ได้เห็นถึงความเกี่ยวโยงกันของทรัพยากรน้ำและมนุษย์” อเล็กซ์ย้ำชัดถึงเป้าหมายของการออกสำรวจโลกใต้น้ำในวันนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงจากกิจกรรมที่ได้ทำไปแล้วเมื่อวาน 

กอดทะเลด้วยความเข้าใจ ตามไปสังเกตการณ์ห้องเรียนวิชาทรัพยากรน้ำกับ อเล็กซ์ เรนเดลล์

หลังจากที่ได้ฟังคำอธิบายเกี่ยวกับอุปกรณ์และขั้นตอนการดำน้ำในเบื้องต้นแล้ว เด็ก ๆ ก็ทยอยกันไปเปลี่ยนชุด ก่อนมุ่งหน้าไปยังชายหาดเพื่อทดลองดำน้ำจริง ๆ เป็นครั้งแรก โดยไดฟ์แรกนี้เริ่มต้นจากการเกาะห่วงยางและลอยตัวในพื้นที่น้ำตื้นระดับที่ทุกคนยืนถึงได้แบบสบาย ๆ เพื่อให้เหล่านักดำน้ำมือใหม่รู้สึกผ่อนคลายและไม่เป็นกังวลมากจนเกินไป

ส่วนสนามจริงที่พวกเขาจะได้เห็นบรรดาสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ใต้ทะเลนั้นคือการดำน้ำไดฟ์ที่ 2 ในช่วงบ่าย ซึ่งเราย้ายห้องเรียนไปอยู่บริเวณเกาะราชา คราวนี้เด็ก ๆ จะได้หย่อนตัวลงจากเรือ ต่างจากไดฟ์แรกที่เป็นการเดินออกไปจากชายหาด

ในคาบเรียนนี้มีแขกรับเชิญพิเศษคือฝูงปลาตะกรับ (Sergeant Major Fish) ซึ่งสังเกตเห็นได้ง่ายด้วยแถบลายสีขาวดำคาดเหลือง มักจะว่ายมาโชว์ตัวกันเป็นหมู่คณะ นอกจากนี้ยังมีหอยเม่น (Sea Urchin) ซึ่งเด็ก ๆ จำเป็นต้องสังเกตให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นอาจถูกตำโดยหนามแหลมรอบตัว

กอดทะเลด้วยความเข้าใจ ตามไปสังเกตการณ์ห้องเรียนวิชาทรัพยากรน้ำกับ อเล็กซ์ เรนเดลล์

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่เราเห็นล้วนมีค่า แต่ในเมื่อปลา หอย และสัตว์น้อยใหญ่ในทะเลเหล่านี้ไม่สามารถพูดบอกเราได้เมื่อเกิดภัยคุกคามทางธรรมชาติ จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องช่วยสื่อสารเพื่อทุกชีวิตในมหาสมุทร ต้องดูแลรักษาทรัพยากรน้ำที่โอบอุ้มสรรพชีวิตมหาศาล ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติในการดำรงชีวิต นี่เป็นบทเรียนแสนสำคัญจากห้องเรียนกลางทะเลที่ติดตรึงอยู่ในใจเรา และเราก็เชื่อว่าประสบการณ์ในวันนี้จะถูกจดจำไว้ในใจของเด็ก ๆ ทุกคนไปอีกเนิ่นนานเช่นกัน

คาบเรียนที่ 5

เพราะโลกนี้เชื่อมต่อกันด้วยผืนน้ำเดียว

เหลือเวลาอีกไม่มากก่อนที่การเดินทางในทริปนี้จะสิ้นสุดลง เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มลดระดับลงใกล้ผิวน้ำ แสงสีส้มสดอาบไปทั่วทั้งท้องฟ้าและน้ำทะเล เราทุกคนนั่งอยู่บนกราบเรือ ปล่อยให้ร่างกายปะทะกับแรงลมยามที่มุ่งหน้ากลับเข้าสู่ท่าเรืออ่าวฉลอง

“ผมคิดว่าน้ำคือตัวเชื่อมระหว่างโลก เพราะโลกนี้มีทะเลแค่ผืนเดียว หลายประเทศเชื่อมต่อกันด้วยทะเลผืนนี้ ดังนั้น ประเด็นเรื่องทรัพยากรน้ำจึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นแค่ปัญหาเฉพาะจุด แต่นี่คือเป็นปัญหาระดับโลก” เราเห็นด้วยกับประโยคนี้ของอเล็กซ์ทุกประการ 

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการเดินทางครั้งนี้ที่เจ้าภาพของงานเชื่อมั่นและยึดถือ นั่นคือ ‘พลังของคนรุ่นใหม่’ หลายคนอาจนึกไม่ออกว่ากิจกรรมและการเรียนรู้สั้น ๆ ในช่วงเวลา 2 วันที่ผ่านมาจะสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรน้ำบนโลกใบนี้ได้อย่างไร 

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นอาจพิสูจน์ได้ยาก แต่ขณะเดียวกันมันก็สะท้อนชัดอยู่ในสายตาของเด็ก ๆ ขณะนี้

“หน้าที่รักษาน้ำไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง องค์กรใดองค์กรหนึ่ง เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องช่วยกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติและน้ำ แบรนด์ซันโทรี่ เราได้รับการปลูกฝังค่านิยมจากบริษัทซันโทรี่ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นให้เห็นความสำคัญของน้ำ เราสนับสนุนการอยู่ร่วมกันกับน้ำ สร้างความกลมเกลียวระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำ อย่างยั่งยืน” มธุวลี สถิตยุทธการ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด เอ่ยตบท้าย

“ทุกคนต่างก็มีวิธีการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับผม ผมคิดว่าวิธีแก้ของเราเริ่มต้นจากภายในจิตใจและความคิดของคน” อเล็กซ์เกริ่นก่อนอธิบายต่อ “เพราะต่อให้เราเก็บขยะอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าคนไม่หยุดทิ้งขยะ อย่างไรเราก็ไม่มีวันเก็บหมด ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องทำให้เขาเข้าใจว่าพฤติกรรมเช่นนี้มันส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมจริง ๆ”

อย่างที่เรารู้กันดี การเริ่มต้นปลูกฝังจากเยาวชนเช่นนี้คือภารกิจระยะยาว แต่ในเมื่อวันนี้เราได้เห็นกับตาแล้วว่า พวกเขาคือคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเอง เราจึงเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ห้องเรียนเฉพาะกิจในทริปนี้ จะช่วยจุดประกายให้เด็ก ๆ รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งน้ำมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจในการดูแลรักษาน้ำไปยังคนรอบตัว เพื่อร่วมกันสร้างความยั่งยืนให้สิ่งแวดล้อมต่อไป

Writer

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Photographer

ทยาวีร์ สุพันธ์

ช่างภาพอิสระ บ้านอยู่ภูเก็ต หลงรักการดื่มกาแฟ ขับรถเที่ยว ชมธรรมชาติ การถ่ายรูปทะเลและผู้คน ชอบดนตรี ตีกลองเป็นงานอดิเรก

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
1.08 K

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load