คอลัมน์ทายาทรุ่นสองตอนนี้ เป็นตอนที่เรารอคอยเป็นพิเศษ 

เพราะสนใจและติดตามความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่นเพื่อความยั่งยืนมาตลอด รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนเสมอยามเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่สวนทางกับคุณภาพชีวิตของคนในอุตสาหกรรมและปัญหาสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลล่าสุดจาก sustainyourstyle.org บอกว่า ในแต่ละปี มีของเสียที่เกิดจากอุตสาหกรรมสิ่งทอทั้งโลกมากถึง 8 หมื่นล้านตันต่อปี

โกรธจนอยากลงนามสนธิสัญญาเลิกซื้อเสื้อผ้าใหม่ตลอดปี 

ก่อนความคิดจะเตลิดไปไกลกว่านี้ เราพบธุรกิจโรงงานปั่นด้ายสัญชาติไทย ที่รับซื้อเศษของเสียจากกระบวนการปลูกฝ้าย ปั่นด้าย ทอ ฟอก ย้อม ของอุตสาหกรรมมานานกว่า 50 ปี มาก่อนที่โลกจะมีคำว่า Sustainable Fashion

จุดเริ่มต้นจากคู่รักที่ทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอเจ้าใหญ่ เห็นโอกาสจากเศษด้ายเล็กๆ ในโรงงาน จึงรับซื้อเศษของเสียทั้งหมดนี้แล้วส่งออกไปต่างประเทศ ทำรายได้ให้ครอบครัวมหาศาล จากซื้อมาขายไป ต่อมาเปิดโรงงานปั่นด้ายรีไซเคิลจากเศษผ้าแล้วส่งต่อกันมาถึง 3 รุ่น 

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

The Cloud พบกับ วัธ-จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสงเจริญแกรนด์ จำกัด หรือ SC GRAND ทายาทรุ่นสามของโรงงานปั่นด้ายที่เชี่ยวชาญการรีไซเคิลเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี พูดคุยกันเรื่องการต่อยอดและโอกาสในธุรกิจสิ่งทอ ที่ใครต่อใครต่างบอกว่าอยู่ในช่วงขาลง วัธใช้เวลาเพียง 2 ปีสร้างแบรนด์ให้ธุรกิจครอบครัว เปลี่ยนจากผู้ผลิตและจำหน่ายด้ายรีไซเคิล เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมแฟชั่นยั่งยืนที่ทั่วโลกกำลังเคลื่อนตาม

ในเวลาสั้นๆ วัธพาธุรกิจของเขาไปเจอตลาดที่พูดจาภาษาเดียวกัน มีแบรนด์แฟชั่นจากต่างประเทศมากมายติดต่อเข้ามา ขอให้ช่วยพัฒนาเส้นด้ายใหม่ๆ 

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ วัธก็เหมือนทายาทธุรกิจทุกคนที่ต้องพิสูจน์ความสามารถของตัวเองมากมาย ไม่ต่างจากเส้นด้ายที่กำลังม้วนตัวเป็นระเบียบตามจังหวะเครื่องปั่น ตามไปฟังเรื่องราวของเขาและ SC GRAND พร้อมกัน

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ธุรกิจ : บริษัท บางปะกอกการฝ้าย จำกัด (พ.ศ. 2508), บริษัท แสงเจริญการฝ้าย จำกัด และ บริษัท อุตสาหกรรมคลองสวนการฝ้าย จำกัด (พ.ศ. 2530) ปัจจุบันควบรวมและเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท แสงเจริญแกรนด์ จำกัด

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2508

อายุ :  55 ปี

ประเภท : โรงงานปั่นด้ายและธุรกิจซื้อมาขายไปของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

ทายาทรุ่นสาม : จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ และ สรรพัชญ์ พจนาวราพันธุ์

ธุรกิจขายเศษผ้า เริ่มจากการขายส่งเป็นก้อนก่อนทอเป็นเส้น

แสงเจริญ เป็นชื่อที่เพื่อนๆ คุณตาตั้งให้ ซึ่งมาจากชื่อจริงคือ สว่าง 

เริ่มต้นจากคุณตามีประสบการณ์ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอขนาดใหญ่มาก่อน ในสมัยนั้น มีการนำเข้าฝ้ายจากต่างประเทศมาทอเป็นผืนก่อนตัดเย็บไปเป็นเสื้อผ้า คุณยายซึ่งช่วยงานอยู่ข้างกายเห็นโอกาสจากเศษเหล่านี้ จึงร่วมกันก่อตั้งโรงงานล้างฝ้ายใน พ.ศ. 2508 รับซื้อเศษทุกอย่างที่เกิดในกระบวนการ เศษฝ้าย เศษด้าย เศษผ้า แล้วมัดเป็นก้อนส่งออกไปขายในต่างประเทศ และมีลูกค้าคือโรงงานรีไซเคิล

“เริ่มจากนำฝ้ายมาผ่านกระบวนการให้สะอาด มีคนมารับซื้อกากไปเพาะเห็ดฟาง ส่วนฝ้ายไปปั่นด้าย หรือไปผสมนุ่นใช้ยัดหมอนและที่นอนเพื่อลดต้นทุน ธุรกิจเราเล็กมากนะ เราเป็นโรงงานรับซื้อของที่เขาไม่ใช้แล้วจากทุกโรงงานเลย แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว ยากขึ้น ต้องมีการประมูลจริงจัง” ชนินทร์ วูวนิช ผู้เป็นลูกชายคนที่ 3 และทายาทรุ่นสอง เล่า 

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ผลจากการวางตำแหน่งทายาทตามบุคลิกของคุณยาย ที่มอบหมายให้แม่ ผู้ชอบเข้าสังคมและใช้ภาษาอังกฤษเก่ง ดูแลงานส่วนนำเข้าและส่งออก มอบหมายให้น้าคนแรกซึ่งเป็นคนขยันชอบเจอลูกค้า ทำหน้าที่ฝ่ายขาย และมอบหมายให้น้าคนที่ 2 ผู้รักสงบ ดูแลการเงินและฝ่ายผลิต จนธุรกิจเติบโต

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ต่อมา ผลประกอบการเศษผ้ามัดก้อนที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คุณยายเห็นโอกาสต่อยอดธุรกิจอีกขั้น จึงส่งลูกชายหรือคุณน้าเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ จนพบว่าปลายทางของเศษผ้าเหล่านี้ ใช้นำไปทำเส้นด้ายใหม่ได้ จึงเป็นที่มาของโรงงานปั่นด้ายในยุคทายาทรุ่นสอง ซึ่งเส้นด้ายเกิดใหม่เหล่านี้เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงงานทำไม้ถูพื้น โรงงานผลิตสายสิญจน์ หรือแม้แต่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“จำได้ว่าขายดีมากๆ พ.ศ. 2528 ถือเป็นยุคทองของอุตสาหกรรมสิ่งทอเลย ใครทำอะไรก็รวยหมด เมื่อก่อนมีโรงงานปั่นด้ายเป็นร้อยโรงงาน เดี๋ยวนี้เหลือไม่ถึงยี่สิบโรงงานแล้ว” นอกจากขายเส้นด้ายรีไซเคิลแล้ว ที่นี่ยังรับซื้อเศษผ้ามาแยกสีก่อนส่งออกไปขายอีกที

ความยากของงานนี้ คือโรงงานไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าวัตถุดิบที่เข้ามาจะเป็นแบบไหน เฉดสีไหน ทั้งหมดต้องใช้ประสบการณ์

“โดยทั่วไปโรงงานปั่นด้ายเจ้าใหญ่จะย้อมด้ายเป็นสีอะไรก็ได้ แต่เราทำไม่ได้ เราต้องเอาผ้าเก่ามาคัดแยกสี ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ไม่มีโรงงานไหนอยากทำ และเราก็ไม่รู้ว่าผ้าจากต้นทางมีส่วนผสมอะไรบ้าง หรือฝ้ายมาจากที่ไหน แบบไหนยาว แบบไหนสั้น เราต้องใช้ประสบการณ์ปรับเครื่องจักรของเรา” ทายาทรุ่นสองเล่า

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ช่องว่างระหว่างทายาท

หลังเรียนจบด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วัธเห็นว่าธุรกิจครอบครัวมีความเสี่ยงสูง แม้สินค้าจะขายดีมาก แต่การพึ่งพาลูกค้าเพียงไม่กี่เจ้า ไม่มีทีมขาย มีเพียงน้าชายคนเดียวที่ดูแลด้านนี้ และไม่มีระบบเป็นเรื่องที่ควรแก้ไข ความยากที่ทายาททุกคนเจอคือ ช่องว่างระหว่างวัย

ทำไมต้องเปลี่ยน ทำไมต้องเสียเงินทำระบบแพงๆ ทำไมต้องพัฒนาสินค้า ทำไมต้องโฆษณา ทำไมต้องทำแบรนด์ สำหรับวัธตอนนั้นเป็นคำถามที่ยากจะตอบในเวลาสั้นๆ

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี
ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“ใครๆ ก็รู้ว่า การจะทำให้ผู้ใหญ่รับฟังความเห็นจากเราที่เพิ่งเรียนจบเป็นเรื่องยากมาก สิบปีก่อนเราบอกครอบครัวว่า อนาคตธุรกิจเราจะลำบากหากไม่เปลี่ยน เพราะลูกค้ารายใหญ่ของเรามีสัดส่วนเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนการผลิตทั้งหมด จนวันหนึ่งที่ลูกค้าเจ้านั้นหันไปสั่งสินค้าจากที่อื่นมาขายแข่งกับเรา” วัธเล่าบรรยากาศทำงานกับครอบครัวในช่วงแรก ซึ่งอาศัยการค่อยๆ ซึมเข้าไป เช่น เดิมสินค้าของบริษัทมีเพียง 2 สี คือสีขาวและสีครีม วัธก็เสนอว่า สีเทากำลังเป็นที่ต้องการในตลาด แต่เมื่อไม่มีใครเชื่อ เขาจึงพิสูจน์ด้วยการนำเข้ามาทำตลาดด้วยตัวเอง ก่อนที่โรงงานจะยอมผลิตในเวลาต่อมา

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

หรือไปเริ่มใหม่ง่ายกว่า?

แทนที่จะเข้ามาทำงานเต็มตัวอย่างที่ตั้งใจ วัธตัดสินใจช่วยงานครอบครัวอยู่ห่างๆ พร้อมกับเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง

“สมัยนั้น ยอมรับว่าคิดทำธุรกิจจากที่เห็นว่าใครทำแล้วดี เราก็ลงทุนทำบ้าง อะไรฮิต อะไรเพื่อนว่าดี เราก็กระโดดลงไป เช่น ธุรกิจแรก ผมหุ้นกับเพื่อนห้าหกคนขายเสื้อผ้าที่สวนลุมไนท์บาซาร์ ธุรกิจที่สอง ทำรองเท้าแบรนด์ Mango Mojito โดยเริ่มจากร้านรองเท้าเล็กๆ จนเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าได้ตั้งแต่หกเดือนแรก แล้วเปิดร้านตัวเองที่สยาม ธุรกิจที่สาม ลงทุนร่วมกับเพื่อนชาวต่างชาติทำระบบติดตามในรถยนต์ เพื่อช่วยค้นหาหากรถถูกโจรกรรมหรือเกิดอุบัติเหตุ และมีช่วงหนึ่งเรียนรู้เรื่องการซื้อขายหลักทรัพย์ มีทั้งสำเร็จและล้มเหลว หากย้อนเวลากลับไปได้คงไม่ทำอย่างนั้น คงจะคิดก่อนว่าธุรกิจที่มีหรือสิ่งที่มีในมือเราทำได้ดีแล้วหรือยัง มีทรัพยากรเพียงพอไหม ทีมพร้อมไหม เวลามีพอแค่ไหน ตอนนั้นคิดแค่ว่าเราทำได้ก็ทำดู” วัธเล่าย้อนบทเรียนจากธุรกิจที่ผ่านมา

มีครั้งหนึ่ง วัธเล่าว่าเขาทำธุรกิจไม้ถูพื้นแบรนด์ SUPERCAT เพียงเพื่ออยากพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่า เขาทำให้เส้นด้ายในโรงงานเข้าไปขายอยู่ในห้างค้าปลีกเจ้าใหญ่ได้ 

คำตอบเดียวของวัธในตอนนั้น คือเขาจะทำไม้ถูพื้นราคาถูกที่สุดในตลาด ไม้ถูพื้นที่ทำจากเส้นด้ายรีไซเคิลในโรงงาน

“มารู้ตอนนี้ว่าการคิดแบบนั้นอันตรายมาก เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าตัวเองใหญ่สุดหรือถูกสุด เมื่อนั้นธุรกิจกำลังอยู่ในอันตราย เราไม่ได้วางแผนการเงินในระยะยาว เราแค่คิดจะตีตลาดตอนนี้ บทเรียนครั้งนั้นสอนว่า ต้องคิดรอบคอบ มองระยะยาว ศึกษาคู่แข่ง มองภาพใหญ่ มองข้อดี-ข้อเสีย รู้จักหาทางเลือกให้มากกว่านี้ ยังดีที่ตอนนี้ไม่ได้ขาดทุนแล้วนะ เพียงแต่ยังไม่คืนทุน” วัธเล่า

ใครที่เคยคิดว่าออกไปเริ่มต้นธุรกิจตัวเองง่ายกว่ารับช่วงต่อที่บ้าน คงต้องคิดดูใหม่

สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่าถ้ามีแค่เงินแล้วทำธุรกิจได้ คนอื่นก็ทำได้เช่นกัน

คนที่ไว้ใจสุดท้ายร้ายที่สุด

จุดเปลี่ยนที่กลับมารับช่วงต่อธุรกิจเต็มตัว คือปัญหาจากคนที่ครอบครัวเคยไว้ใจที่สุด

“เขาเป็นมือขวาคุณยาย ทำงานมามากกว่ายี่สิบห้าปี รู้ทุกอย่างในบริษัท ก่อนหน้านี้ยังเคยแอบคิดว่า ถ้าเขาทำอะไรขึ้นมา บริษัทได้รับผลกระทบหนักแน่ แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ”

หลังจากเหตุการณ์นั้น ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี เป็นช่วงขาลงของอุตสาหกรรมสิ่งทอ วัธตัดสินใจเริ่มต้นใหม่ เขาศึกษาทุกเรื่องของวงการผ้า โดยลงเรียนลัดด้วยการเดินทางเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและงานสัมมนาใหญ่ในต่างประเทศ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ สำหรับธุรกิจใน 10 ปีข้างหน้า จากเทรนด์และแนวโน้มของอุตสาหกรรม หาวิธีปรับตัวเพื่อรักษาจุดแข็งของธุรกิจ นั่นคือความเชี่ยวชาญในการรีไซเคิลเศษผ้าจากอุตสาหกรรมสิ่งทอที่มีมายาวนาน 50 ปี

ทบทวนคุณค่าที่ธุรกิจเรานี้จะมีต่อโลก

โชคดีที่วัธไม่ถอดใจขายโรงงานไปทำธุรกิจด้านไฟแนนซ์อย่างที่คิด และการตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้ทายาทรุ่นสามของ SC GRAND พบโอกาสต่อยอดมากมาย

“ช่วงที่ผ่านมา โลกกำลังสนใจเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Fashion) ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับที่มาที่ไป และสนใจว่าตัวเขาได้มีส่วนช่วยโลกเท่าไหร่ ธุรกิจของเรามีองค์ความรู้เรื่องรีไซเคิลและดำเนินการอยู่ในแนวทางนี้มาตลอด เส้นด้ายของเราทำจากผ้าเก่าไม่เคยผ่านการย้อมสี เสื้อผ้าเก่าสีอะไรก็ทำด้ายสีนั้น” วัธเล่าเหตุผลข้อแรก

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี
ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

สอง วัธเห็นว่าบริษัทใหญ่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเองก็ทำและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

“ช่วงที่เริ่มทำเว็บไซต์ใหม่ มีคนติดต่อเข้ามาทั้งที่เรายังไม่ได้ทำโฆษณาใดๆ โดยลูกค้าเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลกทั้งจากญี่ปุ่นและสวีเดน ซึ่งติดต่อผ่านตัวแทน ขอให้ทำเราลองทำเส้นด้ายจากเศษผ้าหรือเสื้อผ้าที่ไม่ผ่าน QC ในโรงงานเขา” วัธตัดสินใจตั้งทีมสำหรับแผนกใหม่ พร้อมขอเวลาพิสูจน์ตัวเอง 3 ปี

แทนที่จะผลิตเส้นด้ายรีไซเคิลขายลูกค้าซึ่งเป็นโรงงานทอผ้าในตลาดเดิม ที่นับวันก็ยิ่งยากจะเข้าใจว่า ทำไมเส้นด้ายรีไซเคิลมีราคาสูงกว่าหรือมีคุณภาพดีกว่า ทั้งๆ ที่ควบคุมสีของเส้นด้ายได้ยาก 

SC GRAND จัดตั้งแผนกที่ทำงานกับร่วมกับแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี
ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“เราทำตัวอย่างงานที่ทำร่วมกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำขึ้นมา เช่น กางเกงยีนส์จากเส้นด้ายของเรา เพื่อบอกว่า SC GRAND ไม่ได้กำลังขายเส้นด้ายนะ แต่ขายวัตถุดิบรีไซเคิลไม่ว่าจะเป็นเส้นด้ายหรือผ้า และสินค้ารีไซเคิลขายได้ เป็นที่ยอมรับของลูกค้าและตลาด” นอกจากขายวัตถุดิบที่ผลิตตามความต้องการลูกค้าแบรนด์แล้ว ยังรับจ้างผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปด้วย

สุดท้ายเมื่อตลาดเข้าใจ ผู้บริโภคเข้าใจ ก็จะเรียกร้องกลับไปที่ร้านขายผ้าเอง

สาม วัธเห็นโอกาสจากทำเลที่ตั้งโรงงาน ซึ่งอยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางของโรงงานสิ่งทอในภูมิภาค สามารถรับของเสียจากโรงงานสิ่งทอทั้งในเมียนมา ลาว และกัมพูชา

หมดยุคที่จะผลิตเพื่อขายให้ได้กำไรเยอะๆ อีกต่อไป

สินค้าและบริการของ SC GRAND ในมือทายาทรุ่นสาม เปลี่ยนไปจากเดิมที่ขายเพียงเส้นด้ายรีไซเคิล

หนึ่ง ทำเรื่องระบบหมุนเวียน เปลี่ยนขยะให้เป็นของมีมูลค่า

สอง ขายเส้นด้ายสั่งผลิต (Made to Order) ตามความต้องการของลูกค้า

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี
ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“หมดยุคที่จะผลิตเพื่อขายให้ได้กำไรเยอะๆ อีกต่อไป ลูกค้าสั่งได้ว่าอยากได้สีไหน มีรีไซเคิลโพลีเอสเตอร์ผสมเท่าไหร่ รีไซเคิลคอตตอนกี่เปอร์เซ็นต์ หรือผสมเส้นด้ายรีไซเคิลจากเสื้อเก่าของแบรนด์เท่าไหร่ ตอนนี้เริ่มทำแล้วกับแบรนด์แฟชั่นจากต่างประเทศ”

สาม ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ใช้วัตถุดิบรีไซเคิลจากโรงงาน SC GRAND

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

“เรื่องการผลิตเสื้อผ้าเราใช้วิธีหาผู้ผลิต เพราะอยากทำและทุ่มเทให้สิ่งที่เราถนัด อย่างการเปลี่ยนและเพิ่มมูลค่าให้ของเสียจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ

“เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าบริษัทต้องทำกำไรตั้งแต่วันแรกๆ เรายอมลงทุนกับ R&D ก่อน ยอมทดลองทำจำนวนน้อยก่อน ไม่ว่าจะเอา Waste มาแบบไหน เรายินดีเปลี่ยนให้เป็นเส้นใยเพื่อใช้งานต่อได้ตามคุณภาพที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งถ้าเป็นที่อื่นเขาคงไม่ทำ เช่น โรงงานรีไซเคิลยีนส์ส่งอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือรีไซเคิลเพื่อทำไม้ถูพื้นก็จะทำเนื้อแบบเดียว หรือไม่ก็รีไซเคิลเพื่อส่งออกอย่างเดียว แต่เราทำทุกอย่างครบวงจร อย่างมีระบบ ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร และติดตามงานทุกกระบวนการ เป็นเหตุผลที่หลายๆ บริษัทอยากทำงานกับเรา เพราะเราเข้าใจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการรีไซเคิล” วัธเล่าหลักการทำงาน ซึ่งมาจากคำสอนของคุณยาย ที่บอกเสมอว่าให้ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หมั่นศึกษาหาความรู้ ขยัน อดทน และกตัญญู

สิ่งที่วัธทำและพิสูจน์ เปลี่ยนท่าทีหรือบรรยากาศธุรกิจครอบครัวอย่างไร เราถาม

“ในอดีต ธุรกิจนี้ในมือของแม่และน้าๆ ก็เคยซื้อขายกับโรงงานในญี่ปุ่น แต่พวกเขาไม่เคยมีโอกาสเข้าไปเดินในโรงงานที่ญี่ปุ่นเลย ขณะที่ผมกับน้องชายได้เข้าไปดูงานทุกส่วน เมื่อก่อนลูกค้าไม่เคยมองเราด้วยซ้ำ เพราะคุยกันคนละภาษา ไม่ได้หมายถึงภาษาญี่ปุ่นหรือไทยนะ แต่หมายถึงความเข้าใจที่มีต่องาน นั่นทำให้เขาไม่เคยมีโอกาสตีกอล์ฟหรือสังสรรค์กับคู่ค้า ขณะที่เราทำได้” วัธเล่า

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

ถ้ารุ่นแรกคือบุกเบิก รุ่นสองคือสานต่อ ทายาทรุ่นสามของ SC GRAND อยากให้คนจดจำธุรกิจนี้อย่างไร เราถาม

“เอาความเชี่ยวชาญที่มีมาปรับใช้ให้เข้ากับปัจจุบัน” วัธตอบในทันที

“สานต่อเป็นสิ่งที่ทายาทควรทำ แต่ก็ไม่เสมอไปนะ ถ้าประเมินธุรกิจแล้วไม่พบโอกาสจริงๆ ก็ไม่ควรดื้อสานต่อ สำคัญคือต้องไม่ลืมว่าคุณได้เปรียบกว่าคนอื่นเยอะมาก คุณมีรากฐานที่ดี ธุรกิจก็ไปได้ สิ่งที่ท้าทายคือ การสร้างให้ธุรกิจนี้ยิ่งใหญ่และมั่นคงมากกว่าที่ยายกับแม่เคยสร้างมา” วัธทิ้งท้าย

ทายาทรุ่นสาม SC GRAND โรงงานปั่นด้ายที่รีไซเคิลจากเศษของเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอมา 55 ปี

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ผมเกิดวันที่ 5 ม.ค. พ.ศ. 2528 

อาม่าเคยบอกว่าเป็นวันดี แต่ไม่ได้บอกว่าดียังไง

วันหนึ่งระหว่างวิ่งเล่นในบ้าน ผมเจอแผ่นกระดาษที่ฉีกจากปฏิทินกระดาษประจำบ้าน หุ้มซองพลาสติกอย่างดี วันที่ในกระดาษคือวันเกิดผม มีข้อมูลเป็นภาษาไทยและจีนที่เด็กอย่างผมอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ

ถ้าคุณมีเชื้อสายจีน มีครอบครัวและมีลูกประมาณช่วงยุค 80 การตัดปฏิทินกระดาษที่เรียกว่า ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ หน้าที่เป็นวันเกิดของลูกถือเป็นธรรมเนียมปกติ หลายครอบครัวเก็บรักษาไว้ประหนึ่งเป็นเอกสารสำคัญ 

หลายสิบปีต่อมา ผมถึงรู้ว่าปฏิทินนั้นไม่ได้บอกแค่เวลา แต่ยังบอกข้อมูลสำคัญทางโหราศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาจีน 4 แถวเรียกว่า ‘ปาจื๊อ’ เราสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ ‘ขึ้นดวง’ เพื่อดูว่าเด็กที่เกิดวันนี้เป็นคนธาตุไหน ลักษณะเป็นอย่างไร 

ประหนึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวของชีวิต ช่วยแนะนำพ่อแม่ว่าควรเลี้ยงลูกให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ปฏิทินน่ำเอี๊ยง คือของที่ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนต้องมีติดบ้าน น่ำเอี๊ยงไม่ได้เป็นแค่ชื่อปฏิทิน แต่ยังเป็นชื่อสำนักโหราศาสตร์จีนที่อยู่คู่ประเทศไทยมากว่า 80 ปี สถาบันแห่งนี้เป็นเสาหลักทางจิตใจของคนจีนที่อพยพมาในประเทศไทยหลายทศวรรษ 

พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงยังคงยืนหยัดภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่สาม กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล พาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ล่าสุด เขากำลังนำเทคโนโลยีปรับธุรกิจให้กลายเป็นแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย เตรียมเปิดตัวในเทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 ที่กำลังจะถึงนี้

ภารกิจของทายาทรุ่นนี้ท้าทาย ไม่ต่างจากที่อากงของเขาเคยทำเมื่อหลายทศวรรษก่อน 

สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย มีบางเหตุการณ์ในบางช่วงเวลาที่สำคัญ ควรค่าแก่การเน้นย้ำ เราจึงอยากเล่าเรื่องการเดินทางของน่ำเอี๊ยงผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้งการฉกฉวยโอกาสในยามโชคดี และการหลีกเลี่ยงโชคร้ายในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

ธุรกิจ : โหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2499 (นับจากปีที่ตั้งสำนักถาวร)

ประเภท : สำนักโหราศาสตร์

ผู้ก่อตั้ง : ซินแสเฮียง แซ่โง้ว

ทายาทรุ่นสอง : ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล

ทายาทรุ่นสาม : กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล

เฮียง แซ่โง้ว เดินทางจากจีนถึงไทย ลงเรือที่จังหวัดสงขลา

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีไม่ได้จากบ้านมาทำงานเฉกเช่นคนจีนในวัยเดียวกัน เขามาตามหาพ่อที่หายตัวไป 

หลายปีก่อนหน้า พ่อของเฮียงจากบ้านมาทำงานแล้วส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ประเทศจีน วันหนึ่งพ่อขาดการติดต่อ ลูกชายจึงเดินทางมาตามหา สุดท้ายเขาพบข่าวร้ายว่าพ่อเสียชีวิตกะทันหันในประเทศไทย จึงขาดการติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศจีน 

แม้โศกเศร้า แต่นายเฮียงก็ไม่กลับบ้านเกิด ตั้งใจสืบปณิธานทำงานที่เมืองไทยส่งเสียครอบครัวแทนพ่อผู้ล่วงลับ

ด้วยความสนใจทางโหราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก นายเฮียงศึกษาและพัฒนาจนสามารถใช้ความรู้โหราศาสตร์เป็นอาชีพ ซินแสเฮียง แซ่โง้ว หรือ ‘เหล่าซินแส’ กลายเป็นที่รู้จักในชุมชนคนจีนอย่างรวดเร็ว งานหลักของเหล่าซินแสคือการดูฤกษ์งามยามมงคลให้กับธุรกิจชาวจีนที่เปิดใหม่ในเมืองไทย และรับทำนายดวงชะตาด้วยวิธีหลายรูปแบบ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

การทำงานช่วงแรกหนักหน่วงไม่น้อย ซินแสพูดไทยไม่ได้ ต้องอาศัยให้เพื่อนช่วยเป็นล่ามแปล ไม่มีหน้าร้านหรือสำนักถาวร เขารับงานแบบไม่หวั่นงานหนัก เดินทางช่วยผู้คนทั่วหล้าแบบถึงไหนถึงกัน

โหราศาสตร์จีนมีหลายแขนง หลากความเชื่อ สำหรับเหล่าซินแส เขาเชื่อว่าทฤษฎีการดูดวงชะตามิได้ทำขึ้นเพื่อให้คนงมงาย แต่เพื่อให้เรามีหลักในการตัดสินใจ 

ชีวิตคนย่อมมีขึ้นมีลง เมื่อเราโชคดี ทำอย่างไรจึงจะฉวยโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเผชิญปัญหา ทำอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงโชคร้ายไม่ให้เป็นอันตรายกับเรามากที่สุด

หากเราเข้าใจโชคชะตาของตัวเอง ย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะปรับชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 

นี่เป็นหลักการที่เหล่าซินแสมอบให้คนจีนที่มาเผชิญโชคในต่างแดน ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงทั้งทางกายและจิตใจ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ชื่อเสียงของเหล่าซินแสแพร่กระจายไปทั่วสงขลา ได้รับเชิญให้เดินทางไปดูฤกษ์ยามทำนายชะตาชีวิตในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

วันหนึ่งเขาได้รับเชิญจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้มาตั้งสำนักโหราศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อว่า ‘น่ำเอี๊ยง’ แปลว่า แสงจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้ (ทิศมงคลตามความเชื่อของโหราศาสตร์จีน) เป็นความหมายที่ดีงามและเหมาะสมกับภารกิจของซินแสในตอนนั้น 

ยุคนั้นคนจีนรู้จักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงเป็นอย่างดี เป้าหมายต่อไปของซินแส คือการแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กว้างขึ้น ปัญหาแรกที่ต้องแก้คือกำแพงภาษา 

แม้เป้าหมายแรกคือทำให้คนจีนมีชีวิตดีขึ้น แต่ชีวิตคนไม่มีพรมแดน เส้นเขตแดนและสัญชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติที่แบ่งแยกผู้คน เหล่าซินแสจึงเริ่มใส่ภาษาไทยเข้าไปในผลงาน เปิดกว้างให้ความรู้ทางโหราศาสตร์เข้าถึงผู้คนยิ่งขึ้น

อีกปัญหาที่ซินแสอยากแก้คือ คนจีนในไทยยุคนั้นไม่รู้ว่าต้องจัดงานตามเทศกาลเมื่อไหร่ ปฏิทินที่ใช้ในไทยไม่ได้บอกว่าช่วงตรุษจีน สารทจีน หรือช่วงที่เทพเจ้าตามความเชื่อของคนจีนมาเยือนในทิศใด วันที่เท่าไหร่

ประเพณีเหล่านี้ทำสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวเสริมสร้างกำลังใจตลอดปี น่ำเอี๊ยงจึงทดลองนำความรู้ทางโหราศาสตร์มาใส่ในปฏิทิน ผลิตและจำหน่ายครั้งแรกใน พ.ศ. 2518

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงรุ่นแรกมีแต่ภาษาจีน เป็นตำราปฏิทิน มีข้อมูลโหราศาสตร์ที่บอกว่าแต่ละวันควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร วันธงไชยหรือวันดีที่เหมาะกับการทำงานใหญ่คือวันไหน เทพเจ้าอยู่ทางทิศไหน ควรกราบไหว้บูชาเมื่อไหร่ ลูกหลานจะได้ดำเนินชีวิตตามเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นเหมือนอาวุธข้างกายในการฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างดำเนินชีวิต บนแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ปฏิทินกลายเป็นสินค้าพลิกชีวิตของซินแส นอกจากจะขายดียังเปลี่ยนแนวการดำเนินธุรกิจสำนักโหราศาสตร์ไปไม่น้อย หลายทศวรรษผ่านไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงยังคงมีขาย ครอบครัวคนจีนยังนิยมซื้อไว้ติดบ้าน กลายเป็นสินค้ามงคลที่ผู้คนซื้อไว้ทั้งใช้งานเองและซื้อให้คนที่เคารพเพื่ออวยพรให้มีโชคดีทั้งปี 

นอกจากปฏิทิน ซินแสยังพยายามส่งต่อความรู้ทางโหราศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง ด้วยการเขียนเป็นตำราชื่อว่า ตำราทงจือน่ำเอี๊ยง เนื้อหาจะสอนการใช้โหราศาสตร์ มีทั้งภาษาไทยและจีน นอกจากนี้ยังมีการทำตำราฉบับตัดทอนให้สั้น เข้าใจง่าย เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นและนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ความจริงการบริหารสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงที่กรุงเทพฯ ไม่ง่าย ต้องเผชิญปัญหาสารพัด ซินแสสู้ทำสำนักจนยืดหยัดได้มั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาไม่เคยทิ้งวิสัยทัศน์ที่ว่า ต้องทำโหราศาสตร์ให้เข้าใจง่าย อย่ามองเป็นแค่การค้า แต่คือทางเลือกที่ช่วยให้คนฉวยโอกาสเป็น ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้จริง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

เมื่อถึงช่วงทายาทรุ่นสองเข้ามาสืบต่อ ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล เริ่มขยายธุรกิจออกไปให้กว้างขึ้น รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยที่ยังไม่ทิ้งหลักการของสำนักโหราศาสตร์ที่เหล่าซินแสสร้างไว้ บริการดูฤกษ์ยามมงคลให้บริษัทและองค์กรยังมีเหมือนเดิม เริ่มตั้งโรงงานผลิตปฏิทินอย่างจริงจังเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

ตัวปฏิทินก็มีการพัฒนาผลิตออกเป็น 2 แบบ คือสมุดฉีกก้อนสีแดง อัดแน่นด้วยข้อมูลโหราศาสตร์ตลอด 365 วัน ออกแบบให้ใช้วางบนโต๊ะหรือเก็บในลิ้นชัก เป็นเหมือนคู่มือการดำรงชีวิต หยิบใช้งานง่าย แบบที่สองคือเป็นแผ่นกระดาษขนาดใหญ่รายเดือน ปฏิทินแบบนี้ออกแบบให้ใช้แบบแชร์กันในครอบครัว เหมาะกับการแขวนไว้กลางบ้านให้ทุกคนได้ดู ไหว้เจ้าวันไหน สารทจีนเมื่อไหร่ เดินมาดูได้สะดวก

มีนวัตกรรมน่าสนใจสองอย่างที่น่ำเอี๊ยงริเริ่มขึ้นในยุคนี้ หนึ่งคือการขายโฆษณาบนตัวปฏิทิน ช่วงหลังมีหลายองค์กรนิยมสั่งปฏิทินเพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวาระพิเศษ น่ำเอี๊ยงจึงปรับรูปแบบปฏิทินให้มีพื้นที่ว่าง สามารถประทับตราบริษัทหรือใส่โฆษณา เป็นการเพิ่มรายได้ขยายโอกาสไปในตัว ในขณะเดียวกันก็ยังมีปฏิทินที่ไม่มีโฆษณาสำหรับคนทั่วไปได้เลือกซื้อ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

สองคือการขายแบบของปฏิทินให้โรงพิมพ์อื่น ๆ ได้พิมพ์ปฏิทินของตัวเอง ยุคนั้นโรงพิมพ์หลายเจ้าได้รับโจทย์จากลูกค้าให้ทำปฏิทิน โรงพิมพ์ก็มาจ้างน่ำเอี๊ยงทำให้ ช่วงหลังโรงงานผลิตปฏิทินไม่ทัน จึงเกิดการร่วมมือแบบที่สมัยนี้เรียกว่า Collaboration น่ำเอี๊ยงจะขายแบบปฏิทินในลักษณะเป็นกระดาษที่มีวันที่และข้อมูลโหราศาสตร์ครบถ้วน เว้นช่องว่างด้านบนและล่าง ให้โรงพิมพ์ไปพิมพ์ตราโลโก้ของบริษัทคู่ค้าเอง เพิ่มความเร็วในการผลิตโดยไม่ต้องเหนื่อยทำเองทุกชิ้นเหมือนเมื่อก่อน 

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่เราเห็นทุกวันนี้จึงมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งของที่น่ำเอี๊ยงผลิตเอง และของที่โรงพิมพ์อื่นผลิตจนดูเหมือนเป็นสินค้าคู่แข่ง แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการผลิตส่งออกขายไปยังต่างประเทศ ถ้าแวะไปบ้านครอบครัวชาวจีนในพม่า เวียดนาม ลาว และสิงคโปร์ เราจะได้เห็นปฏิทินน่ำเอี๊ยงหน้าตาไม่ต่างจากของไทยเราเลย

ค้นชื่อโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงวันนี้ เราจะได้เห็นทั้งหน้าและชื่อของ กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล บ่อยขึ้น 

เขาคือลูกชายคนโตของชาญชัย ตั่วซุงของตระกูลผู้รับตำแหน่งทายาทรุ่นสามของสำนักโหราศาสตร์อายุกว่า 80 ปีแห่งนี้ 

เมื่อคนรุ่นใหม่รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะคิดค้นวิธีการที่ทันสมัยมาพัฒนาธุรกิจ บางครั้งก็มีความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้น กิตติธัชโชคดีที่ไม่ค่อยมีเรื่องนี้ แม้การทำงานช่วงแรกเมื่อ 4 ปีก่อนจะมีเรื่องต้องพิสูจน์บ้าง แต่การทำงานโดยรวมถือว่าค่อนข้างราบรื่นและไปได้ดี

ถ้าดูอย่างละเอียด สิ่งที่กิตติธัชทำมีความน่าสนใจใหญ่ ๆ อยู่ 2 ข้อ 

หนึ่ง เขามีทัศนคติที่ดีมากกับครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องโหราศาสตร์ 

คนอื่นอาจมองว่าการดูดวง ดูฤกษ์ยาม เป็นเรื่องงมงาย แต่กิตติธัชมองว่านี่คือ Data เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ผกผันตามการเคลื่อนของดวงดาว ถูกรวบรวมและวิเคราะห์มาเป็นพันปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

“ความจริงโหราศาสตร์คือ Data อยู่แล้ว มันคือสถิติที่บันทึกมาเป็นพันปี คนจีนในวังสมัยก่อนจะบันทึกว่าเมื่อดวงดาวกลุ่มนี้เคลื่อนมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในเมืองบ้าง คำนวณ วิเคราะห์ แล้วก็เอามาใส่ในปฏิทิน เพื่อบอกว่าเมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงดาวเคลื่อนไหว เหมาะกับการทำและไม่ทำอะไร ทิศมงคลอยู่ด้านไหน นี่คือที่มาของหลักโหราศาสตร์จีน เนื้อหาในปฏิทินจึงเป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตของเรา”

กิตติธัชยังมองว่า คุณค่าของแบรนด์คือการมองโหราศาสตร์เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง การรักษาหลักการของมัน ก็เท่ากับรักษาวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาช้านานด้วย

“เราพยายามจะสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามและมีมานาน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ทำยังไงให้วัฒนธรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ เพราะคนในสังคมนำโหราศาสตร์มายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ทำให้แต่ละคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง ผมว่าตรงนี้มันอยู่ในวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ถูกนำออกมาให้เห็น ผมคิดว่าโหราศาสตร์จะทำให้สังคมอยู่อย่างมีความสุขได้” ทายาทรุ่นสามเล่า

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

เรื่องที่สองที่กิตติธัชโดดเด่น คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เล่าเรื่องธุรกิจ 

นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์ใหม่ให้สวย ใช้งานง่าย การเปิดบริการของน่ำเอี๊ยงทาง Line Official Account ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใครก็ทำกัน แต่มันเป็นวิธีที่ได้ผลมากสำหรับน่ำเอี๊ยง เพราะลูกค้าของน่ำเอี๊ยงต่างถามถึงการให้บริการทางมือถือ หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในต่างประเทศ ไม่สะดวกเดินทางมาที่สำนัก

ตอนนี้บริการปกติของสำนักสามารถทำผ่านออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งระบบซินแสคอยให้คำปรึกษาเป็นพิเศษสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากใช้บริการโดยเฉพาะ

การทำคอนเทนต์ผ่าน Social Media ก็เช่นกัน กิตติธัชไม่อยากให้น่ำเอี๊ยงเป็นสำนักโหราศาสตร์แบบปิด เมื่อจุดแข็งของที่นี่คือความรู้ เขาก็พยายามเปิดสำนักให้คนมาเรียนรู้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อคนเข้าใจโหราศาสตร์ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น คนก็จะกลับมาใช้บริการด้วยความคิดว่าเขายึดสิ่งนี้เป็นที่ปรึกษาให้ชีวิตได้

เทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงจะเปิดบริการใหม่ นำหลักโหราศาสตร์มาทำเป็นแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้บริหารหนุ่มก็มีเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลือกทางนี้

“หลายคนซื้อปฏิทินน่ำเอี๊ยงมา เจอข้อมูลเป็นภาษาจีนค่อนข้างเยอะ เราพออ่านคำจีนได้จะเข้าใจ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่อยู่ด้านหลัง โจทย์ของเราคือทำยังไงให้ข้อมูลเข้าใจง่ายมากขึ้น 

“แอปฯ ของน่ำเอี๊ยงไม่ใช่ปฏิทินทั่วไป แต่สามารถใส่วันเดือนปีเกิดของเราลงไป จะมีระบบหลังบ้านของสำนักโหราศาสตร์นำมาขึ้นดวงให้แต่ละคนได้ดู ได้ใช้ เขาสามารถนำดวงนี้มาคำนวณเวลามงคล ทิศมงคล เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงในแต่ละวันให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ทำให้โหราศาสตร์จีนผสมผสานเข้าไปในชีวิตคนมากขึ้น” 

ฟังกิตติธัชเล่าก็เบาใจ แผ่นปฏิทินวันเกิดผมหายไปนานแล้ว นี่คือข้อดีของเทคโนโลยีในการช่วยเก็บรักษาข้อมูลบนอากาศ เขานำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ยุคนี้โหราศาสตร์กลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ของยุคสมัย ใคร ๆ ก็หาวอลเปเปอร์เสริมดวงแปะหน้าจอมือถือ กิตติธัชบอกว่าเขาค่อนข้างระวังในการเลือกสื่อที่จะใช้ในการสื่อสาร มันต้องตอบโจทย์สิ่งที่เขาคิดไว้ ความรู้ของน่ำเอี๊ยงเป็นก้อนสถิติชุดใหญ่ มีกลุ่มผู้ใช้กว้างมาก การพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่เก็บข้อมูลได้มากน่าจะตอบโจทย์การใช้มากที่สุด

อันที่จริง หากวันหนึ่งน่ำเอี๊ยงไม่ทำปฏิทินกระดาษอีก ผมก็เชื่อว่าสำนักโหราศาสตร์แห่งนี้จะยังคงยืนหยัดต่อไป เพราะสิ่งที่ทายาทหนุ่มรุ่นสามทำไม่ใช่แค่การทำปฏิทินให้เป็นดิจิทัล แต่เป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ของเหล่าซินแสที่เคยให้ไว้ในวันแรกของการทำธุรกิจ ชี้ช่องทางสว่างให้ผู้คนเห็นช่องทางการพัฒนาชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ 

ยิ่งทำให้ความรู้นี้เข้าใจง่าย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น สมกับเป็นแสงอาทิตย์ที่ฉายแสงสว่างในใจคนมากว่า 80 ปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม
ข้อมูลอ้างอิง
  • www.numeiang.com
  • www.theguardian.com

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load