30 May 2018
2 PAGES
517

 

あいのり Asian Journey (2017)

Genre: TV Reality, Netflix original series

Country: Japan

Duration: 1 season, 22 episodes (ความยาวแต่ละตอน 28 นาทีโดยประมาณ)

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของรายการ*

 

ผู้เขียนไม่ค่อย ‘เชื่อ’ ในรายการหาคู่เท่าไหร่

หนึ่ง-ส่วนตัวแล้วผู้เขียนอุปาทานไปเองว่าบุคคลที่ได้มาร่วมรายการเหล่านี้เขามีเหตุผลอะไร เขาสิ้นหวังขนาดไหนในชีวิตจริง ถึงต้องพึ่งพาอาศัยรายการเหล่านี้เพื่อช่วยให้ประสบความสำเร็จในความรัก สอง-ไม่แน่ว่าสิ่งที่เห็นอยู่ในรายการที่ออกอากาศมานั้น เป็นเหตุการณ์จริง หรือแค่บทละครฉากหนึ่งเท่านั้น

อย่างน้อยการที่คนได้รักกันมันเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว แต่ใครที่เป็นคนสร้างความรักให้ก่อตัวขึ้นมาล่ะ ระหว่างพรหมลิขิตบันดาล หรือการสร้างความรักด้วยมือของเราเอง

‘สื่อรักบัสสีชมพู’ หรือ Ainori Love Wagon เป็นรายการที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่นในปี 2542 ออกอากาศทางช่องฟูจิทีวีถึงปี 2553 สำหรับเวอร์ชันล่าสุด Asian Journey เป็นการรีบูตอีกครั้งหนึ่งในรอบ 8 ปี โดยเป็นการออกอากาศพิเศษบน Netflix ซึ่งตอนนี้ได้รับการอนุมัติให้ผลิตซีซันที่ 2 และจะออกอากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้

รูปแบบรายการไม่มีอะไรซับซ้อนมาก รถตู้หนึ่งคันเดินทางไปในหลากหลายประเทศ ชาย 4 หญิง 3 จากญี่ปุ่นจะร่วมออกเดินทางและเรียนรู้วัฒนธรรมด้วยกัน โดยในซีซันนี้ บัสสีชมพูได้เดินทางผ่านเส้นทางในประเทศแถบเอเชีย ได้แก่เวียดนาม พม่า ไต้หวัน ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ใครในทริปอยากจะ ‘สารภาพรัก’ เขาหรือเธอคนนั้นจะไปขอตั๋วเดินทางกลับญี่ปุ่นจากคนรถ และลุ้นให้คนคนนั้นตอบรับรักกลับมา ถ้าตอบตกลง ทั้งสองคนก็จะจูบกัน และกลับญี่ปุ่นด้วยกัน แต่ถ้าเกิดการปฏิเสธ ผู้สารภาพรักจะต้องออกจากรายการไป ไม่ว่าการสารภาพรักจะสมหวังหรือไม่ เมื่อมีผู้ออกจากการเดินทางไป จะมีสมาชิกใหม่เข้ามาแทนที่ ทุกอย่างจะหมุนเวียนไปแบบนี้จนจบการเดินทาง

หนุ่มออฟฟิศ พนักงานร้านขายอุปกรณ์กีฬา พนักงานร้านเบเกอรี่ ลูกครึ่งที่กำลังจะโดนคลุมถุงชน ดีเจ จิตรกร ทายาทธุรกิจ พนักงานเคาน์เตอร์เครื่องสำอาง นักศึกษา เวดดิ้งแพลนเนอร์ เด็กเสิร์ฟ นางงามประจำจังหวัด หรือผู้หญิงธรรมดาที่คิดว่าตัวเองหน้าตาไม่ดีเท่าคนอื่น เหล่านี้คือตัวละครที่เป็น ‘เมมเบอร์’ หรือสมาชิกที่เดินทางไปกับ ‘บัสสีชมพู’ คันนี้ ซึ่งเมมเบอร์ทุกคนต่างมีภูมิหลังชีวิต พฤติกรรม นิสัยใจคอ และทัศนคติที่ต่างกัน

เรื่องราวของสมาชิกทั้งหมด มีความน่าสนใจมากมาย แต่ละคนต่างก็มีวิธีการเข้าหา การชักจูงเข้าบทสนทนา และการดำเนินความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันออกไป ผู้เขียนอยากเล่าถึงความรักสองคู่ที่เกิดขึ้นในรายการนี้

คู่แรก-อาสึกะ พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เธอมีแม่เป็นชาวฟิลิปปินส์ แต่ด้วยการแตกหักในครอบครัวของเธอ ทำให้เธอต้องอยู่ในบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาตลอด ถึงแม้ว่าแม่ของเธอจะให้เธอกลับไปอยู่ด้วยอีกครั้ง แต่สุดท้ายเธอก็ต้องกลับมาอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้าเหมือนเดิม เพราะแม่ของเธอไม่ต้อนรับให้เธอมาอยู่ในครอบครัวใหม่

นั่นคือปมในใจของหญิงสาวอายุ 23 ปีที่ไม่เคยได้สัมผัส ‘ความรัก’ เลยแม้แต่ครั้งเดียว

เธอตกหลุมรักผู้ชายคนหนึ่งในรายการนั่นคือยูจัง อาชีพหลักคือพนักงานร้านโดรายากิ แต่นอกเวลางานเขาเป็นนักมวย (ถึงขั้นต่อยเวที K-1 เชียวนะ) ผู้มีความเชื่อว่าหากต้องการจะเป็นแชมป์ ต้องไม่มีความรัก เพราะการมีคนรักนั้นจะทำให้เขาไม่จดจ่อกับการซ้อม ส่งผลให้เขาไปไม่ถึงเป้า เหตุผลที่ยูจังตัดสินใจที่จะมารายการนี้ เขากลับเปลี่ยนความคิดถึงความล้มเหลวในอาชีพตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพราะเขาขาด ‘แรงใจ’ จากคนข้างกายของเขา

เอากับเขาสิ

ทั้งยูจังกับอาสึกะนั้นเปรียบได้กับ ‘เจ้าบ่าว’ และ ‘เจ้าสาว’ ที่กลัวฝน เพราะต่างคนต่าง ‘กลัว’ ในการออกสเต็ปในการสร้างความสัมพันธ์ อาสึกะปิดใจไม่ยอมรับใครที่เข้ามาพูดคุย เพราะกลัวว่าอาจจะเป็นเหมือนอดีตที่เคยเผชิญ ฟ้าอาจจะผ่าซ้ำสองลงกลางใจของเธออีก ส่วนยูจังนั้นอาจจะเก่งกาจในเรื่องของการต่อยตี แต่การออกฟุตเวิร์กในเรื่องจีบสาวถือว่าทำได้แย่มาก อีกทั้งยังกังวลว่าเมื่อจีบไปแล้วอาจจะโดนน็อกเอาต์ไป

เพียงแค่คุณขาดความมั่นใจไปแค่นิดเดียว สภาวะการเป็น ‘เจ้าบ่าว’ หรือ ‘เจ้าสาว’ ที่กลัวฝนก็เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

อีกหนึ่งคู่-เดปปาริน ผู้หญิงที่เคลมตัวเองตั้งแต่ตอนแรกของรายการว่าเป็นผู้หญิงที่หน้าตา ‘ต่ำกว่ามาตรฐาน’ เธอไม่เคยมั่นใจในตัวเองเลยว่าจะมีใครเข้ามาจีบ เธอแอบชอบอากิระ เขาเป็นศิลปิน เธอบอกว่าเขาคือรักแรกพบที่ได้เจอหน้า และใช้เวลาเพียงแค่ 6 วันเท่านั้นจึงสารภาพรักกับอากิระ แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวเพราะเขาบอกกับเธอว่ามันเร็วเกินไป (ก็จริงนั่นแหละ 6 วันเองนะ)

หลังจากทริป 6 ประเทศจบลง อากิระขอพบทีมงานเนื่องจากเขารู้ตัวว่าหลงรักเดปปารินเข้าแล้ว ถึงขนาดว่าเก็บไปฝันตอนป่วยเลยนะ แต่เนื่องจากกฎของรายการที่ไม่อนุญาตให้มีการติดต่อใดๆ หลังจากการเดินทางยุติลง ทีมงานจึงจัดฉากหลอกๆ ให้เดปปารินกับอากิระได้เจอและสารภาพรักกัน

น่าจะจริงอย่างที่อากิระตัดสินใจกับเดปปารินในครั้งแรก ว่าความรู้สึกบางอย่างในช่วงเวลาหนึ่งอาจจะเร็วเกินไป ถ้าได้รับการบ่มเพาะจนถึงช่วงเวลาที่พอดีเมื่อไหร่ การเก็บเกี่ยวผลผลิตทางความรู้สึกนั้นจะได้รับผลที่งอกงาม นั่นคือความรู้สึกชอบในเวลาที่ใช่นั่นแหละ

การที่ผู้เขียนได้นั่งดูรายการขนาด 22 ตอนจนจบ ยังไม่ทำให้ผู้เขียนรู้สึก ‘เชื่อ’ ถึงพลังของกามเทพในรูปแบบของรายการหาคู่ได้อย่างสนิทใจ การที่ผู้ร่วมรายการอยู่ในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย จะเป็นปัจจัยหลักที่บีบรัดให้ต้องมีความรัก หรือสร้างความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าถึงขั้นเปลี่ยนสถานะได้เลยหรือ

แต่สิ่งที่ยังดึงให้ผู้เขียนติดตามเรื่องราวชีวิตของคนบนรถตู้คันนี้ (ที่มีพิธีกรในห้องส่งอีก 5 คนคอยแอบดูและวิเคราะห์ไปพร้อมๆ กันด้วย) มีเพียงเหตุผลแค่ข้อเดียว

เพราะทุกคนที่มาร่วมรายการนี้ ล้วนอยากมีความรักกันทั้งนั้น

ซึ่งถ้ารายการนี้มี ‘บัสสีชมพู’ เป็นแกนหลักในการนำพาคนให้มาเจอกัน ก็จะขอใช้รถบัสนี้เป็นตัวสรุปความรักของคนที่ผ่านไปผ่านมาในรถคันนี้สักหน่อย

รถคันหนึ่งมีส่วนประกอบมากมาย นอกจากทุกส่วนจะต้องออกแบบอย่างประณีตพอดีแล้ว  ยังมีส่วนสำคัญอีกมากมายที่จะทำให้รถคันหนึ่งใช้งานได้ ทั้งเวลาในการสร้างรถ การทดลองให้เครื่องยนต์สอดประสานจนเดินทางได้ อุปกรณ์เสริมที่จะเติมเต็มให้รถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการบำรุงรักษาที่จะยืดระยะการใช้งานของรถคันนั้น

ความรักที่เกิดขึ้นบนรถบัสคันนี้ก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าเรื่องราวในรถบัสคันนี้จะยังไม่ครบองค์ประกอบของรถที่ดีตามที่บอกไปข้างต้น แต่สุดท้าย ความรักก็ต้องใช้เวลาเดินทางไปพร้อมกับรถแห่งความรักที่ทั้งสองได้สร้างมาด้วยกัน

สุดท้ายก็จะได้รู้กันว่า ท้ายที่สุดแล้ว ความรักนั้นเกิดจากพรหมลิขิต หรือเป็นการสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของเรากันแน่

CONTRIBUTOR

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

อดีตดีเจจากเชียงใหม่ที่กำลังเรียนนิเทศฯ ดริปกาแฟเป็นแต่ชอบกินโกโก้ อยากปั่นจักรยานแต่แม่ไม่ยอมให้ปั่น ชอบลองและเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ผ่านการเขียน คุย และฟัง