*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง

21 มิถุนายนของทุกปีเป็น ‘วันอุทกศาสตร์โลก’ วันสำคัญที่ องค์การอุทกศาสตร์ระหว่างประเทศ หรือ IHO ก่อตั้งขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เห็นความสำคัญของอุทกศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อทุกชีวิต ทั้งยังเรียกร้องให้นานาประเทศร่วมมือกันส่งเสริมการเดินเรืออย่างปลอดภัย พร้อมทั้งหันมาคุ้มครองสิ่งมีชีวิตทางทะเลอย่างจริงจังและยั่งยืน

ในวันที่ทั่วโลกยังจับตาความก้าวหน้าของนวัตกรรมการแพทย์ เพื่อบรรเทาผลกระทบของ COVID-19 แหล่งน้ำและชีวิตใต้ท้องทะเลกลับถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจับสัตว์น้ำเกินขนาด มลพิษจากกิจกรรมของมนุษย์ ปัญหาขยะ และล่าสุดขยะทางการแพทย์ที่พลัดลอยเข้ามาเติมเพิ่ม

เราจึงอยากชวนทุกคนสำรวจพร้อมทำความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับแหล่งน้ำและธรรมชาติ ไปจนถึงการทำงานของคนใกล้น้ำ ผ่านภาพยนตร์น้ำดี 5 เรื่อง 5 รส ตั้งแต่เรื่องจริงของยามกู้ภัยชายฝั่ง การต่อสู้ของมนุษย์หลังโลกถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ ความงดงามของมิตรภาพต่างสปีชีส์ หนังตีแผ่คดีน้ำเน่า ตบท้ายด้วยเรื่องเล่าพื้นบ้านของชาวไอริช เพื่อเชื้อเชิญให้พวกเรากลับมาขบคิดถึงความสัมพันธ์ของคนกับน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกันเป็นห่วงโซ่อีกสักครั้ง

01

The Finest Hours ชั่วโมงระทึกฝ่าวิกฤตทะเลเดือด

The Finest Hours ชั่วโมงระทึกฝ่าวิกฤตทะเลเดือด

ค.ศ. 2016

ผู้กำกับ : Craig Gillespie

ประเภท : แอคชัน ดราม่า

ความยาว : 1 ชั่วโมง 57 นาที

ในคืนที่ท้องทะเลร้องคำราม ยามชายฝั่งคือวีรบุรุษคนสำคัญ

The Finest Hours สร้างจากเรื่องจริงของทีมกู้ภัยชายฝั่งที่ออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 30 ชีวิตในคืนที่คลื่นซัดสูงกว่า 60 ฟุต เรื่องราวเกิดขึ้นกลางฤดูหนาว ค.ศ. 1952 เมื่อพายุพัดกระหน่ำชายฝั่งด้านตะวันออกของรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา จนทำให้เรือบรรทุกน้ำมันเพนเดิลตัน (SS Pendleton) ขาดเป็น 2 ท่อน หน่วยกู้ภัยจึงส่งยามชายฝั่ง 4 นายออกไปช่วยชีวิตของลูกเรือ โดยมี เบอร์นี่ เว็บเบอร์ (รับบทโดย คริส ไพน์ (Chris Pine)) เป็นหัวหน้าทีมยามชายฝั่งในวันนั้น

การนำเรือเล็กออกจากฝั่งในคืนที่คลื่นซัดสูงกว่าตึก 6 ชั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่เบอร์นี่และลูกทีมก็ต้องใส่พลังเต็มสูบเพื่อทำงานแข่งกับเวลา เพราะ 1 นาทีที่เสียไปอาจต้องแลกกับหลายชีวิตบนเรือที่กำลังจม ทางฝั่งลูกเรือเพนเดิลตันเองก็ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อยื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด โดยมี ซีเบิร์ท (รับบทโดย เคซีย์ แอฟเฟล็ก (Casey Affleck)) หนุ่มใต้ท้องเรือที่ไม่มีใครชอบหน้าเป็นผู้นำการเอาชีวิตรอด

The Finest Hours ชั่วโมงระทึกฝ่าวิกฤตทะเลเดือด

ความสมจริงเป็นสิ่งที่ผู้กำกับอย่าง เครก กิลสพาย (Craig Gillespie) ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ The Finest Hours ยกกองไปถ่ายทำที่แมสซาซูเซตส์ สถานที่ในเหตุการณ์จริง แม้ฉากเรือแตกและฉากการช่วยเหลืออาจเนรมิตขึ้นในโรงถ่าย แต่ทีมเอฟเฟกต์ของหนังก็เลือกสร้างคลื่นจำลองและปล่อยน้ำฝนหลายพันลิตร เพื่อให้นักแสดงรู้สึกถึงความเปียกปอนและหนาวเหน็บ แบบเดียวกับที่ยามชายฝั่งและผู้ประสบภัยในวันนั้นต้องเผชิญ ทีมงานทำได้อย่างสมบูรณ์แบบถึงขั้นที่ เคซีย์ แอฟเฟล็ก เจ้าของบทซีเบิร์ทเอ่ยชมว่า “ฝนตกจริงๆ ผมรู้สึกโคตรหนาว มีลมซัดใบหน้าของผมตลอดเวลา แทบไม่ต้องแสดงเลยด้วยซ้ำ ผมแค่อยู่ตรงนั้น แล้วตะโกนบทที่ต้องพูด มันเจ๋งเอามากๆ”

แม้การดำเนินเรื่องในช่วงแรกจะเนิบช้า จนผู้ชมหลายคนลงความเห็นว่าหนังควรจะตัดเรื่องราวความรักช่วงต้นออก แต่โดยภาพรวม The Finest Hours ก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องที่สะท้อนภาพชีวิตของผู้ประสบภัยทางทะเลได้อย่างตรงไปตรงมา ทุกคนจะรู้สึกร่วมและเข้าใจหัวอกของผู้ที่ต้องหาทางเอาตัวรอดบนเกลียวคลื่นที่กำลังปะทุ อีกทั้งหนังก็ทำหน้าที่เชิดชูอาชีพที่คนไม่ค่อยให้ความสำคัญอย่างทีมกู้ภัยชายฝั่งได้อย่างน่าจดจำ 

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ศึกษาผืนน้ำ ติดตามความเป็นไปของมหาสมุทร และเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อช่วยเหลือชีวิตคนในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ นี่คือทีมกู้ภัยและยามชายฝั่งที่เราได้รู้จักผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้

รับชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/35umnpn

02

Waterworld ผ่าโลกมหาสมุทร

Waterworld ผ่าโลกมหาสมุทร

ค.ศ. 1995

ผู้กำกับ : Kevin Reynolds

ประเภท : แอคชัน ไซไฟ ดิสโทเปีย

ความยาว : 2 ชั่วโมง 15 นาที

นี่คือหนังแอคชันที่วาดฝันว่าจะฮิตติดตลาดแบบ Star Wars แต่เมื่อลงสู่หน้าจอ Waterworld กลับกลายเป็นหนังที่ขาดทุนสูงสุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ภายใต้วิกฤตรายได้ หนังจำลองภาพของโลกอนาคตที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายจนมนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่บนผืนน้ำได้อย่างน่าสนใจ

ผลพวงจากภาวะโลกร้อนทำให้โลกทั้งใบถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ ผู้คนต้องใช้ชีวิตบนมหาสมุทร บ้างก็อาศัยอยู่บนทุ่น บ้างก็เร่ร่อนอยู่บนเรือ แผ่นดินกลายเป็นเพียงนิทานปรัมปราที่บอกเล่าจากรุ่นสู่รุ่น ความเป็นอยู่ใน Waterworld เต็มไปด้วยความอดอยาก บ้านเมืองไร้ขื่อไร้แป เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเหมือนในยุคคาวบอยปล้นสะดม (พูดง่ายๆ ว่า นี่คือภาพยนตร์ Mad Max ที่เปลี่ยนจากทะเลทรายมาเป็นทะเลจริงนั่นเอง)

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

หนังเล่าเรื่องของหนุ่มไร้ชื่อ ไร้ปูมหลัง (รับบทโดย เควิน คอสต์เนอร์ (Kevin Costner)) ผู้มีความสามารถพิเศษอย่างการหายใจใต้น้ำด้วยเหงือก (ประหนึ่งเป็นมนุษย์ที่วิวัฒนาการตามสภาพแวดล้อม) เขานำดินจากพื้นสมุทรมาแลกกับอาหารเพื่อดำรงชีวิต แต่โชคชะตาก็พาให้เขาได้เจอกับ อีโนล่า (รับบทโดย ทีน่า มาจอริโน่ (Tina Majorino)) เด็กหญิงผู้มีลายแทงลึกลับกลางแผ่นหลัง ซึ่งว่ากันว่าลายแทงนี้จะนำทางไปสู่แผ่นดินผืนสุดท้ายที่ยังไม่ถูกน้ำครอบครอง 

เรื่องราวของอีโนล่าไปถึงหู ดีคอน (รับบทโดย เดนนิส ฮอปเปอร์ (Dennis Hopper)) หัวหน้ากลุ่มโจรสลัดที่ระรานปล้นสิ่งของและอาหารจากชาวบ้านบนทุ่นลอยน้ำ จึงเป็นหน้าที่ของหนุ่มไร้ชื่อและ เฮเลน (รับบทโดย จีน ทริปเปิลฮอร์น (Jeanne Tripplehorn)) สาวแกร่งที่ดูแลอีโนล่ามาตั้งแต่เล็ก ต้องปกป้องเด็กสาวผู้มีลายแทงตรงแผ่นหลังให้รอดพ้นจากเหล่าคนชั่วให้จงได้

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ปัญหาหลักของ Waterworld คือการที่หนังทุ่มงบประมาณการสร้างไปกว่า 175 ล้านเหรียญ ซึ่งจำนวนเงินนี้ สูงเป็นประวัติการณ์ในยุคนั้น เควิน คอสต์เนอร์ ผู้อำนวยการสร้างและนักแสดงนำของเรื่องต้องการสร้างสรรค์ฉากบนท้องทะเลให้สมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ทุกฉากในหนังต้องถ่ายทำในทะเลจริง ทีมงานต้องเนรมิตสิ่งปลูกสร้างเหนือน้ำขึ้นใหม่ทั้งหมด เป็นงานโปรดักชันกลางทะเลที่ทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่หนังยุคนั้นจะทำได้

แม้จะขาดทุนย่อยยับ แต่ Waterworld กลับเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังหวนมาดูอยู่เสมอ ในฐานะหนังแอคชัน-ไซไฟสุดคลาสสิก ที่ช่วยเตือนสติผู้ชมถึงความรุนแรงของปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งทำให้สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวน โดย ดร.บรูโน ดูห์ม (Dr.Bruno Dhuime) นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสตอลเผยว่า “มีความเป็นไปได้จริงที่น้ำจะท่วมแผ่นดินทั้งหมดแบบใน Waterworld แต่นั่นคงจะใช้เวลาหลักพันปี”

แต่ใครจะรู้ หากมนุษย์ยังทำลายสิ่งแวดล้อมแบบที่เป็นอยู่ เราอาจเห็นภูเขาน้ำแข็งละลายจนหมดในเวลาไม่ถึงร้อยปีก็เป็นได้

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/3cS7Tnn

หรืออ่านงานวิจัยของ ดร.บรูโน ดูห์ม ได้ที่ https://bit.ly/2S5Vy86

03

My Octopus Teacher บทเรียนจากปลาหมึก

My Octopus Teacher บทเรียนจากปลาหมึก

ค.ศ.​ 2020

ผู้กำกับ : Pippa Ehrlich, James Reed

ประเภท : สารคดี

ความยาว : 1 ชั่วโมง 25 นาที

มิตรภาพต่างสายพันธุ์…ที่มหัศจรรย์และงดงาม

หากพูดถึงคุณครูปลาหมึก หลายคนคงนึกถึงอนิเมะสุดประทับใจจากญี่ปุ่นอย่าง Assassination Classroom แต่เชื่อหรือไม่ว่า ปลาหมึกที่เป็นทั้งเพื่อนและครูไม่ได้มีอยู่แค่ในการ์ตูน แต่มีตัวตนจริงในชีวิตของ เครก ฟอสเตอร์ (Craig Foster) ช่างภาพสารคดีที่ส่งให้ The Octopus Teacher คว้ารางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ครั้งที่ 93

เครื่องจักรต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงานฉันใด คนเราก็ต้องอาศัยแรงบันดาลใจในการทำงานฉันนั้น วันที่ไฟในการดำเนินชีวิตของช่างภาพสารคดีอย่างเครก ฟอสเตอร์ ดับมอด เขาตัดสินใจเข้าสู่อ้อมกอดของท้องทะเล ที่นั่นเขาได้พบกับมิตรภาพต่างสายพันธุ์ที่เติมไฟฝันให้กับชายผู้อ่อนแรง

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

เครกได้รู้จักกับหมึกสาย (Octopus Vulgaris) ตัวหนึ่ง ครั้งแรกที่พบกัน เธอพุ่งตัวหนีเขา ความระแวงและเขินอายทำให้เธอพันหนวดอันกระจ้อยรอบกาย ไม่กล้าทักทายสบตากับหนุ่มวัยกลางคน แต่เครกสนใจหมึกตัวนี้มาก ทุกวันเขาจะหยิบกล้องตัวเก่งแล้วรีบเร่งมาหาหมึกตัวเดิม ชายหนุ่มบันทึกความงดงามของเจ้าหมึกวันแล้ววันเล่า ในที่สุดเขาก็ได้รับความไว้ใจจากเธอ หมึกน้อยค่อยๆ ขยับหนวดอันนุ่มนิ่มมาสัมผัสกับร่างของมนุษย์ วินาทีนั้นเอง ความผูกพันของคนกับหมึกจึงเริ่มต้น

เขาเฝ้ามองการใช้ชีวิตอันมหัศจรรย์ธรรมดาของเธอ หมึกสายมีกลอุบายหลบหนีจากฉลามยามต้องเอาตัวรอด แต่ครั้งที่อยากได้ไออุ่นเธอก็ใช้หนวดโอบกอดมือของเครก เมื่อใดที่เธอต้องการหยอกเย้ากับฝูงปลา เธอจะสะบัดหนวดไปมาอย่างร่าเริง และเวลาที่เธอต้องการอาหาร ปุ่มเล็กๆ ที่ปลายหนวดก็พร้อมประจัญบานกับเหยื่อเพื่อให้ท้องอิ่ม

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

หมึกจึงเป็นทั้งเพื่อนและครูของเครกและผู้ชม การเฝ้ามองชีวิตน้อยๆ ตัวนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการส่องกระจกสะท้อนชีวิตของมนุษย์ที่ต้องดำเนินไปข้างหน้า บางครั้งเติมอาหารให้ท้องอิ่ม บางคราวเติมรอยยิ้มให้ชีวิตมีความสุข และไม่ลืมที่จะเติมแต่งโลกใบนี้ให้สวยที่สุดในตอนที่ยังมีโอกาส

นี่คือเรื่องราวสายสัมพันธ์ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

The Octopus Teacher รับชมได้แล้วทาง Netflix หรือชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/3pYZHHv

และหากว่าคุณก็เป็นคนหนึ่งได้ที่รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตจากเครก ฟอสเตอร์ ก็ขอเชิญเข้าไปสนับสนุนเขาได้ที่ seachangeproject.com/projects/film/ ชมรมนักดำน้ำที่อุทิศชีวิตทั้งหมดให้กับการปกป้องสาหร่ายริมชายฝั่ง

04

Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ค.ศ. 2019

ผู้กำกับ : Todd Haynes

ประเภท : ดราม่า ชีวประวัติ

ความยาว : 2 ชั่วโมง 6 นาที

หลายสิบปีที่โรงงานยักษ์ใหญ่ปล่อยสารเคมีลงในแหล่งน้ำ สัตว์ในฟาร์มเริ่มล้มป่วย คนบริสุทธิ์เริ่มล้มตาย และทนายตัวเล็กยังคงต่อสู้

เวทีออสการ์ครั้งที่ 92 เต็มไปด้วยภาพยนตร์น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย ทั้ง Parasite, 1917, Once upon a time in Hollywood, The Irishman และอีกหลายต่อหลายเรื่อง Dark Waters เป็นหนึ่งเรื่องที่โชคไม่เข้าข้าง ออกฉายในปีดังกล่าว หนังที่สร้างจากเรื่องจริงว่าด้วยการต่อสู้ของทนายหนุ่มกับบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ จึงถูกมองข้าม

Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

Dark Waters บอกเล่าเรื่องราวของ โรเบิร์ต บิลอตต์ (รับบทโดย มาร์ก รัฟฟาโล (Mark Ruffalo)) ทนายความผู้ได้รับการไหว้วานจากชาวนาสองคนให้ช่วยฟ้องร้องบริษัทเคมีภัณฑ์ชื่อดังอย่าง ดูปองต์ (DuPont) ที่ปล่อยสารพิษลงในแม่น้ำโอไฮโอ จนสัตว์ในฟาร์มและชาวบ้านได้รับผลกระทบ ทีแรกโรเบิร์ตก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขาได้แต่คิดว่า ต่อให้สิ่งที่ชาวนาเล่าเป็นความจริง ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่คนตัวเล็กๆ จะเอาชนะบริษัทรายใหญ่

อย่างไรก็ดีเมื่อโรเบิร์ตได้เห็นภาพที่ไม่ต่างจากหนังสยองขวัญ เขาตัดสินใจฟ้องร้องต่อบริษัทดูปองต์ในทันที พร้อมทุ่มเทแรงทั้งหมดที่มีเพื่อเปิดโปงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นนั้น สิ่งที่โรเบิร์ตเห็นตรงหน้าเมื่อเดินทางถึงเวสต์เวอร์จิเนีย คือภาพของวัวดุร้าย ดวงตาแดงก่ำ มีน้ำลายย้อยจากปาก กระทั่งเริ่มล้มตาย ที่สำคัญอาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับวัวเพียงตัวหรือสองตัว แต่เป็น 190 ตัว 

และยิ่งขุดคุ้ยไปเรื่อยๆ โรเบิร์ตก็พบว่า โรงงาน Washington Works ของดูปองต์ได้ปล่อยสารเคมี PFOA ลงในแหล่งน้ำมาแล้วกว่า 7,100 ตัน เป็นเวลาต่อเนื่องกว่า 40 ปี ซึ่งสารปนเปื้อนนี้มีผลต่อสุขภาพของประชาชนในปาร์กเกอร์สเบิร์กกว่า 70,000 ราย โดยดูปองต์เริ่มใช้สาร PFOA มาตั้งแต่ ค.ศ. 1951 และแม้ว่าใน ค.ศ. 1970 พวกเขาจะรู้ความจริงว่า พนักงานในโรงงานมีสารเคมีเจือปนในเลือด อีกทั้งยังตรวจพบสารชนิดนี้ในแหล่งน้ำดื่มของชุมชน พวกเขาก็ยังเลือกปกปิด และใช้สารเคมีนี้ในการผลิตต่อไป

มาร์ก รัฟฟาโล ผู้รับบท โรเบิร์ต บิลอตต์ ให้สัมภาษณ์ว่า เขาอ่านบทความใน The New York Times ที่ตีแผ่เรื่องจริงชวนช็อกครั้งนี้ มันทำให้เขาที่เป็นทั้งนักแสดงและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมทนไม่ได้ หนังเรื่องนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ผู้คนได้รับรู้ถึงการต่อสู้ของร็อบบ์ บิลอตต์ และภัยอันตรายจากสารเคมีในแหล่งน้ำ อีกทั้งหนังยังตั้งคำถามว่า เราปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในอเมริกาได้อย่างไร

Dark Waters อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของคนกับน้ำ แต่หนังเลือกโฟกัสไปยังการตั้งคำถาม และตีแผ่ความเน่าเฟะของระบบที่ไม่เคยให้ความยุติธรรมกับสิ่งแวดล้อมหรือคนตัวเล็ก โรเบิร์ตต้องอุทิศเวลากว่า 19 ปีในการสู้คดีเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับชีวิตที่ได้รับผลกระทบ เขาต้องเผชิญกับสภาพจิตใจและร่างกายย่ำแย่ ความสัมพันธ์ระหว่างภรรยาและลูกค่อยๆ ห่างเหิน รวมทั้งการหมางเมินจากบริษัทที่ตนเองทำงานอยู่ 

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

หนังแทบไม่มีฉากที่ดูปองต์ซึ่งเป็นผู้ร้ายในคดีนี้ข่มขู่หรือใช้กำลังกับชาวบ้าน แต่บริษัทยักษ์ใหญ่สามารถทรมานศัตรูของตนผ่านกระบวนการที่ผู้มีอำนาจได้เปรียบเสมอ ตั้งแต่การพิจารณาคดีที่ถูกเลื่อน ไปจนถึงความคลาดเคลื่อนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อาวุธที่แท้จริงของผู้มีอำนาจอาจไม่ใช่คน แต่เป็นระบบอันบิดเบี้ยวซึ่งบีบให้ผู้มีอำนาจน้อยกว่าจำต้องก้าวถอยยอมแพ้ด้วยตนเอง

ท้ายที่สุด ชีวิตของคนตัวเล็กๆ ก็ไม่มีวันหวนคืน โชคดีหน่อยก็มีเพียงเงินขวัญถุงเป็นรางวัลปลอบใจ

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/3wx46DH

อ่านเรื่องจริงของโรเบิร์ต บิลอตต์ ได้ที่ https://nyti.ms/3wwIRSH

05

Song of the Sea เจ้าหญิงมหาสมุทร

Song of the Sea เจ้าหญิงมหาสมุทร

ค.ศ. 2015

ผู้กำกับ : Tomm Moore

ประเภท : แอนิเมชัน ผจญภัย

ความยาว : 1 ชั่วโมง 33 นาที

เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ เธอมีความสามารถพิเศษ เธอแปลงร่างเป็นแมวน้ำได้…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองอันห่างไกลในประเทศไอร์แลนด์ มีหนุ่มน้อยนามว่า เบน ผู้ต้องจำใจดูแล เซียร์ช่า น้องสาวขี้อายที่เขาเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้แม่ของทั้งคู่จากไป แต่แล้วในวันเกิดอายุครบ 6 ขวบของเซียร์ช่า เธอได้พบกับเปลือกหอยพร้อมปริศนาที่แม้ทิ้งไว้อย่างอัดแน่น และยัเจอกับเสื้อคลุมวิเศษที่ทำให้เธอแปลงกายเป็นแมวน้ำยามแหวกว่ายใต้ทะเล เรื่องราวนำไปสู่การผจญภัยในคืนวันฮัลโลวีนของสองพี่น้องผ่านดินแดนมหัศจรรย์ เพื่อตามหาตัวตนและสืบค้นความจริงของ เซลกี้ ตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช

ทอมม์ มัวร์ (Tomm Moore) ผู้กำกับ ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์แอนิเมชันเรื่องนี้ในวันที่เขาไปพักผ่อนกับภรรยาและลูกๆ ณ ชายฝั่งทะเลของไอร์แลนด์ ที่นั่น เขาพบซากศพแมวน้ำ ซึ่งถูกฆ่าโดยชาวประมงหลายต่อหลายตัว

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

“แมวน้ำพวกนี้กินปลาเยอะจนเราจับปลาไม่ได้ ตัดโอกาสทำมาหากิน” คือเหตุผลที่ทำให้ชีวิตตัวน้อยเหล่านี้ต้องจบลงอย่างน่าอนาถ ภาพนั้นเป็นความจริงอันน่าเศร้าที่เขาไม่มีวันลืม ทอมม์ศึกษาต่อจนพบว่า ปลาไม่ได้ลดจำนวนลงเพราะแมวน้ำ แต่เพราะการจับปลาที่ไร้การควบคุมต่างหาก เขาจึงอยากสื่อสารประเด็นดังกล่าวออกไป เพื่อให้คนหันมาเห็นคุณค่าและความน่ารักของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมวน้ำอีกครั้ง

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ตอนออกแบบเนื้อเรื่อง ทอมม์ก็คิดถึงเซลกี้ สัตว์ในตำนานของประเทศไอร์แลนด์ที่เขารู้จักมาตั้งแต่เด็ก ตามคำเล่าขาน เซลกี้ คือสัตว์วิเศษที่มีรูปร่างเป็นแมวน้ำเมื่ออยู่ในทะเล แต่พอขึ้นมาบนบก ร่างกายจะลอกผิวหนังออกจนกลายเป็นมนุษย์รูปงาม และเมื่อใดก็ตามที่อยากแปลงกายกลับเป็นแมวน้ำ ก็เพียงแค่สวมผิวหนังที่ลอกนั้น ทอมม์มองว่าตำนานเซลกี้คือกลวิธีในการสร้างสมดุลทางธรรมชาติของบรรพบุรุษ เป็นการอนุรักษ์แมวน้ำและสัตว์ทะเลผ่านการปลูกฝังด้วยนิทานก่อนนอน ทอมม์ไม่อยากให้เรื่องเล่าเหล่านี้ต้องสูญหาย จึงเลือกถ่ายทอดมันอีกครั้งในรูปแบบของแอนิเมชันลายเส้นเรียบง่าย คลุกเคล้าดนตรีและบทเพลงสบายหูที่ใครฟังหรือดูก็ต้องหลงรัก

Song of the Sea สร้างเซอร์ไพร์สด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 87 ในสาขาแอนิเมชันยอดเยี่ยม แม้สุดท้ายต้องพ่ายต่อความน่ารักของน้องเบย์แม็กซ์จาก Big Hero 6 แต่หนังสัญชาติไอริชเรื่องนี้ก็ได้ขโมยหัวใจของคนทั่วโลกไปเป็นที่เรียบร้อย ภาพวาดสองมิติที่เคลื่อนไหวประหนึ่งจิตรกรรมสีน้ำมีชีวิต สอดประสานกับแนวคิดอนุรักษ์แมวน้ำและมหาสมุทรได้อย่างกลมกล่อมลงตัว การผจญภัยของคู่พี่น้องเบนและเซียร์ช่าที่ค่อยๆ เรียนรู้ ก้าวผ่าน และเติบโต ส่งให้ Song of the Sea เป็นเสียงสะท้อนของความผูกพันระหว่างคนกับมหาสมุทรสุดอบอุ่น ทั้งยังปลุกตำนานพื้นบ้านอย่างเซลกี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาได้อย่างงดงาม

ชมตัวอย่างน่ารักๆ ได้ที่ https://bit.ly/3xwbCz5

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

เดี๋ยวนี้ซีรีส์ นิยาย หรือการ์ตูนวาย เป็นกระแสทั่วบ้านทั่วเมืองเต็มไปหมด แถมยังมีคู่จิ้นหน้าใหม่ ควงกันแจ้งเกิดในวงการบันเทิงอยู่แทบทุกวัน สานต่อความฟินให้เหล่าแฟนคลับแบบไม่หยุดหย่อน 

หลายคนคิดว่ามังงะที่นำเสนอเรื่องความหลากหลายทางเพศ เจาะตลาดผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือสาวๆ นักชิปเท่านั้น แต่จริงๆ มังงะหมวดหมู่นี้มีหลากหลายรสชาติ ไม่ต่างจากเรื่องรักของคู่รักเพศตรงข้ามทั่วไป และหลายเรื่องก็สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ LGBTQ ในมุมมองที่หลากหลาย ลดอคติหรือความไม่รู้ของสังคมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ความสนุกและคุณภาพก็ไม่ด้อยไปกว่ามังงะแบบอื่นๆ 

ไหนๆ ก็เข้าสู่ Pride Month 2021 แล้ว เราขอร่วมเฉลิมฉลองด้วยการแนะนำมังงะหลากหลายสไตล์ทั้ง 6 เล่มต่อไปนี้ที่บอกเล่าความเป็นอิสระเสรีทางเพศวิถี ตั้งแต่ชีวิตรักสัตว์โลก รักแรกเมื่อครั้ง High School ชีวิตคู่ในวัยผู้ใหญ่ ไปจนถึงการทำความเข้าใจในระดับครอบครัว เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่าน ได้เข้าถึงแก่นแท้ของคำว่า ‘หลากหลาย’ ด้วยใจที่เปิดกว้าง

01

My Brother’s Husband

ด้วยสายใยรัก

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ผู้แต่ง : Genggoroh Takame

ประเภท : ดราม่า ครอบครัว สะท้อนสังคม

สำนักพิมพ์ : Futabasha (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ Dexpress)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 3 เล่มจาก 4 เล่ม

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่ : https://bit.ly/3oV01GG

อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/3i06dfa

(ดัดแปลงเป็นซีรีส์ฉบับคนแสดงใน ค.ศ. 2018)

นี่ไม่ใช่การ์ตูนเกย์ของสาว Y แต่เป็นการ์ตูน LGBTQ ที่ทุกคนควรอ่าน ในฐานะที่เป็นมนุษย์

คำว่า ‘ครอบครัว’ คืออะไร

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ผลงานที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั้งวงการมังงะ เพราะนอกจาก เกนทาโร่ ทากาเมะ (Genggoroh Takame) เจ้าพ่อการ์ตูนเกย์หมีจะไม่วาดฉากเนื้อหนังอันเป็นจุดขายมาตลอด My Brother’s Husband ยังเป็นมังงะเรื่องแรกที่เล่าถึงชีวิตครอบครัว สังคม พ่อ แม่ และเด็ก เป็นมิตรกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย ไม่ได้เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มอย่างเรื่องที่ผ่านๆ มา และผลตอบรับที่น่าพอใจแบบเกินคาด ก็ทำให้ศิลปินแนวเกย์อีโรติกท่านนี้ ผลิตผลงานแนวอบอุ่นหัวใจออกมาอีก

เรื่องราวชีวิตประจำวันอันแสนเรียบง่ายของครอบครัวเล็กๆ ในญี่ปุ่น ยาอิจิ คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวผู้อาศัยอยู่กับ คานะ ลูกสาววัยช่างพูดช่างเจรจาเพียงสองคน หลังจากที่ เรียวจิ น้องชายฝาแฝดของเขาเสียชีวิตลง การปรากฏตัวของสมาชิกคนใหม่ในบ้านจึงเริ่มขึ้น นั่นคือ ไมค์ เกย์ชาวแคนาดา คู่รักของเรียวจิ

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

เส้นเรื่องของการ์ตูนเล่มนี้ เล่าผ่านคำถามนับครั้งไม่ถ้วนของคานะ เด็กสาวผู้ไม่คุ้นชินกับวิถีชีวิตคู่ของน้าชาย ที่ไม่มีผู้หญิงและผู้ชายเป็นองค์ประกอบ และต้องการค้นหาคำตอบว่าครอบครัวที่สมบูรณ์คืออะไร โดยมีไมค์ ผู้เป็นตัวแทนของกลุ่ม LGBTQ คอยตอบคำถาม ว่าความหลากหลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ต้น

การตีกรอบว่าต้องเป็นหญิงหรือชายเท่านั้นต่างหากที่เกิดขึ้นในภายหลัง ไมค์ค่อยๆ ผสานความรู้ความเข้าใจให้กับคานะอย่างเปิดกว้าง ไร้อคติ ส่วนยาอิจิทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์และคัดค้านเมื่อมีโอกาส

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

คำถามและคำตอบที่เกิดขึ้นภายในเนื้อเรื่อง ช่วยขยายภาพความเหลื่อมทับและความแตกต่างทางวัฒนธรรมในแต่ละสังคมเกี่ยวกับแนวคิดและมุมมองที่มีต่อ LGBTQ การ์ตูนเรื่องนี้จึงไม่เพียงแต่นำเสนอภาพความหลากหลายทางเพศอันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่ยังนำเสนอภาพความหลากหลายทางรูปลักษณ์ของคำว่าครอบครัวด้วยเช่นกัน

ไมค์ได้ท่องเที่ยวไปในญี่ปุ่น คานะกำลังสนุกที่ได้เรียนรู้ชุดความคิดใหม่ๆ อย่างใสซื่อ ส่วนยาอิจิเอง ก็ได้เดินทางเข้าไปในหัวอกหัวใจของเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

02

Wandering Son

หนุ่มแอบหวานกับสาวแอ๊บแมน

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ผู้แต่ง : Takako Shimura

ประเภท : โรแมนติกดราม่า, Slice of Life, Coming of Age

สำนักพิมพ์ : Enterbrain (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ Zenshu Comic)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 13 เล่มจบ

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่ : https://bit.ly/3wFRvhq

มังงะโรแมนติกดราม่าที่มีอะไรมากกว่า Slice of Life

ความรัก มิตรภาพ ชีวิตวัยรุ่น และเส้นเรื่องแบบ Coming of Age เป็นสิ่งแรกที่คุณอาจนึงถึงเมื่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้น ยิ่งเห็นลายเส้นสีน้ำฟุ้งๆ วิ้งๆ ในเวอร์ชันอนิเมะแล้วล่ะก็ ร้อยทั้งร้อยอาจคิดว่าเป็นมังงะเนื้อหาปุยนุ่น เรื่องราวเบาสมองตามชื่อเรื่อง แต่เราไม่สามารถตัดสินหนังสือจากภาพปกได้จริงๆ 

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายของการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

เพราะนี่คือเรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนของกลุ่มเด็กประถมปลาย ที่กำลังจะทิ้งร่องรอยแห่งวันวานในวัยเด็ก ก้าวสู่สเตจใหม่ในชีวิตของการเป็นวัยรุ่นอย่างเต็มตัว นิโตริ เด็กชายผู้รักการทำขนม นอกจากใบหน้าที่สวยหวานเหมือนเด็กผู้หญิงแล้ว เขายังชอบแต่งตัวแบบเด็กผู้หญิงอีกด้วย แต่ก็ไม่ได้มีเด็กผู้ชายคนไหนมาตกหลุมรักนิโตริเหมือนพล็อตการ์ตูนทั่วๆ ไป แต่เป็นนิโตริเองต่างหากที่ดันไปตกหลุมรักเพื่อนร่วมห้องอย่าง ทาคัทสึกิ นักเรียนหญิงผู้รักการแต่งตัวแบบผู้ชายและมีหน้าตาหล่อเหลา

สิ่งที่ทำให้มังงะเรื่องนี้เป็นมากกว่า Slice of Life คือการปฏิเสธความเป็นเพศชายหรือหญิงตั้งแต่ระดับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ไปจนถึงระดับชีวิตและจิตวิญญาณของมนุษย์ เราจะได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ที่ต้องต่อสู่กับธรรมเนียมค่านิยมในสังคมเกี่ยวกับอัตลักษณ์เรื่องเพศเมื่อพวกเขาเริ่มเติบโตขึ้นในทุกๆ วัน เสื้อผ้าที่ไม่ตรงกับเพศสภาพ ไม่ใช่สัญลักษณ์ที่บ่งชี้ถึงความผิดแผก แต่เป็นเครื่องการันตีว่ามนุษย์เลือกใส่ เลือกเป็น หรือเลือกรักอะไรก็ได้ตามที่ปรารถนาโดยปราศจากเงื่อนไข

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายของการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ในศตวรรษที่ 21 ทรานส์แมน ทรานส์วูแมน ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวจากสังคมอีกต่อไป ในหลายโรงเรียนจากต่างประเทศทั่วโลก เช่น อเมริกา ไอร์แลนด์ ไต้หวัน หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่นเอง อนุมัติให้นักเรียนเลือกใส่เครื่องแบบตามเพศที่ตนเองต้องการ นี่ยังไม่รวมการร่าง พ.ร.บ. ต่างๆ เพื่อให้พลเมืองเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อของตนเองได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย

ความพร่าเลือนของกรอบทางเพศในสังคมปัจจุบัน ทั้งในด้านของรสนิยม การแสดงออก หรือแม้แต่การแต่งกาย ล้วนตอกย้ำให้เห็นถึงพัฒนาการของสิ่งที่เรียกว่าเสรีนิยม อุดมการณ์ที่เดินทางข้ามผ่านกาลเวลาและเติบโตขึ้นไปตามยุคสมัย

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวและไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดด แต่มันก็ไม่เคยหยุดนิ่ง

03

A Polar Bear in Love

อุ๋งจ๋า…หมีรักมาฝาก

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ผู้แต่ง : Koromo

ประเภท : โรแมนติกคอมเมดี้

สำนักพิมพ์ : Kadokawa (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ PHOENIX-ฟีนิกซ์)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 4 เล่ม (ยังไม่จบ)

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่ : https://bit.ly/2TfD3y2

อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/3wJLKPR

(ดัดแปลงเป็นซีรีส์แอนิเมชันขนาดสั้นใน ค.ศ. 2017 รับชมได้ที่ https://bit.ly/3wDN8mN )

A Polar Bear in Love

แมวน้ำอะไรเป็นแฟนหมี การ์ตูน LGBTQ ที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์แห่งห่วงโซ่อาหาร

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด เพราะนี่คือมังงะที่มีหมีขาวและแมวน้ำเป็นนักแสดงนำ

เรื่องราวของเจ้าหมีขาวเพศผู้ผู้หลงรักแมวน้ำ สัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาหารอันโอชาของตนและยังเป็นเพศผู้เหมือนกันอีกด้วย กลายเป็นเรื่องราวความรักแบบ Hybridization ข้ามสายพันธุ์ หรือจะเรียกว่ารักต้องห้ามก็คงจะฟังขึ้นอยู่เหมือนกัน

A Polar Bear in Love

“ฉันก็ไม่แคร์”

เป็นประโยคที่เจ้าหมีขาวตอบกลับแมวน้ำ เมื่อน้องอุ๋งของเราพยายามบอกว่าตนเองนั้นเป็น ‘เพศผู้’ (แถมฉันยังไม่ได้เป็นหมีขาวแบบเธอด้วยนะ) นี่จึงเป็นการทำลายกำแพงเงื่อนไขทางความสัมพันธ์ทั้งในแง่สายพันธุ์และเพศสภาพ พาให้เราคอยเอาใจช่วยเจ้าสองตัวนี้ไปจนจบเล่ม ซึ่งหากมองเผินๆ อาจเป็นการ์ตูนสัตว์โลกน่ารัก เนื้อหาสดใสเบาสมอง แต่ก็ซ่อนประเด็นเนื้อหาเกี่ยวกับวงจรและห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิตไว้ในหลายมิติ และถึงแม้ว่า Mood & Tone จะออกสีหม่นๆ เทาๆ ไปบ้างคละเคล้าไปตามอารมณ์ เมื่อสัตว์ทั้งสองได้ทบทวนว่าความรักครั้งนี้อาจไม่ได้ลงเอยอย่างที่คาดหวังไว้ แต่ก็มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะคอยกลบเกลื่อนอารมณ์เหล่านั้นให้จางลงได้ตลอดทั้งเรื่อง

A Polar Bear in Love

ความรักเป็นหน่วยความรู้สึกที่มีหลากหลายรูปแบบ มากเกินกว่าที่มนุษย์อย่างพวกเธอจะแบ่งแยกได้ว่าสิ่งนี้ใช่หรือไม่ใช่ความรัก แล้วก็ดูเหมือนว่า จะไม่ใช่หน้าที่ของพวกมนุษย์ในการทำอะไรแบบนั้นเสียด้วยสิ

หมีขาวและแมวน้ำ (ไม่ได้กล่าว)

04

Our Dreams at Dusk

เพียงพบบรรจบฝัน

Our Dreams at Dusk

ผู้แต่ง : Yuhki Kamatani

ประเภท : ดราม่า สะท้อนสังคม

สำนักพิมพ์ :  Shogakukan (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ Zenchu Comic)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 3 เล่ม จาก 4 เล่ม (ยังไม่จบ) 

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่  : https://bit.ly/2RUEDFf

อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/34nL1aV

เพราะพื้นที่ของพวกเราคือ ‘ห้องนั่งเล่น’

การ์ตูนว่าด้วยเรื่องประสบการณ์แห่งการพบพานสิ่งต่างๆ ในชีวิตของตัวละคร LGBTQ 

 เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ทาคาสุ นักเรียนชายชั้น ม.ปลาย ตัดสินใจจะจบชีวิตตัวเองลง เมื่อเพื่อนร่วมชั้นจับได้ว่าเขาเป็นเกย์ นั่นจึงทำให้เขาได้พบกับ ‘ห้องนั่งเล่น’ แห่งหนึ่ง ที่ไม่ได้มีไว้นั่ง นอนหรือกินป๊อปคอร์นตอนดูหนังเหมือนห้องนั่งเล่นทั่วไป แต่นี่คือพื้นที่แห่งการบอกเล่าและความเข้าใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศเช่นเดียวกับเขาอีกมากมาย

Our Dreams at Dusk

ตัวละครที่มาใช้บริการห้องนั่งเล่นแห่งนี้ มีตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ไปจนถึงวัยชรา บ้างก็อยู่ในภาวะสับสน มึนงง ไม่กล้ายอมรับตัวตนของตนเอง บ้างก็มีประสบการณ์อันแสนขื่นขมจากโลกภายนอกที่ตีค่าความหลากหลายให้กลายเป็นความแปลกประหลาด แต่สิ่งเหล่านั้น จะกลายเป็นคำพูดบางเบาไร้ความหมาย

เมื่อพวกเขาย่างกรายเข้ามา ณ ที่แห่งนี้ ที่ที่มอบความรู้สึกปลอดภัยให้แก่พวกเขา

Our Dreams at Dusk

‘ฉันจะไม่ถาม’

คือคำตอบของเจ้าของห้องนั่งเล่น ที่จะไม่ถามหรือพยายามบอกให้ตัวละครแก้ปัญหาชีวิตด้วยวิธีแบบนี้หรือแบบนั้น แต่จะให้พวกเขาได้เล่า ระบาย แบ่งปัน และหาคำตอบด้วยตัวเอง เช่นเดียวกันกับหนังสือเล่มนี้ ที่ไม่ได้พยายามยัดเยียดความคิดใส่สมองของผู้อ่าน ว่าพวกคุณต้องเข้าใจพวกเรา หรือสอนว่า LGBTQ ที่ดีต้องเป็นอย่างไร แต่ผู้อ่านจะได้เรียนรู้ เข้าใจ และเติบโตไปพร้อมๆ กับทุกเรื่องเล่าของตัวละคร

 โดยไม่รู้สึกว่ากำลังโดนอบรมหรืออ่านหนังสือประเภทเทศนาโวหารอะไรทำนองนั้น

05

Bloom Into You

สุดท้ายก็คือเธอ

Bloom Into You

ผู้แต่ง : Nio Nakatani

ประเภท : โรแมนติก, Slice of Life, Coming of Age

สำนักพิมพ์ : ASCII Media Works (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ PHOENIX Magenta)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 8 เล่มจบ

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่  : https://bit.ly/3fqJIOK

(ดัดแปลงเป็นซีรีส์แอนิเมชันสั้นใน ค.ศ. 2018 รับชมได้ทาง Netflix)

Bloom Into You

จำได้ไหม ตกหลุมรักครั้งแรกเป็นอย่างไร

เราขอพานักอ่านทุกท่านย้อนวันวานสู่การตกหลุมรักครั้งแรก ด้วยมังงะแนว Slice of Life เอาใจสาวกยูริ ในขณะที่ โคอิโตะ ยู นักเรียน ม.ปลาย ชั้นปี 1 กำลังเดินหาห้องสภานักเรียน เธอจึงได้พบกับนักเรียนหญิงรุ่นพี่สุดเพอร์เฟกต์อย่าง นานามิ โทโกะ เข้าโดยบังเอิญ ความใกล้ชิดและความผูกพันในระหว่างทำงานสภานักเรียนด้วยกัน ทำให้ โทโกะสาวป๊อปสุดเท่ที่มีทั้งหญิงชายมากหน้าหลายตามาสารภาพรัก แต่เธอก็ยังไม่เคยรู้สึกใจเต้นแรงกับใครสักคนเข้าจริงๆ เกิดความรู้สึกพิเศษมากเกินกว่าคำว่ารุ่นน้องกับยู ทั้งสองจึงเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ครั้งนี้อย่างค่อยไปเป็นค่อยไป รู้จักตัวเอง และเรียนรู้ซึ่งกันและกันมาเรื่อยๆ 

หากถามว่าจุดเด่นของมังงะเรื่องไหนนี้อยู่ตรงไหน ก็คงเป็นการนำเสนอภาพความรักของ LGBTQ แบบไม่หวือหวา ฉูดฉาด หรือมีฉากเรียกเรตติ้งอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายและค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต่างจากความรักของหญิงชายคู่อื่นๆ นอกจากนี้ยังถ่ายทอดบทบาทที่สำคัญของเพื่อน ครอบครัว และโรงเรียน ซึ่งมีผลต่อช่วงชีวิตวัยรุ่นของเด็กคนหนึ่งได้อย่างสมจริง

Bloom Into You

 เนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ละเมียดละไม บวกกับลายเส้นและการลงน้ำหนักแสงอย่างพอเหมาะพอดี จึงเป็นการส่งผ่านความอบอุ่นจากปลายปากกาของผู้เขียนสู่การทัศนาทางสายตาของนักอ่าน ไม่ว่าจะทำออกมาในรูปแบบมังงะหรืออนิเมะ ก็ยังคีพคาแรกเตอร์ของโทโกะและยูได้อย่างครบถ้วนทุกมิติ 

เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ Bloom Into You ถูกยกขึ้นแท่นเป็นมังงะเล่ม Recommended ที่ครองใจสาวกยูริหลายๆ คน

06

What did you eat yesterday?

เมื่อวานเจ๊ทานอะไร?

What did you eat yesterday?

ผู้แต่ง : Nio Nakatani

ประเภท : โรแมนติกคอมเมดี สะท้อนสังคม

สำนักพิมพ์ : Kodansha (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 16 เล่ม (ยังไม่จบ)

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่ : https://bit.ly/2TfWl6s

อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/3hWwye1

(ดัดแปลงเป็นละครซีรีส์ฉบับคนแสดงใน ค.ศ. 2019 รับชมได้ทาง https://bit.ly/3vwTS62 )

What did you eat yesterday?

ตะหลิว หม้อ ช้อน ทัพพี ทั้งหมดนี้ (เกือบ) เป็นตัวเอกของเรื่อง

เป็นเรื่องธรรมดาที่ชีวิตคู่ในวัยผู้ใหญ่ ย่อมไม่สวยงามราบรื่นในทุกกระบวนความ เพราะพ่วงมาด้วยภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ และยิ่งเป็นคู่รัก LGBTQ แล้วด้วย การรักษาภาพลักษณ์ในสังคมจึงเป็นเงื่อนไขข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง

เส้นเรื่องเล่าถึงการดำเนินชีวิตประจำวันของคู่รักเกย์ในแมนชั่นแห่งหนึ่ง คาเคย์ ชิโร่ ทนายวัย 43 ปี ผู้รักการทำอาหารพอๆ กับความสงบในชีวิต และ ยาบูกิ เคนจิ ลูกจ้างร้านตัดผมผู้มีพรสวรรค์ในการคุยกับลูกค้ามากกว่าการตัดผม นอกจากนี้ Fumi Yoshinaga ยังยกพื้นที่เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ในหนังสือเล่มนี้ ให้กับกรรมวิธีรังสรรค์เมนูในแต่ละมื้ออาหารอย่างประณีตบรรจง 

What did you eat yesterday?

นอกจากการทำอาหารและชีวิตประจำวันของคู่รักวัยกลางคน เมื่อวานเจ๊ทานอะไร? ยังเป็นมังงะที่พาเราไปลัดเลาะสอดส่องทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อกลุ่ม LGBTQ แฝงปมปัญหาของตัวละครที่ต่างได้รับบาดแผลจากความคาดหวังในสังคมและคนรอบข้าง เนื่องจากค่านิยมในญี่ปุ่นที่ไม่ได้ให้การยอมรับและเปิดกว้างแก่ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเช่นพวกเขา 

ในขณะเดียวกัน เราก็จะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครที่ค่อยๆ ยืนหยัดตัวตนให้สังคมได้รับรู้ ทำไมต้องหลบซ่อน ทำไมต้องปิดบัง เราถูกเพ่งเล่งเพียงเพราะไม่ใช่ชายจริงหญิงแท้อย่างนั้นหรือ

อย่าคิดว่าการ์ตูนเรื่องนี้จะฉายภาพการกัดฟันต่อสู้และชะตาชีวิตของคู่รัก LGBTQ แบบดราม่า เพราะเนื้อหาในเล่มก็สดใสซาบซ่าไม่ต่างจากชื่อเรื่อง การเหน็บแนม จิกกัด และวิพากษ์วิจารณ์ค่านิยมเรื่องเพศในสังคมแบบติดตลก ยังเป็นคุณสมบัติสำคัญอีกข้อหนึ่ง ที่จะทำให้คุณตกหลุมรักหนังสือเล่มนี้

ด้วยการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่แปลกใหม่ ฉีกกฎของการ์ตูน Yaoi ที่ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ยังนำเสนอวิถีชีวิต มุมมอง และทัศนคติของผู้คนในสังคมได้อย่างกลมกลืนไปกับพล็อตเรื่อง จึงทำให้ เมื่อวานเจ๊ทานอะไร? เป็นที่รู้จักกันดีในวงการมังงะทั้งไทยและต่างประเทศมานาน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็น Cookbook คอยแบ่งปันสูตรอาหารอร่อยๆ ให้กับนักอ่าน ได้ลองเอาไปทำตามกันที่บ้านอีกด้วย  แต่อย่าอ่านตอนกลางคืนเด็ดขาด เพราะจะหิวจนต้องไปเปิดตู้เย็นหามื้อดึกทานแบบไม่รู้ตัว (เตือนแล้วนะ)

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load