‘เที่ยวรอบโลก’ ความฝันวัยเด็กของใครหลาย ๆ คนที่พูดง่าย แต่ยากที่จะตั้งให้เป็นเป้าหมายในชีวิต

เชษฏ์ สุวรรณรัตน์ อดีตพนักงานประจำ ปัจจุบันเป็นเจ้าของเพจ ‘วิ่งรอบโลก: Running The World’ คือผู้ท้าชิงคนนั้น เขาตั้งใจวิ่งเพื่อบันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน และอยากแบ่งปันให้ทุกคนบนโลกออนไลน์

จุดออกตัว

“จุดที่ทำให้เริ่มสนใจการวิ่ง คือเหตุการณ์ระเบิดที่บอสตันมาราธอน ในปี 2013 เราไปยืนถ่ายรูปเล่นแถวเส้นชัย และ 1 ชั่วโมงหลังจากที่เดินออกมากินข้าว มันเกิดระเบิดขึ้น” เชษฏ์เผยจุดเริ่มต้นที่มาจากเรื่องสะเทือนใจชนิดหวิดเอาชีวิตไม่รอด

หลังจากนั้นบอสตันจัดงานวิ่งการกุศล เพื่อระดมเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ด้วยความรู้สึกร่วมของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และคำว่า Boston Strong ที่สกรีนอยู่บนเสื้อ ทำให้เชษฏ์สมัครเข้าร่วมงานวิ่งครั้งนั้นเป็นสนามแรก แม้จะไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน

“ตอนไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เราใช้ชีวิตแบบพนักงานออฟฟิศทั่วไป ไม่ออกกำลังกาย กินฟาสต์ฟู้ด เราอ้วนจนถึงจุดที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม แล้วก็ไปวิ่ง 4 กิโลเมตร โอ้โห พอวิ่งจบแล้วรู้สึกเหมือนเกือบตาย ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองเลย ตอนนั้นแหละที่จุดประกายความคิดว่า เราอยากจะวิ่งบอสตันมาราธอนสักครั้งในชีวิต” 

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ถูกปักหมุด แต่ไม่นานนักก็หลุดออกมา เมื่อเขาลงสมัครงานวิ่ง 5 กิโลเมตรจนรู้สึกเหนื่อย และเปรียบเทียบระยะวิ่ง 42 กิโลเมตรว่าเกินความจำเป็นต่อชีวิต Bucket List งานบอสตันมาราธอนจึงถูกขีดฆ่าไป

อย่างไรก็ตาม 2 ปีต่อมา บอสตันมาราธอนก็ส่งแรงกระตุ้นให้เชษฏ์อีกครั้ง วันนั้นเขาได้เห็นคนกำลังวิ่งในสนามยามฝนตกหนัก ขณะที่เขายืนจิบกาแฟอุ่น ๆ ในร้านข้างลู่วิ่ง

“คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราคือ รีเบกก้า เกรกอรี่ (Rebekah Gregory) ในปี 2013 เธอโดนระเบิดตอนวิ่งใกล้ถึงเส้นชัย กลายเป็นนักกีฬาที่ต้องโดนตัดขา เราว่ามันคงใจสลายมาก แต่ในปี 2015 เธอเขียนจดหมายถึงบอสตันมาราธอน เพื่อขอวิ่งต่อจากระยะทางที่เหลืออีกไม่กี่ฟุตในวันนั้น เธอรู้สึกว่ากำลังจะได้รับเหรียญรางวัลแต่ดันล้มลงก่อน เธอจึงพยายามซ้อมวิ่งบนขาเทียมตลอด 2 ปี เพื่อขอวิ่งอีก 5 กิโลเมตรสุดท้ายในปีนี้

“พอถึงวันจริง มีนักข่าวมาถ่ายภาพเธอและเราก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ทำให้เรามองกลับมาที่ตัวเอง เราเคยตั้งเป้าว่าจะวิ่งบอสตันมาราธอนให้ได้ แต่แล้วก็ปัดตกไปด้วยสนาม 5 กิโลเมตร เพราะคิดว่าเหนื่อยและดีต่อสุขภาพแล้ว เขาขาขาด แต่เขายังวิ่งได้ เราก้มดูขาตัวเอง ยังมีอยู่ครบ 32 ทุกอย่าง ไม่ได้แล้วเว้ย ปีหน้าฉันจะวิ่งบอสตันมาราธอน อันนั้นแหละเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจขึ้นมาอย่างจริงจัง” และในวันนั้น Bucket List เดิมของเชษฏ์ก็วนกลับมาเป็นเป้าให้พุ่งชนอีกครั้ง

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ฝันที่เป็นจริง

เมื่อกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจน วิธีที่ช่วยพาไปถึงปลายทางก็ปรากฏ เชษฏ์แพลนตารางฟิตซ้อมร่างกายเพื่อพัฒนาเวลาวิ่งให้ตรงตามเงื่อนไขการสมัครบอสตันมาราธอน แต่ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ไม่ว่าเชษฏ์จะมีพัฒนาการก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นแค่ไหน แต่เวลาที่ทำได้จากการวิ่งมาราธอนสนามอื่นในช่วงระหว่างทาง ยิ่งตอกย้ำว่าไม่มีทางทำได้ ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน แต่เขาก็ดิ้นรนหาทางออก จนในที่สุดจึงค้นพบการสมัครแบบการกุศล

เงื่อนไขคือต้องหาเงินให้ได้ 5,000 เหรียญฯ เชษฏ์ทั้งเปิดรับบริจาคเงินจากการสอนทำอาหารไทยในโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ และเล่นดนตรีเปิดหมวกกับกลุ่มเพื่อนบน Facebook Live ภายใต้ชื่อเพจ ‘On My Way To Boston Marathon’

การยื่นสมัครในรูปแบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักโดยเฉพาะในแวดวงนักวิ่งไทย เชษฏ์คือคนแรก ๆ ที่เจอ แล้วนำข้อมูลมาส่งต่อบนเพจและพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง ทำให้ได้รับความสนใจ มียอดผู้ติดตามหลักพันในระยะเวลา 5 เดือน โดยปราศจากการบูสต์โพสต์

สุดท้ายยอดบริจาคก็ทะลุเป้า ความฝันที่อยากวิ่งบอสตันมาราธอนก็กลายเป็นจริง Bucket List ถูกขีดฆ่า และไร้การเคลื่อนไหวบนเพจ On My Way To Boston Marathon อีกต่อไป

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ทางที่เลือกด้วยตัวเอง

หลังการวิ่งบอสตันมาราธอนอย่างบ้าคลั่ง และตารางซ้อมที่หักโหมเกินร่างกายต้านไหว ทำให้เชษฏ์ต้องหยุดพักฟื้นร่างกายอยู่ครึ่งปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

ตั้งแต่เด็ก เชษฏ์มีอาชีพในฝันที่ดันวิ่งสวนทางกับครอบครัว ทำให้เขาต้องประนีประนอมเลือกอนาคตที่ไม่ได้ชอบนักมาตลอด ตั้งแต่เรียนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนปริญญาตรี เรียนต่อปริญญาโทสาขา Information System ใน Northeastern University College of Engineering ที่สหรัฐอเมริกา และจบมาทำงาน Software Engineer ที่บอสตัน

“จริง ๆ สิ่งที่เราอยากเรียนคือศิลปกรรม นิเทศ หรืออะไรก็ได้ในแวดวงเต้นกินรำกิน แต่ที่ครอบครัวพูดมาเราก็เข้าใจ เพราะงานนี้สร้างเม็ดเงินและเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี”

ทั้งความสามารถที่ไต่เต้าจนถึงตำแหน่ง Director และประสบการณ์เฉพาะทางซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาด ทำให้กล่องข้อความ LinkedIn ของเชษฏ์มีแจ้งเตือนขอซื้อตัวทุก ๆ เช้าเย็น ณ ตอนนั้นเขามีรายได้มากพอจะเปิดบริษัทให้คำปรึกษาเป็นของตัวเอง และบริหารทั้งสองบริษัทควบคู่กันไป

จากเนื้องานเชิงสร้างสรรค์ สู่เนื้องานเชิงบริหารอย่างเต็มตัว หน้าที่หลักคือสอนงานลูกน้อง รับมือกับการเปลี่ยนผ่านของลูกทีม และคุยงานกับลูกค้าจากต่างประเทศ ความสนุกหรือความสุขเพียงเล็กน้อยไม่มีให้เสพอีกต่อไป จนวันหนึ่งเข็มความอดทนเดินมาชนขีดจำกัด เชษฏ์จึงตัดสินใจเก็บเงินก้อนหนึ่งและลาออกไปใช้ชีวิต

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“คนเราจะประสบความสำเร็จแบบมีความสุขได้ ต้องได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ทำสิ่งนั้นได้ดี และทำในสิ่งที่คนต้องการ ซึ่งอย่างน้อยอาชีพเรามี 2 อย่างหลัง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรารัก

“ตอนนั้นแค่บอกตัวเองว่า ขอหยุดแบบไม่ทำอะไรเลย 1 ปีเต็ม ๆ อยากลองใช้ชีวิตแบบเช้าวันนี้หยิบกาแฟขึ้นมาจิบ แล้วนั่งเสิร์ชดูตั๋วเครื่องบินว่าที่ไหนถูก วันรุ่งขึ้นก็บินเลย แบกเป้ตะลุยไปประเทศที่อยากไป พอใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ 1 ปี ก็รู้สึกว่าติดการใช้ชีวิตแบบนี้ จนมองไม่เห็นภาพตัวเองกลับไปทำงานออฟฟิศอีกแล้ว” 

ช่วงพักผ่อนในปลายปี 2016 เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บ เชษฏ์ไปเที่ยวฮาวายแล้วลงสมัครงานวิ่ง Honolulu Marathon แบบไม่ซีเรียสเรื่องการทำเวลา และมองเป็นเพียงกิจกรรมรับลมชมวิวระหว่างทริป แต่นั่นทำให้เขาได้สัมผัสกับความสุขบางอย่าง

ต้นปีถัดมาที่ได้เยือนปารีส เขาเริ่มค้นหามาราธอนที่จัดในเมืองไปด้วย กิมมิกนี้กลายมาเป็นความสนุกที่เขาทำควบคู่ไปกับความฝันจะเที่ยวรอบโลก จนท้ายที่สุดก็ได้ถือกำเนิดเพจวิ่งรอบโลกขึ้นมาโดยอาศัยเครดิตจากเพจเก่า

“เรานิยามวิ่งรอบโลกว่า ถ้าได้ไปประเทศไหน แล้วได้วิ่ง Full Marathon เรานับแล้วล่ะว่ามาวิ่งและได้มาเหยียบประเทศนี้จริง ๆ เลย Rename ชื่อเพจตัวเองแค่นั้นเองครับ หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าหมายชีวิตขึ้นมาว่า ก่อนตายขอวิ่งมาราธอนให้ครบทั้ง 196 ประเทศทั่วโลก”

เป้าหมายใหญ่จึงสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยใช้สมุดบันทึกที่ชื่อว่า ‘วิ่งรอบโลก’

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

วิ่งทีละก้าว

ตอนแรก ๆ มีแค่รูปถ่าย แคปชั่น หลัง ๆ เริ่มมีวิดีโอที่ทำให้คนรู้จักเอกลักษณ์ของเพจ เราถือกล้องวิ่งไปถ่ายไป ระหว่างทางก็ถ่ายบ้างหยุดบ้าง แต่ตั้งแต่จุดสตาร์ทไปจนถึงเส้นชัย เรามีอะไรให้เขาดูแล้วรู้สึกเหมือนได้มาวิ่งสนามนั้นด้วยกัน” เชษฏ์เล่าบรรยากาศการบันทึกสมุดหน้าแรก ๆ ให้ฟัง

ทุกวันนี้เพจขยายไปบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บไซต์ แต่ 1 คือจำนวนทีมงานที่ผลิตคอนเทนต์ทุกรูปแบบจากเพจวิ่งรอบโลกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทั้งเขียนงาน ถ่ายภาพ แต่งภาพ ตัดต่อ ทำเว็บไซต์ รวมถึงอีกหลายรูปแบบและหลายขั้นตอน ซึ่งครีเอเตอร์สมัยนี้จะสร้างขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือกันเป็นทีม แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่ชายคนนี้สร้างขึ้นมากับมือแบบ One-man Show

วิ่งเสร็จก็มานั่งตัดต่อ วันรุ่งขึ้นก็ลงคลิปเลย คนชอบคิดว่า โห มีทีมงานเยอะขนาดนั้นเลย วิ่งเสร็จแล้วไม่พักเลยเหรอ ก็เนี่ย นั่งตัดวิดีโอนี่แหละคือการพักของเรา (หัวเราะ)” ในแง่หนึ่ง เขามองว่าสิ่งนี้สานฝันความชอบในงานด้านนิเทศอยู่กลาย ๆ

วิ่งรอบโลกยังไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ เบื้องหลังที่เชษฏ์คิดไว้ ยังมีแพลนจะต่อยอดไปอีกมากมาย แต่ตอนนี้มีแค่ชิ้นเดียวที่ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง คือ การจัดทริปวิ่งในต่างประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ที่โควิด-19 ระบาดหนัก งานวิ่งทั่วโลกประกาศยกเลิกและเพจต้องหยุดชะงัก วิ่งรอบโลกจึงจัด Virtual Run ขึ้น โดยเปิดรับสมัครบนแพลตฟอร์มของ LET’S RACE THAILAND และประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงร่วมมือกันเปิดบริษัทนำเที่ยวแบบมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย โดยใช้ชื่อของพวกเขาทั้งสองมารวมกัน กลายเป็น ‘LET’S RUN THE WORLD’ (RUNNING THE WORLD + LET’S RACE THAILAND)

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“บริษัทเราพยายามเลี่ยงคำว่าทัวร์ แต่เรียกเป็น ‘ทริป’ ที่พาไปวิ่งต่างประเทศ จำนวนคนไม่ได้เยอะ เพราะอยากให้ทุกคนในทริปรู้จักกันแบบอบอุ่น ไม่ได้เป็นทัวร์ทั่วไปที่พาคุณไปทิ้งไว้ตรงนั้นตรงนี้ สิ่งที่ต่างกันคือ ตัวเราไปด้วยจริง ๆ คนที่ไปก็ไปวิ่งมาราธอนกับเราจริง ๆ แล้วก็พาเขาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราไป

“เวลาไปที่ไหน เราก็พยายามศึกษาหาข้อมูลไปก่อนด้วยว่า ประเทศนั้นมีอะไรให้เที่ยวบ้าง ไม่ใช่ไปวิ่งอย่างเดียวแล้วจบ แต่เราใช้มาราธอนเป็นข้ออ้างให้พาตัวเองไปประเทศนั้น แล้วเราก็จะได้เที่ยวด้วย”

ปัจจุบันเพจมีกระบวนการทำงานที่ใหญ่ขึ้น เริ่มมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและมีรายได้ที่มากพอจะหาคนมาช่วย แต่ส่วนผลิตคอนเทนต์ยังเป็นเชษฏ์เหมือนเดิม

“ที่ผ่านมาเพจไม่ได้สร้างรายได้ เลยไม่รู้จะจ้างทีมงานไปทำไม และไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาจ้าง แต่อันนี้มันเริ่มเป็นธุรกิจจริงจัง ก็เลยมีน้องแอดมิน 2 – 3 คนช่วยตอบและโพสต์คอนเทนต์ที่เราเตรียมไว้ให้ แต่เพจวิ่งรอบโลกก็ยังเป็นตัวเราทำเองคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ”

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน
วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ห้องสมุดนักวิ่ง

เชษฏ์ชวนเราจินตนาการว่า เพจวิ่งรอบโลกมีความสนใจอยู่ 2 วงหลัก ๆ คือ ‘เที่ยวรอบโลก’ และ ‘วิ่ง’ เพราะฉะนั้น หากเอาทั้งสองวงมาทับซ้อนกัน คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเพจ คือส่วนที่ทั้งสองวงนั้นเหลื่อมกันเป็นหลัก และอาจมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยถ้าพูดในเชิงการตลาด ซึ่งรวมกันแล้วมีจำนวนน้อยมาก

นี่เป็นสิ่งที่เขารู้มาตั้งแต่วันแรกแต่ก็ยังจะทำต่อไป เพราะไม่ได้หวังสร้างรายได้จากเพจมาตั้งแต่ต้น แต่อยากให้เป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวระหว่างทางที่ทำตามฝันเท่านั้น

เราไปมาหลายประเทศ ก็อาจจะได้เห็นอะไรที่คนอื่นไม่มีโอกาสเห็น จึงอยากเอามาแบ่งปัน มาบอกกล่าว ว่าประเทศนี้เป็นอย่างนี้นะ ประเทศนี้ทำอย่างนี้นะ แล้วก็มีข้อมูลให้เขา เผื่อใครอยากไปต้องทำยังไง มีพื้นที่ตรงไหนไม่ปลอดภัย จองโรงแรมยังไง ทำวีซ่ายังไง อะไรประมาณนั้นมากกว่า

การไปเที่ยวรอบโลกเปิดโลกสำหรับเรามาก มันทำให้ได้เจออะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ภาษา เจอคน วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ซึ่งก็ทำให้เรากลับมามองเปรียบเทียบกับตัวเราและประเทศของเรา 

แล้วยังรู้สึกว่าลดอัตตาหรือความเป็นตัวตนไปได้ด้วย”

เราปิดด้วยคำถามทิ้งท้ายว่า วันแรกที่ลาออกจากงานประจำ กับวันนี้ที่วิ่งมาถึงก้าวที่ 42 คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

“รู้สึกว่าทุกวันนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก ๆ แค่นั้นเลย เราได้เจอสิ่งที่เรารักที่จะทำ แล้วเราก็มีเป้าหมายในชีวิต” เชษฏ์ตอบ

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ภาพ : วิ่งรอบโลก: Running The World

Writer

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ไม่มีโจว ซิงฉือ ไม่มีเหลียง เฉาเหว่ย”

“จุดดำกับโลกที่ไร้ราชา และ เนี่ย เสี่ยวเซียน”

“อง เหม่ยหลิง อึ้งย้ง และหลินฟ่ง ฟ้าริษยา โฉมสะคราญ”

พาดหัวบทความซึ่งเรียงร้อยขึ้นอย่างสละสลวย นำหน้าเนื้อหาที่รุ่มรวยด้วยสำนวนนิยายกำลังภายใน ดูเข้ากันได้ดีกับสาระสำคัญประจำเพจที่วนเวียนอยู่กับแวดวงบันเทิงจีนยุคเก่า

เบื้องต้นคือจุดเด่นบางประการของเพจ ‘เก้ากระบี่เดียวดาย’ เพจเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามมากกว่า 2 แสนบัญชี ถ่ายทอดเบื้องลึกเบื้องหลังของภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และนักแสดงชนชาติจีนได้ละเอียดลออเกินขีดความรับรู้ของแฟน ๆ ชาวไทยทั่วไป ดำเนินการโดย ‘ท่านเก้า’ แอดมินสายฮาที่ชอบใช้ภาษาไพเราะแบบย้อนยุค แทนตัวเองว่า ‘ข้าพเจ้า’ และลงท้ายประโยคด้วย ‘ขอรับ’ ในทุกประโยค

มินานนักหลังจากที่สารเทียบเชิญจากเราร่อนไปถึงมือ ‘ท่านเก้า’ ผู้นิยมอำพรางโฉมหน้าไว้ใต้รูปโปรไฟล์ดาราดังในอดีตก็มาปรากฏกายให้เราเห็นที่เหลาแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งเผยนามจริงที่เขาใช้เรียกขานตนเองนอกยุทธภพโซเชียลมีเดียว่า อาร์ม-ริทธิเมธ ทับสุวรรณ

เก้ากระบี่เดียวดาย เพจรวมเรื่องบันเทิงของลูกจีนที่หลงรักหนังจีนตั้งแต่ทีวีเพิ่งมีสี

อาร์มเล่าว่าชื่อเพจนี้มาจากเพลงกระบี่ในนวนิยายเรื่อง กระบี่เย้ยยุทธจักร ซึ่งชีวิตที่ผ่านมาของเขาก็ทำให้ผู้ฟังอย่างเราตระหนักว่า กว่าเพจที่ตั้งชื่อตามยอดเพลงกระบี่ของเขาจะเติบโตมาถึงขั้นนี้ได้ เขาต้องสั่งสมวิทยายุทธมากมาย มิต่างจากกระบวนท่าที่อัดแน่นในตำรากระบี่ 1 เล่ม

กระบวนท่าที่ 1
ซึ่งติดตัวมาแต่เกิด

ยอดฝีมือมากมายมีต้นกำเนิดจากขุนเขาอันสูงใหญ่หรือพงไพรอันห่างไกล แต่จอมยุทธ์หลงยุคผู้นี้ลืมตาดูโลกที่ย่านตลาดใกล้สะพานปลา ริมแม่น้ำท่าจีน

“ผมเป็นคนตำบลมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร บ้านอยู่ในตลาด ตลาดสมุทรสาครตอนนั้นเป็นชุมชนคนจีน มีแต่คนจีนทั้งนั้น คุณปู่ทวดของผมมาจากเมืองจีน ตอนแรกท่านไปอยู่ชุมพรก่อน แล้วพอสมัยคุณปู่ค่อยย้ายมาอยู่ที่ตลาดมหาชัย” อาร์มเท้าความพลางรินน้ำชาจอกแรกลงคอ ราวกับเตือนสติตนเองให้คะนึงถึงถิ่นเก่าที่บรรพชนของเขาจากมา

เก้ากระบี่เดียวดาย เพจรวมเรื่องบันเทิงของลูกจีนที่หลงรักหนังจีนตั้งแต่ทีวีเพิ่งมีสี

บ้านของอาร์มเป็นโรงน้ำแข็ง ไม่ใกล้ไม่ไกลก็เป็นสะพานเทียบท่าไว้ให้เรือประมงลำเลียงปลาขึ้นฝั่ง ห้อมล้อมด้วยร้านค้าและบ้านช่องของลูกจีนสยาม

สมัยที่เขายังเด็ก ความบันเทิงของชาวมหาชัยในตอนนั้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง โทรทัศน์เป็นสินค้าหายาก มิหนำซ้ำยังมีแต่สีขาวดำในช่วงแรก หากชาวบ้านคนธรรมดาต้องการรับชมการแสดง พวกเขาก็จะดูลิเก งิ้ว หรือไม่ก็หนังกลางแปลงไปตามเรื่อง

ของขวัญสุดพิเศษสำหรับอาร์มในวัยนั้น คือการได้ชมภาพยนตร์จีน ด้วยเหตุที่เขาโตมาในย่านคนไทยเชื้อสายจีน มีญาติเปิดร้านเช่าวิดีโอในตลาด

“ยุคนั้นหนังฝรั่งยังเข้ามาไม่เยอะ หนังจีนเข้ามาเยอะกว่า เพราะที่ที่ผมอยู่เป็นชุมชนคนจีน หนังจีนถูกนำเข้ามาเพื่อเสิร์ฟคนจีนในพื้นที่ ยุคแรกเป็นหนังของค่ายชอว์บราเดอร์สสตูดิโอ เช่นเรื่อง สามยิ้มพิมพ์ใจ, ม่านประเพณี, จอมใจจักรพรรดิ์ พวกนี้เป็นภาพยนตร์ที่ร้องเพลงหวงเหมยแบบงิ้ว”

แม้นว่าอาร์มจะเกิดไม่ทันดูภาพยนตร์เหล่านี้ในสมัยดังกระฉ่อน แต่อานิสงส์จากร้านวิดีโอของญาติ ก็ช่วยให้เขาได้ตามดูจนครบทุกเรื่องเมื่อโตขึ้น

“มีวิดีโอหนังจีนแบบเป็นชุด พ่อกับแม่ก็ดูเป็นชุดกันเยอะมาก ผมไม่รู้หรอกว่าปกติบ้านอื่นเขาไม่ดูกันอย่างนี้ แต่บ้านเรากับญาติ ๆ ดูกันอย่างนี้ เราอยู่และเติบโตมากับสังคมจีนยุคนั้น”

กระบวนท่าที่ 2
มองดูจอแก้ว

ถ้าจะแบ่งยุคสมัยของหนัง-ละครจีนที่แพร่เข้ามาตีตลาดเมืองไทยสมัยก่อน คงแบ่งได้ 3 ยุคหลัก

ยุคที่ 1 ยุคภาพยนตร์ฮ่องกงของค่ายชอว์บราเดอร์สสตูดิโอ ครอบคลุมตั้งแต่ ค.ศ. 1950 – 1960 เป็นหนังกึ่งงิ้ว ใช้ภาษาจีนกลางในการแสดงเพื่อตอบสนองคนจีนทั่วไป

ยุคที่ 2 ยุคละครไต้หวัน เริ่มต้นประมาณ ค.ศ. 1974 โทรทัศน์ไทยเริ่มรับละครชุดจากไต้หวันเข้ามาฉาย เรื่องที่สร้างชื่อเช่น ขบวนการเปาเปียว กับ เปาบุ้นจิ้น ฉบับที่นำแสดงโดย อี้ หมิง ดารารุ่นใหญ่ที่รูปลักษณ์ของเขาถูกใช้เป็นโลโก้ผงซักฟอกยี่ห้อเปาสมัยแรก ๆ

ยุคที่ 3 ยุคละครฮ่องกง เริ่มต้นราว ค.ศ. 1980 เป็นยุคที่ไทยโอบรับความบันเทิงจากฮ่องกงทั้งภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ ซึ่งยุคนี้หนังฮ่องกงเปลี่ยนมาใช้ภาษาจีนกวางตุ้งของตนเองในการแสดง

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมงบอกให้เรารู้ว่าอาร์มหลงใหลยุคที่ 3 มากกว่ายุคอื่น

เก้ากระบี่เดียวดาย เพจรวมเรื่องบันเทิงของลูกจีนที่หลงรักหนังจีนตั้งแต่ทีวีเพิ่งมีสี

เขาอธิบายว่าสาเหตุที่ภาพยนตร์และละครฝั่งฮ่องกงเริ่มดังขึ้นมาในยุคนั้น เป็นผลพวงจากชื่อเสียงความดังระดับโลกของ บรูซ ลี ดาราภาพยนตร์แอคชันชาวฮ่องกงผู้ปฏิรูปมุมมองของฝรั่งมังค่าต่อนักแสดงเอเชียให้ไปในทางที่ดีขึ้น ประจวบกับวงการภาพยนตร์ไต้หวันที่ถดถอยลงด้วยปัญหาการเมืองภายใน กลุ่มผู้สร้างหนังฝั่งฮ่องกงจึงขยับจุดยืนใหม่ จากเดิมที่เน้นขายแต่คนฮ่องกงด้วยกันเอง ก็ปรับเปลี่ยนเป็นมุ่งผลิตผลงานที่ผลักดันความเป็นฮ่องกงให้ตีตลาดสากลเต็มตัว

“ละครชุดของฮ่องกงที่ดังในเมืองไทยยุคนั้นเป็นพวก ชอลิ้วเฮียง กับ กระบี่ไร้เทียมทาน โดยช่อง 3 เอา กระบี่ไร้เทียมทาน ของช่อง RTV มาฉายก่อน ดังมาก ช่อง 7 ก็เอา ชอลิ้วเฮียง ของช่อง TVB เข้ามาฉายแข่งกัน หลังจากนั้นละครพวกนี้ก็เข้ามากระหน่ำเลย ทั้ง 2 ช่องแข่งทำเรตติ้งหนังจีนกันใหญ่ ละครจีนของฮ่องกงยุคนั้นก็เลยดังมาก”

นั่นคือยุคที่หนังและละครจีนขายดีในไทยเป็นเทน้ำเทท่า พระเอกจอมยุทธ์ทั้งหลายกลายเป็นฮีโร่ในดวงใจเด็กไทย ครอบครัวของอาร์มติดละครโทรทัศน์ของฮ่องกงกันงอมแงม

“แม่ผมชอบ หลิว เต๋อหัว มาก เป็นแฟนพันธุ์แท้เลย เราได้ดูวิดีโอหนังที่ หลิว เต๋อหัว แสดงเยอะ แล้วก็ดู มังกรหยก ฉบับ หวง เย่อหัว กับ อง เหม่ยหลิง ทางช่อง TVB ของฮ่องกงเองก็พยายามนำละครมาฉายในเอเชียอาคเนย์ เราก็ได้ดูเยอะ”

กระบวนท่าที่ 3
ตามติดชีวิตคนทำหนัง

อาจเป็นเพราะหนังและละครจากต่างแดนที่ซึมลึกในหัวใจมาตั้งแต่เด็ก อาร์มจึงเลือกเรียนต่อด้านนิเทศศาสตร์ในระดับอุดมศึกษา ก่อนเริ่มต้นอาชีพในสายงานภาพยนตร์

“ตอนแรกผมทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ก่อน เรียนจบมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในกองถ่ายมิวสิกวิดีโอของ บริษัท อาร์.เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด ยุคนั้นเริ่มมีอินดี้เข้ามา เราก็ไปเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโออินดี้ แต่ยังสนใจหนังอยู่ มีรุ่นพี่ที่รู้จักกันทำหนังที่สหมงคลฟิล์มฯ เขาก็ชวนไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่นั่น”

แต่เนื่องจากอาร์มพูดภาษาอังกฤษได้ ผู้ใหญ่ในบริษัทจึงแนะนำให้ไปดูแลด้านการซื้อขายภาพยนตร์แทน ซึ่งอาร์มก็ตอบรับแต่โดยดี

เก้ากระบี่เดียวดาย เพจรวมเรื่องบันเทิงของลูกจีนที่หลงรักหนังจีนตั้งแต่ทีวีเพิ่งมีสี

ความต้องการจะ ‘ลองดู’ ในตอนนั้น จับพลัดจับผลูให้เขาได้ร่วมงานกับรุ่นพี่ชาวฮ่องกงผู้ทำหน้าที่ซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ฮ่องกงมาฉายในไทย ทั้งยังเคยพาผู้กำกับภาพยนตร์ฝีมือดีอย่าง แอนดรูว์ เลา มาเลือกนักแสดงไทยไปร่วมเล่นหนังสยองขวัญเรื่อง The Park มาแล้ว ความคุ้นเคยนั้นจึงเป็นเส้นสายให้เขาได้รู้จักมักคุ้นกับประดาคนทำหนังอีกหลายครอบครัวในฮ่องกง

“งานนี้ทำให้เราได้รู้จักกับหลาย ๆ ครอบครัวที่ทำงานเกี่ยวกับการซื้อขายหนัง แล้วก็คนฮ่องกงที่ทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ฮ่องกง ซึ่งไม่เชิงเป็นอุตสาหกรรม เขาทำเป็นครอบครัว เพราะมันเป็นเมืองเล็ก ๆ คนทำหนังส่วนใหญ่เริ่มตั้งแต่เป็นงิ้วก่อน พอความนิยมงิ้วเปลี่ยนแปลงเป็นโรงหนัง พวกนี้ก็ขยับมาเป็นเบื้องหลังหนังกึ่ง ๆ งิ้ว บุคลากรจากงิ้วก็มาอยู่ภาพยนตร์ โรงงิ้วก็กลายเป็นโรงหนัง เราเห็นได้ชัดอย่าง เฉินหลง, หง จินเป่า, หยวน เปียว พวกนี้มาจากงิ้ว ดังนั้นคนที่เป็นบุคลากรจากงิ้ว ก็ได้คิวบู๊มาจากงิ้วหมด งิ้ว หนัง ละคร พวกนี้คือตระกูลเดียวกันหมด เพราะเขาโตมากับการที่ปู่เป็นเจ้าของโรงงิ้ว พ่อเป็นเจ้าของโรงหนัง ลูกมาซื้อขายหนัง พอไปเจอคนพวกนี้ เราก็จะได้รู้ข้อมูลประวัติจากเขาเยอะ”

อาร์มพูดยาวมาถึงตอนนี้ เราจึงเริ่มเห็นเค้าความเป็น ‘ท่านเก้า’ ในเพจฉายขึ้นมาราง ๆ

“นั่นคือช่วงอายุ 20 ต้น ๆ ประมาณ ค.ศ. 2000 ทำงานตรงนี้อยู่ช่วงหนึ่ง ทำให้เราได้รู้อะไรหลายอย่างในช่วงเวลานั้น แต่ก็ไม่คิดว่ามันเป็นทักษะอะไรนะ เหมือนกับแค่รู้เรื่องที่เราชอบดูตั้งแต่เด็ก เราก็แค่รู้ แต่ไม่ได้คิดว่าจะเอามันมาทำอะไร”

ผ่านไปอีก 10 กว่าปี อาร์มจึงได้ใช้ความรู้ที่เก็บเกี่ยวจากเพื่อนฝูงชาวฮ่องกงให้เป็นประโยชน์

กระบวนท่าที่ 4
มีวันนี้เพราะหวงอี้

นอกจากภาพยนตร์หรือละครที่ถูกนำมาดัดแปลงแล้ว อาร์มยังเป็นแฟนนวนิยายกำลังภายในตัวยง

“นิยายของ โกวเล้ง ของ กิมย้ง เนื้อหาสนุกอยู่แล้ว Material มันดี ผมอ่านเยอะมาก ถ้าไปที่บ้านผม จะเห็นว่ามีเป็นห้องสมุดเลย เยอะมาก ๆ มหาศาล”

สาเหตุที่เขาเริ่มเปิดเพจ ‘เก้ากระบี่เดียวดาย’ ก็ไม่ใช่เพราะภาพยนตร์หรือละครโดยตรง แต่เป็นเพราะการสิ้นชีวิตของ หวง อี้ นักประพันธ์ชั้นครูอีกคนที่อาร์มกำลังติดตามผลงานอยู่ในเวลานั้น

เก้ากระบี่เดียวดาย เพจรวมเรื่องบันเทิงของลูกจีนที่หลงรักหนังจีนตั้งแต่ทีวีเพิ่งมีสี

“หวง อี้ คือคนเขียน เจาะเวลาหาจิ๋นซี กับ มังกรคู่สู้สิบทิศ เผอิญว่าผมอ่าน เหยี่ยวมารสะท้านภพ ที่เป็นนิยายยาวสุดของหวง อี้ เขียน 5 ปี เราอ่านไป 5 ปีเลยนะ แต่หนังสือยังเขียนไม่ทันจบ เขาก็มาเสียชีวิตไปซะก่อน ผมก็อัดอั้น เหมือนคนที่นั่งคุยกันตลอด 5 ปี เพราะหนังสือเขาออกมาทุกเดือน แล้วคนเขียนอยู่ ๆ ก็ไปเลย เราก็เลยคิดว่าจะคุยกับใครดี”

ย้อนไปใน ค.ศ. 2017 ที่อาจารย์หวง อี้ จากไป เฟซบุ๊กของไทยมีกลุ่มคนรักนิยายกำลังภายในและหนังจีนพอประมาณ แต่ด้วยสถานภาพที่เป็นสมาชิกกลุ่มคนหนึ่ง อาร์มจึงไม่กล้าแสดงออกมากนัก

“ผมก็คิดว่าเราจะไปกวนเขาไหมวะ คิดในใจว่าเรามัวเขียนเรื่องที่เราอยากจะพูดอย่างเดียว มันจะน่าเกลียดเกินไปหรือเปล่า เราควรมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ด้วย เกรงใจที่จะเขียนเยอะ ๆ ก็เลยเริ่มทำเพจ พูดถึงนิยายจีนก่อน เดือนแรกก็มีคนมาตามเรา 10,000 คน”

ชื่อเพจ ‘เก้ากระบี่เดียวดาย’ เป็นชื่อล็อกอินเก่าที่อาร์มใช้มาตั้งแต่สมัยเล่นเว็บบอร์ดพันทิป เมื่อมาตั้งเพจในเฟซบุ๊กของตัวเอง เขาก็ยืนกรานจะใช้ชื่อนี้ต่อ

จากประเด็นเรื่องนิยายจีน หัวข้อสนทนาของลูกเพจค่อย ๆ กระโดดไปสู่หนังจีน แอดมินปริศนาที่ใครต่อใครเรียกเขาว่า ‘ท่านเก้า’ จึงทดลองเขียนถึงเรื่องวงการบันเทิงจีนที่ตนรับรู้มา

“หลายเรื่องที่ผมเขียนไป หลายคนเขาก็มาตอบว่า อุ๊ย! ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย ผมก็เลยสงสัยว่าชาวบ้านทั่วไปเขาไม่รู้เรื่องนี้กันเหรอ นึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ใคร ๆ ก็รู้ พอทุกคนไม่รู้ ผมก็ทยอยเขียนไป ก่อนหน้านี้เราเคยอยากทำหนังสือ ก็มีที่เขียน ๆ เก็บไว้ บางทีก็เหมือนไดอารี่ บางทีก็เขียนไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวสมัยยังไม่ทำเพจ ก็ทยอยเอาข้อมูลเก่า ๆ มาลง มันก็เกินเลยมาถึงปัจจุบัน”

กระบวนท่าที่ 5
ศึกษาให้ลึกซึ้ง

ใครก็ตามที่ได้ลองอ่านบทความฝีมือ ‘ท่านเก้า’ ล้วนลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า เพจนี้รู้จริง รู้ลึก มิหนำซ้ำยังเขียนดี มีข้อมูลละเอียดกว่าใคร อ่านแล้วได้รู้อะไรเยอะแยะจากข้อเขียนของเขา

ผู้ดูแลเพจ ‘เก้ากระบี่เดียวดาย’ มีคำตอบดังนี้

“อ่านเยอะ ๆ ครับ อ่านข้อมูลทั้งภาษาจีน ทั้งอังกฤษ ทั้งไทย แต่เราก็ต้องมีฐานข้อมูลไว้นิดหนึ่ง แล้วเราก็คอยติดตาม เดี๋ยวนี้มันมีระบบการแปลเยอะ ทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น แต่ถามว่าง่ายขึ้นแล้วคุณน่ะกรองได้แค่ไหน ต้องกรองให้ได้เยอะที่สุดก่อน”

เก้ากระบี่เดียวดาย เพจรวมเรื่องบันเทิงของลูกจีนที่หลงรักหนังจีนตั้งแต่ทีวีเพิ่งมีสี

ตัวอย่างแรกที่เขายกให้เราฟังคือภาพถ่ายของนักวาดผู้ล่วงลับไปเมื่อกลาง ค.ศ. 2022 นี้

“คนวาดภาพประกอบของกิมย้งที่เพิ่งเสียชีวิตไป ที่จริงไม่มีภาพหน้าเขาเลย เพราะเขาเป็นคนสันโดษ เป็นนักวาดสมัยโบราณที่ไม่มีภาพส่วนตัว เขาจะวาดภาพเขาเอง ดังนั้นตรงนี้เราก็ต้องบอกคนอ่าน เพราะบางเพจเขาเอาภาพหน้าคนอื่นไปลง เราก็ต้องบอกความจริงในเพจของเรา เพจอื่นผมไม่ค่อยไปยุ่งวุ่นวายกับเขาเท่าไหร่ เพราะผมก็เข้าใจแต่ละเพจ”

ถึงอาร์มจะรู้อะไรมาก แต่นั่นก็เป็นคนละความหมายกับ ‘รู้จริง’ หรือ ‘รู้หมดทุกอย่าง’

“บางทีของผมเองก็ผิด เพจเก้ากระบี่ฯ ไม่ใช่เพจที่รู้ที่สุดหรอก มีคนที่รู้มากกว่า มาแชร์กันได้ เราเองก็ต้องศึกษาให้เยอะหน่อยเพื่อป้องกันความผิดพลาด”

และตลอดหลายปีที่ทำเพจนี้มา อาร์มเลือกเฟ้นเนื้อหาเป็นอย่างดีเพื่อลูกเพจของเขา

“ต้องดีครับ ต้องมีประโยชน์กับคนอ่าน” นั่นคือคติธรรมประจำใจในการเผยแพร่ผลงาน

ในการนี้ ‘ท่านเก้า’ ได้ยกเอาข่าวครึกโครมของไต้หวันมาเล่าสู่กันฟัง นั่นคือข่าวที่อดีตภรรยาของ หวัง ลี่หง ออกมาประณามพฤติกรรมอันเลวร้ายของซูเปอร์สตาร์ผู้เป็นสามีต่อสื่อมวลชน

“ถ้าเป็นเรื่องผัว ๆ เมีย ๆ เรื่องใต้เตียง หรืออะไรที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับใคร ไม่ได้สอนอะไรใครเลย รู้เพื่อความสนุก เราก็จะมองว่ามันไปละเมิดเขาเนอะ ต้องให้เกียรติคนที่เราเขียนถึงด้วย อย่างหวัง ลี่หง ทะเลาะกับภรรยา ภรรยาออกมาแฉ ตรงนี้ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ตกผลึก ภรรยาก็มีลูกกับหวัง ลี่หง ตั้ง 3 คนเลยนะ ถ้าไม่รักกันจริงคงไม่มีลูกกันขนาดนั้น

“เพราะงั้นบางเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยอารมณ์ เราต้องทอดเวลาออกไปหน่อย เพื่อดูว่าในอนาคตเรื่องมันจะไปทิศทางไหน แล้วจะไปได้ดีกว่านี้ไหม เราจะได้เขียนถึงเรื่องที่ไม่ดีได้ว่า มันเกิดขึ้นเพราะเราใช้อารมณ์ดำเนินเรื่องและตัดสิน

“บางคนไปตัดสินเขาแล้วว่าเป็นยังไง ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่หรอก ถ้าแบ่งฝักแบ่งฝ่ายก็เหมือนเราไปช่วยเพิ่มความแตกแยกว่าหวัง ลี่หง เป็นคนแย่มากเลย เพราะว่าเราไม่รู้ ขนาดเขาเป็นคนข้างเตียง นอนด้วยกัน เขาน่าจะรู้มากกว่าเรา หรือมีหลายอย่างที่บางทีเรารู้ แต่เขาไม่รู้ ตอนนี้เรื่องมันดำเนินไปด้วยอารมณ์ 2 ฝ่าย ก็ต้องรอไปก่อน อีกสัก 4 – 5 ปี อาจจะเขียนถึง แต่ยกตัวอย่างให้เห็นหลาย ๆ มุมครับ”

กระบวนท่าที่ 6
ถกกันอย่างสุภาพ

ตลอดชั่วโมงเศษ ‘ท่านเก้า’ ของเราเน้นย้ำคำว่า ‘สุภาพ’ กับ ‘ให้เกียรติ’ นับครั้งไม่ถ้วน ชี้ชัดว่ามันคือสิ่งที่เขาปรารถนาให้คงอยู่คู่เพจไปนาน ๆ

“เราอยากทำสังคมโซเชียลในส่วนของเราให้ดี คือโซเชียลมันเร็ว ความเร็วทำให้คนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้ามีจุดหนึ่งที่เข้ามาทำอะไรสบาย ๆ ให้เกียรติกัน มันก็จะมีสังคมที่ดี มีคนที่ยังมาแชร์ไอเดียกัน”

ท่องยุทธจักรวงการบันเทิงจีนไปกับ ‘ท่านเก้า’ ผู้มุ่งสร้างสุขแก่ลูกเพจด้วยเรื่องราวของดารา หนัง ละครในวันวาน

น่าสังเกตว่าลูกเพจที่โต้ตอบคอมเมนต์ในโพสต์ต่างก็ใช้ถ้อยคำที่สุภาพเรียบร้อย มีหางเสียง แม้จะมีน้ำเสียงของการหยอกล้อหรือตำหนิ แต่ก็ไม่มีถ้อยคำหยาบโลนที่ต้องเซ็นเซอร์ ดูดเสียง

“คนที่ติดตามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนี่ย เขาก็จะรู้ว่าเพจนี้ใช้คำสุภาพ แล้วคนอื่นในเพจก็จะใช้คำสุภาพหมด หลายคนเข้ามา ก็จะรู้สึกว่าคนในเพจนี้เขาคอมเมนต์กันดีนะ มันกลายเป็นการกลืน เหมือนเข้าไปที่หนึ่ง แล้วคนในสังคมนั้นเป็นอย่างนั้น เขาก็จะเริ่มรู้

“แต่เราไม่ได้ตึงเป๊ะว่าคุณต้องทำตามกฎอย่างนี้นะ เพจไม่เคยมีกฎเลย แต่เข้ามาแล้วก็จะรู้เอง เพราะบางทีบางคนพิมพ์เข้ามาด้วยความรู้สึกขำขัน แต่ว่าใช้คำบูลลี่รุนแรง ก็จะมีคนมาติงเขาเยอะ พอสักพักหนึ่งเขาขอโทษ เขารู้แล้วว่าที่นี่ไม่ใช้คำแบบนี้ บางคนก็กลับมาขอโทษ ตรงนี้มันทำให้เรารู้สึกดี”

กระบวนท่าที่ 7
เคล็ดวิชาจากดาราในดวงใจ

คลุกคลีกับดาราจีน ฮ่องกง ไต้หวันมาก็มาก เรานึกอยากรู้ว่าอาร์มมีดาราคนโปรดบ้างหรือไม่

“คนหนึ่งที่ตอนเด็ก ๆ ไม่ชอบ แต่มาทำเพจแล้วชอบคือ หลิว เต๋อหัว เป็นคนที่เราเอาเป็นแบบอย่างได้ เพราะเขาไม่ได้เก่งมาตั้งแต่ต้น”

ไล่เลี่ยกับพระเอกคนดังแซ่หลิว ฮ่องกงยังมีดารานักแสดงหนุ่มอีก 3 คนที่เรียกรวมกันว่า ‘จตุรเทพฮ่องกง’ ได้แก่ จาง เสวียโหย่ว เทพที่ร้องเพลงเก่งที่สุด กัว ฟู่เฉิง เทพที่เต้นเก่งสุด และ หลี่ หมิง เทพที่หล่อ มีบุคลิกแบบคุณชาย เท่ ละมุนที่สุดในบรรดา 4 คน

“หลิว เต๋อหัว เป็นเทพที่ทำงานหนักที่สุด ปีนี้หลิว เต๋อหัว อายุกำลังจะครบ 61 ปี เขายังไปกองถ่ายก่อนเวลาถ่ายทำ 1 ชั่วโมงเสมอ นักข่าวไปถามว่าคุณดังขนาดนี้แล้ว ทำไมต้องทำอะไรอย่างนี้อยู่ เขาตอบเลยว่านี่คือแต้มต่อของเขา การได้มาเตรียมตัวก่อน เตรียมบทก่อนนี่แหละคือแต้มต่อ เพราะเขายอมรับว่าตัวเองไม่ได้เก่งเหมือนคนอื่น”

นั่นคือดาราชาย ถ้าเป็นฝ่ายหญิง เหมย เยี่ยนฟาง คือคำตอบของเขา

“เมื่อก่อนไม่ชอบคนนี้เพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยสวย พอมาทำเพจถึงได้รู้ว่าเธอเป็นคนใจกว้าง ดูแลคนอื่น ดูแลทุกคน ตอนเธอเป็นมะเร็งใกล้จะเสียชีวิตแล้ว ฮ่องกงมีโรคซาร์สระบาด ก็ยังออกมารวมศิลปินจัดคอนเสิร์ตสร้างความเชื่อมั่นแก่คนฮ่องกง ดังนั้นคนฮ่องกงเลยรักเธอมาก มีคำพูดเลยว่าถ้ามีลูกสาวต้องมีให้ได้แบบเหมย เยี่ยนฟาง ล่าสุดเมื่อ ค.ศ. 2021 หนังเรื่อง Anita ที่เป็นชีวประวัติของเธอก็เพิ่งออกฉาย ทำรายได้ไป 60 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง บ่งบอกว่าคนฮ่องกงรักเหมย เยี่ยนฟาง มาก หนังของเธอทำให้ฮ่องกงฟื้นอีกครั้ง คนก็กลับมาเชื่อมั่นในฮ่องกงได้อีกครั้ง”

กระบวนท่าที่ 8
แวดล้อมด้วยเนื้อหาหลากหลาย

หลายคนมุ่งหน้ามายังเพจ ‘เก้ากระบี่เดียวดาย’ เพื่อเสพเรื่องราวบันเทิงจีนในอดีต แต่ก็ต้องแปลกใจว่า หลายครั้งเพจที่ตั้งชื่อตามเพลงกระบี่ในนวนิยายกำลังภายในนี้ มักลงเนื้อหาที่ไม่เข้ากัน อย่างภาพยนตร์ไทย อเมริกัน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ซีรีส์จีนแผ่นดินใหญ่สมัยปัจจุบัน

“เก้ากระบี่เดียวดายเป็นกระบวนท่าในเรื่อง กระบี่เย้ยยุทธจักร เป็นวิชาของ เล่งฮู้ ชง คือมันจะไม่มีรูปแบบตายตัว ก็เหมือนเพจนี้ที่เขียนถึงหนังฝรั่งบ้าง ดาราไทยบ้าง ไม่ตายตัว”

ถามว่าแล้วลูกเพจคิดเห็นอย่างไรบ้าง แปลกใจบ้างไหม

“ไม่แปลกใจเลยครับ มันเป็นเรื่องของยุคสมัย เราเขียนเรื่องยุคสมัยก่อน เขาก็โอเคนะ เพราะคนสมัยนั้นไม่ได้ดูหนังจีนอย่างเดียว เขาดูหนังไทยด้วย ดูหนังฝรั่งด้วย เราจะเขียนถึงบ้างแต่ไม่ยึดเป็นเนื้อหาหลัก เพราะเดี๋ยวมันก็จะกลับมาเรื่องจีน บางทีถ้าคุยแต่เรื่องจีนอย่างเดียวก็น่าเบื่อ”

หรือบางครั้งบางคราว ‘เก้ากระบี่เดียวดาย’ ก็โพสต์คลิปหรือรูปภาพตลกขบขัน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับข้อใหญ่ใจความเกี่ยวกับวงการมายาเลย

“เป็นความชอบส่วนตัวเลยครับ (หัวเราะ) คือผมมีกลุ่มเพื่อนต่างประเทศ ก็จะมีกรุ๊ปไลน์ บางทีเขาก็ส่งอะไรพวกนี้มา ตลกดีก็เลยเอามาลง เขาเอาของเราไปลงบ้าง บางทีภาพหรือคลิปในเพจเก้ากระบี่ฯ ก็ไปลงในเพจฮ่องกง สนุก ๆ ขำ ๆ เป็นรสนิยมเจ้าของเพจ (ยิ้ม)”

กระบวนท่าที่ 9
บรรลุวิชา ‘เก้ากระบี่เดียวดาย’

ใช่เพียงเนื้อหาของเพจที่ไม่ตายตัว แพลตฟอร์มที่ใช้เผยแพร่ผลงานของเพจก็เริ่มเจริญรอยตามสุดยอดเพลงกระบี่ของเล่งฮู้ ชง ไปด้วยเหมือนกัน

ด้วยบทความที่มากมายดั่งหยดน้ำในมหานที จึงมีผู้ไหว้วานให้อาร์มรวมเล่มงานเขียนเป็นหนังสือ ซึ่งตรงกับความต้องการของเขา เพราะเขาเคยตั้งเป้ามาแต่ครั้งยังเพิ่งก่อตั้งเพจใหม่

“ตอนนี้เพจทำหนังสืออยู่ 2 เล่ม คือ เดชคัมภีร์กระบี่เก้า เขียนเกี่ยวกับภาพยนตร์ แล้วก็ เดชคัมภีร์กระบี่เก้าบท ที่เขียนเกี่ยวกับวงการโทรทัศน์ อันนี้ตามคำขอล้วน ๆ เลย เพราะลูกเพจขอ เขาอยากให้ทำเป็นหนังสือ เพราะอยากเก็บเอาไว้”

ท่องยุทธจักรวงการบันเทิงจีนไปกับ ‘ท่านเก้า’ ผู้มุ่งสร้างสุขแก่ลูกเพจด้วยเรื่องราวของดารา หนัง ละครในวันวาน

เนื้อหาหนังสือทั้ง 2 เล่มเหมือนประวัติศาสตร์เล่าความเป็นมาของภาพยนตร์และวงการโทรทัศน์ มีทั้งเรื่องที่เรียบเรียงจากที่เคยเผยแพร่ในเพจ และเขียนใหม่เพื่อตีพิมพ์โดยเฉพาะ

แล้วถามว่า ‘ท่านเก้า’ คิดอยากเปลี่ยนวิธีเล่าเรื่องจากบทความเป็นรูปแบบอื่นไหม เขายิ้มเอมใจก่อนแถลงไขว่า ตอนนี้มีกลุ่มคลับเฮาส์ที่รวมตัวกับเหล่าแฟนพันธุ์แท้ภาพยนตร์และซีรีส์จีน คุยเป็นประจำทุกสัปดาห์ บางครั้งก็ไลฟ์สดคุยกันต่อหน้า ถามคำถามกันซึ่ง ๆ หน้า

“ที่อยากทำจริง ๆ ก็คือยูทูบแชนแนล อยากจะทำสกู๊ปดี ๆ เพื่อเก็บไว้ดูเป็นข้อมูลย้อนหลังได้” อาร์มกล่าวถึงแผนการในใจซึ่งอาจเกิดขึ้นจริงในวันหน้า

“โซเชียลมันก็เหมือนภาพขาวที่มีจุดดำอยู่ตรงกลาง มีคนถามว่าภาพอะไร คนอื่นก็ตอบว่าภาพจุดดำไง ไม่ได้สนใจพื้นที่รอบ ๆ ที่มันเป็นสีขาว มองแต่จุดดำจุดเดียว ถ้าโฟกัสไปที่สีขาวที่คุณรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ของคุณ คุณก็จะสนใจจุดดำน้อยลง ถามว่าจุดดำมีไหม มันมีทุกที่แหละ แล้วแต่ว่าจะเอาใจไปไว้ตรงไหน ระหว่างจุดดำกับจุดขาวน่ะ

“ผมก็อยากให้เพจของผมเป็นจุดขาว อยู่เป็นพื้นที่สีขาวแบบนี้ อยู่กันสบาย ๆ ไม่ได้ซีเรียส เพจผิดอะไรก็มาว่ากันได้ (หัวเราะ)”

ท่องยุทธจักรวงการบันเทิงจีนไปกับ ‘ท่านเก้า’ ผู้มุ่งสร้างสุขแก่ลูกเพจด้วยเรื่องราวของดารา หนัง ละครในวันวาน

อันชีวิตชาวยุทธ์ทุกคนต้องฟันฝ่าหนทางยาวไกล ยากแท้แลเห็นอุปสรรคที่คอยอยู่เบื้องหน้า…

ข้าพเจ้าขอเป็นหนึ่งกำลังใจ ส่งให้ ‘ท่านเก้า’ นำเสนอสาระดี ๆ ให้ลูกเพจต่อไปนะขอรับ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load