*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง

21 มิถุนายนของทุกปีเป็น ‘วันอุทกศาสตร์โลก’ วันสำคัญที่ องค์การอุทกศาสตร์ระหว่างประเทศ หรือ IHO ก่อตั้งขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เห็นความสำคัญของอุทกศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อทุกชีวิต ทั้งยังเรียกร้องให้นานาประเทศร่วมมือกันส่งเสริมการเดินเรืออย่างปลอดภัย พร้อมทั้งหันมาคุ้มครองสิ่งมีชีวิตทางทะเลอย่างจริงจังและยั่งยืน

ในวันที่ทั่วโลกยังจับตาความก้าวหน้าของนวัตกรรมการแพทย์ เพื่อบรรเทาผลกระทบของ COVID-19 แหล่งน้ำและชีวิตใต้ท้องทะเลกลับถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจับสัตว์น้ำเกินขนาด มลพิษจากกิจกรรมของมนุษย์ ปัญหาขยะ และล่าสุดขยะทางการแพทย์ที่พลัดลอยเข้ามาเติมเพิ่ม

เราจึงอยากชวนทุกคนสำรวจพร้อมทำความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับแหล่งน้ำและธรรมชาติ ไปจนถึงการทำงานของคนใกล้น้ำ ผ่านภาพยนตร์น้ำดี 5 เรื่อง 5 รส ตั้งแต่เรื่องจริงของยามกู้ภัยชายฝั่ง การต่อสู้ของมนุษย์หลังโลกถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ ความงดงามของมิตรภาพต่างสปีชีส์ หนังตีแผ่คดีน้ำเน่า ตบท้ายด้วยเรื่องเล่าพื้นบ้านของชาวไอริช เพื่อเชื้อเชิญให้พวกเรากลับมาขบคิดถึงความสัมพันธ์ของคนกับน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกันเป็นห่วงโซ่อีกสักครั้ง

01

The Finest Hours ชั่วโมงระทึกฝ่าวิกฤตทะเลเดือด

The Finest Hours ชั่วโมงระทึกฝ่าวิกฤตทะเลเดือด

ค.ศ. 2016

ผู้กำกับ : Craig Gillespie

ประเภท : แอคชัน ดราม่า

ความยาว : 1 ชั่วโมง 57 นาที

ในคืนที่ท้องทะเลร้องคำราม ยามชายฝั่งคือวีรบุรุษคนสำคัญ

The Finest Hours สร้างจากเรื่องจริงของทีมกู้ภัยชายฝั่งที่ออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 30 ชีวิตในคืนที่คลื่นซัดสูงกว่า 60 ฟุต เรื่องราวเกิดขึ้นกลางฤดูหนาว ค.ศ. 1952 เมื่อพายุพัดกระหน่ำชายฝั่งด้านตะวันออกของรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา จนทำให้เรือบรรทุกน้ำมันเพนเดิลตัน (SS Pendleton) ขาดเป็น 2 ท่อน หน่วยกู้ภัยจึงส่งยามชายฝั่ง 4 นายออกไปช่วยชีวิตของลูกเรือ โดยมี เบอร์นี่ เว็บเบอร์ (รับบทโดย คริส ไพน์ (Chris Pine)) เป็นหัวหน้าทีมยามชายฝั่งในวันนั้น

การนำเรือเล็กออกจากฝั่งในคืนที่คลื่นซัดสูงกว่าตึก 6 ชั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่เบอร์นี่และลูกทีมก็ต้องใส่พลังเต็มสูบเพื่อทำงานแข่งกับเวลา เพราะ 1 นาทีที่เสียไปอาจต้องแลกกับหลายชีวิตบนเรือที่กำลังจม ทางฝั่งลูกเรือเพนเดิลตันเองก็ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อยื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด โดยมี ซีเบิร์ท (รับบทโดย เคซีย์ แอฟเฟล็ก (Casey Affleck)) หนุ่มใต้ท้องเรือที่ไม่มีใครชอบหน้าเป็นผู้นำการเอาชีวิตรอด

The Finest Hours ชั่วโมงระทึกฝ่าวิกฤตทะเลเดือด

ความสมจริงเป็นสิ่งที่ผู้กำกับอย่าง เครก กิลสพาย (Craig Gillespie) ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ The Finest Hours ยกกองไปถ่ายทำที่แมสซาซูเซตส์ สถานที่ในเหตุการณ์จริง แม้ฉากเรือแตกและฉากการช่วยเหลืออาจเนรมิตขึ้นในโรงถ่าย แต่ทีมเอฟเฟกต์ของหนังก็เลือกสร้างคลื่นจำลองและปล่อยน้ำฝนหลายพันลิตร เพื่อให้นักแสดงรู้สึกถึงความเปียกปอนและหนาวเหน็บ แบบเดียวกับที่ยามชายฝั่งและผู้ประสบภัยในวันนั้นต้องเผชิญ ทีมงานทำได้อย่างสมบูรณ์แบบถึงขั้นที่ เคซีย์ แอฟเฟล็ก เจ้าของบทซีเบิร์ทเอ่ยชมว่า “ฝนตกจริงๆ ผมรู้สึกโคตรหนาว มีลมซัดใบหน้าของผมตลอดเวลา แทบไม่ต้องแสดงเลยด้วยซ้ำ ผมแค่อยู่ตรงนั้น แล้วตะโกนบทที่ต้องพูด มันเจ๋งเอามากๆ”

แม้การดำเนินเรื่องในช่วงแรกจะเนิบช้า จนผู้ชมหลายคนลงความเห็นว่าหนังควรจะตัดเรื่องราวความรักช่วงต้นออก แต่โดยภาพรวม The Finest Hours ก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องที่สะท้อนภาพชีวิตของผู้ประสบภัยทางทะเลได้อย่างตรงไปตรงมา ทุกคนจะรู้สึกร่วมและเข้าใจหัวอกของผู้ที่ต้องหาทางเอาตัวรอดบนเกลียวคลื่นที่กำลังปะทุ อีกทั้งหนังก็ทำหน้าที่เชิดชูอาชีพที่คนไม่ค่อยให้ความสำคัญอย่างทีมกู้ภัยชายฝั่งได้อย่างน่าจดจำ 

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ศึกษาผืนน้ำ ติดตามความเป็นไปของมหาสมุทร และเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อช่วยเหลือชีวิตคนในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ นี่คือทีมกู้ภัยและยามชายฝั่งที่เราได้รู้จักผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้

รับชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/35umnpn

02

Waterworld ผ่าโลกมหาสมุทร

Waterworld ผ่าโลกมหาสมุทร

ค.ศ. 1995

ผู้กำกับ : Kevin Reynolds

ประเภท : แอคชัน ไซไฟ ดิสโทเปีย

ความยาว : 2 ชั่วโมง 15 นาที

นี่คือหนังแอคชันที่วาดฝันว่าจะฮิตติดตลาดแบบ Star Wars แต่เมื่อลงสู่หน้าจอ Waterworld กลับกลายเป็นหนังที่ขาดทุนสูงสุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ภายใต้วิกฤตรายได้ หนังจำลองภาพของโลกอนาคตที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายจนมนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่บนผืนน้ำได้อย่างน่าสนใจ

ผลพวงจากภาวะโลกร้อนทำให้โลกทั้งใบถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ ผู้คนต้องใช้ชีวิตบนมหาสมุทร บ้างก็อาศัยอยู่บนทุ่น บ้างก็เร่ร่อนอยู่บนเรือ แผ่นดินกลายเป็นเพียงนิทานปรัมปราที่บอกเล่าจากรุ่นสู่รุ่น ความเป็นอยู่ใน Waterworld เต็มไปด้วยความอดอยาก บ้านเมืองไร้ขื่อไร้แป เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเหมือนในยุคคาวบอยปล้นสะดม (พูดง่ายๆ ว่า นี่คือภาพยนตร์ Mad Max ที่เปลี่ยนจากทะเลทรายมาเป็นทะเลจริงนั่นเอง)

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

หนังเล่าเรื่องของหนุ่มไร้ชื่อ ไร้ปูมหลัง (รับบทโดย เควิน คอสต์เนอร์ (Kevin Costner)) ผู้มีความสามารถพิเศษอย่างการหายใจใต้น้ำด้วยเหงือก (ประหนึ่งเป็นมนุษย์ที่วิวัฒนาการตามสภาพแวดล้อม) เขานำดินจากพื้นสมุทรมาแลกกับอาหารเพื่อดำรงชีวิต แต่โชคชะตาก็พาให้เขาได้เจอกับ อีโนล่า (รับบทโดย ทีน่า มาจอริโน่ (Tina Majorino)) เด็กหญิงผู้มีลายแทงลึกลับกลางแผ่นหลัง ซึ่งว่ากันว่าลายแทงนี้จะนำทางไปสู่แผ่นดินผืนสุดท้ายที่ยังไม่ถูกน้ำครอบครอง 

เรื่องราวของอีโนล่าไปถึงหู ดีคอน (รับบทโดย เดนนิส ฮอปเปอร์ (Dennis Hopper)) หัวหน้ากลุ่มโจรสลัดที่ระรานปล้นสิ่งของและอาหารจากชาวบ้านบนทุ่นลอยน้ำ จึงเป็นหน้าที่ของหนุ่มไร้ชื่อและ เฮเลน (รับบทโดย จีน ทริปเปิลฮอร์น (Jeanne Tripplehorn)) สาวแกร่งที่ดูแลอีโนล่ามาตั้งแต่เล็ก ต้องปกป้องเด็กสาวผู้มีลายแทงตรงแผ่นหลังให้รอดพ้นจากเหล่าคนชั่วให้จงได้

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ปัญหาหลักของ Waterworld คือการที่หนังทุ่มงบประมาณการสร้างไปกว่า 175 ล้านเหรียญ ซึ่งจำนวนเงินนี้ สูงเป็นประวัติการณ์ในยุคนั้น เควิน คอสต์เนอร์ ผู้อำนวยการสร้างและนักแสดงนำของเรื่องต้องการสร้างสรรค์ฉากบนท้องทะเลให้สมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ทุกฉากในหนังต้องถ่ายทำในทะเลจริง ทีมงานต้องเนรมิตสิ่งปลูกสร้างเหนือน้ำขึ้นใหม่ทั้งหมด เป็นงานโปรดักชันกลางทะเลที่ทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่หนังยุคนั้นจะทำได้

แม้จะขาดทุนย่อยยับ แต่ Waterworld กลับเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังหวนมาดูอยู่เสมอ ในฐานะหนังแอคชัน-ไซไฟสุดคลาสสิก ที่ช่วยเตือนสติผู้ชมถึงความรุนแรงของปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งทำให้สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวน โดย ดร.บรูโน ดูห์ม (Dr.Bruno Dhuime) นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสตอลเผยว่า “มีความเป็นไปได้จริงที่น้ำจะท่วมแผ่นดินทั้งหมดแบบใน Waterworld แต่นั่นคงจะใช้เวลาหลักพันปี”

แต่ใครจะรู้ หากมนุษย์ยังทำลายสิ่งแวดล้อมแบบที่เป็นอยู่ เราอาจเห็นภูเขาน้ำแข็งละลายจนหมดในเวลาไม่ถึงร้อยปีก็เป็นได้

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/3cS7Tnn

หรืออ่านงานวิจัยของ ดร.บรูโน ดูห์ม ได้ที่ https://bit.ly/2S5Vy86

03

My Octopus Teacher บทเรียนจากปลาหมึก

My Octopus Teacher บทเรียนจากปลาหมึก

ค.ศ.​ 2020

ผู้กำกับ : Pippa Ehrlich, James Reed

ประเภท : สารคดี

ความยาว : 1 ชั่วโมง 25 นาที

มิตรภาพต่างสายพันธุ์…ที่มหัศจรรย์และงดงาม

หากพูดถึงคุณครูปลาหมึก หลายคนคงนึกถึงอนิเมะสุดประทับใจจากญี่ปุ่นอย่าง Assassination Classroom แต่เชื่อหรือไม่ว่า ปลาหมึกที่เป็นทั้งเพื่อนและครูไม่ได้มีอยู่แค่ในการ์ตูน แต่มีตัวตนจริงในชีวิตของ เครก ฟอสเตอร์ (Craig Foster) ช่างภาพสารคดีที่ส่งให้ The Octopus Teacher คว้ารางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ครั้งที่ 93

เครื่องจักรต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงานฉันใด คนเราก็ต้องอาศัยแรงบันดาลใจในการทำงานฉันนั้น วันที่ไฟในการดำเนินชีวิตของช่างภาพสารคดีอย่างเครก ฟอสเตอร์ ดับมอด เขาตัดสินใจเข้าสู่อ้อมกอดของท้องทะเล ที่นั่นเขาได้พบกับมิตรภาพต่างสายพันธุ์ที่เติมไฟฝันให้กับชายผู้อ่อนแรง

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

เครกได้รู้จักกับหมึกสาย (Octopus Vulgaris) ตัวหนึ่ง ครั้งแรกที่พบกัน เธอพุ่งตัวหนีเขา ความระแวงและเขินอายทำให้เธอพันหนวดอันกระจ้อยรอบกาย ไม่กล้าทักทายสบตากับหนุ่มวัยกลางคน แต่เครกสนใจหมึกตัวนี้มาก ทุกวันเขาจะหยิบกล้องตัวเก่งแล้วรีบเร่งมาหาหมึกตัวเดิม ชายหนุ่มบันทึกความงดงามของเจ้าหมึกวันแล้ววันเล่า ในที่สุดเขาก็ได้รับความไว้ใจจากเธอ หมึกน้อยค่อยๆ ขยับหนวดอันนุ่มนิ่มมาสัมผัสกับร่างของมนุษย์ วินาทีนั้นเอง ความผูกพันของคนกับหมึกจึงเริ่มต้น

เขาเฝ้ามองการใช้ชีวิตอันมหัศจรรย์ธรรมดาของเธอ หมึกสายมีกลอุบายหลบหนีจากฉลามยามต้องเอาตัวรอด แต่ครั้งที่อยากได้ไออุ่นเธอก็ใช้หนวดโอบกอดมือของเครก เมื่อใดที่เธอต้องการหยอกเย้ากับฝูงปลา เธอจะสะบัดหนวดไปมาอย่างร่าเริง และเวลาที่เธอต้องการอาหาร ปุ่มเล็กๆ ที่ปลายหนวดก็พร้อมประจัญบานกับเหยื่อเพื่อให้ท้องอิ่ม

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

หมึกจึงเป็นทั้งเพื่อนและครูของเครกและผู้ชม การเฝ้ามองชีวิตน้อยๆ ตัวนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการส่องกระจกสะท้อนชีวิตของมนุษย์ที่ต้องดำเนินไปข้างหน้า บางครั้งเติมอาหารให้ท้องอิ่ม บางคราวเติมรอยยิ้มให้ชีวิตมีความสุข และไม่ลืมที่จะเติมแต่งโลกใบนี้ให้สวยที่สุดในตอนที่ยังมีโอกาส

นี่คือเรื่องราวสายสัมพันธ์ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

The Octopus Teacher รับชมได้แล้วทาง Netflix หรือชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/3pYZHHv

และหากว่าคุณก็เป็นคนหนึ่งได้ที่รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตจากเครก ฟอสเตอร์ ก็ขอเชิญเข้าไปสนับสนุนเขาได้ที่ seachangeproject.com/projects/film/ ชมรมนักดำน้ำที่อุทิศชีวิตทั้งหมดให้กับการปกป้องสาหร่ายริมชายฝั่ง

04

Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ค.ศ. 2019

ผู้กำกับ : Todd Haynes

ประเภท : ดราม่า ชีวประวัติ

ความยาว : 2 ชั่วโมง 6 นาที

หลายสิบปีที่โรงงานยักษ์ใหญ่ปล่อยสารเคมีลงในแหล่งน้ำ สัตว์ในฟาร์มเริ่มล้มป่วย คนบริสุทธิ์เริ่มล้มตาย และทนายตัวเล็กยังคงต่อสู้

เวทีออสการ์ครั้งที่ 92 เต็มไปด้วยภาพยนตร์น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย ทั้ง Parasite, 1917, Once upon a time in Hollywood, The Irishman และอีกหลายต่อหลายเรื่อง Dark Waters เป็นหนึ่งเรื่องที่โชคไม่เข้าข้าง ออกฉายในปีดังกล่าว หนังที่สร้างจากเรื่องจริงว่าด้วยการต่อสู้ของทนายหนุ่มกับบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ จึงถูกมองข้าม

Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

Dark Waters บอกเล่าเรื่องราวของ โรเบิร์ต บิลอตต์ (รับบทโดย มาร์ก รัฟฟาโล (Mark Ruffalo)) ทนายความผู้ได้รับการไหว้วานจากชาวนาสองคนให้ช่วยฟ้องร้องบริษัทเคมีภัณฑ์ชื่อดังอย่าง ดูปองต์ (DuPont) ที่ปล่อยสารพิษลงในแม่น้ำโอไฮโอ จนสัตว์ในฟาร์มและชาวบ้านได้รับผลกระทบ ทีแรกโรเบิร์ตก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขาได้แต่คิดว่า ต่อให้สิ่งที่ชาวนาเล่าเป็นความจริง ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่คนตัวเล็กๆ จะเอาชนะบริษัทรายใหญ่

อย่างไรก็ดีเมื่อโรเบิร์ตได้เห็นภาพที่ไม่ต่างจากหนังสยองขวัญ เขาตัดสินใจฟ้องร้องต่อบริษัทดูปองต์ในทันที พร้อมทุ่มเทแรงทั้งหมดที่มีเพื่อเปิดโปงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นนั้น สิ่งที่โรเบิร์ตเห็นตรงหน้าเมื่อเดินทางถึงเวสต์เวอร์จิเนีย คือภาพของวัวดุร้าย ดวงตาแดงก่ำ มีน้ำลายย้อยจากปาก กระทั่งเริ่มล้มตาย ที่สำคัญอาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับวัวเพียงตัวหรือสองตัว แต่เป็น 190 ตัว 

และยิ่งขุดคุ้ยไปเรื่อยๆ โรเบิร์ตก็พบว่า โรงงาน Washington Works ของดูปองต์ได้ปล่อยสารเคมี PFOA ลงในแหล่งน้ำมาแล้วกว่า 7,100 ตัน เป็นเวลาต่อเนื่องกว่า 40 ปี ซึ่งสารปนเปื้อนนี้มีผลต่อสุขภาพของประชาชนในปาร์กเกอร์สเบิร์กกว่า 70,000 ราย โดยดูปองต์เริ่มใช้สาร PFOA มาตั้งแต่ ค.ศ. 1951 และแม้ว่าใน ค.ศ. 1970 พวกเขาจะรู้ความจริงว่า พนักงานในโรงงานมีสารเคมีเจือปนในเลือด อีกทั้งยังตรวจพบสารชนิดนี้ในแหล่งน้ำดื่มของชุมชน พวกเขาก็ยังเลือกปกปิด และใช้สารเคมีนี้ในการผลิตต่อไป

มาร์ก รัฟฟาโล ผู้รับบท โรเบิร์ต บิลอตต์ ให้สัมภาษณ์ว่า เขาอ่านบทความใน The New York Times ที่ตีแผ่เรื่องจริงชวนช็อกครั้งนี้ มันทำให้เขาที่เป็นทั้งนักแสดงและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมทนไม่ได้ หนังเรื่องนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ผู้คนได้รับรู้ถึงการต่อสู้ของร็อบบ์ บิลอตต์ และภัยอันตรายจากสารเคมีในแหล่งน้ำ อีกทั้งหนังยังตั้งคำถามว่า เราปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในอเมริกาได้อย่างไร

Dark Waters อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของคนกับน้ำ แต่หนังเลือกโฟกัสไปยังการตั้งคำถาม และตีแผ่ความเน่าเฟะของระบบที่ไม่เคยให้ความยุติธรรมกับสิ่งแวดล้อมหรือคนตัวเล็ก โรเบิร์ตต้องอุทิศเวลากว่า 19 ปีในการสู้คดีเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับชีวิตที่ได้รับผลกระทบ เขาต้องเผชิญกับสภาพจิตใจและร่างกายย่ำแย่ ความสัมพันธ์ระหว่างภรรยาและลูกค่อยๆ ห่างเหิน รวมทั้งการหมางเมินจากบริษัทที่ตนเองทำงานอยู่ 

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

หนังแทบไม่มีฉากที่ดูปองต์ซึ่งเป็นผู้ร้ายในคดีนี้ข่มขู่หรือใช้กำลังกับชาวบ้าน แต่บริษัทยักษ์ใหญ่สามารถทรมานศัตรูของตนผ่านกระบวนการที่ผู้มีอำนาจได้เปรียบเสมอ ตั้งแต่การพิจารณาคดีที่ถูกเลื่อน ไปจนถึงความคลาดเคลื่อนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อาวุธที่แท้จริงของผู้มีอำนาจอาจไม่ใช่คน แต่เป็นระบบอันบิดเบี้ยวซึ่งบีบให้ผู้มีอำนาจน้อยกว่าจำต้องก้าวถอยยอมแพ้ด้วยตนเอง

ท้ายที่สุด ชีวิตของคนตัวเล็กๆ ก็ไม่มีวันหวนคืน โชคดีหน่อยก็มีเพียงเงินขวัญถุงเป็นรางวัลปลอบใจ

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/3wx46DH

อ่านเรื่องจริงของโรเบิร์ต บิลอตต์ ได้ที่ https://nyti.ms/3wwIRSH

05

Song of the Sea เจ้าหญิงมหาสมุทร

Song of the Sea เจ้าหญิงมหาสมุทร

ค.ศ. 2015

ผู้กำกับ : Tomm Moore

ประเภท : แอนิเมชัน ผจญภัย

ความยาว : 1 ชั่วโมง 33 นาที

เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ เธอมีความสามารถพิเศษ เธอแปลงร่างเป็นแมวน้ำได้…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองอันห่างไกลในประเทศไอร์แลนด์ มีหนุ่มน้อยนามว่า เบน ผู้ต้องจำใจดูแล เซียร์ช่า น้องสาวขี้อายที่เขาเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้แม่ของทั้งคู่จากไป แต่แล้วในวันเกิดอายุครบ 6 ขวบของเซียร์ช่า เธอได้พบกับเปลือกหอยพร้อมปริศนาที่แม้ทิ้งไว้อย่างอัดแน่น และยัเจอกับเสื้อคลุมวิเศษที่ทำให้เธอแปลงกายเป็นแมวน้ำยามแหวกว่ายใต้ทะเล เรื่องราวนำไปสู่การผจญภัยในคืนวันฮัลโลวีนของสองพี่น้องผ่านดินแดนมหัศจรรย์ เพื่อตามหาตัวตนและสืบค้นความจริงของ เซลกี้ ตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช

ทอมม์ มัวร์ (Tomm Moore) ผู้กำกับ ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์แอนิเมชันเรื่องนี้ในวันที่เขาไปพักผ่อนกับภรรยาและลูกๆ ณ ชายฝั่งทะเลของไอร์แลนด์ ที่นั่น เขาพบซากศพแมวน้ำ ซึ่งถูกฆ่าโดยชาวประมงหลายต่อหลายตัว

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

“แมวน้ำพวกนี้กินปลาเยอะจนเราจับปลาไม่ได้ ตัดโอกาสทำมาหากิน” คือเหตุผลที่ทำให้ชีวิตตัวน้อยเหล่านี้ต้องจบลงอย่างน่าอนาถ ภาพนั้นเป็นความจริงอันน่าเศร้าที่เขาไม่มีวันลืม ทอมม์ศึกษาต่อจนพบว่า ปลาไม่ได้ลดจำนวนลงเพราะแมวน้ำ แต่เพราะการจับปลาที่ไร้การควบคุมต่างหาก เขาจึงอยากสื่อสารประเด็นดังกล่าวออกไป เพื่อให้คนหันมาเห็นคุณค่าและความน่ารักของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมวน้ำอีกครั้ง

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ตอนออกแบบเนื้อเรื่อง ทอมม์ก็คิดถึงเซลกี้ สัตว์ในตำนานของประเทศไอร์แลนด์ที่เขารู้จักมาตั้งแต่เด็ก ตามคำเล่าขาน เซลกี้ คือสัตว์วิเศษที่มีรูปร่างเป็นแมวน้ำเมื่ออยู่ในทะเล แต่พอขึ้นมาบนบก ร่างกายจะลอกผิวหนังออกจนกลายเป็นมนุษย์รูปงาม และเมื่อใดก็ตามที่อยากแปลงกายกลับเป็นแมวน้ำ ก็เพียงแค่สวมผิวหนังที่ลอกนั้น ทอมม์มองว่าตำนานเซลกี้คือกลวิธีในการสร้างสมดุลทางธรรมชาติของบรรพบุรุษ เป็นการอนุรักษ์แมวน้ำและสัตว์ทะเลผ่านการปลูกฝังด้วยนิทานก่อนนอน ทอมม์ไม่อยากให้เรื่องเล่าเหล่านี้ต้องสูญหาย จึงเลือกถ่ายทอดมันอีกครั้งในรูปแบบของแอนิเมชันลายเส้นเรียบง่าย คลุกเคล้าดนตรีและบทเพลงสบายหูที่ใครฟังหรือดูก็ต้องหลงรัก

Song of the Sea สร้างเซอร์ไพร์สด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 87 ในสาขาแอนิเมชันยอดเยี่ยม แม้สุดท้ายต้องพ่ายต่อความน่ารักของน้องเบย์แม็กซ์จาก Big Hero 6 แต่หนังสัญชาติไอริชเรื่องนี้ก็ได้ขโมยหัวใจของคนทั่วโลกไปเป็นที่เรียบร้อย ภาพวาดสองมิติที่เคลื่อนไหวประหนึ่งจิตรกรรมสีน้ำมีชีวิต สอดประสานกับแนวคิดอนุรักษ์แมวน้ำและมหาสมุทรได้อย่างกลมกล่อมลงตัว การผจญภัยของคู่พี่น้องเบนและเซียร์ช่าที่ค่อยๆ เรียนรู้ ก้าวผ่าน และเติบโต ส่งให้ Song of the Sea เป็นเสียงสะท้อนของความผูกพันระหว่างคนกับมหาสมุทรสุดอบอุ่น ทั้งยังปลุกตำนานพื้นบ้านอย่างเซลกี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาได้อย่างงดงาม

ชมตัวอย่างน่ารักๆ ได้ที่ https://bit.ly/3xwbCz5

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

ในบรรดาซีรีส์ Netflix ครึ่งหลังของปี 2022 เรื่องที่น่าจับตามอง มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันครับ เรื่องแรกคือ 1899 ของผู้สร้าง Dark เรื่องที่สอง The Midnight Club ของ Mike Flanagan (ผู้สร้าง The Haunting of Hill House กับ Bly Manor

และเรื่องที่มาก่อนใครเพื่อนที่ผมภูมิใจนำเสนออย่างยิ่ง คือ The Sandman (TV series) ซีรีส์มหากาพย์แฟนตาซีที่ดัดแปลงจากคอมิกชื่อดังของ Neil Gaiman (ผู้แต่ง American Gods, Good Omens, Caroline และ Stardust) เรียกได้ว่าเป็นผลงานสร้างชื่อที่สุดของผู้แต่งคนนี้ และเจ้าตัวยินดีปรีดาเป็นอย่างมากหลังจาก 30 ปีที่มีการพยายามดัดแปลงเป็นหนัง/ซีรีส์แต่ล้มเหลว The Sandman ฉบับซีรีส์ได้เกิดขึ้นในยุคที่ทุกอย่างพร้อมที่สุด

ในฐานะแฟนตัวยงผลงาน Neil Gaiman (อ่านว่า ‘นีล เกแมน’ นะครับ เจ้าตัวเคยออกมางอนคนเรียกนามสกุลผิดมาแล้ว) และแฟนซีรีส์ที่อ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบ เลยอยากพาไปทำความรู้จักกับ The Sandman ว่าเกี่ยวกับอะไร และทำไมถึงห้ามพลาดเรื่องนี้ โดยเริ่มจากแนะนำเบื้องต้น ไล่เรียงถึงที่มาที่ไป วิบากกรรม ไปจนถึงจุดเด่นของซีรีส์ ซึ่งขณะเขียนบทความนี้ผมได้ชมครบ 10 Episode แล้ว แต่จะไม่เผยรายละเอียดสำคัญเพราะอยากให้ไปชมกันเอง

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

The Sandman ว่าด้วยเรื่องราวของ Dream หรือ Morpheus เจ้าแห่งความฝันที่ตัวผอม ผิวซีดเซียวในชุดคุมโทนสีดำ ผู้เป็น 1 ใน 7 เทพกลุ่ม Endless (ผมขอถือวิสาสะแปลว่า ‘เทพอนันตกาล’) ถูกเรียกตัวและคุมขังโดยมนุษย์สุดโอหังที่ต้องการฝืนธรรมชาติเป็นเวลา 105 ปี 

เมื่อเวลาผ่านไป เขาหนีออกมาได้ แต่จักรวาลมีโครงสร้างเหมือนบ้านหนึ่งหลัง และในเมื่อเป็นเวลานับศตวรรษที่ปราศจาก 1 ใน 7 เสาหลักสมดุลของจักรวาล ผลกระทบย่อมเกิดขึ้น ทำให้เกิดความปั่นป่วนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จึงเป็นหน้าที่ของ Morpheus ที่ต้องทำให้ทุกอย่างกลับคืนมาครับ โดยเริ่มจากภารกิจตามหาไอเท็ม 3 สิ่ง คือ หน้ากาก ถุงทราย และทับทิมเปลี่ยนแปลงความเป็นจริง

ตัวละคร Dream ถูกตีความในแบบฉบับของนีล อิงจากความเป็นเทพความฝันและเล่นกับมิติความฝันในเชิงจิตวิทยาอย่างไม่เคยมีคอมิกเรื่องไหนในเวลานั้นทำมาก่อน และพาผู้อ่านโลดแล่นไปกับองค์ประกอบและทฤษฎีความฝันของตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง สร้างสรรค์ ผสมผสานกับเวทมนตร์ เต็มไปด้วยเรื่องเหนือธรรมชาติ อิงศาสนาคริสต์ตามสไตล์ ความทะเยอทะยานสุดแสนจะน่ากลัวของมนุษย์ปุถุชนเมื่อมีอำนาจในกำมือ และมีตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์น่าจดจำ

ถ้าจะว่ากันด้วยที่มาของตัวละคร The Sandman หรือ Dream คงต้องเท้าความไปถึงต้นขั้วซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่แถบยุโรปครับ เรื่องราวของ Sandman เริ่มต้นด้วยการเป็นนิทานพื้นบ้านที่ไม่มีจุดกำเนิดชัดเจนเท่าไหร่นัก สิ่งที่ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดค้นหาเจอ นอกจากคำบอกเล่าคือ เรื่องราวที่เขียนในศตวรรษที่ 18 โดยนักเขียนชาวเยอรมันที่ชื่อ E.T.A Hoffman เล่าเรื่องของ Der Sandmann ชายในยามวิกาล จะออกตามหาเด็ก ๆ ที่ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน จากนั้นก็เอาทรายโรยบนตาจนลูกตาหลุดออกจากเบ้า แล้วเก็บมันใส่ถุงที่พกมาด้วย (สยองขวัญใช่เล่นเลยนะเนี่ย) จากนิทานก่อนนอนสำหรับขู่เด็กไม่ยอมนอนและไม่ใช่สำหรับเด็ก จน Sigmund Freud เอาไปใช้อ้างอิงในทฤษฎีจิตวิเคราะห์

ต่อมามีอีกเวอร์ชันที่เป็นมิตรกับเด็ก ๆ มากขึ้นของ Hans Christian Andersen ว่าด้วยเรื่องราวของ Ole Lukøie ชายในชุดนอนและถือร่ม ภายหลังได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ The Sandman

นั่นทำให้ทำไปทำมา จากนิทานพื้นบ้าน Sandman กลายเป็นเทพแห่งความฝันและผูกโยงกับช่วงเวลาหลับใหลของผู้คนซะอย่างนั้น และเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ก็ได้กลายมาเป็น ‘ฮีโร่’ ในที่สุด ในคอมิกของค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง DC ที่เป็นเจ้าของฮีโร่ Iconic อย่าง Batman และ Superman

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

ในช่วงเวลานั้นมีปรากฏการณ์หนึ่งเรียกว่า ‘British Invasion’ นิยามการมาของนักเขียนคอมิกจากอังกฤษ ซึ่งเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา 3 คนในนั้นคือ Alan Moore (ผู้แต่ง Watchmen, The League of Extraordinary Gentleman, V for Vendetta และ Swamp Thing), Grant Morrison และ Neil Gaiman ครับ

ก่อนหน้านั้น นีลเป็นนักวารสารหรือนักข่าว แล้วเข้าสู่โลกของคอมิกโดยการอ่าน Swamp Thing ของ Alan Moore และการได้รู้จักกับอลัน ซึ่งนอกจากชี้ทางแล้ว ยังเป็นผู้ขัดเกลานีลในเส้นทางสายนี้อีกด้วย หรือจะเรียกว่าอลันเป็นอาจารย์ของนีลก็ว่าได้ครับ แน่นอนว่าคนมีของมักจะถูกมองเห็น ในตอนนั้น Karen Berger บรรณาธิการของ DC ได้อ่านคอมิกเรื่องแรกของนีลที่ชื่อ ‘Black Orchid’ เธอจึงชวนมาเขียนคอมิกให้กับค่ายลูกของ DC ชื่อ Vertigo ที่จะโจ่งแจ้งทั้งเพศ ภาษา ยาเสพติด และความรุนแรง “เราต้องการ Sandman คนใหม่ เอาแค่ชื่อไปใช้ แล้วจะเปลี่ยนจะทำอะไรกับมันก็ขึ้นอยู่กับคุณเลย” นี่คือสิ่งที่ Karen บอกนีล 

จึงเกิดเป็นคอมิก The Sandman ขึ้นในปี 1989 ครับ ซึ่งกลายเป็นว่าคอมิกที่มีตัวละครชื่อกลาง ๆ กับอยู่ในค่ายกระแสรอง ยอดขายพุ่งทะยานจนแซงผลงานอาจารย์ตัวเองอย่าง อลัน มัวร์ และขายดีกว่าคอมิกฮีโร่ Iconic ของค่าย DC อย่าง Superman และ Batman ในตอนนั้นซะอีก ในช่วงที่แรก ๆ The Sandman สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยความเฉพาะตัวของปกและเนื้อเรื่อง คือทำให้ผู้หญิงหันมาสนใจคอมิกอีกด้วย จากที่ในช่วงเวลานั้นปกติจะมีแต่เด็กผู้ชายอ่านซะส่วนใหญ่ 

The Sandman ยังเปลี่ยนนิยามของคำว่าคอมิก ซึ่งหลังจาก The Sandman ประสบความสำเร็จทั้งคำวิจารณ์และรายได้ จากความมีเอกลักษณ์ในเรื่องราว ความกล้าเล่า ความกล้าหยิบจับวัตถุดิบและตัวละครใน DC มาเล่นตามใจชอบอย่างไม่มีขอบเขตและเงื่อนไข 

นีลสองจิตสองใจเรื่องการดัดแปลง The Sandman เพราะเขาไม่แน่ใจและนึกภาพไม่ออกเลยว่ามันจะกลายมาเป็นหนังได้ยังไง แต่เมื่อมีโอกาส ก็อยากเห็นมันเกิดขึ้นและพยายามผลักดันอยู่เหมือนกัน เขายึดหลักข้อหนึ่งในการดัดแปลง The Sandman เสมอมา นั่นก็คือ “ผมยอมให้ไม่มีหนัง Sandman ซะยังดีกว่ามีหนัง Sandman ที่แย่”

นั่นก็เพราะทั้งในมุมของนีล The Sandman ขึ้นชื่อเรื่องความยากในการดัดแปลงและเต็มไปด้วยคำถามจากผู้อ่านคอมิกว่า “จะทำออกมาได้จริง ๆ หรือ” เพราะทั้งเสื้อผ้า พร็อพ ฉากหลัง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ต้องใช้ทุนสร้างสูงมหาศาล และติดชะงักอยู่ระหว่างกลางของการทำให้ตรงต้นฉบับจนไม่ได้มีอะไรใหม่แปลกตาเลย กับการเนรมิตฉากตอนใหม่โดยที่ยังคงแก่นเดิมและความรู้สึกเหมือนตอนอ่านไว้ได้ อีกทั้งยังมีวัตถุดับให้หยิบจับจำนวนมาก ตัดสินใจยากพอสมควรว่าจะหยิบตรงไหนมาใช้ หรือทิ้งตรงไหน

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

นั่นก็เพราะก่อนที่จะมี Netflix และซีรีส์เฟื่องฟูอย่างทุกวันนี้ ละครโทรทัศน์และทีวีโชว์ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมเท่าไหร่นัก อีกทั้งนักแสดงยังมีการแยกเกรดกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเหตุผลที่เพิ่งกล่าวไปว่าคอมิกเต็มไปด้วยจินตนาการและต้องใช้ทุนสร้างสูง ทำให้ก่อนหน้านี้ The Sandman มีทางเลือกเดียวคือสร้างเป็น ‘ภาพยนตร์’ และมีการปลุกปั้นมาตั้งแต่ยุค 90 กับทาง Warner Bros. แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีบทที่ควรค่าแก่การนำไปสร้างสักที (บางบทนีลบอกว่าเป็นบทหนังแย่ที่สุดที่เคยเห็นมาในชีวิตด้วยซ้ำ)

เวอร์ชันที่ดูเป็นรูปเป็นร่างที่สุด คือราว ๆ ปี 2013 ที่ David S. Goyer จะนำมาดัดแปลงร่วมกับนีลและนักแสดงน่าจับตามองอย่าง Joseph Gordon-Levitt แต่สุดท้ายด้วยเหตุผลความสร้างสรรค์ไม่ลงรอยกัน Joseph จึงถอนตัวและโปรเจกต์ก็ตกไปอยู่ในหุบเหวอีกครั้ง จน Warner Bros. ตัดสินใจสร้างป็นทีวีซีรีส์แทน และการมีอยู่ของ Netflix (กราบงาม ๆ ในฐานะแฟน The Sandman และ นีล เกแมน) ซีรีส์เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นครับ หลังจาก 30 ปี

ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นธรรมดา แต่ในสภาวะพร้อมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในตอนนี้ ในยุคที่เทคโนโลยีล้ำพอที่จะถ่ายทอดจินตนาการไร้ขอบเขตของ The Sandman ลงในหน้าจอได้ และให้ความสำคัญกับเงินทุนที่สูง อีกทั้งลูกรักยังได้รับการดูแลโดยผู้ให้กำเนิดอย่างนีล เกแมน เองอีกด้วย นีลได้ออกมาบอกภายหลังเซ็นสัญญาว่า ดีใจมากที่ไม่เคยมีหนังเรื่องนี้มาก่อน เพราะนี่คือรูปแบบการนำเสนอที่ดีที่สุด ถูกที่ถูกเวลาแล้ว

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

“อะไรคือความหมายของการเป็นราชา” นี่คือสิ่งที่ นีล เกแมน คิด ก่อนที่จะลงมือปลุกปั้นเรื่องราวของ The Sandman และต่อยอดไอเดียด้วยคำถามนี้ เกิดเป็นตัวละครต่าง ๆ และเนื้อเรื่องที่มีคุณสมบัติ ‘เหนือกาลเวลา (Timless)’ หรือไม่เคยเก่าแม้จะนำมาอ่านในยุคไหน และมีความเป็นตัวของตัวเองชัดเจนเสมอ

The Sandman ฉบับซีรีส์ของ Netflix นับว่าเนรมิตรพร็อพ เสื้อผ้า ฉากอันวิจิตร ภาพงดงาม เอฟเฟกต์กับฉากทั้งสำคัญและฉากยิบย่อยต่าง ๆ กับจัดเต็มความดาร์กแฟนตาซีได้อย่างกำลังดีและน่าติดตาม (แม้จะพูดไม่ได้ว่าสำหรับทุกคน) โดยเป็นการหยิบยกเรื่องราวของ ‘Preludes and Nocturnes’ กับ ‘The Doll’s House’ ที่รวม ๆ กันราว 15 ตอนจากทั้งหมด 75 ตอนมาใช้เล่าเรื่องครับ (หมายความว่าถ้ากระแสดี เรามีแนวโน้มจะได้ดู The Sandman ทั้งหมด 5 ซีซั่นเลยทีเดียว) ที่จะเล่าช่วงต้นของ Dream ในระหว่างคุมขังและตามหาสิ่งของสำคัญเพื่อทวงอำนาจเจ้าแห่งความฝันกลับคืนมา ด้วยการตีความใหม่ด้วยเนื้อเรื่องที่ร่วมสมัย เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน โดยมีนีลเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองเช่นกันว่า จะคงไว้ ตัด เปลี่ยนอะไรไหนบ้าง เพื่อให้ The Sandman ออกมาดีที่สุดในรูปแบบซีรีส์

ด้วยความเป็นซีรีส์ดัดแปลงที่มีเงื่อนไข คือไม่ใช่ดัดแปลงอย่างตรงไปตรงมาเพียงอย่างเดียว แต่ด้านเนื้อหา ภาพ การเล่าเรื่องยังต้องสอดคล้องกับแพลตฟอร์มนั้น ๆ ด้วย ซีรีส์ The Sandman จึงปรับเปลี่ยนรายละเอียดไปพอสมควรครับ ตั้งแต่การเพิ่มระยะเวลาคุมขังจาก 70 กว่าปีเป็น 105 ปี เพื่อให้เรื่องเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน Pacing การเล่าเรื่อง บทบาทและการปรากฏตัวของตัวละครที่สลับสับเปลี่ยนและเพิ่ม/ลดความสำคัญ การตีความบางฉากใหม่ให้เล่าเป็นซีรีส์ได้ และมีการเพิ่ม เสริม เติม แต่งเรื่องราวให้กับตัวละครบางตัว 

ต้องพูดว่าแม้บางจุดจะเสียดายที่ยังทำไม่ถึงคอมิก (ตามวิสัยของการเป็นซีรีส์ดัดแปลง ซึ่งเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของก้อนน้ำแข็งมหึมาที่เรียกว่า ‘คอมิก/หนังสือต้นฉบับ’ แล้ว) และสารภาพตามตรงว่า รู้สึกเสียดายที่อดเห็นบางอย่างไป หรือบางอย่างเปลี่ยนไปในอีกทางที่รู้สึกว่าในคอมิกยอดเยี่ยมกว่านี้ แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่ซีรีส์ตีความออกมาได้ดีคนละแบบกับคอมิก และน่าสนใจไม่แพ้กันเลยครับ

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

แม้จะบอกว่าซีรีส์มีองค์ประกอบของการเป็นมหากาพย์แฟนตาซี แต่จุดเด่นและจุดขายของซีรีส์ The Sandman อยู่ที่ ‘เอกลักษณ์’ มากกว่า ฉะนั้น เราจะได้เสพแก่นใน Pacing แบบค่อยเป็นค่อยไป แบบ Character-driven (การขับเคลื่อนเรื่องราวด้วยตัวละคร) มากกว่าฉากบู๊ล้างผลาญหรือปล่อยเวทมนตร์สู้กันอย่างเมามัน หรือถ้าหากมี (ฉากต่อสู้หรือเหตุการณ์เข้มข้น) ก็ถ่ายทอดตรงนั้นออกมาอย่างมีสไตล์

ฉากที่ผมชอบอย่างฉากสู้ด้วยกาพย์กลอนและมโนภาพแบบ 4DX อินจริง สัมผัสได้ ที่แปลกตาพอ ๆ กับหน้าตาของปลาน้ำลึกจากก้นทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อีพี 24/7 ที่ดำเนินเรื่องในร้านอาหาร เป็นสถานที่ปิดที่เดียวทั้งอีพี แต่ใช้สถานที่เดียวและตัวละครที่ใส่มาเพื่อขับเคลื่อนเรื่องราวได้อย่างคุ้มค่า ตึงเครียด หดหู่ เข้มข้น และน่าจดจำ 

ไปถึงจนอีพีที่ Dream ได้คุยกับ Death นี่ก็เป็นอีกอีพีที่ดัดแปลงรายละเอียดแต่ยังคงไว้ซึ่งความยอดเยี่ยม และแก่นจากคอมิกเรื่องชีวิตและความตายอย่างครบถ้วนครับ ด้วยฉากที่เรียบง่ายและไม่หวือหวาด้วยซ้ำ

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

หนึ่งในการตีความใหม่ที่ควรพูดถึงคิดว่าเป็น ‘การแคสติ้ง’ เพราะด้วยความที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ทัศนคติผู้คนในสังคมเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นก็ได้เปลี่ยนไป เช่น การเปิดกว้างทางเพศและสีผิว หรือการไม่ยึดติดหรือให้ค่ารูปลักษณ์มากไปกว่าตัวตน ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่าคอมิคอย่าง The Sandman นับว่ามาก่อนกาล ด้วยการสร้างข้อถกเถียงเรื่องเพศและบทบาททางเพศมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว จึงเป็นเรื่องดีที่ในฉบับซีรีส์ของ Netflix นั้น นีล เกแมน เป็นผู้คัดนักแสดงกับมือทุกคนด้วยตัวเอง และเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับตัวละครตามเห็นสมควร

ตัวละครนำอย่าง Dream ที่รับบทโดย Tom Sturridge และตัวละครหลักที่คงเดิมไว้ การแคสติ้งถือว่าทำได้ดีมาก ส่วนการเปลี่ยนแปลงนั้น ตัวละครญาติกันอย่าง Death, Desire, บรรณารักษ์ความฝัน Lucienne, John Constantine และนักแสดงที่รับบทเป็น Lucifer Morningstar รวมไปถึงตัวละครรองและตัวละครประกอบ มีการเปลี่ยนให้เป็นทั้งตัวละครผิวสี เอเชีย Non-binary เปลี่ยนจากเพศชายเป็นเพศหญิง เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ชาย-หญิงเป็นความสัมพันธ์ของตัวละครเพศเดียวกัน และผลคืออย่างที่กล่าวไป ซีรีส์มีความหลากหลายทางเพศและเชื้อชาติมากขึ้นกว่าในฉบับคอมิก

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

อีกจุดเด่นของ The Sandman คือการตีความสไตล์ นีล เกแมน สำหรับเรื่องนี้ว่าด้วยเทพอนันตกาลแล้ว Dream (ความฝัน) เป็นหนึ่งใน 7 เทพอนันตกาลที่จะมาปรากฏตัวในซีรีส์เรื่องนี้ ได้แก่ ความตาย (Death) พี่สาวของ Dream, การทำลายล้าง (Destruction), โชคชะตา (Destiny), ความสิ้นหวัง (Despair), ความปรารถนา (Desire) และความคุ้มคลั่ง (Delirium) ซึ่งค่อนข้างเป็น Dysfunctional Family พอสมควร เพราะแม้จะเป็นพี่น้องหรือญาติกัน นอกจากไม่ค่อยคุยกันแล้ว ยังไม่ถูกกัน ไม่ค่อยเจอกัน (เพราะแต่ละคนมีความรับผิดชอบของตัวเอง) และยังขอความช่วยเหลือกันไม่ค่อยได้อีกด้วยครับ

เมื่อสังเกตจะพบว่า เทพอนันตกาลเป็นเทพที่มาจากการตีความของความเป็นไปในจักรวาลนี้ หรือ The Endless ก็คือเสาหลักทั้ง 7 ของความเป็นจริงที่คอยค้ำยันให้จักรวาลหรือมิติความเป็นจริงคงตัวเป็นรูปเป็นร่าง เหมือนที่ American Gods ของนีลนำความเชื่อมาอยู่ในรูปแบบ Avatar ที่มีร่างเป็นตัวเป็นตน เช่นการจับเทพองค์เก่าอย่างเทพแถบนอร์ส อย่างโลกิและโอดิน มา VS กับเทพโทรทัศน์ เทพโลกาภิวัตน์ และเทพเทคโนโลยี แล้ววัดกันเลยว่าใครจะอยู่ใครจะไป

สิ่งหนึ่งที่อยากให้หลายคนเข้าใจคือคอนเซ็ปต์ของเทพใน The Sandman ที่ นีล เกแมน แสดงความชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วว่า ร่างกายและลายเส้นเป็นแค่เปลือกนอก สิ่งสำคัญที่สุดคือคอนเซ็ปต์ภายใต้นั้น อัตลักษณ์/ตัวตนภายใน และความหมายที่เทพแต่ละองค์มี กับบทบาทการขับเคลื่อนของตัวละครแต่ตัวมากกว่า 

ฉะนั้น สำหรับนีลแล้ว ไม่ว่าในคอมิกจะเป็นเพศไหน ผิวสีไหน สุดท้ายแล้วมันคือเปลือกนอกในเชิงอัตวิสัย (Subjective) มากกว่าวัตถุวิสัย (Objective) กล่าวคือ เทพในเรื่องเรื่องนี้ไม่มีตัวตนหรือรูปทรงที่แน่นอน และจะเห็นแตกต่างกันออกไปในสายตาของแต่ละคน เช่น บางคนเห็น Dream เป็นคนผิวสี หรือในคอมิก ตัวละครมนุษย์ดาวอังคารค่าย DC อย่าง Martian Manhunter ก็เห็น Dream เป็นเทพแห่งดาวอังคาร 

เหมือนในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยวัฒนธรรมประเพณี ทัศนคติ สภาพแวดล้อม องค์ความรู้ สิ่งที่เข้าถึงได้ ทำให้ผู้คนในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละวัฒนธรรม ในแต่ละศาสนา ในแต่ละกลุ่มค่านิยมความเชื่อ มองหรือมีทัศนคติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งคนละอย่าง และให้ค่าหรือตีความมันคนละแบบนั่นเองครับ

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

เชื่อว่าคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะอ่านคอมิกหรือไม่ น่าจะเห็นตรงกันว่าการดัดแปลง The Sandman จากคอมิกสู่ซีรีส์ Netflix น่าจับตามองและน่าตื่นเต้นไม่น้อย การเดินทางทำภารกิจสำคัญของ Dream เพื่อกอบกู้ทุกอย่างกลับคืนมา ซีรีส์แฟนตาซีโปรดักชันอลังการกับทุนหนาที่สุดเรื่องหนึ่งของ Netflix และการเนรมิตโลกดาร์กแฟนตาซีที่ให้ความรู้สึกสดใหม่นี้จะเป็นเช่นไรและออกมาหน้าตาเป็นแบบไหน ไปพิสูจน์พร้อมกันกับ 10 อีพีของ The Sandman ซีซั่น 1 รับชมได้แล้ววันนี้ทาง Netflix ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.theguardian.com/culture/2013/oct/22/how-we-made-sandman-gaiman

en.wikipedia.org/wiki/The_Sandman_(comic_book)

history.howstuffworks.com/history-vs-myth/who-is-sandman.htm

bleedingcool.com/tv/the-sandman-neil-gaiman-now-relieved-film-adaptation-was-never-made

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load