“สร้างบ้านหลังหนึ่ง ฉันจนไปเลย”

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา ทรงปรารภขึ้นเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นค่าก่อสร้าง ‘บ้าน’ หลังใหม่ของพระองค์ท่านที่สูงถึง 60,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเหลือเกินในสมัยนั้น แต่บ้านหลังนี้ได้กลายเป็นบ้านที่พระองค์ท่านประทับอย่างอบอุ่นและสำราญพระทัยต่อมาอีกนานถึง 24 ปี แวดล้อมด้วยพระญาติในสกุลไกรฤกษ์

ปัจจุบัน บ้านหลังนี้ยังคงเป็นที่พำนักของทายาทสกุลไกรฤกษ์อยู่ โดยได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเยี่ยม เพื่อให้สถาปัตยกรรมรูปแบบ Tudor Revival ที่มีปรากฏอยู่เพียงไม่กี่แห่งบนแผ่นดินไทย ยังคงงดงามโดดเด่นตลอดไป

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’
ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

ด้วยความกรุณาของ หม่อมราชวงศ์เบญจาภา ไกรฤกษ์ ธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ภรรยาท่านทูตศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ ผู้อาศัยและดูแลรักษาบ้านหลังนี้ The Cloud จึงได้รับอนุญาตให้พาผู้อ่านไปร่วมชมและศึกษาประวัติความเป็นมา พร้อมรับฟังเกร็ดเล่าขานอันเกี่ยวเนื่องกับพระจริยวัตรของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’ ที่ร่วมถ่ายทอดโดย ท่านผู้หญิงกุณฑี ไกรฤกษ์ ผู้เคยเฝ้าและถวายการดูแลจวบจนวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา มีพระชนม์ยืนถึง 5 แผ่นดิน ทรงผ่านสุขทุกข์มากมายด้วยพระขันติธรรมและเมตตาธรรม จนสิ้นพระชนม์ลงอย่างสงบเมื่อ พ.ศ. 2501 สิริพระชันษาได้ 69 ปี ในบ้านของพระองค์หลังนี้ ที่มีนามว่า ‘ตำหนักทิพย์’

 เสด็จพระองค์อาทร

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชุ่มในสกุลไกรฤกษ์ ผู้เป็นธิดาของพระมงคลรัตนราชมนตรีกับขรัวยายไข่ และเป็นหลานสาวของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ทองจีน ไกรฤกษ์) และคุณหญิงพุก ไกรฤกษ์

“กุลสตรีที่รับราชการเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 นั้นมาจากหลายสกุล เช่น จากสกุลบุนนาคซึ่งก็มีอยู่หลายท่าน อย่างเช่นเจ้าจอมก๊กออ แต่เจ้าจอมมารดาชุ่มเป็นเพียงผู้เดียวที่มาจากสกุลไกรฤกษ์ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือภาพท่านอยู่ในชุดแต่งกายแบบตะวันตก 

“เมื่อคราวตามเสด็จรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี เสด็จฯ เยือนสิงคโปร์และชวาอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2414 ในฐานะนางสนองพระโอษฐ์ หรือ Lady in Waiting ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงถือได้ว่าท่านเป็นนางสนองพระโอษฐ์คนแรกของราชสำนักสยาม” หม่อมราชวงศ์เบญจาภาชวนชมภาพสำคัญ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา หรือที่ชาววังขนานพระนามอย่างลำลองว่า ‘เสด็จพระองค์อาทร’ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2432 ในพระบรมมหาราชวัง มีพระขนิษฐาร่วมครรโภทรพระนามว่าพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุจิตราภรณี หรือเสด็จพระองค์เล็ก

พ.ศ. 2453 รัชกาลที่ 5 สวรรคต ในปีต่อมาเจ้าจอมมารดาชุ่มก็ถึงแก่อนิจกรรม นับเป็นความโทมนัสครั้งใหญ่ขณะทรงเจริญพระชนมายุได้เพียง 21 ชันษา ก่อนที่พระขนิษฐาเพียงพระองค์เดียวจะสิ้นพระชนม์ตามไปใน พ.ศ. 2462 ด้วยพระโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งระบาดร้ายแรงในขณะนั้น เหลือเพียงเสด็จพระองค์อาทรดำรงพระชนม์ต่อมาเพียงลำพัง

“หลังจากรัชกาลที่ 5 สวรรคต ตามมาด้วยเจ้าจอมมารดาชุ่มถึงแก่อนิจกรรม เสด็จพระองค์อาทรก็ทรงย้ายจากพระบรมมหาราชวังมาประทับที่พระราชวังดุสิตในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อเสด็จพระองค์เล็กสิ้นพระชนม์ และล่วงเข้าสู่รัชสมัยของรัชกาลที่ 7 เสด็จพระองค์อาทรได้ตามเสด็จพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ฯ ไปประทับที่วังสวนสุนันทาพร้อมพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 อีกหลายพระองค์ บุคคลผู้หนึ่งที่มีความสำคัญมาก คือเจ้าจอมอาบในสายสกุลบุนนาค ผู้ที่มีฝีมือเล่นจะเข้ได้อย่างเยี่ยมยอด และได้เคยร่วมเล่นกับเสด็จพระองค์อาทรด้วย 

“เจ้าจอมอาบมีเรือนพำนักอยู่ในวังสวนสุนันทา ไม่ไกลจากตำหนักของเสด็จพระองค์อาทรนัก ต่อมาจึงได้กลายมาเป็นพระสหายที่สนิทสนมกันเป็นพิเศษ เนื่องด้วยมีความรักในดนตรีไทยเหมือนกัน ทั้งสองท่านได้ร่วมกันจัดตั้งวงมโหรีหญิงวงแรก รวมทั้งคณะละครรำขึ้นในวังสวนสุนันทา นอกจากนั้น ยังได้ทรงอุปถัมภ์คุณพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ บุตรพระยาประเสริฐศุภกิจไว้ด้วย”   

พระยาประเสริฐศุภกิจ (เพิ่ม ไกรฤกษ์) เป็นน้องชายแท้ๆ ของเจ้าจอมมารดาชุ่ม จึงมีศักดิ์เป็น ‘น้า’ ของเสด็จพระองค์อาทร ส่วนบุตรชาย คุณพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ นั้นก็มีศักดิ์เป็นดั่ง ‘ลูกพี่ลูกน้อง’ แต่ด้วยวัยที่ต่างถึง 33 ปี เสด็จพระองค์อาทรจึงทรงอุปถัมภ์คุณพูนเพิ่มดั่งพระโอรสบุญธรรมตั้งแต่อายุได้เพียง 3 เดือน

หม่อมราชวงศ์เบญจาภาเคยเขียนถึงเหตุการณ์นี้ไว้ในหนังสือ แลวังหลังตำหนัก ความว่า 

“คุณพูนเพิ่มเป็นคนเดียวที่ทรงเลี้ยงด้วยพระองค์เอง ยามใดที่คุณหมู (คุณพูนเพิ่ม) นอนหลับนานเกินไป ก็จะทรงตกพระทัยนึกว่าหยุดหายใจไปเสียแล้ว เมื่อทรงเริ่มเลี้ยงคุณหมูใหม่ๆ จึงทรงผ่ายผอมไปอย่างผิดตา” 

“เสด็จพระองค์อาทรทรงมีพระเมตตา ทรงชุบเลี้ยงคนไว้มากมาย ไม่เพียงแต่คนในสกุลไกรฤกษ์เท่านั้น แต่ยังทรงนับญาติกับสกุลต่างๆ ที่เกี่ยวดองกับไกรฤกษ์อีกด้วย ตั้งแต่เกิดมา ดิฉันได้รับพระกรุณาเพราะท่านประทานค่าเล่าเรียนมาโดยตลอด ทุกเดือน ดิฉันต้องมาค้างที่ตำหนักเพื่อรับทุนประทาน ท่านพระทัยดี ไม่เคยดุ ไม่เคยกริ้วใคร” ท่านผู้หญิงกุณฑี ไกรฤกษ์ ภรรยาคุณพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ ผู้ถือกำเนิดมาในสกุลสุจริตกุล ซึ่งเป็นสกุลที่เกี่ยวเนื่องกับสกุลไกรฤกษ์ทางมารดา ร่วมรำลึกถึงความหลัง

ชีวิตในวังสวนสุนันทามีแต่ความสุขสงบจนวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เมื่อคณะราษฎรได้เข้าเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแตกกระสานซ่านเซ็น ต้องเสด็จย้ายไปประทับตามที่ต่างๆ รวมทั้งเสด็จพระองค์อาทรด้วย

หม่อมราชวงศ์เบญจาภาได้สรุปพระคุณลักษณะสำคัญของพระองค์ท่านไว้ว่า “ตลอดพระชนม์ชีพ จะเห็นว่าเสด็จพระองค์อาทรทรงเผชิญทั้งสุข ทุกข์ ความสูญเสีย และการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่ทรงเป็นผู้ที่ฝักใฝ่ทางธรรม ไม่ได้เพียงแต่สดับเท่านั้น ทรงใช้ธรรมะอย่างเป็นประโยชน์ในการนำพาพระชนม์ชีพ จึงทรงผ่านทั้งสุขและทุกข์ไปได้อย่างมีพระสติ ไม่ทรงตีโพยตีพาย ไม่ทรงยินดียินร้าย ทรงวางเฉยได้ดีไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร”

ในที่สุดได้ตัดสินพระทัยเลือกที่ดินมรดกที่ทรงได้รับจากเจ้าจอมมารดาชุ่ม ริมถนนราชวิถี เป็นที่สร้าง ‘บ้าน’ หลังใหม่ อยู่ใกล้กับพระประยูรญาติ ด้วยทรงคาดหวังว่าจะเป็นบ้านหลังสุดท้าย โดยมีเจ้าจอมอาบ พระสหายคนสนิท ตามเสด็จมาอาศัยอยู่ด้วย

สถาปัตยกรรมประยุกต์รูปแบบ Tudor Revival

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 เวลา 9.34 น. เสด็จพระองค์อาทรโปรดให้พระยาประเสริฐศุภกิจ หรือน้าเพิ่ม ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังติดๆ กัน เป็นผู้ประกอบพิธีก่ออิฐวางศิลาฤกษ์ตำหนักหลังใหม่แทนพระองค์ ซึ่งต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ประทานนามว่า ‘ตำหนักทิพย์’

“เสด็จพระองค์อาทรทรงเลือกให้นายเอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์ (Edward Healey) เป็นผู้ออกแบบถวาย โดยรับสั่งว่าโปรดให้ตำหนักทิพย์มีลักษณะคล้ายบ้านมนังคศิลา ที่พำนักของพระยาอุดมราชภักดี (โถ สุจริตกุล) แต่ไม่จำเป็นต้องมีสองปีกใหญ่โตเช่นนั้น เพราะรับสั่งว่าฉันอยู่ตัวคนเดียว” หม่อมราชวงศ์เบญจาภากล่าวถึงที่มาของการออกแบบครั้งสำคัญ

เอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์ เป็นสถาปนิกที่เข้ามารับราชการอยู่ในกระทรวงธรรมการ เช่นเดียวกับสถาปนิกหรือศิลปินชาวยุโรปในสมัยนั้น ที่มักจะเข้ามารับราชการอยู่ตามกระทรวงต่างๆ นอกจากรับราชการแล้ว ฮีลีย์ยังเปิดสำนักงานออกแบบเป็นธุรกิจส่วนตัวอีกด้วย ผลงานของฮีลีย์มีปรากฏอยู่มากมายบนแผ่นดินไทย เช่น ตึกเทวาลัย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ และพระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ เขตพระราชวังสนามจันทร์ เป็นต้น

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

สถาปัตยกรรมทิวดอร์ต้นฉบับนั้นถือกำเนิดขึ้นในอังกฤษมาตั้งแต่สมัยทิวดอร์ ระหว่าง ค.ศ. 1485 – 1603 ต่อมาในศตวรรษที่ 19 ได้เกิดปรากฏการณ์ความนิยมในการนำสถาปัตยกรรมที่รุ่งเรืองในอดีตกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเรียกว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟู (Revival) และมีด้วยกันอยู่หลายรูปแบบ รวมทั้งทิวดอร์ด้วย จึงทำให้ทิวดอร์แบบดั้งเดิมได้รับการพัฒนาเป็นทิวดอร์แบบฟื้นฟู (Tudor Revival) ฮีลีย์เป็นชาวอังกฤษ จึงมีความชำนาญในสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของอังกฤษ และเป็นผู้นำสถาปัตยกรรมแขนงนี้มาเผยแผ่ในประเทศไทย รวมทั้งสถาปัตยกรรมแขนงอื่นๆ อีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม การออกแบบตำหนักทิพย์จัดได้ว่าเป็นทิวดอร์แบบประยุกต์ กล่าวคือไม่ได้ดำเนินตามกฎเกณฑ์ดั้งเดิมไปเสียทุกประการ ตัวอย่างเช่นการนำโครงไม้ผสมปูนแบบที่เรียกว่า Half Timbering อันเป็นเอกลักษณ์ของทิวดอร์มาใช้ตกแต่งอาคารเพียงเฉพาะมุขหน้าบางส่วนเท่านั้น ไม่ได้ใช้ทั่วอาคารทั้งหลังอย่างบ้านมนังคศิลา 

เป็นการประยุกต์ให้เข้ากับลักษณะภูมิอากาศร้อนชื้นของเมืองไทย ที่ต้องการพื้นที่ระบายอากาศมากเป็นพิเศษ จึงลดพื้นที่สำหรับตกแต่งอาคารลง แล้วแทนที่ด้วยหน้าต่างขนาดใหญ่ รวมทั้งประตูยาวจรดพื้น เพื่อให้ทำให้อาคารโปร่งโล่งขึ้นและระบายความร้อนได้ดี รวมทั้งยังเพิ่มกันสาดเพื่อกันแดดและฝนเข้าไปด้วย

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’
ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

สิ่งที่ยังคงความเป็นทิวดอร์อย่างเหนียวแน่น คือหลังคาจั่วสูงเหมือนบ้านแบบทิวดอร์ในชนบทอังกฤษสมัยก่อน ที่มักจะเป็นหลังคาสูงชันมุงด้วยจาก (Thatch Roof) เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนค้างอยู่บนหลังคา ด้วยความที่อังกฤษเป็นดินแดนที่มีฝนตกอยู่เสมอ แม้หลังคาของตำหนักทิพย์จะไม่ได้มุงด้วยจากตามต้นฉบับ แต่ก็ยังคงรักษาความสูงชันไว้อยู่

สำหรับวัสดุที่ใช้มุงหลังคาตำหนักทิพย์นั้น เดิมสถาปนิกเลือกใช้แป้นเกล็ดหรือกระเบื้องไม้ที่ทำจากไม้สักมุงหลังคาทั้งหลัง เมื่อเวลาผ่านไป แป้นเกล็ดเกิดเสื่อมสภาพลง ในการบูรณะครั้งต่อๆ มา ทางสถาปนิกได้เลือกใช้กระเบื้องแผ่นเรียบที่ทำจากซีเมนต์มายึดกับตะปูเกลียว เพื่อมุงหลังคาแทนวัสดุเดิม โดยพยายามทาสีให้ใกล้เคียงต้นฉบับ

ตรงเฉลียงด้านหน้าอาคารประดับด้วยเสาหินขัดกลมมน ช่วยทำให้อาคารดูงามสง่าและมีมิติ นอกจากนี้ยังเป็นเฉลียงที่ปราศจากลูกกรงกั้นตลอดแนว สถาปนิกได้ประยุกต์ใช้ม้านั่งหินขัดทรงโค้ง (Bench) เข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความงามให้อาคารแล้ว ยังเกิดประโยชน์ใช้สอยสำหรับนั่งรับลม เป็นที่พบปะสนทนาระหว่างกันได้ 

นอกจากหลังคาแล้ว ความเป็นทิวดอร์ดั้งเดิมยังสังเกตได้จากซุ้มโค้งแหลมป้าน ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง รวมทั้งหน้าต่างที่ปรากฏไม้ท่อนหนายื่นออกมาจากอาคาร หน้าต่างแบบนี้เรียกว่า Bay Window และใต้หน้าต่างนี้ยังปรากฏตราพระนามของเสด็จพระองค์อาทร ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบประทานให้

ห้องรับแขก ห้องเสวย ห้องทำบุญ

เมื่อก้าวเข้ามาภายในบริเวณชั้นล่างของตำหนัก ปรากฏตู้ไม้โบราณหลังงามซึ่งเป็นตู้ไม้เดิมที่เจ้าจอมมารดาชุ่มได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ภายในบรรจุเครื่องกระเบื้องพร้อมนาม ‘ชุ่ม’ ปรากฏบนภาชนะทุกชิ้น เมื่อเลี้ยวซ้ายต่อมาจะผ่านห้องรับแขกที่ปรากฏกระจกสีประกอบกันเป็นภาพหมีใหญ่ ในหนังสือ เรื่องเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ที่จัดพิมพ์ขึ้นในงานพระราชทานเพลิงศพของท่าน เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ได้อธิบายที่มาของภาพนี้เอาไว้ว่า

“คำว่าฤกษ์นั้น ภาษาสันสกฤต ออกสียงว่าริกษะ อาจแปลได้ว่าหมี ส่วนคำว่าไกร เป็นคำไทยแปลว่าใหญ่ เมื่อนำสองคำนี้มารวมกัน จึงอาจแปลได้ว่าหมีใหญ่หรือ Great Bear ซึ่งพ้องกับกลุ่มดาวเจ็ดดวงรูปร่างเหมือนคันไถ มีปลายศรชี้ไปยังดาวเหนือ”

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’
ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

นามสกุลไกรฤกษ์ เป็นหนึ่งใน 6,432 นามสกุลที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเป็นสกุลลำดับที่ 5 ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ทั้งนี้ภาพกระจกสีรูปหมีใหญ่ดังกล่าวประกอบขึ้นภายหลังโดยท่านทูตศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ ทายาทรุ่นปัจจุบัน ไม่ได้ปรากฏอยู่ในช่วงที่เสด็จพระองค์อาทรยังมีพระชนม์ชีพ

“ส่วนมากเสด็จพระองค์อาทรทรงรับแขกที่เฉลียงหน้าตำหนัก โดยประทับราบกับพื้นหรือบนบันได หรือไม่ก็ที่ห้องโถงหน้าห้องพระบนชั้นสอง ส่วนห้องรับแขกที่เห็นในปัจจุบันก็ทรงตกแต่งไว้ แต่ส่วนมากจะทรงใช้รับเสด็จเจ้านายระดับสูง เช่น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พะองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เป็นต้น” หม่อมราชวงศ์เบญจาภาอธิบาย

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

เมื่อเดินเลยห้องรับแขกไป จะเข้าสู่บริเวณที่เรียกกันว่าห้องเสวยหรือห้องทำบุญ ปัจจุบันนี้มีโต๊ะไม้งามขนาดยาวตั้งเด่นเป็นสง่า บนผนังปรากฏพระรูปเสด็จพระองค์อาทรทอดพระเนตรลงมาอย่างอ่อนโยน

“ความจริงเสด็จพระองค์อาทรโปรดเสวยพระกระยาหารแบบประทับราบกับพื้นที่ห้องหน้ามุขชั้นล่าง ไม่ได้เสวยบนโต๊ะ เหมือนคนไทยสมัยก่อนที่นั่งทานข้าวกันบนพื้น นอกจากนี้ บางทีก็ทรงย้ายไปเสวยที่เฉลียงด้านบนบ้าง โถงหน้าห้องพระบนชั้นสองบ้าง แล้วแต่ว่าเสวยกับใคร และโปรดจะประทับเสวยที่ไหน” ท่านผู้หญิงกุณฑีกรุณาเล่าถึงพระจริยวัตร

“แล้วเสด็จพระองค์อาทรโปรดเสวยอะไรครับ” ผมถามท่านผู้หญิง

“โปรดข้าวแช่ค่ะ ดิฉันเคยถูกเสด็จกริ้วว่าทานข้าวแช่ไม่เป็น ตอนนั้นเป็นช่วงปลายพระชนม์ชีพ กำลังประชวรถึงขั้นไม่ลุก ดิฉันกับพี่วีณา หังสสูต ที่เสด็จทรงเลี้ยงมา ทำหน้าที่ป้อนพระกระยาหารถวาย 

ตอนนั้นเราก็ตักกะปิทีละก้อน พริกทีละคำป้อนถวาย ท่านก็รับสั่งว่าไม่ถูก หากจะทานข้าวแช่ให้ได้รส แต่ละคำต้องมีกับครบทั้งสามอย่าง คือกะปิ พริกหยวก และหอมแดง ทั้งหมดต้องหั่นออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำมารวมกันในช้อนเดียว ส่วนผักแนมอย่างกระชายหรือมะม่วงดิบหั่นชิ้นเล็กๆ จะทรงหยิบเสวยด้วยพระหัตถ์ แล้วเสวยพร้อมข้าว ท่านโปรดข้าวแช่ถึงขั้นเสวยทุกวันจนสิ้นพระชนม์ปลายเดือนมีนาคม ตอนนั้นเข้าฤดูร้อน และเป็นฤดูข้าวแช่แล้ว” ท่านผู้หญิงรำลึกเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

ปัจจุบันทายาทสกุลไกรฤกษ์ยังคงทานข้าวแช่สูตรดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาเป็นประจำทุกปี โดยจะมีพิธีทำบุญพระอัฐิในห้องเดียวกันนี้ในวันอาทิตย์ เดือนมีนาคม อันเป็นเดือนที่สิ้นพระชนม์ เมื่อทำบุญเสร็จก็จะร่วมกันไปประกอบพิธีบังสุกุลถวายพระอัฐิ ณ สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรมหาวิหาร ก่อนกลับมาทานข้าวแช่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งถือว่าเป็นการประเดิมฤดูกาลข้าวแช่ของสมาชิกสกุลไกรฤกษ์เป็นครั้งแรกในปีนั้นๆ

“เสด็จพระองค์อาทรดำรงพระองค์อยู่ในธรรมะ โปรดฟังพระธรรมเทศนา และมักจะเสด็จไปวัดบวรนิเวศวิหารเป็นประจำ ในช่วงหลังเมื่อเสด็จไม่ได้ ก็โปรดให้นิมนต์พระมาถวายพระธรรมเทศนาที่ห้องนี้ล่ะค่ะ” หม่อมราชวงศ์เบญจาภาเล่าเสริม

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นเกร็ดเล็กๆ และน่าสนใจก็คือ พ.ศ. 2489 ประเทศไทยเพิ่งมีสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า ‘โทรทัศน์’ จำหน่ายเป็นครั้งแรก เสด็จพระองค์อาทรทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกๆ ที่มีโทรทัศน์ ดังนั้น จึงโปรดให้กราบทูลเชิญเสด็จพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเหมวดี ให้เสด็จมาทอดพระเนตรโทรทัศน์รวมกันที่ห้องนี้เสมอ และหนึ่งในละครโทรทัศน์ที่โปรดคือเรื่อง ซูสีไทเฮา ออกอากาศโดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม นำแสดงโดยคุณสุพรรณ บูรณพิมพ์

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’
ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’
ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’
ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

และหากเรามองออกไปยังด้านหลังของตำหนักทิพย์ ก็จะเห็นเสาไฟฟ้าโบราณที่เป็นเสาไฟฟ้ารุ่นแรกๆ เดินสายไฟเข้ามายังห้องใต้หลังคา เพื่อกระจายพลังงานไฟฟ้า นำความสำราญพระทัยมาถวายเจ้านายทุกพระองค์

ก่อนออกจากห้องเสวย หม่อมราชวงศ์เบญจาภาได้กรุณานำเครื่องกระเบื้องที่ทรงใช้มาให้ชม เป็นเครื่องกระเบื้องสีบานเย็นสลักตราพระนาม ‘อท’ ใต้พระมงกุฎ ซึ่งจะพบได้บนชุดเครื่องมีดช้อนส้อมเงินเช่นเดียวกัน ความจริงแล้วเสด็จพระองค์อาทรประสูติวันอาทิตย์ แต่ไม่ทรงเลือกใช้สีแดงเป็นสีประจำพระองค์ด้วยเป็นสีที่แรงเกินไป โปรดสีบานเย็นเช่นนี้มากกว่า

ห้องพระ สร้างไว้อย่างมีนัย

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’
ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

จากชั้นล่าง หม่อมราชวงศ์เบญจาภาได้พาผมขึ้นไปยังชั้นสอง ที่มีการตกแต่งอย่างประณีตงดงามไม่ต่างจากด้านล่าง สำหรับผู้ที่รับหน้าที่ตกแต่งภายในตำหนักทิพย์ทั้งหมดนั้น เสด็จพระองค์อาทรทรงเลือกอาจารย์ศิววงศ์ กุญชร ณ อยุธยา ให้เป็นผู้รับผิดชอบ 

ผลงานการตกแต่งของอาจารย์ศิววงศ์นับว่าเป็นงานระดับปรมาจารย์ เนื่องด้วยอาจารย์เป็นผู้มากด้วยความสามารถ และเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่สำเร็จการศึกษาด้านนี้มาจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาช่วยสานต่อภารกิจของอาจารย์นารถ โพธิประสาท ในการก่อตั้งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จลุล่วงได้ใน พ.ศ. 2482 อาจารย์ศิววงศ์ยังเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์การออกแบบเครื่องเรือนและการตกแต่งภายในบนแผ่นดินไทย รวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมสถาปนิกสยามฯ

ห้องสำคัญบนชั้นสองคือห้องพระ ตั้งอยู่เหนือมุขเทียบรถยนต์ที่นั่ง สิ่งนี้นับเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติเสมอเมื่อสร้างที่ประทับถวายเจ้านาย ห้องพระถือว่าเป็นสถานที่มงคล การสร้างห้องพระเหนือมุขเทียบรถยนต์ที่นั่ง จึงเป็นดั่งการถวายพระพรเวลาเสด็จออกจากหรือเสด็จกลับยังพระตำหนัก

ตำหนักทิพย์เป็นสถาปัตยกรรมแบบทิวดอร์ ซึ่งจะมีลักษณะเด่นคือการใช้ไม้ฉลุลาย ซ้อนด้วยกระจกสี (Stained Glass) ซึ่งการตกแต่งอย่างวิจิตร โดยจะปรากฏให้เห็นเฉพาะห้องพระเพียงเท่านั้น เป็นนัยสื่อว่าเจ้าของให้ความสำคัญกับห้องพระเป็นอย่างมาก

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

“ถ้าสังเกตดีๆ จะพบตู้ไม้เล็กๆ สองตู้ รูปร่างเหมือนโบสถ์คริสต์ ตั้งอยู่ใต้กระจกสี ทั้งด้านซ้ายและขวาเหนือฐานเบญจา ในตู้ทั้งสองนี้เสด็จพระองค์อาทรทรงตั้งพระทัยให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิและเส้นพระเจ้า (เส้นผม) ของรัชกาลที่ 5 ผู้ทรงเป็นพระบรมชนกนาถ และต่อมาก็ได้เป็นที่บรรจุพระอัฐิของพระองค์เองด้วย สันนิษฐานว่าน่าจะทรงปรารภกับทั้งสถาปนิกและผู้ตกแต่งภายในเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนสร้างตำหนัก”

ฐานเบญจา เป็นฐานแท่นลดหลั่น 5 ชั้น มักใช้เป็นที่ตั้งพระบรมอัฐิหรือพระอัฐิ แต่ที่ตำหนักทิพย์ใช้เป็นฐานประดิษฐานพระพุทธรูป 

“ฐานเบญจาจบด้วยฐานบัวกลมนี้ สันนิษฐานว่าในอดีตน่าจะใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร นั่นคือพระวันอาทิตย์ เพราะท่านประสูติวันอาทิตย์ พระวันอาทิตย์เป็นพระปางถวายเนตร มีพุทธลักษณะอยู่ในพระอิริยาบถยืน ลืมพระเนตรทั้งสองเพ่งไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้างหน้า พระหัตถ์ห้อยลงมาประสานอยู่ระหว่างพระเพลา (ตัก) เมื่อเป็นพระยืน หากประดิษฐานบนฐานเบญจานี้ พระเศียรจะอยู่ตรงตำแหน่งกระจกสีที่แสงลอดผ่านเข้ามาพอดี ก่อให้เกิดความน่าเลื่อมใสศรัทธา และทำให้ห้องพระดูสงบงาม แต่พระที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าขณะนี้คือพระพุทธรูปเก่าปางมารวิชัย มิใช่พระวันอาทิตย์”

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้ออกแบบ ที่จะต้องขบคิดกันตั้งแต่แรกเริ่มเลย ก็คือการจัดการเรื่องงานพระศพ ในสมัยก่อน หากเจ้านายพระองค์ใดสิ้นพระชนม์ลง จะทรงได้รับพระราชทานพระโกศบรรจุพระศพตามฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ และตั้งพระศพไว้ในที่ประทับ สถานที่ตั้งพระศพมักเป็นห้องพระ เพราะเป็นห้องสำคัญที่สุดและอยู่สูงสมพระเกียรติ จึงต้องมีการออกแบบให้เปิดฝ้าเพดานได้ เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับรองรับยอดพระโกศ เมื่อเสร็จสิ้นงานพระศพและเชิญพระโกศออกไปแล้ว จะต้องรีบปิดเสียให้เรียบร้อย ไม่เปิดทิ้งไว้ด้วยถือว่าไม่เป็นมงคล

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

หม่อมราชวงศ์เบญจาภาได้เขียนเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ในหนังสือ แลวังหลังตำหนัก ความว่า 

“เรื่องนี้เสด็จพระองค์อาทรได้ทรงเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยโปรดให้เจาะเพดานเอาไว้ ทำให้สามารถถอดออกเป็นช่อง เพื่อให้ยอดพระโกศผ่านทะลุขึ้นไปได้ พระองค์ภาณุฯ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล) ได้เสด็จมาช่วยคุณพูนเพิ่มตกแต่งหน้าพระโกศ โดยทรงซื้อผ้าต่วนสีครีมนำมาทำเป็นกระโจมจีบ ตกแต่งยอดพระโกศจากห้องใต้หลังคาลงมาถึงขอบฝ้าเพดาน ทำให้ยอดพระโกศดูเด่นเป็นรัศมีสวยงาม”  

เสด็จพระองค์อาทรสิ้นพระชนม์ในวันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2501 โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินยังตำหนักทิพย์เพื่อพระราชทานน้ำสรงพระศพ บำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทาน และโปรดเกล้าฯ ให้มีการไว้ทุกข์ในพระราชสำนักทั้งสิ้นเป็นเวลา 7 วัน

โถงหน้าห้องพระ บันไดหลัก บันไดรอง

         โถงหน้าห้องพระเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่เสด็จพระองค์อาทรทรงใช้เสมอ เพราะอยู่ไม่ไกลจากห้องบรรทม ทรงใช้เป็นที่ประทับรับแขกคนสนิท ทรงพระอักษร หรือทรงเอนเพื่อพักผ่อนพระอิริยาบถ รวมทั้งโปรดให้ลาดผ้าถวายเพื่อประทับราบเสวยพระกระยาหารเป็นบางครั้ง สมัยนั้นไม่มีเครื่องปรับอากาศ บริเวณนี้จึงต้องออกแบบให้ระบายอากาศร้อนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งต้องมีปริมาณแสงที่เหมาะสม โดยมีทั้งประตูใหญ่ 2 บานที่รับแสงและลมจากเฉลียงด้านทิศเหนือ รวมทั้งหน้าต่างที่เปิดเรียงรายอยู่หลายบาน คอยทำหน้าที่นี้อยู่

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’
ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’
ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

หน้าต่างของตำหนักทิพย์เป็นทั้งบานเปิดและบานกระทุ้ง ความพิเศษคือมีการใช้ขอสับปรับระยะ เพื่อเปิดออกให้แสงและลมผ่านเข้ามาในปริมาณที่ต้องการได้ ซึ่งหน้าต่างลักษณะนี้ไม่สามารถพบเห็นที่ไหนอีกแล้วในปัจจุบัน เหนือหน้าต่างมีช่องรับแสงแบบกระดกได้ พร้อมใส่ตะแกรงไว้ป้องกันไม่ให้นกบินเข้ามาสร้างความสกปรก ส่วนกระจกที่ใช้ก็เป็นกระจกพิมพ์ลายดาวกระจาย (Star Burst) ซึ่งพบได้ทั่วไปในสถาปัตยกรรมยุคเดียวกัน

สิ่งที่ตั้งเรียงรายอยู่ในโถงหน้าห้องพระคือตู้เกลียว เป็นตู้สไตล์ยุโรปที่ฮิตกันมากในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำหนักเจ้านายหรือบ้านขุนนางจะมีตู้เกลียวกันเป็นแฟชั่น เดิมต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต่อมามหาเสวกเอก จางวางเอก เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงวัง ได้ริเริ่มธุรกิจสร้างตู้เกลียว เครื่องเรือน และโต๊ะเครื่องแป้ง เพื่อจำหน่ายโดยเฉพาะ ตู้เกลียวจึงกลายมาเป็นสินค้า Made in Thailand ที่ขายดีมากๆ

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

อีกสิ่งที่ควรสังเกต คือบันไดที่เชื่อมโถงหน้าห้องพระกับชั้นล่าง บันไดที่ตำหนักทิพย์มีราวบันไดอันเป็นเอกลักษณ์ จุดสังเกตคือความต่อเนื่อง หากเอามือรูดไปตามราวจะไม่มีหัวบันไดหรือเสาใดๆ มากั้นเลย นอกจากนั้น บัวฐานผนังจะยกให้สูงขึ้น แล้วเดินลายไปทั่วบริเวณ เป็นการเสริมความงามให้กับพื้นที่ บันไดด้านหน้าเรียกว่าเป็นบันไดหลัก สงวนไว้ให้เจ้านายทรงใช้ร่วมกับพระประยูรญาติหรือแขกที่มาเฝ้า ส่วนข้าหลวงและเจ้าพนักงานจะเลี่ยงไปใช้บันไดรอง ด้านหลังที่เชื่อมตั้งแต่ชั้นล่างไปจนถึงห้องใต้หลังคาจั่วสูง มีพื้นที่สำหรับใช้เก็บของได้มากมาย ส่วนดีไซน์ของบันไดรองจะเรียบง่าย ไม่มีรายละเอียดเช่นบันไดหลัก

ระเบียงโค้ง

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

ระเบียงโค้ง ถือเป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของตำหนักทิพย์ ด้วยเป็นมุขระเบียงโค้งซ้อนกัน 2 ชั้น เสาระเบียงก็เป็นเกลียวแบบที่พบได้ทั่วไปในยุโรป แตกต่างกันที่วิธีการสร้างและการเลือกใช้วัสดุ กล่าวคือ ในยุโรปเป็นการสกัดหินเนื้อแข็ง อย่างหินแกรนิต หินปูน หรือหินอ่อน นำมาเซาะให้เกิดเป็นเกลียว แต่ที่ตำหนักทิพย์นั้น จะนำหินขัดหรือหินเทอราซโซมาใช้ หินขัดจัดเป็นนวัตกรรมการก่อสร้างที่เผยแผ่เข้ามายังประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยอยู่ในลักษณะเป็นแผ่นเหลี่ยมที่นำมาตัดแต่งหรือเจียนให้ได้รูปตามต้องการ 

ฝีมือของช่างผู้ก่อสร้างตำหนักทิพย์นั้นถือว่าเยี่ยมยอด โดยมีข้อสังเกตหลายประการ ประการแรกคือความสามารถในการเลือกสีหินขัดที่เข้ากันหมดทั้งระเบียง ทำให้ได้สีสม่ำเสมอ ไม่กระดำกระด่าง ประเด็นต่อมาคือความสามารถในการตัดแต่งหินขัดทรงสี่เหลี่ยมให้เกิดเป็นเป็นเกลียว โค้ง หรือบัวที่งดงาม ได้สัดส่วน และประเด็นสุดท้าย คือความสามารถในการเชื่อมหินขัดแต่ละชิ้นได้อย่างแนบสนิทแบบไร้รอยต่อ จนดูเหมือนสกัดจากหินก้อนเดียวกัน

“มุขระเบียงก็เป็นที่สำราญพระอิริยาบถอีกที่หนึ่ง เป็นที่ลมโกรกทั้งชั้นบนชั้นล่าง บางเช้าก็โปรดให้ลาดผ้าประทับเสวยพระกระยาหาร บางเวลาก็ทรงใช้รับแขกด้วย” หม่อมราชวงศ์เบญจาภากล่าวถึงพื้นที่โปรดอีกแห่งของเสด็จพระองค์อาทร

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’
ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

พระรูปเสด็จพระองค์อาทร

            ทุกวันนี้ หน้าตำหนักทิพย์เป็นที่ประดิษฐานพระรูปเสด็จพระองค์อาทร ซึ่งเป็นฝีมือปั้นและหล่อโดยอาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล ศิลปินไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ที่ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ให้ทำหน้าที่ปั้นและหล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประดิษฐานบนปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เคียงข้างบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้ารัชกาลก่อน ๆ

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

            “จุดเริ่มต้นคือ ท่านทูตศักดิ์ทิพย์ปรารภว่าจะเป็นการดีหากมีพระรูปเสด็จพระองค์อาทรประดิษฐานไว้ที่หน้าตำหนักท่าน จึงได้นำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ให้ทราบฝ่าละอองพระบาท ซึ่งทรงเห็นด้วย

            “ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ เป็นผู้แนะนำว่าควรเป็นอาจารย์สันติ และส่งผลงานของอาจารย์ที่ปั้นอินเดียนแดงอันมีชื่อเสียงมาให้ดู จากจุดนั้น เราก็ตัดสินใจว่าต้องเป็นอาจารย์สันติ ซึ่งปกติจะอยู่ต่างประเทศ แต่โชคดีมากที่ท่านมาแสดงงานที่เมืองไทยพอดี และเราก็รีบไปพบทันที ทุกอย่างลงตัวแบบไม่น่าเชื่อ”

            อาจารย์สันติตัดสินใจรับงานสำคัญทันทีที่ทราบว่าทายาทสกุลไกรฤกษ์กำลังต้องการให้ปั้นพระรูปเสด็จพระองค์อาทร พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5

“วิธีการปั้นของอาจารย์สันตินั้นเป็นวิธีที่ละเอียดประณีต อาจารย์ไม่ใช่แค่ปั้นตามรูปที่เห็น แต่พยายามทำความรู้จักและสื่อสารกับแบบที่จะปั้นให้ได้ อาจารย์สันติเล่าว่าได้จุดธูปกราบทูลขอประทานพระอนุญาต ขอให้ได้รับแรงบันดาลใจ แล้วอาจารย์ก็ได้ฝันถึงเสด็จพระองค์อาทรด้วย ก็เป็นเรื่องที่แปลก”

ทั้งศิลปินและทายาทต่างต้องการมากกว่าการปั้นที่จำลองพระพักตร์ให้สมจริง หากแต่ต้องการสื่อถึงพระคุณลักษณะภายในพระองค์ด้วย เช่น ความอ่อนโยนของผู้ที่มีเมตตา ผู้ที่ยึดมั่นในพระศาสนา พระลักษณะของผู้มีบารมีอันควรแก่การเคารพ ผู้ปั้นจึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจแบบอย่างลึกซึ้ง ซึ่งอาจารย์สันติเก็บรายละเอียดได้ทั้งหมด นอกจากนี้พระรูปยังได้รับการหล่อให้พระภูษาทรง (เสื้อ) มีเฉดสีแตกต่างจากพระฉวี (ผิวพรรณ) และเสริมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นพระโอษฐ์ ที่เจือสีแดงบางๆ เพื่อให้ดูมีชีวิตชีวา จึงทำให้พระรูปเสด็จพระองค์อาทรงามสมบูรณ์แบบทุกประการ

“เมื่อปั้นใกล้จะเสร็จ ก็เชิญพระรูปมาให้ท่านผู้หญิงกุณฑีดูเพียงครั้งเดียว เมื่อท่านผู้หญิงเห็นก็ก้มลงกราบ และบอกว่ามี Expression แบบเสด็จพระองค์อาทรตามที่ท่านผู้หญิงได้เคยเฝ้า ไม่ใช่แค่พระพักตร์เหมือนนะคะ แต่ Expression นี่สำคัญ เพราะเราต้องการ Expression แบบพระองค์ท่าน” หม่อมราชวงศ์เบญจาภาขยายความ

ทุกวันนี้พระรูปเสด็จพระองค์อาทรประดิษฐานอย่างงดงามอยู่หน้าตำหนักทิพย์ วังที่พระองค์ท่านประทับอยู่อย่างสงบสุขจนวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ วังที่ก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมทิวดอร์อันงดงาม และมีเพียงไม่กี่แห่งบนผืนแผ่นดินไทย วังที่ได้รับการดูแลอย่างดีจากทายาทสกุลไกรฤกษ์รุ่นสู่รุ่น

“คิดว่ารุ่นลูกรุ่นหลานก็จะดูแลต่อไปเหมือนรุ่นก่อนเราและรุ่นเรา การดูแลไม่ใช่แค่ตัวอาคาร แต่หมายถึงข้าวของทุกชิ้น ประวัติความเป็นมาทั้งหมด เมื่อสมาชิกบ้านไกรฤกษ์ได้รู้จักและเรียนรู้เกี่ยวกับข้าวของทุกชิ้น รวมทั้งความเป็นมาทั้งหมด ก็ย่อมจะเกิดความรักและผูกพัน อันเป็นหัวใจสำคัญที่จะร่วมกันดูแลตำหนักทิพย์ต่อไป”

            ผมขอเอาใจช่วยสมาชิกบ้านไกรฤกษ์ทุกท่านให้ร่วมกันทำหน้าที่สำคัญนี้ เพื่อให้มรดกอันล้ำค่าของชาติยังยืนยงคงอยู่ตลอดไป พร้อมกับเรื่องราวอันทรงคุณค่าของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา ราชนารีผู้ดำรงพระชนม์ด้วยพระขันติธรรม พระเมตตาธรรม ตลอด 69 ปีแห่งพระชนม์ชีพ

ตำหนักทิพย์ : บ้านสไตล์ Tudor Revival อายุ 87 ปีของ ‘เสด็จพระองค์อาทร’

ขอขอบพระคุณ

  • ท่านผู้หญิงกุณฑี ไกรฤกษ์
  • ท่านทูตศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์
  • หม่อมราชวงศ์เบญจาภา ไกรฤกษ์
  • คุณวทัญญู เทพหัตถี

เอกสารอ้างอิง

  • แลวังหลังตำหนัก เรียบเรียงโดย หม่อมราชวงศ์เบญจาภา ไกรฤกษ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

พี่สมชัย กวางทองพานิชย์ ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ก้วงเฮงเส็ง อันเก่าแก่ในย่านสำเพ็ง ซึ่งทุกคนรู้จักกันดีในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือผู้จุดประกายความคิดให้กับผมว่า การใส่ใจศึกษาเรื่องราวจากสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับเราเสมอ คราวก่อนพี่สมชัยพาผมไปเยือนร้าน ไทยย่งฮั่วเชียง อันเก่าแก่คู่สำเพ็ง และเรื่องราวจากร้านเชือกเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ช่วยทำให้ผมได้รู้จักสำเพ็งขึ้นอีกมากมาย

“หลังจากเชือกแล้วจะเป็นอะไรต่อดีครับ” ผมถามพี่สมชัย

“ถังไม้กับเหล็กดีไหม” พี่สมชัยเสนอ

สำเพ็งเป็นย่านการค้าสำคัญของไทยมาตั้งแต่อดีต และเป็นการค้าระดับนานาชาติ เพราะมีเรือขนส่งสินค้าหลายสัญชาติ หลายขนาด และหลายประเภทจอดเรียงราย ตั้งแต่ท่าน้ำจักรวรรดิ ราชวงศ์ ตลอดแนวถนนทรงวาดจนถึงตลาดน้อย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เราเริ่มที่เชือก เพราะสำเพ็งเป็นย่านการค้า เชือกจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ผูกโยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ต่อจากเชือก เราควรจะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับถังไม้ เพราะเมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางค้าขายรอนแรมในทะเลกว้าง แล้วก็ตามด้วยเหล็ก เพราะเป็นวัสดุที่ใช้ทำโซ่ ทำสมอเรือ ฯลฯ เฮียว่าถ้าเรายึดเอาเรือเป็นแกนกลาง เราก็ควรลองทำความรู้จักสำเพ็งผ่านเชือก ถังไม้ และเหล็กให้ครบ” พี่สมชัยสรุปและผมก็เห็นด้วย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถังไม้และเหล็กจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง มาร่วมเดินตามพี่สมชัยไปพร้อมกับผมนะครับ

ถังถ่ายทางอากาศ

พี่สมชัยนัดพบผมที่สำนักงานแต่เช้าเพื่อให้ดูภาพสำคัญ

“อ้า… นี่คือวัดปทุมคงคาครับ เมื่อก่อนคือวัดสำเพ็ง” ผมรีบบอกเมื่อภาพโบราณภาพหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ พี่สมชัยรีบขยายภาพนี้ให้ใหญ่ขึ้นหลายเท่า และแล้วผมก็สังเกตเห็นปากถังไม้ใบใหญ่ ๆ มีลักษณะเป็นวงกลมหลายต่อหลายวงวางเรียงต่อกันเต็มพื้นที่บริเวณแนวพระเจดีย์ ดูน่าตื่นตามาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณวัดปทุมคงคาโดย Peter Williams-Hunt
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพเดียวกันเมื่อขยายขึ้นจะพบภาพปากถังไม้เป็นจำนวนมาก เป็นวงกลมวางเรียงรายกันอยู่ตามแนวพระเจดีย์และบริเวณอื่น ๆ

“ภาพนี้ระบุว่าถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2489 ตรงกับ ค.ศ. 1946 เป็นภาพถ่ายทางอากาศที่เผยให้เห็นวัดปทุมคงคาและถังไม้ตั้งวางอยู่เต็มไปหมด ส่วนอาคารปูนมุงกระเบื้องใกล้กับหัวมุมถนน คือที่ตั้งของร้านซุ้ยล้ง ร้านถังไม้เก่าแก่ที่เราจะเดินไปด้วยกันเช้านี้ เฮียขอสำเนาภาพนี้มาจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นภาพถ่ายของ ปีเตอร์ วิลเลียมส์-ฮันท์ ” พี่สมชัยเอ่ย

Peter Williams-Hunt เป็นช่างภาพชาวอังกฤษที่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเข้ายังประเทศไทย เพื่อบันทึกภาพถ่ายทางอากาศเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใน พ.ศ. 2489 และเป็นภาพที่ช่วยเผยให้เห็นสภาพบ้านเมืองในอดีตได้อย่างชัดเจน และภาพที่เรากำลังดูอยู่นี้เป็น 1 ใน 1,671 ภาพ ที่เขาบันทึกไว้ทั้งหมด

“ภาพนี้บอกเฮียว่าถังไม้เป็นอุปกรณ์สำคัญของคนจีนในสำเพ็ง เห็นไหมว่ามีถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่เยอะมาก ๆ” พี่สมชัยชี้

“ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียเคยได้ยินมาว่า ครอบครัวคนจีนมีถังไว้ใช้ในชีวิตประจำวันหลายใบ ได้แก่ ถังซักผ้า ถังล้างหน้า ถังเก็บข้าวสาร ถังเก็บน้ำ ถังเก็บของเสีย ไม่ว่าจะถ่ายหนักถ่ายเบา และยังมีถังประเภทต่าง ๆ ที่แต่ละครอบครัวต้องตระเตรียมไว้ ถังไม้เป็นของสำคัญคู่ครอบครัวชาวจีนมาตั้งแต่โบราณ”

เมื่อดูภาพเสร็จ เราเริ่มออกเดินไปยังร้านถังไม้ซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันไปเรื่อย ๆ 

“ชีวิตเฮียก็เกี่ยวพันกับถังไม้มาตั้งแต่จำความได้ สมัยก่อนไม่มีหรอกถังพลาสติก อาจมีถังสังกะสีบ้าง แต่ใคร ๆ ก็ใช้ถังไม้กันทั้งนั้น ที่จำได้คือถังล้างจาน เป็นถังไม้ตื้น ๆ ปากกว้าง ถังไม้ไม่เป็นสนิม ใช้ได้นาน ถังไม้อีกประเภทที่คุ้นเคยคือถังไม้ใบใหญ่ ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเมตรครึ่งถึง 2 เมตร สำหรับหมักน้ำปลา ทำกันจริงจังมาก นอกจากใช้เองแล้วก็ทำไว้ขายด้วย น้ำปลาที่หมักในถังไม้จะมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ”

ร้านซุ้ยล้ง

เราเดินคุยกันมาเรื่อย ๆ ไม่นานก็มาถึงร้านซุ้ยล้งพอดี สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นก็คือสภาพร้านปัจจุบันนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับภาพถ่าย พ.ศ. 2489 ที่ผมเพิ่งดูเมื่อสักครู่ เรียกว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย

ร้านซุ่ยล้งตั้งอยู่บนเขตทับซ้อนของซอยวานิช 1 กับถนนทรงวาด บริเวณนี้เป็นบริเวณที่เหลือรอดจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 และอัคคีภัยครั้งนั้นได้ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะตัดถนนทรงวาดขึ้น พร้อมกับขยายพื้นที่ทางเดินในซอยวานิช 1 ให้กว้างขวางกว่าแต่ก่อน ได้ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อกำหนดให้อาคารที่สร้างในเขตสำเพ็ง จะต้องเป็นอาคารปูนหลังคามุงกระเบื้องแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ภาพถ่ายทางอากาศที่เราเห็นเมื่อสักครู่ ช่วยยืนยันได้ว่าอาคารนี้เป็นอาคารปูนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2489 แต่เฮียสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารปูนมาก่อนหน้านั้น น่าจะตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงตัดถนนทรงวาด แม้ว่าบริเวณนี้จะไม่โดนไฟไหม้ แต่เมื่อทรงตราพระราชบัญญัติให้สร้างอาคารปูนแทนอาคารไม้ เฮียคิดว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีอิทธิพลต่ออาคารในย่านนี้เป็นอย่างมาก ขอเรียกว่าได้ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบพิมพ์นิยมก็แล้วกัน 

“เพราะเมื่อทรงตราพระราชบัญญัติขึ้น อาคารในสำเพ็งจำนวนหนึ่งก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นอาคารปูนสองชั้น ลักษณะเป็นห้องแถวเรียงต่อ ๆ กัน นอกจากนั้นยังมีคันกันไฟเพื่อชะลอไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่ง ดังนั้นรูปแบบอาคารจึงออกมาเป็นลักษณะเดียวกันหมดทั้งย่าน เฮียเลยเรียกว่าเป็นอาคารแบบพิมพ์นิยม แต่อย่างไรก็ตาม เฮียไม่ใช่สถาปนิก และที่เล่าสู่กันฟังในวันนี้ถือเป็นข้อสันนิษฐานของเฮีย นอกจากนี้อาคารปูนเหล่านี้ยังมีกลิ่นอายตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงเดียวกัน สังเกตได้จากรูปทรงอาคารและลายฉลุที่ประดับอาคารอยู่พอให้ได้กลิ่นอาย”

พี่สมชัยบรรยายสิ่งที่กำลังคิด การศึกษาเรื่องราวในอดีตเริ่มได้โดยการตั้งสมมติฐานจากหลักฐานและความรู้เบื้องต้น สิ่งสำคัญคือการแบ่งปันข้อสันนิษฐานเหล่านี้ต่อผู้อื่น เมื่อใดที่มีการค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ ก็นำมาแบ่งปันกันได้ ในที่สุดทุกคนก็ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากภายนอก เราเดินเข้าไปในร้านซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันต่อไปเรื่อย ๆ

“นอกจากสถาปัตยกรรมภายนอกแล้ว เฮียอยากชวนสังเกตการตกแต่งภายในด้วย ตรงมุมนี้ ถือว่าเป็นการตกแต่งภายในแบบพิมพ์นิยมสำหรับร้านค้าของคนจีนที่มาจากกวางตุ้ง เป็น Heritage ด้วยเช่นกัน” พี่สมชัยกล่าวพร้อมกับชวนผมให้ผมมองผ่านถังไม้หลายใบหลายขนาด ไปยังบริเวณที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในร้าน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ที่ประดิษฐานปึงเถ่า จัดตามธรรมเนียมกวางตุ้ง

“ดูด้านบนก่อนนะครับ นั่นคือที่ประดิษฐานปึงเถ่า ท่านเป็นเทพเจ้าคุ้มครองทั้งบ้านและผู้อยู่อาศัย ร้านนี้เป็นร้านคนกวางตุ้ง สังเกตได้จากโบว์แดงที่ทำจากผ้าดิบ หากเป็นคนแต้จิ๋ว จะใช้ผ้าอีกอย่าง คนแต้จิ๋วมักใช้ผ้าบาง ๆ ฟู ๆ แทน พอนึกออกใช่ไหมครับ ร้านซุ้ยล้งยังจัดแท่นบูชาปึงเถ่าตามแบบโบราณอย่างแท้จริง เพราะมีโลหะประดับอยู่ตรงกลางแบบนี้ แล้วการนำผ้ามาจับจีบรอบโลหะทรงกลม ซึ่งพบเห็นได้ในครอบครัวที่มาจากกวางตุ้งเป็นส่วนใหญ่”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกซิ้งหรือป้ายบรรพชน เป็นแกซิ้งรุ่นใหม่ที่ปรากฏภาพถ่ายบนป้าย   

“ด้านซ้ายเป็นป้ายบรรจุคำมงคล เรียกว่าตุ้ยเลี้ยง เป็นเหมือนคำอวยพรให้ผู้อยู่อาศัยร่วมกันสืบทอดกิจการให้มั่นคงเจริญก้าวหน้าต่อไป ถัดลงมาคือป้ายบรรพชน เรียกว่าแกซิ้ง เป็นการแสดงกตัญญูต่อบรรพบุรุษ แกซิ้งที่เห็นอยู่นี้เป็นแกซิ้งที่มาในยุคหลัง ๆ เพราะปรากฏรูปภาพถ่ายของบรรพบุรุษรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือรุ่นปู่อยู่ด้วย ถ้าเป็นสมัยก่อนในเมืองจีนจะไม่มีภาพถ่ายเช่นนี้ แกซิ้งป้ายนี้บอกทั้งชื่อและสถานที่เกิดของท่านในเมืองจีน และยังมีคำอวยพรให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน” ผมฟังพี่สมชัยบรรยายอย่างเพลิดเพลิน สิ่งที่สังเกตได้คือจะมีคำอวยพรคู่กับทุกป้ายศักดิ์สิทธิ์ เพื่อมอบขวัญและกำลังใจให้ลูกหลานรักษาธุรกิจของครอบครัวสืบต่อไป

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ตี่จู้เอี๊ยะหรือเจ้าที่

“ส่วนด้านล่างคือตี่จู้เอี๊ยะ แปลง่าย ๆ คือเจ้าที่ เมื่อก่อนคนจีนโพ้นทะเลเดินทางมาตั้งรกรากในสยาม ส่วนมากจะมีความคิดว่าเราเป็นคนต่างถิ่น เข้ามายังพื้นที่ที่มีผู้อาศัยอยู่มาแต่เก่าก่อน จึงสมควรที่จะตั้งศาลเพื่อแสดงการเคารพบูชาเจ้าที่ดั้งเดิม เฮียว่าใคร ๆ ก็รู้จักตี่จู้เอี๊ยะดีเพราะเรามักเห็นกันอยู่เสมอ แต่วันนี้เราได้เห็นทั้งปึงเถ่า ตุ้ยเลี้ยง และแกซิ้งพร้อมกับตี่จู้เอี๊ยะด้วยเลย ร้านคนกวางตุ้งในสำเพ็งก็มักจะตกแต่งด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไว้คู่กับร้านมาหลายรุ่น เพื่อเป็นมงคลต่อทั้งสมาชิกครอบครัวและธุรกิจ คนจีนเป็นคนมุมานะ ทำงานหนัก ต้องการพลังใจให้ฝ่าฟันไปข้างหน้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้ช่วยเป็นกำลังใจได้เสมอ”

ผมว่านี่คือการให้คุณค่ากับสิ่งประดับตกแต่งร้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในร้าน ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมความคิดความเชื่อของผู้คนในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี

ว่าด้วยเรื่องถังไม้

ในที่สุดผมก็ได้พบกับ คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้สืบทอดธุรกิจถังไม้ต่อจากบรรพบุรุษ และเป็นคนสำคัญที่เราอยากชวนคุยในวันนี้

“สวัสดีครับ เข้ามา เข้ามา ร้านซุ้ยล้งเป็นร้านเก่า เฮียทำต่อมาจากรุ่นเตี่ย ทำมานานแค่ไหนเหรอ…หลายสิบปีแล้ว อย่านับเลย (หัวเราะ)” เฮียชูศักดิ์คุยอย่างสนุกสนาน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ถังไม้เกิดขึ้นก่อนทุกอย่าง เฮียว่ามีอายุนับพัน ๆ แล้วปีนะ มันมากับพวกไห พวกโอ่ง ที่ทำจากดิน สมัยก่อนไม่มีถังพลาสติกนะ อาจมีกาละมังสังกะสีบ้าง แต่สนิมขึ้นแล้วก็บุบง่าย เมื่อก่อนคนสำเพ็งใช้ถังไม้กันทั้งนั้น”

ถังไม้มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่อดีต การขนส่งสินค้าต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรือสำเภาหรือเรือกลไฟ นอกจากจะใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางแล้ว คนแถวสำเพ็งและทรงวาดยังค้าขายข้าวและผลิตผลทางการเกษตรกันเป็นหลักมานับร้อย ๆ ปี พ่อค้านิยมใช้ถังไม้เป็นที่เก็บรักษาข้าวสาร ข้าวโพด ถั่ว ฯลฯ ให้อยู่ในสภาพดี พร้อมตักแบ่งขายทันทีที่ลูกค้าแวะมา

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังตวงข้าวสารพร้อมที่ปาด

“อย่างถังนี้เป็นถังตวงข้าวสาร เมื่อก่อนเวลาใครมาซื้อข้าวสารที่สำเพ็ง ก็จะใช้ถังแบบนี้ตวงข้าวสารขึ้นมาจากถังไม้ใหญ่ ๆ แล้วก็เอาไม้ปาดให้ข้าวสารเสมอปากถัง ไม่ให้ข้าวล้นขึ้นมา เวลาคนมาสั่งว่า ‘ซื้อข้าวสารถังนึง’ คนขายก็จะตวงด้วยถังแบบนี้ บางถังมีตราครุฑประทับไว้ด้วย เพื่อรับรองว่าเป็นถังมาตรฐาน (หัวเราะ)”

นอกจากถังไม้จะมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์แล้ว ก็ยังมีความสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันของคนสำเพ็งด้วย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังล้างจาน ถังซักผ้า ไปจนถัง (อ่าง) อาบน้ำ

“ถังตื้น ๆ ที่ปากกว้างนี่ก็มักจะเป็นถังล้างจาน ถังซักผ้า สำหรับครอบครัวขนาดกลางก็ขนาดนี้ ถ้าครอบครัวใหญ่หน่อย ขนาดปากถังก็กว้างขึ้น”

ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือคนไทยสมัยก่อนมักปลูกบ้านริมน้ำหรืออาศัยอยู่ในแพ และมีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ ในขณะที่คนจีนสำเพ็งเป็นคนค้าขาย ปลูกบ้านร้านค้าอยู่บนบก คนไทยซักผ้าล้างชามกันได้ริมน้ำ ขณะที่คนจีนในสำเพ็งอยู่ลึกเข้ามา ต้องอาศัยถังไม้ไปหาบน้ำจากแหล่งน้ำกลับมาบ้าน จะซักผ้าล้างจานก็ต้องอาศัยถังไม้เช่นกัน ถังไม้จึงมีบทบาทต่อคนสำเพ็งมากทีเดียว

“ถังมีหลายขนาดและมีรูปทรงที่แตกต่างกัน เช่น ปากถังก็มีทั้งกว้างและแคบ อย่างเรื่องความจุ มีทั้งแบบตื้นและลึก หรือรูปทรง ก็มีทั้งทรงกลมและทรงรี มีทั้งกว้างเสมอกัน หรือกว้างด้านบนแต่แคบลงด้านล่าง หรือแคบด้านบนแล้วบานออกด้านล่าง การนำถังไม้ไปใช้มีหลายวัตถุประสงค์ ขึ้นอยู่ว่าจะนำไปใช้อย่างไร ถ้าสั่งถังไม้ไปใช้หมักใช้ดองของกิน เราจะไม่รัดถังด้วยโลหะ ต้องใช้หวายรัด ไม่อย่างนั้นอันตราย น้ำส้มมันกัดเหล็กได้” เฮียชูศักดิ์อธิบาย การทำถังไม้ก็มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาหลายอย่างทีเดียว

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังไอศกรีม

“ถังทรงนี้เมื่อก่อนเป็นถังไอศกรีม เขาจะเอาถังโลหะอีกใบที่ใส่ส่วนผสมไอศกรีมแช่ลงในถังไม้ทรงนี้ ในถังไม้ก็อัดน้ำแข็งกับเกลือเม็ดจนเต็ม แล้วก็มีเครื่องปั่นไอศกรีมที่มีมอเตอร์เชื่อมกับใบพัด จากนั้นก็เอาใบพัดกับมอเตอร์มาประกบด้านบน พอเดินเครื่องให้มอเตอร์ทำงาน มอเตอร์ก็จะหมุนใบพัดเพื่อปั่นส่วนผสมไอศกรีมที่อยู่ในหม้อโลหะไปเรื่อย ๆ ความเย็นจากน้ำแข็งและเกลือในถังไม้จะค่อย ๆ ซึมผ่านถังโลหะไปยังส่วนผสมจนทำให้กลายเป็นไอศกรีม แต่เดี๋ยวนี้ถังไอศกรีมเป็นถังสเตนเลสหมดแล้ว ถังแบบนี้เลยกลายเป็นถังประดับแทน บางคนก็นำไปเป็นถังใส่ของ ใส่ต้นไม้ หรือไปใช้ตกแต่ง”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
พิมพ์เต้าหู้

ร้านซุ้ยล้งไม่ได้ทำแต่ถังไม้ แต่ยังมีของเด็ดอื่น ๆ ที่ทำจากไม้ด้วย

“ที่เห็นเป็นไม้ทรงสี่เหลี่ยมนี้คือพิมพ์สำหรับผลิตเต้าหู้ เทส่วนผสมสำหรับทำเต้าหู้ลงไปในพิมพ์เหลี่ยมนี้ แล้วเอาไม้ปิดทับด้านบนเพื่อกดส่วนผสมที่ทำจากถั่วเหลืองและรีดเอาน้ำออก ด้านล่างก็มีแผ่นไม้อีกแผ่นรองไว้ ซึ่งมักทำเป็นลายตารางเส้น ๆ เมื่อรีดน้ำออกไปหมดแล้ว ส่วนผสมก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเต้าหู้ แล้วเราจึงค่อยแคะเต้าหู้ออกจากพิมพ์ ถ้าพลิกด้านล่างเต้าหู้ดูก็จะเห็นลายตารางเส้น ๆ แบบเดียวกับลายบนแผ่นไม้ เมื่อก่อนคนสำเพ็งทำอาหารเอง ทำเต้าหู้เอง หมักน้ำปลา หมักซอสถั่วเหลืองเอง ดองผักเอง ใช้ถังไม้ทั้งนั้น”

ในวันนี้ที่วิถีชีวิตคนสำเพ็งเปลี่ยนไป ร้านซุ้ยล้งต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

“เรามีทั้งกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ กลุ่มเดิมคือคนที่ยังชินกับการใช้ถังไม้ทำอะไรต่าง ๆ เช่น ใช้ถังไม้เก็บข้าวสาร เพราะช่วยรักษาไม่ให้มอดขึ้น ดูดซับความชื้นได้ดี ข้าวสารไม่แตกหักเสียหาย หรือใช้ถังไม้ใส่ของหมักดอง เพราะปลอดภัยกว่าดองในถังพลาสติกหรือถังโลหะ ให้สี กลิ่น และรสดีกว่า หรือถังไม้ใส่เฉาก๊วยหรือกวยจั๊บ เคยเห็นใช่ไหม คนทำก็รู้สึกว่าถังไม้ทำให้ของกินพวกนี้รสดีกว่า คนทานก็รู้สึกปลอดภัยกว่า เวลาเห็นคนตักเฉาก๊วยจากถังไม้ มันดูขลังกว่าเยอะ (หัวเราะ) 

“เแต่ก็นับว่าคนใช้น้อยลงนะ เพราะมีอุปกรณ์อื่น ๆ มาทดแทน นอกจากลูกค้ากลุ่มเดิมแล้ว ก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ชอบนำถังไม้ไปใช้ประดับ อย่างนำไปปลูกต้นไม้ ไปประดับบ้านตามมุมต่าง ๆ หรือถังสำหรับใช้ในห้องอบไอน้ำ หรือเซาน่าในพวกสปา โรงแรม หรือรีสอร์ต ช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean กำลังฮิต ถังไม้ขายดีเลย (หัวเราะ)”

เฮียชูศักดิ์ยังคงสืบสานธุรกิจของครอบครัวด้วยความมุ่งมั่นให้ถังไม้ยังเป็นสินค้าคู่สำเพ็งต่อไป ผมแอบเห็นภาพถังไม้ใส่ต้นไม้หลายชนิดประดับอยู่บนระเบียงบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว วันหลังต้องมาอุดหนุนเฮียเสียหน่อย

“มาเลย ถังไม้ร้านเฮียส่วนมากทำจากไม้สัก คุณภาพดีเยี่ยม” เฮียชูศักดิ์ยืนยันเป็นการส่งท้ายก่อนเราร่ำลากัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ว่าด้วยเหล็ก

จากร้านซุ้ยล้ง ผมเดินต่อไปตามซอยวานิช 2 ออกจากย่านสำพ็งสู่ตลาดน้อย บริเวณนี้คนส่วนใหญ่เรียกกันติดปากว่า ‘เซียงกง’ เป็นแหล่งรวมชิ้นส่วนเหล็กนานาชนิด อะไหล่รถ อะไหล่เครื่องจักรสารพัด เราเดินไปจนถึงบริเวณท่าเรือภาณุรังษี ซึ่งได้มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย เดิมพื้นที่นี้เป็นของราชพัสดุ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงกลางคลัง พี่สมชัยชี้ให้ผมดูอาคารไม้โบราณขนาดใหญ่ที่หลงเหลือในบริเวณนั้น

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อดีตโรงกลึงขนาดใหญ่ เคยเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือ

“ตลาดน้อยเคยเป็นแหล่งซ่อมเรือขนาดใหญ่มาก่อน อาคารไม้เหล่านี้เดิมเป็นโรงกลึงสำหรับทำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ และยังเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือที่มีคุณภาพ ซ่อมเพลาเรือใหญ่ ๆ ได้เลย อันนี้คืออีกหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชุมชน และถ้ามองดี ๆ เราจะเห็นจุดเชื่อมของการที่ช่างตีเหล็กจากจีนเข้ามาอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในย่านนี้มาแต่โบราณ” พี่สมชัยเริ่มเล่า

“ช่างตีเหล็กในย่านนี้ส่วนมากเป็นชาวแคะที่อยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน สังเกตได้จากศาลเจ้าฮกเกี้ยนที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้มาแต่โบราณ แล้วถ้าเราไปเดินคุยกับช่างตีเหล็กที่นี่ ก็จะพบว่าบรรพบุรุษของหลายต่อหลายคนมาจากหย่งติ้ง ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนแคะในมณฑลฮกเกี้ยน” 

เมื่อผมกลับไปสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับหย่งติ้ง ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า หย่งติ้งมีหมู่บ้านที่สร้างบ้านจากดิน ชื่อว่าหมู่บ้านดินถู่โหลว ลักษณะบ้านดินนั้นเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เพราะเป็นทรงวงแหวนขนาดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมโบราณของชาวจีนแคะอายุกว่า 300 ปี ที่วันนี้รัฐบาลจีนอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
หมู่บ้านถู่โหลว หย่งติ้ง
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Earth_buildings-Tianluokeng.jpg

“คนไทยแต่เดิมมีทักษะการตีเหล็กเพื่อเป็นอาวุธ อย่างดาบสั้น ดาบยาว ง้าว หรืออุปกรณ์การเกษตรอย่างเคียวเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้กันในสังคมไทยมาเนิ่นนาน พอช่างตีเหล็กจากจีนเดินทางเข้ามา ก็นำทักษะการตีเหล็กสำหรับผลิตอุปกรณ์ใหม่ ๆ เข้ามาด้วย อุปกรณ์การครัวก็เช่น มีดอีโต้ มีดปังตอ หรือตะขอแขวนหมู เป็นต้น อาวุธก็เป็นหอกและทวน ซึ่งต่างจากไทย 

“เมื่อความเจริญทางการค้าพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 บริเวณนี้กลายเป็นท่าเรือสำคัญ ทำให้ต้องอาศัยฝีมือของช่างตีเหล็กในหลาย ๆ ด้าน อย่างการผลิตโซ่และสมอ การตีเหล็กเพื่อทำบานพับ กลอน หรือที่จับประตูและหน้าต่าง สำหรับสร้างและซ่อมห้องพักบนเรือกลไฟ การตีเหล็กเพื่อทำแนวระเบียงกั้นบนดาดฟ้าเรือ การตีเหล็กเพื่อผลิตตะปูและสลักที่ใช้ยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ เป็นต้น ซึ่งช่างตีเหล็กที่อพยพมาจากจีนคือแรงงานสำคัญในกระบวนการดังกล่าว เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะมากกว่า”

แล้วความสามารถในการตีเหล็กของบรรพบุรุษจากฮกเกี้ยน ส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาเซียงกงให้กลายเป็นแหล่งชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และเครื่องจักรนานาประเภทในปัจจุบัน

“การตีเหล็กทำให้เข้าใจเรื่องเหล็กเป็นอย่างดีว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ความเชี่ยวชาญในการตีเหล็กมักเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะส่วน อย่างใครตีมีดเก่ง ก็ทำแต่มีด ใครตีโซ่เก่ง ก็ทำเฉพาะโซ่ ใครทำบานพับหรือที่จับเก่ง ก็ทำแต่สิ่งนั้น นั่นคือความเข้าใจเรื่องชิ้นส่วนประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นวัสดุหรือเครื่องจักรอะไรบางอย่าง เขาจึงแยกอะไหล่ ถอดอะไหล่ แกะอะไหล่ออกมาเป็นชิ้น ๆ ได้ 

“ถ้าลองสังเกตดี ๆ ร้านขายอะไหล่ในตลาดน้อยเป็นร้านที่ขายอะไหล่เฉพาะส่วน แต่ละร้านก็จะมีชิ้นส่วนนั้นชิ้นส่วนนี้ไม่เหมือนกัน คนนี้เชี่ยวชาญเฟืองท้าย คนนี้เชี่ยวชาญแหนบ คนนี้เชี่ยวชาญเกียร์ ฯลฯ ไม่เหมือนกัน ซึ่งทักษะเช่นนี้มาจากการที่ย่านนี้เป็นที่รวมช่างตีเหล็กที่มีความชำนาญต่อวัสดุแต่ละชิ้น จนแยกแยะส่วนประกอบได้”

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากท่าเรือภาณุรังษี เราเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ไล่ไปตามซอยวานิช 2 ผ่านกองชิ้นส่วนอะไหล่สารพัดชนิด เพื่อตามหาช่างตีเหล็กที่กล่าวกันว่าเป็นช่างคนสุดท้ายของตลาดน้อย

ร้านตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

“สวัสดีครับ เฮียชื่อ เกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เป็นช่างตีเหล็กมานานกว่า 50 ปีแล้ว สืบทอดต่อจากพ่อ” เป็นความโชคดีของพี่สมชัยและผมมากที่พบเฮียเกรียงศักดิ์อยู่ในร้านพอดี ร้านของเฮียอยู่ในซอยย่อยที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหาเท่านั้น

ผมรีบแนะนำตัวเองทันทีและขออนุญาตคุยกับเฮียไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่เฮียกำลังทำงานในบ่ายวันนั้น และเฮียเกรียงศักดิ์ก็ใจดีมาก ๆ ที่กรุณาอนุญาตตามคำขอ

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เมื่อก่อนไม่มีใครเป็นลูกมือให้พ่อ เฮียก็ไม่ใช่เด็กเรียนหนังสือเก่ง เลยมาเป็นลูกมือพ่อเอาดีทางตีเหล็ก และเริ่มทำตั้งแต่อายุ 18 เฮียว่าตีเหล็กไม่ยากนะ แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความอดทนสูง แน่นอนว่าต้องทนร้อน ทนพวกเขม่าและควันเวลาจุดเตาหลอม ทนความเมื่อย ค้อนหนักราว ๆ 2 กิโล เราต้องออกแรงตีทั้งวัน ทนต่อเสียงดังเวลาค้อนกระทบบนโลหะ โป๊ก ๆๆ” เฮียเกรียงศักดิ์บรรยายได้อรรถรสครบทั้งภาพ เสียง และความรู้สึก

ตึกแถวอันเป็นที่ตั้งของร้านตีเหล็กนั้นไม่ใช่ตึกโบราณอย่างร้านซุ้ยล้งที่เราไปแวะมาเมื่อสักครู่ แต่ก็เป็นตึกที่เฮียอาศัยประกอบอาชีพช่างตีเหล็กมานานหลายสิบปี สิ่งที่เฮียบอกว่าเป็น Heritage แน่ ๆ ก็คือการจัดสภาพร้านและอุปกรณ์ตีเหล็กทั้งหมด

“ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็สร้างเหมือนร้านเฮียทั้งหมดนั่นแหละ แบบนี้เลย เข้ามามีเตาหลอมวางมุมหนึ่ง ใกล้ ๆ ถุงถ่าน มีทั่งวางตรงกลาง เพราะต้องการพื้นที่ตีหรือดัดเหล็ก แล้วร้านก็จะมีสีออกเทา ๆ เพราะมีควันและเขม่าจับ ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียก็เห็นเตี่ยทำงานในสภาพแบบนี้ ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว” เฮียเกรียงศักดิ์เล่า ภาพร้านเล็ก ๆ ของเฮียเพียงร้านเดียวช่วยให้ผมพอจินตนาการสภาพของตลาดน้อยสมัยที่เคยอุดมไปด้วยร้านตีเหล็กแบบนี้ได้

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ต่อจากนั้นไม่นานเฮียเกรียงศักดิ์ก็เริ่มจุดเตาหลอม ซึ่งเป็นของเก่าคู่ร้านมากว่า 30 ปี โดยเริ่มจากการตักถ่านมาใส่ในเตาก่อนจุดไฟ

“ถ่านต้องเป็นถ่านไม้ไผ่ด้วยนะ ถ่านไม้ไผ่ร้อนเร็วและให้ความร้อนสูง เป็นถ่านที่เผาดี ไม่กัดเหล็ก”

วลีที่ว่า “เผาดี ไม่กัดเหล็ก” นั้น เป็นภาษาช่างตีเหล็กที่ใช้อธิบายคุณสมบัติของถ่านไม้ไผ่ เพราะถ่านไม้ไผ่จะให้ความร้อนคงที่สม่ำเสมอ นั่นคือการรักษาอุณหภูมิที่ต้องการไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นจนเกินความต้องการ ถ้าหากอุณหภูมิไม่คงที่ ปล่อยความร้อนออกมามากเกินไป ก็อาจหลอมละลายโลหะประเภทนั้น ๆ ไปได้ นอกจากนั้นยังไม่มีเขม่าขี้เถ้าจากถ่านมาติดกับเนื้อเหล็กจนทำให้ชิ้นงานไม่สวย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“อุณหภูมิเตาหลอมจะมากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่ากำลังตีโลหะอะไร อย่างหัวแร้งบัดกรี ทำจากทองแดง ก็จะร้อนไม่มากเท่าเหล็ก ไม่งั้นละลายหมด ถ้าตีเหล็ก ก็ต้องอุณหภูมิสูงกว่า เฮียไม่มีปรอทวัดอุณหภูมิหรอกนะ เฮียกะเอา ร่างกายเรานี่แหละบอกอุณหภูมิได้ดีที่สุด” 

เสียงมอเตอร์พัดลมข้างเตาหลอมดังขึ้นเบา ๆ พัดลมถือเป็นอุปกรณ์สมัยใหม่ที่นำมาใช้เพื่อให้ถ่านติดไฟง่ายและเร่งความร้อนได้เร็วขึ้น แทนที่กระบอกลมที่เคยทำหน้าที่นี้มาก่อน

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

เมื่อร้อนได้ที่ เฮียเกรียงศักดิ์ก็นำแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งมาวางไว้บนเตาหลอม รอจนเนื้อเหล็กหลอมกลายเป็นสีแดง ก่อนนำคีมคีบออกมาตีบนทั่งที่ตั้งอยู่ข้างเตา

“อุปกรณ์สำคัญคือทั่ง มันคือแท่งเหล็กกล้าสำหรับรองรับการตีเหล็ก อันนี้เป็นเหล็กจากเยอรมนี เมื่อก่อนร้านตีเหล็กแถวนี้ใช้ทั่งจากเยอรมนีบ้าง จากอังกฤษบ้าง เป็นอุปกรณ์สำคัญ ต้องเลือกให้ดีทั้งความแข็งแรงและขนาด ทั่งนี้เป็นของเตี่ย พอเฮียรับช่วงมา เฮียก็ซื้อต่อจากเตี่ยอีกที” เฮียเกรียงศักดิ์เล่าไปพร้อมกับสาธิตวิธีการตีเหล็กไป วันนี้เฮียกำลังตีคีมเหล็กคีบเบ้าหลอมสำหรับหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีลูกค้ารอคิวอยู่มากมาย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เฮียทำพวกอุปกรณ์หล่อพระพุทธรูป อย่างเหล็กคีบเบ้าหลอม ช้อนสำหรับเททอง แล้วก็เหล็กอุ้มหม้อหลอม นอกจากนั้นก็มีคอแร้งบัดกรี แค่นี้ก็ทำไม่ทันแล้ว (หัวเราะ) ตอนนี้เฮียทำคนเดียวเลย ไม่มีคนงานช่วย เมื่อก่อนมีลูกมืออยู่คน แต่หายไปเฉย ๆ ความจริงการตีเหล็กควรทำ 2 คนนะ จะได้ช่วยกัน จะง่ายขึ้นเยอะ พอเหลือคนเดียว เฮียก็ต้องดัดแปลงวิธีหน่อย แต่คุณภาพไม่เปลี่ยนนะ ทุกอย่างคงทนเหมือนเดิม ก็อาจจะผลิตงานได้ช้าลงบ้างเท่านั้น” 

เสียงค้อนตีเหล็กดังขึ้นเป็นระยะ เฮียเกรียงศักดิ์หยิบจับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วพร้อมพูดคุยกับเราไปเรื่อย ๆ ความร้อนจากเหล็กและเตาหลอมส่งผ่านมายังตัวผมจนรู้สึกได้ คนที่ทำงานแบบนี้ต้องมีความรักในงานอย่างแท้จริง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อุปกรณ์เททองหล่อพระพุทธรูป

ไม่นานเฮียเกรียงศักด์ก็ตีเหล็กได้จำนวนหนึ่ง เฮียพักเติมถ่านไม้ไผ่ลงไปในเตา เปิดพัดลมเร่งไฟอีกครั้ง ระหว่างนี้ก็หันมาชวนผมให้ดูอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่ในร้าน

“อันนี้เรียกปากกาจับเหล็ก มันจะช่วยดัดเหล็กไปตามที่เราต้องการ อันนี้ก็อยู่มานานหลายสิบปีแล้วเหมือนกัน เฮียว่าพอ ๆ กันกับทั่ง นอกจากนั้นก็มีชะแลง สำหรับใช้ในเจาะ ตอก แซะ และงัด อุปกรณ์ก็ประมาณนี้ เมื่อก่อนได้ยินเสียงตีเหล็กดังไปทั่ว ตอนนี้มีไม่มีแล้ว” พูดจบเฮียเกรียงศักดิ์ก็หันไปหยิบแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งวางบนเตาหลอมเพื่อจะตีอีกครั้ง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ข้างบ้านก็เคยตีเหล็ก แต่ตอนนี้เลิกไปแล้ว ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ร้านตีเหล็กรอบ ๆ เซียงกงเริ่มทยอยปิดตัวลง เขาไปทำอย่างอื่นกันหมดเลย เฮียคิดว่าเฮียเป็นช่างตีเหล็กที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ลูกชายเฮียเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานออฟฟิศ เฮียให้เขาเลือกว่าจะทำอะไร อนาคตเป็นของเขา เขาต้องเลือกเอง” 

คำกล่าวของเฮียทำให้ผมนึกถึงผู้สืบทอดธุรกิจต่าง ๆ ในย่านนี้ ไม่ว่าเชือก ถังไม้ หรือเหล็ก ทุกคนเป็นคนใจกว้างที่เปิดโอกาสให้ลูกหลานเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองตามความสมัครใจทั้งสิ้น

  แล้วบรรพบุรุษเฮียมาจากหย่งติ้งด้วยรึเปล่าครับ – ผมนึกถึงข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสักครู่ แล้วลองถามเฮียเกรียงศักดิ์เป็นคำถามสุดท้าย

“ใช่ ๆ มาจากหย่งติ้งในฮกเกี้ยน แถวนี้มาจากหย่งติ้งกันหลายคน” 

พี่สมชัยและผมกล่าวขอบคุณเฮียเกรียงศักดิ์หลังจากใช้เวลาอยู่นานจนรู้สึกเกรงใจ แต่ก่อนจะพ้นประตูไป พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกตผนังด้านขวาของร้าน ซึ่งประดิษฐานรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่บนนั้น

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“รูปศักดิ์สิทธิ์นี้ท่านเป็นเทพประจำร้านตีเหล็กในย่านตลาดน้อย เป็นที่เคารพมากของผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนี้ และยังเป็นที่เคารพจนทุกวันนี้” พี่สมชัยให้ข้อมูล

“ลี้ทิก๊วยหรือหลีทิก๊วย ท่านเป็นหนึ่งในเทพ 8 เซียน คนที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเรื่องเหล็กจะบูชาท่านเป็นเทพสำคัญ เพราะว่านามของท่าน มีคำว่าเหล็กอยู่ด้วย นั่นคือคำว่า ทิ” 

ก่อนกลับออกจาตลาดน้อย พี่สมชัยพาผมเดินไปสักการะศาลของท่านหลีทิก๊วย ซึ่งปรากฏอยู่หลายแห่งในตลาดน้อย ผมจึงไปจดประวัติของท่านและนำมาบันทึกไว้ในบทความนี้ เพื่อให้เราทราบประวัติของท่านกันสักหน่อย 

หลีทิก๊วยมีนามเดิมว่าหลีเหียน เป็นชายหนุ่มรูปงาม กำพร้าบิดามารดา แต่จิตใจใฝ่ดี สนใจท่องพระคัมภีร์และมีน้ำใจฝักใฝ่ธรรมะ ไม่เสพเนื้อสัตว์ เป็นคนรักสันโดษ ต่อมาท่านได้เดินทางไปเขาฮั่วซัวเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของหลีเล่ากุล ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ พร้อมกับบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จ มีผู้นับถือและสมัครตัวเป็นศิษย์มากมาย จนมีศิษย์ก้นกุฏิผู้หนึ่งนามว่าเอี้ยวจื้อ

วันหนึ่งหลีเหียนได้ถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อเดินทางไปพบอาจารย์หลีเล่ากุล ท่านฝากให้เอี้ยวจื้อดูแลร่างของท่านไว้ให้ดี พอวันที่ 6 มารดาของเอี้ยวจื้อก็เจ็บหนัก เอี้ยวจื้อรออาจารย์ของตนไม่เห็นกลับมาเข้าร่างสักทีก็คิดว่าตายไปแล้ว จึงเผาร่างอาจารย์แล้วรีบเดินทางไปหามารดาของตน แต่มารดาได้สิ้นชีวิตไปเสียก่อนแล้ว ฝ่ายหลีเหียนนั้น เมื่อถอดวิญญาณไปพบอาจารย์แล้วก็ได้ไปศึกษาวิชาเซียนจาก 36 สำนักจนสำเร็จ พอเดินทางกลับมาก็ไม่พบร่างตน พบแต่กองขี้เถ้า 

วิญญาณหลีเหียนจึงเที่ยวล่องลอยหาร่างใหม่อาศัย เมื่อไปพบศพขอทานขาพิการมีไม้เท้าและถุงข้าวสารอยู่ข้าง ๆ จึงได้เข้าไปอาศัยอยู่ร่างนั้น และได้เสกไม้เท้าให้เป็นไม้เท้าเหล็ก และถุงข้าวสารให้เป็นน้ำเต้า ส่วนข้าวสารนั้นก็กลายเป็นยารักษาโรค และได้เรียกตนเองว่าหลีทิก๊วยมาตั้งแต่วันนั้น จากนั้นก็รีบไปชุบชีวิตให้มารดาของเอี้ยวจื้อผู้เป็นศิษย์เอก ก่อนกลับไปอยู่ที่สำนักของอาจารย์หลีเล่ากุลต่อไป 

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ร้านเหล็ก ร้านชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์เครื่องจักรในเซียงกง มักจะมีชื่อร้านนำด้วยคำว่าลี้หรือหลี แล้วช่างเหล็กแถวนี้จะแซ่ลี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะเทพลี้ทิก๊วยก็แช่ลี้เหมือนกัน ท่านเป็นเหมือนเทพของคนตระกูลลี้พร้อมกับเทพของผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเหล็กด้วย” พี่สมชัยเล่าขณะที่เราเดินกลับออกมาจากย่าน ผมเดินไล่อ่านป้ายร้านชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ และผมก็เห็นป้ายชื่อร้านที่มีคำว่าลี้อยู่หลายร้านจริง ๆ ด้วย 

ผมอำลาพี่สมชัยในเย็นวันนั้นเมื่อการเยี่ยมร้านถังไม้ซุ้ยล้งและร้านตีเหล็กของเฮียเกรียงศักดิ์สิ้นสุดลง

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ เรื่องของเชือก ถังไม้ และเหล็ก ช่วยให้ผมรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด และตลาดน้อยมากขึ้น การได้เดินไป ดูไป และคุยไปเรื่อย ๆ แบบนี้ทำให้ผมได้เห็น ได้สัมผัสไปพร้อมกันด้วย” ผมกล่าวกับพี่สมชัยก่อนร่ำลา

ความคิดแวบหนึ่งเกิดขึ้นในสมอง ณ ตอนนั้น แล้วเลยทำให้ผมเอ่ยปากถามพี่สมชัยไป

“ถ้า The Cloud จะจัด Walk เพื่อชวนผู้อ่านมาลองเดินสำรวจและทำความรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด ตลาดน้อย ผ่านสรรพสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้บ้าง พี่สมชัยพร้อมไหมครับ” 

พี่สมชัยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ก่อนเดินจากไป ถ้าอย่างนั้นผมถือว่าพี่พร้อมนะครับ

ขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้จัดการร้านซุ้ยล้ง (ถังไม้)
  • คุณเกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เจ้าของและช่างตีเหล็กแห่งโรงตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load