18 มิถุนายน 2564
808

“อรุณสวัสดิ์คร้าบ” เสียงทักทายพร้อมรอยยิ้มสดใสส่งมาจาก ‘เต้ย’ ไกด์หนุ่มที่กำลังยืนรอพวกเราอยู่ข้างรถกระบะคันใหญ่ พาหนะของพวกเราในวันนี้ เต้ยสวมเสื้อเชิ้ตผ้าโปร่งสบายๆ กับกางเกงขายาว และรองเท้าแตะแบนๆ คู่ใจ ที่พาเขาบุกป่าฝ่าดงไปทุกที่ ไม่หวั่นแม้วันทากมากในฤดูฝนอย่างเช่นวันนี้ 

ถ้าพูดถึงเขาใหญ่ ใครๆ ก็คงจะนึกถึงการกางเต็นท์ในฤดูหนาว น้ำตกเหวสุวัต เดินเที่ยวเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ดูวิวต้นไม้และภูเขา แต่ทริปนี้แตกต่างออกไปเพราะพวกเราทั้ง 5 คน มากับไกด์ที่จะพาเราไปรู้จักเขาใหญ่ในมุมมองของการส่องสัตว์และถ่ายภาพสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราไม่เคยทำมาก่อน

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

เราก้มหน้ามองอาวุธคู่ใจที่วางอยู่บนตัก กล้องรุ่นดึกดำบรรพ์ Canon 350D และเลนส์ระยะ 100 – 400 mm. ที่ยืมคนอื่นมา หวั่นใจเล็กน้อยว่าวันนี้จะได้ภาพสัตว์กลับไปหรือไม่ แต่ความกังวลทั้งหมดดูจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อไกด์หนุ่มยืนยันว่า ถึงไม่มีกล้องใหญ่และพกมาแค่โทรศัพท์มือถือ ก็มีรูปภาพสวยๆ กลับไปได้อย่างแน่นอน 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

รถกระบะพุ่งทะยานขึ้นสู่เขาใหญ่ ลมเย็นปะทะใบหน้า สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป อากาศที่หนักขึ้นจากความชื้น กลิ่นสดชื่นของดิน และเสียงนกร้อง ทำให้ความเครียด ความกังวลต่างๆ ของชีวิตในเมืองใหญ่ค่อยๆ เลือนหายไปทุกครั้งที่คันเร่งถูกเหยียบ

หลังจากขับมาได้ไม่นาน รถกระบะก็จอดที่จุดชมวิว เรามองเห็นป่ากว้างและภูเขาไกลสุดลูกหูลูกตาจากตรงนี้ บทเรียนแรกที่พวกเราได้รับ คือการฝึกสายตาเพื่อมองหาสัตว์ให้เจอ เพียงแค่ไม่กี่นาทีที่ยืนมอง เต้ยก็ตะโกนพร้อมกับชี้ไปที่ป่ากว้างด้านหน้า “นกเงือกๆ พันธ์ุกรามช้างสองตัว บนต้นไทรข้างขวา กิ่งที่สองจากบนสุด กำลังกินลูกไทรอยู่เลย ตรงนั้นๆ” 

ความเข้าใจมาตลอดชีวิตว่านกเงือกเป็นสัตว์คุ้มครองที่หาดูยากถูกทำลายลงภายในเวลาไม่ถึง 10 นาทีที่เราเข้ามาในเขาใหญ่ เราพยายามมองหา แต่ความพยายามไม่เป็นผล มันดูเหมือนเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่จะมองเห็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในพื้นที่กว้างขนาดนี้ ไกด์หนุ่มจึงเดินเข้ามาอธิบายเทคนิคในการมองหาสัตว์ให้ฟังเราฟังอย่างรวดเร็ว ในที่สุดสายตาเราก็ได้เห็นความเคลื่อนไหวเล็กๆ บนต้นไทร นกเงือก 2 ตัวเกาะอยู่บนนั้นจริงๆ 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

แต่ด้วยระยะที่ไกลเกินกว่าตาทั้ง 2 ข้างของเรา หรือเลนส์กล้องระยะ 400 mm. ที่อยู่ในมือจะถ่ายทอดรายละเอียดความสวยงามของเจ้านกเงือกออกมาได้ ไกด์หนุ่มจึงได้กางอาวุธลับออกมา นั่นคือกล้อง Telescope ที่เอาไว้ส่องสัตว์โดยเฉพาะ ด้วยกำลังขยายขั้นสุด ทำให้พวกเรามองเห็นถึงรายละเอียด สีสัน และลวดลายบนตัวนกเงือกกรามช้างได้อย่างชัดเจน หน้าขาว ตาสีแดงสด และขนสีแดงยาวที่ขึ้นด้านหลังหัว ทำให้นกตัวนี้โดดเด่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลักษณะพิเศษบริเวณด้านบนของจะงอยปากของนกเงือกพันธุ์นี้ที่มีลายเป็นริ้วๆ จำนวนริ้วที่เห็นจะเท่ากับจำนวนอายุของนกเงือกตัวนั้นๆ ซึ่งลักษณะของริ้วที่เกิดขึ้นนี้ มีหน้าตาคล้ายฟันกรามของช้าง จึงเป็นที่มาของชื่อนกเงือกกรามช้างนั่นเอง 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

ภาพนกเงือกจิกลูกไทรและโยนเข้าปากตัวเอง เหมือนกับที่เคยเห็นจากสารคดีสัตว์โลกมากมายกำลังเกิดขึ้นตรงหน้าของเรา หลังจากเราดูภาพด้วยตากันอย่างเต็มที่แล้ว เต้ยจึงนำโทรศัพท์มือถือของเราวางต่อกับช่องส่องภาพของกล้อง Telescope แล้วบันทึกภาพนกเงือกที่อยู่ตรงหน้ามาให้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว อีกทั้งภาพที่ออกมายังชัดเจน สวย คมชัด ราวกับถ่ายด้วยกล้องรุ่นใหญ่พร้อมเลนส์ระยะไกลเลยทีเดียว ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า ถึงแม้ว่าจะไม่พกกล้องมา แต่เราทุกคนก็จะสนุกกับการส่องสัตว์ และเก็บภาพสัตว์ในวันนี้ได้อย่างเต็มที่อย่างที่เต้ยได้บอกไว้จริงๆ 

พวกเรากระโดดขึ้นหลังรถกระบะอีกครั้ง ในขณะที่กำลังขับผ่านต้นไม้สูง เสียงร้องของชะนีก็แว่วผ่านมากับสายลม รถกระบะชะลอความเร็วลงทันที ไกด์หนุ่มของเราจอดรถข้างทาง ยกกล้อง Telescope แล้วเดินดุ่มๆ มุ่งหน้าไปยังต้นเสียงที่อยู่ห่างออกไป 

จากเสียงร้องเบาๆ กลายเป็นเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ชะนีมือขาว 2 ครอบครัวกำลังส่งเสียงร้องประกาศอาณาเขตกันอยู่ พวกเราทุกคนยืนนิ่งเพื่อรอดูความเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วทันใดนั้น กิ่งไม้ที่ห่างออกไปราวๆ 50 เมตรก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง เรายกกล้องขึ้นส่องไล่ตามกิ่งไม้ที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านหน้าทันที 

“เตรียมตัวเลยครับ มันน่าจะกระโดดจากต้นโน้นไปยังต้นข้างๆ” สิ้นสุดคำของไกด์หนุ่ม เจ้าชะนีขนสีดำสนิททั้งตัว ยกเว้นแต่เพียงอุ้งมือสีขาวราวกับใส่ถุงมือ ก็กระโดดจากกิ่งหนึ่งไปอีกหนึ่งพร้อมกับเสียงร้องกึกก้อง หลังจากนั้นเหล่าชะนีมือขาวก็แสดงโชว์ผาดโผนให้พวกเราได้ถ่ายรูปกันอีกหลายต่อหลายครั้ง หลังจากที่ทุกอย่างจบลง เหล่าชะนีก็นั่งจมปุ๊กกลายเป็นก้อนกลมฟู เกาะอยู่กับต้นไม้พร้อมกับเคี้ยวใบไม้ด้วยความสงบ 

จากมุมมองคนทั่วไป อาจจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘ชะนี’ ที่เป็นศัพท์สแลงซึ่งใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน จนทำให้ไม่ตื่นเต้นที่จะได้เห็นชะนีตัวจริงๆ ในป่า แต่สำหรับคนรักป่า ชะนีคือหนึ่งในสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของป่าในรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากชะนีใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้แทบจะตลอดชีวิต ด้วยการเดินทางจากต้นไม้หนึ่งไปยังอีกต้นไม้หนึ่ง การหาอาหาร การนอนหลับ การผสมพันธ์ุ หรือแม้แต่การดื่มน้ำ ก็จะดื่มจากใบไม้หรือไม่ก็น้ำที่ค้างอยู่ในลำต้นไม้ 

ดังนั้น หากป่าไม่อุดมสมบูรณ์ หรือไม่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่โตต่อเนื่องกันเป็นทิวแถว ชะนีก็ไม่สามารถเดินทางเพื่อหาอาหารหรือมีชีวิตอยู่ต่อไป การได้เห็นชะนีจึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพวกเราทุกคน 

“เก็บของครับ มีสายบอกมาว่านากใหญ่ขนเรียบเข้าที่อ่างเก็บน้ำศร เราจะไปถ่ายนากกัน” 

ไกด์หนุ่มบอกด้วยเสียงตื่นเต้น อ่างเก็บน้ำศรเป็นจุดที่อยู่ติดกับถนน ด้วยบรรยากาศและความสวยงามริมน้ำ ทำให้มีคู่รักมากมายแวะเวียนมาถ่ายรูป Pre Wedding กันเป็นประจำ แต่เมื่อพวกเราไปถึง สิ่งที่เห็นคือตากล้องมากกว่า 20 คน นั่งกระจายตัวตามจุดต่างๆบริเวณริมน้ำ หามุมที่ดีที่สุดเพื่อถ่ายรูปครอบครัวนาก

ที่ริมอ่างเก็บน้ำฝั่งตรงข้าม ครอบครัวนากประมาณ 7 – 8 ตัวกำลังว่ายน้ำอยู่ โดยมีตัวใหญ่ที่สุดว่ายนำ ส่วนตัวเล็กที่เหลือว่ายตามไม่ห่าง เต้ยบอกพวกเราว่าวันนี้โชคดีมากๆ เพราะนากเป็นสัตว์คุ้มครองหาดูยาก และที่พวกเรากำลังจะได้เห็น คือพฤติกรรมการสอนล่าให้กับนากรุ่นเยาว์ ตัวที่ว่ายนำเป็นนากรุ่นใหญ่ จะว่ายน้ำและจับปลาโชว์ให้กับสมาชิกตัวอื่นๆ ดู 

ครอบครัวนากว่ายน้ำไปเรื่อยๆ ที่ริมน้ำ ทันใดนั้นก็เกิดเสียงน้ำกระฉอกดังขึ้นที่ครอบครัวนาก เจ้าตัวใหญ่ที่ว่ายน้ำ กระโดดขึ้นมาจากน้ำ ปากคาบปลาตัวอ้วนขึ้นมาด้วย เสียงลั่นชัตเตอร์ดังขึ้นรัวๆ พร้อมกับเสียงหัวใจของพวกเราเช่นกัน เสียงน้ำสาดกระจายมาอีกครั้ง เจ้าตัวเล็กที่อยู่ด้านหลังงับปลาตัวใหญ่ได้แล้ว จึงกัดหัวปลาโชคร้ายตัวนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นเทศกาลล่าอาหารก็ดำเนินต่อไปอีกเกือบชั่วโมง จนในที่สุดครอบครัวนากก็เดินขึ้นจากน้ำด้วยท่าทีที่อุ้ยอ้าย แล้วเดินหายไปในป่าฝั่งตรงข้ามกับพวกเรา

ช่วงบ่ายแดดเริ่มลงจัด เราเปลี่ยนบรรยากาศไปหาที่นั่งพักริมน้ำตกกัน ระหว่างทางที่กำลังขับไปอยู่นั้น อยู่ๆ เต้ยก็จอดรถที่ไหล่ทางซึ่งติดกับริมลำธารแห่งหนึ่ง พร้อมบอกกับพวกเราว่าให้พวกเราลองหาสัตว์ตัวหนึ่งที่อยู่บริเวณนี้ เราลงจากรถยืนมองกิ่งไม้เป็นล้านกิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่มีทางที่เราจะหาเจอแน่ๆ ในขณะที่กำลังจะถอดใจอยู่นั้น เพื่อนคนข้างๆ ก็ตะโกนออกมาว่า “เจอแล้ว” เราหันไปมองเพื่อนด้วยความตกใจ แล้วเพื่อนคนถัดๆ ไปก็ตะโกนบอกว่า “เห็นแล้ว” เช่นกัน

เหลือเพียงเราที่ยังมองไม่เห็นอะไรเลย เสียงแดกดันพร้อมคำพูดแซะแซวอันไร้ซึ่งความเมตตาได้ถูกส่งผ่านออกมาจากทุกคนทันที หลังจากกดดันลูกตาตัวเองจนถึงที่สุด เราก็มองเห็นเจ้ากิ่งก่ายักษ์ชื่อว่า ‘ตะกอง’ นอนพรางตัวพักผ่อนอยู่บนกิ่งไม้ สีตัวของมันกลืนไปกับรอบข้างจนยากจะมองเห็น มีเพียงหางลายทางสีดำที่โดดเด่นออกมา ช่วยให้เรามองเห็นตะกองตัวนี้ง่ายขึ้น ไกด์หนุ่มของเราเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนมีแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งในอดีตมีตะกองอยู่เป็นจำนวนมาก จนกลายมาเป็นที่มาของชื่อแม่น้ำ ‘ลำตะกอง’ แต่เพี้ยนมาจนกลายเป็นชื่อ ‘ลำตะคอง’ ในปัจจุบัน 

เจ้าตะกองผู้น่าสงสารนอนนิ่งอาบแดดอยู่บนกิ่งไม้ แต่ใต้คางเต็มไปด้วยยุงที่ดูดเลือดจนพุงป่องเห็นเป็นสีแดงสด เราค่อยๆ ย่อตัวลงเพื่อถ่ายรูปตะกองในมุมเสย ในขณะที่กำลังมีสมาธิกับการเล็งมุมอยู่นั้น เราก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณข้อมือ อาจจะเป็นมด อาจจะเป็นแมงมุม อาจจะเป็นแมลงอะไรสักอย่าง เราค่อยๆ ดึงแขนเสื้อขึ้น แล้วสิ่งที่เรากลัวที่สุดก็อยู่ตรงนั้น ทากขนาดประมาณ 1.5 ซม. ตัวผอมโซ กำลังโยกตัวไปมาอยู่บนข้อมือของเรา เราอ้าปากค้างด้วยความกลัว แต่ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมา หัวใจเต้นรัว มือเกร็ง ตัวเกร็งไปหมด เราตกใจปล่อยกล้องในมือลง

สายสะพายกล้องที่คล้องคออยู่ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ด้วยการปกป้องกล้องไม่ให้ตกไปที่พื้น สมองเราเบลอไปหมด สิ่งเดียวที่คิดในหัวคือ จะทำอย่างไรกับทากที่เกาะอยู่บนข้อมือ เราวิ่งไปหาคนที่ใกล้ที่สุด แล้วพูดออกมาด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ช่วยด้วย” พร้อมกับยื่นแขนที่สั่นเทาออกไป โชคดีที่คนที่อยู่ตรงหน้าคือไกด์หนุ่มของพวกเรา เขาค่อยๆ บรรจงหยิบทากออกจากข้อมือเราอย่างแผ่วเบา บริเวณที่ทากเคยเกาะ เหลือเพียงแค่จุดแดงๆ ไม่มีเลือดไหลออกมา 

พวกเราทุกคนจึงพากันสำรวจทั่วตัว พบทากมากมายที่พยายามไต่ขึ้นมาบนตัวพวกเรา จึงได้จัดการดีดทิ้งกันอย่างวุ่นวาย ส่วนไกด์ผู้สวมรองเท้าแตะ ก็ก้มลงไปหยิบทากที่เกาะอยู่เต็มเท้าออกทีละตัวด้วยความนุ่มนวล เต้ยบอกว่าถ้าใส่รองเท้าแตะ เวลาทากเกาะ เราจะเห็นแล้วหยิบออกได้ง่าย สะดวกกว่าการใส่รองเท้าเดินป่าและถุงกันทาก ที่ทำให้ไม่รู้ว่าทากเดินไปตรงไหนของร่างกาย มารู้ตัวอีกทีก็จะโดนทากดูดเลือดที่เอวหรือคอไปแล้ว พวกเราพากันส่ายหน้า ไม่เห็นด้วยกับเต้ยแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่ว่าจุดไหน ก็ไม่อยากให้ทากมาดูดเลือดเราทั้งนั้น

จบทริปวันนี้ด้วยการนั่งพักหลบร้อนที่บริเวณน้ำตก เราเปิดรูปในกล้องทบทวนว่าวันนี้ได้เจอสัตว์ป่าอะไรไปบ้าง เราได้เห็นสัตว์คุ้มครองที่ควรจะหาดูได้ยากหลายชนิด แต่กลับไม่ยากเลยเมื่อคุณอยู่ในเขาใหญ่ เมื่อเปิดดูรูปในมือถือที่ต่อจากกล้อง Telescope ของเต้ย ต้องยอมรับว่าภาพถ่ายออกมาได้สวยชัดอลังการกว่าบางรูปในกล้องของเราอีก 

เรายิ้มมุมปาก ยักไหล่ ยอมรับความพ่ายแพ้ เอนหลังพิงก้อนหิน ปล่อยให้เท้าราไปกับน้ำตกที่แสนเย็นสบาย ละอองน้ำกระเซ็นมาโดนแขนเสื้อจนชื้นเบาๆ ความร้อนค่อยๆ คลายไปหมดแล้ว ได้ยินเพียงเสียงน้ำตกที่ดังกึกก้อง กลิ่นกาแฟดริปหอมๆ ที่เต้ยกำลังชงลอยมาตามสายลม หนังตาเริ่มหนักลงเรื่อยๆ แล้วเราก็หลับลงไปท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุธีรา โมรา

ชอบพาร่างกายและจิตใจไปทรมาน เพียงเพื่อเฝ้ามองการวิวัฒนาการของตัวเอง เสพย์ติดชา รักการอ่าน Manga และแพ้ทางอาม่าอากง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load