*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง

21 มิถุนายนของทุกปีเป็น ‘วันอุทกศาสตร์โลก’ วันสำคัญที่ องค์การอุทกศาสตร์ระหว่างประเทศ หรือ IHO ก่อตั้งขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เห็นความสำคัญของอุทกศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อทุกชีวิต ทั้งยังเรียกร้องให้นานาประเทศร่วมมือกันส่งเสริมการเดินเรืออย่างปลอดภัย พร้อมทั้งหันมาคุ้มครองสิ่งมีชีวิตทางทะเลอย่างจริงจังและยั่งยืน

ในวันที่ทั่วโลกยังจับตาความก้าวหน้าของนวัตกรรมการแพทย์ เพื่อบรรเทาผลกระทบของ COVID-19 แหล่งน้ำและชีวิตใต้ท้องทะเลกลับถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจับสัตว์น้ำเกินขนาด มลพิษจากกิจกรรมของมนุษย์ ปัญหาขยะ และล่าสุดขยะทางการแพทย์ที่พลัดลอยเข้ามาเติมเพิ่ม

เราจึงอยากชวนทุกคนสำรวจพร้อมทำความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับแหล่งน้ำและธรรมชาติ ไปจนถึงการทำงานของคนใกล้น้ำ ผ่านภาพยนตร์น้ำดี 5 เรื่อง 5 รส ตั้งแต่เรื่องจริงของยามกู้ภัยชายฝั่ง การต่อสู้ของมนุษย์หลังโลกถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ ความงดงามของมิตรภาพต่างสปีชีส์ หนังตีแผ่คดีน้ำเน่า ตบท้ายด้วยเรื่องเล่าพื้นบ้านของชาวไอริช เพื่อเชื้อเชิญให้พวกเรากลับมาขบคิดถึงความสัมพันธ์ของคนกับน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกันเป็นห่วงโซ่อีกสักครั้ง

01

The Finest Hours ชั่วโมงระทึกฝ่าวิกฤตทะเลเดือด

The Finest Hours ชั่วโมงระทึกฝ่าวิกฤตทะเลเดือด

ค.ศ. 2016

ผู้กำกับ : Craig Gillespie

ประเภท : แอคชัน ดราม่า

ความยาว : 1 ชั่วโมง 57 นาที

ในคืนที่ท้องทะเลร้องคำราม ยามชายฝั่งคือวีรบุรุษคนสำคัญ

The Finest Hours สร้างจากเรื่องจริงของทีมกู้ภัยชายฝั่งที่ออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 30 ชีวิตในคืนที่คลื่นซัดสูงกว่า 60 ฟุต เรื่องราวเกิดขึ้นกลางฤดูหนาว ค.ศ. 1952 เมื่อพายุพัดกระหน่ำชายฝั่งด้านตะวันออกของรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา จนทำให้เรือบรรทุกน้ำมันเพนเดิลตัน (SS Pendleton) ขาดเป็น 2 ท่อน หน่วยกู้ภัยจึงส่งยามชายฝั่ง 4 นายออกไปช่วยชีวิตของลูกเรือ โดยมี เบอร์นี่ เว็บเบอร์ (รับบทโดย คริส ไพน์ (Chris Pine)) เป็นหัวหน้าทีมยามชายฝั่งในวันนั้น

การนำเรือเล็กออกจากฝั่งในคืนที่คลื่นซัดสูงกว่าตึก 6 ชั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่เบอร์นี่และลูกทีมก็ต้องใส่พลังเต็มสูบเพื่อทำงานแข่งกับเวลา เพราะ 1 นาทีที่เสียไปอาจต้องแลกกับหลายชีวิตบนเรือที่กำลังจม ทางฝั่งลูกเรือเพนเดิลตันเองก็ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อยื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด โดยมี ซีเบิร์ท (รับบทโดย เคซีย์ แอฟเฟล็ก (Casey Affleck)) หนุ่มใต้ท้องเรือที่ไม่มีใครชอบหน้าเป็นผู้นำการเอาชีวิตรอด

The Finest Hours ชั่วโมงระทึกฝ่าวิกฤตทะเลเดือด

ความสมจริงเป็นสิ่งที่ผู้กำกับอย่าง เครก กิลสพาย (Craig Gillespie) ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ The Finest Hours ยกกองไปถ่ายทำที่แมสซาซูเซตส์ สถานที่ในเหตุการณ์จริง แม้ฉากเรือแตกและฉากการช่วยเหลืออาจเนรมิตขึ้นในโรงถ่าย แต่ทีมเอฟเฟกต์ของหนังก็เลือกสร้างคลื่นจำลองและปล่อยน้ำฝนหลายพันลิตร เพื่อให้นักแสดงรู้สึกถึงความเปียกปอนและหนาวเหน็บ แบบเดียวกับที่ยามชายฝั่งและผู้ประสบภัยในวันนั้นต้องเผชิญ ทีมงานทำได้อย่างสมบูรณ์แบบถึงขั้นที่ เคซีย์ แอฟเฟล็ก เจ้าของบทซีเบิร์ทเอ่ยชมว่า “ฝนตกจริงๆ ผมรู้สึกโคตรหนาว มีลมซัดใบหน้าของผมตลอดเวลา แทบไม่ต้องแสดงเลยด้วยซ้ำ ผมแค่อยู่ตรงนั้น แล้วตะโกนบทที่ต้องพูด มันเจ๋งเอามากๆ”

แม้การดำเนินเรื่องในช่วงแรกจะเนิบช้า จนผู้ชมหลายคนลงความเห็นว่าหนังควรจะตัดเรื่องราวความรักช่วงต้นออก แต่โดยภาพรวม The Finest Hours ก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องที่สะท้อนภาพชีวิตของผู้ประสบภัยทางทะเลได้อย่างตรงไปตรงมา ทุกคนจะรู้สึกร่วมและเข้าใจหัวอกของผู้ที่ต้องหาทางเอาตัวรอดบนเกลียวคลื่นที่กำลังปะทุ อีกทั้งหนังก็ทำหน้าที่เชิดชูอาชีพที่คนไม่ค่อยให้ความสำคัญอย่างทีมกู้ภัยชายฝั่งได้อย่างน่าจดจำ 

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ศึกษาผืนน้ำ ติดตามความเป็นไปของมหาสมุทร และเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อช่วยเหลือชีวิตคนในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ นี่คือทีมกู้ภัยและยามชายฝั่งที่เราได้รู้จักผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้

รับชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/35umnpn

02

Waterworld ผ่าโลกมหาสมุทร

Waterworld ผ่าโลกมหาสมุทร

ค.ศ. 1995

ผู้กำกับ : Kevin Reynolds

ประเภท : แอคชัน ไซไฟ ดิสโทเปีย

ความยาว : 2 ชั่วโมง 15 นาที

นี่คือหนังแอคชันที่วาดฝันว่าจะฮิตติดตลาดแบบ Star Wars แต่เมื่อลงสู่หน้าจอ Waterworld กลับกลายเป็นหนังที่ขาดทุนสูงสุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ภายใต้วิกฤตรายได้ หนังจำลองภาพของโลกอนาคตที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายจนมนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่บนผืนน้ำได้อย่างน่าสนใจ

ผลพวงจากภาวะโลกร้อนทำให้โลกทั้งใบถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ ผู้คนต้องใช้ชีวิตบนมหาสมุทร บ้างก็อาศัยอยู่บนทุ่น บ้างก็เร่ร่อนอยู่บนเรือ แผ่นดินกลายเป็นเพียงนิทานปรัมปราที่บอกเล่าจากรุ่นสู่รุ่น ความเป็นอยู่ใน Waterworld เต็มไปด้วยความอดอยาก บ้านเมืองไร้ขื่อไร้แป เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเหมือนในยุคคาวบอยปล้นสะดม (พูดง่ายๆ ว่า นี่คือภาพยนตร์ Mad Max ที่เปลี่ยนจากทะเลทรายมาเป็นทะเลจริงนั่นเอง)

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

หนังเล่าเรื่องของหนุ่มไร้ชื่อ ไร้ปูมหลัง (รับบทโดย เควิน คอสต์เนอร์ (Kevin Costner)) ผู้มีความสามารถพิเศษอย่างการหายใจใต้น้ำด้วยเหงือก (ประหนึ่งเป็นมนุษย์ที่วิวัฒนาการตามสภาพแวดล้อม) เขานำดินจากพื้นสมุทรมาแลกกับอาหารเพื่อดำรงชีวิต แต่โชคชะตาก็พาให้เขาได้เจอกับ อีโนล่า (รับบทโดย ทีน่า มาจอริโน่ (Tina Majorino)) เด็กหญิงผู้มีลายแทงลึกลับกลางแผ่นหลัง ซึ่งว่ากันว่าลายแทงนี้จะนำทางไปสู่แผ่นดินผืนสุดท้ายที่ยังไม่ถูกน้ำครอบครอง 

เรื่องราวของอีโนล่าไปถึงหู ดีคอน (รับบทโดย เดนนิส ฮอปเปอร์ (Dennis Hopper)) หัวหน้ากลุ่มโจรสลัดที่ระรานปล้นสิ่งของและอาหารจากชาวบ้านบนทุ่นลอยน้ำ จึงเป็นหน้าที่ของหนุ่มไร้ชื่อและ เฮเลน (รับบทโดย จีน ทริปเปิลฮอร์น (Jeanne Tripplehorn)) สาวแกร่งที่ดูแลอีโนล่ามาตั้งแต่เล็ก ต้องปกป้องเด็กสาวผู้มีลายแทงตรงแผ่นหลังให้รอดพ้นจากเหล่าคนชั่วให้จงได้

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ปัญหาหลักของ Waterworld คือการที่หนังทุ่มงบประมาณการสร้างไปกว่า 175 ล้านเหรียญ ซึ่งจำนวนเงินนี้ สูงเป็นประวัติการณ์ในยุคนั้น เควิน คอสต์เนอร์ ผู้อำนวยการสร้างและนักแสดงนำของเรื่องต้องการสร้างสรรค์ฉากบนท้องทะเลให้สมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ทุกฉากในหนังต้องถ่ายทำในทะเลจริง ทีมงานต้องเนรมิตสิ่งปลูกสร้างเหนือน้ำขึ้นใหม่ทั้งหมด เป็นงานโปรดักชันกลางทะเลที่ทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่หนังยุคนั้นจะทำได้

แม้จะขาดทุนย่อยยับ แต่ Waterworld กลับเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังหวนมาดูอยู่เสมอ ในฐานะหนังแอคชัน-ไซไฟสุดคลาสสิก ที่ช่วยเตือนสติผู้ชมถึงความรุนแรงของปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งทำให้สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวน โดย ดร.บรูโน ดูห์ม (Dr.Bruno Dhuime) นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสตอลเผยว่า “มีความเป็นไปได้จริงที่น้ำจะท่วมแผ่นดินทั้งหมดแบบใน Waterworld แต่นั่นคงจะใช้เวลาหลักพันปี”

แต่ใครจะรู้ หากมนุษย์ยังทำลายสิ่งแวดล้อมแบบที่เป็นอยู่ เราอาจเห็นภูเขาน้ำแข็งละลายจนหมดในเวลาไม่ถึงร้อยปีก็เป็นได้

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/3cS7Tnn

หรืออ่านงานวิจัยของ ดร.บรูโน ดูห์ม ได้ที่ https://bit.ly/2S5Vy86

03

My Octopus Teacher บทเรียนจากปลาหมึก

My Octopus Teacher บทเรียนจากปลาหมึก

ค.ศ.​ 2020

ผู้กำกับ : Pippa Ehrlich, James Reed

ประเภท : สารคดี

ความยาว : 1 ชั่วโมง 25 นาที

มิตรภาพต่างสายพันธุ์…ที่มหัศจรรย์และงดงาม

หากพูดถึงคุณครูปลาหมึก หลายคนคงนึกถึงอนิเมะสุดประทับใจจากญี่ปุ่นอย่าง Assassination Classroom แต่เชื่อหรือไม่ว่า ปลาหมึกที่เป็นทั้งเพื่อนและครูไม่ได้มีอยู่แค่ในการ์ตูน แต่มีตัวตนจริงในชีวิตของ เครก ฟอสเตอร์ (Craig Foster) ช่างภาพสารคดีที่ส่งให้ The Octopus Teacher คว้ารางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ครั้งที่ 93

เครื่องจักรต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงานฉันใด คนเราก็ต้องอาศัยแรงบันดาลใจในการทำงานฉันนั้น วันที่ไฟในการดำเนินชีวิตของช่างภาพสารคดีอย่างเครก ฟอสเตอร์ ดับมอด เขาตัดสินใจเข้าสู่อ้อมกอดของท้องทะเล ที่นั่นเขาได้พบกับมิตรภาพต่างสายพันธุ์ที่เติมไฟฝันให้กับชายผู้อ่อนแรง

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

เครกได้รู้จักกับหมึกสาย (Octopus Vulgaris) ตัวหนึ่ง ครั้งแรกที่พบกัน เธอพุ่งตัวหนีเขา ความระแวงและเขินอายทำให้เธอพันหนวดอันกระจ้อยรอบกาย ไม่กล้าทักทายสบตากับหนุ่มวัยกลางคน แต่เครกสนใจหมึกตัวนี้มาก ทุกวันเขาจะหยิบกล้องตัวเก่งแล้วรีบเร่งมาหาหมึกตัวเดิม ชายหนุ่มบันทึกความงดงามของเจ้าหมึกวันแล้ววันเล่า ในที่สุดเขาก็ได้รับความไว้ใจจากเธอ หมึกน้อยค่อยๆ ขยับหนวดอันนุ่มนิ่มมาสัมผัสกับร่างของมนุษย์ วินาทีนั้นเอง ความผูกพันของคนกับหมึกจึงเริ่มต้น

เขาเฝ้ามองการใช้ชีวิตอันมหัศจรรย์ธรรมดาของเธอ หมึกสายมีกลอุบายหลบหนีจากฉลามยามต้องเอาตัวรอด แต่ครั้งที่อยากได้ไออุ่นเธอก็ใช้หนวดโอบกอดมือของเครก เมื่อใดที่เธอต้องการหยอกเย้ากับฝูงปลา เธอจะสะบัดหนวดไปมาอย่างร่าเริง และเวลาที่เธอต้องการอาหาร ปุ่มเล็กๆ ที่ปลายหนวดก็พร้อมประจัญบานกับเหยื่อเพื่อให้ท้องอิ่ม

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

หมึกจึงเป็นทั้งเพื่อนและครูของเครกและผู้ชม การเฝ้ามองชีวิตน้อยๆ ตัวนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการส่องกระจกสะท้อนชีวิตของมนุษย์ที่ต้องดำเนินไปข้างหน้า บางครั้งเติมอาหารให้ท้องอิ่ม บางคราวเติมรอยยิ้มให้ชีวิตมีความสุข และไม่ลืมที่จะเติมแต่งโลกใบนี้ให้สวยที่สุดในตอนที่ยังมีโอกาส

นี่คือเรื่องราวสายสัมพันธ์ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

The Octopus Teacher รับชมได้แล้วทาง Netflix หรือชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/3pYZHHv

และหากว่าคุณก็เป็นคนหนึ่งได้ที่รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตจากเครก ฟอสเตอร์ ก็ขอเชิญเข้าไปสนับสนุนเขาได้ที่ seachangeproject.com/projects/film/ ชมรมนักดำน้ำที่อุทิศชีวิตทั้งหมดให้กับการปกป้องสาหร่ายริมชายฝั่ง

04

Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ค.ศ. 2019

ผู้กำกับ : Todd Haynes

ประเภท : ดราม่า ชีวประวัติ

ความยาว : 2 ชั่วโมง 6 นาที

หลายสิบปีที่โรงงานยักษ์ใหญ่ปล่อยสารเคมีลงในแหล่งน้ำ สัตว์ในฟาร์มเริ่มล้มป่วย คนบริสุทธิ์เริ่มล้มตาย และทนายตัวเล็กยังคงต่อสู้

เวทีออสการ์ครั้งที่ 92 เต็มไปด้วยภาพยนตร์น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย ทั้ง Parasite, 1917, Once upon a time in Hollywood, The Irishman และอีกหลายต่อหลายเรื่อง Dark Waters เป็นหนึ่งเรื่องที่โชคไม่เข้าข้าง ออกฉายในปีดังกล่าว หนังที่สร้างจากเรื่องจริงว่าด้วยการต่อสู้ของทนายหนุ่มกับบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ จึงถูกมองข้าม

Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

Dark Waters บอกเล่าเรื่องราวของ โรเบิร์ต บิลอตต์ (รับบทโดย มาร์ก รัฟฟาโล (Mark Ruffalo)) ทนายความผู้ได้รับการไหว้วานจากชาวนาสองคนให้ช่วยฟ้องร้องบริษัทเคมีภัณฑ์ชื่อดังอย่าง ดูปองต์ (DuPont) ที่ปล่อยสารพิษลงในแม่น้ำโอไฮโอ จนสัตว์ในฟาร์มและชาวบ้านได้รับผลกระทบ ทีแรกโรเบิร์ตก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขาได้แต่คิดว่า ต่อให้สิ่งที่ชาวนาเล่าเป็นความจริง ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่คนตัวเล็กๆ จะเอาชนะบริษัทรายใหญ่

อย่างไรก็ดีเมื่อโรเบิร์ตได้เห็นภาพที่ไม่ต่างจากหนังสยองขวัญ เขาตัดสินใจฟ้องร้องต่อบริษัทดูปองต์ในทันที พร้อมทุ่มเทแรงทั้งหมดที่มีเพื่อเปิดโปงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นนั้น สิ่งที่โรเบิร์ตเห็นตรงหน้าเมื่อเดินทางถึงเวสต์เวอร์จิเนีย คือภาพของวัวดุร้าย ดวงตาแดงก่ำ มีน้ำลายย้อยจากปาก กระทั่งเริ่มล้มตาย ที่สำคัญอาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับวัวเพียงตัวหรือสองตัว แต่เป็น 190 ตัว 

และยิ่งขุดคุ้ยไปเรื่อยๆ โรเบิร์ตก็พบว่า โรงงาน Washington Works ของดูปองต์ได้ปล่อยสารเคมี PFOA ลงในแหล่งน้ำมาแล้วกว่า 7,100 ตัน เป็นเวลาต่อเนื่องกว่า 40 ปี ซึ่งสารปนเปื้อนนี้มีผลต่อสุขภาพของประชาชนในปาร์กเกอร์สเบิร์กกว่า 70,000 ราย โดยดูปองต์เริ่มใช้สาร PFOA มาตั้งแต่ ค.ศ. 1951 และแม้ว่าใน ค.ศ. 1970 พวกเขาจะรู้ความจริงว่า พนักงานในโรงงานมีสารเคมีเจือปนในเลือด อีกทั้งยังตรวจพบสารชนิดนี้ในแหล่งน้ำดื่มของชุมชน พวกเขาก็ยังเลือกปกปิด และใช้สารเคมีนี้ในการผลิตต่อไป

มาร์ก รัฟฟาโล ผู้รับบท โรเบิร์ต บิลอตต์ ให้สัมภาษณ์ว่า เขาอ่านบทความใน The New York Times ที่ตีแผ่เรื่องจริงชวนช็อกครั้งนี้ มันทำให้เขาที่เป็นทั้งนักแสดงและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมทนไม่ได้ หนังเรื่องนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ผู้คนได้รับรู้ถึงการต่อสู้ของร็อบบ์ บิลอตต์ และภัยอันตรายจากสารเคมีในแหล่งน้ำ อีกทั้งหนังยังตั้งคำถามว่า เราปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในอเมริกาได้อย่างไร

Dark Waters อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของคนกับน้ำ แต่หนังเลือกโฟกัสไปยังการตั้งคำถาม และตีแผ่ความเน่าเฟะของระบบที่ไม่เคยให้ความยุติธรรมกับสิ่งแวดล้อมหรือคนตัวเล็ก โรเบิร์ตต้องอุทิศเวลากว่า 19 ปีในการสู้คดีเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับชีวิตที่ได้รับผลกระทบ เขาต้องเผชิญกับสภาพจิตใจและร่างกายย่ำแย่ ความสัมพันธ์ระหว่างภรรยาและลูกค่อยๆ ห่างเหิน รวมทั้งการหมางเมินจากบริษัทที่ตนเองทำงานอยู่ 

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

หนังแทบไม่มีฉากที่ดูปองต์ซึ่งเป็นผู้ร้ายในคดีนี้ข่มขู่หรือใช้กำลังกับชาวบ้าน แต่บริษัทยักษ์ใหญ่สามารถทรมานศัตรูของตนผ่านกระบวนการที่ผู้มีอำนาจได้เปรียบเสมอ ตั้งแต่การพิจารณาคดีที่ถูกเลื่อน ไปจนถึงความคลาดเคลื่อนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อาวุธที่แท้จริงของผู้มีอำนาจอาจไม่ใช่คน แต่เป็นระบบอันบิดเบี้ยวซึ่งบีบให้ผู้มีอำนาจน้อยกว่าจำต้องก้าวถอยยอมแพ้ด้วยตนเอง

ท้ายที่สุด ชีวิตของคนตัวเล็กๆ ก็ไม่มีวันหวนคืน โชคดีหน่อยก็มีเพียงเงินขวัญถุงเป็นรางวัลปลอบใจ

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/3wx46DH

อ่านเรื่องจริงของโรเบิร์ต บิลอตต์ ได้ที่ https://nyti.ms/3wwIRSH

05

Song of the Sea เจ้าหญิงมหาสมุทร

Song of the Sea เจ้าหญิงมหาสมุทร

ค.ศ. 2015

ผู้กำกับ : Tomm Moore

ประเภท : แอนิเมชัน ผจญภัย

ความยาว : 1 ชั่วโมง 33 นาที

เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ เธอมีความสามารถพิเศษ เธอแปลงร่างเป็นแมวน้ำได้…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองอันห่างไกลในประเทศไอร์แลนด์ มีหนุ่มน้อยนามว่า เบน ผู้ต้องจำใจดูแล เซียร์ช่า น้องสาวขี้อายที่เขาเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้แม่ของทั้งคู่จากไป แต่แล้วในวันเกิดอายุครบ 6 ขวบของเซียร์ช่า เธอได้พบกับเปลือกหอยพร้อมปริศนาที่แม้ทิ้งไว้อย่างอัดแน่น และยัเจอกับเสื้อคลุมวิเศษที่ทำให้เธอแปลงกายเป็นแมวน้ำยามแหวกว่ายใต้ทะเล เรื่องราวนำไปสู่การผจญภัยในคืนวันฮัลโลวีนของสองพี่น้องผ่านดินแดนมหัศจรรย์ เพื่อตามหาตัวตนและสืบค้นความจริงของ เซลกี้ ตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช

ทอมม์ มัวร์ (Tomm Moore) ผู้กำกับ ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์แอนิเมชันเรื่องนี้ในวันที่เขาไปพักผ่อนกับภรรยาและลูกๆ ณ ชายฝั่งทะเลของไอร์แลนด์ ที่นั่น เขาพบซากศพแมวน้ำ ซึ่งถูกฆ่าโดยชาวประมงหลายต่อหลายตัว

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

“แมวน้ำพวกนี้กินปลาเยอะจนเราจับปลาไม่ได้ ตัดโอกาสทำมาหากิน” คือเหตุผลที่ทำให้ชีวิตตัวน้อยเหล่านี้ต้องจบลงอย่างน่าอนาถ ภาพนั้นเป็นความจริงอันน่าเศร้าที่เขาไม่มีวันลืม ทอมม์ศึกษาต่อจนพบว่า ปลาไม่ได้ลดจำนวนลงเพราะแมวน้ำ แต่เพราะการจับปลาที่ไร้การควบคุมต่างหาก เขาจึงอยากสื่อสารประเด็นดังกล่าวออกไป เพื่อให้คนหันมาเห็นคุณค่าและความน่ารักของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมวน้ำอีกครั้ง

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ตอนออกแบบเนื้อเรื่อง ทอมม์ก็คิดถึงเซลกี้ สัตว์ในตำนานของประเทศไอร์แลนด์ที่เขารู้จักมาตั้งแต่เด็ก ตามคำเล่าขาน เซลกี้ คือสัตว์วิเศษที่มีรูปร่างเป็นแมวน้ำเมื่ออยู่ในทะเล แต่พอขึ้นมาบนบก ร่างกายจะลอกผิวหนังออกจนกลายเป็นมนุษย์รูปงาม และเมื่อใดก็ตามที่อยากแปลงกายกลับเป็นแมวน้ำ ก็เพียงแค่สวมผิวหนังที่ลอกนั้น ทอมม์มองว่าตำนานเซลกี้คือกลวิธีในการสร้างสมดุลทางธรรมชาติของบรรพบุรุษ เป็นการอนุรักษ์แมวน้ำและสัตว์ทะเลผ่านการปลูกฝังด้วยนิทานก่อนนอน ทอมม์ไม่อยากให้เรื่องเล่าเหล่านี้ต้องสูญหาย จึงเลือกถ่ายทอดมันอีกครั้งในรูปแบบของแอนิเมชันลายเส้นเรียบง่าย คลุกเคล้าดนตรีและบทเพลงสบายหูที่ใครฟังหรือดูก็ต้องหลงรัก

Song of the Sea สร้างเซอร์ไพร์สด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 87 ในสาขาแอนิเมชันยอดเยี่ยม แม้สุดท้ายต้องพ่ายต่อความน่ารักของน้องเบย์แม็กซ์จาก Big Hero 6 แต่หนังสัญชาติไอริชเรื่องนี้ก็ได้ขโมยหัวใจของคนทั่วโลกไปเป็นที่เรียบร้อย ภาพวาดสองมิติที่เคลื่อนไหวประหนึ่งจิตรกรรมสีน้ำมีชีวิต สอดประสานกับแนวคิดอนุรักษ์แมวน้ำและมหาสมุทรได้อย่างกลมกล่อมลงตัว การผจญภัยของคู่พี่น้องเบนและเซียร์ช่าที่ค่อยๆ เรียนรู้ ก้าวผ่าน และเติบโต ส่งให้ Song of the Sea เป็นเสียงสะท้อนของความผูกพันระหว่างคนกับมหาสมุทรสุดอบอุ่น ทั้งยังปลุกตำนานพื้นบ้านอย่างเซลกี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาได้อย่างงดงาม

ชมตัวอย่างน่ารักๆ ได้ที่ https://bit.ly/3xwbCz5

Writer

Avatar

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

“จุนจิ อิโต้ คือนักเล่าเรื่องสยองขวัญผู้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ความดุดัน ความละเอียดถี่ถ้วน และความน่าสะพรึงกลัวของเขานั้นช่างวิเศษ ควรค่าแก่การรับชมเป็นอย่างยิ่ง เขาคือปรมาจารย์ตัวจริงผู้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ สตีเวน คิง อลันโพ และ อุเมซุ คาซึโอะ เลยทีเดียว” กิเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) ผู้กำกับชื่อดังกล่าวชมชายที่ชื่อ จุนจิ อิโต้ (Junji Ito)

จำได้ว่าตื่นเต้นมาก ๆ ครับเมื่อรู้ว่าเรื่องสั้นที่คัดสรรโดยอาจารย์จุนจิ อิโต้ จะดัดแปลงเป็นอนิเมะลง Netflix และในที่สุดก็ได้ชมเรียบร้อย Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre คือผลงานที่ประกอบไปด้วย 20 เรื่องสั้น ใน 12 อีพี มีทั้งแบบเต็มอีพีหรือตอนละ 20 กว่านาที และ 2 ตอนต่อ 1 อีพี (ตอนละ 10 กว่านาที) โดยเรื่องสั้นส่วนใหญ่มาจาก คลังสยองขวัญลงหลุม เล่มต่าง ๆ มีมาจาก เศษซากอสูร และเล่ม เจาะลึก อิโต้ จุนจิ ด้วยเช่นกัน

ซีรีส์ประกอบไปด้วยตอนสั้นขนาดยาว อย่าง พี่น้องฮิคิซึริป่วนพิสดาร ลูกโป่งหัวมนุษย์ เมืองแห่งป้ายสุสาน โทมิเอะ: รูปถ่าย และตอนสั้นขนาดสั้น อย่าง อุโมงค์พิศวง รถไอศกรีม ห้องสี่ชั้น ห้องแห่งนิทรา ผู้บุกรุก ผมยาวแห่งห้องใต้หลังคา รา กองหนังสือหลอน สยองหลายชั้น เกยตื้น ทางวงกตสุดจะทนไหว เด็กขี้แกล้ง ข้างหลังตรอก รูปปั้นไร้หัว หญิงกระซิบ และ สัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ ทั้งหมดนี้สร้างสรรค์ผลงานโดยที่เคยทำ Junji Ito Collection ไปเมื่อปี 2018 

ก่อนจะเล่าถึงภาพรวมและแสดงความเห็นเกี่ยวกับบางตอน ถือเป็นโอกาสดีที่จะพูดถึงตัวตนของอาจารย์จุนจิ แรงบันดาลใจ เบื้องหลังไอเดีย และประสบการณ์ก่อนมาเป็นปรมาจารย์และมังงะสยองขวัญอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้

**บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ **

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

จุดกำเนิด จุนจิ อิโต้ 

พูดถึงปรมาจารย์สยองขวัญของญี่ปุ่น 2 คนที่ผมนึกถึงและชื่นชอบผลงานมาก คือ อุเมซุ คาสึโอะ (Umezu Kazuo) ผู้แต่ง ฝ่ามิตินรก และ 14 อาถรรพ์ปริศนา กับ อาจารย์จุนจิ อิโต้ ที่ปลูกฝังให้ผมชอบความสยองลึกลับตั้งแต่สมัยมีร้านเช่าการ์ตูน ซึ่งไม่เคยนึกเลยครับว่าคนแรกจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับคนหลัง และเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมสนใจด้านนี้ของ จุนจิ อิโต้

จุนจิ อิโต้ เกิดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ปี 1963 การเข้าสู่โลกแห่งความสยองของเขาเริ่มตั้งแต่ 4 – 5 ขวบจากการอ่านนิยายเล่มแรกคือ Mummy Teacher ของ อุเมซุ คาซึโอะ ในนิตยสารตามพี่สาว 2 คน นอกจากนี้การเติบโตมาในต่างจังหวัดที่เมืองนากัตสึงาวะมีส่วนในการหล่อหลอมเขาเช่นกัน 

ด้วยความที่ห้องน้ำของบ้านเขาอยู่ใกล้กับอุโมงค์ใต้ดิน เขาจึงโตมากับสิงสาราสัตว์จำพวกแมลง เช่น จิ้งหรีดถ้ำ ตะขาบ กิ้งกือ แมงมุม และแมลงสาบ ซึ่งเขาบอกว่าตัวเองกลัวอะไรพวกนี้กับห้องน้ำบ้านตัวเองยิ่งกว่ามังงะหรือหนังสยองซะอีกครับ แต่วันหนึ่งรู้ตัวอีกทีก็ชินแล้ว (แต่ก็ยังไม่ชอบและเจอทีไรก็สะดุ้งอยู่ดี) และด้วยบรรยากาศที่ขมุกขมัวของห้องน้ำสมัยนั้น กับอุโมงค์ดิน ไม่ใช่คอนกรีตเหมือนทุกวันนี้ รวมกันทั้งหมดจึงกลายเป็นรากฐาน Mood & Tone และแรงบันดาลใจในงานของอาจารย์

อาจารย์จุนจิเริ่มเขียนมังงะตั้งแต่ 4 ขวบ ด้วยการวาดตามลายเส้นอาจารย์อุเมซุ ซึ่งเริ่มแรกอาชีพของเขาไม่ใช่นักเขียนมังงะอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เขาเป็นช่างทันตกรรมมาก่อน แต่ก็ไม่เคยละทิ้งความชอบของตัวเอง จึงทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไป

จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 1987 เขาส่งมังงะตอนสั้นส่งประกวดในนิตยสาร Gekkan Halloween และได้รับรางวัลชมเชย ความน่ายินดีปรีดาอยู่ตรงที่หนึ่งในผู้ตัดสินรางวัล คือ อาจารย์อุเมซุ คาสึโอะ ไอดอลและแรงบันดาลใจที่มอบจุดเริ่มต้นให้เขา ต่อมามังงะตอนสั้นนั้นได้ถูกตีพิมพ์ กลายมาเป็นซีรีส์ขนาดยาวและหนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของจุนจิ อิโต้ เรื่องนั้นคือ โทมิเอะ หลังจากที่เขียนเป็นเรื่องเป็นราวได้ประมาณ 3 ปี โดยทำงานด้านทันตกรรมไปด้วย เขาก็ออกมาเป็นนักเขียนการ์ตูนเต็มตัว

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

แรงบันดาลใจและสไตล์ของ จุนจิ อิโต้

แน่นอนว่า อุเมซุ คาสึโอะ เป็นหนึ่งในนั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการเล่าเรื่อง ความสยอง และลายเส้นที่ลงเส้นแบบเข้ม ๆ มีน้ำหนัก ให้อารมณ์ดิบ ๆ อาจารย์กล่าวว่า ฝ่ามิตินรก (The Drifting Classroom) เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่เขารู้สึกผูกพันตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน เหมือนเป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดอย่างไรอย่างนั้น นอกเหนือจากนี้ยังมี ฮิเดชิ ฮิโนะ, ชินอิจิ โคกะ, ยะสุทากะ สึสึอึ ผู้แต่งนิยาย Paprika และ เอโดงาวะ รัมโปะ อีกด้วย

ด้วยความที่อาจารย์จุนจิชอบเสพผลงานอย่างกว้างขวาง แรงบันดาลใจของเขาจึงมาจากซีกโลกตะวันตกด้วย นั่นคือปรมาจารย์ด้าน Cosmic Horror อย่าง เอช. พี. เลิฟคราฟต์ (H.P. Lovecraft) เลิฟคราฟต์ทำให้เขาสนใจเกี่ยวกับชีวิตนอกโลก ซึ่งไม่ใช่คนหรือสัตว์ที่เราเคยพบเจอ ความสยองถึงแก่น เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์เหนือความเข้าใจ สภาวะจนมุมของตัวละคร การจบแบบสิ้นหวังหรือการตายทั้งเป็น และการตายศพไม่สวย เป็นต้น

เอช. อาร์. ไกเกอร์ (H.R. Giger) ผู้ออกแบบงานศิลป์สุดพิสดารอันเป็นเอกลักษณ์ประเภท Biomechanical อย่าง Xenomorph และองค์ประกอบอื่น ๆ ในหนัง Aliens (1979) กับศิลปินชื่อดังอย่าง ซัลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dalí) ก็เป็นแรงบันดาลใจของเขาเช่นกัน กับหนังสยองขวัญคลาสสิกอย่าง Dracula และ Frankenstein และไม่เพียงแค่ผลงานส่วนบุคคล บางผลงานของอาจารย์ยังปรากฏองค์ประกอบของงานศิลป์ในยุคบาโรกและอิมเพรสชันนิสม์ฝรั่งเศสอยู่ด้วย 

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

สไตล์งานของอาจารย์จุนจิจัดอยู่ในประเภท Cosmic Horror และ Body Horror หรือความสยองเชิงกายวิภาคที่ดูสะอิดสะเอียน ซึ่งเป็นงานประเภทเดียวกับ เอช. พี. เลิฟคราฟต์ อีกส่วนคืออาจารย์ศึกษาเรื่องกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และการทำงานของร่างกายจากหนังสือกายวิภาคสำหรับนักเรียนแพทย์ จึงนำมันมาต่อยอด อีกทั้งการเป็นช่างทันตกรรม น่าจะมีส่วนในการหล่อหลอมสไตล์ของเขา

แต่ถึงจะมีคำว่า ‘Horror’ แปะอยู่ ก็ไม่ใช่แนวสยองขวัญเพียว ๆ ซะทีเดียวครับ เพราะที่จริงเขาเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบไซไฟและเรื่องลี้ลับเหนือความเข้าใจเอามาก ๆ นอกจากหนัง หนังสือ และมังงะสยองขวัญ อาจารย์จุนจิยังโตมากับการอ่านเรื่องสั้นไซไฟแบบรวมเล่มและดูหนังไซไฟด้วยเช่นกัน ผลงานของเขาจึงเห็นได้ชัดว่าผสมสานระหว่างความสยองกับไซไฟ จนออกมาเป็น ‘สไตล์ จุนจิ อิโต้’ ดังเช่นที่เราจะเห็นเรื่องราวที่สอดแทรกไปด้วยเรื่องโลกคู่ขนาน เอ็กโทพลาสซึม รังสีคอสมิก ฯลฯ นอกจากนี้บางตอนยังมีความตลกร้ายและคอเมดี้ ซึ่งเป็นไปตามสไตล์ของแกอยู่ดี

จุนจิ อิโต้ มองว่าผลงานของตัวเองไม่ใช่เรื่องผีหรือเรื่องสยองขวัญ แต่เป็นแนวมอนสเตอร์กับ Supernatural มากกว่า และคำว่ามอนสเตอร์ไม่จำเป็นต้องมาในรูปสัตว์ประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวและหลอกหลอนเสมอไป เราจึงได้เห็นทั้งงานแนวนี้กับแนวที่เป็นเรื่องราวของคนล้วน ๆ เช่นความสัมพันธ์ระหว่างเหยื่อ-ผู้ล่า ความหมกหมุ่นและหลงผิดจนเลยเถิด การสูญสิ้นศรัทธาในมนุษยชาติ การเป็นเหยื่อของปรากฏการณ์พิสดารที่หาคำตอบไม่ได้ จนได้พบจุดจบอย่างน่าอนาถและไม่รู้ว่าทำยังไงถึงจะรอด การถูกลงโทษจากบาป และความกลัวสุดขีด โดยอาจารย์เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ได้อยากให้ตัวละครตายและหลายครั้งพยายามช่วยตัวละคร แต่เขียนไปเขียนมาแล้วหาทางออกให้ไม่ได้ ผลลัพธ์คือตัวละครตายกันเป็นเบืออย่างที่เห็นนั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อเขียนไปเขียนมาแล้วหน้าหมด ชะตากรรมตัวละครต้องขาดอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

แต่ถึงแม้จะเป็นเจ้าความสยองขวัญและชื่อดังแค่ไหน อาจารย์ก็พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่คิดว่าตัวเองเหมาะกับการเขียนเรื่องยาวสักเท่าไหร่ครับ เขาถนัดเขียนเรื่องสั้น เขารู้สไตล์ตัวเองว่าทำได้ ทำง่ายกว่า และเอ็นจอยในการสำรวจไอเดียใหม่ ๆ อยู่เสมอ ด้วยการสร้างเนื้อเรื่องก่อน จากนั้นค่อยคิดว่าตัวละครแบบไหนถึงเหมาะกับเนื้อเรื่องนั้น ๆ โดยทุกตอนโฟกัสไปที่ ‘ความพิลึก’ ส่วน ‘ความน่ากลัว’ เป็นเรื่องรอง

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

เปลี่ยนความกลัวเป็นผลงาน

อาจารย์จุนจิ อิโต้ เคยให้สัมภาษณ์ว่า การที่เขาดูเป็นคนสนใจและเต็มไปด้วยผลงานสยองชวนแหวะ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่กลัว แต่วิธีการคือเขานำความกลัวเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นผลงาน และสารภาพตรง ๆ ว่านิสัยชอบสงสัยใคร่รู้ของตัวเองมีมากกว่าความกลัว นั่นทำให้เขาอยากสำรวจปริศนาว่ามีความเป็นไปได้อะไรบ้างจากไอเดียตั้งต้นของตัวเอง และลองให้คำตอบกับมันดู

ความหวาดกลัวหลัก ๆ ของอาจารย์คือแมลงอย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ความตายที่ใกล้เข้ามา สงคราม การแอบซุ่ม การถูกจับตามอง และความรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาเปลี่ยนความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นรูปธรรมให้ผู้อ่านสัมผัสได้เช่นกัน เพราะเชื่อว่าเป็นการดีที่สุดหากจะถ่ายทอดเรื่องที่ตัวเองอิน

ความกลัวและความปรารถนาบางประการของเขาถูกนำมาสร้างเป็นผลงาน เช่น โทมิเอะ ลูกโป่งหัวมนุษย์ หรือ Gyo มังงะ ปลามรณะ ที่มาจากหนังเรื่อง Jaws และประสบการณ์ของพ่อแม่สมัยสงครามโลก ซึ่งสมมุติว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากความกลัวในทะเลตามมาบนบกได้ และ ฝันยาว (Long Dream) ที่มาจากบทสนทนากับพี่สาว ฯลฯ

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre

ก่อนหน้าจะเป็นอนิเมะรวมผลงานชุดนี้ เรื่องที่เคยสร้างเป็นผลงานภาพเคลื่อนไหวสุดติดตามาแล้วคือ ปลามรณะ และ Junji Ito Collection ในปี 2018 เป็นการรวมผลงานจากมังงะสยองเป็น 12 อีพี ประกอบไปด้วย 24 ตอน กับ 2 OVA ของ โทมิเอะ มาถึงเรื่องนี้ ไม่ผิดนักครับถ้าจะเรียกว่าเป็น ‘Junji Ito Collection ซีซั่น 2’ เพราะทำโดยสตูดิโอเดียวกัน ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันกับเรื่องก่อนหน้า แตกต่างกันตรงที่ชุดนี้มีลายเส้นที่เปลี่ยนไปและหาดูบน Netflix ได้ 

สำหรับความเห็นของผม ทั้ง Junji Ito Collection และ Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre (หลังจากนี้ขอเรียกสั้น ๆ ว่า Junji Ito Maniac แทนนะครับ) ยังถ่ายทอดความสยองจากทั้งลายเส้นและความรู้สึกแบบเปิดอ่านจากหน้ากระดาษไม่ได้ พูดง่าย ๆ และอาจดูแรงไปหน่อยคือ ยัง ‘ทำได้ไม่ถึง’ ทั้งด้วยลายเส้น การนำเสนอ การลดทอนรายละเอียด และข้อจำกัดเรื่องเวลา โดยเฉพาะอย่างหลังสุด เพราะอาจารย์เคยกล่าวว่า เขาเขียนบางงานแบบจบไม่ลง หรือรู้ตัวอีกทีหมดหน้าก่อนเลยเลือกจบมันแบบนั้น แต่อนิเมะเรื่องนี้บางเรื่องมีเวลาเพียงแค่ประมาณ 12 นาที จึงต้องตัดให้สั้นลงไปอีก ผลลัพธ์คือบางตอนดูห้วน ๆ ไปมาก และดูแล้วรู้สึกไม่ครบถ้วนเท่าไหร่นัก

ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่าโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ชอบนะครับ ในขั้นต้นอนิเมะเรื่องนี้ทำหน้าที่ขยายฐานแฟนให้อาจารย์มากขึ้น และในมุมของตัวมันเอง มีหลายตอนที่นับคร่าว ๆ น่าจะเกินครึ่งที่มองว่าทำได้ในระดับโอเคถึงดีในการสร้างความบันเทิง แต่ก็แอบสับสนว่า ที่ชอบเพราะเนื้อเรื่องดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว หรือเพราะการนำเสนอของอนิเมะ

จะเสียดายก็ตรงลายเส้นดิบ ๆ ของมังงะหายไป แต่ข้อดีคือ บางตอนอย่าง เขาวงกตสุดจะทนไหว รา และ ผมยาวแห่งห้องใต้หลังคา มีการวาดลายเส้นที่ดูใหม่และทันสมัยขึ้น และเมื่อนำไปเทียบกับ Junji Ito Collection แล้ว ถือว่ามีพัฒนาการ แม้จะรู้สึกว่าลายเส้นนั้นมีเสน่ห์ในทางหนึ่งเหมือนกัน แต่ Junji Ito Maniac นำเสนอได้สมูทกว่า (ปนการใช้ Transition ที่งง ๆ อยู่หลายจังหวะ และแอบรู้สึกว่าเลือกตอนเปิดที่เซต Mood & Tone ได้ไม่ดีเท่าไหร่) และบางตอนถือว่ารวบประเด็นกับสรุปจบได้ดีในระยะเวลาของตอนที่มีเพียงเท่านั้น เพียงแต่ดูแล้วยังคงไม่เปลี่ยนใจครับว่า การ ‘อ่าน’ ยังคงเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเสพผลงานของจุนจิ อิโต้

พูดถึงรายละเอียดปลีกย่อย จากการสังเกตพบว่า ตอนส่วนใหญ่ที่จัดอยู่ในประเภทสนุก คือตอนที่มีความยาว 24 นาที หรือตอนที่เป็น 1 : 1 ไม่ว่าจะเป็น พี่น้องฮิคิซึริป่วนพิสดาร แนวสนุก ๆ ที่ชวนนึกถึง The Addams Family ไม่น้อย เมืองแห่งป้ายสุสาน เป็นตอนนึงที่ดาร์กที่สุด ด้วยเนื้อเรื่องแนวกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกี่ยวกับการทำ ‘บาป’ และ ‘ความรู้สึกผิด’ โทมิเอะ: รูปถ่าย ที่เป็นตัวชูโรงของอาจารย์ และ ลูกโป่งหัวมนุษย์ ซึ่งผมมองว่าทำได้ดีที่สุดในอนิเมะชุดนี้ โดยตอนที่อยากพูดถึงแบบไฮไลต์คือ 2 ตอนหลัง

สำหรับ ลูกโป่งหัวมนุษย์ เป็น 1 ใน 3 ตอนที่อาจารย์จุนจิชอบที่สุด เขาได้รับแรงบันดาลใจจากความฝันวัยเด็ก จนกลายเป็นหนึ่งในตอนที่น่ากลัวและ Iconic ที่สุดเมื่อพูดถึงผู้เขียนมังงะคนนี้กับ Adaptation อนิเมะชุดนี้จึงขาดเรื่องนี้กับซิกเนเจอร์อย่าง โทมิเอะ ไปไม่ได้ อีกอย่างคือการเติบโตมาในแถบชนบทและเข้าเมืองเป็นครั้งคราว ทำให้เขาเห็นบอลลูนลอยฟ้าเหนืออาคารบ้านเรือนและฉุกคิดขึ้นได้ว่าบอลลูนพวกนี้เหมือนเป็นตัวแทนเหล่าชีวิตในเมืองใหญ่ บวกกับความชอบในเรื่องลี้ลับอย่าง UFO กับวัตถุประหลาดบนฟากฟ้า เขาจึงรวมองค์ประกอบเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นลูกโป่งหัวมนุษย์

จุนจิ อิโต้ คิดพล็อตเรื่องนี้ด้วยไอเดียกับความฝันที่ว่า ให้มีลูกโป่งลอยอยู่บนท้องฟ้าทั่วโลก แล้วลูกโป่งแต่ละลูกจะมีเชือกผูกศพห้อยต่องแต่งไปมา ซึ่งในตอนแรกเป็นเพียงลูกโป่งเฉย ๆ แต่พอขบคิดแล้วว่าจะทำให้มันประหลาดยังไง จึงเกิดเป็นไปเดียลูกโป่งโจมตีคนขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าขาดบางอย่าง องค์ประกอบสุดท้ายที่นึกขึ้นได้คือ “ถ้างั้นก็ให้ลูกโป่งเป็นหน้าคน ๆ นั้นซะเลยสิ” ตรงนี้มาจากแนวคิดของอาจารย์เองที่ว่า บางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือตัวเราเอง เหมือนกับโอชิคิริตอนตัวเองจากอีกโลก และโทมิเอะกับการตั้งคำถามว่าอะไรคือตัวเรา และการกลัวการส่องกระจกของอาจารย์เอง เลยออกมาเป็นลูกโป่งหน้าคนที่พุ่งเอาเชือกมาแขวนคอตัวละครอย่างที่เห็นครับ

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

สำหรับ โทมิเอะ ซึ่งเป็นผลงานเดบิวต์และเป็นเหมือนมาสคอตของจุนจิ อิโต้ มาตลอด (พอ ๆ กับปลาและหอย) อาจารย์ไม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษ แต่ต้นกำเนิดมาจากการเป็นอมนุษย์ที่ถูกฆ่าตายแล้วเหมือนไม่ตาย ไม่ว่ากี่ครั้งก็จะกลับมา มาจากการที่เขาสูญเสียเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งสมัย ม.ต้น จากอุบัติเหตุรถชน อาจารย์อธิบายว่ามันเป็นความรู้สึกแปลกที่วันหนึ่ง คน ๆ หนึ่งก็หายตัวไปจากโลก และเขาคาดหวังว่าจู่ ๆ เพื่อนคนนั้นจะกลับมาปรากฏตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงถ่ายทอดความรู้สึกนี้มาสู่มังงะ และถ่ายทอดมันผ่านตัวละครโทมิเอะ 

จุนจิ อิโต้ ใส่ความปรารถนาของมนุษย์ลงไปในตัวโทมิเอะ ทั้งความเป็นอมตะ (จะเรียกแบบนี้ก็ได้) ไม่มีวันตาย แถมยังเพิ่มจำนวนได้ เป็นที่ต้องการเสมอ ชีวิตสมปรารถนา มักได้ในสิ่งที่ต้องการ มีเสน่ห์เย้ายวน น่าดึงดูด บริวารรายล้อมเหมือนราชินี แต่ในเวลาเดียวกันก็อันตรายและน่าสะพรึง สิ่งที่โทมิเอะมีคือทุกอย่างและความสามารถจะทำอะไรก็ได้ตามชอบ เพื่อความสนุก สะใจ ยั่วยวนด้วยการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศตัวละครชาย ยั่วยวนให้คนมัวเมาในกิเลส จนทำเรื่องบ้า ๆ แล้วพบกับความวินาศ ส่วนเธอนั้นหัวเราะคิกคัก แม้กระทั่วยั่วยวนให้ผู้อื่นฆ่าตัวเอง เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดของการมีเพียงชีวิตเดียว

การวาดโทมิเอะคืออีกหนึ่งผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไอดอลอย่าง อุเมซุ คาสึโอะ เพราะในมังงะของอาจารย์คาสึโอะมีแนวทางการวาดที่เรียกว่า ‘สาวงามกับอสูร’ อยู่ครับ ก็คือการวาดให้สิ่งมีชีวิตดูสวยงามและอัปลักษณ์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากและท้าทาย แต่ท้ายที่สุดจุนจิก็สร้างตัวละครนี้โดยมองว่าโทมิเอะมีคุณสมบัตินี้อยู่ นอกจากนี้เธอยังเป็น ‘ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก’ สำหรับเขาด้วย ตัวละครหญิงอื่น ๆ จึงพยายามไม่วาดให้คล้ายโทมิเอะมากเกินไป แต่พอจะต้องวาดให้ออกมาสวย วาดไปวาดมาดันไปคล้ายกับโทมิเอะอีก

สำหรับตอนรูปถ่ายที่อยู่ใน Junji Ito Maniac ตอนนี้นับเป็นตอนที่สะท้อนธีมของโทมิเอะและความตั้งใจของอาจารย์จุนจิเต็ม ๆ คือใช้ความสวยเล่นสนุกด้วยการปั่นหัวตัวเอกหญิงที่ชื่อสึกิโกะ จากนั้นปล่อยให้สึกิโกะถ่ายรูป จนออกมาเป็นรูปที่สวยด้วยใบหน้าด้านหน้า และน่าเกลียดน่ากลัวจากหน้าที่งอกออกมาข้างหลัง ซึ่งนั่นคือความอัปลักษณ์ภายใต้ความสวยงามของตัวละครนี้ 

แรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นความสยองใน Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre ของ จุนจิ อิโต้

สำหรับตอนสั้นที่ความยาว 10 กว่านาที ต้องพูดว่าคละคุณภาพกันไปครับ

ตอนที่ดูจบแล้วเฉย ๆ หรือสนุก แต่รู้สึกว่าจบแบบค้างคาเกินไปหรือไม่ครบถ้วน คือตอน รา ทางวงกตสุดจะทนไหว รถไอศกรีม เกยตื้น ผู้บุกรุก และ ตอนอุโมงค์พิศวง ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอุโมงค์บ้านเกิดของอาจารย์จุนจิที่นาคัตสึงาวะ ตอนเหล่านี้บางตอนถือว่าเพียงพอ แต่บางตอนก็ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า หากดูจบแล้วไปอ่านมังงะหรือยังไม่ได้ดูแล้วอ่านมังงะเลย จะได้รายละเอียดครบถ้วนและมีน้ำหนักกว่า การลำดับเรื่องที่แตกต่างแบบลงตัวกว่าครับ แต่ก็นับว่าทำได้ดีไม่น้อยสำหรับบางตอนที่แม้จะตัดให้สั้นลงแต่สารยังครบถ้วน กับบางตอนมีการลำดับใหม่ได้ดีกว่ามังงะ

ต่อมาเป็นตอนที่ขอนิยามว่า จดจำแบบฝังลึกลงไปในจิตใจ ได้แก่ ตอน ห้องแห่งนิทรา กองหนังสือหลอน รูปปั้นไร้หัว ผมยาวแห่งห้องใต้หลังคา และ ข้างหลังตรอก ที่เคยได้คะแนนอันดับ 1 และเป็นที่นิยมมาก ถึงแม้อาจารย์จะยังรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่เต็มที่ก็ตาม และตอน เด็กขี้แกล้ง ที่ไม่มีสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ขับเน้นความน่ากลัวของมนุษย์ออกมาได้ดี ทุกตอนที่กล่าวไปในประเภทนี้อนิเมะทำได้ในขั้นดี 

สำหรับประเภทจำฝังลึกยังมีอีก ซึ่งผมเลือกแยกมาพูดถึง คือ หญิงกระซิบ จากเล่ม เศษซากอสูร และ สยองหลายชั้น ที่ตีพิมพ์เป็นฉบับพิเศษในหนังสือ เจาะลึก อิโต้ จุนจิ หญิงกระซิบ เป็นตอนที่ต้องชมว่าอนิเมะถือว่าทำได้ดี เพราะถ่ายทอดเสียงทั้งพากย์และอารมณ์ความรู้สึกจากมังงะออกมาแทบครบ รวมถึงเป็นตอนที่ไม่รู้เหมือนกันว่าควรรู้สึกยังไงดี (ในแง่ดี และรู้แต่ว่าตอนนี้ดี) 

ส่วน สยองหลายชั้น ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่ค้นพบว่าตัวเองมีหลายชั้นเหมือนวงปีต้นไม้ ก็เป็นอะไรที่สยองและเป็นหนึ่งในตอนที่ดีกับจำฝังตาฝังใจที่สุดเช่นกัน และถ่ายถอดความรู้สึกหดหู่ชวนอึ้งผ่านงานด้านภาพได้อย่างดีทั้งฉบับอนิเมะและมังงะ 

แรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นความสยองใน Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre ของ จุนจิ อิโต้

ในขณะที่ตอน ห้องสี่ชั้น และ สัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ เป็นตอนที่ดูสนุก ๆ เบาสมอง ซึ่งถือว่าอาจารย์จุนจิเลือกมาเพื่อตัดมู้ดกับตอนหนัก ๆ ได้ค่อนข้างดี เด็กหนุ่มคาบตะปูตัวแสบสายปั่นอย่างโซอิจิ ที่ชอบสาปคนอื่นและมาพร้อมกับวลี “เดี๋ยวแกได้เจอความสยองขวัญแน่” ในแง่หนึ่งแม้ออกจะน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มาก ๆ และพอเข้าใจได้เลยครับว่า ทำไมนอกจาก โทมิเอะ แล้ว โซอิจิ ถึงเป็นซีรีส์ยาวและเป็นที่นิยมในหมู่ผู้อ่านผลงานอาจารย์จุนจิ อิโต้ 

อาจารย์เคยเล่าตอนให้สัมภาษณ์ว่า โซอิจิเป็นเหมือนร่างแยกของอาจารย์ และมีองค์ประกอบบางอย่างของอาจารย์อยู่ในตัว แม้นิสัยจะไม่เหมือนกันเป๊ะ ซึ่งเดิมที โซอิจิไม่ใช่ตัวเอก แต่ตั้งใจให้เป็นแค่ตัวละครสุดเกรียนที่ไปป่วนทริปหน้าร้อนคนอื่น ในขณะที่ มิจินะ ที่เป็นญาติคือตัวเอกดั้งเดิม แต่หลังจากที่เขียนไปเขียนมา หมอนี่ก็ดูมีเอกลักษณ์และน่าจดจำ จนกลายเป็นเหมือนพระเอกของจักรวาลจุนจิ อิโต้ ไปซะอย่างนั้นเลยครับ ส่วนตอน สัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ เราก็จะได้เห็นความเป็นทาสแมวของปรมาจารย์สยองขวัญท่านนี้ด้วยเช่นกัน

แรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นความสยองใน Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre ของ จุนจิ อิโต้

โดยรวมแล้วใช้คำว่า Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre เป็นผลงานประเภท ‘ดีที่มี’ แล้วกันครับ อาจจะยังไม่สมบูรณ์ทางความรู้สึก แต่หากพูดถึงหน้าที่ของมันที่ทำแฟน ๆ ซึ่งลืมไปแล้วเพราะเคยอ่านล่าสุดตอนมัธยมต้นอย่างผม คนที่อ่านอยู่บ่อย ๆ และรอดูอนิเมะด้วย กับคนไม่รู้จักและไม่เคยดูมาก่อน หันมาชื่นชอบหรือชวนกลับไปอ่านและสนใจงานอาจารย์จุนจิ อิโต้ อีกครั้งได้ ก็นับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเลยครับ ยิ่งติดอันดับแรก ๆ ในหลายประเทศทั่วโลกด้วยแล้ว ส่วนสำหรับผมถือว่าเพลิดเพลิน ดูแล้วอยากไปไล่อ่านผลงานอาจารย์ทั้งหมดใหม่อีกครั้ง

พอมานึก ๆ ดู ถึงตอนนี้ก็คงพูดได้แล้วล่ะครับว่า หลังจากที่อาจารย์จุนจิ อิโต้ มีศิลปินหลายคนเป็นไอดอล มาวันนี้เขากลายเป็นนักเขียนมังงะคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของวงการและของฝั่งซีกโลกตะวันออก เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการประกาศสร้างผลงานหรือหยิบผลงานเก่า ๆ ที่เคยตีพิมพ์มาบอกเล่าในอีกฟอร์ม มักจะมีกระแสตอบรับที่ดีและผู้คนรอคอยกันเสมอ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้นเมื่อดูจากปฏิกิริยาของผู้คนตอนลงข่าวเกี่ยวกับอนิเมะเรื่องนี้

ขอปิดท้ายด้วยการพูดถึงผลงานของจุนจิ อิโต้ นอกเหนือจากนี้และที่กำลังจะมาหลังจากนี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้โปรเจกต์เกม Silent Hills ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างตัวเทพที่ยกย่องและนับถือกันและกันอย่างอาจารย์จุนจิ, กิเยร์โม, เดล โตโร และ ฮิเดโอะ โคจิม่า (Hideo Kojima) จะถูกพับไป แต่เราก็กำลังจะได้ดู Uzumaki หรือ ก้นหอยมรณะ ที่จะสร้างเป็นอนิเมะขาวดำภาพดิบ ๆ แบบต้นฉบับ ออนแอร์ทางช่อง Adult Swim (ช่องที่มี Rick and Morty) กับ โทมิเอะฉบับ Live-action ของฝั่งฮอลลีวูดครับ และหวังอย่างยิ่งว่าจะได้ดูผลงานดัดแปลงจากมังงะเรื่องอื่น ๆ ของอาจารย์อีก ในคุณภาพที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • เจาะลึก อิโต้ จุนจิ
  • www.youtube.com
  • grapee.jp
  • www.mentalfloss.com
  • www.cbr.com
  • sabukaru.online
  • netflixlife.com

Writer

Avatar

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load