นายแพทย์วัฒนา พารีศรี ศัลยแพทย์วัย 60 ควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เมื่อพ.ศ. 2537 เขาเป็นผู้บุกเบิกวิธีการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยกล้องวีดิทัศน์สำหรับโรงพยาบาลชุมชน จนทำให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ขึ้นชื่อลือชาด้านการผ่าตัดนิ่ว ผู้ป่วยจากทั่วแดนไทยและต่างประเทศ ล้วนมารับบริการไม่ขาดสาย ส่งผลให้โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเมืองหนองคาย

ชายผู้มีภูมิลำเนาจากชนบทคนนี้ เห็นความยากลำบากในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนรากหญ้า เขามุ่งมั่นเรียนวิชา ‘หมอ’ หลังจบหลักสูตรคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบึงกาฬ หลังปฏิบัติงานเพียง 2 ปี เขาขอย้ายไปเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลปากคาด ก่อนจะเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง และกลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ในตำแหน่ง ‘ศัลยแพทย์’

ระยะเวลากว่า 2 ทษวรรษในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ เขาเทหมดหน้าตักเพื่อเปลี่ยนภาพจำของโรงพยาบาลรัฐให้ทัดเทียมมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน ถ้าถามว่าเป็นไปได้จริงหรือ เสียงยืนยันจากชาวบ้านย่านท่าบ่อและภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ฉบับปัจจุบัน คือคำตอบของคำถามที่คุณสงสัย

นายแพทย์วัฒนาใช้วิธีการสร้างแบรนดิ้งให้โรงพยาบาลรัฐ ปรับความคิดของเจ้าหน้าที่ให้เท่าทันผู้บริหาร เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์การแพทย์ และรองรับทุกโรคภัยด้วยแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญในอาชีพบริการ และชายคนนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรากหญ้าก็เข้าถึงระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลชุมชนที่ดีได้ ใกล้ๆ บ้านพวกเขา แถมพัฒนาเศรษฐกิจให้จังหวัดด้วย

หลังจากนี้คือบทสนทนาของนายแพทย์วัฒนา ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นหมอ เป็นผู้บริหาร และเป็นคนเกษียณ

เป็นเด็ก

เด็กชนบทจากอำเภอเซกา เติบโตมาแบบไหน

ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป เสาร์อาทิตย์ตกปลา เย็นมาก็เตะบอล พอหน้าฝนก็ออกไปวางเบ็ด พ่อผมเป็นชาวนา แม่ผมเป็นครูประชาบาล ผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปช่วยพ่อแม่ทำนา สายหน่อยก็กลับบ้าน เปลี่ยนชุดไปโรงเรียน ชีวิตผมอยู่บ้านนอกมาตลอด เลยเห็นว่าชีวิตของคนบ้านนอกเขาเป็นยังไง อย่างแถวบ้านผมแม้แต่รถประจำทางยังไม่มีเลย เวลาเกิดปัญหาสุขภาพ ชาวบ้านเขาจะพึ่งใคร หมอก็ไม่มี เขาก็ต้องพึ่งหมอเถื่อน ยุคนั้นฉีดยาเป็นก็เป็นหมอได้แล้ว 

พ่อผมก็เป็นหมอนะ ว่ากันตามตรงคือเป็นหมอเถื่อน ฉีดยาได้ ซึ่งเข็มฉีดยาก็เป็นเข็มเหล็กใช้แล้วใช้อีก ไซริงค์ก็ต้มเอา ไม่มีเครื่องสเตอริไลซ์หรือน้ำยาเคมีสำหรับฆ่าเชื้อเหมือนปัจจุบัน พอฉีดเสร็จบางคนเป็นฝีหัวเข็ม แต่ชาวบ้านเขาก็พึ่งพากันแบบนี้ ผมรู้ว่านี่คือความลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของคนในพื้นที่ชนบท 

นั่นเป็นเหตุผลให้คุณเรียนหมอหรือเปล่า

เด็กบ้านนอกรู้จักอยู่แค่สามอาชีพ ครู ตำรวจ ทหาร 

ผมเป็นเด็กยากจน รู้แค่ว่าหมอเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง แต่พื้นฐานผมชอบอาชีพทหาร สรีระไม่ให้ สายตาเริ่มสั้น ก็เลยมุ่งมาทางหมอดีกว่า แต่ถ้าเป็นทหารก็ไม่อยากเป็นทหารแบบปัจจุบันนี้นะ ต้องเป็นทหารมืออาชีพ

พอโตขึ้นผมมีโอกาสมารับทุนแพทย์ชนบทของมหาวิทยาลัยมหิดล หนองคายเขาก็รับหนึ่งคน ซึ่งโรงเรียนเล็กๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าไปเรียนแพทย์ แทบจะเป็นศูนย์ ต้องเป็นคนที่เจ๋งจริงถึงจะสอบเข้าได้ ซึ่งทุนแพทย์ชนบทเขาไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจะต้องกลับไปใช้ทุนที่บ้านเกิด แต่เป็นสัญญาสุภาพบุรุษ มาเรียนแล้วก็ต้องกลับไปทำงานที่จังหวัดตัวเอง เขามีแนวคิดว่า ถ้าเอาคนที่ชนบทมาเรียน เวลากลับไปทำงานที่บ้านเกิดจะอยู่ได้นานกว่า

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นหมอ

ทำไมคุณหมอถึงเลือกเรียนศัลยแพทย์

นิสัยผมชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา ตัดสินใจรวดเร็ว ผมไม่ชอบงานละเอียดประดิดประดอย ผมชอบลุยงานหนัก หลังจากเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยแพทย์ (เน้นการผ่าตัดช่องท้อง) จบ ผมก็กลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ตั้งใจว่าจะอยู่ท่าบ่อตลอด แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้อำนวยการหรอก บังเอิญว่ารุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าเราเข้าก็ไปตาม Career Path ของเขา สุดท้ายเราก็หัวโด่ อาวุโสสุดก็เลยจำเป็นต้องขึ้น

ก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อครั้งแรก คุณหมอได้เป็น ผอ. เลย

ผมทำงานศัลยแพทย์ก่อน ผมสารพัดผ่าตัดเลย ผ่าตัดนิ่วไต ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดี ผ่าตัดลำไส้ กระเพาะ มดลูก ผ่าคลอดก็ต้องทำ เพราะมีหมอผ่าตัดอยู่คนเดียว ผมผ่าตัดจน ผอ. ต้องเรียกไปพบ บอกว่าให้เพลาลงหน่อย ผมสตั๊นเลย หยุดผ่าตัดไปสองอาทิตย์เพื่อทำใจ ตอนหลังมาได้สติ ตายเป็นตาย ลุยผ่าตัดต่อ สุดท้ายพยาบาลก็เหนื่อยหน่อย เพราะเคสผ่าตัดทุกนาทีมีความหมาย พยาบาลต้องเฝ้าตลอด แต่มันก็ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้นนะ 

พอเราดูแลเขาดี เขาก็บอกกันปากต่อปาก เพราะคนป่วยมันมีอยู่แล้ว ยิ่งคนอีสานเป็นนิ่วกันเยอะ แล้วสมัยก่อน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขยากและลำบาก อย่างจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจังหวัด ต้องรอคิวอย่างน้อยปีครึ่ง ซึ่งโทษกันไม่ได้ เพราะสถานที่ผ่าตัดน้อย แต่เคสเยอะมาก 

ทำไมคนอีสานถึงเป็นนิ่วเยอะ

ยังไม่มีใครรู้สาเหตุนะ ยังไม่มีการศึกษาเชิงไมโครเกี่ยวกับยีน มีแต่โทษเรื่องน้ำ แล้วก็อาศัยทฤษฎีเกิดนิ่วของฝรั่ง ว่าเกิดจากการตกตะกอนของสารละลายเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งไม่จริง อันนั้นเป็นนิ่วถุงน้ำดีคอเลสเตอรอลของฝรั่ง ของไทยเป็นเรื่องนิ่วสี เป็นพิกเมนต์จากน้ำดีที่มีสีดำ 

ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเผ่าพันธุ์ของคนอีสานบวกกับน้ำ เพราะสิ่งที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นคือน้ำ แล้วคนอีสานไปอยู่ที่อื่นก็เป็นนิ่วเหมือนกัน ยุคนี้เป็นยุคของการศึกษายีน เราต้องศึกษายีนที่พร้อมจะเป็นนิ่ว ถึงจะตรวจหาสาเหตุของโรคได้

แล้วตอนเป็นหมอศัลย์ คุณหมอมีบุคลิกแบบไหน

โอ้ ขรึมอยู่ เวลาอยู่ในโรงพยาบาลลูกน้องโคตรกลัวผมเลย (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะบุคลิกเป็นแบบนี้ เนื่องจากเป็นบุคลิกของศัลยแพทย์ ผมพูดตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่เยิ่นเย้อ จะด่าก็ด่า ด่าแล้วก็แล้ว ไม่มีการพยาบาท

พอเป็นผู้บริหาร บุคลิกต่างกันหรือเปล่า

ต้องบุคลิกเหมือนกัน ลูกน้องจะได้เชื่อฟังเรา กลัวเราบ้าง แต่ไม่ใช่กลัวจนขี้หดตดหาย ผอ. เดินไปไหนลูกน้องหนีหมด คงไม่ใช่แบบนั้น เขาต้องเกรงใจเรา เพราะเราเป็นลีดเดอร์ เป็นผู้นำทางด้านความคิดและวิสัยทัศน์ แต่ไม่ใช่ว่าผมเป็นเผด็จการนะ เวลาตัดสินใจทำอะไรก็ต้องมีการประชุม ระดมสมอง ผู้บริหารมีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลแล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าคิดของเราคนเดียวแล้วไปสั่งการให้ทำเลย มันดีตรงที่มันเร็ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว

ถ้าผมจะทำโปรเจกต์อะไรสักอย่าง แล้วมันไม่ได้ตกผลึกจากความคิดขององค์กร มันอาจจะหลุดบางประเด็นแล้วเกิดผลกระทบกับคนบางกลุ่ม ถ้าหลายฝ่ายมานั่งคุยกัน ตัดสินใจร่วมกัน จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นผู้บริหาร

คุณหมอว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ปัญหาของโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ คืออะไร

สมัยก่อนยังเป็นแบบข้าราชการ เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมี Service Mind เวลาเจ้าหน้าที่ไปเดินตลาดก็พยายามหลบ กลัวชาวบ้านนินทา แล้วชุมชนที่อยู่รอบข้างโรงพยาบาล ตอนเขาเจ็บป่วยก็ไม่มีใครเข้าโรงพยาบาลท่าบ่อนะ แต่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลหนองคายแทน ซึ่งต้องขับรถไปอีกสี่สิบกิโล ภาพลักษณ์สมัยเก่าของเราเป็นแบบนั้น

แล้วเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เป็นโรงพยาบาลอำเภอที่ต้องแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด เรารู้แล้วว่าความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง การบริการเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง แต่ภาครัฐไม่ค่อยสนใจ มันไม่ใช่ โรงพยาบาลรัฐมีอาชีพบริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน เราต้องบริการให้ลูกค้า (คนไข้) พึงพอใจ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ

มีเรื่องไหนอีกบ้างที่ภาครัฐไม่ให้ความสนใจ

ต้องใช้คำว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลเลย ปล่อยให้เราหากินด้วยลำแข้ง ทั้งทำผ้าป่า ทำหนังสือบริจาคถึงหน่วยงานเอกชน จริงๆ มันเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องจัดสรรให้เพียงพอ ไม่ใช่กระมิดกระเมี้ยนในการทำงาน 

อุปกรณ์การรักษาที่ควรมีก็ไม่มี หยูกยาก็ไม่เพียงพอ ทั้งที่ควรจะมีทุกอย่างที่เป็นมาตรฐานในสากลโลก ภาครัฐต้องซัพพอร์ต ไม่ใช่ให้เราขวนขวายหาเอง ฉะนั้น งบประมาณต้องเพียงพอในการพัฒนา ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลมีสีกระดำกระด่างก็ต้องปล่อย เพราะเขาไม่มีตังค์ทาสี ภาครัฐไม่ได้ดูแลตรงนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์นะ ต้องทำให้สะอาดสะอ้าน สง่างาม ถ้าปล่อยซอมซ่อแล้วชาวบ้านเขาจะเชื่อมั่นได้ยังไง 

ผมเลยต้องทำโรงพยาบาลให้เหมือนเอกชน มันผิดตรงไหนล่ะ 

แล้ว 20 ปีให้หลัง โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง

คนในเขตอำเภอเมืองย้อนกลับมารักษาที่โรงพยาบาลท่าบ่อ คนจากเวียงจันทน์ก็มานะ ถ้าเขาข้ามสะพานมา เลี้ยวซ้ายไปหนองคาย แค่สองกิโลก็ถึงโรงพยาบาลหนองคาย แต่เลี้ยวขวามาท่าบ่อประมาณยี่สิบหกกิโล คนเวียงจันทน์ยังยินดีเลี้ยวขวามาโรงพยาบาลท่าบ่อ แบบนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว มันก็ภาคภูมิใจนะ แต่ไม่รู้จะนับยังไง ความภาคภูมิใจวัดเป็นสเกลตัวเลขไม่ได้ แต่มันค่อยๆ สะสม จนทำให้เรามีเรี่ยวมีแรงในการทำงาน

ส่วนชาวบ้านในตลาด ถ้ามีคนด่าเราหนึ่งคน จะมีอีกสามสี่คนคอยช่วยแก้ข่าวให้ เจ้าหน้าที่เดินตลาดอย่างเชิดหน้าชูตา ไปไหนก็อยากให้คนรู้ว่าทำงานที่โรงพยาบาลนี้ เวลาผมไปประชุม พรรคพวกเพื่อนฝูงก็กล่าวถึง ชื่นชมเรา หน้ามันบานอะ เจ้าหน้าที่มีความสุขและภูมิใจในองค์กร ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น 

และอีกประเด็นหนึ่ง จากการพัฒนาของโรงพยาบาลท่าบ่อทำให้ GDP (Gross Domestic Product) ของเมืองท่าบ่อเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มาใช้บริการจากนอกพื้นที่มีมากถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณคิดดูว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เขาต้องเอาเงินมาใช้จ่ายที่ท่าบ่ออีกเท่าไหร่ คนไข้หนึ่งคน ญาติอีกสองสามคน เขาต้องกิน ต้องอยู่ ชาวบ้าน ร้านค้าก็ทำมาหากินได้ มีรายได้ กระแสเงินก็หมุน 

คุณหมอทำสำเร็จได้ยังไง

ผมเริ่มเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) เจ้าหน้าที่ก่อน เราถือว่าทุกคนเป็นนักบริหาร ต้องมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารเท่าๆ กัน เพื่อที่เวลาผมพูดหรือสื่อสาร ผู้ปฏิบัติจะได้เข้าใจว่าผู้บริหารคิดยังไง แต่ถ้าเขามีความรู้ไม่เหมือนเรา เราคิดดีทำดี แต่ผู้ปฏิบัติตามไม่ทันก็เกิดการต่อต้าน ผมจ้างอาจารย์จาก NIDA มาเลย เพราะผมรู้ว่าอาจารย์คนนี้ความสามารถมาก ชั่วโมงละเจ็ดพัน ทุกคนร้องโอ้โห ทำไมแพงขนาดนั้น แต่สุดท้ายมันคุ้มค่า 

จากตอนแรกเขาจะทำงานไปเรื่อยๆ แบบข้าราชการ มันไม่ใช่แล้วนะ ต้องยึดลูกค้าเป็นหลัก เป้าหมายคือลูกค้าพึงพอใจ ทำยังไงถึงจะมีรายได้ ทำยังไงถึงจะบริหารจัดการเรื่องการเงินและการบัญชีให้คุ้มค่า ทำยังไงให้องค์กรอยู่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขในการทำงาน

ผมว่ามันคือการพัฒนาบนความยั่งยืน สมัยก่อนเคยคิดที่ไหนล่ะ เป็นข้าราชการก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ไม่ต้องมาพูดเรื่องทำยังไงให้ลูกค้าพอใจเลย เพราะเราไม่ใช่เอกชน แล้วยุคนั้นห้องพิเศษไม่มีแอร์นะ ติดพัดลม ผมก็เสนอให้ติดแอร์ มีกรรมการคนหนึ่งคัดค้าน จะทำทำไมอีก เปลืองเงิน แสดงว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการ และความสุขในการเข้ามาใช้บริการ ซึ่งชาวบ้านคือลูกค้า เราต้องทำให้เขาพึงพอใจและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ 

ชอบที่คุณหมอเริ่มให้ความสำคัญจาก ‘คน’ ก่อน

คนต้องมาก่อน คนต้องมีความสุข คนต้องมีคุณภาพ ถ้าเขาทำงานแล้วมีแต่ความทุกข์ เขาก็ทำงานไม่ได้ ทีนี้จะไปบริการลูกค้าต่อได้ยังไง ให้เขาจ๋าจ๊ะ จ๊ะจ๋ากับชาวบ้านคงเป็นไปไม่ได้หรอก เราต้องดูแลสวัสดิการและที่ทำงานเขาด้วย 

สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ต้องให้มันสะดวกสบาย เราตกแต่งให้ห้องทำงานเขาสวยงาม เฮลท์ตี้ เวิร์กเพลส น่าอยู่ น่าทำงาน อย่างสมัยก่อนจะติดแอร์ก็ต้องมีระเบียบราชการนะ ถ้าสำนักงานไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ห้ามติดแอร์ คนมีค่าน้อยกว่าคอมพิวเตอร์อีก บ้าแล้วราชการไทย ผมบอกว่าผมไม่สนหรอก ตรงไหนมีคนติดให้หมด ประเทศเราเป็นประเทศร้อน เขาต้องทำงานอย่างสะดวกสบาย ที่ติดไม่ได้คือคนสวนเท่านั้นแหละ ต้องให้เขาอยู่สบายก่อน ถึงจะมีใจเอื้อเฟื้อไปเผื่อคนอื่น ผมว่าเจ้าหน้าที่สัมผัสได้ว่าเราดูแลเขา 

พอเปลี่ยนความคิดคนแล้ว คุณหมอเดินหน้าพัฒนาด้านไหนต่อ

ขั้นต้นเราทำให้คนมาใช้บริการมีความสุขในการรับบริการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องพัฒนาบริการของโรงพยาบาล หมายถึง การบริการด้านการรักษาหรือการบริการอื่นๆ เช่น การผ่าตัด หาหมอเฉพาะทางให้ครบทุกแผนกที่ลูกค้าต้องการ 

เป้าหมายของผมคือ ผมไม่อยากให้คนชนบทต้องถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ให้เขารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านดีกว่า โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เข้าถึงการบริการง่าย ไม่ซับซ้อน มาถึงก็เจอหมอเลย พอมีแพทย์เฉพาะทางแล้ว ก็ต้องมีเครื่องมือแพทย์ให้เขาใช้ ต้องครบและทันสมัยด้วยนะ เราก็พยายามเสาะแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือมาให้ได้ เพราะพวกนี้คืออาวุธของเขา นักรบถ้าไม่มีอาวุธ เขาก็รบไม่ได้ ผู้บริหารมีหน้าที่จัดสรรและหาอุปกรณ์พวกนี้มา จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ 

บางทีผมต้องกู้ สมัยก่อนมีที่ไหนไปกู้มาลงทุน ต้องหากู้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ล้านสองล้านเพื่อมาลงทุนขยายห้องผ่าตัด เพราะเคสมันเยอะ แล้วก็ผ่อนโรงพยาบาลด้วยกัน ซึ่งการพัฒนามันต้องลงทุน อยู่ดีๆ จะทำอะไรแล้วไม่ลงทุนก็ไม่ได้ 

สุดท้ายเป็นเรื่องการบริการ อย่างความสะดวกสบายในห้องพิเศษ ต้องดูดีเหมือนโรงแรม บุคลิกภาพของเจ้าหน้าที่ ผมไม่ให้ใส่ชุดสีกากีเลย เรามีหน้าที่และอาชีพบริการ ต้องสวยงาม ทันสมัย ถ้าเป็นชุดสีกากี มีบั้ง มียศ มันเป็นภาพของเจ้าคนนายคน บริการชาวบ้านไม่ค่อยดี ชาวบ้านเกรงใจ 

ส่วนอาคารสถานที่ก็พัฒนาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ให้โทรม ตอนนี้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กลายเป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเขตนั้นเลย รับคนไข้จากโรงพยาบาลจังหวัดด้วย ตอนนี้ผมมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเรามาถูกทาง เรตติ้งดีขึ้น 

ทำไมอาคาร 10 ชั้น งบประมาณ 800 ล้านบาท ถึงเกิดขึ้นจริงที่โรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ 

ปกติโรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ แบบนี้ไม่มีทางได้ ในประวัติศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขไม่มีทางเลย ตอนนั้นผมก็ลองดูสักตั้ง ปรึกษาใครเขาก็บอกเป็นไปไม่ได้ อะไรที่คนบอกว่าไม่ได้ จะเกิดความท้าทายขึ้นในใจผมเสมอ ผมจะฮึดสู้ ทำไมมันจะไม่ได้ ถ้าผมมีเหตุมีผลที่ผมคิดว่าถูกต้อง ผมเสนอขึ้นไปปีแรกก็ไม่ได้ จริงตามเขาว่า โดนตีตกเลย หน้าตาทำไมเหมือนเอกชนจัง ผู้หลักผู้ใหญ่ยังมีความคิดแบบนี้อยู่ 

ปีที่สองผมก็เสนออีก กะว่าจะเสนอจนกว่าผมจะเกษียณ ไม่ยอมเลิก สู้ตาย พอปีที่สอง ผมเรียนรู้ว่าต้องเข้าถึงศูนย์อำนาจ ผมก็เชิญผู้ใหญ่ระดับรองปลัดกระทรวงมาดู ภาพจำโรงพยาบาลอำเภอในสมองเขา คือโรงพยาบาลเล็กๆ หลังเขา ทำอะไรก็ไม่ได้ ผ่าตัดไม่ได้ รักษาโรคยากๆ ก็ไม่ได้ 

แต่กรณีของท่าบ่อไม่ใช่อย่างนั้น ผมพาเขามาดูว่าทำไมถึงกล้าขอตึกสิบชั้น ให้เขามาเห็นศักยภาพของโรงพยาบาล ว่าพวกผมกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงกล้าขอ สุดท้ายผมไม่โดนตัดงบสักบาท แปดร้อยแปดสิบเก้าล้าน ทุกคนงงเลยว่ามาได้ยังไง ผมก็งงเลย กูทำได้ได้ยังไง มันเป็นเหตุผลว่า ถ้าเราสู้ เราจะมองหาลู่ทาง มองหาสรรพกำลัง มองหาพรรคพวก อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเราได้ เราต้องทำ

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

แล้วทำไมโรงพยาบาลรัฐ ต้องลุกขึ้นมาทำแบรนดิ้ง

ผมอยากให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ กล่าวขวัญถึงเราในทางที่ดี มันเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเรานะ เมื่อมีคนชมเรา ชื่นชอบการบริการเรา ทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานมากขึ้น และเนื่องจากเราเป็นแบรนด์ไซส์เล็ก คุณตัน โออิชิ เคยพูดไว้ว่า คนรวยทำหนึ่งได้สี่ คนจนทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบ เราคือคนจน ถ้าอยากจะมีผลงานหรือความนิยมเทียบเท่ากับโรงพยาบาลจังหวัด เราก็ต้องทำสี่เท่าของโรงพยาบาลจังหวัด 

ไม่ต้องทำสี่หรอก ทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าจะเท่ากับเขาเราต้องทำสิบหกเท่า เรื่องแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ Servisce Mind ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องพัฒนา ผมบอกเลยว่าผมทำแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด แข่งกันทำความดีไม่น่าเสียหายอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรที่สกัดแข้งสกัดขาเขา เอาชนะกันด้วยความดี 

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว คนละกลุ่มลูกค้าก็ว่าได้ ผมเพียงแต่เอาโมเดลเขามาใช้ ผมเชื่อว่าเอกชนทำการบริการดีมาก คนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเอง ฉะนั้น เรื่องการบริการต้องเอาเขาเป็น Role Model ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนในแถบนี้ถือว่าเป็นพาร์ตเนอร์กัน

สิ่งที่คุณหมอเล่ามาทั้งหมด เป็นความท้าทายในชีวิตของศัลยแพทย์คนหนึ่งหรือเปล่า

มันก็มีอุปสรรคนะ เช่น การพัฒนาต้องใช้ทุน เราก็มีภาระหนี้สินพอควร อย่างเครื่องไม้เครื่องมือก็ขอสนับสนุน ซึ่งปีแรกเป็นปีที่มีปัญหามาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์กร เปลี่ยนแปลงคน ยากมาก การต่อต้านก็มีอยู่ ผมยอมรับว่าตอนนั้นก็ถอดใจ กำลังจะเลิกแล้ว ต้องไปนั่งคุยกับที่ปรึกษาด้านบริหาร เขาบอกว่า ‘คุณหมอครับ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ได้เห็นผลลัพธ์วันนี้หรือพรุ่งนี้ มันเป็นปี สองปี สามปี’ เราก็ได้สติขึ้นมา เดินหน้าต่อ ทำต่อ

ถ้าถามว่าผมแก้ปัญหาความท้อพวกนั้นอย่างไร ผมเองเป็นคนไม่ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้ ถ้าผมทำเต็มที่แล้ว สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ผมเป็นคนที่อยู่ที่ไหน ผมจะทำที่นั่นให้ดีที่สุด คติของผมคือต้องทำในสิ่งที่เรารักหรือปรารถนาจะทำ ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วสิ่งที่เราทำมันควรจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

ในความเห็นของคนเป็นหมอ ทำไมโรงพยาบาลรัฐถึงไม่ค่อยพัฒนา ยังมีภาพจำแบบเดิม

มันคงฝังรากลึกจากกรอบวิธีคิด หนึ่ง กรอบผู้บริหารกระทรวงและผู้บริหารสถานบริการ โรงพยาบาลรัฐเปิดตัวแบบภาคราชการแบบนี้มาเป็นร้อยปี โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมันยาก สอง ระเบียบกฎหมายเยอะเกินไป เยอะจนกระดุกกระดิกไม่ได้ ผู้บริหารหลายคนก็ไม่อยากเสี่ยง แต่ผมมีคอนเซปต์ในใจว่า ผมยอมเสี่ยง ถ้าผมไม่ได้ทำชั่วและไม่ได้โกงใคร

ถ้ามันผิดระเบียบ ผมยอมรับโทษ แต่สิ่งที่ผมทำไม่ได้ผิดระเบียบ เพราะระเบียบไม่ได้เอื้อเรา มันเป็นระเบียบสี่สิบ ห้าสิบปีที่แล้ว ประเทศนี้มันบ้ามากเลย กฎหมายไม่เคยอัปเดต เชื่อมั้ยว่าปัจจุบันนี้กฎหมายเวลาประกาศเสียงตามสาย ยังห้ามพูดภาษาอังกฤษกันอยู่นะ ไม่เคยสังคายนากฎหมาย กฎหมายสามหมื่นกว่าฉบับ ใครจะไปรู้ ผมเลยเป็นผู้บริหารที่ไม่สนใจกฎหมาย ถ้าจะทำอะไรทำเลย ผิดก็ผิด ช่างมัน ถ้าจะเอาติดคุก กูก็จะหนีข้ามประเทศ หนีไปเวียงจันทน์ เตรียมแพ็กกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) 

ฉะนั้น เราต้องดูที่เป้าหมายเป็นหลัก มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ ต้องหาทางไปให้ได้ ถ้าทางหนึ่งไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สอง ถ้าทางที่สองไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สาม หาทางที่สี่ คือทุกปัญหาต้องมีทางออก เวลามุ่งสู่เป้าหมายผมจะทำแบบนี้ 

หลายที่ไม่รู้จะเสี่ยงทำไม เดี๋ยวถูกสอบ ถูกทำโทษ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ขั้นก็ขึ้นทุกปี เงินเดือนก็ขึ้นทุกปี ทำงานไม่ทำงานก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ถ้าทำมากก็ปัญหามาก ปัญหามากก็เสี่ยงมาก หลายคนยังมีวิธีคิดแบบนั้น และหลายคนยังเข้าใจว่า ข้าราชการที่ดีคือข้าราชการที่ไม่ทำผิดระเบียบ บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ไม่มีผลลัพธ์ที่ประชาชนพึงพอใจ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

แต่คุณหมอกล้าเผชิญความเสี่ยง

ใช่ (ตอบทันที) พอมีผลลัพธ์ในทางที่ดี ผู้ใหญ่เขาก็รู้สึกว่า อย่าไปยุ่งกับมันเลย เขาจะไม่เอาช่องว่างของระเบียบมาเล่นงาน ผมพยายามไม่มีศัตรู ไม่อย่างนั้นเขาจะหาช่องว่างบอกว่าเราผิดระเบียบนั้น ผิดระเบียบนี้ ซึ่งมันเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจทำให้เราสะดุด แทนที่เราจะเดินหน้าอย่างสะดวก แต่กลับเจอก้อนหินที่ทำให้เราถึงเป้าหมายช้า

แล้วเพื่อนวงการหมอ มีคนที่คิดอยากเปลี่ยนแปลง แต่ยังสะดุดก้อนหินอยู่บ้างหรือเปล่า

มี ส่วนคนที่มาขอดูงานก็เยอะ เพราะเขาอยากกลับไปพัฒนาโรงพยาบาลเขา โรงพยาบาลใหญ่ๆ ระดับจังหวัดก็มี ผมดีใจมากทุกครั้งที่มีคนมาขอดูงาน ผมไม่มีแทงกั๊กอะไรสักอย่าง ผมบอกหมด ถ้าเขากลับไปทำได้นะ สุดยอด 

เคยมีโรงพยาบาลหนึ่งมา ผอ. สั่งลูกน้องเลยว่า ต้องทำให้ดีกว่าที่นี่ให้ได้ ผมดีใจเลยนะ ด้วยเขาเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ถ้าขยับจะขยับได้เร็วมาก แต่ถ้าไม่ขยับก็จะอุ้ยอ้ายมาก กับอีกประเภทหนึ่ง ผอ. ไม่ยอมมา ส่งทีมงานมาดูงานแทน พอผมบรรยายให้ฟัง เขาก็กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะพัฒนาให้ได้แบบนี้ พอกลับไปเสนอผู้บริหาร ผู้บริหารไม่อิน ไปไม่เป็น มันน่าเสียดาย ถ้ามาดูงานแล้วเบอร์หนึ่งไม่มา ไม่มีประโยชน์ ผมเห็นหลายรายแล้ว 

ผมยกตัวอย่างโรงพยาบาลปากช่องนานา ถ้าคุณดูเว็บไซต์ ดูเฟซบุ๊ก ผอ. นะ เขาพัฒนาไม่หยุดหย่อนเลย เขาเคยเชิญผมไปบรรยายแล้วประทับใจมาก พอเป็น ผอ. โรงพยาบาลปากช่องนานา เขาพัฒนาเลย ตอนนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งหลายโรงพยาบาลก็เริ่มเอากรอบวิธีคิดของผมไปทำแล้ว โดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ 

ในอนาคต คุณหมออยากเห็นภาพโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบไหน

ผมอยากให้เป็นองค์การมหาชนทุกโรงพยาบาลเลย ซึ่งองค์การมหาชนก็ยังเป็นราชการอยู่นะ เป็น Autonomous Hospital การบริหารงานมีความคล่องตัวกว่า ออกระเบียบได้เอง เป็นราชการรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ Authorization ทุกอย่างมุ่งมาจากกระทรวง แบบนั้นไม่ได้ มันต้องมีบอร์ดบริหารมาจากท้องถิ่น มาจากชุมชนที่เราอยู่ นั่นถึงจะเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่มาใช้บริการจะมีความพึงพอใจมากขึ้น 

คุณหมอว่าเราจะเห็นภาพนี้เกิดขึ้นในอีกกี่ปีข้างหน้า

โฮ้ย (ไม่เชิงถอนหายใจ แต่ฟังดูหมดหวัง) รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่มีทางเห็นหรอก เขาคิดไม่เป็น เอาใจแต่อำมาตย์ เขายังจะย้อนกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นหัวเลย เป็นไปไม่ได้ ถ้าในยุคของรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบมีสิทธิ์เป็นไปได้ สมัยหนึ่งรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร, หมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เขาเคยคิดจะปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐอย่างที่ผมว่าให้เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเขาทำแล้วที่บ้านแพ้ว ทำได้ทีเดียว แล้วก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จบเลย

แสดงว่าเราจะได้เห็นโรงพยาบาลรัฐรูปแบบองค์การมหาชนในวันที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ต้องประชาธิปไตยเต็มใบ 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นคนเกษียณ

คุณหมอตั้งเป้าว่าจะทำสิ่งนี้ไปอีกนานแค่ไหน 

ผมเหลืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็เกษียณแล้ว โรงพยาบาลท่าบ่อก็มี ผอ. คนใหม่แล้ว ผมพยายามใส่ไอเดียแบบนี้เข้าไป ตอนนี้องค์กรใหญ่ขึ้น แปดร้อยคน ระบบก็รันได้แล้ว ทีนี้บังเอิญว่ามีโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ ที่เวียงจันทน์เขาจีบผมไปเป็นหมอศัลย์ที่นั่น ผมก็รับเลย ผมคงเป็นหมอศัลย์จนกว่าจะไม่มีแรง ตอนนี้หกสิบยังมีแรงอยู่ และคิดว่ายังทำได้ อยู่เวรได้ เพราะผมจบศิริราชมา ก็ควายดีๆ นี่แหละ ถ้าผ่านศิริราชมาได้ ก็อยู่โรงพยาบาลไหนในสากลโลกก็ได้

อีกไม่กี่เดือนเอง ใจหายมั้ย

ผมเป็นประเภทไม่ค่อยยึดติด ไม่ได้คิดว่านี่เป็นมรดกเรา เป็นทรัพย์สินเรา เราจะจากไปไม่ได้ ไม่ใช่ ไปก็คือไป อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเรายึดตัวบุคคลนะ ประเทศไทยจะพัฒนาแบบนี้หรอ ต้องเปลี่ยนนายกทุกสี่ปี อเมริกาก็เปลี่ยนทุกสี่ปี แปดปี ใช่มั้ย มันก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ สไตล์การบริหารอาจจะไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ยอมรับว่าผมเริ่มหมดมุกแล้ว ถ้าให้อยู่ต่อก็ไม่รู้จะคิดมุกไหนแล้ว การเปลี่ยนเนี่ยถูกต้องแล้ว

พอเข้าสู่วัยเกษียณ มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

อย่ายึดติดกับชีวิต คุณต้องแก่ เจ็บ ตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่คุณรักแน่ๆ ทุกช่วงเวลาจะต้องมีการเสียดาย เสียใจ เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิต ถ้าเราใช้หลักพวกนี้ในการดำเนินชีวิต เราก็จะเข้าใจชีวิต

แล้วก็สามหลักที่ผมเคยพูด คุณจะมีความสุขถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบ ไม่เดือดร้อนใคร และมีประโยชน์ต่อคนอื่น ผมว่าคุณค่าของคนต้องเป็นคนดี คนดีต้องไม่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่โกง ไม่ทำชั่ว ศีลต้องมี ยกเว้นข้อ 5 สุราดื่มบ้างไม่เป็นอะไร (หัวเราะ) และคนเราต้องรู้จักกลัวกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันมีจริง

ในชีวิตที่ผ่านมามีอะไรที่คุณหมอกลัวบ้างมั้ย

กลัวหรอ นึกไม่ออกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผมมีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือผมเกิดมาจากรากหญ้า ไม่ได้เป็นครอบครัวคนรวย พ่อเป็นชาวนา แม่เป็นครู ต้องปากกัดตีนถีบ ผมก็ต้องทำมาหากิน เปิดคลินิกหารายได้พิเศษ แล้วผมเป็นพวกเก็บเงินไม่เป็น ไม่อยากเก็บเงินไว้แล้วตอนแก่ไม่มีแรงใช้ พอมีเงินก็ใช้เกินตัวบ้าง มีหนี้บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤตในชีวิต ซึ่งผมคิดมาตลอดว่า ถ้าเกิดเป็นลูกคนรวย ผมจะทำงานเสียสละให้สังคมได้มากกว่านี้ 

ถ้าผมมีตังค์ ผมจะทำงานแม่งทุ่ม สองทุ่มไปเลย ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องเปิดคลินิก แต่ผมจะไปทำงานเพื่อสังคมแทน ผมคิดอีกนะ ถ้าผมเกิดเป็นลูกคนรวย จะยังนิสัยดีขนาดนี้อยู่มั้ย เพราะตอนนี้ผมเป็นลูกคนจน ก็เลยเข้าใจชีวิต

คนวัยนี้จะรู้สึกหมดคุณค่า คุณหมอมีคำแนะนำให้เพื่อนๆ วัยเดียวกันมั้ย

เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เรายังมีคุณค่าในสังคม อย่างการทำงานของผมที่จะต้องไปโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ เวียงจันทน์ นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่านะ คุณจะหางานทำ จิตอาสา อาสาสมัคร หรืออะไรก็ได้ที่คุณชอบ และอย่ายึดติดกับชีวิต วัยหกสิบมันคือวัยใกล้ตาย ยังมีชีวิตก็ใช้สิ อยากกิน อยากเที่ยว อยากทำ ทำสิ คุณจะมีชีวิตเหลืออีกกี่ปีล่ะ

เราต้องทำชีวิตให้มันรีแลกซ์ อย่างผมนะ ทุกเช้าจะด่าประยุทธ์ ด่ารัฐบาลเผด็จการผ่านเฟซบุ๊ก ถ้าไม่ทำ มันจะอึดอัด แต่ผมไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะนะ ไม่งั้นทหารเต็มบ้านผมแล้ว (หัวเราะ) 

แล้วความสุขของคุณหมอวัยเกษียณคืออะไร

ตอนนี้เรื่องที่ผมแฮปปี้มากที่สุด คือต้มคราฟต์เบียร์กินเอง ผมทำมาสามสี่ปีแล้ว สาเหตุที่ผมต้มคราฟต์เบียร์กินเอง เพราะผมหมั่นไส้การผูกขาดเบียร์ ฝีมือทำคราฟต์เบียร์คนไทยไม่แพ้ต่างชาติเลยนะ แต่ต้มเองไม่ได้ ผิดกฎหมาย กฎหมายเจ้าสัวนี่แหละ ผมรำคาญเลยเสิร์ชหาวิธีจากกูเกิล ลองผิดลองถูกจนตอนนี้เริ่มคล่องแล้ว ตอนแรกกินไม่ได้เลย

นอกจากต้มคราฟต์เบียร์ คนวัยนี้เขาทำอะไรกัน

ผมเล่นกอล์ฟ แล้วก็ชอบฟังเพลง ผมฟังทุกแนว โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง ล่าสุดก็ฟังของ มนต์แคน แก่นคูน เรื่องศิลปินไม่มีใครสู้อีสาน มันไม่มีวันตายและจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ผมขนาดถึงขั้นซื้อชุดคาราโอเกะไว้ที่โรงพยาบาลเลย 

มันจะมีอะไรสนุกไปว่าการสังสรรค์ กินเหล้า ร้องเพลง ยิ่งผมได้กินเหล้านะมีแต่ความสุข เพราะมันเป็นธรรมนูญของวงเหล้าที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้น ไม่มีการเสนอ ไม่มีคำอภิปราย ไม่มีตัวบทเป็นตัวอักษร เวลาพูดอะไรในวงเหล้าไม่มีใครขัด รู้มั้ยทำไมผู้ชายถึงหนีเมียไปกินเหล้า เพราะว่าอยู่บ้านมันพูดไม่ได้ พูดมาหนึ่งคำก็โดนย้อนเลย พอไปพูดในวงเหล้ามีแต่คนฟัง ผู้ชายไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดเพื่อน ซึ่งธรรมนูญนี้เมียไม่รู้หรอกนะ (หัวเราะ)

ขอเมนูวงเหล้าที่อร่อยที่สุด 1 เมนู

เนื้อย่าง จิ้มแจ่ว ต้องเนื้อติดมันนะ เป็นวากิวได้ยิ่งดี ถ้าไม่ได้ ก็ขอเสือร้องไห้

หลังคุยกันจบ คุณหมอจะไปทำอะไรต่อ

ก็กลับบ้านไปกินเบียร์ แล้วก็เรียกเพื่อนๆ มากินด้วยกัน ผมใฝ่ฝันว่าถ้าผมอยู่เวียงจันทน์ จะมีร้านเบียร์คราฟต์เล็กๆ ต้มเบียร์ขาย มีคอคราฟต์เบียร์มานั่งคุยกัน มีเบอร์เกอร์ สเต๊ก ไว้เป็นกับแกล้ม

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน
นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

ตอนนี้มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาท่าบ่อ กำลังจัดทำโครงการบุหรงเทวี สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และสนับสนุนหัตถกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้บริจาคจะได้รับผ้าฝ้ายคลุมไหล่ทอมือย้อมสีครามธรรมชาติ และผ้าฝ้ายคลุมไหล่ขาวม้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ จากแม่ช่างทอมากประสบการณ์ บรรจุลงกล่องกระดาษสาจากวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นและกล่องไม้สักหอมโบราณบุหรงเทวี ซึ่งเป็นหัตถกรรมจากแดนล้านนา จังหวัดเชียงใหม่

ไม่เพียงสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่บุหรงเทวียังชักชวนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการสร้างงาน เสริมรายได้ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทยด้วย 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.burongdhevi.com และ บุหรงเทวี

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“โอ้ หนักพอสมควร” พิธีกรชายรายการหนึ่งพูดเมื่อลองถือเข็มขัดแชมป์โลก WBC ออกอากาศ

หนักครับ” วันนั้น แหลม-ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น เจ้าของเข็มขัดรับคำพิธีกรด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะประคองเข็มขัดเส้นนั้นกลับมาวางไว้ตำแหน่งเดิม

นาทีนี้นับเป็นจังหวะชีวิตที่ดีของศรีสะเกษ ใครที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ย่อมผ่านตาข่าวการป้องกันแชมป์โลกครั้งล่าสุดของยอดนักชกจากศรีสะเกษ ตอนนี้คือช่วงเวลาทองของเขา โอกาสที่ไม่เคยได้ก็ได้รับ เสียงแซ่ซ้องดังมาจากทุกสารทิศไม่เพียงในประเทศไทย

แม้ทุกอย่างฟังดูหอมหวาน แต่หากใครลองได้ยินได้ฟังชีวิตเขาที่ผ่านมาย่อมรู้ว่ามันไม่ได้หอมหวนชวนฝันเช่นนั้น

มันหนักกว่าเข็มขัดที่เขาเป็นเจ้าของเสียอีก

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ผมเดินทางไปยังค่ายมวยนครหลวงโปรโมชั่นย่านรัตนาธิเบศร์ตามเวลานัด นอกจากอยากนั่งฟังเขาเล่าถึงชีวิตอันหนักหนาที่ผ่านมา ผมยังอยากรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเขาประกอบด้วยอะไรบ้าง ในวันที่ไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเขา มีใครบ้างที่อยู่เคียงข้างและหนุนหลัง แล้วผ่านพ้นคืนวันเหล่านั้นมาอย่างไร

แบงค์-เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ลูกชายคนเล็กของ เสี่ยฮุย-สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์ แห่งค่ายนครหลวงโปรโมชั่นเดินมารับผมที่ฝั่งตรงข้ามซอยซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายมวยช่วงใกล้หัวค่ำ ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าชายวัยเพียง 28 ผู้นี้คือผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญที่ทำให้ศรีสะเกษกลับมาผงาดในวงการมวยอีกครั้ง

ชายหนุ่มเดินนำทางจนมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งขนาดราว 150 ตารางวา มองจากหน้าบ้านแทบไม่มีอะไรบ่งบอกว่าที่แห่งนี้คือสถานที่ผลิตนักชกแชมป์โลก เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในบ้านจึงเห็นเวทีมวยอยู่ทางซ้าย ในขณะที่ด้านขวามีกระสอบทรายและเป้าไว้สำหรับซ้อมอยู่จำนวนหนึ่ง

บรรยากาศยามเย็นเงียบสงบเนื่องจากสิ้นสุดเวลาซ้อมของนักมวยในค่าย เมื่อเดินเข้าไปถึงตัวบ้านหมาพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ตัวหนึ่งก็วิ่งออกมาต้อนรับ

ออสการ์” แบงค์เรียกชื่อมัน ก่อนเฉลยว่าออสการ์ที่ว่ามาจากชื่อของยอดนักชกอย่าง Oscar De La Hoya (ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า) ผมนึกในใจว่าโชคดีที่มันไม่ดุเหมือนนักชกซึ่งเป็นที่มาของชื่อ

ระหว่างที่ศรีสะเกษกำลังเดินทางมาค่าย ผมกับแบงค์ได้นั่งคุยกันถึงชีวิตที่ผ่านมาของเขา

ผมว่าชีวิตพี่แหลมเริ่มมาจากพื้นเลย แล้วจึงเริ่มดีขึ้น จุดที่เปลี่ยนชีวิตของเขาแต่ละครั้งมันได้มายาก และไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะทำได้ เหมือนเขาใช้ทุกโอกาสที่มี แล้วก็พลิกมันให้เปลี่ยนชีวิตได้ทุกครั้ง และทำได้ดีกว่าที่ทุกคนคิด” ชายหนุ่มพูดถึงสิ่งที่เขามองเห็นในตัวนักชกแชมป์โลกตั้งแต่วันที่ยังสะกดคำว่าชัยชนะไม่เป็น

รอไม่นาน นักชกขวัญใจชาวไทยคนใหม่ก็มาถึง เขามาในชุดสีเหลืองคุ้นตา ยกมือสวัสดีทุกคนที่รออยู่ในบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีมาดของคนที่แสงไฟกำลังสาดส่อง

ก่อนที่ผมจะเริ่มถามคำถามแรกกับแหลม ผมนึกถึงอีกประโยคที่แบงค์บอกผมระหว่างนั่งคุยกัน เป็นคำตอบของคำถามที่ว่า อะไรทำให้แหลมคว้าโอกาสเปลี่ยนชีวิตที่ผ่านเข้ามาได้แทบทุกครั้ง

“ผมว่าหลักๆ คือเรื่องของใจ ใจเขาสู้มาก ซึ่งใจสู้เกิดจากอะไร ก็ต้องย้อนกลับไปดูประสบการณ์ในชีวิตเขาที่ผ่านมา”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 1

ภาพ Román González (โรมัน กอนซาเลซ) ยอดนักชกชาวนิการากัว โดนหมัดขวาของศรีสะเกษต่อยเข้าเต็มหน้าจนกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้นขณะที่การชกผ่านไปเพียง 4 ยก ในจอโทรทัศน์วันนั้นยังติดตาผมจนวันนี้

หากใครรู้ว่าเส้นทางชีวิตของศรีสะเกษเป็นอย่างไร ย่อมรู้สึกคล้ายกันว่ามันคล้ายความฝันมากกว่าความจริง

กันยายนปีที่แล้ว โรมัน กอนซาเลซ เพิ่งคว้าแชมป์รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท 115 ปอนด์ ของสภามวยโลก (WBC) ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์รุ่นที่ 4 ของเขา ขณะที่นักชกชาวไทยยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองด้วยซ้ำว่าจะมีโอกาสชิงแชมป์เมื่อไหร่

กันยายนปีนี้ ผมนั่งอยู่กับศรีสะเกษ โดยมีเข็มขัดแชมป์โลกวางอยู่ใกล้ๆ

“ผมไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นแชมป์โลก ไม่ได้คิดเลย” ชายตรงหน้าพูดด้วยรอยยิ้มจริงใจ

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก แหลมเติบโตมาในครอบครัวนักมวย ปู่ อา พ่อ และน้อง 2 คนของเขาเป็นนักมวยทั้งหมด แหลมจึงเลือกเดินบนถนนสายกำปั้นแม้ในทีแรกเขาจะบอกใครต่อใครว่าไม่อยากเป็นนักมวยก็ตาม โดยตอนนั้นเขาใช้ชื่อในวงการมวยไทยว่า ‘ซูเปอร์เล็ก ศิษย์ประเทือง’

“ตอนแรกผมไม่ได้อยากต่อยมวย” แหลมเริ่มย้อนเล่าเมื่อผมชวนคุยถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด “ตอนนั้นกลัวเจ็บ ไม่กล้า แต่พอดีมีคนเขามาท้าถึงบ้าน ผมก็เลยต้องต่อย แล้วพอต่อยครั้งแรกชนะน็อกได้ ผมเลยมีกำลังใจ

ช่วงที่ชกมวยผมมีแฟน แล้วตอนนั้นมีคนดูถูกที่บ้านว่า ‘เป็นนักมวยจะทำอะไรกิน จะเลี้ยงดูกันได้เหรอ’ ผมกับแฟนก็คุยกัน เลยตัดสินใจมากรุงเทพฯ ผมจะพิสูจน์ให้คนทางบ้าน ทั้งครอบครัวของแฟนและของผม เห็นว่าเราอยู่กันได้ เราเอาตัวรอดได้ จะทำงานหรือชกมวย อะไรก็ได้”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 2

ชายหนุ่มและคนรักเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเงินติดตัว 500 บาท เขาว่าพอจ่ายค่าตั๋วรถไฟเรียบร้อยเหลือเงินแค่ 20 บาท และเมื่อจ่ายค่ารถโดยสารประจำทางไปเซ็นทรัล บางนาเพื่อหาพี่สาวของแฟนสาว เขาก็ไม่เหลือเงินติดตัวสักบาท

ชีวิตช่วงแรกของแหลมในกรุงเทพฯ หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เซ็นทรัล บางนา และเดินสายต่อยมวย

“ตอนนั้นผมเดินสายต่อยมวยไทย ไม่ได้มีค่าย ต่อยได้ครั้งละพัน ตอนนั้นต่อยถี่ๆ เลยครับ ต่อย 5 วัน บางทีคืนนึงต่อย 2 – 3 ครั้ง แล้วเราจะมาช้ำเอาวันสุดท้าย มีอยู่วันหนึ่งจำได้ ผมโดนชกจนมีแผลแตก หลังจากแตกเสร็จผมแพ้ ผมก็กลับมาเซ็นทรัล บางนา มาสมัครเป็นคนเก็บขยะ คือตอนที่เป็น รปภ. เราต้องตื่นตี 5 ไปทำงาน 7 โมง เลิก 5 ทุ่ม แต่พอมาเก็บขยะมันดีกว่า ตื่นตี 5 ทำงาน 7 โมง แต่ 5 โมงเย็นก็เลิกงาน

แล้วมีอยู่วันหนึ่ง ผมไปเดินเล่นที่บิ๊กซี บางนา มีหมอดูคนหนึ่งเข้ามาทัก ตอนแรกผมไม่สนใจ เขาเข้ามาดูลายมือโดยไม่เอาเงิน แล้วเขาก็บอกว่าอนาคตเราจะมีชื่อเสียง จะดัง จะรวย ผมก็ไม่เชื่อ

“เราทำงานแบบนี้จะไปดังยังไงวะ จะไปมีชื่อเสียงยังไง”

ว่าถึงตรงนี้ เขา แบงค์ และผม ก็หัวเราะพร้อมกันในสิ่งที่ ณ วันนี้เรารู้คำตอบกันอยู่แล้ว

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 3

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของคนเรามีไม่กี่ครั้ง และใครหลายคนยังคงเฝ้ารอสิ่งนี้

วันหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเดินทางมาเยือนศรีสะเกษเมื่อพี่ที่รู้จักโทรมาชักชวนเขาในวัย 18 ปีไปต่อยมวยสากลที่ญี่ปุ่น และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาตัดสินใจเปลี่ยนจากการต่อยมวยไทยเป็นมวยสากล

“ชกครั้งแรกฉายแววเลยมั้ย” ผมถาม

“แพ้ครับ ไม่มีสภาพเลย ผมไม่ได้ซ้อมไม่ได้อะไรเลย ผมแค่หวังไปหาตังค์ แล้วก็ไปเที่ยว ตอนนั้นไปชกที่ญี่ปุ่นได้หมื่นหนึ่ง ซึ่งเยอะแล้ว ผมไปญี่ปุ่น 3 ครั้ง แพ้กลับมาทั้งหมด

ครั้งสุดท้ายผมเจ็บตัวมาก ตาปูด เขียว ช้ำไปหมด มันเจ็บมากเลยครับ วันนั้นลงมาจากเวทีแล้วไปสนามบิน ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้เจ็บหน้า จะไม่ให้ปูดอีกแล้ว ถ้าต่อยอีกผมจะไม่ให้โดนหน้า ไม่ให้โดนคาง จนมาถึงไฟต์ที่ผมได้ต่อยกับ นวพล นครหลวงโปรโมชั่น วันนั้นถ้าผมแพ้ ผมพูดกับตัวเองว่า ผมจะไม่ต่อยแล้ว ตอนนั้นก็คิดว่าถ้าเราไม่ชนะจะต่อยไปทำไม ผมจะกลับไปทำงานเหมือนเดิม แล้วนั่นแหละจุดเปลี่ยน”

วันนั้นเขายันเสมอนวพลได้สำเร็จ และทำให้ค่ายนครหลวงโปรโมชั่นซึ่งเป็นโปรโมเตอร์จัดการแข่งขันเห็นหัวจิตหัวใจนักสู้ของเขา

ตอนนั้นยกท้ายๆ พี่แหลมใจสู้มาก เชิงมวยยังไม่ดีแต่ก็สู้จนเสมอ” แบงค์ซึ่งนั่งอยู่ในวงสนทนาด้วยเล่าถึงความประทับใจแรกพบ “หนึ่งคือ เราเห็นหัวใจ ว่าเขาใจเพชร หลังจากนั้นเลยให้พี่แหลมมาเป็นคู่ลงนวมที่ค่าย แต่ยังไม่ได้เป็นนักมวยของค่าย ซึ่งเขาขยันมาก ซ้อมเองโดยไม่ต้องบอก มุ่งมั่นมาก ค่ายเห็นแล้วว่านักมวยคนนี้ขยัน ใจเพชร หมัดหนัก ก็เลยตัดสินใจเซ็นสัญญา”

เซ็น-ในวันที่ไม่มีใครรู้จัก เซ็น-ในวันที่ศรีสะเกษยังชกแทบไม่ชนะใครสักคน เซ็น-ในวันที่การฝันถึงแชมป์โลกอาจเป็นเรื่องเพ้อฝันในสายตาใครหลายคน

หลังจากเซ็นสัญญา เขาได้รับการฝึกซ้อมอย่างจริงจังแบบที่นักมวยอาชีพควรทำ ได้รับคำแนะนำจากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการมวยมาจนทะลุปรุโปร่งอย่างเสี่ยฮุย เจ้าของค่าย และ ‘อาจารย์ป็อป’ ลูกชายคนโตของเสี่ยฮุย ซึ่งเป็นอดีตนักชกทีมชาติเพื่อนซี้เก่าของ สมรักษ์ คำสิงห์ และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการปั้นแชมป์โลกของค่ายมาแล้ว 3 คนก่อนหน้าศรีสะเกษ

พอย้ายมาอยู่ที่นี่อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเยอะ เรารู้หน้าที่มากขึ้น ตอนอยู่ค่ายเก่าเราซ้อมแบบวิ่งบ้างไม่วิ่งบ้าง ต่อยเป้าบ้างไม่ต่อยบ้าง แต่พอเรามาอยู่นี่เสี่ยฮุยคุมเอง มาทุกเช้าทุกเย็น เราก็เริ่มรู้หน้าที่ ก็ซ้อม ซ้อม ซ้อม”

ว่าถึงตรงนี้คุณจะเชื่อไหม ถ้าผมบอกว่าหลังเซ็นสัญญาเป็นนักมวยในค่ายนครหลวงโปรโมชั่น ศรีสะเกษขึ้นชก 17 ไฟต์ เขาชนะรวดทั้งหมด 17 ไฟต์ และคว้าเข็มขัดสภามวยโลกเอเชีย (WBC Asia) มาครองได้

ที่สำคัญ ชัยชนะทั้ง 17 ไฟต์ที่ว่า เขาชนะน็อกทั้งหมด

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก, แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 4

ปี 2013 ศรีสะเกษขยับเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์โลกเมื่อมีชื่อเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งแชมป์รุ่นซูเปอร์ฟลายเวทของสภามวยโลกจาก โยตะ ซาโตะ เจ้าของเข็มขัดในขณะนั้น

แบงค์ ลูกชายเจ้าของค่ายผู้รับหน้าที่เจรจาในการชกแต่ละไฟต์ เล่าว่า ก่อนที่นักชกจากแดนปลาดิบจะยอมมาต่อยป้องกันแชมป์กับศรีสะเกษ เขาต้องบินไปโน้มน้าวใจถึงญี่ปุ่น

“ตอนนั้นซาโตะมีคิวชกที่ญี่ปุ่นพอดี ผมจึงบินไปญี่ปุ่นเพื่อเจรจาให้ซาโตะยอมมาชกมาไทย ผมก็พาพี่แหลมไปดูด้วย แล้วก็นั่งคุยกัน พี่แหลมบอกว่าเขาดีใจมากที่จะได้ชิงแชมป์กับซาโตะ พี่แหลมบอกว่า ‘ผมแค่นั่งหลับตาแล้วนึกถึงว่าชนะ น้ำตามันไหลพรากออกมาเลย’

“เหมือนพี่แหลมเขามุ่งมั่นจริงๆ ว่าเขาได้มาถึงตรงนี้แล้ว เขาดีใจมาก อันนี้คือชีวิตที่เขาอยากได้จริงๆ เขามุ่งมั่นขนาดที่นั่งอยู่แล้วนึกภาพถึงวันที่จะเป็นแชมป์ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนนะที่จะคิดแบบนี้”

ผมนั่งฟังชายหนุ่มเล่าโดยที่แหลมซึ่งนั่งอยู่ด้วยถึงกับประหลาดใจที่มีคนจำเรื่องราวนั้นได้ ก่อนที่เขาจะเล่าเสริม

“ตอนที่ยังไม่ได้ต่อยกับซาโตะ มีอยู่คืนหนึ่งผมนอนคิดว่า ถ้าเราได้เป็นแชมป์โลกจะเป็นยังไง แล้วน้ำตามันไหลออกมาเองเลย มันตื้นตันใจ ตอนนั้นยังไม่ได้ต่อยเลยนะ เราแค่คิดเฉยๆ ว่าเราได้เป็นแชมป์โลกแล้วมันดีใจ น้ำตามันไหลออกมาเลย มันร้องไห้เอง คืออย่างน้อยเราก็มีความหวัง ถ้าได้แชมป์ชีวิตจะเปลี่ยน

“แล้วพอขึ้นเวทีจริงมันยิ่งทำให้เราเข้มแข็งขึ้น ยิ่งทำให้เรามั่นใจขึ้น”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก, แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 5

ก่อนที่ศรีสะเกษจะขึ้นชกกับเจ้าของเข็มขัดจากแดนอาทิตย์อุทัย แทบไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะสามารถแย่งแชมป์มาครองได้

“ตอนนั้นแทบไม่มีใครคิดว่าพี่แหลมจะชนะยกเว้นที่ค่าย” แบงค์ย้อนเล่า“ทั้งแฟนมวยทั้งสื่อคิดว่าซาโตะกินหมูแล้ว เพราะว่าตอนนั้นซาโตะเก่งมาก ชนะสุริยัน นครหลวงโปรโมชั่น เจ้าของแชมป์คนก่อน และชนะนักมวยดีๆ หลายคนแบบขาดลอย แล้วตอนนั้นพี่แหลมยังไม่เคยเจอนักมวยที่อยู่ในอันดับโลกเลย”

ซึ่งการชกกับซาโตะครั้งนั้นทางค่ายได้วางแผนการบางอย่างก่อนขึ้นชกอย่างแยบยลชนิดที่นักชกชาวญี่ปุ่นและทีมงานเองก็คาดไม่ถึง

แบงค์บอกว่าความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของ ศรีสะเกษ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือเขาสามารถต่อยได้ 2 การ์ด

“สิ่งนี้โคตรพิเศษเลย พิเศษสุดๆ คือจริงๆ มันก็มีนักมวยที่หมัดหนักทั้งสองข้าง แต่ปกติถ้าคนถนัดมือขวา ตั้งแต่เริ่มซ้อมมวยเขาจะฝึกโดยเอาหมัดขวาอยู่ข้างหลัง หมัดซ้ายอยู่ข้างหน้า หรือถ้าถนัดซ้ายก็เอาหมัดซ้ายอยู่ข้างหลัง ซึ่งเวลาฝึกมันก็จะเป็นอย่างนั้นไปตลอดทั้งชีวิตการชกมวย 99 เปอร์เซ็นต์ของนักมวยเป็นแบบนี้ แล้วจริงๆ พี่แหลมเขาเป็นคนถนัดซ้าย แต่ตอนเริ่มชกมวยสากลใหม่ๆ ครูมวยสากลฝึกให้เขาตั้งการ์ดเหมือนมวยถนัดขวา

“ผมเพิ่งอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อเช้า เขาไปสัมภาษณ์คนสอนมวยพี่แหลมมา เขาบอกว่าตอนแรกนั้นพี่แหลมเป็นนักมวยที่เขาจะส่งไปต่อยเพื่อจะสร้างอันดับให้นักมวยที่ญี่ปุ่น ซึ่งนักมวยที่นั่นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบต่อยกับมวยซ้าย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นมวยซ้ายเขาก็จะไม่เรียกให้ไปต่อย เขาก็เลยฝึกพี่แหลมเป็นนักมวยขวา เพราะฉะนั้นเขาจึงต่อยเป็นมวยการ์ดขวามาตลอด อยู่ค่ายนครหลวงโปรโมชั่นเริ่มแรกเขาก็ต่อยการ์ดขวาตลอด 17 ไฟต์ที่ชนะ”

ซึ่งแน่นอนว่าทีมงานของโยตะ ซาโตะ ซึ่งเตรียมตัวขึ้นชกป้องกันแชมป์กับศรีสะเกษย่อมทำการบ้านมาอย่างดี และเข้าใจว่านักชกชาวไทยถนัดขวาจากการไล่ดูเทปการชกทุกครั้งที่ผ่านมา

ก่อนจะต่อยกับซาโตะเรารู้แล้วว่าพี่แหลมต่อยซ้ายได้ โค้ชก็รู้อยู่แล้วว่าถนัดซ้าย ก็เลยฝึกให้ต่อยทั้งซ้ายทั้งขวา แล้วก็ตั้งใจเลยว่าทุกครั้งที่ต่อยออกทีวีห้ามใช้การ์ดซ้ายเลย ทุกครั้งที่ถ่ายรูปออกหนังสือพิมพ์ ออกข่าว ก็จะซ้อมการ์ดขวาโชว์อย่างเดียว เพื่อไม่ให้ซาโตะรู้ว่าเราต่อยการ์ดซ้ายได้ ครั้งแรกที่พี่แหลมต่อยการ์ดซ้ายคือวันชิงแชมป์โลกครั้งแรกกับซาโตะ

ซาโตะรู้ตอนยกที่ 1 ของไฟต์นั้น ระฆังดังเป๊ง การ์ดซ้ายออก ซาโตะงง แล้วทำอะไรไม่ถูกเลย ก่อนชกไม่มีใครคิดว่าจะชนะ แต่พอต่อยจริงพี่แหลมชนะแบบขาดลอย ชนะแบบต่อยกระจุยอยู่ข้างเดียว เขาใช้โอกาสนั้นพลิกชีวิตได้”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 6

เราคุยกันจนถึงช่วงหัวค่ำ ดวงอาทิตย์ลาลับท้องฟ้าไปแล้ว มีเพียงแสงไฟนีออนให้แสงสว่าง

น่าเสียดายที่แชมป์ครั้งแรกของเขาอายุสั้นเกินกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อป้องกันแชมป์ได้เพียงหนึ่งครั้ง ก่อนจะมาเสียแชมป์ให้ Carlos Cuadras (คาร์ลอส คูเอดราส) นักชกชาวเม็กซิโก ด้วยความกังขา

วันนั้นนักมวยจากแดนจังโก้เกิดแผลแตกจากจังหวะหัวชนกันแล้วศรีสะเกษโดนตัดคะแนน ก่อนกรรมการจะยุติการชกในยกที่ 8 แล้วรวมคะแนนให้คูเอดราสเป็นผู้ชนะไปในไฟต์นั้น

และหากใครได้ชมการถ่ายทอดสดจะเห็นว่าเขาร้องไห้บนเวที

“มันไม่น่าแพ้เลยวันนั้น ไม่น่าแพ้ เขาแตกนิดเดียว น่าจะเปิดโอกาสให้เราหน่อย เราก็ต่อยได้ ไม่ใช่เราต่อยไม่ได้ มันจะน็อกอยู่แล้ว ทำไมต้องจับเราแพ้” ศรีสะเกษโอดครวญถึงผลการแข่งขันในวันนั้น น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสังเกตได้ชัด

ความพ่ายแพ้ทำให้ความว่างเปล่ามาเยือนชีวิตของศรีสะเกษ เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเข้าใกล้แชมป์โลกอีกครั้งเมื่อไหร่ เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่เขาไม่มีโอกาสชิงแชมป์อีกเลย 

“ตอนนั้นจะออกจากค่าย ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะออกไปทำอะไร แต่คิดไว้เฉยๆ คือมันรอนานมากนะครับ ไม่ได้ชิงหลายที คูเอดราสเขาป้องกันแชมป์ไปแล้วหลายไฟต์ ผมก็ยังไม่ได้ชิงกับเขาสักที เลื่อนไปตลอด เหมือนเขาจะหนีตลอด ผมก็เลยท้อ”

“อะไรทำให้ยังอยู่ต่อ สู้ต่อ” ผมถาม

“แฟน เหมือนเดิม คนนี้เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่มาก เขาคอยให้กำลังใจมาตลอด เขามั่นใจว่าผมทำได้ เขาเคยดูผมต่อยมวยไทย ตอนนั้นผมโดนฟันศอกจนฟันหัก เขายังถามว่าผมทนได้ยังไง เขาเลยเชื่อมั่นในตัวผม

“ผมจะไปหลายทีแล้ว เขาก็บอกให้สู้ตลอด ผมเลยกลับมาต่อยมวยเหมือนเดิม”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 7

“ตอนนั้นเฮิร์ตกันทุกคน เฮิร์ตมาก” แบงค์เล่าถึงบรรยากาศในค่ายตอนที่เพิ่งสูญเสียแชมป์ “ณ วันนั้นก็ยังงง เพราะมันคาดเดายาก ถามว่ารู้มั้ยว่าจะกลับมาเป็นแชมป์ยาก ผมรู้ ยากแน่นอน แต่ถามว่าจะต้องรอนานขนาดไหน ผมไม่รู้ เพราะว่าพี่แหลมเสียแชมป์โลกตอนไฟต์บังคับ ซึ่งไม่มีสัญญาแก้มือ

“หลังจากนั้นผมก็นั่งดูเทป ดูพี่แหลมเทียบกับยอดมวยคนอื่นที่ดังๆ ดูนักมวยในประวัติศาสตร์ที่เลิกไปแล้ว คือมันเห็นว่าเขามีพรสวรรค์ดั้งเดิมอยู่แล้ว เขามีหมัดที่หนักมากกว่านักมวยในรุ่นเยอะมาก ถ้าฝรั่งเขาจะเรียกว่ามี One-punch knockout ซึ่งไม่ใช่นักมวยทุกคนที่จะมี และยังต่อยได้สองการ์ด

“ผมดูเสร็จก็บอกพี่ชายว่า ถ้าเราทำให้ศรีสะเกษดังไม่ได้ ผมถือว่าเราทำหน้าที่ของเราได้ไม่ดีพอ”

ช่วงระหว่างรอโอกาสมาเยือนอีกครั้ง ศรีสะเกษขึ้นชกอุ่นเครื่องเพื่อสะสมสถิติเรื่อยมา เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่เขาห่างเหินจากการชิงแชมป์โลก และไม่รู้ว่าจะได้โอกาสอีกครั้งเมื่อไหร่ ยิ่งแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์ฟลายเวทเปลี่ยนมือจากคูเอดราสไปอยู่กับโรมัน กอนซาเลซ ซูเปอร์สตาร์ชาวนิการากัวเจ้าของแชมป์ 4 รุ่นผู้ไม่เคยแพ้ใคร ยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นหลายเท่าชนิดที่คนไม่ดูมวยอาจจินตนาการไม่ออกว่ายากยังไง

“ทำไมคุณถึงบอกว่าการขอชิงแชมป์กับโรมัน กอนซาเลซ จึงเป็นเรื่องยากมาก จนไม่มีใครเชื่อว่าศรีสะเกษจะได้ไปชิงแชมป์” ผมถามแบงค์ผู้อยู่เบื้องหลังไฟต์สำคัญ

“โรมันเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เวลาชกถ่ายทอดสดโดย HBO ขายตั๋วเข้าชมที่อเมริกา ทุกครั้งที่จัดแข่งเขาต้องได้กำไร โรมันต่อยกับใครคนที่อเมริกาคนต้องรู้จัก เพราะไม่อย่างนั้นคนที่นั่นเขาก็ไม่เข้าสนามมาดูหรอก แล้วถ่ายทอดสดที่นั่นเป็นแบบ Pay-Per-View ต่อให้เราเก่งแค่ไหนคนก็ไม่จ่ายเงินหรอกเพราะไม่รู้จัก แล้วนักมวยคนหนึ่ง ถ้าอยู่ในระดับโรมัน ต่อยอย่างมากปีละ 2 – 3 ครั้ง

“คำถามคือแล้วทำไมเขาต้องมาชกกับเรา โดยที่เราไม่มีชื่อเสียงอยู่ที่อเมริกา”

ยกที่ 8

แต่แล้วก็คล้ายโชคชะตากำหนดไว้ เมื่อแบงค์ซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่าวิทยากรคนหนึ่งที่ได้รับเชิญมาพูดในคลาสเรียนวิชา Sport Management คือ Peter Nelson (ปีเตอร์ เนลสัน) ผู้นั่งตำแหน่ง Executive Vice President ของ HBO Sport

“HBO เป็นต้นสังกัดของโรมันอยู่แล้ว ผมก็เลยไปหาอาจารย์ ไปขอร้องอาจารย์ เล่าให้เขาฟังว่าที่บ้านมีค่ายมวย อยากเจอคนนี้มากเลย อาจารย์ช่วยนัดกินกาแฟให้หน่อยได้มั้ย ไปตื๊อจนอาจารย์เขาโอเคนัดให้ วันที่เขามาผมยังมีรูปอยู่เลย เราก็พรีเซนต์พี่แหลม บอกเขาว่าผมมีนักมวยคนหนึ่งที่เป็นของที่บ้านเลย ดุดันมาก อึดมาก เก่งมาก ทำคลิปไปให้เขาดู เขาบอกเคยได้ยินชื่อแล้วแต่ไม่เคยเห็นต่อย ผมก็บอกว่าด้วยสไตล์โรมันกับพี่แหลมเดินหน้าเข้าหากันแน่นอน

“ณ วันนั้น ผมก็ไม่ได้ไปบอกหรอกว่าเราจะชนะ เพราะไม่มีใครเชื่ออยู่แล้ว ใครจะไปชนะโรมัน ผมแค่บอกว่าอยากให้ดูเทป ยังไงถ้าสองคนนี้ชกกันสนุกแน่นอน ทุกคนก็รู้ว่าโรมันจะชนะอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณจัดให้แฟนมวยคุณดูเขาชอบแน่นอน จากวันนั้นก็ตื๊อเขาปีหนึ่ง ทั้งส่งอีเมลและขอคุย ระหว่างนั้นก็บินไปเม็กซิโก ซิตี้ และ ไมอามี่ เพื่อขอให้ทาง WBC ช่วยสนับสนุนให้อีกทาง”

แล้วในที่สุดการรอคอยเกือบ 3 ปี ก็สิ้นสุดลง

วันที่ 19 มีนาคม 2017 ศรีสะเกษได้ขึ้นสังเวียนชกกับโรมัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่นักมวยไทยได้มีโอกาสไปชิงแชมป์ที่ Madison Square Garden ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคล้ายเมกกะของวงการมวยอันเก่าแก่และแสนเข้มขลัง

และครั้งนั้น HBO ก็ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 9

“ผมไม่คิดเลยว่าจะได้ต่อยกับโรมัน เขาเป็นมวยที่เก่งมากนะครับ เขาเก่งจริงๆ” ศรีสะเกษเล่าความรู้สึกเมื่อรู้ว่าจะได้ชิงแชมป์ที่พรากไปคืนมา

นี่เป็นอีกอุปนิสัยหนึ่งของเขาที่ผมสังเกตเห็นจากการพูดคุย คือเขาให้เกียรติคู่ต่อสู้ทุกคน ไม่ว่าจะคนคนนั้นจะเป็นใคร

“ตอนนั้นผมเริ่มซ้อมหนัก ก็ทำหน้าที่ของผม ซ้อม ซ้อม ซ้อมไปเรื่อยๆ ตอนนั้นผมมีเวลาซ้อมแค่ 2 เดือน ไม่คิดเลยว่าจะชนะ ไม่คิดเลย คิดแค่ได้ชิงก็โอเคแล้ว ตอนนั้นผมก็เลยไปด้วยความรู้สึกไม่เกร็ง”

แน่นอน ไม่ใช่แค่แหลมที่ไม่คิดว่าจะชนะ ผู้คนในวงการมวย สื่อมวลชน นักวิจารณ์ แฟนมวย ก็ไม่มีใครคิด

แบงค์ที่นั่งฟังอยู่บอกว่า “ตอนเจอโรมันไม่มีใครบอกว่าพี่แหลมจะชนะเลย ยิ่งสื่อฝรั่งนี่ยิ่งหนักเลย ฝรั่งเขาบอก ใครไม่รู้มาต่อย”

รู้สึกยังไงเวลาได้ยินคนดูถูก โกรธบ้างมั้ย” ผมหันไปถามศรีสะเกษ

ไม่โกรธ ผมเอาคำคนดูถูกเก็บไว้ แล้วขึ้นไปข้างบนเวทีดีกว่า ทำให้คนเห็นว่าเราทำได้”

“แล้วคืนก่อนชกกับโรมันนอนหลับมั้ย”

“หลับสบายครับ ไม่กังวล ไม่มีเกร็ง ขึ้นเวทีไปผมไม่มีความรู้สึกกลัวเลย แปลกเหมือนกัน”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 10

หลับตา สูดหายใจลึกๆ เรากำลังจะเดินขึ้นไปเวทีด้วยกัน มันเป็นเวทีใหม่ ที่เราไม่เคยมา แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเวทีที่เหมือนบ้านของเรานี่แหละ เราจะมาอีกหลายๆ รอบ แค่คราวนี้เรามาครั้งแรก เขาจะโห่หรือตะโกนก็เหมือนเขาเชียร์เรา เราจะเดินขึ้นไปบนเวทีกัน เราจะสู้ แล้วเราก็จะเดินลงมาพร้อมกับเข็มขัดและตำแหน่งแชมป์โลกกลับเมืองไทย ที่เมืองไทยจะมีคนมารอรับเยอะมาก เราจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยกัน

ในห้องแต่งตัวนักกีฬาที่ Madison Square Garden แบงค์พูดปลุกใจศรีสะเกษและทีมงานก่อนเดินออกสู่สังเวียน

เสียงโห่ดังสนั่นหวั่นไหวหวังให้ผู้มาเยือนใจเสีย

โห่มาเหอะ ไม่สนใจ มันยิ่งทำให้เรามีลูกฮึดสู้ต่อ-แหลมว่าอย่างนั้น

“ผมเดินออกจากทางเดินจากห้องแต่งตัวมองไปแฟนมวยเยอะมาก รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ไม่กลัว แล้วพอขึ้นเวทีไป ตอนที่เราต่อยโรมันลงไปโดนนับได้ในยกแรก เราก็คิดว่า เฮ้ย เราต่อยได้ด้วยว่ะ ต่อยโดนด้วย มันเลยทำให้เรามั่นใจขึ้น วันนั้นต่อยแบบคล่องเลย” นักชกแชมป์โลกย้อนเล่าด้วยรอยยิ้ม

วันนั้นศรีสะเกษลบล้างทุกคำดูถูกด้วยผลงานบนเวที ไล่บดนักชกซูเปอร์สตาร์ชาวนิการากัวจนลงไปกองกับพื้นในยกที่ 1 และเมื่อสิ้นเสียงระฆังในยกที่ 12 นักชกชาวไทยก็ เดินลงมาพร้อมกับเข็มขัดและตำแหน่งแชมป์โลกกลับเมืองไทย อย่างในถ้อยคำปลุกใจจริงๆ

“ปาฏิหาริย์” แบงค์ว่าอย่างนั้นเมื่อผมชวนย้อนมองเหตุการณ์เมื่อเดือนมีนาคม “คือ ณ เวลาก่อนจะก้าวขึ้นไปบนเวที เราเชื่อแหละว่าพี่แหลมสู้ได้ ยังไงก็สู้ได้ เพราะซ้อมมา เรารู้แล้ว เราแก้มวยมา แต่พอชนะแล้วความรู้สึกมันย้อนมาหมดเลย มันไม่ใช่ย้อนกลับไปแค่ก้าวแรกที่ขึ้นเวที แต่มันกลับมาตั้งแต่ก่อนมาชก มีคนพูดเรื่อยๆ ทั้งที่มาคุยต่อหน้าหรือในอินเทอร์เน็ตว่า เฮ้ย ศรีสะเกษต่อยกับโรมัน อย่าไปฝัน มันไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้

“สเต็ปแรกคือ อย่าไปคิดว่าจะได้ต่อยกับเขา สเต็ปที่สองคือ พอได้ต่อยแล้วก็อย่าไปคิดว่าจะชนะ จะเอาอะไรไปสู้ ต่อยแบบไทยๆ คุยกับทุกคนไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะทำได้ ทีนี้พอชนะปุ๊บมันก็เป็นเหมือนปาฏิหาริย์ เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันย้อนกลับไปวันที่คนบอกเราว่าอย่าไปคิดเลยว่าจะได้ต่อย พวกเราทีมงานร้องไห้กันทุกคน หน้าตาเละเทะ”

ผมหันไปมองเข็มขัดแชมป์โลกที่วางอยู่ไม่ไกลจากวงสนทนา ก็พอรู้ว่ามันหนัก-กว่าจะได้มา

ตอนได้เข็มขัดเห่อมั้ย” ผมหยอกล้อเจ้าของ

“จูบเลย ก็ดูมันบ่อยๆ โห นี่เหรอ เข็มขัดแชมป์โลก”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 11

ครั้งแรกโรมันยังคาใจที่แพ้ด้วยคะแนนไม่เป็นเอกฉันท์ ไฟต์ที่ 2 ระหว่างทั้งคู่จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แตกต่างกันตรงที่ครั้งนี้ศรีสะเกษขึ้นเวทีในฐานะเจ้าของเข็มขัด

“ทำไมถึงเคยให้สัมภาษณ์ว่าขึ้นเวทีไปตัวเองก็ไม่ใช่แชมป์แล้ว” ผมถามในสิ่งที่สงสัย

“แล้วมันจริงมั้ยครับ เราคิดว่าเราไม่ใช่แชมป์ เราขึ้นไปบนเวทีเราไม่ใช่แชมป์ เพราะว่าเข็มขัดอยู่กับกรรมการ เราก็เป็นผู้ท้าชิงเหมือนกัน” ศรีสะเกษอธิบายให้เห็นภาพ

ทัศนคติของแชมป์ชาวไทยส่งผลมายังการใช้ชีวิตและการซ้อม อย่างที่คนรอบตัวพูดตรงกันว่า “แหลมใช้ชีวิตเหมือนผู้ท้าชิง”

การป้องกันแชมป์ครั้งนี้ศรีสะเกษแข็งแกร่งกว่าตอนชิงแชมป์คร้ังแรกเสียอีกเนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวมากกว่าเดิม จากครั้งก่อนที่มีเวลาซ้อมเพียง 2 เดือน ครั้งนี้เขามีเวลาซ้อมถึง 4 เดือน จากที่ปกติลงนวมซ้อมกับคู่ชก 80 – 90 ยก ครั้งนี้เขาลงนวมไป 277 ยก ยังไม่นับตารางซ้อมอันแสนเข้มข้นในแต่ละวันที่เพิ่มจากตารางปกติ ทำให้สภาพร่างกายเขาแข็งแกร่งพร้อมป้องกันแชมป์

ครั้งนี้ผมมั่นใจมากเลย” นักชกวัย 30 พูดถึงความรู้สึกตอนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 2 “ครั้งนี้ต่างกับครั้งที่แล้วมาก ก่อนจะขึ้นชกผมนอนคิดทั้งคืนเลยว่าจะน็อกลูกไหนดีนะ แต่ผมไม่คิดว่าจะน็อกเร็ว ผมคิดแค่ประมาณยก 6 ยก 7”

เมื่อเดินออกมาจากห้องแต่งตัวที่ StubHub Center ลอสแอนเจลิส เสียงโห่ดังสนั่นเช่นเคย เสียงกองเชียร์ไทยราว 20 คนไม่อาจทำอะไรเสียงโห่เหล่านั้นได้ เช่นเดียวกับที่เสียงโห่ไม่อาจทำอะไรนักชกอย่างศรีสะเกษได้

“ผมได้ยินครับ มีคนตะโกนด่าด้วย ผมก็ส่งจูบ ยิ้มใส่ ไม่สนใจ เขาจะด่าผมก็ไม่สนใจ ขึ้นเวทีไปเขาก็ยังโห่ ผมคิดแค่เรื่องการชก มันยิ่งทำให้มั่นใจขึ้นด้วย” ศรีสะเกษเล่าถึงช่วงเวลาก่อนขึ้นเวที

แล้วเพียงยกที่ 4 ทุกอย่างก็สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นเสียงโห่หรือการชกบนเวที เมื่อแชมป์โลกชาวไทยต่อยหมัดขวาเข้าเต็มหน้าโรมันลงไปนอนกองอยู่ที่พื้นเวทีจนกรรมการต้องยุติการชก

“ตอนที่กรรมการชูมือคุณคิดอะไรอยู่” ผมหันไปถามเจ้าของเข็มขัด

“คิดว่าผมทำให้คนไทยเห็นว่าคนไทยตัวเล็กๆ ก็ทำให้คนไทยมีความสุขได้” แหลมตอบสั้นๆ ได้ทั้งใจและความ

ภาพ โรมัน กอนซาเลซ ยอดนักชกชาวนิการากัว โดนหมัดขวาของศรีสะเกษต่อยเข้าเต็มหน้าจนกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้นขณะที่การชกผ่านไปเพียง 4 ยก ในจอโทรทัศน์วันนั้นยังติดตาผมจนวันนี้

หากใครรู้ว่าเส้นทางชีวิตของศรีสะเกษเป็นอย่างไร ย่อมรู้สึกคล้ายกันว่ามันคล้ายความฝันมากกว่าความจริง

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 12

แหลมไม่ใช่ชื่อเล่นที่แท้จริงของศรีสะเกษ

ชื่อ-นามสกุลที่แท้จริงของเขาคือ วิศักดิ์ศิลป์ วังเอก ส่วนชื่อเล่นจริงๆ ของเขาคือ ตั้ม แต่ที่ทุกวันนี้ใครต่อใครเรียกเขาว่า แหลม มาจากโครงหน้าของเขา

ผมเพิ่งเข้าใจที่มาของชื่อที่เพื่อนๆ ตั้งให้เมื่อสังเกตเห็นจากรูปของเขาที่ติดอยู่ที่เข็มขัดแชมป์โลก

“เอารูปหน้าตาดีๆ หน่อยก็ไม่ได้ เอารูปเราลดน้ำหนักมาติด ดูสิ” แชมป์โลกชาวไทยแซวตัวเองก่อนหัวเราะเสียงดัง

วันที่เราคุยกัน แหลมเพิ่งมีอินสตาแกรมเป็นของตัวเอง โดยแบงค์เป็นคนสมัครให้ และเพียงวันเดียวก็มีแฟนมวยจากทั่วโลกมากดฟอลโลว์ ไม่ว่าจะเป็นจากคาซัคสถาน อาร์เจนตินา เม็กซิโก ญี่ปุ่น ฯลฯ

ล่าสุดเขาได้รับการจัดอันดับจากเว็บไซต์มวยระดับโลกอย่าง BoxRec ให้เป็นนักมวยที่เก่งที่สุดอันดับ 5 ของโลกเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์

ผมนึกถึงประโยคที่แบงค์พูดตั้งแต่ตอนที่เราพบกันว่า “ใจเขาสู้มาก ซึ่งใจสู้เกิดจากอะไร ก็ต้องย้อนกลับไปดูประสบการณ์ในชีวิตเขาที่ผ่านมา”

ก่อนออกจากค่ายมาผมพอได้คำตอบแล้วว่าอะไรพาเขามายืนอยู่จุดนี้

“ทุกวันนี้ คุณกับคนรักเคยย้อนมองไปในวันที่มีคนสงสัยว่า ‘เป็นนักมวยจะทำอะไรกิน จะเลี้ยงดูกันได้เหรอ’ บ้างไหม” ผมถามคำถามท้ายๆ ก่อนปล่อยให้เขาพักผ่อน

ไม่มีครับ ไม่นึกเลย ผมไม่ใส่ใจ แล้วทุกวันนี้เขาคงไม่พูดแล้ว เขาก็น่าจะรู้แล้วล่ะ ว่าอยู่กันได้”

“ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าความยากลำบากที่ผ่านมามันมีข้อดีบ้างมั้ย”

“มันก็ทำให้เราฮึดสู้มาตลอดไง แต่ก่อนมันเหนื่อยมากๆ เงินเราก็ไม่มี กว่าจะได้มาถึงทุกวันนี้เราผ่านอุปสรรคมามากมายจริงๆ เราลำบากมาก่อน

ผมอยู่กับแฟนมา 14 ปี เขาให้กำลังใจเรามาตลอดตอนที่ผมจะไม่สู้ จะเลิกต่อยมวย เพราะบางทีมันก็ท้อ แต่เขาก็บอกให้ผมสู้ต่อไป เขาพูดมาตลอดว่า ‘สักวันหนึ่งจะเป็นวันของเรา’ แล้วมันก็เป็นวันของเราจริงๆ ด้วย”

ฟังศรีสะเกษเล่าถึงตรงนี้แล้วผมนึกถึงตอนที่เขาเดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิหลังป้องกันตำแหน่งแชมป์ แล้วคุกเข่าขอคนรักที่ชื่อ ‘เก๋’ แต่งงาน

อย่างที่คนรักเขาว่า สักวันหนึ่งจะเป็นวันของเรา

และมันงดงามตรงที่คำว่า ‘เรา’ ในประโยคนั้น หมายถึงคนสองคน

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load