คอลัมน์ทายาทรุ่นสองตอนนี้ เป็นตอนที่เรารอคอยเป็นพิเศษ 

เพราะสนใจและติดตามความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่นเพื่อความยั่งยืนมาตลอด รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนเสมอยามเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่สวนทางกับคุณภาพชีวิตของคนในอุตสาหกรรมและปัญหาสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลล่าสุดจาก sustainyourstyle.org บอกว่า ในแต่ละปี มีของเสียที่เกิดจากอุตสาหกรรมสิ่งทอทั้งโลกมากถึง 8 หมื่นล้านตันต่อปี

โกรธจนอยากลงนามสนธิสัญญาเลิกซื้อเสื้อผ้าใหม่ตลอดปี 

ก่อนความคิดจะเตลิดไปไกลกว่านี้ เราพบธุรกิจโรงงานปั่นด้ายสัญชาติไทย ที่รับซื้อเศษของเสียจากกระบวนการปลูกฝ้าย ปั่นด้าย ทอ ฟอก ย้อม ของอุตสาหกรรมมานานกว่า 50 ปี มาก่อนที่โลกจะมีคำว่า Sustainable Fashion

จุดเริ่มต้นจากคู่รักที่ทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอเจ้าใหญ่ เห็นโอกาสจากเศษด้ายเล็กๆ ในโรงงาน จึงรับซื้อเศษของเสียทั้งหมดนี้แล้วส่งออกไปต่างประเทศ ทำรายได้ให้ครอบครัวมหาศาล จากซื้อมาขายไป ต่อมาเปิดโรงงานปั่นด้ายรีไซเคิลจากเศษผ้าแล้วส่งต่อกันมาถึง 3 รุ่น 

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

The Cloud พบกับ วัธ-จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสงเจริญแกรนด์ จำกัด หรือ SC GRAND ทายาทรุ่นสามของโรงงานปั่นด้ายที่เชี่ยวชาญการรีไซเคิลเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี พูดคุยกันเรื่องการต่อยอดและโอกาสในธุรกิจสิ่งทอ ที่ใครต่อใครต่างบอกว่าอยู่ในช่วงขาลง วัธใช้เวลาเพียง 2 ปีสร้างแบรนด์ให้ธุรกิจครอบครัว เปลี่ยนจากผู้ผลิตและจำหน่ายด้ายรีไซเคิล เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมแฟชั่นยั่งยืนที่ทั่วโลกกำลังเคลื่อนตาม

ในเวลาสั้นๆ วัธพาธุรกิจของเขาไปเจอตลาดที่พูดจาภาษาเดียวกัน มีแบรนด์แฟชั่นจากต่างประเทศมากมายติดต่อเข้ามา ขอให้ช่วยพัฒนาเส้นด้ายใหม่ๆ 

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ วัธก็เหมือนทายาทธุรกิจทุกคนที่ต้องพิสูจน์ความสามารถของตัวเองมากมาย ไม่ต่างจากเส้นด้ายที่กำลังม้วนตัวเป็นระเบียบตามจังหวะเครื่องปั่น ตามไปฟังเรื่องราวของเขาและ SC GRAND พร้อมกัน

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ธุรกิจ : บริษัท บางปะกอกการฝ้าย จำกัด (พ.ศ. 2508), บริษัท แสงเจริญการฝ้าย จำกัด และ บริษัท อุตสาหกรรมคลองสวนการฝ้าย จำกัด (พ.ศ. 2530) ปัจจุบันควบรวมและเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท แสงเจริญแกรนด์ จำกัด

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2508

อายุ :  55 ปี

ประเภท : โรงงานปั่นด้ายและธุรกิจซื้อมาขายไปของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

ทายาทรุ่นสาม : จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ และ สรรพัชญ์ พจนาวราพันธุ์

ธุรกิจขายเศษผ้า เริ่มจากการขายส่งเป็นก้อนก่อนทอเป็นเส้น

แสงเจริญ เป็นชื่อที่เพื่อนๆ คุณตาตั้งให้ ซึ่งมาจากชื่อจริงคือ สว่าง 

เริ่มต้นจากคุณตามีประสบการณ์ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอขนาดใหญ่มาก่อน ในสมัยนั้น มีการนำเข้าฝ้ายจากต่างประเทศมาทอเป็นผืนก่อนตัดเย็บไปเป็นเสื้อผ้า คุณยายซึ่งช่วยงานอยู่ข้างกายเห็นโอกาสจากเศษเหล่านี้ จึงร่วมกันก่อตั้งโรงงานล้างฝ้ายใน พ.ศ. 2508 รับซื้อเศษทุกอย่างที่เกิดในกระบวนการ เศษฝ้าย เศษด้าย เศษผ้า แล้วมัดเป็นก้อนส่งออกไปขายในต่างประเทศ และมีลูกค้าคือโรงงานรีไซเคิล

“เริ่มจากนำฝ้ายมาผ่านกระบวนการให้สะอาด มีคนมารับซื้อกากไปเพาะเห็ดฟาง ส่วนฝ้ายไปปั่นด้าย หรือไปผสมนุ่นใช้ยัดหมอนและที่นอนเพื่อลดต้นทุน ธุรกิจเราเล็กมากนะ เราเป็นโรงงานรับซื้อของที่เขาไม่ใช้แล้วจากทุกโรงงานเลย แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว ยากขึ้น ต้องมีการประมูลจริงจัง” ชนินทร์ วูวนิช ผู้เป็นลูกชายคนที่ 3 และทายาทรุ่นสอง เล่า 

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ผลจากการวางตำแหน่งทายาทตามบุคลิกของคุณยาย ที่มอบหมายให้แม่ ผู้ชอบเข้าสังคมและใช้ภาษาอังกฤษเก่ง ดูแลงานส่วนนำเข้าและส่งออก มอบหมายให้น้าคนแรกซึ่งเป็นคนขยันชอบเจอลูกค้า ทำหน้าที่ฝ่ายขาย และมอบหมายให้น้าคนที่ 2 ผู้รักสงบ ดูแลการเงินและฝ่ายผลิต จนธุรกิจเติบโต

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ต่อมา ผลประกอบการเศษผ้ามัดก้อนที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คุณยายเห็นโอกาสต่อยอดธุรกิจอีกขั้น จึงส่งลูกชายหรือคุณน้าเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ จนพบว่าปลายทางของเศษผ้าเหล่านี้ ใช้นำไปทำเส้นด้ายใหม่ได้ จึงเป็นที่มาของโรงงานปั่นด้ายในยุคทายาทรุ่นสอง ซึ่งเส้นด้ายเกิดใหม่เหล่านี้เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงงานทำไม้ถูพื้น โรงงานผลิตสายสิญจน์ หรือแม้แต่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“จำได้ว่าขายดีมากๆ พ.ศ. 2528 ถือเป็นยุคทองของอุตสาหกรรมสิ่งทอเลย ใครทำอะไรก็รวยหมด เมื่อก่อนมีโรงงานปั่นด้ายเป็นร้อยโรงงาน เดี๋ยวนี้เหลือไม่ถึงยี่สิบโรงงานแล้ว” นอกจากขายเส้นด้ายรีไซเคิลแล้ว ที่นี่ยังรับซื้อเศษผ้ามาแยกสีก่อนส่งออกไปขายอีกที

ความยากของงานนี้ คือโรงงานไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าวัตถุดิบที่เข้ามาจะเป็นแบบไหน เฉดสีไหน ทั้งหมดต้องใช้ประสบการณ์

“โดยทั่วไปโรงงานปั่นด้ายเจ้าใหญ่จะย้อมด้ายเป็นสีอะไรก็ได้ แต่เราทำไม่ได้ เราต้องเอาผ้าเก่ามาคัดแยกสี ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ไม่มีโรงงานไหนอยากทำ และเราก็ไม่รู้ว่าผ้าจากต้นทางมีส่วนผสมอะไรบ้าง หรือฝ้ายมาจากที่ไหน แบบไหนยาว แบบไหนสั้น เราต้องใช้ประสบการณ์ปรับเครื่องจักรของเรา” ทายาทรุ่นสองเล่า

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ช่องว่างระหว่างทายาท

หลังเรียนจบด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วัธเห็นว่าธุรกิจครอบครัวมีความเสี่ยงสูง แม้สินค้าจะขายดีมาก แต่การพึ่งพาลูกค้าเพียงไม่กี่เจ้า ไม่มีทีมขาย มีเพียงน้าชายคนเดียวที่ดูแลด้านนี้ และไม่มีระบบเป็นเรื่องที่ควรแก้ไข ความยากที่ทายาททุกคนเจอคือ ช่องว่างระหว่างวัย

ทำไมต้องเปลี่ยน ทำไมต้องเสียเงินทำระบบแพงๆ ทำไมต้องพัฒนาสินค้า ทำไมต้องโฆษณา ทำไมต้องทำแบรนด์ สำหรับวัธตอนนั้นเป็นคำถามที่ยากจะตอบในเวลาสั้นๆ

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี
ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“ใครๆ ก็รู้ว่า การจะทำให้ผู้ใหญ่รับฟังความเห็นจากเราที่เพิ่งเรียนจบเป็นเรื่องยากมาก สิบปีก่อนเราบอกครอบครัวว่า อนาคตธุรกิจเราจะลำบากหากไม่เปลี่ยน เพราะลูกค้ารายใหญ่ของเรามีสัดส่วนเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนการผลิตทั้งหมด จนวันหนึ่งที่ลูกค้าเจ้านั้นหันไปสั่งสินค้าจากที่อื่นมาขายแข่งกับเรา” วัธเล่าบรรยากาศทำงานกับครอบครัวในช่วงแรก ซึ่งอาศัยการค่อยๆ ซึมเข้าไป เช่น เดิมสินค้าของบริษัทมีเพียง 2 สี คือสีขาวและสีครีม วัธก็เสนอว่า สีเทากำลังเป็นที่ต้องการในตลาด แต่เมื่อไม่มีใครเชื่อ เขาจึงพิสูจน์ด้วยการนำเข้ามาทำตลาดด้วยตัวเอง ก่อนที่โรงงานจะยอมผลิตในเวลาต่อมา

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

หรือไปเริ่มใหม่ง่ายกว่า?

แทนที่จะเข้ามาทำงานเต็มตัวอย่างที่ตั้งใจ วัธตัดสินใจช่วยงานครอบครัวอยู่ห่างๆ พร้อมกับเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง

“สมัยนั้น ยอมรับว่าคิดทำธุรกิจจากที่เห็นว่าใครทำแล้วดี เราก็ลงทุนทำบ้าง อะไรฮิต อะไรเพื่อนว่าดี เราก็กระโดดลงไป เช่น ธุรกิจแรก ผมหุ้นกับเพื่อนห้าหกคนขายเสื้อผ้าที่สวนลุมไนท์บาซาร์ ธุรกิจที่สอง ทำรองเท้าแบรนด์ Mango Mojito โดยเริ่มจากร้านรองเท้าเล็กๆ จนเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าได้ตั้งแต่หกเดือนแรก แล้วเปิดร้านตัวเองที่สยาม ธุรกิจที่สาม ลงทุนร่วมกับเพื่อนชาวต่างชาติทำระบบติดตามในรถยนต์ เพื่อช่วยค้นหาหากรถถูกโจรกรรมหรือเกิดอุบัติเหตุ และมีช่วงหนึ่งเรียนรู้เรื่องการซื้อขายหลักทรัพย์ มีทั้งสำเร็จและล้มเหลว หากย้อนเวลากลับไปได้คงไม่ทำอย่างนั้น คงจะคิดก่อนว่าธุรกิจที่มีหรือสิ่งที่มีในมือเราทำได้ดีแล้วหรือยัง มีทรัพยากรเพียงพอไหม ทีมพร้อมไหม เวลามีพอแค่ไหน ตอนนั้นคิดแค่ว่าเราทำได้ก็ทำดู” วัธเล่าย้อนบทเรียนจากธุรกิจที่ผ่านมา

มีครั้งหนึ่ง วัธเล่าว่าเขาทำธุรกิจไม้ถูพื้นแบรนด์ SUPERCAT เพียงเพื่ออยากพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่า เขาทำให้เส้นด้ายในโรงงานเข้าไปขายอยู่ในห้างค้าปลีกเจ้าใหญ่ได้ 

คำตอบเดียวของวัธในตอนนั้น คือเขาจะทำไม้ถูพื้นราคาถูกที่สุดในตลาด ไม้ถูพื้นที่ทำจากเส้นด้ายรีไซเคิลในโรงงาน

“มารู้ตอนนี้ว่าการคิดแบบนั้นอันตรายมาก เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าตัวเองใหญ่สุดหรือถูกสุด เมื่อนั้นธุรกิจกำลังอยู่ในอันตราย เราไม่ได้วางแผนการเงินในระยะยาว เราแค่คิดจะตีตลาดตอนนี้ บทเรียนครั้งนั้นสอนว่า ต้องคิดรอบคอบ มองระยะยาว ศึกษาคู่แข่ง มองภาพใหญ่ มองข้อดี-ข้อเสีย รู้จักหาทางเลือกให้มากกว่านี้ ยังดีที่ตอนนี้ไม่ได้ขาดทุนแล้วนะ เพียงแต่ยังไม่คืนทุน” วัธเล่า

ใครที่เคยคิดว่าออกไปเริ่มต้นธุรกิจตัวเองง่ายกว่ารับช่วงต่อที่บ้าน คงต้องคิดดูใหม่

สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่าถ้ามีแค่เงินแล้วทำธุรกิจได้ คนอื่นก็ทำได้เช่นกัน

คนที่ไว้ใจสุดท้ายร้ายที่สุด

จุดเปลี่ยนที่กลับมารับช่วงต่อธุรกิจเต็มตัว คือปัญหาจากคนที่ครอบครัวเคยไว้ใจที่สุด

“เขาเป็นมือขวาคุณยาย ทำงานมามากกว่ายี่สิบห้าปี รู้ทุกอย่างในบริษัท ก่อนหน้านี้ยังเคยแอบคิดว่า ถ้าเขาทำอะไรขึ้นมา บริษัทได้รับผลกระทบหนักแน่ แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ”

หลังจากเหตุการณ์นั้น ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี เป็นช่วงขาลงของอุตสาหกรรมสิ่งทอ วัธตัดสินใจเริ่มต้นใหม่ เขาศึกษาทุกเรื่องของวงการผ้า โดยลงเรียนลัดด้วยการเดินทางเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและงานสัมมนาใหญ่ในต่างประเทศ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ สำหรับธุรกิจใน 10 ปีข้างหน้า จากเทรนด์และแนวโน้มของอุตสาหกรรม หาวิธีปรับตัวเพื่อรักษาจุดแข็งของธุรกิจ นั่นคือความเชี่ยวชาญในการรีไซเคิลเศษผ้าจากอุตสาหกรรมสิ่งทอที่มีมายาวนาน 50 ปี

ทบทวนคุณค่าที่ธุรกิจเรานี้จะมีต่อโลก

โชคดีที่วัธไม่ถอดใจขายโรงงานไปทำธุรกิจด้านไฟแนนซ์อย่างที่คิด และการตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้ทายาทรุ่นสามของ SC GRAND พบโอกาสต่อยอดมากมาย

“ช่วงที่ผ่านมา โลกกำลังสนใจเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Fashion) ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับที่มาที่ไป และสนใจว่าตัวเขาได้มีส่วนช่วยโลกเท่าไหร่ ธุรกิจของเรามีองค์ความรู้เรื่องรีไซเคิลและดำเนินการอยู่ในแนวทางนี้มาตลอด เส้นด้ายของเราทำจากผ้าเก่าไม่เคยผ่านการย้อมสี เสื้อผ้าเก่าสีอะไรก็ทำด้ายสีนั้น” วัธเล่าเหตุผลข้อแรก

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี
ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

สอง วัธเห็นว่าบริษัทใหญ่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเองก็ทำและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

“ช่วงที่เริ่มทำเว็บไซต์ใหม่ มีคนติดต่อเข้ามาทั้งที่เรายังไม่ได้ทำโฆษณาใดๆ โดยลูกค้าเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลกทั้งจากญี่ปุ่นและสวีเดน ซึ่งติดต่อผ่านตัวแทน ขอให้ทำเราลองทำเส้นด้ายจากเศษผ้าหรือเสื้อผ้าที่ไม่ผ่าน QC ในโรงงานเขา” วัธตัดสินใจตั้งทีมสำหรับแผนกใหม่ พร้อมขอเวลาพิสูจน์ตัวเอง 3 ปี

แทนที่จะผลิตเส้นด้ายรีไซเคิลขายลูกค้าซึ่งเป็นโรงงานทอผ้าในตลาดเดิม ที่นับวันก็ยิ่งยากจะเข้าใจว่า ทำไมเส้นด้ายรีไซเคิลมีราคาสูงกว่าหรือมีคุณภาพดีกว่า ทั้งๆ ที่ควบคุมสีของเส้นด้ายได้ยาก 

SC GRAND จัดตั้งแผนกที่ทำงานกับร่วมกับแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี
ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“เราทำตัวอย่างงานที่ทำร่วมกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำขึ้นมา เช่น กางเกงยีนส์จากเส้นด้ายของเรา เพื่อบอกว่า SC GRAND ไม่ได้กำลังขายเส้นด้ายนะ แต่ขายวัตถุดิบรีไซเคิลไม่ว่าจะเป็นเส้นด้ายหรือผ้า และสินค้ารีไซเคิลขายได้ เป็นที่ยอมรับของลูกค้าและตลาด” นอกจากขายวัตถุดิบที่ผลิตตามความต้องการลูกค้าแบรนด์แล้ว ยังรับจ้างผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปด้วย

สุดท้ายเมื่อตลาดเข้าใจ ผู้บริโภคเข้าใจ ก็จะเรียกร้องกลับไปที่ร้านขายผ้าเอง

สาม วัธเห็นโอกาสจากทำเลที่ตั้งโรงงาน ซึ่งอยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางของโรงงานสิ่งทอในภูมิภาค สามารถรับของเสียจากโรงงานสิ่งทอทั้งในเมียนมา ลาว และกัมพูชา

หมดยุคที่จะผลิตเพื่อขายให้ได้กำไรเยอะๆ อีกต่อไป

สินค้าและบริการของ SC GRAND ในมือทายาทรุ่นสาม เปลี่ยนไปจากเดิมที่ขายเพียงเส้นด้ายรีไซเคิล

หนึ่ง ทำเรื่องระบบหมุนเวียน เปลี่ยนขยะให้เป็นของมีมูลค่า

สอง ขายเส้นด้ายสั่งผลิต (Made to Order) ตามความต้องการของลูกค้า

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี
ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“หมดยุคที่จะผลิตเพื่อขายให้ได้กำไรเยอะๆ อีกต่อไป ลูกค้าสั่งได้ว่าอยากได้สีไหน มีรีไซเคิลโพลีเอสเตอร์ผสมเท่าไหร่ รีไซเคิลคอตตอนกี่เปอร์เซ็นต์ หรือผสมเส้นด้ายรีไซเคิลจากเสื้อเก่าของแบรนด์เท่าไหร่ ตอนนี้เริ่มทำแล้วกับแบรนด์แฟชั่นจากต่างประเทศ”

สาม ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ใช้วัตถุดิบรีไซเคิลจากโรงงาน SC GRAND

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“เรื่องการผลิตเสื้อผ้าเราใช้วิธีหาผู้ผลิต เพราะอยากทำและทุ่มเทให้สิ่งที่เราถนัด อย่างการเปลี่ยนและเพิ่มมูลค่าให้ของเสียจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ

“เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าบริษัทต้องทำกำไรตั้งแต่วันแรกๆ เรายอมลงทุนกับ R&D ก่อน ยอมทดลองทำจำนวนน้อยก่อน ไม่ว่าจะเอา Waste มาแบบไหน เรายินดีเปลี่ยนให้เป็นเส้นใยเพื่อใช้งานต่อได้ตามคุณภาพที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งถ้าเป็นที่อื่นเขาคงไม่ทำ เช่น โรงงานรีไซเคิลยีนส์ส่งอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือรีไซเคิลเพื่อทำไม้ถูพื้นก็จะทำเนื้อแบบเดียว หรือไม่ก็รีไซเคิลเพื่อส่งออกอย่างเดียว แต่เราทำทุกอย่างครบวงจร อย่างมีระบบ ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร และติดตามงานทุกกระบวนการ เป็นเหตุผลที่หลายๆ บริษัทอยากทำงานกับเรา เพราะเราเข้าใจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการรีไซเคิล” วัธเล่าหลักการทำงาน ซึ่งมาจากคำสอนของคุณยาย ที่บอกเสมอว่าให้ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หมั่นศึกษาหาความรู้ ขยัน อดทน และกตัญญู

สิ่งที่วัธทำและพิสูจน์ เปลี่ยนท่าทีหรือบรรยากาศธุรกิจครอบครัวอย่างไร เราถาม

“ในอดีต ธุรกิจนี้ในมือของแม่และน้าๆ ก็เคยซื้อขายกับโรงงานในญี่ปุ่น แต่พวกเขาไม่เคยมีโอกาสเข้าไปเดินในโรงงานที่ญี่ปุ่นเลย ขณะที่ผมกับน้องชายได้เข้าไปดูงานทุกส่วน เมื่อก่อนลูกค้าไม่เคยมองเราด้วยซ้ำ เพราะคุยกันคนละภาษา ไม่ได้หมายถึงภาษาญี่ปุ่นหรือไทยนะ แต่หมายถึงความเข้าใจที่มีต่องาน นั่นทำให้เขาไม่เคยมีโอกาสตีกอล์ฟหรือสังสรรค์กับคู่ค้า ขณะที่เราทำได้” วัธเล่า

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ถ้ารุ่นแรกคือบุกเบิก รุ่นสองคือสานต่อ ทายาทรุ่นสามของ SC GRAND อยากให้คนจดจำธุรกิจนี้อย่างไร เราถาม

“เอาความเชี่ยวชาญที่มีมาปรับใช้ให้เข้ากับปัจจุบัน” วัธตอบในทันที

“สานต่อเป็นสิ่งที่ทายาทควรทำ แต่ก็ไม่เสมอไปนะ ถ้าประเมินธุรกิจแล้วไม่พบโอกาสจริงๆ ก็ไม่ควรดื้อสานต่อ สำคัญคือต้องไม่ลืมว่าคุณได้เปรียบกว่าคนอื่นเยอะมาก คุณมีรากฐานที่ดี ธุรกิจก็ไปได้ สิ่งที่ท้าทายคือ การสร้างให้ธุรกิจนี้ยิ่งใหญ่และมั่นคงมากกว่าที่ยายกับแม่เคยสร้างมา” วัธทิ้งท้าย

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เฮงง่วงเฮียงบ้านไผ่ จำกัด 

ประเภทธุรกิจ : แปรรูปเนื้อสัตว์

ปีที่ก่อตั้งเฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) : พ.ศ. 2499

ผู้ก่อตั้ง : อากงเลี่ยงเฮง  

ทายาทรุ่นสอง : คุณอาภรณ์ ลิ้มธีระกุล

ทายาทรุ่นสาม : คุณชัญญา อังวราวงศ์

บ้านเฮง ร้านอาหารเช้าที่ขยายเวลาเปิดเพื่อชาวตื่นสาย และมีกุนเชียงเป็นตัวเอกของเรื่อง เพราะกุนเชียงที่ว่าไม่ใช่กุนเชียงธรรมดา แต่คือ ‘กุนเชียงบ้านไผ่’ ที่โด่งดังระดับประเทศมากว่า 70 ปี แต่ตำนานไม่อาจอยู่ได้ตลอดไป หากไม่ปรับตัวและทำความเข้าใจกับตลาดสมัยใหม่ คุณฝน-ชัญญา อังวราวงศ์ จึงรับไม้ต่อจาก คุณแม่อาภรณ์ ลิ้มธีระกุล เพื่อสานต่อกิจการอันภาคภูมิใจของครอบครัว เพื่อให้ไปต่อได้ในวันที่คลื่นลูกใหม่มากมายกำลังโถมเข้ามาสู่เมืองขอนแก่น

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองวันนี้ ชวนมาเรียนรู้เรื่องราวธุรกิจครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนของทายาทรุ่นที่ 3 ที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำ สร้างความแตกต่าง รวมถึงแนวคิดการพัฒนาร้านบ้านเฮงเพื่อพาคนในชุมชนและแขกของเมืองขอนแก่นไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งสอนให้รู้ว่าการสานต่อธุรกิจไม่ได้มีแค่การต่อยอดจากสินค้าเดิมเท่านั้น

เฮงง่วนเฮียง(ตราตึก) ต้นตำรับกุนเชียงบ้านไผ่

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

กิจการบ้านเฮงชื่อเดิมคือ เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ก่อตั้งโดย อากงเลี่ยงเฮง เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองของแก่นมาเกือบ 70 ปี ดั้งเดิมมาจากบ้านไผ่ ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ขึ้นไป ต้องเคยได้ยินแน่นอนว่ากุนเชียงบ้านไผ่ของขอนแก่นมีชื่อเสียงระดับประเทศ จนทำให้สมัยก่อนกุนเชียงโซนเยาวราชที่โด่งดังเรื่องอาหารจีนก็จะมาซื้อของจากที่นี่ แล้วเอาไปขายต่อ ปัจจุบันลดลงเพราะพอขายดีหลายเจ้าก็เข้ามาผลิตเอง 

คุณฝนเล่าว่า เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ไม่ใช่กุนเชียงบ้านไผ่เจ้าแรก บ้านไผ่จะมีเจ้าดั้งเดิม 2 เจ้า คือพี่สาวของอากง กับอากงเลี่ยงเฮง พี่สาวอากงบอกให้อากงมาอยู่เมืองไทย แล้วก็มาทำอยู่ในเมืองเดียวกัน ทั้งสองแบรนด์เป็นคนละสูตรและมีปรัชญาในการทำธุรกิจไม่เหมือนกัน ฉะนั้น สไตล์หรือว่าสูตรอาหารจึงไม่เหมือนกันเลย 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

“เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” คือปรัชญาธุรกิจของอากงในมุมมองของคุณฝน ซึ่งคำว่าเสียหน้าไม่ได้นั้นมีความหมายว่าต้นทุนเท่าไหร่เท่ากัน แต่ถ้าลูกค้าบอกว่าไม่อร่อย กินแล้วรู้สึกว่าสินค้าไม่ดีนั้นไม่ได้ กุนเชียงที่ร้านจะมีจุดเด่นที่เด่นมาตั้งแต่สมัย 70 ปีที่แล้ว คือกุนเชียงจะไม่มีกลิ่นอับ 

คุณฝนเล่าต่อถึงประวัติของการทำกุนเชียง กุนเชียงเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ใช้เศษหมูที่เหลือจากการทำอย่างอื่น เอาไปบดแล้วนำมาทำเป็นกุนเชียง แปลว่าหลังจากทำอย่างอื่นมาทั้งวัน เหลือหมูอะไรก็เอามาทำเป็นกุนเชียง เอามาบด บด ๆ ผสมกับมันหมู แล้วเอามาทำกุนเชียง 

“อะไรก็ตามที่อยู่นอกตู้เย็นนาน ๆ กลิ่นมันจะไม่สดใหม่ ฉะนั้น กุนเชียงบางแบรนด์เขาจะใส่เครื่องเทศเข้าไปเยอะ ๆ เพื่อดับกลิ่นอับ แต่ของเราจะยังได้กลิ่นอยู่ กุนเชียงบางยี่ห้อกลิ่นมันจะหืน ๆ อับ ๆ แล้วก็จะมีกลิ่นเครื่องเทศตีกัน” เราพอจะนึกออกถึงกุนเชียงที่เคยลิ้มลอง ซึ่งบางครั้งก็ได้กลิ่นตามที่คุณฝนอธิบาย 

“แต่ว่าอากงไม่ได้ทำแบบนั้นด้วยปรัชญาของแก ไม่ใช่ปรัชญาหรอก แกเป็นคนแบบนั้น” คนนั้นแบบนั้นก็คืออากงท่านจะใช้หมูสดจากโรงชำแหละที่ส่งมาตอนตี 3 – 4 ทำกุนเชียงตอน 7 โมงเช้า เรียกได้ว่าทำกันแบบสด ๆ ไม่ใช้เศษหมูจากที่ไหนทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นเศษหมูจะควบคุมยากและมักมีกลิ่น กุนเชียงเฮงง่วนเฮียงจึงควบคุมปริมาณมันได้ค่อนข้างแน่นอน 

“อาหารถ้าใช้วัตถุดิบดีก็อร่อยไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือเป็นฝีมือ” คุณฝนสรุปเคล็ดลับการทำอาหารของอากง

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ก่อนจะเป็นบ้านเฮง

การสร้างมุมมองที่ดีต่อลูกค้า คือปัจจัยแรกของการเริ่มทำธุรกิจ สิ่งที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นนอกจากดีเอ็นเอแล้ว ก็คือความคิดของแต่ละเจนเนอเรชันที่มีต่อลูกค้า

ของแบรนด์บ้านเฮงก็ยังเป็นมุมมองเดียวกันด้วย

“คุณแม่กับอากงเป็นคนพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบเหมือนกันเลย ตัวเองทำกินอย่างไร ลูกค้าต้องได้กินอย่างนั้น เราไม่อยากกินสารกันบูด เราไม่อยากกินผงชูรส ลูกค้าก็ได้กินแบบที่เรากิน ก็คือไม่ใส่” 

เป้าหมายของทั้งสามรุ่นคือความจริงใจต่อลูกค้า จนเกิดคำถามว่า คุณฝนมองลูกค้าเหมือนคนในครอบครัวแบบที่หลาย ๆ แบรนด์ใช้ข้อคิดนี้เป็นคำโฆษณาหรือไม่

“ลูกค้าไม่ใช่คนในครอบครัว แต่ไม่ว่าลูกค้าเป็นใครก็ตาม มาตรฐานของที่บ้านก็คือ เอาสิ่งที่ดีให้แขกเสมอ” ทายาทกิจการอาหารเอ่ยตรงไปตรงมา เธอคือผู้เสียสละความฝันในการเรียนต่อเพื่อมาทำแบรนด์บ้านเฮงให้เกิดขึ้น

“ตอนแรกเราโชคดีที่ได้ทุนนักกีฬามหาวิทยาลัยของ University of Illinois Chicago เราจบด้านจิตวิทยา ตอนเรียนใกล้จบเลือกมหาวิทยาลัยแล้ว แล้วก็เลือกโปรแกรมแล้วว่าจะไปเรียนต่อหมอจิตวิทยา แต่ว่ามี Deep Conversation กับคุณแม่ในช่วงที่กลับเมืองไทยก่อนจะกลับไปเรียนต่อ คุณแม่อายุ 60 ปีพอดี แกบอกว่ากลับมาอยู่กับแกเถอะ เพราะว่าแกน่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 15 – 20 ปี กลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วจะทำอะไรก็ทำ” 

บทสนทนาในวันนั้นทำให้ว่าที่จิตแพทย์ผันตัวกลับมาจับงานด้านธุรกิจของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกดดันของคนรุ่นเก่า และความเสี่ยงของการจะรีแบรนด์ให้คนจำแบรนด์เก่าได้ พร้อมสร้างฐานลูกค้าแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ ‘บ้านเฮง’ ให้คนจดจำ ถือว่าเป็นงานที่ยากมากพอสมควร

“พอกลับมาเห็นกิจการที่บ้าน เรารู้สึกได้เลยว่ากิจการที่บ้านกำลังจะแย่ พี่น้องคนอื่นไม่มีใครถนัดในการที่จะมาแทนคุณแม่ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด เพราะเขาถนัดด้านอื่นกัน” 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

พลิกโฉมตึกเก่าให้กลายเป็นบ้านที่เฮง เฮง เฮง

เดิมเป็นแบรนด์ที่บ้านไผ่ ห่างจากตัวเมืองไปสัก 30 – 40 กิโลเมตร คุณแม่เห็นโอกาสการทำธุรกิจจึงขออากงมาเปิดสาขาใหม่และผลิตเองที่อำเภอเมืองขอนแก่น ด้วยความที่สมัยนั้นคุณแม่เป็นคนหัวทันสมัย เลยมาซื้อที่ตรงกลางเมือง แล้วเปิดกิจการขายของฝากของตัวเองได้สำเร็จ 

30 กว่าปีผ่านไป ก็กลับมารีโนเวตครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง 

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“การรีโนเวตรอบล่าสุดเรามีความเข้าใจมากขึ้น มีความรู้เรื่องตลาดมากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นชัดว่าเราคือใคร มีจุดเด่นด้านอะไรในตลาด เรามีสิ่งที่คุณต้องการ ฉะนั้น เราก็จะขยี้เรื่องนี้ ร้านก็เลยจะออกมาค่อนข้างอิงตัวตนของแบรนด์” การทำร้านใหม่แบบยกแผง รวมถึงการเปลี่ยนชื่อนั้นต้องทำให้ลูกค้าเก่ายังจำอัตลักษณ์แบรนด์ได้ และต้องดึงดูดใจลูกค้าใหม่ ๆ สุดท้ายเลยจบที่การออกแบบตึกใหม่ ให้สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์บ้านเฮง เป็นเหมือนห้องรับแขกของคนเมืองขอนแก่น ณ สถานที่เดิมที่คุณแม่เริ่มไว้

“บ้านเฮงไม่ได้สร้างตึกก่อนนะ เกิดจากการทำรีเสิร์ช เราคือใคร กลับไปถามลูกค้าว่าเขาเข้าใจว่าเราเป็นใคร” คำถามสั้น ๆ ตอบยาก แต่บ้านเฮงตอบได้

“เราเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในภาคอีสาน สถาปนิกที่ออกแบบที่นี่ไม่ใช่สถาปนิกที่ออกแบบร้านอาหาร ร้านค้า แต่เป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้าน” สัมผัสแรกของการไปเหยียบร้านบ้านเฮงจึงเป็นความรู้สึกของบ้านคนไทยเชื้อสายจีน แต่ก็แอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายอีสานที่ไม่ใช่ความลำบากแร้นแค้น หากแต่คือความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารแบบที่คนกรุงคาดไม่ถึง ในร้านเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างถูกต้อง มีการการันตี และที่สำคัญคือน่ารับประทาน เป็นของฝากที่จะทำให้คนซื้อไม่ต้องอายใครเมื่อมาขอนแก่น

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราดูแลลูกค้าโดยมองว่าเขาคือคนที่มาเยี่ยมบ้านเรา บ้านเฮงมีน้ำชาให้ฟรีตลอดเพราะเป็นวัฒนธรรมคนจีน มาบ้านต้องมีน้ำชาให้ดื่ม” ผู้คนในไทยถูกหล่อหลอมวัฒนธรรมจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่ สังคมไทยนั้นผสมไปด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา แต่รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารของลูกค้าอย่างเรา ๆ ซึ่งบ่งบอกว่าเราคือแขกของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างแท้จริง

“คอนเซ็ปต์ในการออกแบบบ้านกับชื่อคือ บ้านเฮง บ้านนี้เป็นบ้านของเรา เราจะเปิดต้อนรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแขกเราเอง แขกของเพื่อน หรือว่าแขกที่มาเยี่ยมเมืองขอนแก่น เรารับทุกคน แล้วจะบริการสิ่งที่มีคุณภาพดี ให้กินดี อยู่ดี สบายใจ” มีคำกล่าวว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถ้าเราเริ่มวันด้วยอาหารที่อร่อยแล้ว วันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีสำหรับทุกคน

บ้านเฮงไม่ได้เติบโตเพราะโชคช่วย

“เราเป็นคน All or Nothing ก็คือร้อยเปอร์เซ็นหรือศูนย์เปอร์เซ็น ถ้าไม่ดี เราไม่ทำ” ความตั้งใจแน่วแน่และความพยายามอาจเป็นที่มาในความเฮงของคุณฝนก็เป็นได้

บ้านเฮงแปลว่า บ้านที่อยู่แล้วโชคดี แต่ร้านนี้เกิดขึ้นได้จากน้ำพักน้ำแรงของคนในครอบครัวที่ส่งต่อมาจากรุ่นอากงจนถึงคุณฝน ไม่ได้มีโชคช่วยแต่อย่างใด แน่นอนว่าการบริหารงานของคุณฝนนั้นแตกต่างจากคุณแม่ และคุณแม่ก็มีแผนที่แตกต่างจากอากง ทุกเจนเนอเรชันล้วนมีแรงบันดาลใจและความเป็นตัวตนภายในที่แตกต่างกัน 

ความยากอย่างหนึ่งของการรับไม้ต่อ คือการทำอย่างไรให้คนเก่าแก่ทั้งระดับผู้บริหารและพนักงาน ยอมรับและทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าไปบริหารได้อย่างไม่มีปัญหา เคล็ดลับของคุณฝนมีทั้งหมด 4 ข้อ

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“สิ่งแรกคือช่วงระหว่างวัย 18 – 24 ปี เราหายไปเพราะอยู่ที่อเมริกา แล้วคนที่จากไปกับคนที่กลับมามันชัดมากว่าคนละคนกัน เลยทำให้เขาตกใจ ถ้าเขาเห็นเราทุกวัน มันยากมากที่จะยอมรับว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ด้วยความที่เราหายไป 6 ปี แล้วความคิดไม่เหมือนเดิม กลายเป็นคนละคนอย่างชัดเจน เขาก็เลยปฏิบัติต่อเราอย่างจริงจังมากขึ้น” นั่นคือข้อแรก 

“สอง คือ ต้องเป็นคนพูดจริงทำจริง ไม่กลัวลำบาก เพราะคนรุ่นเก่าเขาจะไม่ชอบคนที่ตื่นสาย การตื่นสายก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน แต่มันไม่ได้ใจคนรุ่นเก่าตั้งแต่แรก แล้วจะทำงานลำบาก ก็แค่ตื่นเช้าหน่อยแล้วทำให้เขาเห็น ประสบความสำเร็จหรือเปล่าไม่รูู้ แต่เราโคตรพยายาม ดึกก็ทำ เช้าก็ทำ” ซึ่งสิ่งนี้เป็นข้อถกเถียงเป็นอย่างมากระหว่างคนต่างเจนเนอเรชัน

“สาม ทำให้เห็นทั้งลับหลังและต่อหน้า ต้องทำให้เขาเห็น เราเคยทำงานทั้งวันแต่แม่บ่นเพราะแม่ไม่รู้ว่าเราทำงาน เปลี่ยนใหม่ เราย้ายโต๊ะทำงานไปทำงานข้างห้องแม่ ให้แกเห็นว่าเรานั่งทำงาน คือใช้ชีวิตเหมือนเดิมให้แกเห็น ทำดีก็ต้องทำดีให้เขารู้ด้วยว่าเราทำ” นี่คือการแก้ปัญหาที่แก้ยากระดับพอ ๆ กับน้ำท่วม เชื่อว่าGen Y-Z หลายคนต้องเคยประสบกับปัญหานี้อย่างแน่นอน

“สี่ อย่าไปเก๊กกับผู้ใหญ่ แล้วเล่าให้เขาฟังทั้งอันที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว อัปเดตเหมือนเขาเป็นสมุดบันทึก อันไหนที่เราผิดก็ยอมรับไปเลย แต่เราต้องบอกเขาว่าได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาด เขาถึงจะรู้สึกว่ามันคุ้ม เพราะตอนที่เราพลาด เราได้ประสบการณ์จริง ผู้ใหญ่รุ่นใหญ่ ๆ เขาจะแพ้ผลงานกับความพยายาม” นี่คือหลักที่คุณฝนนำมาใช้จริงกับการทำงานกับคนรุ่นเก่าที่ไม่ง่าย ต้องอาศัยทั้งความพยามยามจนพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถนำองค์กรได้

ไม่ว่าใครก็ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราเป็นคนที่ต้องมั่นใจว่าคนในครอบครัวของเรา หรือคนในการดูแลของเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็เลยสามารถขึ้นมาอยู่ตำแหน่งที่สูงที่สุดของบริษัทได้ ใครมาเป็นลูกน้องเรา เราอยากให้เขามีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี” คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้มีผู้นำที่ใส่คุณภาพชีวิตของเรา สิ่งนี้จะทำให้ความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้น แล้วกิจการก็จะเติบโตมากขึ้นตาม หากมีพนักงานที่ตั้งใจบริการออกมาจากความรักในงาน เพราะงานนั้นส่งเสริมชีวิตของเขา 

“การที่เราเลือกจะสร้างบ้านเฮงขึ้นมาให้เป็นร้านอาหาร และเป็นอาหารเช้าอีกต่างหาก มี 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือตอนทำตอนรีเสิร์ช เราเห็นลูกค้าบริโภคสินค้าประเภทของเราตอนเช้าเป็นหลัก กินตอนเช้า กินกับข้าวต้ม 

“อีกอย่างหนึ่งนอกจากเราได้รู้ว่าเขาบริโภคของเราตอนไหน ขอนแก่นยังไม่มีร้านอาหารเช้าที่ให้คุณภาพชีวิตกับคนเมือง เราต้องการให้ร้านบ้านเฮงเพิ่มภาพชีวิตให้กับคนในขอนแก่น ทั้งเขามากินเองและพาคนอื่นมารับรอง มันถือเป็นคุณภาพชีวิตนะ ซึ่งในการบริหารแบรนด์เราใช้แค่เรื่องนี้เลย ต้องทำอย่างไรให้เพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่มสิ่งดี ๆ เข้ามาในเมืองนี้ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนที่นี่”

คุณภาพชีวิต ไม่ได้หมายถึงการมีเงินอย่างเดียวเท่านั้น แม้เงินจะเป็นปัจจัยใหญ่ของชีวิต แต่มันคือการดำรงชีวิตของมนุษย์ในระดับที่เหมาะสมตามความจำเป็นพื้นฐานในสังคมหนึ่ง อย่างน้อยก็น่าจะมีอาหารที่ดีให้เลือกสรรอย่างเพียงพอ มีสุขภาพกายและจิตใจดี รวมทั้งได้รับการบริการพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อาหารที่ดีก็จะเป็นสิ่งแรกที่เป็นพลังในการสร้างคนในสังคมขึ้นมา เพื่อประกอบการดำรงชีพอย่างยุติธรรม

“สุดท้ายเรากลับมาถามตัวเองว่าทำไมต้องใช้ของดี ถ้าใช้ของไม่ดีก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่อื่น ไม่ได้พัฒนาอะไรให้คนที่นี่ แล้วเราก็ไม่อยากกินด้วย”

จากการสัมภาษณ์ของคุณฝน จะเห็นได้ว่าเธอมีแนวคิดคล้ายกันกับอากง คือมีความหวังดีต่อลูกค้า ไม่ใช่การเสียหน้าไม่ได้ แต่คือความเชื่อมั่นว่าวัตถุดิบที่ดีจะนำไปสู่อาหารที่ดี และอาหารการกินที่ดีก็จะส่งผลให้คนในสังคมมีชีวิตที่ดีมากขึ้น สุขภาพดีมากขึ้น คุณภาพชีวิตดีมากขึ้น

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load