นี่คือวัดที่ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

นี่คือวัดที่เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 3 พระองค์รวมถึงพระองค์ปัจจุบัน

นี่คือวัดที่เป็นที่ตั้งของสุสานหลวงแห่งเดียวในกรุงเทพมหานคร นี่คืออีกหนึ่งวัดที่ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคารของในหลวงรัชกาลที่ 9 และนี่ยังเป็นอีกวัดที่นำพาโลกตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับโลกตะวันออกอย่างลงตัวที่สุด

คุณสมบัติทั้งหมดนี้ชี้นำไปสู่วัดเพียงแห่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยโปรดฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) เป็นแม่กองอำนวยการสร้างวัดตามลำดับ

การก่อสร้างวัดแห่งนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2412 เมื่อแรกสร้างวัด ทรงซื้อวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ ฑีฆชนม์เชษฐประยูร และเจ้าจอมมารดาคล้าย พร้อมกับซื้อบ้านเรือนข้าราชการและชาวบ้านเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับสร้างวัด สิ้นพระราชทรัพย์ไปเป็นเงิน 2,806 บาท 37 สตางค์ (ดูเหมือนน้อย แต่เราต้องไม่ลืมนะครับว่านี่คือค่าเงินในสมัยรัชกาลที่ 5) พร้อมกันนั้นยังทรงนิมนต์พระสงฆ์จากวัดโสมนัสราชวรวิหารมาจำพรรษา พร้อมกับอัญเชิญ ‘พระนิรันตราย’ มาประดิษฐานเอาไว้ด้วย

โดยมูลเหตุในการก่อสร้างก็เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์จะทรงสร้างวัด และยังแสดงถึงพระราชศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ด้วย

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่ตั้งสุสานหลวงกับศิลปะลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง

หากเราเดินทางมายังวัดจากทางฝั่งคลองรอบกรุง วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม และอนุสาวรีย์หมู สิ่งแรกที่เราจะเจอก็คือสุสานหลวง แต่ผมขอพูดถึงพื้นที่ส่วนหลักของวัดจากทางฝั่งถนนราชบพิธฯ ก่อนนะครับ

วัดแห่งนี้มีพระมหาเจดีย์เป็นประธานของวัดอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยระเบียงกลม มีพระอุโบสถอยู่ด้านหน้าและพระวิหารอยู่ด้านหลัง ระเบียงคดกลมนี้ถือเป็นประดิษฐกรรมใหม่ที่เพิ่งพัฒนาขึ้นในรัชกาลก่อนหน้าที่วัดพระปฐมเจดีย์ ก่อนจะนำมาใช้ที่วัดแห่งนี้ ดังนั้น เมื่อถนนราชบพิธอยู่ทางทิศเหนือของวัด สิ่งแรกที่เราจะเห็นเมื่อเดินผ่านประตูวัดที่แกะเป็นรูปทหารแต่งกายอย่างตะวันตกก็คือพระอุโบสถของวัด

พระอุโบสถหลังนี้เป็นอาคารแบบไทยประเพณี มีหน้าบัน 2 ชิ้น หน้าบันของมุขทำเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ซึ่งมักจะพบในพระอารามหลวงที่สร้างโดยพระมหากษัตริย์ ในขณะที่หน้าบันด้านในเป็นรูปช้าง 7 ช้างเทินพานรองพระเกี้ยว พระราชลัญจกรประจำพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ซึ่งช้างทั้งเจ็ดหมายถึงช้างเผือกทั้งเจ็ดช้างในรัชกาลของพระองค์

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่ตั้งสุสานหลวงกับศิลปะลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่ตั้งสุสานหลวงกับศิลปะลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่ตั้งสุสานหลวงกับศิลปะลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่ตั้งสุสานหลวงกับศิลปะลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง

แม้ว่าข้างนอกจะดูไทยขนาดไหน แต่ข้างในนี่ผิดกันคนละเรื่องเลย ยังจำวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหารที่ผมเคยพาไปดูได้ไหมครับ วัดแห่งนั้นใช้สถาปัตยกรรมแบบโบสถ์คริสต์มาประดิษฐานพระพุทธรูป แต่ที่นี่ตกแต่งภายในเหมือนโบสถ์คริสต์ไม่มีผิด โดยนำเอาการตกแต่งภายในแบบโกธิคมาใช้ ซึ่งเป็นไอเดียของหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย นั่นเอง

ประตูและหน้าต่างด้านนอกประดับด้วยงานประดับมุกเป็นรูปเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นที่ 1 รวม 5 ดวง เครื่องราชอิสริยาภรณ์ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในรัชกาลที่ 5 และเริ่มนำมาประดับอาคารครั้งแรกในรัชกาลนี้เช่นกัน

ในขณะที่กรอบซุ้มด้านนอกทำเป็นยอดปราสาท เหนือกรอบซุ้มทำเป็นตราพระบรมราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 9 โดยตกแต่งเป็นลวดลายอุณาโลมสลับกับอักษร ‘จ’ บริเวณผนังระหว่างหน้าต่าง ส่วนผนังด้านข้างเดิมทีเคยมีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องพุทธประวัติแต่ถูกลบออกไปในสมัยรัชกาลที่ 7 โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โปรดให้แก้ไขตกแต่งเป็นแบบตะวันตก

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่ตั้งสุสานหลวงกับศิลปะลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่ตั้งสุสานหลวงกับศิลปะลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่ตั้งสุสานหลวงกับศิลปะลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง

พระประธานภายในพระอุโบสถมีนามว่า ‘พระพุทธอังคีรส’ พระพุทธรูปปางสมาธิครองจีวรยับย่นสมจริงตามแนวคิดแบบตะวันตกที่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 4 พระพุทธอังคีรสเป็นอีกพระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีความหมายว่ามีพระรัศมีแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกาย

พระพุทธรูปองค์นี้มีประวัติว่าหล่อขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 4 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ พระพุทธรูปเนื้อทองคำองค์นี้หล่อขึ้นจากเครื่องทรงของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงนำไปประดิษฐานยังวัดพระปฐมเจดีย์แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้นำมาประดิษฐานยังวัดแห่งนี้

ยิ่งไปกว่านั้น พระรัศมีของพระพุทธรูปองค์นี้สามารถถอดออกเพื่อเปลี่ยนได้ ซึ่งผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคและเสด็จฯ มายังวัดแห่งนี้ ทรงเจิมพระรัศมีทองคำลงยาราชาวดีและทรงอัญเชิญพระรัศมีนี้สวมที่พระเศียรของพระพุทธอังคีรส

อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ใต้ฐานบัลลังก์ของพระพุทธอังคีรสนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีถึง 4 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมไปถึงพระอัฐิของสมเด็จพระศรีสุลาลัย พระสนมเอกในรัชกาลที่ 2 พระราชชนนีในรัชกาลที่ 3 และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราประยูร พระราชธิดาในรัชกาลที่ 3 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทรัพย์

โดยทั้งหมดนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าเป็นผู้บรรจุไว้ ก่อนที่ต่อมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระบรมราชสรีรางคารของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาบรรจุที่ฐานพุทธบัลลังก์หินอ่อนเมื่อ พ.ศ. 2492

ก่อนที่ใน พ.ศ. 2528 ได้นำพระราชสรีรางคารของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 มาบรรจุเอาไว้ด้วย และใน พ.ศ. 2560 ภายหลังการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเชิญพระราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 9 มาประดิษฐานไว้ที่ฐานหินอ่อนนี้ด้วยเช่นกัน

ในขณะที่พระวิหารที่อยู่ตรงข้ามกันมีรูปร่างหน้าตาภายนอกแทบจะถอดแบบมาจากพระอุโบสถเลยครับ เราสังเกตได้จากบานประตูและหน้าต่างที่แม้จะทำเป็นรูปเครื่องราชอิสริยาภรณ์เช่นเดียวกับพระอุโบสถ แต่เปลี่ยนเทคนิคจากงานประดับมุกเป็นงานแกะสลักไม้แทน

การเปลี่ยนเทคนิคนี้ทำให้เราได้เห็นสีของเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่ละประเภทด้วยครับ ภายในเองก็ไม่ได้แตกต่างจากพระอุโบสถเท่าไหร่ เว้นแต่โทนสีที่ออกเป็นสีชมพูต่างจากพระอุโบสถที่ออกเป็นโทนสีเย็น ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยนาม ‘พระประทีปวโรทัย’

วัดราชบพิตรฯ พระอารามหลวงที่รวมโลกตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกัน

อาคารสำคัญแกนกลางของวัดแห่งนี้ก็คือพระเจดีย์ประดับกระเบื้องเคลือบ ตั้งอยู่เหนือคูหาที่ประดับด้วยซุ้ม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกศิลปะขอมและพระพุทธรูปอื่นๆ อีก 6 องค์ (ซึ่งส่วนตัวผมเองยังไม่เคยเห็นเหมือนกันครับเลยไม่มีภาพมาให้ชม) รูปทรงของพระเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงระฆังที่น่าจะถ่ายแบบมาจากพระเจดีย์ที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามที่อยู่ตรงข้ามคลองเพราะหน้าตาคล้ายกันมาก และที่สำคัญ พระเจดีย์องค์นี้ถือเป็นเจดีย์ประธานองค์สุดท้ายที่สร้างขึ้นตามแบบแผนประเพณีนิยมที่ทำกันมาแต่โบราณ ก่อนที่จะฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งในยุคปัจจุบัน

วัดราชบพิตรฯ พระอารามหลวงที่รวมโลกตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกัน
วัดราชบพิตรฯ พระอารามหลวงที่รวมโลกตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกัน

สุสานหลวงถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของวัดราชบพิธฯ ถือเป็นขนบใหม่ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากในอดีต การถวายพระกุศลให้แก่เจ้านายที่ล่วงลับไปแล้วมีเพียงการสร้างสิ่งของหรือถาวรวัตถุเป็นการเฉพาะเท่านั้น

สุสานหลวงของวัดราชบพิธฯ แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระอัฐิและพระราชสรีรางคาร ด้วยมีพระราชประสงค์ให้ผู้ที่รักใคร่ห่วงใยอย่างใกล้ชิดได้มาอยู่รวมกันหลังจากที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งภายในสุสานหลวงแห่งนี้มีอนุสรณ์สถานและอนุสาวรีย์อยู่ถึง 34 แห่ง ขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกัน และยังมีรูปแบบที่ต่างกัน บ้างมาแนวตะวันตกจ๋า บ้างมาแนวตะวันออกจ๋า บ้างจำลองมาจากสถานที่ที่มีอยู่จริงๆ

ครั้นจะพาไปดูจนครบก็คงต้องแยกไปเล่าเป็นหนึ่งตอนเพียวๆ เลย วันนี้เลยจะขอแนะนำองค์สำคัญๆ ที่น่าสนใจเพียงบางองค์เท่านั้น

เริ่มกันด้วยกลุ่มสำคัญซึ่งมีรูปแบบคล้ายกัน เป็นอาคารทรงไทย ยอดเป็นเจดีย์ประดับด้วยโมเสกสีทองจำนวน 4 องค์ ทั้ง 4 องค์นี้มีชื่อคล้องจองกันทั้งหมด ประกอบด้วย ‘สุนันทานุสาวรีย์’ บรรจุพระสรีรางคารของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี หรือที่เรารู้จักกันในนาม ‘พระนางเรือล่ม’ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ รังสีวัฒนา พระราชธิดาของพระองค์ที่สิ้นพระชนม์พร้อมกัน

‘รังษีวัฒนา’ บรรจุพระราชสรีรางคารพระราชโอรสและพระราชธิดาของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระปัยยิกาหรือทวดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 รวมถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ด้วย

‘เสาวภาประดิษฐาน’ บรรจุพระราชสรีรางคารของพระราชโอรสในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง พระราชมารดาของรัชกาลที่ 6 และ 7

และ ‘สุขุมาลย์นฤมิตร์’ บรรจุพระสรีรางคารของสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวีและสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งถ้าใครชมสุสานหลวงแล้วไม่รู้ว่าองค์ไหนในกลุ่ม 4 องค์นี้ชื่ออะไร ลองสังเกตที่ด้านหน้าดูได้ครับ เพราะทุกองค์มีชื่อกำกับไว้ทั้งหมด

วัดราชบพิตรฯ พระอารามหลวงที่รวมโลกตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกัน

จริงๆ แล้วภายในสุสานหลวงยังมีอนุสาวรีย์และอนุสรณ์สถานอีกหลายแห่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอนุสรณ์สถานของพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ซึ่งทำเป็นรูปปรางค์สามยอด เนื่องจากพระราชโอรสของพระองค์ท่านคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฑัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์

อนุสรณ์สถานทรงตะวันตกนอกโดมของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และพระธิดา รวมถึงเจ้านายที่สืบเชื้อสายของเจ้านายฝ่ายเหนือ อนุสาวรีย์เจ้าคุณพระประยุรวงศ์ หรือวิหารน้อย

อาคารทรงยุโรปหลังคามุงกระเบื้องประดับกระจกสีที่ประตูและหน้าต่าง บรรจุพระสรีรางคารของเจ้าจอมมารดาแพ บุนนาค และพระธิดา รวมถึงเจ้าจอมมารดาโหมด บุนนาค และทายาท ตลอดจนสมาชิกราชสกุลอาภากรและราชสกุลสุริยง

อาคารทรงยุโรปหลังคามุงกระเบื้องประดับกระจกสีที่ประตูและหน้าต่างที่มีหน้าบันเป็นรูปพระอาทิตย์ตามนามของราชสกุล ‘อาภากร’ รวมถึงอนุสรณ์สถานของเจ้าจอมก๊กออถึง 3 พระองค์ ได้แก่ เจ้าจอมเอิม เจ้าจอมอาบ และเจ้าจอมเอี่ยม

วัดราชบพิตรฯ พระอารามหลวงที่รวมโลกตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกัน
วัดราชบพิตรฯ พระอารามหลวงที่รวมโลกตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกัน
วัดราชบพิตรฯ พระอารามหลวงที่รวมโลกตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกัน

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในรายละเอียดมากมายที่ซ่อนอยู่ในวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เนื่องจากวัดแห่งนี้ถือเป็นพระอารามหลวงที่มีเนื้อที่กว้างขวาง จึงยังมีสิ่งน่าสนใจอีกมากภายในวัดที่รอให้เราเข้าไปสัมผัส ผมเลยอยากเชิญชวนทุกคน หากใครผ่านไปผ่านมาแถวนั้น หรืออ่านบทความนี้แล้วสนใจ ลองเข้าไปสัมผัส เข้าไปละเลียดชมความงามของพระอารามหลวงแห่งนี้กันครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. ตรงข้ามกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามแห่งนี้คือวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม พระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ 4 ที่มีความงามและความน่าสนใจไม่แพ้กัน ถ้าได้ไปชมวัดราชบพิธฯ แล้ว ลองเดินข้ามไปชมวัดแห่งนี้ไปพร้อมๆ กันด้วยนะครับ
  2. หรือถ้ายังอยากชมงานช่างสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งผสมผสานความเป็นตะวันออกกับตะวันตก แนวคิดแบบดั้งเดิมกับแนวคิดสมัยใหม่ ในกรุงเทพมหานครเองยังมีอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะวัดราชาธิวาส วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วัดเทพศิรินทราวาส หรือในต่างจังหวัดก็มีเช่นกัน เช่น วัดนิเวศธรรมประวัติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  3. แต่ถ้าใครจะไปสักการะและเยี่ยมชมวัดประจำรัชกาลแบบครบทุกวัด ให้รอช่วงวันสำคัญ เช่น ปีใหม่ ขสมก. จะมีรถเมล์ให้บริการพาไหว้พระตามวัดประจำรัชกาลอยู่ครับ ลองตามข่าวกันดูครับผม
  4. นอกจากวัดแล้ว อนุสาวรีย์หมูหรืออนุสาวรีย์สหชาติที่อยู่กึ่งกลางระหว่างวัดราชประดิษฐ์ฯ และวัดราชบพิธฯ บริเวณเชิงสะพานปีกุนก็น่าสนใจนะครับ เพราะสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2456 เมื่อสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง มีพระชนมายุครบ 50 พรรษา โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงร่วมกับพระยาพิพัฒน์โกษา (เซเลสติโน ซาเวียร์) และพระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) สร้างขึ้น

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ตามปกติแล้วเวลาที่มีภาพเล่าเรื่องเกี่ยวกับชาดกเนื่องในพระพุทธศาสนาตามวัดวาอารามต่าง ๆ ในบ้านเรานั้น ถ้าไม่ใช่ เวสสันดรชาดก ชาดกยอดฮิตอันดับ 1 ก็จะเป็นซีรีส์ 10 เรื่องอย่าง ทศชาติชาดก แต่การที่คนคนหนึ่งจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น การบำเพ็ญบารมีเพียง 10 ชาติไม่พอแน่นอน ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างยาวนานยิ่งกว่านั้นเป็นจำนวนมากกว่า 500 ชาติ แต่อาจเพราะปัญหาเรื่องของพื้นที่ทำให้ไม่ค่อยมีที่ไหนที่เขียนชาดกเยอะถึงขั้นนั้น แต่เหตุผลเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับวัดเครือวัลย์ครับ

วัดเครือวัลย์ : พระอารามแห่งตระกูลบุญยรัตพันธ์

วัดเครือวัลย์แห่งนี้สร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ผู้สร้างคือ เจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) พร้อมด้วยพระธิดาคือ เจ้าจอมเครือวัลย์ เจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่น่าเสียดายว่าทั้งสองพระองค์ไม่ทันเห็นวัดแห่งนี้สร้างจนเสร็จสมบูรณ์ โดยในหลวง ร.3 ทรงรับเป็นผู้อุปการะโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการสร้างวัดแห่งนี้ต่อจนแล้วเสร็จ ตามความในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 3 ว่า

“…ในคลองมอญวัด 1 เจ้าจอมเครือวัลย์บุตรี เจ้าพระยาอภัยภูธรสร้างใหม่ การยังไม่แล้ว ก็ถึงแก่กรรมเสีย จึงโปรดให้ทำต่อไป วัดนั้นแล้วพระราชทานชื่อวัดเครือวัลย์วรวิหาร…”

โดยเหตุที่ได้ชื่อว่า ‘วัดเครือวัลย์’ นี้ก็น่าจะมาจากชื่อของ 1 ในผู้สร้างวัด นั่นก็คือ เจ้าจอมเครือวัลย์นั่นเอง และเนื่องจากผู้สร้างวัดนี้มาจากบรรพบุรุษตระกูลบุณยรัตพันธุ์ วัดเครือวัลย์ในปัจจุบันจึงมีสถานะเป็นวัดประจำตระกูลบุณยรัตพันธุ์ด้วย

วัดเครือวัลย์ : พระอุโบสถที่สถิตแห่งพระยืน

อาคารสำคัญของวัดเครือวัลย์คือพระอุโบสถซึ่งมีสถานะเป็นอาคารประธานของวัด หน้าตาของพระอุโบสถหลังนี้ถือเป็นอาคารแบบมาตรฐานที่พบได้ทั่วไปในกลุ่มวัดที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่เป็นอาคารแบบไทยประเพณี หน้าบันตกแต่งด้วยลายดอกไม้พันธุ์พฤกษา เช่นเดียวกับซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่างก็เป็นลายพันธุ์พฤกษาเช่นกัน

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

แต่ในความธรรมดาภายนอกนั้นเทียบไม่ได้กับความพิเศษที่อยู่ข้างใน เพราะเมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป จะพบพระประธานซึ่งแทนที่จะเป็นพระพุทธรูปนั่ง แต่ที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้กลับใช้พระพุทธรูปยืนแทน เป็นสิ่งที่หาชมได้ไม่ง่ายนัก เพราะมีวัดเพียงไม่กี่แห่งที่มีพระพุทธรูปยืนเป็นพระประธาน เช่น วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือ วัดพระแก้ววังหน้า กรุงเทพฯ หรือ วัดบุญยืน จังหวัดน่าน เป็นต้น แต่ในแง่ของจำนวนเมื่อเทียบกับพระพุทธรูปนั่งแล้ว ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากอยู่ดี ซึ่งสิ่งนี้หาดูได้ที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

วัดเครือวัลย์ : พระเจ้า 538 ชาติในวัดเดียว

สิ่งที่ทำให้พระอุโบสถหลังนี้พิเศษยิ่งกว่าการมีพระประธานเป็นพระยืน คือ จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถหลังนี้ ซึ่งเขียนบนผนังทั้ง 4 ด้าน เป็นเรื่องของชาดกอันเป็นอดีตของพระพุทธเจ้า เขียนลงในช่องสี่เหลี่ยมเล็กจำนวนมากจนเต็มพื้นที่ผนัง มีมากถึง 538 ช่อง แต่ละช่องเขียนชาดก 1 เรื่อง พร้อมกับชื่อชาดกกำกับเอาไว้บริเวณใต้ภาพ นั่นหมายความว่า จำนวนชาดกที่เขียนที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้มีมากถึง 538 เรื่อง ทำให้จิตรกรรมฝาผนังที่นี่แตกต่างจากจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนมาในอดีต เพราะแม้จะเคยมีการเขียนจิตรกรรมหรือเล่าเรื่องชาดกในช่องสี่เหลี่ยม เช่นภายในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือภายในอุโมงค์วัดศรีชุม แต่ในแง่ของจำนวน ไม่มีที่ไหนเลยที่จะมากเท่าที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ
วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

ที่สำคัญ มูลเหตุเขียนภาพชาดกจำนวนมากที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้ยังเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย ยืนยันด้วยข้อความจาก กลอนเพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งแต่งขึ้นโดยหมื่นพรหมสมพัตสร หรือ นายมี มหาดเล็ก ผู้เคยเป็นช่างเขียนภาพ ภูริทัตชาดก ภายในพระอุโบสถ วัดอรุณราชวราราม จึงอาจได้ข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังมาและได้นำมาเล่าเอาไว้ โดยมีเนื้อความดังนี้

“วัดทั้งหลายคล้ายกันเป็นอันมาก

ไม่หนีจากอย่างเก่าเป็นอวสาน

แต่วัดเครือวัลย์ใหม่อำไพพาน

หนีบุราณแปลกเพื่อนไม่เหมือนใคร

เขียนชาดกยกเรื่องโพธิสัตว์

ทอดประทัดตีตารางสว่างไสว

เป็นห้องห้องช่องละชาติออกดาษไป

นับชาติได้ห้าร้อยสิบชาติตรา

ด้วยทรงพระศรัทธาเมตตาช่าง

ให้สินจ้างช่องละบาทปรารถนา

ด้วยบุญญาอานิสงส์ทรงศรัทธา

ไม่ต้องหาช่างเขียนเวียนมาเอง

เนื้อความในกลอนเพลงยาวฯ นี้ให้รายละเอียดไว้เยอะและละเอียดจริง ๆ เห็นไหมครับ ไม่ว่าจะเนื้อหาที่เขียน รวมถึงความแปลกแตกต่างที่ไม่เหมือนใครของจิตรกรรมที่นี่ รวมถึงราคาค่าจ้างในการเขียนซึ่งอยู่ที่ 1 บาทต่อ 1 ช่อง ซึ่งอาจฟังดูเป็นเงินจำนวนน้อย แต่อย่าลืมนะครับว่า เรากำลังพูดถึงเงิน 1 บาทเมื่อราวร้อยปีก่อน ซึ่งมูลค่ามันย่อมจะสูงกว่า 1 บาทในปัจจุบันมากโขทีเดียว

แต่ก็มีจุดที่ชวนให้ตั้งคำถามอยู่ 1 จุด เพราะในกลอนเพลงยาวฯ นี้ระบุว่ามีชาดกอยู่ทั้งสิ้น 510 ชาติ แต่ไม่ว่าจะนับยังไง จิตรกรรมฝาผนังที่วัดเครือวัลย์ก็มี 538 ช่อง มากกว่าที่ระบุไว้ถึง 28 ชาติ ซึ่งเหตุผลที่จำนวนออกมาไม่ตรงกันนั้นน่าจะเกิดจากผู้เขียน คือนายมี มหาดเล็กเองที่อยากทำให้คำประพันธ์ของตัวเองตรงตามฉันทลักษณ์ เพราะถ้าเขียนคำว่า ‘ห้าร้อยสามสิบแปด’ แทน ‘ห้าร้อยสิบ’ มันจะเกินแน่นอนหรืออาจจะฟังดูแหม่ง ๆ และอาจต้องการแค่บอกว่าชาดกที่เขียนเอาไว้ที่นี่มีจำนวนเยอะมาก โดยไม่ได้สนใจว่าจะต้องเขียนให้ตรงกันก็เป็นได้ ก็เลยเลือกใส่จำนวนที่ดูแล้วเข้ากับฉันทลักษณ์ที่สุดแทนที่จำนวนแท้จริง

นอกจากนี้ เรายังรู้เรื่องของจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเครือวัลย์อีกเรื่องหนึ่งจากผลงานชิ้นนี้ของนายมี มหาดเล็ก นั่นก็คือช่วงเวลาที่เขียนจิตรกรรมฝาผนังที่วัดแห่งนี้น่าจะอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2367 – 2376 เพราะ พ.ศ. 2367 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ ส่วน พ.ศ. 2376 เป็นปีที่นายมี มหาดเล็ก ได้ทูลเกล้าฯ ถวายกลอนเพลงยาวฯ นี้แด่ในหลวง ร.3 นั่นเอง ดังนั้น จิตรกรรมฝาผนังที่วัดเครือวัลย์ก็คงจะเขียนในช่วงระหว่างปีนี้นี่แหละ แต่จะเป็นปีไหนแบบชี้ชัดคงบอกไม่ได้

ใช่ว่าที่วัดเครือวัลย์จะเป็นแห่งเดียวที่เขียนจิตรกรรมเรื่องชาดกจำนวนมากขนาดนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 3 เคยมีอีกวัดหนึ่งที่เขียนเรื่องชาดกจำนวนมากแบบนี้เช่นกัน นั่นก็คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียนนั่นเอง แต่ตำแหน่งการเขียนจะต่างจากที่นี่ เพราะที่วัดโพธิ์นั้น เรื่องชาดกเหล่านี้จะเขียนเอาไว้บนคอสองของศาลารายจำนวน 16 หลัง มีจารึกกำกับระบุลำดับของชาดกและเรื่องของชาดกเอาไว้ด้วย แถมจำนวนของที่วัดโพธิ์ยังมากกว่าที่วัดเครือวัลย์อีกต่างหาก เพราะมีถึง 547 เรื่อง

แต่จิตรกรรมบนคอสองศาลาที่วัดพระเชตุพนฯ น่าจะเขียนหลังจากวัดเครือวัลย์เพราะการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2378 ที่สำคัญ ภายในจารึกภายในศาลารายแห่งที่ 3 และที่ศาลาหน้าพระมหาเจดีย์ด้านทิศใต้ยังระบุว่ามีช่างเขียนที่เป็นพระจากวัดเครือวัลย์ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งช่างพระจากวัดเครือวัลย์เหล่านี้อาจนำเอาความรู้จากจิตรกรรมที่วัดของตัวเองมาใช้ที่วัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้ด้วยก็เป็นได้

นอกจากบนผนังแล้ว ยังมีจิตรกรรมบนบานประตูและหน้าต่างด้วย ซึ่งแม้ตำแหน่งต่างกัน หน้าที่ต่างกัน แต่ใช้ภาพในแนวทางเดียวกัน คือ ภาพฉัตรบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยลายพันธุ์พฤกษา โดยความแตกต่างระหว่างภาพบนบานประตูและหน้าต่างมีอยู่ 2 จุด จุดแรกคือถ้าเป็นภาพบนบานประตูจะมีทหารถือฉัตร ส่วนบนบานหน้าต่างไม่มี อีกจุดหนึ่งคือจำนวนชั้นของฉัตร เพราะบนบานประตูจะเป็นฉัตร 5 ชั้น ส่วนบนบานหน้าต่างเป็นฉัตร 7 ชั้น

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ
วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

วัดเครือวัลย์ : พระเจดีย์ทั้ง 3

ระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารมีเจดีย์อยู่ 3 องค์ ซึ่งแม้ตัวเลข 3 จะเป็นตัวเลขสำคัญในทางพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระรัตนตรัยที่ประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรือญาณ 3 ซึ่งมีสัจจญาณ กิจจญาณ และกดญาณ แต่เจดีย์ที่วัดเครือวัลย์นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตัวเลขเหล่านี้ เพราะเจดีย์ทั้ง 3 องค์นี้สร้างขึ้นไม่พร้อมกัน

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าแม้เจดีย์ 3 องค์จะมีรูปทรงเดียวกัน คือ เจดีย์ทรงระฆัง แต่ทั้ง 3 องค์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับวัดเป็นเจดีย์ 2 องค์ที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน สร้างขึ้นโดยพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์) บุตรของเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) ผู้สร้างวัด ซึ่งปัจจุบันเป็นที่บรรจุอัฐิของคนในตระกูลบุณยรัตพันธุ์ ส่วนเจดีย์อีกองค์หนึ่งนั้นตั้งบนฐานที่แยกไว้ต่างหากนั้นสร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งภายในองค์เจดีย์มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุเอาไว้ด้วย โดยวิธีสังเกตอีกจุดหนึ่ง คือ เจดีย์คู่ที่สร้างขึ้นโดยพระยาภูธราภัยมีปล้องไฉนเป็นสีทอง ส่วนเจดีย์ที่สร้างขึ้นโดยในหลวง ร.4 มีปล้องไฉนเป็นสีขาว

แต่ถึงแม้ผู้ที่สร้างเจดีย์ทั้ง 3 องค์นั้นจะไม่ใช่คนเดียวกันทั้งหมด แต่เจดีย์ทั้ง 3 องค์ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ถึงแม้ตามประวัติวัดจะกล่าวว่าวัดเครือวัลย์แห่งนี้สร้างเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่กว่าที่วัดนี้จะสร้างเสร็จอย่างสมบูรณ์อย่างที่เห็นในปัจจุบันนั้นก็กินเวลามาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะแม้ว่าเจดีย์ทรงระฆังจะเป็นเจดีย์ที่มีมานานแล้วตั้งแต่ในอดีต แต่เจดีย์ทรงระฆังนั้นได้เสื่อมความนิยมลงตั้งแต่ในสมัยอยุธยาตอนปลายลง ก่อนจะผงาดแซงหน้าเจดีย์ทรงอื่น ๆ อีกครั้งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สังเกตได้จากเจดีย์สำคัญในรัชกาลนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเจดีย์ทรงระฆังทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม วัดบรมนิวาส เป็นต้น

วัดเครือวัลย์ : ความพิเศษไม่ซ้ำใครที่ไม่ได้อยู่ในวัดใหญ่

ถึงแม้ภายในพระอารามหลวงหรือวัดที่สร้างขึ้นหรืออุปถัมภ์โดยพระมหากษัตริย์มักจะมีความอลังการในทางสถาปัตยกรรม ประติมากรรม งานประดับตกแต่ง รวมถึงความพิเศษบางอย่างก็จะเป็นสิ่งที่พบได้ภายในวัดระดับนี้ในง่ายกว่าวัดราษฎร์หรือวัดสร้างขึ้นโดยขุนนาง แต่ก็ใช่ว่าวัดในระดับที่รองลงจะไม่มีความพิเศษหรือลักษณะเฉพาะตัว อย่างวัดเครือวัลย์ก็ยังมีพระประธานเป็นพระยืน รวมไปถึงจิตรกรรมฝาผนังที่มีความพิเศษชนิดที่หาชมที่ไหนไม่ได้แบบนี้ ดังนั้น อย่าละเลยวัดเล็ก อย่าเมินวัดรอง เพราะบางทีของดีของเด็ดอาจจะแบบซ่อนอยู่ในแบบนี้ก็เป็นได้

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดเครือวัลย์เป็นวัดที่คนส่วนใหญ่รู้จักในฐานะของฌาปนสถานกองทัพเรือ และยังวัดที่เดินทางมาชมไม่ยาก จะนั่งรถส่วนตัวหรือนั่งรถเมล์สาย 57 หรือ 208 ก็ได้ นั่งรถกระป๋องมาก็ได้เช่นกัน แต่ตามปกติแล้วพระอุโบสถของวัดเครือวัลย์ไม่ได้เปิด หากสนใจเข้าชม อาจต้องรอจังหวะที่พระทำวัตรเช้าเย็น หรืออาจลองขออนุญาตพระที่วัดดูได้ครับ

2. ใกล้วัดเครือวัลย์ยังมีอีกหลายวัดที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นวัดอรุณราชวราราม หรือวัดหงส์รัตนาราม ซึ่งเป็นที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวพอสมควร หรือวัดที่อาจไม่เป็นที่รู้จักแต่น่าชม เช่น วัดโมลีโลกยาราม วัดนาคกลาง หรือแม้แต่วัดวงศ์มูลวิหารภายในกรมอู่ทหารเรือก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดเครือวัลย์แห่งนี้เช่นกัน

3. ถึงแม้ผมจะบอกว่าภาพเล่าเรื่องชาดก 547 เรื่องจะมีอยู่ภายในศาลารายทั้ง 16 แห่งที่วัดพระเชตุพนฯ แต่ปัจจุบันมีศาลารายเพียง 8 แห่งเท่านั้นที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน แถมบางส่วนยังดัดแปลงเป็นอาคารประกอบกิจกรรมอื่น ๆ เช่น อาคารเรียนของโรงเรียนวัดพระเชตุพนฯ เป็นต้น ดังนั้น เราจึงชมภาพชาดกทั้งหมดแบบครบถ้วนไม่ได้อีกแล้ว

4. ส่วนใครที่สนใจเรื่องชาดก ผมเคยมีซีรีส์เล็ก ๆ ที่เล่าถึงทศชาติชาดกเอาไว้ใน The Cloud จำนวน 4 ตอน ไปอ่านได้เลยครับผม

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load