ชื่อ “ภิรมย์ภักดี” ไม่ต้องการคำอธิบายมาก เพราะมันผูกพันกับขวดเบียร์สิงห์ที่คนไทยรู้จักกันมากว่า 90 ปี แต่ชายที่รับมรดกชื่อนั้นไว้บนบ่าในฐานะทายาทรุ่นที่ 4 นั้น ไม่ได้เพียงแค่นั่งนับมรดก
หากเอ่ยชื่อ ‘เต้-ภูริต’ แฟนเพลงอาจรู้จักเขาในฐานะนักร้องที่มีผลงานเพลงดังอย่าง ‘เบอร์สอง’ ‘เมื่อไรจะได้พบเธอ’ และ ‘หากความรักฟังอยู่’ ทว่ายามเอ่ยนามสกุล ‘ภิรมย์ภักดี’ ทุกคนจะรู้จักชายหนุ่มคมเข้มผู้นี้ ในฐานะทายาทคนโตรุ่นที่ 4 ของเครือบุญรอด ผู้ผลิตเบียร์รายแรกของประเทศไทยที่ครองตลาดมาหลายยุคสมัย
นักร้อง นักแข่งรถ Shark นักลงทุน และ CEO ของบุญรอดบริวเวอรี่ ทั้งหมดนี้คือ ภูริตภิรมย์ภักดี ในคนคนเดียว
เริ่มต้นจากพนักงานดูแลถังเบียร์
ภูริต ภิรมย์ภักดี หรือชื่อเดิม สันต์ ภิรมย์ภักดี มีชื่อเล่นว่า เต้ เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม ปี 2520 เป็นลูกชายคนโตของนายสันติ-นางอรุณี ภิรมย์ภักดี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตประสานมิตรถึงมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากนั้นบินไปสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาต่อระดับไฮสคูล ที่ Wilbraham Monson Academy ถึงเกรด 12 และจบปริญญาตรีด้าน Business Management จากมหาวิทยาลัย Bentley College เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
สิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงคือเส้นทางการทำงานแรกของ เต้ ภูริต ไม่ได้เริ่มในห้องประชุมผู้บริหาร
หลังจบการศึกษาที่สหรัฐอเมริกา ภูริตได้เข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวครั้งแรกในตำแหน่งพนักงานดูแลถังเบียร์และออกไปศึกษาด้านการปรุงและการผลิตเบียร์ Master of Brewing ที่ Doemens Institute of Technology ซึ่งเป็นสถาบันสอนด้านการปรุงเบียร์ที่เก่าแก่ของเยอรมัน ถือเป็น Brewmaster คนที่ 3 ของตระกูลภิรมย์ภักดี ต่อจากคุณปู่ ประจวบ ภิรมย์ภักดี ซึ่งเป็น Brewmaster ไทยคนแรก และปิยะ ภิรมย์ภักดี ผู้เป็นลุง
การที่ทายาทตระกูลผู้ผลิตเบียร์รายแรกของไทยเลือกเริ่มงานด้วยการดูแลถัง ไม่ใช่แค่ท่าทีนอบน้อม แต่เป็นวิธีเรียนรู้ธุรกิจจากรากฐาน ในแบบเดียวกับที่คุณปู่และบรรพบุรุษทำมาก่อน Brewmaster ที่เรียนมาจากเยอรมันทำให้เขาเป็นทายาทที่เข้าใจสินค้าของตัวเองจากในออกนอก ไม่ใช่แค่จากตัวเลขในรายงาน
เรียนโฆษณา ทำตลาด แล้วค่อยเป็น CEO
หลังสำเร็จการศึกษา ภูริตเดินทางกลับประเทศไทยและเลือกฝึกงานกับบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ (ประเทศไทย) เพื่อเรียนรู้งานด้านโฆษณาและการตลาด ก่อนจะเข้ามาทำงานด้านการตลาดที่บุญรอดฯ อีกสักระยะ แล้วจึงศึกษาต่อระดับปริญญาโททางธุรกิจ Master of Business Administration และ Marketing and Entrepreneurship Major ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เส้นทาง 18-19 ปีกว่าที่ ภูริตภิรมย์ภักดี สะสมประสบการณ์ ตั้งแต่ดูแลถังเบียร์ เรียนปรุงเบียร์ที่เยอรมัน ฝึกงานกับ Ogilvy ทำงานด้านการตลาด จนถึงปริญญาโทที่ศศินทร์ สะท้อนความคิดระยะยาวของครอบครัวในการสร้างผู้นำรุ่นต่อไป ไม่ใช่แค่มอบตำแหน่งให้เพราะนามสกุล
CEO ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติบุญรอด

“ใช่ครับ..ผมเป็นซีอีโอที่อายุน้อยสุด” ภูริตเล่า และขยายความว่าซีอีโอที่อายุน้อยก่อนหน้านี้คือ “อานิดหน่อย” หรือ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ที่เพิ่งเสียชีวิตไปนั่นเอง
ในเดือนตุลาคม 2565 เมื่อ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ผู้เป็นอาถึงแก่กรรม บอร์ดบริษัทมีมติแต่งตั้ง ภูริตภิรมย์ภักดี ขึ้นเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ทั้งสองตำแหน่งพร้อมกัน
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรอายุกว่า 80 ปีที่มีพนักงานหลายพันชีวิต ในวันที่อาเพิ่งจากไปไม่นาน ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะทำได้โดยไม่มีการเตรียมตัว แต่ด้วยปูพื้นฐานที่สะสมมาเกือบสองทศวรรษ เต้ ภูริต รับหน้าที่ได้ทันที
ปรัชญาผู้นำ พัฒนาคนให้อยู่นาน ไม่ใช่แค่ให้ทำงาน
หัวใจของเราคือการพัฒนาและดูแลคนให้อยู่กับเรานานที่สุด เราให้ความสำคัญกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่ทีมงาน เอเยนต์ คู่ค้า ไปจนถึงตัวลูกค้าเอง แล้วบริษัทเราถึงจะอยู่รอดและยั่งยืน ซึ่งสิ่งนี้เป็นแนวคิดที่ปลูกฝังมาตั้งแต่สมัยท่านทวดของผม (พระยาภิรมย์ภักดี)
คำว่า “อยู่รอดและยั่งยืน” ที่ ภูริตภิรมย์ภักดี ใช้สะท้อนว่าการบริหารองค์กรอายุกว่า 80 ปีคือการคิดระยะยาว ไม่ใช่แค่ผลประกอบการรายปี เบียร์สิงห์ไม่ใช่แบรนด์ที่เกิดขึ้นจากโอกาสชั่วคราว แต่เกิดจากความสัมพันธ์กับผู้คนทุกระดับที่สะสมมาหลายชั่วอายุคน
ความท้าทายคือเราจะสื่อสารอย่างไรให้ทุกคนเห็นว่าอะไรคือ mission และ vision ของบริษัท แล้วมีหนทางใดจะพาเราไปถึงสิงห์ที่วาดไว้
Singha Ventures และการมองอนาคตข้ามตลาดเบียร์
ภูริต ภิรมย์ภักดี ดำรงตำแหน่ง Chairman ของ Singha Ventures ซึ่งเป็นบริษัทร่วมลงทุนในธุรกิจ Start Up ทั่วโลก
Singha Ventures คือสัญลักษณ์ว่า เต้ ภูริต ไม่ได้มองบุญรอดเป็นแค่ผู้ผลิตเบียร์ แต่เป็นกลุ่มธุรกิจที่ต้องขยายตัวและเชื่อมโยงกับนวัตกรรมของโลก การลงทุนใน startup ทั่วโลกผ่านSingha Ventures ทำให้เครือบุญรอดมีสายตาที่กว้างกว่าตลาดเครื่องดื่มไทย
Shark Tank Thailand ให้โอกาสคนอื่น ไม่ใช่แค่รับโอกาส
ภูริต ภิรมย์ภักดี ในฐานะ 1 ในนักธุรกิจที่น่าจับตา กับครั้งแรกในการสวมบทบาทเป็น Shark ที่จะสร้างโอกาสให้กับคนที่มีศักยภาพ
การที่ ภูริตภิรมย์ภักดี เลือกนั่งในเก้าอี้ Shark ของ Shark Tank Thailand บอกอะไรได้มากกว่าแค่ชื่อเสียงในรายการ มันบอกว่าเขาต้องการเชื่อมโลกธุรกิจที่ตัวเองมีกับคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างสิ่งใหม่ และนั่นคือบทบาทที่เขาเล่นในฐานะทั้งผู้ลงทุนและผู้สร้างแรงบันดาลใจไปพร้อมกัน
นักแข่งรถที่ชนะในระดับเอเชีย

หลายคนอาจไม่รู้ว่า เต้ ภูริต ไม่ได้เพียงแข่งรถเพื่อความสนุก แต่ทำได้ถึงระดับที่น่าประทับใจ
รองแชมป์การแข่งขันรถยนต์ Audi LMS Cup สนามบุรีรัมย์ พ.ศ. 2559 และล่าสุดกับตำแหน่งแชมป์การแข่งขันรถยนต์รายการ Audi R8 LMS Cup ในปี 2017 ที่แข่ง 5 สนามใน 4 ประเทศ
แชมป์ Audi R8 LMS Cup ที่แข่ง 5 สนามใน 4 ประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ภูริตภิรมย์ภักดี ในฐานะนักแข่งรถไทย พิสูจน์ว่าเมื่อทุ่มเทกับอะไรจริงๆ เขาพยายามจนถึงจุดสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นสนามธุรกิจหรือสนามแข่ง
จากวงกรุงเทพมาราธอนสู่เพลงที่คนร้องตาม
ภูริตมีผลงานในวงการบันเทิงมากมาย โดยเป็นนักร้องนำวง “กรุงเทพมาราธอน” ซึ่งวงประกอบด้วยสมาชิกอีก 3 คน ได้แก่ ปาย กอบชัย ข่วงอารินทร์ กีตาร์, นะ ธนวิตร พงษ์เจริญ เบส และอู๋ ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์ กลอง มีผลงานเพลงสองอัลบั้ม คือ อัลบั้ม The Winner และ อัลบั้ม 7912 ภายใต้สังกัด สไปร์ซซี่ ดิสก์
นอกจากนี้ ภูริตยังได้แต่งเนื้อร้องและขับร้องเพลง “น้ำตา” เพื่อถ่ายทอดจากความรู้สึกหลังการจากไปของ สิงห์ ประชาธิป มุสิกพงศ์ มือกีตาร์วง Sqweez Animal ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นน้อง
เพลง “น้ำตา” ที่ เต้ ภูริต เขียนขึ้นเพื่อรำลึกถึงเพื่อน บอกว่าดนตรีของเขาไม่ได้เป็นเพียงงานอดิเรกของคนมีเงิน แต่คือการสื่อความรู้สึกที่ลึกซึ้งจริงๆ เพลงของกรุงเทพมาราธอนไม่ได้ดังเพราะนามสกุล แต่ดังเพราะเขียนมาจากประสบการณ์และความรู้สึกจริง
ชีวิตที่ไม่มีวันว่างเพราะเลือกมันเอง
นอกจากบทบาทในบุญรอดบริวเวอรี่ และ Singha Ventures
ภูริต ภิรมย์ภักดี ยังเป็นเจ้าของธุรกิจต่างๆ อย่าง RSM Academy, Knock Out BKK
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ภูริตภิรมย์ภักดี คือเขาไม่ได้เพียงสืบทอดธุรกิจเก่า แต่สร้างธุรกิจใหม่ในพื้นที่ที่เขาสนใจ RSM Academy และ Knock Out BKK บอกว่าเขามองโอกาสธุรกิจในทุกพื้นที่ที่ตัวเองหลงใหล ตั้งแต่การศึกษาไปจนถึงศิลปะการต่อสู้
เส้นทางของ ภูริตภิรมย์ภักดี ไม่ใช่เรื่องของคนที่โชคดีเพราะเกิดมาในตระกูลดี แต่เป็นเรื่องของคนที่เลือกพิสูจน์ตัวเองในทุกบทบาท ไม่ว่าจะหน้าไมโครโฟนในสตูดิโอ หลังพวงมาลัยในสนาม หน้ากระดานในห้องประชุม หรือในเก้าอี้ Shark บนเวที ทุกบทบาทนั้นเขาตั้งใจทำอย่างจริงจัง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ชื่อ “ภิรมย์ภักดี” ยังคงมีความหมายในยุคที่แบรนด์ล้มหายตายจากกันทุกวัน
