Aarong คือชื่อของเครือร้านค้าปลีกแนว Lifestyle Shop ที่โด่งดังของบังกลาเทศ หลังก่อตั้งใน ค.ศ. 1978 ปัจจุบันแบรนด์มีหน้าร้านกว่า 20 แห่งทั่วบังกลาเทศ มีสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์มากกว่า 100 รูปแบบ

ความพิเศษคือ สินค้าทุกชิ้นใน Aarong เป็นงานฝีมือจากฝีมือของช่างท้องถิ่นในประเทศหลายหมื่นคน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

ใน ค.ศ. 2020 ที่หลายคนคงคุ้นตากับเรื่องราวที่แบรนด์หยิบผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่นมาจำหน่าย และช่วยให้ชาวบ้านชีวิตดีขึ้น เราอยากชวนดูกรณีศึกษาของ Aarong ที่ยืนหยัดเติบโตมานานกว่า 40 ปี สร้างงานให้เหล่าช่างฝีมือท้องถิ่นได้อย่างกว้างขวาง ยั่งยืน และเก็บรักษาภูมิปัญญาหลากแขนงไปพร้อมกัน

เมื่อลองสำรวจแนวคิดที่ซ่อนอยู่ เราพบว่าผลลัพธ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการออกแบบแบรนด์ที่คิดมาดีและรอบด้าน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

 ‘ตลาด’ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อและช่องทางเติบโต

แบรนด์ Aarong ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเห็นโอกาสเมื่องานฝีมือกลายเป็นเทรนด์

แต่เกิดจากปัญหาสังคมแท้ๆ นั่นคือปัญหาความยากจนของท้องถิ่น

จุดเริ่มต้นของ Aarong เกิดขึ้นจาก BRAC องค์กรด้านการพัฒนารายใหญ่ที่สุดของโลกอยากยกระดับชีวิตผู้หญิงในชนบท โดยให้พวกเธอสร้างสรรค์งานฝีมือแล้วนำไปส่งขายกับร้านค้าปลีกที่มีอยู่ไม่เยอะและกระจัดกระจาย แต่ผู้ซื้อเหล่านั้นจ่ายเงินล่าช้า

BRAC จึงต้องหาทางแก้ปัญหา

Aarong ซึ่งเป็นภาษาเบงกาลีแปลว่า Village Fair จึงถูกก่อตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นตลาดจำหน่ายงานฝีมือที่ช่วยให้บริหารการจ่ายค่าสินค้าได้ตรงเวลา โดยนอกจากหน้าร้าน 20 แห่งทั่วบังกลาเทศ Aarong ยังมีเว็บไซต์ทำหน้าที่เป็นตลาดออนไลน์ ซึ่งช่วยขยายขอบเขตธุรกิจสู่นอกประเทศ

งานฝีมือจากชุมชนรายได้น้อยจึงมีช่องทางไปถึงมือผู้บริโภคได้กว้างขวาง

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

‘สินค้า’ คุณภาพสูงและร่วมสมัย

แม้จะมีตลาด หากสินค้าไม่ดีจริง ธุรกิจก็ไม่อาจยืนระยะและเติบโตได้

Aarong ตั้งใจผลิตงานที่มีมาตรฐานสูง มีการคุมคุณภาพชัดเจน ไม่มีเหตุผลว่าคุณภาพไม่สม่ำเสมอเพราะเป็นงานทำมือ ผู้บริโภคจึงวางใจได้ว่า ไม่ว่าจะซื้อสินค้าไหนของ Aarong กลับบ้าน สิ่งที่กลับไปพร้อมกันคือคุณภาพคับชิ้น ขณะที่ผู้ผลิตซึ่งทำงานคุณภาพเยี่ยมออกมา ทางแบรนด์ก็รับซื้อด้วยราคายุติธรรม เรียกว่า Win-Win ทั้งสองฝ่าย

และนอกจากคุณภาพสินค้า อีกสิ่งที่ Aarong คำนึงถึง คือการใช้งานได้จริงในบริบทปัจจุบัน

ของในร้าน Aarong นั้นล้วนมีรากมาจากภูมิปัญญาในวันวาน หากต้องการให้อยู่รอด ย่อมต้องช่วยให้อยู่ร่วมกับคนเมืองในวันนี้ได้กลมกลืน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

ก่อนผลิตสินค้า ทางแบรนด์จึงมีทีมนักออกแบบคิดคอนเซปต์ซึ่งเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ก่อนนำคอนเซปต์นั้นไปให้ช่างฝีมือท้องถิ่นเป็นผู้ผลิต เช่น ในการทำเครื่องประดับ คอนเซปต์ตั้งต้นจะมาจากนักออกแบบ ขณะที่ช่างฝีมือมีสิทธิ์ในการควบคุมกระบวนการสร้างสรรค์ที่เหลือทั้งหมด

หรืองานฝีมืออย่าง Nakshi Kantha ซึ่งเป็นงาน Quilt เนื้อเบาที่ผู้หญิงท้องถิ่นของบังกลาเทศถักทอในเวลาว่าง ก็ได้รับการต่อยอดให้นำมาใช้ได้จริงในปัจจุบัน ขณะที่ยังคงเอกลักษณ์ของงานฝีมือไว้

สินค้าของ Aarong จึงเป็นการผสมผสานแนวทางจากนักออกแบบและช่างฝีมือ หรือพูดอีกอย่างคือส่วนผสมของความร่วมสมัยและภูมิปัญญา ทำให้ลูกค้าคนเมืองได้สินค้าที่ถูกใจ ใช้ได้จริง ขณะที่วิชาซึ่งตกทอดในท้องถิ่นก็ไม่เลือนหายตามวันเวลา

‘คน’ ประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการดูแลรอบด้าน

Aarong ไม่ได้มองว่าช่างฝีมือท้องถิ่นเป็นแค่ลูกมือของนักออกแบบหรือผู้ผลิตของตามออร์เดอร์ แต่คือผู้ที่มีศักยภาพในการพัฒนา

นอกจากทำงานร่วมกันและเป็นช่องทางสร้างมูลค่าให้ผลงานของพวกเขา ทางแบรนด์จึงมีโปรแกรมพัฒนาทักษะเหล่าช่างฝีมือเพื่อยกระดับทักษะให้ได้มาตรฐานของตลาด

มากกว่ารายได้ ช่างฝีมือที่ทำงานกับ Aarong จึงมีโอกาสพัฒนาตัวเอง

ยิ่งกว่านั้น แบรนด์ร้านค้าไลฟ์สไตล์นี้ยังดูแลคนอย่างรอบด้านมากกว่ามิติการงาน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

Aarong ทำงานร่วมกับมูลนิธิ Ayesha Abed ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมด้านการผลิตของแบรนด์ นอกจากช่างฝีมือท้องถิ่นจะหางานได้จากที่นี่ พวกเขายังเข้าถึงบริการสนับสนุนแบบองค์รวมของ BRAC ได้ ตั้งแต่เงินกู้แบบ Micro-credit ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพแม่ตั้งครรภ์ และสถานที่รับเลี้ยงเด็กในช่วงกลางวัน

เมื่อพูดถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต Aarong จึงเป็นตัวอย่างของการไม่ได้ให้เพียงรายได้ แต่เป็นการยกระดับอย่างเต็มความหมาย ด้วยให้ความช่วยเหลือที่ตอบโจทย์ชีวิตคนในองค์กร

และเพราะอย่างนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ‘พนักงาน’ ของ Aarong หลายคนไม่คิดเปลี่ยนงาน แต่อยู่คู่กับแบรนด์ไปยาวนาน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

‘แบรนด์’ ที่เติบโตไปพร้อมการช่วยสังคม

เมื่อ 15 ปีก่อน Shondhya Rani Sarkar คือแม่หม้ายวัยสาวที่ไม่มีรายได้มาเลี้ยงลูก เธอได้ร่วมกลุ่ม Microfinance ของ BRAC ก่อนได้รับคำแนะนำให้เข้าทำงานกับ Aarong 

15 ปีผ่านไป หญิงสาวคนนั้นกลายเป็นหนึ่งในช่างพิมพ์ลวดลายจากบล็อกที่มีประสบการณ์สูงสุด เธอคอยฝึกฝนพนักงานหน้าใหม่ ขณะที่มีรายได้มั่นคงมาเลี้ยงดูลูก

ในวันนี้ Aarong ช่วยสนับสนุนชีวิตของช่างฝีมืออย่าง Shondya กว่า 65,000 คนทั่วบังกลาเทศ ซึ่ง 85 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนนี้คือกลุ่มแรงงานสตรี เมื่อมองในภาพใหญ่ มีผู้ได้รับประโยชน์จากการมีอยู่ของแบรนด์ทั้งทางตรงและอ้อมกว่า 320,000 คน 

และจากการเป็นแบรนด์ยอดฮิตในประเทศ Aarong ยังคงเติบโตต่อไปผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และเครือข่ายด้าน Fair-trade 

Aarong จึงนับเป็นอีกหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า ธุรกิจเติบโตไปพร้อมมิติการช่วยเหลือสังคมได้

พูดอีกอย่างคือ การช่วยเหลือสังคมนั้นเกิดขึ้นในรูปแบบที่ขยายผลและยั่งยืนได้ หากได้รับการออกแบบที่ดี

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

www.aarong.com

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาฯ มีโครงการ DESIGN FOR COMMUNITY LIVELIHOOD ซึ่งมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการออกแบบระบบพัฒนาสัมมาชีพชุมชน โดยหนึ่งในกิจกรรมของโครงการคือ เสวนาหัวข้อ “LOCAL MEETS GLOBAL ท้องถิ่นสู่สากล” ในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2653. เวลา 15.00 – 17.00 น. ผู้ที่สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดออนไลน์หรือดูย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

หากเหลียวมองไปรอบๆ คุณอาจพบว่า ‘งานออกแบบที่ดี’ อยู่ใกล้กว่าที่คิด นอกจากถ้วยกาแฟเก๋ใช้งานง่ายบนโต๊ะ งานออกแบบเหล่านั้นอาจซุกซ่อนอยู่ในเมืองที่คุณอาศัย เช่น สวนสาธารณะแห่งใหม่ที่เพิ่งขับรถผ่านมา หรืออาคารดีไซน์ดีตรงหัวมุมถนน

นอกจากการออกแบบจะช่วยแก้ปัญหา ทั้งเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้สิ่งรอบตัวเรา ถ้ารวบรวมงานออกแบบที่อยู่ตรงนั้นตรงนี้มัดรวมเป็นก้อนใหญ่ เชื่อไหมว่ามันจะทรงพลังขึ้นจนช่วยเพิ่มพลังเมืองทั้งเมืองได้

ขอแนะนำให้คุณรู้จักโปรแกรมที่ชื่อว่า The World Design Capital (WDC)

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

นี่คือโปรแกรมที่ริเริ่มโดย World Design Organisation (WDO) องค์กรเอกชนระดับนานาชาติซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมภาคการออกแบบอุตสาหกรรม พวกเขามองว่า ณ วันที่ประชากรโลกกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเมือง การออกแบบได้ช่วยพัฒนาเมืองทั้งในแง่เพิ่มเสน่ห์ดึงดูด พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความยั่งยืน 

โปรแกรมนี้จึงคัดเลือกเมืองที่โดดเด่นด้านการออกแบบขึ้นมาเป็น ‘เมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก’ ซึ่งเป็นทั้งการกำหนดขอบเขต (Area Designation) เชื่อมโยงสิ่งมีคุณค่าเข้ากับพื้นที่ที่ชัดเจน และเป็นการให้ ‘รางวัล’ เมืองแห่งนั้น พูดอีกอย่างคือ โปรแกรมนี้หยิบเรื่องการออกแบบมาเป็นตัวชูโรง เพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้แก่เมือง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation
WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

แต่รางวัลด้านการออกแบบก็มีอยู่เยอะแยะนะ-คุณอาจสงสัย

สิ่งน่าสนใจคือ โปรแกรมนี้ไม่ใช่แค่การเชิญแต่ละเมืองมาขึ้นเวทีแล้วมอบถ้วยรางวัล แต่ยังออกแบบโปรแกรมโปรโมตเมืองเพื่อฟูมฟัก ขับเน้นเรื่องการออกแบบที่แทรกอยู่ในเนื้อเมืองให้เปล่งประกาย และช่วยสร้างเครือข่ายเมืองที่ใส่ใจเรื่องการออกแบบซึ่งจะช่วยเหลือแลกเปลี่ยนกันต่อไป อีกทั้งมีรายงานสรุปผลชัดเจน เป็นเครื่องยืนยันว่าโปรแกรมนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

เชิญเรียนรู้วิธีคิดของโปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้ ‘เรื่องเล่า’ ของการออกแบบระดับเมืองกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง

ออกแบบสนามแข่ง

The World Design Capital เป็นโปรแกรมที่จัดขึ้นทุก 2 ปีมาตั้งแต่ปี 2008 โดยมี ‘เมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก’ มาแล้วหลายเมืองหลายทวีป อาทิ เฮลซิงกิ โซล เคปทาวน์ และเม็กซิโกซิตี้

แน่นอนว่าเมืองเหล่านี้ไม่ได้ถูกจับฉลากเลือกมา แต่ผ่านกระบวนการคัดสรรเข้มข้นโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ประธานของ WDO ผู้เป็นนักออกแบบและสถาปนิกชื่อดัง ตัวแทนจาก Bloomberg Philantropies และ Chief Design Officer จากบริษัทเป๊ปซี่

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

สนามนี้เปิดให้เมืองทั้งเล็กใหญ่เข้าร่วมแข่งขันได้ โดยต้องแจกแจงว่าที่ผ่านมาได้ใช้การออกแบบมาพัฒนาเมืองอย่างไร แผนที่วางไว้หากได้รับเลือกคืออะไร รวมถึงระบุงบที่จะได้รับจากภาครัฐ หลังจากนั้นก็จะมีกระบวนการคัดเลือก ซึ่งรวมถึงการไปเยี่ยมเยียนเมืองที่เข้ารอบสุดท้ายกันจริงๆ เป็นเวลา 2 วันเต็ม

เมื่อได้ชมเมืองเรียบร้อย จะมีการคัดเลือกรอบสุดท้ายก่อนประกาศชื่อเมืองที่ได้รับเลือกอย่างเป็นทางการ โดยเมืองแห่งนั้นจะมีเวลาเตรียมตัวอีก 2 ปีเพื่อเปิดประตูเมืองต้อนรับชาวโลกในฐานะ ‘เมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก’ เต็มภาคภูมิ

กระบวนการเตรียมตัวนั้นเป็นการทำงานประสานกันระหว่างส่วนกลางของ WDO กับระดับท้องถิ่น และเข้มข้นไม่ต่างจากกระบวนการคัดเลือกเลย

ออกแบบ ‘เมืองหลวงด้านการออกแบบ’

  การเป็นเมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก หมายถึงการที่แต่ละเมืองได้เล่าเรื่องตัวเองผ่านมุมการออกแบบ ด้วยรูปแบบหลากหลายและสร้างสรรค์ 

นอกจากกิจกรรมที่ต่างกันตามบริบทเมือง สิ่งที่เราอยากหยิบมาเล่าให้คุณฟังคือ เซ็ตกิจกรรมหลักจากโปรแกรมของ The World Design Capital ที่เรียกว่า ‘Signature Event’ ซึ่งออกแบบไว้ได้น่าสนใจ 

หากเมืองของคุณได้รับเลือก 8 อีเวนต์ด้านล่างนี้คือกิจกรรมที่คุณจะได้ยินข่าวในสื่อ หรืออาจได้ไปเข้าร่วมเองด้วย

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation
WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

1. WDC Signing Ceremony

  กิจกรรมทางการอย่างแรกสุดของเมืองที่ได้รับเลือก และเป็นกิจกรรมหลักอย่างเดียวที่อยู่นอกเวลา 1 ปีของโปรแกรม พิธีลงนามอาจฟังดูเป็นการเป็นงานน่าเบื่อ แต่นี่คือโอกาสของเมืองที่จะรวมพลผู้เกี่ยวข้องหลัก ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากภาครัฐ ชุมชนนักออกแบบ สื่อ และภาคธุรกิจ กิจกรรมนี้ยังเป็นเหมือนการประกาศตัวที่ชวนให้คนในเมืองเริ่มภาคภูมิใจในความสำเร็จครั้งนี้

2. World Design Street Festival

  เฟสติวัลที่เป็นสิ่งจับต้องง่ายและน่าสนุกนี้เป็นกิจกรรม Kick-off ของโปรแกรมทั้งปี ประกอบด้วยสารพัดกิจกรรมตั้งแต่คอนเสิร์ต เวิร์กช็อป นิทรรศการ จนถึง Open House ของสตูดิโอออกแบบ งานนี้จัดเพื่อชวนคนทั่วไปรวมถึงนักท่องเที่ยวให้มีส่วนร่วม และช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าการออกแบบช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนได้ 

3. World Design Spotlight

กิจกรรม 1 วันที่จะไฮไลต์ความสำคัญของการออกแบบในฐานะเครื่องมือพัฒนาเมือง และจัดแสดงจุดเด่นที่ทำให้เมืองได้รับเลือกและการออกแบบที่สร้างการเปลี่ยนแปลงระดับนานาชาติ

4. World Design Experience

มาถึงกิจกรรมที่ยิงยาว 1 สัปดาห์กันบ้าง งานนี้จัดแสดงงานดีไซน์จากทั่วโลก ซึ่งเราแวะไปแจมได้แบบ Interactive แน่นอนว่าน่าสนใจทั้งกับคนทั่วไปและเหล่าสื่อมวลชน

5. World Design Policy Conference 

กลับสู่โหมดการประชุมจริงจัง ด้วยกิจกรรมการประชุมที่เปรียบเหมือนแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนความเห็นและความรู้สำหรับนานาประเทศที่ใส่ใจเรื่อง Design Policy ถ้าใครสนใจเรื่องงานออกแบบ นี่คือโอกาสที่จะได้พบกัน

6. World Design Network Cities Meeting

ฟอรั่มสำหรับ Municipal Representatives เพื่อโอกาสที่จะร่วมมือกัน และช่วยให้ประเทศเครือข่ายยังกระตือรือร้นที่จะขับเคลื่อนเรื่องการออกแบบต่อ

7. WDC Design Week Forum

ฟอรั่มรวมผู้จัด Design Week ทั่วโลกมาแบ่งปันประสบการณ์ เป็นงานที่มีประโยชน์กับเมืองซึ่งยังไม่ได้จัดสัปดาห์ด้านการออกแบบด้วย

8. WDC Convocation Ceremony

และท้ายสุด คือพิธีปิดที่สรุปทบทวนไฮไลต์และบทเรียนจากปีแห่งการเป็นเมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก รวมถึงส่งต่อตำแหน่งเมืองหลวงฯ สู่เมืองถัดไป เป็นงานทางการส่งท้ายที่ชวนผู้เกี่ยวข้องหลักกลับมารวมตัวอีกครั้ง

อย่างที่บอกเมื่อครู่ว่า นอกจาก 8 กิจกรรมนี้ แต่ละเมืองยังมีกิจกรรมอื่นที่ต่างกันไป แต่ Signature Event ทั้งหมดนี้ คือเครื่องมือที่ช่วยสาดสปอร์ตไลต์ให้เมืองและเรื่องการออกแบบเมืองอยู่ในสายตาผู้มีอำนาจรวมถึงประชาชนตลอดปี

และแน่นอน ทุกสิ่งที่ทำช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงน่าชื่นใจให้เมืองแห่งนั้น

ผลลัพธ์การออกแบบ

ลองนึกภาพเมืองของคุณกลายเป็นสถานที่ซึ่งมีกิจกรรมสนุกสร้างสรรค์เรื่องการออกแบบอยู่ไม่ขาด มีนักท่องเที่ยวและนักลงทุน รวมถึงเพื่อนใหม่อย่างเมืองอื่นๆ มาเยี่ยมเยียน เมื่อ 1 ปีผ่านไป ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย

ทั้งความรู้เรื่องดีไซน์ที่คนในเมืองอาจซึมซับไปทีละน้อย ฐานะการเป็นเมืองสร้างสรรค์ที่เข้มแข็งขึ้น เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนถึงพันธมิตรที่เพิ่มพูน 

ในปี 2010 กรุงโซลที่ได้รับเลือกในปีนั้นและมาในธีม ‘Design for All’ มีคุณค่าด้านแบรนด์เพิ่มขึ้น 891,079 ล้านวอน (ประมาณ 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ได้ขึ้นเป็นอันดับที่ 9 ของ Global Urban Competitiveness Index 2010 และยังได้สร้างแลนด์มาร์กชิ้นใหญ่อย่าง Dongdaemun Design Plaza ที่ออกแบบโดยซาฮา ฮาดิด (Zaha Hadid)

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

ขยับมาฝั่งเฮลซิงกิที่ได้เป็นเมืองหลวงฯ ในปี 2012 และเลือกใช้ธีม ‘Embedded Design’ ก็ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างดี ชนิดที่ 2 ใน 3 ของคนเฮลซิงกิได้แจมกิจกรรมกันถ้วนหน้า หลังจากนั้น ทางเมืองยังได้จัดโปรแกรม Design Driven City ยาว 2 ปีเพื่อรักษามวลเรื่องการออกแบบที่กำลังเข้มแข็งให้อยู่ต่อไป 

และเมื่อข้ามทวีปมายังฝั่งเมืองเคปทาวน์ที่ได้รับเลือกในปี 2014 และมาในธีม ‘Live Design-Transform Lives’ ก็ระบุว่าเงินทุก 1 แรนด์ (สกุลเงินแอฟริกาใต้) ที่ลงทุนกับงานนี้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากถึง 2.46 แรนด์ และยังช่วยให้เกิดผลกระทบเชิงบวกทางสังคมอย่างสูง

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

The Wold Design Capital จึงไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลที่วับวาวอยู่บนชั้น หรือตำแหน่งประดับเพิ่มในประวัติเมือง แต่เป็นโปรแกรมออกแบบดีที่ช่วยให้เมืองซึ่งใส่ใจเรื่องงานออกแบบดียิ่งกว่าเดิม

พูดแล้วก็อยากให้เมืองในไทยได้ร่วมสนุกกับเขาบ้างจัง

ภาพ : wdo.org/programmes/wdc/

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load