แตงโมลูกโตๆ รสขม – ไม่ใช่เพลงแปลงของ จินตหรา พูนลาภ แต่เป็นชื่อบทความที่ 3 ของคอลัมน์วัตถุปลายตา ที่ครั้งนี้ไม่ได้จะมาบอกเล่าความหวานของแตงโม หรือชวนถกเถียงว่าน้ำแตงโมปั่นที่อร่อยนั้น ควรจะใส่หรือไม่ใส่น้ำแดงกันแน่ แต่จะชวนผู้อ่านชาวไทย เข้าไปสำรวจความหมายขมขื่นที่ฝังอยู่ในเนื้อแตงโมสีแดงฉ่ำ กับประวัติศาสตร์ของการเหยียดสีผิวของคนผิวดำในอเมริกา 

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
ตัวละครจากหนังการ์ตูนเรื่อง Scrub Me Mama with a Boogie Beat ใน ค.ศ. 1941

แล้วคุณอาจจะแปลกใจว่า ผลไม้รสหวานที่ทุกคนรับประทานอย่างถูกอกถูกใจนั้น มันสร้างความเจ็บปวดให้กับเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกด้วยกันได้เพียงนี้เลยหรือ

เจ๊แม่ ก็ยังโดนทัวร์ลง

สัญลักษณ์แห่งความขมขื่นที่แฝงอยู่ในแตงโม คือสิ่งที่คอลัมน์วัตถุปลายตาพยายามจะสื่อสารอยู่เสมอ นั่นก็คือ ของหนึ่งชิ้น ไม่ว่าจะเป็นที่สนใจหรือเป็นของนอกสายตา มีพลังในการสื่อสาร และมีเรื่องราวฝังแนบติดอยู่กับมันแทบทุกชิ้น

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
มาดอนน่ากับภาพลูกๆ ผิวดำของเธอกับแตงโมก่อนโดนทัวร์ลง

เพียงแต่ครั้งนี้ เรื่องราวที่ฝังอยู่ในผลไม้ชนิดนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยความหลังที่เจ็บปวด เจ็บปวดชนิดที่ว่ามาดอนน่า นักร้องดังที่อุตส่าห์อุปถัมภ์ลูกบุญธรรมผิวดำของเธอเองมาจากประเทศแอฟริกา แต่ดันโพสต์รูปลูกของเธอกินแตงโมอยู่ ก็ยังโดน ‘ทัวร์ลง’ แบบไม่ไว้หน้าแม่ใดๆ

แล้วทำไม ‘แตงโม’ กับ ‘คนผิวดำ’ ถึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน? 

ผลไม้สองความหมาย

แตงโมคือผลไม้ที่ครั้งหนึ่งทาสผิวดำในอเมริกาถูกบังคับให้ปลูก เช่นเดียวกับฝ้ายและงานในไร่ในฟาร์มอื่นๆ อีกมายมาย และหลังจากสงครามการเมืองที่มีการเลิกทาสนั้น ชาวผิวดำก็ใช้แตงโมเป็นสินค้าในการค้าขายและดำรงชีวิตอย่างเสรีเช่นเดียวกัน

แก่นของสัญลักษณ์ที่ฝังอยู่ในแตงโม ซีกหนึ่งจึงว่าด้วยการเป็นตัวแทนทางเสรีภาพทางการเงิน จากที่เคยต้องรับใช้เจ้านายผิวขาว อดีตทาสผิวดำเหล่านี้จัดจำหน่ายผลผลิตจากฟาร์ม ซึ่งโดยมากคือแตงโมอย่างเสรีในท้องตลาด ทั่วทุกหัวระแหงหลังการเลิกทาส 

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
ภาพของการค้าขายในสมัยหลังการเลิกทาสอเมริกาที่แตงโมคือสินค้าหลักของอดีตทาสผิวดำ

แต่สัญลักษณ์ที่ฝังอยู่อีกซีกนั้น มาจากความหวั่นกลัวของคนขาว ซึ่งหวั่นเกรงในอิสระของคนผิวดำและการประกอบอาชีพอย่างเสรีแบบพอเพียง (แค่ขายแตงโมก็เลี้ยงชีพได้แล้ว) จึงเริ่มที่จะมีการผูกโยงและดัดแปลงความพอเพียง สมถะ ของคนผิวดำกับการขายแตงโมว่าเป็นความยากแค้น ยากจน แตงโมที่เนื้อหวานฉ่ำ สีแดง ก็ค่อยๆ เริ่มขมขึ้นในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งเกิดมาจาก ‘ความกลัว’ ล้วนๆ 

สกปรก ขี้เกียจ และไม่รู้จักโต

แตงโม ซึ่งเริ่มใช้เป็นผลผลิตแห่งการกดขี่นั้นถูกผูกติดเข้ากับความเชื่อว่า อดีตทาสผิวดำนั้นไม่สะอาด ไม่ขยัน วันๆ นอนกลิ้งกินแตงโม (ขายไป กินไป) 

ที่สุดของความเชื่อเกี่ยวกับแตงโมและคนผิวดำในยุคนั้น สรุปง่ายๆ ได้ 3 คำ คือสกปรก ขี้เกียจ และไม่รู้จักโต

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
โปสการ์ดโบราณใน ค.ศ. 1900

สกปรก เพราะการกินแตงโมน้ำฉ่ำๆ ให้สะอาดนั้นยากอยู่
ขี้เกียจ เพราะการปลูกแตงโมง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แถมเป็นผลไม้ที่ยากต่อการกินไป ทำงานไป และต้องนั่งพักกินจริงๆ จังๆ
ไม่รู้จักโต เพราะรสชาติหวานและสีสันที่สดใสของมันนั้น มีคุณค่าทางสารอาหารน้อยมาก เหมือนกับขนมของเด็กๆ 

และ 3 ความเชื่อที่ผูกติดอยู่กับแตงโมก็ถูกเอาไปผูกติดกับผู้ปลูก ผู้ขาย หรืออดีตทาสผิวดำง่ายๆ แบบนั้น

การเมือง + แตงโม = การโม

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
โปสการ์ดโบราณ

จริงๆ แล้วแตงโมในยุโรปสมัยโบราณเป็นผลไม้ที่ถูกมองว่าคือ ‘อาหารคนจน’ เช่นคนงานชาวอิตาลีหรือชาวอาหรับมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว จนกระทั่งมีการเลิกทาสในอเมริกา แตงโมจึงกลายเป็นผลไม้ที่ถูกมองในเชิงสัญลักษณ์

ความเป็นอิสระของอดีตทาสผิวดำนั่นเอง ความเกลียดชังในแตงโมที่คนชั้นนำผิวขาวเริ่มนำมาใช้เป็นอาวุธในการเหยียดสีผิว เหมารวม ถึงขนาดที่เคยมีคนฉีดยาพิษไว้ในแตงโมเพื่อจะฆ่าเพื่อนบ้านผิวดำ เพียงแค่คิดไปเองว่า “คนดำก็ต้องทานแตงโมสิ!” ก็เคยมีมาแล้ว

“คนดำเหล่านี้ยังไม่พร้อมกับอิสระหรอก” นั่นคือการเหมารวมและป้ายสี ซึ่งในช่วงการเลือกตั้ง ค.ศ. 1880 นั้น พรรคเดโมแครตกล่าวหารัฐเซาท์แคโรไลนา (South Carolina) ว่าใช้เงินภาษีของรัฐบาลไปกับแตงโมและความเอร็ดอร่อยส่วนตัว เพียงเพราะว่ารัฐนั้นเต็มไปด้วยประชากรผิวดำ และในหนัง The Birth of a Nation ที่ปล่อยมาใน ค.ศ. 1915 นั้น คนผิวขาวสนับสนุนให้คนดำเลิกทำงาน แล้วมานั่งกินแตงโมเฉยๆ เพราะเชื่อว่าคนดำที่พวกเขามองว่าเกียจคร้านนั้น “ยังไม่พร้อมกับอิสรภาพ” 

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
ภาพถ่ายในสมัยโบราณใน ค.ศ. 1895

ยาสีฟัน รสแตงโม

แตงโมในเชิงประวัติศาสตร์จึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของอาหารกินกันตายของชนกลุ่มน้อยเรื่อยมา แต่ถ้าคุณคิดว่าคนกลุ่มน้อย คือคนกลุ่มที่ไม่มีพลังอำนาจในการต่อสู้กับความเหยียดที่ซ่อนไว้ในแตงโมแล้ว คุณกำลังคิดผิด

“โอบาม่าแปรงฟันด้วยยาสีฟันรสแตงโม” 

มุกตลกที่ไม่ตลก ในหนังสือพิมพ์ Boston Herald ที่แซะอดีตประธานาธิบดีไว้ ซึ่งมุกแฝงนัยของการเหยียดสีผิวด้วยแตงโมนี่เอง เป็นหลักฐานว่าขนาดคนที่มีอำนาจและเป็นถึงผู้นำประเทศอย่างโอบาม่าเอง ก็หนีการถูกเหยียดไม่พ้น ในทางกลับกัน ผู้นำประเทศแคนาดาอย่าง จัสติน ทรูโด (Justin Trudeau) ก็เคยตกเป็นจำเลยของสังคม ในข้อหาที่เขาเคยทาสีผิวตัวเองให้กลายเป็นสีดำ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนขาวถึงสองครั้งสองครา ซึ่งไอ้เจ้าการทา ย้อม หรือดัดแปลง สีผิวตัวเองให้เป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็น หรือที่เรียกกันว่า Black Face นั้น ถือเป็นเรื่องไม่ควรทำอย่างยิ่ง 

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
หนังการ์ตูน Song of the South ของดิสนีย์ ที่ทางค่ายยังอยากลบออกไปจากประวัติศาสตร์ของตัวเอง

ดิสนีย์ ค่ายหนังการ์ตูนสุดคลาสสิก ก็ลบประวัติศาสตร์การเหยียดผิวในหนังแอนิเมชันของตัวเองหลายต่อหลายเรื่องไม่ได้ ซึ่งหากจะกล่าวถึงในบทความนี้ก็คงสาธยายไม่หมด แต่ความบอบช้ำที่ดิสนีย์น่าจะอับอายที่สุด น่าจะเป็นหนังการ์ตูนซึ่ง Romanticize หรือเอาความโลกสวย ทุ่งแตงโมสีหวาน ไปครอบไว้กับการเป็นทาสผิวดำ ในหนังเรื่อง Song of the South เล่าเรื่องของทาสผิวดำที่มีความสุขในการทำไร่ ทำนา อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว หัวอ่อน ร้องรำทำเพลงกับฝูงสัตว์ หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็น ‘ทาสที่แฮปปี้’ นั่นเอง ซึ่งหนังเรื่องนี้ขึ้นอันดับหนึ่ง Hall of Shame หรือแท่นแห่งความอัปยศอดสูของดิสนีย์อย่างไม่มีข้อโต้เถียง

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
ทาส อีส แฮปปี้ (ขอแค่มีแตงโม) โปสการ์ดใน ค.ศ. 1909

ผลไม้ไทย? 

ในประวัติศาสตร์ไทยเราเองนั้นก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งปัญหาการเหยียดสีผิว ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในระดับชาติพันธุ์ แต่หากเรามองย้อนกลับไป ในวรรณคดีไทยหรือละครไทยหลายๆ เรื่อง ‘ความดำ’ คือสิ่งไม่สวยงามทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เงาะป่า ที่ต้องถอดรูป ข้าวนอกนา จนไปถึงจรกา รูปชั่วตัวดำ ปากหนา จมูกโต ใน อิเหนา ซึ่งเต็มไปด้วยพรรณนาโวหาร ที่ส่งเสริมค่านิยมการดูแคลนความงามที่ไม่ตรงตามพิมพ์นิยมทั้งสิ้น จนถึงวันนี้ค่านิยมในความขาวใสของคนไทยก็ยังฝังรากลึกและพบเห็นได้ในทุกมิติของชีวิต

ถึงแม้เราอาจจะหลับตานึกผลไม้ที่ใช้เป็นอาวุธของการเหยียดในไทยไม่ได้ทันที แต่การเหมารวม ซึ่งเป็นรากที่ก่อกำเนิดนัยของการเหยียดนั้นอาจมีอยู่ในข้าวของชิ้นอื่นๆ เช่น มันคงไม่แฟร์ที่จะเหมารวมว่าคนอีสานชอบทานข้าวเหนียว ปลาร้า ปลาแดก ทานข้าวเหนียวแล้วดั้งแหมบ หรือวาทกรรม “จน เครียด กินเหล้า” เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าคนอีสานจะชอบทานหรือไม่ชอบทานอะไร หรือใครจน ไม่จน ใครเครียด ไม่เครียด ใครชอบกินเหล้า หรือไม่ชอบกินนั้น การ ‘เหมารวม’ ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในยุคที่กลุ่มคน บุคคล และความเชื่อ เต็มไปด้วยความหลากหลายแบบทุกวันนี้อย่างยิ่ง

เหมารวม ถูกกว่า?

ทำไมคนเราถึงเหมารวม

การ Stereotype การเหมารวม หรือการตัดสินคนนั้น เป็นสัญชาตญาณหนึ่งของมนุษย์ โดยพื้นฐานแล้ว เราทุกคนต้องการรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีพวกพ้อง และรู้สึกมีพื้นที่ที่เป็นของตัวเองเสมอ ซึ่งการแยกแยะเพื่อนออกจาก ศัตรู หรือความเหมือนออกจากความต่างนั้น เป็นจิตวิทยาพื้นฐานซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน

แต่การตัดสินของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน และมักจะอ้างอิงจากสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู ประสบการณ์ส่วนตัว ไปจนถึงค่านิยม ความเชื่อ วัฒนธรรมต่างๆ ที่มีความหลายหลากเสมอ นั่นหมายความว่า ‘การเหมารวม’ ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจคนและชุดความคิด อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แม่นยำ และเที่ยงตรง อีกต่อไป

ผลไม้พิสดาร

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
ภาพประกอบในหนังสือพิมพ์ภาพแรกที่มีการใช้รูปคนผิวดำกับแตงโมใน ค.ศ. 1869

บิลลี่ ฮอลิเดย์ (Billie Holiday) เขียนพรรณนาถึงซากศพของคนผิวดำที่ถูกแขวนคอและเผาทิ้งไว้บนต้นไม้ ในยุคที่เต็มไปด้วยความเหยียดสีผิวและความเกลียดชังต่อคนดำไว้ในเพลง Strange Fruit หรือหากจะแปลเป็นไทย ก็คงแปลได้ว่า ผลไม้พิสดาร ที่ส่งกลิ่นเนื้อมนุษย์เหม็นไหม้คละคลุ้ง

หากความตายของคนผิวดำบนต้นไม้เปรียบเสมือนผลไม้ รากของต้นไม้ต้นนั้นน่าจะหยั่งลึก ยึดเกาะ อยู่บนชุดความคิดที่ไม่ยอมรับในความแตกต่างและเท่าเทียมของมนุษย์ กลุ่มคน ความเชื่อ และชนชั้น ที่หลากหลาย และต้นไม้แห่งความเกลียดชังนี้ก็น่าจะเติบโตด้วยปุ๋ยแห่งการเหมารวม และอาจจะแตกหน่อ ขยายพันธุ์ ด้วยเกสรแห่งการลิดรอนซึ่งสิทธิ อิสระ เสรี และความเสมอภาค ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศเดียวกัน

ในยุคที่น้ำแตงโมปั่นยังมีหลายสูตร ตั้งแต่การใส่น้ำเชื่อม จนไปถึงน้ำแดง ผัดกะเพราเองก็ถูกวิวัฒน์ดัดแปลงจนมีส่วนผสมที่หลากหลาย และเป็นที่ถกเถียงมาโดยตลอดว่าผัดกะเพราแท้ที่ดีคืออะไร แต่ไม่ว่าความแตกต่างจะถูกขยายกว้างไปในสเปกตรัมใด ไม่มีความต่างอันไหนที่ควรค่าแก่การคร่าชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพียงเพราะความต่างของเมลานินหรือความเชื่อใดๆ

หากยังมีคนที่เชื่อว่า “อิสรภาพและความเท่าเทียมไม่ใช่สำหรับทุกคน” ต้นไม้แห่งความเกลียดชังก็จะยังคงออกดอกออกผลงอกงาม เหม็นไหม้ พิสดาร ต่อไปอีกนานแสนนาน

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
ภาพปกนิตยสาร LIFE ใน ค.ศ. 1937

ข้อมูลอ้างอิง

Writer & Photographer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

“ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมผู้คนส่วนมาก ถึงกระเหี้ยนกระหือรือ อวดชีวิตส่วนตัวของตัวเองในพื้นที่สาธารณะกันนัก พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่า การล่องหนได้น่ะ มันคืออำนาจวิเศษนะ?”

Banksy ศิลปินนิรนามระดับตำนานที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้ากล่าวไว้

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

ในวันที่ทุกครั้งที่ผมเลื่อนดูฟีดบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ โลกทุกวันนี้ เราให้ค่ากับอะไร ผมเห็นน้อง ๆ ใกล้ ๆ ตัว หมกมุ่นกับยอดคนตามหรือ Followers อยากเป็นยูทูปเบอร์ อยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่า โลกออนไลน์นั้นมันเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่นำเสนอเรื่องราว สื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ รวมถึงสร้างอาชีพได้ในหลาย ๆ มิติ

แต่ถ้าหากอินฟลูเอนเซอร์คือคนที่ชี้นำคนอื่นได้ โลกใบนี้กำลังถูกชี้นำไปในทิศทางไหนกันแน่ล่ะ เสียงในหัวก็ยังดังขึ้น ในขณะที่พิมพ์ต้นฉบับคอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้

ร้านกาแฟลับ 15 ร้านน่าไปในย่านเมืองเก่า, สุดยอดบาร์ลับถ่ายรูปสวย 5 อันดับกลางใจเมือง, 12 ไอเท็มเด็ดสำหรับฤดูร้อนนี้ หรืออีกกี่เศรษฐีอายุน้อยกับเป้าความสำเร็จที่คนธรรมดา ๆ อย่างผม คงไม่มีวันไปถึง – นี่หรือ ?

ความสัมพันธ์ที่ผมมีต่อโลกออนไลน์ หากต้องเรียนตามตรง ก็เป็น Love-Hate Relationship มาตลอด ผมต้องการที่จะล่องหนได้ แต่ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อธุรกิจทุกอย่างมันขับเคลื่อนจากการสาดแสงสปอตไลต์เข้าไปใส่ และผมเองก็เป็นหนึ่งในกลไกนั้นเช่นกัน

เป็นไปได้หรือไม่ว่า โอกาสที่ผมแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับผู้อ่าน The Cloud ผ่านคอลัมน์เล็ก ๆ นี้ มันก็น่าจะชี้นำ สาดแสงส่องสว่างให้อะไรบางอย่างที่แตกต่างและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ให้กับโลกใบนี้ได้มากกว่าที่มันเคยมีมา

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด

ผมตัดสินใจว่า ครั้งนี้ผมจะบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุหรือชุดความคิดที่ถูกมองข้ามเป็นครั้งสุดท้าย ใช่ครับ นี่คือคอลัมน์สุดท้ายของวัตถุปลายตา 

และผมขอยกเรื่องราวสุดท้ายนี้ ให้กับสุดยอดแรงบันดาลใจตลอดกาลของผมอย่าง คุณป้าวิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood) กับพื้นที่เล็ก ๆ ของนางในยุคต้นกำเนิดพังค์ ที่เป็นมากกว่า ร้านขายเสื้อผ้า 

บทความนี้จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นสักเท่าไหร่หรอกครับ

แต่มันคือจุดบรรจบกัน ของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น ที่ผม คุณ และเราทุกคนบนโลกใบนี้ อาจจะเผชิญมันอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้

ความไม่ปรองดอง

“เหตุผลเดียวที่ฉันเลือกอยู่ในวงการแฟชั่น ก็เพราะอยากจะทำลายความปรองดองของโลกใบนี้ต่างหาก” 

วิเวียน เวสต์วูด ตำนานพังค์ไอคอนกล่าวไว้

เมื่อวันก่อน ผมนั่งดูรายการหนึ่งในยูทูป ที่จับผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่นมาถกเถียงกันเรื่อง ‘Fast Fashion’ และผลกระทบของมัน รายการเต็มไปด้วยสีสันที่โกลาหลของแขกรับเชิญที่คิดเห็นไม่เหมือนกัน การพูดคุยกันจึงออกรสออกชาติ เผ็ด ดุเดือด แบบที่ไม่เคยเห็นในรายการทีวีไทยมาก่อน (ก็ดีเหมือนกันนะ ผมคิดในใจ – ประเทศเราควรจะชินกับการถกเถียงแบบเปิดหน้า ไม่ต้องอ้อมค้อม แล้วจบเวทีเสวนาก็ไปกินข้าวด้วยกันต่อได้แล้ว)

แขกรับเชิญท่านหนึ่งถามผู้ทรงคุณวุฒิว่า “แล้วไม่ทราบว่า คุณ (จุดจุดจุด) เคยตั้งคำถามอะไรกับวงการที่ตัวเองอยู่บ้างรึเปล่าคะ”

ผู้ทรงคุณวุฒิตอบอย่างไม่โกหก จริงใจว่า “เอาจริง ๆ นะ ไม่เคยเลยค่ะ”

ผมเลือกที่จะเดินไปปิดทีวีทันที

ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม ค.ศ. 1986 วิเวียน เวสต์วูด เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Face ไว้ว่า “ฉันจะใช้พื้นที่หน้าร้านของฉันเป็นพื้นที่ทดลองว่า ตลาดต้องการอะไรกันแน่ มันคล้าย ๆ กับการทำ Market Research นั้นแหล่ะ” ซึ่งหน้าร้านนั้น ป้าวิเวียนเองก็เปิดร่วมกันกับคู่ชีวิตในตอนนั้นอย่าง มัลคอล์ม แมคลาเรน (Malcolm McLaren) แห่งวง Sex Pistols ในย่านเชลซีใน ค.ศ. 1971

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
พ่อและแม่ของผู้เขียน Malcolm และ Viviene

แต่มันเป็นมากกว่าพื้นที่ทดลองขายของ เพราะมันคือที่ที่ทำให้คนตั้งคำถามกับแฟชั่น โลกที่เรากำลังอยู่ และยูนิฟอร์มของการเรียกร้องและประท้วงความไม่เป็นธรรมในสังคม ผ่านเลนส์ของวิเวียนเองด้วย

ตัวร้านเองมีวิวัฒนาการของชื่อและข้าวของที่ขายมาตลอด ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 จนถึง ค.ศ. 1976 ตั้งแต่ชื่อแรก Let it Rock, Too Fast too live – Too Young to Die, Sex, Seditionaries, จนมาถึงชื่อสุดท้ายที่ยังคงมีอยู่ในถึงยุคปัจจุบัน คือ Worlds End 

กลางยุค 70 ลูกค้าชาวพังค์ของวิเวียนจะต้องถูกประกบด้วยตำรวจ ระหว่างการเดินทางจากสถานี Sloane Square จนไปถึงร้าน Worlds End ซึ่งปัจจุบันนี้รายล้อมไปด้วยร้านรวงไฮโซ ทั้งแฟชั่น เสื้อผ้า และร้านอาหาร ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ชายขอบของบ้านการเคหะทื่อ ๆ ทรง Brutalist ในปลายถนน King’s Road ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ร้านค้าและพื้นที่ที่ถูกบอกเล่าผ่านสายตาของมารดาของพังค์ทั้งมวลอย่างวิเวียนนั้น ย่อมพิสดารต่างจากตรรกะคนทั่วไปเสมอ

จงเขย่า – Let it Rock

อดีตอาจารย์โรงเรียนประถมอย่างวิเวียน กับแฟนหนุ่มที่เรียนไม่จบ ที่คลั่งไคล้ในยีนส์มือสองและเอี๊ยมเดนิมของคนงาน เช่าพื้นที่เล็ก ๆ หลังร้านชานเมือง ต่อจากร้านที่เคยขายของยอดฮิตในยุคโพสต์ฮิปปี้ อย่างเสื้อมิกกี้เม้าส์ เดรสลายปักรูปไอศกรีมต่าง ๆ แล้วตั้งชื่อมันว่า Let it Rock

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Rockabilly Style

ความหมกมุ่นของวัฒนธรรมเพลงร็อกอเมริกันยุค 50 ของทั้งสองคน เริ่มสำแดงเดชด้วยการถมสินค้าที่เป็นเสื้อยืดจากวงร็อกต่าง ๆ เข้าไปในร้าน หลังจากที่เริ่มขายได้ดี จึงเซ้งพื้นที่ทั้งหมดต่อจากผู้เช่ารายแรก และสเปรย์ตัวอักษรสีชมพู ทับลงไปบนกันสาดสังกะสีสีดำว่า “Let it Rock” 

ไม่พอแค่นั้น ทั้งสองยังตกแต่งภายในร้านด้วยวอลล์เปเปอร์จากยุค 50 เชย ๆ ถมหนังสือโป๊เก่าไว้ในร้าน พร้อมกับหยิบเอาวัฒนธรรมจิ๊กโก๋ หรือ Teddy Boy มาเปลี่ยนแปลง ปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็นสินค้าร่วมสมัยในร้าน

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ร้านที่เชยจนเฉี่ยว

ครึ่งทางของการปั่นต้นฉบับที่สายเกินกำหนดส่งนี้ ผมตัดสินใจสั่งอาหารเดลิเวอรีมากินที่บ้าน พร้อมไวน์หนึ่งขวด 

นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเดินช้อปปิ้ง ซื้อข้าวของ เสื้อผ้า ในห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อมองออกไปนอกคอนโดฯ แล้วเห็นปริมาณรถยนต์ที่ติดอยู่กลางถนนสุขุมวิท ผมก็เชื่อว่าโลกกำลังค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้ว – กรุงเทพฯ กับชีวิตดี ๆ กลับมาลงตัวอีกครั้ง

แต่มันปกติแค่ไหนต่างหากที่ผมสงสัย

ไวเกินไปที่จะอยู่ ใสเกินไปที่จะตาย – Too Fast to Live Too Young to Die

หลังจากที่ร้าน Let it Rock ค่อย ๆ เสื่อมมนต์ขลัง ท่ามกลางความนิยมที่จางหายของดนตรีร็อกยุค 50 ใน ค.ศ. 1972 วิเวียนและมัลคอล์มก็เปลี่ยนชื่อร้านเป็น ‘Too Fast too Live, Too Young to Die.’ คาถาคลาสสิกที่มักจะถูกเขียนปักไว้ด้านหลังของแจ๊กเก็ตหนังของสิงห์มอเตอร์ไซค์ หลายครั้งก็เพื่อเป็นเกียรติแก่การจากไปของ เจมส์ ดีน – ร้านที่ครั้งหนึ่งเคยเปิ่น ๆ ก็ถูกประดับประดาด้วยหัวกระโหลก ตู้เพลง โปสเตอร์หนังเก่าที่หม่นขึ้นหนึ่งสเต็ป

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิด

Too Fast too Live, Too Young to Die. ช่างเป็นประโยคที่น่าสนใจสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า Fast หรือ เร็ว

เร็ว ช้า – Fast Slow จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นคุณสมบัติที่วัดยากหากไม่มีเกณฑ์เทียบ ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับความสวยงาม ความร่ำรวย ความพอเพียง ที่ทุกอย่างล้วนวัดได้ผ่านตราชั่งส่วนตัวเท่านั้น ผมจึงไม่เคยเชื่อในมายาคติอันสวยงามของ Slow Life เลยแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็อดตั้งคำถามกับความไวและสปีดของโลกปัจจุบันที่เราทุกคนอยู่ร่วมกันไม่ได้

ถ้าวันพรุ่งนี้เราสามารถปั้นดาว TikTok ได้ข้ามคืน จากการเต้น การเล่นตลก จากความเซ็กซี่ หน้าตาดี รีวิวเก่ง แล้วการเดินทางไปโลกใบใหม่ด้วยสปีดนี้ จะพาเราไปถึงจุดไหน บางทีผมอาจจะกำลังจะกลายสภาพเป็นคนแก่ ที่กำลังขมขื่นกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ คนแก่ที่ผมต่อต้านมาตลอดในวัยรุ่นก็เป็นได้

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิดที่ Too Fast to Live Too Young to Die

ย้อนกลับมาที่ร้านร็อกหม่น ๆ ของวิเวียน ผู้ซึ่งตั้งคำถามเรื่องระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม เช่นเดียวกับแฟนของเธอที่มีมุมมองทางการเมืองที่ชัดเจน ป้าวิเวียนจึงเริ่มดัดแปลงเสื้อยืดดำ แขนกุด สะกดเป็นคำร้าย ๆ แสลงปาก อย่างคำว่า PERV (วิตถาร) หรือ SCUM (ขยะ) โดยใช้เข็มหมุด กระดูกไก่ที่เอามาฟอก และกากเพชร เป็นเครื่องมือในการสะกดคำแทน

ผมชื่นชม ไม่ใช่แค่ความกล้า บ้าบิ่น ในความคิดสร้างสรรค์ของทั้งคู่ แต่ในการที่เขาทั้งสองใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่ในซอกหลืบของอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นป้ายประท้วงที่ชวนให้คนเดินเข้าไปหา ตั้งคำถามกับพฤติกรรม สังคม ระบบ ไปจนถึงโลกที่ตัวเองอยู่ – แฟชั่น เป็นแค่ของฝากติดไม้ติดมือกลับมาจากพื้นที่นั้น แค่นั้น

หากคนเราไม่ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐานเลย ก็จะไม่มีวันมองเห็นปัญหา – คาบวิทยาศาสตร์สอนผมไว้

เซ็กส์

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
หน้าร้านที่ปังโป้งที่สุดในยุคนั้น

ใน ค.ศ. 1974 ตัวอักษรขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยยางลาเท็กซ์สีชมพูเนื้อ S.E.X ก็ถูกยกขึ้นไปติดตั้งแขวนไว้หน้าร้าน แทน Too Fast to Live, Too Young to Die และมันถือเป็นการกลับชาติมาเกิดของร้านที่สุดโต่งที่สุดในยุคนั้นเคยพบเจอมา

ผนังของร้านถูกหุ้มไปด้วยวัสดุบุนวม เหมือนด้านในของผนังมดลูก ซึ่งนำมาจากบริษัทผลิตหนังชั้นดี กันสาดก็เต็มไปด้วยรูปวาดกราฟฟิตี้ทรงจู๋ ทรงจิ๋ม และโซ่แส้ กุญแจมือ เต็มไปหมด ในขณะที่พนักงานขายทุกคนนั้นแต่งตัวสุดโต่ง เซ็กซี่ พังค์ ถึงขึ้นโดนตำรวจจับ เพราะว่าใส่เสื้อยืดรูปเกย์คาวบอยสองคนโชว์เจ้าโลกในพื้นที่สาธารณะกันเลยทีเดียว

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Sex? Why not?

SEX กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทดลองกับสิ่งที่คนไม่กล้าพูดถึงหรือห้ามพูดถึง ซึ่งประชากรที่รักในร้านแห่งนี้นั้น รวมไปถึงคนนอกวงการแฟชั่นด้วย เช่น นักธุรกิจชายที่เดินมาลองสูทลาเท็กซ์ แบบ BDSM ทั้งตัวแต่เปิดหัวนม และวิเวียนกับมัลคอล์มก็แสดงให้เห็นอีกครั้ง ว่าพื้นที่เดิมนั้น สามารถปรับตัว วิวัฒน์ ปั่นป่วน และเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนได้ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ มันก็มากพอแล้ว

แฟชั่นเป็นเพียงแค่เครื่องมือ และของฝากติดไม้ติดมือจากร้านอีกเช่นเคย

“แฟชั่นคือหนึ่งในกลไกของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แฟชั่นไม่เคยบังคับให้ใครซื้อ” – ผู้ทรงคุณวุฒิและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นท่านนั้นกล่าวไว้ในรายการ และผมก็บังเอิญที่จะเห็นด้วยกับแก

ในทางกลับกัน หากแฟชั่นใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ๆ แล้วกลไกอะไรล่ะที่ขับเคลื่อนแฟชั่น ผมแอบอดตั้งคำถามไม่ได้อยู่ดี

เร้าระดม – Seditionaries

ยุคที่หน้าร้านปิดที่สุด กลับเป็นที่นิยมที่สุด

วิเวียนและมัลคอล์มใช้คอนเซ็ปต์ใหม่มาห่อหุ้มร้านในพื้นที่เดิมถี่ ราวกับทิชชูใช้แล้วทิ้ง หยิบของเข้าออกตลอดเวลา และ Seditionaries (ที่แปลว่า แห่งการปลุกระดม) นั้น ก็คืออีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกนำเข้ามาห่อใหม่ หลังจาก SEX

สถาปนิกจบใหม่จาก RCA อย่าง David Cornor เข้ามาปรับปรุงร้านด้วยการใส่กระจกขุ่นสีขาวเกือบทึบไว้หน้าร้าน ในขณะที่ผนังภายในร้านห่อไว้ด้วยภาพจากการถล่มขีปณาวุธทางอากาศที่เมือง Dresden ซึ่งบางภาพก็กลับหัวกลับหาง ในขณะที่ฝ้าเพดานร้านก็ใส่รูโหว่กับเลี้ยงหนูเป็น ๆ ไว้ ร้านชื่อยากอย่าง Seditioneries จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบบบริโภคนิยมแห่ง West End ไปในที่สุด

ผนังที่เป็นรูปการทิ้งระเบิดทางอากาศ

ซึ่งไอ้เจ้ากระจกหน้าร้านที่เกือบมองข้างในไม่เห็นนี้ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนได้อย่างน่าประหลาด ทั้งดีเจ คนดัง และไอคอนในยุคนั้น ต่างแห่แหนไปซื้อเสื้อยืดลายสกรีนชวนหัว วิตถาร โจ๋งครึ่มมากมาย เช่น มิ้กกี้เม้าส์กับมินนี่เม้าส์ยิ้มกัน จนไปถึงเสื้อยืด God Saves the Queen อันโด่งดังของวง Sex Pistols ที่มัลคอล์มเป็นสมาชิกอยู่

“ถ้าหากฉันได้เป็นนายกฯ อังกฤษน่ะนะ สิ่งหนึ่งที่ฉันจะให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือ งานฝีมือและการผลิตของคนอังกฤษแท้ ๆ ” วิเวียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในยุค Seditioneries พร้อมกับยืนยันว่า เสื้อผ้าของเธอยังใช้ฐานการผลิตในอังกฤษล้วนในยุคนั้น

ป้าวิเวียนในยุคนั้น

ใช่แล้ว วิเวียนก็เชื่อว่าแฟชั่นนั้นใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนวิเวียนอีกที ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของระบบ ที่เกิดจากการตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของการผลิตและสังคม รวมถึงโลกที่เธออยู่และโลกที่เธอฝันอยากจะเห็นด้วย

โลกทั้งมวลล้วนจบสิ้นแล้ว – Worlds End

กระผม ผู้เขียนเอง ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงงานทอผ้า เอเจนซี่ออกแบบ จนไปถึงร้านอาหาร ร้านชา คาเฟ่ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่วันนี้ทุกธุรกิจหนีไม่พ้น ก็คือการสร้างภาพมายาให้ขึ้นกล้อง หรือที่เราเรียกว่า Instagrammable ในวันที่คนโพสต์รูปกับแก้วชากาแฟและผนังร้านได้ – แต่ผมเองพยายามมองหารูปแบบการสร้างพื้นที่ที่คนจะสามารถเชื่อมโยง เชื่อมต่อกัน ในระดับความเชื่อ อุดมคติ มากกว่าการแวะเข้าไปเช็กอิน รีวิว แล้วก็เดินจากไปมาตลอด 

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมคอลัมน์นี้ถึงพูดถึงร้านร้านหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเองในพื้นที่เดิมมาตลอดหลายสิบปี

นาฬิกาที่หมุนย้อนหลัง และมี 13 ตัวเลข

ใน ค.ศ.1979 ร้านที่เปลี่ยนชื่อบ่อยที่สุดก็เดินทางมาถึงชื่อปัจจุบัน ที่ถูกตั้งว่า Worlds End ที่เป็นชื่อของย่านหนึ่งในเชลซีที่ร้านตั้งอยู่ และโจทย์ของการออกแบบครั้งนี้ คือการต่อต้านเวลาและพื้นที่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับร้านพื้นที่กระจิ๋วหลิวในย่านชานเมือง 

ผลลัพธ์คือ พื้นและหลังคาที่เอียงกระเท่เร่ เอียงจริง ๆ ขนาดที่ทำให้พนักงานแคชเชียร์ต้องปวดหลังจากการเดินทรงตัวบนพื้นเอียง ๆ ตลอดเวลา และนาฬิกาที่มี 13 ชั่วโมง ที่เลขเรียงแบบสลับซ้ายขวา หมุนย้อนหลัง ขนาดยักษ์ ตั้งแปะทนโท่อยู่หน้าร้าน ราวกับจะบอกแขกที่แวะเวียนไปว่า ไม่ต้องสนใจนะ ว่านี่มันปีไหน ซีซั่นไหน เทรนด์อะไร ของชิ้นใหม่หรือชิ้นเก่า เพราะนี่คือพื้นที่ที่อยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว

วิเวียนแยกทางกับมัลคอล์มในปีเกิดของผม ค.ศ. 1984 และปัจจุบันร้าน Worlds End ก็ยังคงมีอยู่ภายใต้ชื่อเดิม เพียงแต่จะวางขายเฉพาะชิ้นพิเศษจาก Gold Label หรือชิ้น Remake จากคอลเลกชันคลาสสิกสมัยก่อนของวิเวียน รวมไปถึงการหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าจากคอลเลกชันอื่น ๆ มาทำใหม่ เพื่อลดปริมาณขยะ และมันก็สอดคล้องไปกับทิศทางความเชื่อของวิเวียนเอง เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แรงงานในระบบอุตสาหกรรม แฟชั่นที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม – ในหลาย ๆ แคมเปญและคอลเลกชันช่วงหลังในแบรนด์ภายใต้ชื่อเธอ

ปัจจุบันเป็นร้านขายของเก่าแบบ Remake และชิ้นสำคัญ ๆ ของคุณป้า

“ซื้อให้น้อยลง ถ้าต้องซื้อ ก็เลือกอย่างฉลาด ใช้ของให้ดี นั่นคือสิ่งที่เป็นมิตรกับโลกที่สุด ยั่งยืนที่สุด ที่คุณจะทำให้สังคมได้แล้ว” วิเวียน เคยกล่าวไว้ 

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
แม่ก็คือแม่ ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ

จุดบรรจบของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

และหากท่านผู้อ่านอ่านมาถึงย่อหน้านี้ ก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ตอนของประวัติศาสตร์แฟชั่นพังค์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือบทบันทึกว่า พื้นที่เดิมวิวัฒนาการไปได้เรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ตามความเชื่อ และแรงขับเคลื่อนที่เปลี่ยนไป – คนเองก็น่าจะไม่ต่างกัน

โควิดทำให้ผมออกเดินทางไปต่างจังหวัดมากขึ้น เพียงแค่แบกคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ผมก็ยกออฟฟิศไปทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทยได้ตลอด และสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบคือผู้คน คนตัวเล็ก ๆ เสียงแผ่ว ๆ ที่วันนี้อาจจะไม่มีแสงสว่างสาดส่องไปถึง และอาจจะไม่มีวันมีพื้นที่ใน The Cloud นั้น ซ่อนตัวอยู่เต็มประเทศไปหมด

สิ่งที่พวกเขากำลังทำอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ เหมือนกับทายาทธุรกิจรุ่นสอง ไม่ได้อยู่ในกระแสสนใจของสังคม ไม่ได้เปลี่ยนโลก ไม่ไวรัล ไม่สามารถเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Advertorial ใด ๆ แต่มันส่งต่อแรงบันดาลใจได้แน่นอน

หากพื้นที่บน The Cloud รวมถึงสื่อออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ ยังไม่มีพื้นที่ทดลองแบบ Let it Rock, Too Fast to Live, Too Young to Die, SEX, Seditionaries และ Worlds End ผมขอเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ นี้ ด้วยการเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนการชี้นำ สาดแสงให้ จากคอลัมน์ ‘ วัตถุปลายตา’ ไปเป็นสิ่งอื่น กับรูปแบบงานเขียนเชิงทดลองที่คงเปรียบได้กับการเอาหนูไปใส่ไว้บนฝ้าเพดานที่มีรู กับแรงขับเคลื่อนที่เกิดจากการตั้งคำถาม เพื่อสำรวจปัญหาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ทุนนิยม รวมถึงอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์เอง ผ่านการคุยกับคนตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตะเข็บของสังคมแทน

หากโลกวันนี้ผมล่องหนไม่ได้ อย่างน้อยผมขอพกสปอตไลต์ ไปฉายในที่ที่จะมีประโยชน์ ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง ปลุกระดม และบันดาลใจได้ ก็ยังดีครับ

เมอร์รี่คริสต์มาส สุขสันต์วันปีใหม่ และพบกันใหม่เร็ว ๆ นี้ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.anothermag.com/fashion-beauty/8672/clothes-for-heroes-the-story-of-westwoods-worlds-end-shop

en.wikipedia.org/wiki/Sex_(boutique)

www.kidsofdada.com/blogs/magazine/11950453-sex-shop

culturacolectiva.com/fashion/sex-punk-boutique-vivienne-westwood

selvedgeyard.com/2010/10/07/the-filth-the-fashion-vivienne-westwoods-70s-sex-rag-revolution/

art-sheep.com/sex-vivienne-westwoods-boutique-that-defined-britains-punks-nsfw/

www.vogue.com/article/vivienne-westwood-god-save-the-queen-shirt-40th-anniversary

punkflyer.com/seditionariesshop.html

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load