3 มิถุนายน 2564
47.94 K

ว่ากันว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข แต่ยิ่งจำนวนขวบปีมากขึ้นเท่าไหร่ ตัวเรากลับยิ่งหลงลืมสุนทรีย์ในวัยหนุ่มสาวมากขึ้นเท่านั้น เมื่อข้ามผ่านวัย 70 แม่แต๋ว-อัจฉรา นรินทรกุล ณ อยุธยา เธอเคยเป็นเบอร์หนึ่งด้านแฟชั่นและเป็นแฟชั่นนิสต้าตัวแม่ สวมเสื้อผ้าหลากสีไม่เคยซ้ำ อายุไม่เคยมีผลต่อความมั่นใจด้านการแต่งตัว จนกระทั่งแม่แต๋วถูกโรคอัลไซเมอร์พรากหัวใจที่ยังสาว เธอพรางกายด้วยเสื้อผ้าสีหม่นทึบ จำนนต่อความทรงจำสีซีดจางตามอาการของโรค

70YoungTeaw ลูกชายบันทึกภาพแฟชั่นนิสต้าของแม่แต๋ว เพื่อบอกว่าเธอแจ๋วกว่าอัลไซเมอร์

แต่ด้วยความแน่วแน่ของลูกชายอย่าง นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพฝีมือดีที่คุณเคยคุ้นตาผลงานของเขาจาก The Cloud นินทร์เชื่อว่า ‘แก่แล้วต้องไม่หง่อม‘ อินสตาแกรม 70YoungTeaw จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่เก็บความทรงจำของคุณแม่แต๋วที่แต่งตัวสุดแจ๋ว ไม่ว่าจะเดินห้าง เที่ยวคาเฟ่ ช้อปปิ้งซูเปอร์มาร์เก็ต แม้แต่กินข้าวราดแกงหน้าปากซอย ชุดแม่แต๋วต้องจัดเต็มทุกครั้งไม่มีพลาด ยกให้ตีคู่กับแม่ชมเป็น ‘แม่แต๋ว is Material Girl’

70YoungTeaw ลูกชายบันทึกภาพแฟชั่นนิสต้าของแม่แต๋ว เพื่อบอกว่าเธอแจ๋วกว่าอัลไซเมอร์

“อายุเจ็ดสิบของแม่มันต้องสนุก ต้องดีด้วยความเป็นแฟชั่น แฟชั่นต้องช่วยเขาได้” นินทร์ย้ำ

เบื้องหลังแฟชั่นสวยงามบนหน้าอินสตาแกรม มีสมองที่กำลังจะลืมเลือนเป็นบททดสอบ 

นินทร์และแม่แต๋วเอาชนะด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ และตลอดระยะเวลา 2 ปีของการกลับมาอยู่ด้วยกันของคนต่างวัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นินทร์ต้องจัดบ้านพร้อมกับจัดการความรู้สึกไปพร้อมๆ กัน หากแต่ลองมองอีกมุมหนึ่ง

“ป่วยก็ขำได้”

ไม่ยอมแพ้ต่อสมองขี้ลืม

“ตอนนั้นเราต้องไปถ่ายงานที่จังหวัดภูเก็ต เราบอกแม่ว่า ในตั๋วบินตอนแปดโมง ต้องถึงสนามบินเจ็ดโมง กลายเป็นว่าแปดโมงเพิ่งถึงสนามบิน สุดท้ายก็ตกเครื่อง ซึ่งปกติเขาขึ้นเครื่องบินตลอด เขาทำทุกอย่างเองได้หมด 

“ตั้งแต่วันนั้นเมื่อสองปีที่แล้ว ทำให้เรารู้ว่าตัวเลขง่ายๆ เวลานัดหมายต่างๆ เขาลืมแล้ว”

นินทร์พาย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกถึงอาการผิดแปลกของแม่ 

ทำอะไรช้าลง หลงลืมนัดหมาย ตลอดจนลืมเลือนสิ่งที่หลงใหลที่สุดอย่างเสื้อผ้า ทั้งที่เป็นสาวแฟชั่นตัวยง

“เขาเริ่มลืมที่จะเอาชุดสวยๆ มาใส่ ใส่แต่ชุดที่ไม่ร้อน ซักแล้วใส่เรื่อยๆ เดิมๆ ทั้งที่มีชุดผ้าไหม ชุดตีนจกเยอะมาก อย่างบ้านเก่าก็เสื้อผ้าเยอะเพราะแขวนแต่เสื้อผ้าเต็มไปหมด แต่นั่นคือการแสดงออกของอาการป่วยนะ

“ไม่ใช่แค่ซื้อเสื้อผ้าเยอะเฉยๆ แต่เอาเสื้อผ้ามาแขวนในห้องน้ำจนไม่มีที่อาบน้ำ ต้องมาอาบหน้าบ้าน”

70YoungTeaw ลูกชายบันทึกภาพแฟชั่นนิสต้าของแม่แต๋ว เพื่อบอกว่าเธอแจ๋วกว่าอัลไซเมอร์

อาการหลงลืมชี้ชัดว่าแม่แต๋วป่วยด้วยอัลไซเมอร์ และเรื่องที่เจ็บปวดที่สุดคงเป็นการจำสิ่งที่เคยรักไม่ได้ 

นินทร์จึงตัดสินใจพาแม่กลับมาอยู่บ้านด้วยกันเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด

“ทุกสองเดือนเขาจะช้าลง คำหายไปอีกร้อยคำ เราเคยดูแลตาที่เป็นอัลไซเมอร์ ตอนนั้นกินยาจากโรงพยาบาลเท่าไหร่ก็ทรุด ความทรงจำไม่กลับมาเลย เราคิดว่ากิจกรรมที่เขาทำ เสื้อผ้าที่เขาใส่ สำคัญยิ่งกว่ายา 

“เราคิดแค่ว่า จะไม่ยอมแพ้ต่อสมองที่มันกำลังจะลืม” ลูกชายตั้งมั่น

ถ้าความรักยังคงมี เราจะปรับเข้าหากัน

“ช่วงหกเดือนแรกเหมือนสงคราม” 

เป็นนัยว่าเบื้องหลังไม่สวยงามเหมือนเบื้องหน้าที่ปรากฏบนอินสตาแกรม เมื่อคนสองวัยต้องอยู่บ้านหลังเดียวกัน การต่อสู้ระหว่างอารมณ์กับอาการหลงลืมจึงเริ่มต้นขึ้น เขาและแม่ต้องค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากันอย่างเข้าอกเข้าใจ 

ซึ่งไม่ง่าย และไม่เคยง่าย

มาริเอะ คนโด (Marie Kondo) นักจัดบ้านระดับโลก เคยกล่าวไว้ว่า การจัดบ้านเปลี่ยนชีวิตคนได้ 

เรื่องราวครั้งนี้ก็เช่นกัน นินทร์ตัดสินใจกลับมาจัดบ้านของตัวเองอย่างจริงจัง เมื่อเครื่องแต่งกายที่เคยมอบความสุขแก่แม่ กลับมีมากมายจนกลายเป็นความทุกข์ เพราะไม่ถูกจัดแจงอย่างเข้าที่ จนดำเนินกิจวัตรตามปกติไม่ได้

70YoungTeaw ลูกชายบันทึกภาพแฟชั่นนิสต้าของแม่แต๋ว เพื่อบอกว่าเธอแจ๋วกว่าอัลไซเมอร์
คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าของอินสตาแกรม 70YoungTeaw และ ลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

“หักดิบเลย ใช้เวลาโละทั้งหมดเจ็ดวัน เอาเสื้อผ้าจากบ้านหลังนั้นย้ายมาบ้านหลังนี้ คัดเอาแต่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บดี ลายผ้ากราฟิกสวย แฟชั่นที่เราชอบ และทิ้งทั้งหมดที่คิดว่าไม่จำเป็น ตอนนั้นจ้างคนช่วยทิ้งอยู่หลายวัน

“ตู้เสื้อผ้าก็เปลี่ยนจากที่เต็มสุดๆ กลายเป็นตู้เล็กๆ แขวนเฉพาะตัวที่ต้องใส่เจ็ดวัน เขาเลือกใส่ได้ง่ายเพราะเห็นว่ามันแขวนอยู่ พอบ้านเรียบร้อย ชุดน้อย ตู้เสื้อผ้าเป๊ะ เราบอกให้เขาหยิบเสื้อผ้าก็หยิบถูก ทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะ”

คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าและลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

ไม่เพียงตู้เสื้อผ้าที่ถูกจัดระเบียบ ตลอดระยะเวลา 2 ปี บริเวณบ้านปรับเปลี่ยนเพื่อบำบัดอาการของแม่ ทั้งรื้อโครงสร้างบ้านให้โปร่งโล่งรับลมและรับแสงแดด ปลูกต้นไม้รอบบ้านเพื่อให้แม่ใกล้ชิดธรรมชาติ จัดแต่งมุมพักผ่อน เพื่อกระตุ้นให้ทำกิจกรรมใหม่ๆ ทั้งฟังเพลง อ่านหนังสือ เขียนไดอารี่ ทำอาหาร และล่าสุดกำลังอินเรื่องชงกาแฟ

“ถ้าเราไม่มีงาน ทั้งวันคือของเขาหมดเลย ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง” 

นินทร์สร้างสภาพแวดล้อมใหม่ พฤติกรรมใหม่ เพื่อเอื้อต่อการรักษาอัลไซเมอร์ของแม่ เพราะลูกชายคนนี้เชื่อมั่นว่า เมื่อแม่แต๋วได้ขยับเนื้อ ขยับตัว และขยับสมอง เมื่อนั้นย่อมเกิดการรักษาที่ดียิ่งกว่ายารักษาโรคเสียอีก

บันทึกของแม่แต๋ว

คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าและลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

24 เม.ย.

วันนี้อาบน้ำแต่งตัวตอน 12.30 น. เพื่อไปอีเกีย กะจะซื้อของหลายอย่าง ไม่แน่ใจว่าเงินจะพอพอไหม แต่ก็สบายใจอยู่อย่าง ตรงนี้จ้อบจะซื้อของขวัญชิ้นใหญ่ให้ เนื่องในโอกาสที่ดิฉันอาบน้ำสะอาดฟองฟอสได้ซักทีหนึ่ง 

ของขวัญนี้คือทีวีเครื่องใหญ่ สมใจกูซักที นึกว่าชาตินี้กูจะไม่ได้ดูทีวีกับคนอื่นแล้ว หวังว่าต่อไปจากนี้ ดิฉันจะเป็นคนรักการอาบน้ำ และมีความสุขกับการใช้ชีวิตใกล้ตายนี้อย่างสะอาด ไร้กลิ่นตุๆ กวนใจซะทีหนึ่ง

แฟชั่นต้องช่วยแม่ได้

“วันนั้นพาเขาเดินไปกินลอดช่องที่สามย่าน มันทำให้เรารู้ว่าแม่ไม่ชอบออกกำลังกาย แต่ชอบเดินออกไปหาของอร่อย เราก็เลยแทรกการแต่งตัวเข้าไปในกิจกรรมที่เขาชอบ” ลูกชายจับสังเกตและปิ๊งไอเดียน่าสนุก (มาก)

คำชักชวนของนินทร์ทำให้แม่เริ่มสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น วันนี้จะใส่อะไรดี กลายเป็นคำถามที่แม่แต๋วถามตัวเองทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้ ลูกชายก็ไม่ยอมให้แม่แต่งตัวซ่อมซ่อ ไร้สีสัน ชุดแม่ต้องจัดเต็มสมเป็นเจ้าแม่แฟชั่นเสมอ และคงน่าเสียดายไม่น้อย ถ้าแม่แต๋วแต่งตัวสวยออกไปเดินเล่นนอกบ้าน พบปะผู้คนระหว่างทาง และอิ่มท้องกับของอร่อย แต่กลับจำเรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้ ลูกชายจึงอาสาเป็นช่างภาพประจำตัว คอยเก็บภาพนางแบบวัยเก๋าแบ่งปันลงในอินสตาแกรม 70YoungTeaw พร้อมคำบรรยายภาพที่มากด้วยกำลังใจ จนผู้ติดตามต้องเผลอยิ้ม

คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าและลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

อีกทั้งรูปถ่ายเหล่านั้นยังชวนระลึกถึงความประทับใจในวัยเยาว์ของนินทร์ด้วย 

ตอนเด็กๆ เวลาแม่ไปรับสมุดพกที่โรงเรียน เราจะรู้สึกว่าแม่เราเจ๋งเสมอ ภูมิใจมาก แต่งตัวเด่นไม่แคร์ใครในแง่ความเป็นแฟชั่นของเขา พอเรามาถ่ายรูปเขาตอนนี้ เราก็เริ่มรู้สึกถึงวันเก่าๆ ที่เขาเริ่มแต่งตัวแบบนี้เหมือนกัน”

แม้สมองอาจหลงลืม แต่หัวใจแฟชั่นนิสต้าไม่เลือนหาย ทุกวันนี้แม่แต๋วยังตื่นตาทุกครั้งที่ได้ชื่นชมการแต่งกายของนักแสดง พิธีกร หรือผู้ประกาศข่าวผ่านโทรทัศน์ รวมถึงเป็นแฟนพันธุ์แท้รายการ Project Runway ด้วย 

ไม่ใช่แค่นักช้อปเสื้อผ้าหลากสี แม่แต๋วยังเป็นนักสะสมผ้าไหมตัวยง

คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าและลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

ครั้งเมื่อนินทร์เปิดกรุผ้าเก่าของแม่ และพบผ้ามีราคาเริ่มเสียหายจากมอดกัดกิน เขาไม่รอช้า รีบนำผ้าเหล่านั้นส่งถึงมือ ลินดา เจริญลาภ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า LaLaLove ผู้เปลี่ยนผ้าไทยให้ทันสมัย โดยนักออกแบบใช้แนวคิดแบบ Upcycling เนรมิตผ้าไหมเก่าหลากชิ้น กลายเป็นชุดเดรสใหม่หลากสี รูปทรงทันสมัย ตัดเย็บพอดีตัว ประจวบเหมาะพอดีได้ใส่ชุดในงานแต่งของลูกชายคนรอง คนในงานตื่นตาตื่นใจ ส่วนแม่แต๋วก็ตื่นเต้นกับการตัดเย็บไม่แพ้กัน

“เราคิดว่าแฟชั่นต้องช่วยเขาได้” นินทร์ย้ำ

“เราเชื่อเรื่องสีสันหรือการอยู่กับอะไรที่สวยงาม มันจะทำให้สมองเขาไม่นิ่งและไม่เหงาเกินไป” 

บำบัดทุกข์ บำรุงสุข

ขณะเลื่อนอินสตาแกรมย้อนดูภาพวันวาน ความทรงจำค่อยๆ เด่นชัด ราวกับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง 

“พอแม่ป่วย เราก็ไม่คิดว่าจะมาได้ถึงขนาดนี้ จำได้ว่าตอนเขาเริ่มลืม เราแทบจะเข้าไปจัดตู้เสื้อผ้าทั้งหมด ทำรังให้เขาใหม่ ให้เป็นตู้เสื้อผ้าสวยๆ ไม่คิดว่าวันนี้จะมีโมเมนต์แบบนั้น” นินทร์กลับมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

การจัดบ้านครั้งใหญ่คราวนั้น เข้ามาเปลี่ยนอะไรในตัวเขาบ้าง-เราถาม

“พอเราสอนให้เขาเป็นระเบียบ เราต้องเป็นระเบียบมากกว่า ถ้าเรายังมีของหรือทำอะไรที่ผิดตามที่บอกเขาไม่ได้ กลายเป็นว่าเขาไม่เชื่อ ห้องเราต้องเรียบร้อยก่อนห้องเขา เราได้เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นเพราะเราต้องดูแลเขา” 

คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าและลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

นอกจากจัดระเบียบภายในบ้าน การจัดระเบียบอารมณ์ภายในใจ เป็นอีกสิ่งที่นินทร์ต้องต่อสู้เสมอมา

“ตอนนั้นแม่ไปอีเกียแล้วท้องเสีย เขาไม่ไหวแล้ว เราไม่รู้จะทำยังไง ก็เอารถเข็นมาเพื่อจะพาเขาไปห้องน้ำ สุดท้ายไม่ทัน กลางอีเกียเลย ตอนนั้นเราไม่ว่าอะไรเขาเลย ทั้งที่เราทะเลาะกับเขาเพราะต้องมีระเบียบ 

“แต่วันนั้นเราเป็นเพื่อนเขา ไม่เป็นไรนะ คนเราท้องเสียได้ไม่ผิด เดี๋ยวซักให้ วันนั้นทำให้เราเห็นตัวเอง เราปล่อยวางมากขึ้น และเราเตือนตัวเองว่าเราต้องปล่อยวางให้ได้แบบนั้นบ่อยๆ นะ” 

จากวันแรกที่เริ่มบันทึกภาพของแม่แต๋ว วันนี้อินสตาแกรม 70YoungTeaw เต็มไปด้วยเรื่องราวหลากสี ไม่แพ้เครื่องแต่งกายที่แม่แต๋วสวมใส่ ทั้งใบหน้าเปื้อนยิ้ม เรียบเฉย นิ่งเท่ ต่างถูกบันทึกเป็นภาพลงกรอบสี่เหลี่ยม 

“เราสนุกกับการได้เห็นเขาแต่งตัวมาก มันบำบัดเราด้วย จริงๆ เราดูแลเขาก็เกิดภาวะเครียดนะ เราปล่อยวางไม่ได้ แต่พอเห็นเขาออกไปนู่นนี่ แต่งตัวสวย เริ่มตอบคำถามรู้เรื่อง เรารู้สึกว่าเขาป่วยแบบสนุก ไม่ได้ป่วยแบบทุกข์”

แฟชั่นของแม่แต๋ว ไม่เพียงแต่งแต้มสีสันให้กับลูกชาย แต่กลับเติมเต็มความสุขแก่ผู้คนที่พานพบระหว่างทาง ตั้งแต่เพื่อนบ้าน พ่อค้าแม่ค้า ตลอดจนพี่วินมอเตอร์ไซค์ รวมทั้งผู้ติดตามเธอผ่านทางหน้าอินสตาแกรมด้วย

คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าและลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

New week , new goals. 

เมื่อถึงสัปดาห์ถัดไป อดใจรอคอลเลกชันใหม่ของแม่แต๋วไม่ไหว

New weak , new goals.

เมื่อความอ่อนแอย่ำกรายมาครั้งหน้า เริ่มเป้าหมายใหม่ได้เสมอ

Writer

จิตาภา ทวีหันต์

ตอนนี้เป็นนักฝึกหัดเขียน ตอนหน้ายังสงสัย ชาติก่อน (คาดว่า) เป็นคนเชียงใหม่ แต่ชาตินี้อยากเป็นคนธรรมดาที่มีบ้านเล็กๆ อยู่ต่างจังหวัด

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

22 มิถุนายน 2565
4.28 K

เพจชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ มีอายุ 9 ปี และมีผู้ติดตาม 2.3 ล้านคน ปัจจุบันเป็นช่องทางการสื่อสารของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้บริหารราชการกรุงเทพฯ ด้วยการถ่ายทอดสดที่มีผู้ชมไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นทุกครั้ง ไม่ว่าจะเช้าตรู่หรือดึกดื่นแค่ไหน

บริบทของสื่อที่เปลี่ยนไป จากการต้องพึ่งสื่อมวลชนเป็นตัวกลางทำหน้าที่ส่งสาร กลายเป็นว่าใคร ๆ ก็มีช่องทางเป็นของตัวเองได้ และเทคโนโลยีก็ทำให้การสื่อสารจากหน่วยงานราชการอย่างกรุงเทพมหานคร ไม่จำเป็นต้องรายงานผลงานให้ประชาชนฟังแต่ฝ่ายเดียว แต่ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการรายงาน บอกเล่าปัญหาด้วย

ใครที่ติดตามไลฟ์ในเพจของ อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คงจะคุ้นเคยกับคนเบื้องหน้าอย่าง ‘แอดหมู’ หรือ หมู-วิทยา ดอกกลาง ที่เป็นทั้งตากล้อง ผู้ดำเนินรายการ คนชงมุก และคนช่วยตบมุกให้อาจารย์มาตั้งแต่ตอนหาเสียง

และยังมีทีมงานสื่อสารอีกหลายชีวิตที่ร่วมกันวางแผนและทำงาน เพื่อให้เพจเฟซบุ๊ก ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ กลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่รับใช้ประชาชน อย่างที่อาจารย์ตั้งใจมาตั้งแต่เปิดเพจ

เราไปชวนตัวแทน ‘ทีมชัชชาติ’ ผู้ดูแลการสื่อสารช่องทางออนไลน์ให้อาจารย์ชัชชาติตั้งแต่ช่วงหาเสียง จนถึงปัจจุบัน มาเล่าเรื่องกลยุทธ์ ปัจจัย และแนวคิดที่ทำให้ช่องทางของอาจารย์ชัชชาติติดลมบน จนเป็นผู้ว่าฯ ที่มีคนติดตามการทำงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ได้อย่างทุกวันนี้

​​สื่อสารแบบทีมชัชชาติ เปิดกลยุทธ์ที่ทำคนติดตามการทำงานของผู้ว่ามากสุดในประวัติศาสตร์
ทีมทำงานชัชชาติ

ทุกคน ทุกเรื่องราวที่ตั้งใจและคิดมาอย่างดี ทำให้การทำงานของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ทุกวันนี้ มีผู้ติดตามผ่านช่องทางออนไลน์อย่างอบอุ่น เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ของชาวกรุงเทพฯ และผู้ว่าฯ จนเราได้เห็นกิจกรรมดี ๆ ใน กทม. มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทีมงานที่มาให้สัมภาษณ์นำทีมโดย ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ พี่ใหญ่ประจำทีม ผู้ดูแลเพจนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น และหัวหน้าทีมดูแลการสื่อสารของอาจารย์ชัชชาติ, หมู-วิทยา ดอกกลาง หรือ แอดหมู, อุ้ย-ธีรภัทร เจริญสุข นักเขียนและทนายความ รับหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายให้กับทีม, เอื้อย-พรพรรณ ปุณณกะศิริกุล แอดมิน LINE Official ของกลุ่ม ‘เพื่อนชัชชาติ’, มายด์-จิดาภา ไกรทอง ทีมงานน้องใหม่ที่ตั้งใจมาทำงานนโยบาย แต่มาลงเอยที่ตำแหน่งแอดมิน TikTok และ มิ้นท์-จิรัชญา มารอด TikTok Creator ผู้เป็นคนคิด มือถ่าย มือตัดคลิปต่าง ๆ ใน TikTok เพื่อนชัชชาติ

และถ้าจะให้เล่าเรื่องกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้คนติดตามการทำงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ มากมายขนาดนี้ ก็คงต้องเล่ากันตั้งแต่แนวคิดเริ่มแรกของการใช้ช่องทางออนไลน์ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กันเลย

ถ้าเขาเชื่อใจ จะทำอะไรเขาก็เชื่อ

ปราบเริ่มเล่าว่าเพจเฟซบุ๊ก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2556 เมื่อครั้งที่อาจารย์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากโจทย์ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่น

เขาย้อนความว่า “ตอนนั้นกำลังจะมีโครงการที่พลิกโฉมประเทศไทย คือโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งมันต้องใช้งบประมาณ 2 ล้านล้านบาท

“โจทย์คือจะสื่อสารเรื่องนี้กับประชาชน ผมจึงเสนออาจารย์ชัชชาติให้สร้างเพจเฟซบุ๊ก เพราะนอกจากประชาชนอยากรู้ว่ารถไฟจะวิ่งจากไหนไปไหน หรือใช้งบประมาณเท่าไหร่แล้ว เขายังอยากรู้ด้วยว่า คนที่ต้องการใช้เงินภาษีจำนวนมหาศาลก้อนนี้ เชื่อใจได้หรือเปล่า”

จากความตั้งใจจะสร้างความน่าไว้วางใจในตัวรัฐมนตรีที่ขณะนั้นแทบไม่มีคนรู้จัก ปราบและอาจารย์ชัชชาติจึงเห็นพ้องต้องกันว่า เพจนี้จะต้องนำเสนอด้วยความเป็นของแท้และน่าเชื่อถือ (Authenticity) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในการสร้างความเชื่อใจ

​​สื่อสารแบบทีมชัชชาติ เปิดกลยุทธ์ที่ทำคนติดตามการทำงานของผู้ว่ามากสุดในประวัติศาสตร์

ปราบอธิบายว่า “มันคือชุดคุณค่าที่สำคัญที่สุดที่อาจารย์ชัชชาติยึดถือ และเป็นสิ่งที่จะย่อหย่อนไม่ได้ ท่านบอกเสมอว่า เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องให้ประชาชนยังคงเชื่อมั่นและไว้ใจเรา”

ชัชชาติ is LIVE now

เพจชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไลฟ์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งความตั้งใจวันนั้น คืออยากให้ประชาชนเห็นภาพการลงพื้นที่ของอาจารย์ชัชชาติ

​​สื่อสารแบบทีมชัชชาติ เปิดกลยุทธ์ที่ทำคนติดตามการทำงานของผู้ว่ามากสุดในประวัติศาสตร์
​​สื่อสารแบบทีมชัชชาติ เปิดกลยุทธ์ที่ทำคนติดตามการทำงานของผู้ว่ามากสุดในประวัติศาสตร์
บรรยากาศการลงพื้นที่และถ่ายทอดสด

ปราบเล่าว่า “วัตถุประสงค์ของการไลฟ์ คือ ให้คนเห็นไหวพริบ (Wisdom) ของอาจารย์ตอนที่อยู่หน้างาน อาจารย์ชัชชาติเป็นคนถามเก่ง อาจารย์เคยบอกว่าการที่เราจะเข้าใจปัญหาของคน ต้องเริ่มจากการตั้งคำถามที่ดีก่อน เราอยากให้คนเห็นสิ่งนั้นตอนที่อาจารย์ชัชชาติลงพื้นที่”

จากที่ตั้งใจไลฟ์แค่ในวันลงสมัครเพื่อให้คนได้เห็นตัวตน เห็นวิชา และเห็นความใส่ใจในความทุกข์และความสุขของผู้คนผ่านการตั้งคำถามของอาจารย์ กลายเป็นว่ามีคนเข้ามาดูและคอมเมนต์กันอย่างล้นหลาม จนเป็นผลดีทั้งกับยอดการเข้าถึงของเพจและได้สื่อสารกับประชาชนแบบเรียลไทม์

“อาจารย์ชอบมาก แล้วหมูก็สนุก ทำให้คนดูชอบด้วย อาจารย์เลยบอกว่า งั้นมาไลฟ์กันเรื่อย ๆ” ปราบเล่า

หมูมาช่วยเสริมจากตรงนี้ เขาเล่าว่า “อาจารย์ชัชชาติชอบที่มันเป็นช่องทางให้ประชาชนได้มาคุยกับเรา ตั้งแต่ตอนหาเสียงจนถึงตอนนี้ที่เป็นผู้ว่าฯ แล้ว อาจารย์จะอ่านคอมเมนต์เองทุกอัน เพราะอยากรู้ว่ามีใครแจ้งปัญหาอะไรไหม หรือมีความคิดเห็นอย่างไร”

​​สื่อสารแบบทีมชัชชาติ เปิดกลยุทธ์ที่ทำคนติดตามการทำงานของผู้ว่ามากสุดในประวัติศาสตร์
“ผมมีหลักฐาน ผมถ่ายรูปไว้” หมูกล่าว

“ยิ่งทำ คนยิ่งมาดูเยอะ เราก็เลยทำมาเรื่อย ๆ เพราะมีคนอยากดูอยู่ เพื่อที่จะเป็นประตูสู่ประชาชน” หมูอธิบายสาเหตุที่ทำไลฟ์แบบไม่มีหยุดพัก

Prime time is your time

ในยุคก่อน การสื่อสารต้องทำผ่านสื่อมวลชนเป็นหลัก มีแต่สื่อโทรทัศน์เท่านั้นที่พอจะทำให้รู้สึกใกล้ชิดได้ผ่านการสื่อสารแบบเห็นหน้าเห็นตา แต่ก็ยังเป็นการสื่อสารทางเดียวและจำเป็นต้องมีกำหนดเวลาแน่นอน

เราเลยได้เห็นหน่วยงานราชการใช้วิธีล็อกเวลามารายงานผลงานที่ทำไปแบบสม่ำเสมอ หรือไม่ก็เป็นแถลงการณ์แบบเป็นครั้งคราว ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากสถานี และส่วนใหญ่จะเป็นช่วง Prime Time หรือช่วงที่คนดูโทรทัศน์เยอะที่สุด แต่จะทำได้ไม่บ่อย เพราะเป็นช่วงเวลาทำเงินของสถานีโทรทัศน์เช่นกัน

ในยุคนี้ การถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ทำได้ง่าย เป็นการสื่อสาร 2 ทางและสะดวกสุด ๆ จึงเปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการได้สื่อสาร บอกเล่าการทำงาน และรับฟังปัญหาของประชาชนได้แบบสายตรง ที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ได้

หมูเล่าอีกว่า “ที่สำคัญ เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำงานเพื่อไปสถานีโทรทัศน์เพื่อแถลง แต่ไลฟ์ในระหว่างทำงานเพื่อให้ประชาชนติดตามได้เลย”

ในมุมของประชาชน การติดตามดูการทำงานของผู้ว่าฯ ก็ทำได้ง่าย ในเวลาที่แต่ละคนสะดวกผ่านการดูย้อนหลัง

คลิปที่คนดูสดเยอะที่สุด คือคลิปที่ผู้ว่าฯ ไปดูการทำงานของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ฝนตกหนักช่วง 4 ทุ่ม มีคนดูพร้อมกันในช่วงเวลานั้นมากที่สุดคือ 53,000 คน และมียอด Engagement รวมการกลับมาชมใหม่หลังจากไลฟ์อยู่ที่ 10 ล้าน

เนื้อหาที่ดีต้องมีประโยชน์ (และสนุก)

หมูคิดว่าสูตรลับมัดใจคนดูในการไลฟ์แต่ละครั้ง คือ การตั้งใจทำเนื้อหาให้คนอยากดูและได้ประโยชน์ มากกว่าแค่บอกสิ่งที่ผู้ว่าฯ อยากบอก หรือแค่ทำไปเพื่อแซะ หรือเพื่อความสะใจ

หมูบอกว่า “ตั้งใจทำไลฟ์ให้ฟังกันเพลิน ๆ สอดแทรกข้อมูลไปด้วย ให้คนที่ไม่ได้สนใจการเมืองมาก่อนก็เปิดฟังได้ เขาก็จะได้ความรู้ไปด้วยระหว่างทำกิจวัตรประจำวัน”

ในฐานะเป็นคนในแวดวงภาพยนตร์ หมูใช้วิธีการคิดแบบคนทำภาพยนตร์มาเล่าเรื่องการทำงานของอาจารย์ชัชชาติ โดยทุก ๆ โครงการที่สื่อสารผ่านไลฟ์ เขาจะวางโครงเรื่องแบบกว้าง ๆ เอาไว้ ทำให้มันกลายเป็นการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่ายและมีพลัง

“ผมจะปรึกษากับอาจารย์ชัชชาติว่า เราจะไลฟ์อะไรบ้าง ประเด็นไหนที่ใช้ไลฟ์เปิด เราจะมีการกลับไปไลฟ์ช่วงติดตามและแก้ปัญหาต่อ จนกระทั่งไปไลฟ์รายงานเมื่อสิ่งนั้น ๆ ได้รับการแก้ไขหรือผลักดันจนสำเร็จ”

ในเมื่อการไลฟ์คือการถ่ายไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มีการวางสคริปต์หรือบทให้กระชับ ตรงประเด็น ซึ่งขัดกับหลักการของโซเชียลมีเดียสุด ๆ หมูจึงเอาวิชาการเล่าเรื่องให้น่าติดตามเข้ามาใช้ในการไลฟ์ด้วย เช่น การเล่ารายละเอียดให้คนเห็นภาพ อย่างการเล่าบรรยากาศของทั้งสถานที่และเหตุการณ์ ทำให้คลิปมีมุมสนุก ตลก หักมุม เล่นมุก จากบทสนทนาของหมูกับอาจารย์ชัชชาติ หรือมีเนื้อหาที่คนไม่เคยรู้จากความรู้ของอาจารย์ และที่สำคัญคือ การสร้างความมีส่วนร่วมของผู้ชม

ปราบเสริมว่า “เพจจะไม่สื่อสารอะไรเพียงเพราะเป็นหน้าที่ประจำ อย่างการรายงานทุกกำหนดการ การโพสต์ทุกนโยบาย หรือการสื่อสารอะไรที่ไม่ได้มีประโยชน์กับประชาชน

“เพราะเมื่อใดที่เราทำอย่างนั้น มันจะไปลดทอนคุณค่า จนกลายเป็นสิ่งที่ทำไปเรื่อยเปื่อย คนจะเห็นว่าคุณทำเพราะว่าต้องทำ

“แต่เมื่อใดก็ตามที่เราไม่ทำให้เป็นงานประจำ แต่เรารู้ว่าจังหวะไหนคือจังหวะที่ต้องพูด ประชาชนก็จะเห็นว่าเรื่องใด ๆ ก็ตามที่เราตัดสินใจพูด เรื่องนั้นคือสิ่งสำคัญ”

ในช่วงที่ กกต. ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้ง หมูยอมรับว่าการออกไปไลฟ์คือการเริ่มทำงานอย่างไม่เป็นทางการ และใช้สื่อที่มีในมือแทนอำนาจที่ยังไม่ได้มากับตำแหน่ง

กลยุทธ์สร้างความเชื่อใจ พูดน้อย ทำมาก และเน้นสร้างความร่วมมือของ ‘ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แอดหมูในหน้าที่

“ตอน กกต. ยังไม่รับรอง เราก็ใช้ไลฟ์ทำให้เกิดแอคชัน แต่พอเรามีอำนาจที่จะจัดการอะไร ๆ ได้แล้ว ก็ใช้การไลฟ์เพื่อรับฟังปัญหา และผลักดันการแก้ปัญหาผ่านไปตามระบบแทน”

หมูเล่าต่ออีกว่า “ผมคิดว่าการไลฟ์เป็นเหมือนปากของอาจารย์ มันคือตัวอาจารย์ที่ส่งออกมาด้วยตัวเอง แล้วก็มีคนคอยกำกับความเหมาะสม อย่างพี่ปราบ พี่อุ้ย คอยดูแล ซึ่งถือว่ามีคุณภาพสูงมาก วันแรกที่ผมถ่ายทอดสดก็ได้รับสายจากพี่ ๆ เลย เขากำชับเรื่องความถูกต้อง เรื่องกฎหมาย ว่าเราต้องไม่สัญญา ต้องระวังคำพูดต่าง ๆ บางครั้งอาจารย์จะพูดอะไรก็ต้องระวังคำพูดด้วยเหมือนกัน”

กลยุทธ์สร้างความเชื่อใจ พูดน้อย ทำมาก และเน้นสร้างความร่วมมือของ ‘ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์
อุ้ยผู้เป็น Gate Keeper ของทีม

ใช้ Soft Power ผ่านความไม่เป็นทางการ

นอกจากเราจะได้เห็นปัญญาของอาจารย์ชัชชาติผ่านไลฟ์แล้ว เรายังได้เห็นอีกหลากหลายอิริยาบถของอาจารย์ เช่น เวลาอยู่ในบทบาทพ่อของลูกชาย เมื่อไปงานรับปริญญาของ คุณแสนปิติ สิทธิพันธุ์ ที่สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่เวลาที่อาจารย์ไปรับประทานเกาเหลาเนื้อ ตอนบ่าย 3 จนทำให้คนเข้ามาให้กำลังใจมากมายด้วย

ธรรมชาติของสื่อแบบถ่ายทอดสด ไม่มีการตัดต่อ ไม่มีเทคนิคพิเศษใด ๆ มาช่วย ซึ่งนอกจากทำให้อาจารย์เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดที่สุดแล้ว ยังสร้างความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจว่า คนคนนี้ไม่มีอะไรปิดบัง

ทีมสื่อสารของชัชชาติใช้กลยุทธ์นี้มาตั้งแต่ตอนหาเสียง ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีช่องทางการสื่อสารทางออนไลน์อยู่ 2 รูปแบบ คือแอคเคานต์แบบเป็นทางการ ใช้ชื่อว่า ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ และแอคเคานต์ที่มีเนื้อหาสนุก ๆ ใช้ชื่อว่า ‘เพื่อนชัชชาติ’ ซึ่งเป็นรูปแบบการหาเสียงที่ไม่เคยมีมาก่อน และมีในช่องทางใหม่เอี่ยมอย่าง TikTok ด้วย

ปราบเล่าว่า “เพื่อนชัชชาติ เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ปล่อยพลัง เน้นสนุกไปเลย เอาให้เต็มที่ และสิ่งที่สื่อสารในนามเพื่อนชัชชาติไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบแบรนดิ้งหลัก”

มายด์และมิ้นท์ ทีมงานรุ่นเด็กที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลช่องทาง TikTok บอกเราว่า “การที่อาจารย์ชัชชาติอยู่ใน TikTok คนก็ได้เห็นหลาย ๆ มุมของอาจารย์ ทำให้คนเห็นว่าอาจารย์เข้าถึงง่าย เข้าใจคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นใหม่ก็ได้รู้จักอาจารย์ เพราะเห็นว่าคนนี้อยู่ในฟีด TikTok ของเขา”

กลยุทธ์สร้างความเชื่อใจ พูดน้อย ทำมาก และเน้นสร้างความร่วมมือของ ‘ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์
มิ้นท์และมายด์ แอดมิน TikTok เพื่อนชัชชาติ

คอนเทนต์ที่ยอดวิวถล่มทลาย อย่างคอนเทนต์ที่เป็นมีมในคลิปที่คนเข็นรถแล้วรถไม่ขยับ แล้วก็คลิปที่อาจารย์ชัชชาติอ่านคอมเมนต์ชาวเน็ต ทำให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วอาจารย์ชัชชาติรับรู้ทุกความคิดเห็นในโลกออนไลน์ และพร้อมจะรับฟัง เล่นด้วย บางทีก็มีแซวตัวเองบ้าง

พี่ใหญ่อย่างปราบบอกว่า “ถ้าคอนเทนต์แบบนี้อยู่ในช่องทางหลัก คนก็อาจจะงง ๆ กับผู้สมัครคนนี้ ว่าสรุปแล้วเป็นคนจริงจังไหม แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้คนรู้จักอาจารย์ชัชชาติมากขึ้น”

ช่องทางเพื่อนชัชชาติจึงเหมือนเป็นช่องปูทางมาสู่การไลฟ์ที่ผลักดันสิ่งต่าง ๆ ในทุกวันนี้ และไม่ทำให้คนตกใจมากไปเวลาเห็น ผู้ว่าฯ เต้นระบำ ให้เราดูผ่านไลฟ์

ไม่มีพรรค แต่มีเพื่อน

อีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนให้การไลฟ์ของอาจารย์ชัชชาติมีแฟนคลับเหนียวแน่น และมีท่าทีการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างจริงใจ อาจเริ่มมาตั้งแต่ไอเดียบ้าพลังที่อยากฟังปัญหาจากคนกรุงเทพฯ ทุกเขตในนาม ‘อาสาสมัครเพื่อนชัชชาติ’ ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็เป็นได้

ปราบเล่าให้ฟังว่า “เราสร้างระบบอาสาสมัครขึ้นมาให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อเราจะได้เช็กจริง ๆ ว่า ปัญหาที่เห็นจากงานวิจัย มันเป็นปัญหาสำหรับประชาชนจริง ๆ หรือเปล่า เราเลือกเซ็ตระบบอาสาสมัครเพื่อนชัชชาติผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่คนเข้าถึงง่ายที่สุด”

เอื้อย ผู้รับหน้าที่เป็นแอดมินของกรุ๊ปไลน์อาสาสมัครเพื่อนชัชชาติ ที่มีทั้งกรุ๊ปรวมและกรุ๊ปแยกรายเขต เล่าให้ฟังว่า “สิ่งสำคัญของความเป็นเพื่อนชัชชาติ คือ การมีส่วนร่วม อาจารย์พูดตลอดจนถึงวันที่ชนะเลือกตั้งว่า ถ้ามีแค่ตัวอาจารย์หรือทีมงาน จะทำให้กรุงเทพฯ น่าอยู่สำหรับทุกคนไม่ได้ คนกรุงเทพฯ ทั้งหมดต้องมาช่วยกัน ทำให้เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน”

กลยุทธ์สร้างความเชื่อใจ พูดน้อย ทำมาก และเน้นสร้างความร่วมมือของ ‘ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์

อาสาสมัครเพื่อนชัชชาติทุกคนจะมีส่วนร่วมตั้งแต่สมัครในระบบลงทะเบียน ซึ่งจะให้ระบุว่าบ้านอยู่เขตไหน สนใจปัญหาอะไร มีนโยบายหรือการพัฒนาอะไรที่อยากนำเสนอ หลังจากนั้นทีมงานก็จัดให้มี ‘ชัชชาติ Zoom Talk’ เพื่อให้อาสาสมัครรายเขตได้คุยกับอาจารย์โดยตรงผ่านหน้าจอ

เอื้อยเล่าบรรยากาศให้ฟังว่า “ก่อนคุย อาจารย์จะเข้าไปดูประวัติทุกคนล่วงหน้า ว่าในใบสมัครเขาเขียนว่าอยู่เขตไหน สนใจปัญหาเรื่องอะไร อาจารย์ทำการบ้านก่อนเข้า Zoom ทุกครั้ง แล้วก็ชวนคุย เช่น “อ้าว คุณพิชญาเป็นไง หน้าบ้านดีขึ้นหรือยัง ในซอยเจอปัญหาอะไรบ้าง รถติดไหม” แล้วก็สอบถามเรื่องปัญหาชีวิตทั่วไป รวมไปถึงนโยบายที่อยากเสนอ หรืออะไรที่อยากฝาก เราก็ได้ข้อมูลเหล่านั้นเก็บเข้ามาทำเป็นนโยบาย”

กลยุทธ์สร้างความเชื่อใจ พูดน้อย ทำมาก และเน้นสร้างความร่วมมือของ ‘ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นอกจากจะได้มีส่วนร่วมแล้ว อาสาสมัครเพื่อนชัชชาติทุกคนยังได้รับเสื้อ ‘ทำงาน ทำงาน ทำงาน’ ส่งไปให้ถึงบ้านแบบไม่รู้ตัวมาก่อนด้วย

ปราบบอกว่า “เพราะเขาสละเวลาให้ข้อมูลเรา เราจึงเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องตอบแทนเขา”

แม้จะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่นี่ก็เป็นแผนการสร้างการมีส่วนร่วมที่ได้ผลเป็นไวรัลแบบย่อม ๆ และทำให้เสื้อและวลี ทำงาน ทำงาน ทำงาน เป็นกระแสไปได้แบบแยบยล ผ่านการกดสูตรให้มากกว่าที่คาดและไม่ขออะไรตอบแทน

กลยุทธ์สร้างความเชื่อใจ พูดน้อย ทำมาก และเน้นสร้างความร่วมมือของ ‘ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์

การเกิดขึ้นของสื่อสังคมออนไลน์ เทคโนโลยีการถ่ายทำ การถ่ายทอดสดที่ทำได้ง่ายขึ้น และใช้งบประมาณน้อยลงหลายเท่าตัวจากเมื่อ 10 ปีก่อน น่าจะเป็นเวลาที่ดีที่หน่วยงานภาครัฐทั้งหลาย จะกลับมาทบทวนและคิดเรื่องสื่อที่จะใช้สื่อสารใหม่ เพราะเราเห็นว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นโอกาสในการสร้างความรู้ ความเข้าใจในด้านการบริหารบ้านเมืองอย่างโปร่งใส และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะลดความขัดแย้งไปได้อย่างมหาศาล อีกทั้งน่าจะทำให้บ้านเมืองนี้น่าอยู่มากขึ้นไปอีกไม่น้อย

ภาพ : ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load