คอลัมน์ทายาทรุ่นสองตอนนี้ เป็นตอนที่เรารอคอยเป็นพิเศษ 

เพราะสนใจและติดตามความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่นเพื่อความยั่งยืนมาตลอด รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนเสมอยามเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่สวนทางกับคุณภาพชีวิตของคนในอุตสาหกรรมและปัญหาสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลล่าสุดจาก sustainyourstyle.org บอกว่า ในแต่ละปี มีของเสียที่เกิดจากอุตสาหกรรมสิ่งทอทั้งโลกมากถึง 8 หมื่นล้านตันต่อปี

โกรธจนอยากลงนามสนธิสัญญาเลิกซื้อเสื้อผ้าใหม่ตลอดปี 

ก่อนความคิดจะเตลิดไปไกลกว่านี้ เราพบธุรกิจโรงงานปั่นด้ายสัญชาติไทย ที่รับซื้อเศษของเสียจากกระบวนการปลูกฝ้าย ปั่นด้าย ทอ ฟอก ย้อม ของอุตสาหกรรมมานานกว่า 50 ปี มาก่อนที่โลกจะมีคำว่า Sustainable Fashion

จุดเริ่มต้นจากคู่รักที่ทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอเจ้าใหญ่ เห็นโอกาสจากเศษด้ายเล็กๆ ในโรงงาน จึงรับซื้อเศษของเสียทั้งหมดนี้แล้วส่งออกไปต่างประเทศ ทำรายได้ให้ครอบครัวมหาศาล จากซื้อมาขายไป ต่อมาเปิดโรงงานปั่นด้ายรีไซเคิลจากเศษผ้าแล้วส่งต่อกันมาถึง 3 รุ่น 

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

The Cloud พบกับ วัธ-จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสงเจริญแกรนด์ จำกัด หรือ SC GRAND ทายาทรุ่นสามของโรงงานปั่นด้ายที่เชี่ยวชาญการรีไซเคิลเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี พูดคุยกันเรื่องการต่อยอดและโอกาสในธุรกิจสิ่งทอ ที่ใครต่อใครต่างบอกว่าอยู่ในช่วงขาลง วัธใช้เวลาเพียง 2 ปีสร้างแบรนด์ให้ธุรกิจครอบครัว เปลี่ยนจากผู้ผลิตและจำหน่ายด้ายรีไซเคิล เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมแฟชั่นยั่งยืนที่ทั่วโลกกำลังเคลื่อนตาม

ในเวลาสั้นๆ วัธพาธุรกิจของเขาไปเจอตลาดที่พูดจาภาษาเดียวกัน มีแบรนด์แฟชั่นจากต่างประเทศมากมายติดต่อเข้ามา ขอให้ช่วยพัฒนาเส้นด้ายใหม่ๆ 

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ วัธก็เหมือนทายาทธุรกิจทุกคนที่ต้องพิสูจน์ความสามารถของตัวเองมากมาย ไม่ต่างจากเส้นด้ายที่กำลังม้วนตัวเป็นระเบียบตามจังหวะเครื่องปั่น ตามไปฟังเรื่องราวของเขาและ SC GRAND พร้อมกัน

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ธุรกิจ : บริษัท บางปะกอกการฝ้าย จำกัด (พ.ศ. 2508), บริษัท แสงเจริญการฝ้าย จำกัด และ บริษัท อุตสาหกรรมคลองสวนการฝ้าย จำกัด (พ.ศ. 2530) ปัจจุบันควบรวมและเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท แสงเจริญแกรนด์ จำกัด

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2508

อายุ :  55 ปี

ประเภท : โรงงานปั่นด้ายและธุรกิจซื้อมาขายไปของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

ทายาทรุ่นสาม : จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ และ สรรพัชญ์ พจนาวราพันธุ์

ธุรกิจขายเศษผ้า เริ่มจากการขายส่งเป็นก้อนก่อนทอเป็นเส้น

แสงเจริญ เป็นชื่อที่เพื่อนๆ คุณตาตั้งให้ ซึ่งมาจากชื่อจริงคือ สว่าง 

เริ่มต้นจากคุณตามีประสบการณ์ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอขนาดใหญ่มาก่อน ในสมัยนั้น มีการนำเข้าฝ้ายจากต่างประเทศมาทอเป็นผืนก่อนตัดเย็บไปเป็นเสื้อผ้า คุณยายซึ่งช่วยงานอยู่ข้างกายเห็นโอกาสจากเศษเหล่านี้ จึงร่วมกันก่อตั้งโรงงานล้างฝ้ายใน พ.ศ. 2508 รับซื้อเศษทุกอย่างที่เกิดในกระบวนการ เศษฝ้าย เศษด้าย เศษผ้า แล้วมัดเป็นก้อนส่งออกไปขายในต่างประเทศ และมีลูกค้าคือโรงงานรีไซเคิล

“เริ่มจากนำฝ้ายมาผ่านกระบวนการให้สะอาด มีคนมารับซื้อกากไปเพาะเห็ดฟาง ส่วนฝ้ายไปปั่นด้าย หรือไปผสมนุ่นใช้ยัดหมอนและที่นอนเพื่อลดต้นทุน ธุรกิจเราเล็กมากนะ เราเป็นโรงงานรับซื้อของที่เขาไม่ใช้แล้วจากทุกโรงงานเลย แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว ยากขึ้น ต้องมีการประมูลจริงจัง” ชนินทร์ วูวนิช ผู้เป็นลูกชายคนที่ 3 และทายาทรุ่นสอง เล่า 

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ผลจากการวางตำแหน่งทายาทตามบุคลิกของคุณยาย ที่มอบหมายให้แม่ ผู้ชอบเข้าสังคมและใช้ภาษาอังกฤษเก่ง ดูแลงานส่วนนำเข้าและส่งออก มอบหมายให้น้าคนแรกซึ่งเป็นคนขยันชอบเจอลูกค้า ทำหน้าที่ฝ่ายขาย และมอบหมายให้น้าคนที่ 2 ผู้รักสงบ ดูแลการเงินและฝ่ายผลิต จนธุรกิจเติบโต

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ต่อมา ผลประกอบการเศษผ้ามัดก้อนที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คุณยายเห็นโอกาสต่อยอดธุรกิจอีกขั้น จึงส่งลูกชายหรือคุณน้าเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ จนพบว่าปลายทางของเศษผ้าเหล่านี้ ใช้นำไปทำเส้นด้ายใหม่ได้ จึงเป็นที่มาของโรงงานปั่นด้ายในยุคทายาทรุ่นสอง ซึ่งเส้นด้ายเกิดใหม่เหล่านี้เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงงานทำไม้ถูพื้น โรงงานผลิตสายสิญจน์ หรือแม้แต่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“จำได้ว่าขายดีมากๆ พ.ศ. 2528 ถือเป็นยุคทองของอุตสาหกรรมสิ่งทอเลย ใครทำอะไรก็รวยหมด เมื่อก่อนมีโรงงานปั่นด้ายเป็นร้อยโรงงาน เดี๋ยวนี้เหลือไม่ถึงยี่สิบโรงงานแล้ว” นอกจากขายเส้นด้ายรีไซเคิลแล้ว ที่นี่ยังรับซื้อเศษผ้ามาแยกสีก่อนส่งออกไปขายอีกที

ความยากของงานนี้ คือโรงงานไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าวัตถุดิบที่เข้ามาจะเป็นแบบไหน เฉดสีไหน ทั้งหมดต้องใช้ประสบการณ์

“โดยทั่วไปโรงงานปั่นด้ายเจ้าใหญ่จะย้อมด้ายเป็นสีอะไรก็ได้ แต่เราทำไม่ได้ เราต้องเอาผ้าเก่ามาคัดแยกสี ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ไม่มีโรงงานไหนอยากทำ และเราก็ไม่รู้ว่าผ้าจากต้นทางมีส่วนผสมอะไรบ้าง หรือฝ้ายมาจากที่ไหน แบบไหนยาว แบบไหนสั้น เราต้องใช้ประสบการณ์ปรับเครื่องจักรของเรา” ทายาทรุ่นสองเล่า

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ช่องว่างระหว่างทายาท

หลังเรียนจบด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วัธเห็นว่าธุรกิจครอบครัวมีความเสี่ยงสูง แม้สินค้าจะขายดีมาก แต่การพึ่งพาลูกค้าเพียงไม่กี่เจ้า ไม่มีทีมขาย มีเพียงน้าชายคนเดียวที่ดูแลด้านนี้ และไม่มีระบบเป็นเรื่องที่ควรแก้ไข ความยากที่ทายาททุกคนเจอคือ ช่องว่างระหว่างวัย

ทำไมต้องเปลี่ยน ทำไมต้องเสียเงินทำระบบแพงๆ ทำไมต้องพัฒนาสินค้า ทำไมต้องโฆษณา ทำไมต้องทำแบรนด์ สำหรับวัธตอนนั้นเป็นคำถามที่ยากจะตอบในเวลาสั้นๆ

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี
ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“ใครๆ ก็รู้ว่า การจะทำให้ผู้ใหญ่รับฟังความเห็นจากเราที่เพิ่งเรียนจบเป็นเรื่องยากมาก สิบปีก่อนเราบอกครอบครัวว่า อนาคตธุรกิจเราจะลำบากหากไม่เปลี่ยน เพราะลูกค้ารายใหญ่ของเรามีสัดส่วนเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนการผลิตทั้งหมด จนวันหนึ่งที่ลูกค้าเจ้านั้นหันไปสั่งสินค้าจากที่อื่นมาขายแข่งกับเรา” วัธเล่าบรรยากาศทำงานกับครอบครัวในช่วงแรก ซึ่งอาศัยการค่อยๆ ซึมเข้าไป เช่น เดิมสินค้าของบริษัทมีเพียง 2 สี คือสีขาวและสีครีม วัธก็เสนอว่า สีเทากำลังเป็นที่ต้องการในตลาด แต่เมื่อไม่มีใครเชื่อ เขาจึงพิสูจน์ด้วยการนำเข้ามาทำตลาดด้วยตัวเอง ก่อนที่โรงงานจะยอมผลิตในเวลาต่อมา

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

หรือไปเริ่มใหม่ง่ายกว่า?

แทนที่จะเข้ามาทำงานเต็มตัวอย่างที่ตั้งใจ วัธตัดสินใจช่วยงานครอบครัวอยู่ห่างๆ พร้อมกับเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง

“สมัยนั้น ยอมรับว่าคิดทำธุรกิจจากที่เห็นว่าใครทำแล้วดี เราก็ลงทุนทำบ้าง อะไรฮิต อะไรเพื่อนว่าดี เราก็กระโดดลงไป เช่น ธุรกิจแรก ผมหุ้นกับเพื่อนห้าหกคนขายเสื้อผ้าที่สวนลุมไนท์บาซาร์ ธุรกิจที่สอง ทำรองเท้าแบรนด์ Mango Mojito โดยเริ่มจากร้านรองเท้าเล็กๆ จนเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าได้ตั้งแต่หกเดือนแรก แล้วเปิดร้านตัวเองที่สยาม ธุรกิจที่สาม ลงทุนร่วมกับเพื่อนชาวต่างชาติทำระบบติดตามในรถยนต์ เพื่อช่วยค้นหาหากรถถูกโจรกรรมหรือเกิดอุบัติเหตุ และมีช่วงหนึ่งเรียนรู้เรื่องการซื้อขายหลักทรัพย์ มีทั้งสำเร็จและล้มเหลว หากย้อนเวลากลับไปได้คงไม่ทำอย่างนั้น คงจะคิดก่อนว่าธุรกิจที่มีหรือสิ่งที่มีในมือเราทำได้ดีแล้วหรือยัง มีทรัพยากรเพียงพอไหม ทีมพร้อมไหม เวลามีพอแค่ไหน ตอนนั้นคิดแค่ว่าเราทำได้ก็ทำดู” วัธเล่าย้อนบทเรียนจากธุรกิจที่ผ่านมา

มีครั้งหนึ่ง วัธเล่าว่าเขาทำธุรกิจไม้ถูพื้นแบรนด์ SUPERCAT เพียงเพื่ออยากพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่า เขาทำให้เส้นด้ายในโรงงานเข้าไปขายอยู่ในห้างค้าปลีกเจ้าใหญ่ได้ 

คำตอบเดียวของวัธในตอนนั้น คือเขาจะทำไม้ถูพื้นราคาถูกที่สุดในตลาด ไม้ถูพื้นที่ทำจากเส้นด้ายรีไซเคิลในโรงงาน

“มารู้ตอนนี้ว่าการคิดแบบนั้นอันตรายมาก เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าตัวเองใหญ่สุดหรือถูกสุด เมื่อนั้นธุรกิจกำลังอยู่ในอันตราย เราไม่ได้วางแผนการเงินในระยะยาว เราแค่คิดจะตีตลาดตอนนี้ บทเรียนครั้งนั้นสอนว่า ต้องคิดรอบคอบ มองระยะยาว ศึกษาคู่แข่ง มองภาพใหญ่ มองข้อดี-ข้อเสีย รู้จักหาทางเลือกให้มากกว่านี้ ยังดีที่ตอนนี้ไม่ได้ขาดทุนแล้วนะ เพียงแต่ยังไม่คืนทุน” วัธเล่า

ใครที่เคยคิดว่าออกไปเริ่มต้นธุรกิจตัวเองง่ายกว่ารับช่วงต่อที่บ้าน คงต้องคิดดูใหม่

สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่าถ้ามีแค่เงินแล้วทำธุรกิจได้ คนอื่นก็ทำได้เช่นกัน

คนที่ไว้ใจสุดท้ายร้ายที่สุด

จุดเปลี่ยนที่กลับมารับช่วงต่อธุรกิจเต็มตัว คือปัญหาจากคนที่ครอบครัวเคยไว้ใจที่สุด

“เขาเป็นมือขวาคุณยาย ทำงานมามากกว่ายี่สิบห้าปี รู้ทุกอย่างในบริษัท ก่อนหน้านี้ยังเคยแอบคิดว่า ถ้าเขาทำอะไรขึ้นมา บริษัทได้รับผลกระทบหนักแน่ แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ”

หลังจากเหตุการณ์นั้น ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี เป็นช่วงขาลงของอุตสาหกรรมสิ่งทอ วัธตัดสินใจเริ่มต้นใหม่ เขาศึกษาทุกเรื่องของวงการผ้า โดยลงเรียนลัดด้วยการเดินทางเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและงานสัมมนาใหญ่ในต่างประเทศ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ สำหรับธุรกิจใน 10 ปีข้างหน้า จากเทรนด์และแนวโน้มของอุตสาหกรรม หาวิธีปรับตัวเพื่อรักษาจุดแข็งของธุรกิจ นั่นคือความเชี่ยวชาญในการรีไซเคิลเศษผ้าจากอุตสาหกรรมสิ่งทอที่มีมายาวนาน 50 ปี

ทบทวนคุณค่าที่ธุรกิจเรานี้จะมีต่อโลก

โชคดีที่วัธไม่ถอดใจขายโรงงานไปทำธุรกิจด้านไฟแนนซ์อย่างที่คิด และการตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้ทายาทรุ่นสามของ SC GRAND พบโอกาสต่อยอดมากมาย

“ช่วงที่ผ่านมา โลกกำลังสนใจเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Fashion) ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับที่มาที่ไป และสนใจว่าตัวเขาได้มีส่วนช่วยโลกเท่าไหร่ ธุรกิจของเรามีองค์ความรู้เรื่องรีไซเคิลและดำเนินการอยู่ในแนวทางนี้มาตลอด เส้นด้ายของเราทำจากผ้าเก่าไม่เคยผ่านการย้อมสี เสื้อผ้าเก่าสีอะไรก็ทำด้ายสีนั้น” วัธเล่าเหตุผลข้อแรก

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี
ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

สอง วัธเห็นว่าบริษัทใหญ่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเองก็ทำและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

“ช่วงที่เริ่มทำเว็บไซต์ใหม่ มีคนติดต่อเข้ามาทั้งที่เรายังไม่ได้ทำโฆษณาใดๆ โดยลูกค้าเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลกทั้งจากญี่ปุ่นและสวีเดน ซึ่งติดต่อผ่านตัวแทน ขอให้ทำเราลองทำเส้นด้ายจากเศษผ้าหรือเสื้อผ้าที่ไม่ผ่าน QC ในโรงงานเขา” วัธตัดสินใจตั้งทีมสำหรับแผนกใหม่ พร้อมขอเวลาพิสูจน์ตัวเอง 3 ปี

แทนที่จะผลิตเส้นด้ายรีไซเคิลขายลูกค้าซึ่งเป็นโรงงานทอผ้าในตลาดเดิม ที่นับวันก็ยิ่งยากจะเข้าใจว่า ทำไมเส้นด้ายรีไซเคิลมีราคาสูงกว่าหรือมีคุณภาพดีกว่า ทั้งๆ ที่ควบคุมสีของเส้นด้ายได้ยาก 

SC GRAND จัดตั้งแผนกที่ทำงานกับร่วมกับแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี
ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“เราทำตัวอย่างงานที่ทำร่วมกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำขึ้นมา เช่น กางเกงยีนส์จากเส้นด้ายของเรา เพื่อบอกว่า SC GRAND ไม่ได้กำลังขายเส้นด้ายนะ แต่ขายวัตถุดิบรีไซเคิลไม่ว่าจะเป็นเส้นด้ายหรือผ้า และสินค้ารีไซเคิลขายได้ เป็นที่ยอมรับของลูกค้าและตลาด” นอกจากขายวัตถุดิบที่ผลิตตามความต้องการลูกค้าแบรนด์แล้ว ยังรับจ้างผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปด้วย

สุดท้ายเมื่อตลาดเข้าใจ ผู้บริโภคเข้าใจ ก็จะเรียกร้องกลับไปที่ร้านขายผ้าเอง

สาม วัธเห็นโอกาสจากทำเลที่ตั้งโรงงาน ซึ่งอยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางของโรงงานสิ่งทอในภูมิภาค สามารถรับของเสียจากโรงงานสิ่งทอทั้งในเมียนมา ลาว และกัมพูชา

หมดยุคที่จะผลิตเพื่อขายให้ได้กำไรเยอะๆ อีกต่อไป

สินค้าและบริการของ SC GRAND ในมือทายาทรุ่นสาม เปลี่ยนไปจากเดิมที่ขายเพียงเส้นด้ายรีไซเคิล

หนึ่ง ทำเรื่องระบบหมุนเวียน เปลี่ยนขยะให้เป็นของมีมูลค่า

สอง ขายเส้นด้ายสั่งผลิต (Made to Order) ตามความต้องการของลูกค้า

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี
ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“หมดยุคที่จะผลิตเพื่อขายให้ได้กำไรเยอะๆ อีกต่อไป ลูกค้าสั่งได้ว่าอยากได้สีไหน มีรีไซเคิลโพลีเอสเตอร์ผสมเท่าไหร่ รีไซเคิลคอตตอนกี่เปอร์เซ็นต์ หรือผสมเส้นด้ายรีไซเคิลจากเสื้อเก่าของแบรนด์เท่าไหร่ ตอนนี้เริ่มทำแล้วกับแบรนด์แฟชั่นจากต่างประเทศ”

สาม ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ใช้วัตถุดิบรีไซเคิลจากโรงงาน SC GRAND

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“เรื่องการผลิตเสื้อผ้าเราใช้วิธีหาผู้ผลิต เพราะอยากทำและทุ่มเทให้สิ่งที่เราถนัด อย่างการเปลี่ยนและเพิ่มมูลค่าให้ของเสียจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ

“เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าบริษัทต้องทำกำไรตั้งแต่วันแรกๆ เรายอมลงทุนกับ R&D ก่อน ยอมทดลองทำจำนวนน้อยก่อน ไม่ว่าจะเอา Waste มาแบบไหน เรายินดีเปลี่ยนให้เป็นเส้นใยเพื่อใช้งานต่อได้ตามคุณภาพที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งถ้าเป็นที่อื่นเขาคงไม่ทำ เช่น โรงงานรีไซเคิลยีนส์ส่งอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือรีไซเคิลเพื่อทำไม้ถูพื้นก็จะทำเนื้อแบบเดียว หรือไม่ก็รีไซเคิลเพื่อส่งออกอย่างเดียว แต่เราทำทุกอย่างครบวงจร อย่างมีระบบ ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร และติดตามงานทุกกระบวนการ เป็นเหตุผลที่หลายๆ บริษัทอยากทำงานกับเรา เพราะเราเข้าใจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการรีไซเคิล” วัธเล่าหลักการทำงาน ซึ่งมาจากคำสอนของคุณยาย ที่บอกเสมอว่าให้ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หมั่นศึกษาหาความรู้ ขยัน อดทน และกตัญญู

สิ่งที่วัธทำและพิสูจน์ เปลี่ยนท่าทีหรือบรรยากาศธุรกิจครอบครัวอย่างไร เราถาม

“ในอดีต ธุรกิจนี้ในมือของแม่และน้าๆ ก็เคยซื้อขายกับโรงงานในญี่ปุ่น แต่พวกเขาไม่เคยมีโอกาสเข้าไปเดินในโรงงานที่ญี่ปุ่นเลย ขณะที่ผมกับน้องชายได้เข้าไปดูงานทุกส่วน เมื่อก่อนลูกค้าไม่เคยมองเราด้วยซ้ำ เพราะคุยกันคนละภาษา ไม่ได้หมายถึงภาษาญี่ปุ่นหรือไทยนะ แต่หมายถึงความเข้าใจที่มีต่องาน นั่นทำให้เขาไม่เคยมีโอกาสตีกอล์ฟหรือสังสรรค์กับคู่ค้า ขณะที่เราทำได้” วัธเล่า

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ถ้ารุ่นแรกคือบุกเบิก รุ่นสองคือสานต่อ ทายาทรุ่นสามของ SC GRAND อยากให้คนจดจำธุรกิจนี้อย่างไร เราถาม

“เอาความเชี่ยวชาญที่มีมาปรับใช้ให้เข้ากับปัจจุบัน” วัธตอบในทันที

“สานต่อเป็นสิ่งที่ทายาทควรทำ แต่ก็ไม่เสมอไปนะ ถ้าประเมินธุรกิจแล้วไม่พบโอกาสจริงๆ ก็ไม่ควรดื้อสานต่อ สำคัญคือต้องไม่ลืมว่าคุณได้เปรียบกว่าคนอื่นเยอะมาก คุณมีรากฐานที่ดี ธุรกิจก็ไปได้ สิ่งที่ท้าทายคือ การสร้างให้ธุรกิจนี้ยิ่งใหญ่และมั่นคงมากกว่าที่ยายกับแม่เคยสร้างมา” วัธทิ้งท้าย

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เอชเอสแอล คาร์ตอนส์ จำกัด และ ร้านเฮ่งเซ่งหลี

ประเภทธุรกิจ : กล่องและกระดาษลูกฟูก

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2492 เริ่มกิจการ พ.ศ. 2533 จดทะเบียนบริษัท

อายุ : 72 ปี

ผู้ก่อตั้ง : เลียกคุ้ย แซ่เฮ้ง

ทายาทรุ่นสอง : สุขุม รุ่งเจริญสุขศรี และ วรรณา เลิศฤทธิ์เดชา

ทายาทรุ่นสาม : แววตา รุ่งเจริญสุขศรี, ศรัณยา รุ่งเจริญสุขศรี และ โสฬส รุ่งเจริญสุขศรี

“รุ่นหนึ่งสร้าง รุ่นสองรักษา รุ่นสามทำลาย… ทำลายสิ่งที่ไม่เป็นระบบและทำให้เติบโตอย่างยั่งยืน” 

คำคมจากน้องคนเล็กสุดในทายาทรุ่นสามของ ‘HSL Cartons’ ธุรกิจกล่องกระดาษลูกฟูกที่สอนว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น The Show Must Go On 

ด้วยระยะเวลา 72 ปีที่ดำเนินกิจการมา ผ่านวิกฤตหลายครั้งทั้งเป็นหนี้จากวิกฤตเศรษฐกิจ คนในครอบครัวล้มป่วย ประสบภัยธรรมชาติและโรคระบาด การได้เผชิญทั้งช่วงขาขึ้นขาลงของธุรกิจและชีวิต ทำให้รู้ว่าในการขยับขยายอาจมีโชคร้ายแฝงอยู่ และในความเคราะห์ร้ายอาจมีข่าวดีอยู่เสมอด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าดีหรือร้าย กิจการกล่องลูกฟูกยังคงดำเนินต่อไปได้ด้วยการมองเห็นโอกาสใหม่ๆ วางระบบการทำงานหลังบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ วางแผนกระจายความเสี่ยงและพร้อมเปลี่ยนแปลงเสมอ และดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอมา

The Cloud ชวนมาคุยกับทายาทรุ่นสองและสามของ ครอบครัวรุ่งเจริญสุขศรี เรื่องราวการส่งไม้ผลัดแก้วิกฤตของ 3 เจเนอเรชันสู่ 3 พี่น้องที่เป็นทายาทรุ่นสามในปัจจุบัน และถอดเคล็ดลับของทายาทที่เติบโตและแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งหลังปรับกิจการ 

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

HSL มาจากเฮ่งเซ่งหลี 

สุขุม รุ่งเจริญสุขศรี ทายาทรุ่นสอง เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของโรงกล่องที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย

“พ่อผมหรืออากงของลูกๆ ทำครีมและน้ำมันใส่ผมขาย แต่หากล่องมาใส่ไม่ได้ พ่อเลยเก็บกระดาษลูกฟูกเก่าแถวสี่แยกวัดตึก ที่เป็นกล่องใส่ตู้เย็นและทีวีส่งมาจากต่างประเทศ เอามากลับด้าน กรีดแล้วทำกล่องน้ำยาใส่ผมเอง”

หลังทำกล่องเองจนมีคนเข้ามาขอซื้อ ทำให้เกิดไอเดียว่า “งั้นทำกล่องขายดีกว่า”

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

ด้วยเหตุนี้ เลียกคุ้ย แซ่เฮ้ง จึงยกกิจการเดิมให้น้องชาย แล้วก่อตั้งโรงกล่องลูกฟูกเฮ่งเซ่งหลีแถวจักรวรรดิใน พ.ศ. 2492 และต่อมาได้ย้ายมาที่พระประแดง

ต่อมาสุขุมรับกิจการต่อ และเนื่องจากมีลูกค้าฝรั่งจึงเปลี่ยนชื่อให้เรียกง่ายเป็น HSL Cartons 

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

หนี้ต้มยำกุ้งและการเอาตัวรอดจากน้ำท่วมแบบสุขุม

สุขุมลงทุนขยายกิจการ โดยระดมเงินจากเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง เพื่อให้มีเงินก้อนมาสร้างโรงงาน จากที่เดิมที่พระประแดง ย้ายไปฉะเชิงเทรา เมืองแปดริ้ว

พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทลด “จากยอดขายเดือนละสิบล้านเหลือแปดแสน เงินหมุนไม่ทัน เช็คเด้งระนาว ไม่มีเงินซื้อกระดาษ ยอดขายลดลง” สุขุมเล่าย้อนถึงความลำบากแต่ The Show Must Go On เพราะเพิ่งตอกเสาเข็มทำโรงงานใหม่ ไม่ว่าอย่างไรจึงต้องทำต่อให้เสร็จ ดำเนินกิจการต่อแม้เป็นหนี้

“ตอนนั้นถ้าได้กำไรหนึ่งร้อย เอาไปจ่ายหนี้โรงงานกระดาษห้าสิบ จ่ายค่าแรงคนงานอีกห้าสิบ ต้องตามเคลียร์หนี้เป็นสเต็ป แต่เจ้าหนี้ภายนอกที่ยืมเงินมาลงทุนทำโรงงานไม่เข้าใจว่าทำไมยังไม่จ่ายหนี้ให้เขาด้วย เลยตามทวงหนี้”

หากโรคระบาดทำให้ Work from Home การโดนตามทวงหนี้ทำให้สุขุมต้อง Work from Anywhere ในช่วงนั้น โชคดีที่มีวรรณา ภรรยาของสุขุมคุมงานที่โรงงานแทนทั้งหมด  

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

“คนงานไม่มีตังค์กินข้าว ก็มาเบิกตังค์ร้อย สองร้อย ซื้อข้าวสารถังละไม่กี่สิบบาท ปลูกผักที่โรงงาน จับปลาในบ่อ เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณหนึ่งถึงสองปี ช่วงนั้นเอาเถิดเจ้าล่อกับพวกเจ้าหนี้ ช่วงมกราคม พ.ศ. 2542 เดินอยู่ที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เจ้าหนี้แชร์โทรมาทวงหนี้ เลยบอกว่าถ้าทวงเงินอีกจะข้ามสะพานไปแล้วไม่กลับมาเลย” หลังจากเจรจาให้เจ้าหนี้รอรับการชำระหนี้ได้ ด้วยความอดทนสู้ทำต่อไป กิจการจึงค่อยๆ โตขึ้นจนใช้หนี้ทั้งหมดได้

สุขุมเล่าถึงจุดเปลี่ยนของเขา “กลับมาขายดีเพราะจับลูกค้าถูกทาง คือ ยานยนต์”

ช่วงนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มผลิตโมเดลรถใหม่อย่างต่อเนื่อง กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นและต้องใช้กล่องกระดาษเยอะมาก เมื่อ HSL จับลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้ ทำให้มีงานเยอะตามไปด้วย ประกอบกับคาแรกเตอร์ที่ซื่อสัตย์ จริงใจกับลูกค้าของสุขุม ทำให้ได้เป็นคู่ค้ากันยาวนาน ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสำหรับส่งออกทั่วโลกโดยใช้กล่องของ HSL

ในช่วงแรกโรงงานของ HSL เป็นโรงงานทำกล่องที่ซื้อกระดาษจากโรงงานผลิตกระดาษอีกที สุขุมจึงตัดสินใจขยายกิจการอีกครั้ง ด้วยการตั้งโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูกใช้เอง ซึ่งปีนั้นคือ พ.ศ. 2554 ที่เกิดน้ำท่วม

ทายาทรุ่นสองเล่าความทรงจำตอนโรงงานกำลังอยู่ในช่วงเตรียมการ

“กำลังติดตั้งเครื่องอยู่ น้ำมาอยู่หลังโรงงาน เลยไล่ช่างคนไต้หวันกลับประเทศ โรงงานผลิตกระดาษส่วนใหญ่อยู่โซนน้ำท่วม ส่งกระดาษมาให้ไม่ได้เลย จากที่แค่เตรียมเครื่องอยู่เลยต้องเริ่มผลิตกันเองแบบมั่วๆ กระดาษใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ช่วงนั้นกระดาษจะเดินแข็งหรือนิ่มไม่มีใครสนใจแล้ว ขอให้มีกระดาษใช้เพราะไม่มีใครทำได้ น้ำท่วมหมด ออเดอร์เลยมาที่เราหมดเลย”

เพราะมีกระดาษมาทำเป็นกล่องได้เลยทำให้รอดจากน้ำท่วม และเฉิดฉายในวิกฤตปีนั้น

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด
ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

การเตรียมตัวโตเป็นเป็ดของสามพี่น้อง 

ตัดภาพมาที่ชีวิตครอบครัวกันสักนิด ด้วยธุรกิจของพ่อที่ฝ่าหลากวิกฤตมาได้อย่างมีกึ๋นและทำงานหนัก วัยเด็กของแวว วาว วิน จึงโตมากับกล่องกระดาษ

วาวบอกว่า “เห็นพ่อแม่ลำบาก เหนื่อยทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก เวลาปิดเทอมพวกเราไม่มีไปเที่ยวซัมเมอร์ มีซัมเมอร์ที่แปดริ้ว อยากได้อะไร ต้องทำงานให้ได้เงิน ยกของแบกของเหมือนพนักงาน” 

ก่อนหน้าที่ทั้งสามคนจะเข้ามารับช่วงต่อนั้น ระหว่างนั่งกินสุกี้ที่บ้าน พ่อถามว่าอยากรับช่วงต่อกันไหม ถ้าอยากทำจะขยายกิจการ โดยซื้อที่ดินสำหรับสร้างโรงงานและลงทุนเครื่องจักรผลิตกระดาษเพิ่ม

เพียงชั่วเวลาสุกี้หมดหม้อและบุหรี่หมดมวน เมื่อทั้งสามคนตอบตกลง สุขุมเลยรวบรวมที่ดินมาได้ 6 – 7 แปลง มีข้อแม้ว่าลูกๆ ต้องไปเรียนวิศวกรรมให้หมด เพื่อให้กลับมาบริหารโรงงานได้ โดยตั้งใจลงทุนเครื่องจักรทั้งหมด 3 เครื่องตั้งแต่แรก 

ทั้งสามคนจึงเลือกเรียนคณะวิศวกรรม สาขาอุตสาหการทั้งหมด โดยเรียนคนละสถาบันกัน สามพี่น้องให้นิยามสาขานี้ว่าเป็นเป็ด เรียนระดับเบื้องต้นทุกอย่างตั้งแต่ไฟฟ้า เครื่องกล การวางผัง เดินท่อไฟ ท่อน้ำ บัญชี การตลาด เศรษฐศาสตร์ ขนส่ง

เรียนไม่ลงลึกแต่คุมและตรวจงานทุกอย่างในโรงงานได้ บริหารโรงงานและธุรกิจได้ ได้ทั้งศาสตร์การคิดเป็นระบบและทักษะของเป็ด ซึ่งจำเป็นสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องใช้ทักษะหลายอย่าง

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

หลักสูตรธุรกิจเร่งรัดของแวว พี่สาวคนโต    

แวว-แววตา รุ่งเจริญสุขศรี พี่สาวคนโต เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยงานประจำ หาประสบการณ์ข้างนอก หลังลาออกจากงานประจำมาทำกับที่บ้านได้ไม่นาน ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนัก ก็โดนรับน้องการเป็นผู้ประกอบการด้วยวิกฤตของครอบครัว คือ คุณพ่อล้มป่วย

ถึงเวลาขยับมาฟังการเอาตัวรอดในเวอร์ชันของลูกสาวคนโตกันบ้าง 

“ก่อนหน้านี้พ่อเพิ่งเซ็นสัญญากับธนาคาร ซื้อเครื่องจักรใหม่เป็นเครื่องที่สอง แต่การผ่าตัดของพ่อล้มเหลวกะทันหัน ช่วงนั้นพ่อใช้แขนไม่ได้ เซ็นเอกสารไม่ได้ เดินไม่ได้” ในขณะที่คนในครอบครัวเป็นกำลังใจสำคัญในการดูแลสุขุมที่โรงพยาบาล แววจึงต้องรับบทบาทหลักดูแลธุรกิจ เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองในหลักสูตรเร่งรัดแบบไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน 

“ปกติพ่อทำงานเป็นหลัก ไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรบ้าง ที่ผ่านมาแค่เดินเล่นกับพ่อ เคยได้คุยกับซัพพลายเออร์แต่ไม่รู้รายละเอียด ไม่รู้อะไรในโรงงานเลย บัญชีไม่เคยดู เช็คไม่เคยเซ็น ไปดูก่อสร้างก็ไม่มีความรู้ใดๆ เลย พอเฮียและซ้อไม่อยู่ ก็ต้องคุมคนในโรงงานทุกคน ทั้งที่เราไม่เคยใช้อำนาจตรงนี้เลย”  

ด้วยสถานการณ์บังคับ ทำให้แววต้องโตอย่างก้าวกระโดด เรียนทุกศาสตร์ ทำทุกอย่างเอง ทั้งบัญชี ผลิต จัดส่ง ขาย คุยกับต่างประเทศ เธอบอกว่าต้องมีทักษะการเรียนรู้ให้เร็ว 

หลังจากได้คุยกับพนักงานแต่ละคนว่าทำอะไรบ้าง แววพบว่าระบบในโรงงานเป็นแบบ Manual ทำงานกันแบบเถ้าแก่ ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้วิธีจำเป็นหลัก เธอจึงริเริ่มออกแบบระบบโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ให้เพื่อนวิศวกรช่วยเขียนโปรแกรม เปลี่ยนจากทุกอย่างอยู่ในหัวมาอยู่ในคอมพิวเตอร์ การสร้างระบบเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทำงานที่ไหลลื่น ซึ่งก่อนจะออกแบบได้นั้น ต้องเข้าใจขั้นตอนการทำงานทั้งหมดอย่างถ่องแท้เสียก่อน

อุปสรรคของแววคือ เมื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงให้เป็นระบบมากขึ้น ก็เกิดกระแสต่อต้านจากพนักงานที่เคยชินกับการทำงานแบบเดิม “มีคนไม่ยอมใช้ระบบ พลิกแพลงในการทำงาน เราผ่านมาได้เพราะปรับตัวกับสถานการณ์” 

แววดูแลกิจการเป็นหลักแบบนี้คนเดียวอยู่เป็นเวลา 2 – 3 ปี

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

การสร้างระบบให้ราบรื่นของวาว น้องสาวคนกลาง

หลังจากสุขุมรักษาอาการป่วยจนหายดีแล้ว ก็อยากลงทุนขยายโรงงานด้วยเครื่องจักรเครื่องที่ 3 และอยากให้ วาว-ศรัณยา รุ่งเจริญสุขศรี เข้ามาช่วย ก่อนตัดสินใจประกาศวางมือเต็มตัวด้วยคำคมเด็ดว่า “ถึงเวลาเสวยสุข หมดยุคของเขา และถึงเวลาของคนรุ่นใหม่แล้ว”

วาวเล่าชีวิตก่อนมารับช่วงต่อที่คล้ายพี่สาวว่า “ตอนนั้นการงานกำลังรุ่ง เป็นเซลล์ ทำงานในเมือง ตกเย็นไปเที่ยว กินข้าวในห้าง จนพ่อชวนกลับมาทำ บอกว่าจะหาโอกาสแบบนี้ได้ที่ไหนอีก ได้ดีลกับซัพพลายเออร์ คุยกับโรงงาน” จากที่วาวทำงานในเมืองจันทร์ถึงศุกร์ ก็เปลี่ยนมาทำงานโรงงานที่แปดริ้วจันทร์ถึงเสาร์  

แม้จังหวะที่วาวเข้ามาจะไม่ได้มีวิกฤตเร่งด่วนเหมือนพี่สาว แต่ใช้วิธีเรียนรู้งานแบบ On the Job Training หรือเรียนรู้ด้วยการลงมือทำจากเนื้องานโดยตรงเหมือนกัน แววบอกว่า “คนบ้านนี้ไม่ชอบสอน ให้โปรเจกต์ไปลงมือทำก่อน  สงสัยแล้วค่อยมาถาม ได้ขึ้นระบบและเรียนรู้ทุกอย่างเอง”   

วาวจึงต้องลุยด้วยตัวเองเหมือนพี่สาว “เป็นลูกเจ้าของธุรกิจแล้วอยู่แค่บนหอคอยงาช้างไม่ได้ งานไม่ได้มีแค่นั่งสร้างระบบอย่างเดียว แต่ต้องลงไปดูทั่วทั้งโรงงาน ให้ช่างมาสอนใช้เครื่อง”  

จากช่วงแรกที่สร้างระบบด้วยตัวเอง เมื่อธุรกิจขยายขึ้น ก็เริ่มจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาและช่วยทำซอฟต์แวร์อย่างจริงจังขึ้น แววเสริมว่า “ระบบที่เขียนเองก่อนหน้านี้ Local มาก เชื่อมกับบัญชียาก ถ้าจะมีมาตรฐานระดับโลกและอยากเก็บข้อมูลได้ดี ระบบต้องดีกว่านี้ เลยบินไปดูงานที่ออสเตรเลีย เรียกบริษัทเบอร์หนึ่งด้านซอฟต์แวร์มาคุย”

การสร้างระบบซอฟต์แวร์ทำให้บริษัทก้าวหน้าอย่างยั่งยืนขึ้น เป็นงานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาถึงปัจจุบันจนน้องคนที่สามเข้ามาช่วย วาวบอกว่า “การมีระบบที่ดีทำให้คุณภาพชีวิตพนักงานดีขึ้น แทนที่จะ Manual แค่กดคลิกนิดเดียวข้อมูลก็มาแล้ว ทุกอย่างออนเซิร์ฟเวอร์”

จากที่เมื่อก่อนกลับบ้าน 3 ทุ่ม เดี๋ยวนี้ 5 โมงก็กลับได้ เพราะสร้างกระบวนการทำงานไว้ดี ลดคอขวดในการทำงานที่ติดขัด เมื่อการทำงานและการผลิตราบรื่น ก็ใช้เวลาและความรู้ลงทุนคิดพัฒนาธุรกิจในแง่มุมใหม่ๆ ได้

สองพี่น้องบอกว่า ข้อดีเมื่อพ่อเกษียณ คือพนักงานยุคบุกเบิกที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อก็เกษียณตามไปด้วย เหลือแค่คนที่ยังไม่ถึงวัยเกษียณ ทำให้การทำงานของพวกเขาง่ายขึ้น ตัดสินใจง่ายขึ้น เปิดทางให้เป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มตัว

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด
ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

ความสร้างสรรค์ของวิน น้องคนเล็ก และการผ่านช่วงโควิด-19   

เนื่องจาก HSL มีลูกค้าหลักเป็นกลุ่มยานยนต์ เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 อุตสาหกรรมยานยนต์ลดการผลิตลง ทำให้ธุรกิจกล่องกระดาษได้รับผลกระทบตามไปด้วย ยอดขายลดลงกว่า 70 – 80 เปอร์เซ็นต์

วิน-โสฬส รุ่งเจริญสุขศรี บอกว่าด้วยเหตุนี้ ทำให้รู้สึกว่าจะเน้นขายแต่กลุ่มลูกค้ายานยนต์อย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป ธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นๆ และอีคอมเมิร์ซกำลังเติบโต จึงควรหาตลาดใหม่เพิ่ม เมื่อได้รับโอกาสเข้าร่วมเสนองานให้อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของประเทศ นั่นเป็นกล่องพัสดุใบแรก และเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายกลุ่มลูกค้าของทาง HSL

สิ่งที่วินสังเกตเห็นคือ “คนช้อปออนไลน์กันเยอะมาก มีเพื่อนพี่สาวอยากได้กล่องไปรษณีย์ สิบ ยี่สิบใบสำหรับขายออนไลน์ แต่เราไม่เคยขายจำนวนน้อยขนาดนี้” การเป็นบริษัทใหญ่ที่ขายให้รายใหญ่มาก่อน ทำให้ลูกค้ารายเล็กรู้สึกว่าเข้าถึงยาก อีกทั้งกระบวนการในการซื้อขายยังซับซ้อน ต้องเสนอราคาและออกใบสั่งซื้อ

วินจึงสร้างแบรนด์น้องใหม่ ‘Wanna Pack’ สำหรับตลาด B2C โดยเฉพาะเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงง่ายขึ้น ซื้อขายคล่องตัวขึ้น เลือกใช้กระดาษเกรดรีไซเคิล และใส่ลวดลายต้นไม้บนกล่อง เพื่อสร้างความแตกต่างตามเทรนด์การนิยมปลูกต้นไม้ในปัจจุบัน และสื่อถึงความเป็นกล่องรักษ์โลก พ่วงด้วยการขายพลาสติกกันกระแทกสำหรับตอบโจทย์คนขายออนไลน์ในยุคนี้อย่างครบวงจร

“ปีแรกเงียบกริบ ขายไม่ดีเท่าไหร่ ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ จากการยิงโฆษณาบวกกับเทรนด์รักษ์โลกเริ่มมา ทำให้ขายดีจนผลิตไม่ทัน”  

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

วินเล่าว่าเขายังใส่ความคิดสร้างสรรค์เพิ่มเติมกับกล่องลูกฟูก ด้วยการแปลงร่างกล่องกระดาษธรรมดาให้เป็นทั้ง Art & Shelf ทั้งกล่องลูกฟูก Display สำหรับจัดแสดงสินค้าในงานนิทรรศการและการตลาด รวมถึงกล่องที่ขึ้นเป็นรูปทรงสำหรับใช้ในโอกาสต่างๆ ด้วย เช่น ต้นคริสต์มาสจากกล่องลูกฟูก เปียโนลูกฟูก 

“ข้อเสียของกล่องลูกฟูกคือพิมพ์ยาก ต้องมีบล็อกพิมพ์ ค่าบล็อกพิมพ์เป็นหมื่น อยากพิมพ์ให้สวยงามแต่เครื่องที่มีพิมพ์ได้แค่สามสี เลยให้พ่อพาไปดูเครื่องจักร ได้ลงทุนเครื่องดิจิทัลพรินติ้งที่สีสวยงาม” 

การสร้างฐานลูกค้าใหม่ทำให้โรงงานยังมีงานให้พนักงานทำ แววเสริมว่าช่วงโควิดให้พนักงานทำงานแบบวันเว้นวัน เพราะไม่มีออเดอร์เยอะเท่าช่วงปกติ และบริษัทไม่มีนโยบายไล่พนักงานออก 

“ทุกคนที่ฝ่าฟันมากับเรา เราต้องดูแลเขานะ ใครมีปัญหาก็มาคุยกัน หางานให้ ออเดอร์หายก็เอาเวลามาสอนงานมากขึ้น”

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

โครงการบริจาคเตียงกระดาษของแวว วาว และวิน  

ในช่วงโควิด HSL ได้แปลงร่างจากโรงงานกล่องกระดาษเป็นโรงงานเฟอร์นิเจอร์เตียงกระดาษชั่วคราวด้วย จุดเริ่มต้นคือ การเห็นว่าโรงพยาบาลหลายแห่งขาดแคลนเตียงสนาม

ตอนแรกตั้งใจเพียงซื้อไปบริจาค เพราะการผลิตเตียงกระดาษต้องออกแบบใหม่ ไม่เหมือนขายกล่อง มีหลายอย่างต้องทำใหม่ แต่ด้วยเตียงกระดาษที่มีอยู่ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งาน คนใช้บอกว่าไม่สวยและไม่ถนัด ไม่มีปลายเตียงและหัวเตียง HSL เลยออกแบบใหม่ ผลิตสำหรับบริจาคเอง ให้คนใช้เตียงรู้สึกดีด้วย ไม่ใช่แค่นอน เพราะต้องกักตัวตั้ง 14 วัน 

วาวและวินบอกว่า เมื่อไปโพสต์ในโซเชียลมีเดียว่าใครอยากบริจาค มีเตียงที่ไหนขาดแคลนบ้าง ไม่เกินหนึ่งวันก็มีคนติดต่อเข้ามามากมาย เริ่มจากผลิตหลายร้อยเตียงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นหลักพัน จนวันนี้รวมผลิตไปแล้ว 15,000 เตียง

สามพี่น้องแบ่งงานกันติดต่อประสานงาน ด่านหนึ่งเป็นแอดมินพูดคุยรับเรื่อง ด่านสองเช็กว่าโรงพยาบาลขาดแคลนจริงไหม ด่านสาม ติดต่อว่าคนไข้เยอะจริงหรือเปล่าแล้วลงข้อมูล เทียบยอดงบบริจาคกับโรงพยาบาลที่อยากส่งมอบเตียงให้

แววปิดท้ายว่าที่ทำได้เพราะมีพันธมิตรรายใหญ่ของประเทศที่ดีเข้ามาช่วยเหลือด้วย ทั้งด้านโลจิสติกส์ที่อยากวิ่งรถขนส่งให้ และเอกชนรายใหญ่ที่อยากช่วยสนับสนุน  

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

โชคดีที่มี 3 คน

แม้เรียนจบจากสาขาเดียวกัน แต่พี่น้องสามคนมีบุคลิกไม่เหมือนกันสักทีเดียว

จากมุมของน้องๆ แววมีความเป็นผู้นำในแบบพี่สาวคนโต คล้ายพ่อที่ตัดสินใจเด็ดขาด รวดเร็ว แววบอกว่า “Role Model ของเราดี พ่อเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่เรายังไม่เกิด มีความเป็นผู้นำ โผงผาง เราซึมซับมาเลยเป็นพวกชอบทำอะไรเร็ว”

ส่วนวาวเข้ามาอุดช่องว่างที่พี่สาวไม่ถนัดนัก คือความละเอียดรอบคอบเหมือนเลขานุการ ในขณะที่วินเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ คิดทำสิ่งใหม่ๆ ภาษาวัยรุ่นใช้คำว่า หาทำเก่ง

3 คนแยกหน้าที่ในงานกันอย่างชัดเจน จากช่วงแรกที่แววดูแลทั้งหมด เมื่อวาวเข้ามาช่วย ก็แบ่งงานฝ่ายผลิตให้วาวรับผิดชอบ พอมีวินเข้ามาเสริมทัพ ก็ให้วินรับผิดชอบการดูแลคลัง วาวบอกว่าการแบ่งหน้าที่คนละส่วนกัน ทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพเต็มที่ขึ้น “แต่ก่อนพอพี่สาวดูบัญชีคู่กับผลิต ทำให้ลืมดูบางมุมไป เราก็เข้ามาช่วยตรวจสอบ”

ทุกคนบอกว่าโชคดีที่มี 3 คน สำหรับแววที่เริ่มทำงานเป็นคนแรก และผ่านการทำงานมากับทุกคนในครอบครัว เธอบอกว่า “ตอนทำกับพ่อก็เหนื่อยเถียงกับพ่อ ช่วงสองคน พอน้องสาวเข้ามาก็ตีกันเยอะ พอมีสามคนทำให้มีคนกลางมาช่วยโหวต”

แม้ตีกันบ้างแต่ทุกคนจบในงาน เพราะเข้าใจว่าผลประโยชน์ในธุรกิจไม่ใช่แค่ของพี่น้องคนใดคนหนึ่งแต่เป็นทั้งครอบครัว จึงเน้นเถียงกันเพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหาที่ดี เข้าทำนอง ‘คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนกลับมาได้’ เมื่อทำสิ่งที่เสี่ยงอย่างธุรกิจ มีหลายหัวย่อมพร้อมต่อการแก้สถานการณ์ได้ดี

ทั้งนี้ สามพี่น้องบอกว่าแรงสนับสนุนสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จของทุกคน คือ แม่ 

“คุณแม่เป็น Back Up ที่ดี เวลาเหนื่อย ทำงานดึก แม่ทำกับข้าวให้ ตอนพ่อป่วย แม่ดูแลเป็นหลัก ทำให้เราไม่ต้องพะวง เวลางานในโรงงานทำไม่ทัน ทำเตียงสนาม แม่ก็มาช่วย” โชคดีที่ทั้งสามคนมีคุณแม่ช่วยสนับสนุน และเป็นโชคดีของกิจการครอบครัวที่มีลูกทั้งสามคน แม้ความสำเร็จที่ได้มาไม่ใช่เรื่องของโชคเลยก็ตาม  

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

ถอดบทเรียนการทำที่บ้าน 

ในฐานะทายาทธุรกิจรุ่นสาม ทั้งสามคนมีบทเรียนพิเศษมากมายที่ได้จากการทำธุรกิจครอบครัว 

หนึ่ง ทายาทต้องมีความรับผิดชอบ สร้างความเชื่อมั่นและเป็นผู้นำ 

แววเล่าถึงช่วงเปลี่ยนผ่านในการก้าวขึ้นมาเป็นทายาทที่ต้องโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นว่า “พนักงานบางคนอยู่กับกิจการมาตั้งแต่เรายังไม่เกิด วันหนึ่งคนที่เห็นเราตั้งแต่เด็กต้องเปลี่ยนมาเห็นเราในบทบาทผู้บริหาร สิ่งสำคัญคือ ทำให้คนอื่นเชื่อมั่นว่าเราไม่ใช่เด็กน้อย แต่เป็นผู้บริหารที่สามารถนำเขาให้มีชีวิตที่ดีได้” 

แม้ว่าระหว่างทางจะไม่ได้สวยหรู แววบอกว่ามีคนลาออกเพราะเธอหลายคน เมื่อมีคนออกไป เธอก็ต้องทำหน้าที่นั้นแทนให้ได้ เพื่อให้กิจการดำเนินต่อไป

“ตอนพ่อดูแล พ่อเป็นคนรับผิดชอบ เวลาพ่อสั่งให้ทำ เราเหมือนลูกจ้างของพ่อคนหนึ่ง พอเราสวมหัวเป็นผู้บริหาร เราต้องรับผิดชอบทุกการกระทำ เป็นคนตัดสินใจและดูแลผลกระทบทั้งหมด เป็นเจ้าของจะพักผ่อนเมื่อไหร่ก็ได้ก็จริง แต่ความรับผิดชอบต่างกันเยอะ อย่างช่วงโควิด ไม่มีเงินเข้า แต่เรายังต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน จ่ายเงินกู้ธนาคาร ยอดขายไม่เข้าแต่ต้องจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ ไม่มีเงินก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเราเป็นเจ้าของกิจการ”

ในฐานะเจ้าของกิจการ ความรับผิดชอบจึงไม่ใช่แค่กล่องกระดาษ แต่เป็นคุณภาพชีวิตของครอบครัวพนักงานกว่า 500 ครอบครัวที่เป็นคนผลิตกล่องกระดาษเหล่านั้น   

สอง สืบสานความสัมพันธ์กับคู่ค้าจากรุ่นก่อน

สำหรับทายาทรุ่นใหม่ ก่อนมารับช่วงต่อเคยคิดว่าพ่อไม่ได้ทำอะไรมาก เห็นเพียงว่าไปตีกอล์ฟ กินข้าว สังสรรค์ แต่เมื่อลงมือทำจริงแล้ว ถึงพบว่า การสร้างคอนเนกชันและระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำต่อเนื่องจากคนรุ่นก่อน เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ 

สาม ดูผังองค์กร

ด้วยธุรกิจครอบครัวมีความสบายๆ กันเองมากกว่าในบริษัทใหญ่ ใครถนัดด้านไหนก็ไปทำ ทำให้บางครั้งเมื่อลงมือทำงานจริง บทบาทที่ทำไม่ตรงกับตำแหน่ง การดูผังองค์กรและจัดผังให้สอดคล้องกับระบบงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รู้ตามจริงว่าเวลาคุยเรื่องนี้ต้องไปคุยกับใคร ใครเป็นคนรับผิดชอบ 

สี่ หาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการลงมือทำ

ทายาทธุรกิจมักร้อนวิชา เมื่อเข้ามาแล้วอยากรีบเปลี่ยนแปลง ลองคิดเล็กๆ ลงมือทำในสิ่งที่ทำได้ก่อน บางอย่างต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม นี่คือบทเรียนจากทายาท HSL ที่ค้นพบว่า “บางสิ่งที่ตอนแรกคิดว่าทำไม่ได้ก็ทำได้ บางอย่างที่เคยท้อ พอเอากลับมาทำใหม่ก็รู้สึกว่าไม่เห็นยากเลย” 

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด
ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

ธุรกิจที่ดี 

HSL ผ่านทุกวิกฤตมาได้ด้วยการปรับตัวของคนแต่ละรุ่น

รุ่นหนึ่ง การผลิตนำ เน้นการผลิตให้ดีเป็นอันดับหนึ่ง

รุ่นสอง การตลาดนำ ลุยลูกค้าเอง ได้พันธมิตรที่ดีในระยะยาว

รุ่นสาม เทคโนโลยีนำ สร้างระบบและธุรกิจที่ยั่งยืน

เมื่อถามว่าอะไรคือ Good Business ในความเห็นของแต่ละรุ่น

สุขุม ทายาทรุ่นสองให้ความเห็นว่า “ธุรกิจที่ดีคือ ไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่เอาเปรียบคนอื่น และไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบเรา ค้าขายด้วยกันอย่างจริงใจ ไม่หลอกกัน ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” 

ส่วนทายาทรุ่นสาม แวว วาว และวิน บอกว่า “ธุรกิจที่ดีคือ มีการจัดการอย่างเป็นระบบ และดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างดี ทั้งพนักงาน ชุมชนรอบข้าง ไม่สร้างภาระให้สิ่งแวดล้อม เป็นลูกค้าที่ดีของซัพพลายเออร์ และทำให้ลูกค้าไว้ใจเรา” 

อนาคตที่ทายาทรุ่นสามอยากผลักดันคือ ทำให้ HSL มีชื่อเสียงในวงการอื่นนอกเหนือจากยานยนต์ ต้องการเป็นบรรจุภัณฑ์ในทุกอุตสาหกรรม ให้คนที่ไม่ใช่ผู้ผลิตด้วยกันนอกเหนือจาก B2B จดจำแบรนด์ได้ มีสโลแกนของตัวเอง คนเข้าถึงได้ง่ายในราคาเข้าถึงได้ 

ปิดท้ายด้วยคำคมจากวิน น้องคนเล็ก “พ่อเคยบอกว่า Don’t Put All Your Eggs in One Basket. ที่แปลว่าไม่ควรวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพื่อกระจายความเสี่ยง”

นี่อาจเป็นแผนของครอบครัวนี้ที่มีลูกสามคนก็เป็นได้

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load