Aarong คือชื่อของเครือร้านค้าปลีกแนว Lifestyle Shop ที่โด่งดังของบังกลาเทศ หลังก่อตั้งใน ค.ศ. 1978 ปัจจุบันแบรนด์มีหน้าร้านกว่า 20 แห่งทั่วบังกลาเทศ มีสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์มากกว่า 100 รูปแบบ

ความพิเศษคือ สินค้าทุกชิ้นใน Aarong เป็นงานฝีมือจากฝีมือของช่างท้องถิ่นในประเทศหลายหมื่นคน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

ใน ค.ศ. 2020 ที่หลายคนคงคุ้นตากับเรื่องราวที่แบรนด์หยิบผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่นมาจำหน่าย และช่วยให้ชาวบ้านชีวิตดีขึ้น เราอยากชวนดูกรณีศึกษาของ Aarong ที่ยืนหยัดเติบโตมานานกว่า 40 ปี สร้างงานให้เหล่าช่างฝีมือท้องถิ่นได้อย่างกว้างขวาง ยั่งยืน และเก็บรักษาภูมิปัญญาหลากแขนงไปพร้อมกัน

เมื่อลองสำรวจแนวคิดที่ซ่อนอยู่ เราพบว่าผลลัพธ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการออกแบบแบรนด์ที่คิดมาดีและรอบด้าน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

 ‘ตลาด’ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อและช่องทางเติบโต

แบรนด์ Aarong ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเห็นโอกาสเมื่องานฝีมือกลายเป็นเทรนด์

แต่เกิดจากปัญหาสังคมแท้ๆ นั่นคือปัญหาความยากจนของท้องถิ่น

จุดเริ่มต้นของ Aarong เกิดขึ้นจาก BRAC องค์กรด้านการพัฒนารายใหญ่ที่สุดของโลกอยากยกระดับชีวิตผู้หญิงในชนบท โดยให้พวกเธอสร้างสรรค์งานฝีมือแล้วนำไปส่งขายกับร้านค้าปลีกที่มีอยู่ไม่เยอะและกระจัดกระจาย แต่ผู้ซื้อเหล่านั้นจ่ายเงินล่าช้า

BRAC จึงต้องหาทางแก้ปัญหา

Aarong ซึ่งเป็นภาษาเบงกาลีแปลว่า Village Fair จึงถูกก่อตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นตลาดจำหน่ายงานฝีมือที่ช่วยให้บริหารการจ่ายค่าสินค้าได้ตรงเวลา โดยนอกจากหน้าร้าน 20 แห่งทั่วบังกลาเทศ Aarong ยังมีเว็บไซต์ทำหน้าที่เป็นตลาดออนไลน์ ซึ่งช่วยขยายขอบเขตธุรกิจสู่นอกประเทศ

งานฝีมือจากชุมชนรายได้น้อยจึงมีช่องทางไปถึงมือผู้บริโภคได้กว้างขวาง

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

‘สินค้า’ คุณภาพสูงและร่วมสมัย

แม้จะมีตลาด หากสินค้าไม่ดีจริง ธุรกิจก็ไม่อาจยืนระยะและเติบโตได้

Aarong ตั้งใจผลิตงานที่มีมาตรฐานสูง มีการคุมคุณภาพชัดเจน ไม่มีเหตุผลว่าคุณภาพไม่สม่ำเสมอเพราะเป็นงานทำมือ ผู้บริโภคจึงวางใจได้ว่า ไม่ว่าจะซื้อสินค้าไหนของ Aarong กลับบ้าน สิ่งที่กลับไปพร้อมกันคือคุณภาพคับชิ้น ขณะที่ผู้ผลิตซึ่งทำงานคุณภาพเยี่ยมออกมา ทางแบรนด์ก็รับซื้อด้วยราคายุติธรรม เรียกว่า Win-Win ทั้งสองฝ่าย

และนอกจากคุณภาพสินค้า อีกสิ่งที่ Aarong คำนึงถึง คือการใช้งานได้จริงในบริบทปัจจุบัน

ของในร้าน Aarong นั้นล้วนมีรากมาจากภูมิปัญญาในวันวาน หากต้องการให้อยู่รอด ย่อมต้องช่วยให้อยู่ร่วมกับคนเมืองในวันนี้ได้กลมกลืน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

ก่อนผลิตสินค้า ทางแบรนด์จึงมีทีมนักออกแบบคิดคอนเซปต์ซึ่งเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ก่อนนำคอนเซปต์นั้นไปให้ช่างฝีมือท้องถิ่นเป็นผู้ผลิต เช่น ในการทำเครื่องประดับ คอนเซปต์ตั้งต้นจะมาจากนักออกแบบ ขณะที่ช่างฝีมือมีสิทธิ์ในการควบคุมกระบวนการสร้างสรรค์ที่เหลือทั้งหมด

หรืองานฝีมืออย่าง Nakshi Kantha ซึ่งเป็นงาน Quilt เนื้อเบาที่ผู้หญิงท้องถิ่นของบังกลาเทศถักทอในเวลาว่าง ก็ได้รับการต่อยอดให้นำมาใช้ได้จริงในปัจจุบัน ขณะที่ยังคงเอกลักษณ์ของงานฝีมือไว้

สินค้าของ Aarong จึงเป็นการผสมผสานแนวทางจากนักออกแบบและช่างฝีมือ หรือพูดอีกอย่างคือส่วนผสมของความร่วมสมัยและภูมิปัญญา ทำให้ลูกค้าคนเมืองได้สินค้าที่ถูกใจ ใช้ได้จริง ขณะที่วิชาซึ่งตกทอดในท้องถิ่นก็ไม่เลือนหายตามวันเวลา

‘คน’ ประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการดูแลรอบด้าน

Aarong ไม่ได้มองว่าช่างฝีมือท้องถิ่นเป็นแค่ลูกมือของนักออกแบบหรือผู้ผลิตของตามออร์เดอร์ แต่คือผู้ที่มีศักยภาพในการพัฒนา

นอกจากทำงานร่วมกันและเป็นช่องทางสร้างมูลค่าให้ผลงานของพวกเขา ทางแบรนด์จึงมีโปรแกรมพัฒนาทักษะเหล่าช่างฝีมือเพื่อยกระดับทักษะให้ได้มาตรฐานของตลาด

มากกว่ารายได้ ช่างฝีมือที่ทำงานกับ Aarong จึงมีโอกาสพัฒนาตัวเอง

ยิ่งกว่านั้น แบรนด์ร้านค้าไลฟ์สไตล์นี้ยังดูแลคนอย่างรอบด้านมากกว่ามิติการงาน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

Aarong ทำงานร่วมกับมูลนิธิ Ayesha Abed ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมด้านการผลิตของแบรนด์ นอกจากช่างฝีมือท้องถิ่นจะหางานได้จากที่นี่ พวกเขายังเข้าถึงบริการสนับสนุนแบบองค์รวมของ BRAC ได้ ตั้งแต่เงินกู้แบบ Micro-credit ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพแม่ตั้งครรภ์ และสถานที่รับเลี้ยงเด็กในช่วงกลางวัน

เมื่อพูดถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต Aarong จึงเป็นตัวอย่างของการไม่ได้ให้เพียงรายได้ แต่เป็นการยกระดับอย่างเต็มความหมาย ด้วยให้ความช่วยเหลือที่ตอบโจทย์ชีวิตคนในองค์กร

และเพราะอย่างนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ‘พนักงาน’ ของ Aarong หลายคนไม่คิดเปลี่ยนงาน แต่อยู่คู่กับแบรนด์ไปยาวนาน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

‘แบรนด์’ ที่เติบโตไปพร้อมการช่วยสังคม

เมื่อ 15 ปีก่อน Shondhya Rani Sarkar คือแม่หม้ายวัยสาวที่ไม่มีรายได้มาเลี้ยงลูก เธอได้ร่วมกลุ่ม Microfinance ของ BRAC ก่อนได้รับคำแนะนำให้เข้าทำงานกับ Aarong 

15 ปีผ่านไป หญิงสาวคนนั้นกลายเป็นหนึ่งในช่างพิมพ์ลวดลายจากบล็อกที่มีประสบการณ์สูงสุด เธอคอยฝึกฝนพนักงานหน้าใหม่ ขณะที่มีรายได้มั่นคงมาเลี้ยงดูลูก

ในวันนี้ Aarong ช่วยสนับสนุนชีวิตของช่างฝีมืออย่าง Shondya กว่า 65,000 คนทั่วบังกลาเทศ ซึ่ง 85 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนนี้คือกลุ่มแรงงานสตรี เมื่อมองในภาพใหญ่ มีผู้ได้รับประโยชน์จากการมีอยู่ของแบรนด์ทั้งทางตรงและอ้อมกว่า 320,000 คน 

และจากการเป็นแบรนด์ยอดฮิตในประเทศ Aarong ยังคงเติบโตต่อไปผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และเครือข่ายด้าน Fair-trade 

Aarong จึงนับเป็นอีกหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า ธุรกิจเติบโตไปพร้อมมิติการช่วยเหลือสังคมได้

พูดอีกอย่างคือ การช่วยเหลือสังคมนั้นเกิดขึ้นในรูปแบบที่ขยายผลและยั่งยืนได้ หากได้รับการออกแบบที่ดี

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

www.aarong.com

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาฯ มีโครงการ DESIGN FOR COMMUNITY LIVELIHOOD ซึ่งมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการออกแบบระบบพัฒนาสัมมาชีพชุมชน โดยหนึ่งในกิจกรรมของโครงการคือ เสวนาหัวข้อ “LOCAL MEETS GLOBAL ท้องถิ่นสู่สากล” ในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2653. เวลา 15.00 – 17.00 น. ผู้ที่สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดออนไลน์หรือดูย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

บนโลกของเรามีคนเกือบ 1 พันล้านคนเข้าไม่ถึงน้ำดื่มสะอาด และเด็กเกือบ 1,000 คนเสียชีวิตไปในแต่ละวันเพราะโรคที่มากับน้ำ (มากกว่าโรคมาลาเรียและเอดส์รวมกันเสียอีก) นอกจากนี้ การเข้าไม่ถึงน้ำสะอาดยังส่งผลกว้างกว่ามิติสุขภาพ อาทิ เด็กๆ ที่ป่วยเพราะการดื่มน้ำไม่สะอาดจะขาดเรียน ขณะที่พ่อแม่ต้องขาดงาน ขาดรายได้

มีคนพยายามแก้ปัญหาใหญ่ระดับโลกด้วยวิธีหลากหลาย หนึ่งในนั้นคืองานออกแบบที่เราชอบจนขอหยิบมาพูดถึงวันนี้ นั่นคือ ‘ผงทำน้ำสะอาด’ ที่มีชื่อว่า P&G™ Purifier of Water เจ้าผลิตภัณฑ์ซองเล็กนี้ไม่ได้มีรูปลักษณ์สวยเก๋ แต่เข้าไปแก้โจทย์ยากได้ถูกจุดจนสร้างอิมแพคในระดับนานาชาติ

ลองฉีกซองดูความช่างคิดที่ซ่อนอยู่ข้างในงานออกแบบชิ้นนี้กัน

สะอาดให้ถูกวิธี

  เมื่อพูดถึงการเข้าถึงน้ำสะอาด หลายคนอาจนึกถึงวิธีอย่างต่อท่อประปา แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับบริบทของหลายพื้นที่ องค์การอนามัยโลกระบุไว้ว่า การจัดการน้ำระดับครัวเรือน (บำบัดและเก็บน้ำไว้ใช้) คือทางแก้ปัญหาที่ดีสำหรับประชากรกลุ่มขาดโอกาสที่สุดก่อนน้ำประปาจะมาถึง

แต่การจะพบทางแก้ปัญหาแท้จริงนั้นไม่ง่าย ใน ค.ศ. 1999 – 2001 บริษัท P&G™ ซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหลากหลายชนิดได้ร่วมกับ U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ทดลองสร้างที่กรองน้ำราคาถูก ซึ่งดูเป็นตัวเลือกที่ดีไม่ใช่เล่น แต่ผลลัพธ์คือที่กรองอุดตันอย่างรวดเร็วเพราะความขุ่นของน้ำสกปรก และกลุ่มผู้หญิงที่เข้าร่วมการทดสอบก็ระบุว่าวิธีนี้ไม่มีประสิทธิภาพ 

ทีม P&G™ และ CDC จัดกิจกรรมร่วมกันต่อมาอีกหลายครั้ง จนกระทั่งพวกเขาตัดสินใจทำการ Reverse Engineering (ย้อนไปแยกแยะต้นทางอย่างละเอียด) กับระบบบำบัดน้ำของเทศบาล แล้วทำให้สารเคมีเหล่านั้นมาอยู่ในรูปแบบผง 

และนี่คือต้นกำเนิดผงทำสะอาด นวัตกรรมที่แก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงน้ำดื่มปลอดภัยที่ถูกต้อง

P&G™ Purifier of Water ผงที่เปลี่ยนน้ำเสียหลายพันล้านลิตรเป็นน้ำใสดื่มได้

เข้าถึงง่าย ไม่ยาก ไม่แพง

ผงทำน้ำสะอาดนี้เล็กพริกขี้หนูอย่างไร

อย่างแรกคือ นอกจากเป็นผงแล้ว ผลิตภัณฑ์ 1 ซองยังมีขนาดแค่ 4 กรัม (มีคนเปรียบเทียบว่าเล็กเท่าซองซอสมะเขือเทศร้านฟาสต์ฟู้ดเท่านั้น) ความกะทัดรัดนี้ทำให้เข้าถึงพื้นที่ซึ่งเกิดภัยพิบัติหรือพื้นที่ทุรกันดาร อันเป็นพื้นที่สำคัญที่ผู้คนขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดได้ง่าย

อย่างที่สอง ผงอัจฉริยะนี้ช่วยให้น้ำสะอาดได้อย่างสะดวก เรียบง่าย โดยทำงานเหมือนแม่เหล็กที่ดูดฝุ่นและสารพิษออกจากน้ำสกปรก ผลิตภัณฑ์ 1 ซองทำให้น้ำสะอาดได้ถึง 10 ลิตร ภายใน 30 นาที ใช้อุปกรณ์แค่ถังน้ำ ช้อน และผ้าสำหรับกรอง 

ขั้นตอนคือ ฉีกผงทำน้ำสะอาดใส่ถังที่มีน้ำเสียอยู่ คน 5 นาทีจนน้ำใส พักทิ้งไว้ 5 นาที แล้วเอาน้ำนั้นมากรองผ่านผ้าฝ้าย 100 เปอร์เซ็นต์ที่สะอาด รออีก 20 นาทีจนน้ำพร้อมดื่ม แล้วเก็บใส่ภาชนะที่เหมาะสม

อย่างสุดท้าย ผงทำน้ำสะอาดนี้ราคาถูกมาก 1 ซองราคาเพียง 10 เซนต์หรือประมาณ 3 บาทเท่านั้น (เฉลี่ย 1 เซนต์ต่อน้ำ 1 ลิตร) เพราะทางบริษัทขายในราคาทุนหรือ At Cost ช่วยให้คนที่รายได้ไม่สูงสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้

แม้ผงทำน้ำสะอาดนี้จะมีจุดอ่อนอยู่บ้าง เช่น วิธีใช้นั้นจำเป็นต้องมีการฝึกสอน ไม่อย่างนั้นอาจทำผิดได้ แต่ก็พูดได้ว่านี่คือทางแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

P&G™ Purifier of Water ผงที่เปลี่ยนน้ำเสียหลายพันล้านลิตรเป็นน้ำใสดื่มได้
P&G™ Purifier of Water ผงที่เปลี่ยนน้ำเสียหลายพันล้านลิตรเป็นน้ำใสดื่มได้

สะอาดอย่างยั่งยืน

P&G™ นำผงทำน้ำสะอาดนี้ไปอยู่ในส่วนโปรแกรม P&G™ Children’s Safe Drinking Water โดยเปิดโอกาสให้คนนอกบริจาคเงินเพื่อนำผงทำน้ำสะอาดนี้ไปช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย 

เนื่องจากผลิตภัณฑ์นี้ราคาไม่สูง เงินบริจาคเพียง 1 ดอลลาร์ฯ จึงช่วยให้เด็ก 1 คน เข้าถึงน้ำสะอาดได้นานถึง 50 วัน ขณะที่ เงิน 30 ดอลลาร์ฯ ช่วยให้ครอบครัวขนาด 4 คน เข้าถึงน้ำสะอาดตลอดปี 

นอกจากนั้น บริษัทยังเน้นจำหน่ายผงอัจฉริยะนี้ให้องค์กรเพื่อสังคมนานาชาติในราคาต้นทุน Financial Times วิเคราะห์ว่า วิธีการนี้ช่วยให้ผงทำน้ำสะอาดอยู่รอดในตลาด โดยมีเหล่าพาร์ตเนอร์จัดการเรื่องการแจกจ่ายสินค้าให้ฟรี

 ทั้งหมดนี้ช่วยให้งานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาน้ำดื่มชิ้นนี้อยู่ช่วยแก้ปัญหาให้ผู้คนได้ยั่งยืนยาวนาน

P&G™ Purifier of Water ผงที่เปลี่ยนน้ำเสียหลายพันล้านลิตรเป็นน้ำใสดื่มได้
P&G™ Purifier of Water ผงที่เปลี่ยนน้ำเสียหลายพันล้านลิตรเป็นน้ำใสดื่มได้

พลังความสะอาด 

“ฉันมีลูกสี่คนที่มักจะเป็นโรคอุจจาระร่วงเนื่องจากความไม่สะอาดและการดื่มน้ำจากบ่อที่ไม่ได้ทำให้สะอาดเสียก่อน ผงทำน้ำสะอาดนี้ช่วยให้เรามีน้ำสะอาดดื่มกัน” 

ประโยคด้านบนคือเสียงจาก Diarry Yafa คุณแม่วัย 32 ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง Diarry คือหนึ่งในผู้คนมากมายที่ผงทำน้ำสะอาดซองเล็กนี้ช่วยเปลี่ยนชีวิต 

ตั้งแต่ ค.ศ. 2004 งานออกแบบนี้ช่วยเปลี่ยนน้ำเสียเป็นน้ำใสไปแล้วมากกว่า 17 พันล้านลิตร โดยขจัดสิ่งสกปรกและมลพิษ ช่วยให้น้ำสะอาดขนาดเด็กทารกดื่มได้ และกำจัดต้นเหตุโรคอุจจาระร่วง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์

ส่วนในด้านเครือข่าย ตอนนี้ P&G™ ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์มากกว่า 150 ราย นั่นหมายความว่าผลิตภัณฑ์ซองเล็กแต่ผลลัพธ์ทรงพลังนี้ได้ถูกส่งถึงมือเด็กและผู้ใหญ่ที่ต้องการ ปัจจุบัน ผงทำน้ำสะอาดได้รับการแจกจ่ายไปยังมากกว่า 90 ประเทศในทวีปอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย

ใน ค.ศ. 2025 นี้ P&G™ ตั้งเป้าหมายว่าจะช่วยให้น้ำสะอาดได้ครบ 25 พันล้านลิตร

เมื่อมองดูงานออกแบบชิ้นเล็กแต่เปี่ยมประสิทธิภาพและเส้นทางที่มันเดินมา เราเชื่อว่าเป้าหมายของพวกเขาไม่ไกลเกินจริง 

P&G™ Purifier of Water ผงที่เปลี่ยนน้ำเสียหลายพันล้านลิตรเป็นน้ำใสดื่มได้

ข้อมูลอ้างอิง

  • www.wvi.org
  • www.pg.com
  • csdw.org
  • www.ft.com

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load