เคยได้ยินคำว่า ‘ผาติกรรม’ ไหมครับ หากแปลตามคำศัพท์ คำนี้มีความหมายว่า การทำให้เจริญขึ้น ซึ่งตามหลักพระธรรมวินัย ผาติกรรมคือการนำสิ่งอื่นมาใช้แทนทรัพย์สินของวัดที่ต้องสูญเสียไป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้หรือเสนาสนะต่าง ๆ โดยสิ่งทดแทนอาจเป็นเงินหรือสิ่งของก็ได้ 

การผาติกรรมนี้เป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์ในอดีตกระทำมาอยู่แล้ว เช่น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรสุนทร (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) หลังจากที่ทรงนำอิฐในบริเวณวัดชัยพฤกษมาลาซึ่งในเวลานั้นเป็นวัดร้างมาสร้างกำแพงพระนคร แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ทำผาติกรรมวัดชัยพฤกษ์มาลาขึ้นใหม่ โดยสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อไม้ อิฐ ปูน และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอุโบสถที่ประดิษฐานพระประธาน 1 องค์พร้อมสาวก 2 องค์ พระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูป 4 องค์ และศาลาการเปรียญ 1 หลัง

หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงผาติกรรมพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานเป็นวัดให้กลับมาเป็นพระราชวังดังเดิม โดยโปรดเกล้าฯ ให้จัดซื้อที่นาขนาดใหญ่กว่าที่พระราชวังแล้วถวายเป็นธรณีสงฆ์ เพื่อแลกกับที่ดินของพระราชวัง พร้อมทั้งได้บริจาคทรัพย์อีก 6,000 ชั่งให้เท่ากับราคาอิฐปูนสิ่งก่อสร้างภายในพระราชวัง และทรงไปบูรณปฏิสังขรณ์วัดขวิด (ต่อมาคือวัดกวิศราราม) จังหวัดลพบุรี วัดชุมพลนิกายาราม และวัดเสื่อ (ต่อมาคือวัดเสนาสนาราม) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยทรงเลือกวัดที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

แม้วัดเหล่านี้จะถูก ‘ผาติกรรม’ แต่ก็ไม่มีวัดไหนที่นำคำว่า ‘ผาติกรรม’ มาตั้งชื่อวัด เว้นแค่เพียง ‘วัดราชผาติการาม’ แห่งเดียวเท่านั้น

กำเนิดวัดราชผาติกรรม : เมื่อญวณคริสต์สร้างวัดพุทธ

วัดราชผาติการามเป็นวัดโบราณที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว สมัยโน้นวัดนี้มีชื่อว่า ‘วัดส้มเกลี้ยง’ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าในสมัยนั้นวัดนี้อาจสร้างขึ้นบนสวนส้มก็ได้ อย่างไรก็ตาม ที่ตั้งดั้งเดิมของวัดกับที่ตั้งปัจจุบันเป็นคนละที่กันนะครับ

แต่แรกเริ่มเดิมที วัดส้มเกลี้ยงอยู่ละแวกหลังโรงเรียนเซนต์คาเบรียลปัจจุบัน แต่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินบริเวณใกล้กับวัดส้มเกลี้ยงให้กับชาวญวนที่นับถือศาสนาคริสต์ที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ซึ่งชาวญวนเหล่านี้ต่อมาได้เข้ามารับราชการเป็นทหารปืนใหญ่ ขึ้นกับสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)

จากนี้คือจุดสำคัญครับ เพราะข้อมูลที่เกี่ยวกับการย้ายที่ตั้งวัดจากที่เดิมมายังที่ตั้งปัจจุบันมีส่วนที่ต่างกันอยู่พอสมควร

ฝ่ายหนึ่งบอกว่าเหตุที่ต้องย้าย ก็เพราะว่าพื้นที่ชุมชนบริเวณที่ตั้งวัดมีความหนาแน่นมากขึ้น จากการที่ชาวเขมรและชาวญวนอาศัยอยู่ร่วมกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้ย้ายวัดไปทางเหนือ

อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า เกิดจากพวกญวนที่รื้อเอาอิฐจากวัดส้มเกลี้ยง ซึ่งในเวลานั้นกลายเป็นวัดร้างไปสร้างบ้านเรือนและสถานที่ต่าง ๆ จนไม่เหลือความเป็นวัด ความทราบไปถึงรัชกาลที่ 3 จึงโปรดฯ ให้ปรับโทษสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ที่ไม่ทรงห้ามพวกญวนในบังคับ โดยให้สร้างวัดขึ้นใหม่ทดแทนวัดเดิม

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม สุดท้ายก็ได้มีการย้ายวัดส้มเกลี้ยงมายังที่ตั้งปัจจุบัน บริเวณเชิงสะพานกรุงธน ฝั่งพระนคร โดยให้พวกญวนในบังคับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้สร้าง และเพราะเป็นการสร้างวัดใหม่แทนวัดเดิม จึงได้มีการพระราชทานชื่อวัดใหม่เป็น ‘วัดราชผาติการาม’

พระอุโบสถญวนสร้าง : การผสมผสานระหว่างศิลปะจีนและศิลปะญวน

เมื่อเข้ามายังเขตพุทธาวาสของวัดราชผาติการาม สิ่งแรกที่โดดเด่นเป็นสง่าให้ได้เห็นก่อนเลยคือพระอุโบสถของวัด ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ใกล้กับกำแพงวัดอย่างมาก จากการตัดถนนราชวิถีในสมัยรัชกาลที่ 5 พอลองพินิจดูรูปทรงของพระอุโบสถหลังนี้ จะพบว่าพระอุโบสถไม่ได้แตกต่างจากอาคารแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 เท่าไหร่ เพราะมีการผสมผสานศิลปะจีนเข้ามาหลายส่วน ทั้งการประดับชามกระเบื้องบนหน้าบัน หรือลวดลายมงคลบนหน้าบัน ไม่ว่าจะเป็นลายค้างคาว ซึ่งหมายถึงความยั่งยืน หรือดอกโบตั๋นในแจกัน ซึ่งหมายถึงความมั่งคั่งและยศศักดิ์

แต่รูปทรงของหน้าบันกลับเป็นสามเหลี่ยมตรง รวมถึงการใช้งานซุ้มโค้งบริเวณทางเข้าและหน้าต่างบางบาน เหล่านี้เป็นลักษณะที่ไม่ค่อยพบในงานช่างสมัยรัชกาลที่ 3 แต่กลับพบอย่างมากในงานช่างสมัยรัชกาลที่ 4 ที่เริ่มมีอิทธิพลจากตะวันตก พอมองย้อนกลับไปยังประวัติวัด ซึ่งระบุว่าสร้างโดยชาวญวนที่นับถือศาสนาคริสต์ จึงเป็นไปได้ว่ารูปแบบที่เห็นนี้อาจเป็นผลงานของช่างชาวญวนที่รับอิทธิพลจากตะวันตกก็เป็นได้ เพราะแม้แต่สิมญวนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สร้างในรุ่นหลังลงมามากแล้วก็ยังพบลักษณะนี้อยู่ เช่น สิมของวัดพระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร

วัดราชผาติการาม ชาวญวนคริสต์สร้างวัดเพื่อผาติกรรม กับปริศนานาฬิกาบอกเวลา 3.30 น.

นาฬิกาบนหน้าบัน : ความหมายของ 3.30 น.

ความพิสดารที่สุดของหน้าบันพระอุโบสถหลังนี้ คือหน้าบันฝั่งทิศตะวันออก มีรูปนาฬิกากลมแบบตะวันตกและตัวเลขแบบโรมันบนหน้าปัด โดยเข็มสั้นของนาฬิกาชี้ไปที่เลข 3 ในขณะที่เข็มยาวชี้ไปที่เลข 6 ราวกับจะบอกเวลาว่าอาจจะเป็นตี 3 ครึ่ง หรือบ่าย 3 ครึ่งก็ได้

แต่ทำไมถึงต้องเป็น 3.30 ล่ะ ตัวเลขนี้กำลังบอกอะไรเรา หรือเวลา 3.30 คือฤกษ์สำคัญอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับวัดหรือเปล่า เช่น เวลาที่พระอุโบสถหลังนี้สร้างเสร็จ หรือ เวลาที่ทำพิธีกรรมสำคัญของวัด ทว่าหากมองในมุมในอีกมุมหนึ่ง จะเป็นไปได้ไหมว่า เวลาบนหน้าบันอาจไม่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาอะไรเลยก็ได้ แต่เป็นปริศนาธรรมเล็ก ๆ ที่วัดราชผาติการามซ่อนไว้ เพราะเวลา 3.30 นี้เป็นเวลาที่ไม่ ‘เที่ยง’ เปรียบเสมือนสรรพสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ที่ล้วนไม่จีรังยั่งยืน ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีสิ่งใดที่ ‘เที่ยง’ เลยก็เป็นได้

หลวงพ่อสุก : อีกหนึ่งพระเจ้าล้านช้างในเมืองบางกอก

เมื่อก้าวเท้าเข้าภายในพระอุโบสถของวัด สิ่งที่น่าจะสะดุดสายตาก่อนเลยคงไม่พ้นจิตรกรรมฝาผนังที่ประดับตกแต่งอาคารอย่างวิจิตร แต่เมื่อมองตรงเข้าไปก็จะพบพระประธานขนาดเล็กที่ประดิษฐานบนฐานสูง หากมองเผิน ๆ ก็เป็นพระปฏิมาทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าลองสังเกตดี ๆ จะพบว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะที่แตกต่างจากพระพุทธรูปในศิลปะไทย ไม่ว่าจะเป็นพระพักตร์ พระรัศมี รูปทรง หรือแม้แต่ฐาน เพราะพระพุทธรูปองค์นี้ไม่ได้สร้างขึ้นในประเทศไทยนั่นเองครับ

วัดราชผาติการาม ชาวญวนคริสต์สร้างวัดเพื่อผาติกรรม กับปริศนานาฬิกาบอกเวลา 3.30 น.

นามของพระพุทธรูปองค์นี้คือหลวงพ่อสุก เป็นพระพุทธรูปที่สร้างในศิลปะล้านช้างหรือศิลปะลาวนั่นเองครับ ชื่อ ‘สุก’ มาจากพระโอษฐ์ของพระปฏิมาที่สุกเป็นสีนาก ตามประวัติกล่าวว่าผู้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้มาคือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยอัญเชิญมาพร้อมกับพระเสริม (ปัจจุบันอยู่ที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร) และพระใส (ปัจจุบันอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย) และเคยประดิษฐานอยู่ในพระบวรราชวัง (วังหน้า) ก่อนจะอัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานของวัดราชผาติการามและประดิษฐานมาจนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อสุกเป็น 1 ใน 14 พระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากประเทศลาวในกรุงเทพมหานคร และเป็น 1 ใน 8 พระพุทธรูปศิลปะล้านช้างที่อัญเชิญมาจากประเทศลาวที่อยู่ในกรุงเทพมหานครอีกด้วยครับ เพราะพระพุทธรูปบางองค์ที่อัญเชิญมาจากประเทศลาวนั้นเป็นพระพุทธรูปในศิลปะล้านนา เช่น พระแก้วมรกต เป็นต้น

พระมหาชนก : จากพระธรรมเทศนาสู่มหาชนกเวอร์ชันพิเศษ

อีกหนึ่งความพิเศษของวัดราชผาติการาม คือจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถหลังนี้นี่ละครับ แม้ว่าผนังสกัดหน้าจะเขียนเรื่องมารผจญ และผนังสกัดหลังเขียนภาพภูมิจักรวาล แบบเดียวกับที่จิตรกรรมฝาผนังในอดีตเขียนกัน แต่ผนังด้านข้างทั้งสองฝั่งเขียนเรื่อง พระมหาชนก แค่เรื่องเดียวเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสิ่งใหม่ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จริงอยู่ที่มีบางวัดที่เขียนเล่าเรื่องพุทธประวัติเต็มอาคาร อย่างวัดสุทัศนเทพวราราม หรือเล่าเรื่อง เวสสันดรชาดก เต็มพื้นที่ผนังระหว่างประตูและหน้าต่าง อย่างวัดโบสถ์สามเสน แต่ไม่เคยมีที่ไหนเลยที่เขียนเรื่อง พระมหาชนก เหมือนวัดแห่งนี้

เรื่องนี้มีที่มาครับ ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสารเถร) เจ้าอาวาสรูปที่ 12 ของวัดราชผาติการาม ผู้ถูกยกย่องในด้านการอบรมและการแสดงธรรมเทศนาด้วยภาษาและลีลาที่ได้อรรถรส ลุ่มลึกแต่เข้าใจง่าย และการแสดงธรรมเทศนาครั้งสำคัญของท่านเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2520 

ในครั้งนั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ได้แสดงพระธรรมเทศนาถวายสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยเลือก มหาชนกชาดก ตอน พระมหาชนกเสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยานในกรุงมิถิลา การแสดงพระธรรมเทศนาในครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงสนพระทัยและค้นคว้าเพิ่มเติม จนเกิดเป็นพระราชนิพนธ์เรื่อง ‘พระมหาชนก’ แม้เนื้อหาส่วนใหญ่จะไม่ได้แตกต่างจาก มหาชนกชาดก แต่ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาในส่วนท้ายของเรื่องให้ทันสมัย เหมาะกับสังคมในยุคปัจจุบัน ทำให้ผู้คนรู้จักเรื่องนี้กันอย่างแพร่หลาย เกิดเป็นหนังสือ การ์ตูน ละครเวที ภาพยนต์แอนิเมชัน และอีกมากมายตามมา

และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมีโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชผาติการามเมื่อ พ.ศ. 2553 ทางคณะกรรมการวัดราชผาติการาม (ฝ่ายบรรพชิต) กรมศิลปากร และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเขียนจิตรกรรมเรื่องนี้บนฝาผนัง

ก่อนถึงฝาผนัง : จากผนังสีขาวสู่ภาพเล่าเรื่องในกรอบ

เดิมทีฝาผนังภายในพระอุโบสถของวัดแห่งนี้เป็นสีขาว ไม่มีการตกแต่งใดใด จนกระทั่งใน พ.ศ. 2541 คณะสงฆ์วัดราชผาติการามมีมติให้จัดสร้างภาพจิตรกรรมชุดพระมหาชนกตามท้องเรื่องใน มหาชนกชาดก เพื่อสนองพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และเพื่อเป็นพระราชกุศลถวายแด่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสารเถร) โดยวาดทั้งสิ้น 10 ชุด ชุดละ 3 ภาพพร้อมกับภาพทศชาติชาดกอีก 9 เรื่องที่เหลือ และภาพของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสารเถร) โดยเป็นฝีมือของคณะจิตรกรไทย นำโดยนายจำนง รัตนกูล เมื่อวาดเสร็จก็ได้นำไปประดับไว้เหนือช่องหน้าต่างและประตูภายในอุโบสถ ก่อนย้ายไปประดับยังศาลา 80 ปี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสารเถร) ใน พ.ศ. 2554 จนถึงปัจจุบัน

มารผจญและภูมิจักรวาล : ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ถ้าเราพูดถึงจิตรกรรมฝาผนังเรื่องมารผจญ ซึ่งถือเป็นพุทธประวัติตอนสำคัญ และเป็นตอนมาตรฐานที่วัดส่วนใหญ่มักเลือกนำมาเขียนเพื่อตกแต่งฝาผนัง โดยจะเขียนอยู่ที่ผนังสกัดหน้าตรงข้ามกับพระประธานพอดี ที่วัดนี้ก็เขียนเหมือนกัน แต่ในความเหมือนกับวัดอื่น ที่นี่ก็การปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างให้ทันสมัยขึ้น

แม้ฉากนี้จะมีพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่กึ่งกลาง ทำให้ผนังถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นกองทัพพญามารกำลังบุกมา อีกฝั่งหนึ่งเป็นกองทัพพญามารที่พ่ายแพ้ แต่องค์พระพุทธเจ้าในฉากนี้เขียนแบบสมัยใหม่ ทำให้พระองค์ดูสมจริงมากขึ้น มีการเปลี่ยนรัศมีเปลวไฟบนพระเศียรเป็นรัศมีรอบพระเศียรแทน แต่ฐานที่พระองค์นั่งอยู่กลับเขียนเป็นไทยประเพณีดั้งเดิม ส่วนในกองทัพพญามารก็ยังมีทหารที่ถืออาวุธแบบเก่าอย่างดาบหรือหอก และอาวุธสมัยใหม่อย่างปืนด้วย แถมในฉากมารพ่ายยังมีการแอบแทรกภาพนางผีเสื้อสมุทรเอาไว้

ส่วนฝั่งที่เป็นภาพภูมิจักรวาลนั้น นิยมเขียนอยู่ที่ผนังสกัดหลังด้านหลังพระประธานอยู่แล้ว แต่ฉากที่เขียนที่วัดในนี้ก็แทบจะถอดแบบคลาสสิกของฉากนี้มาเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นเขาสุเมรุ เขาสัตตบริภัณฑ์ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระอาทิตย์และพระจันทร์ ทวีปทั้ง 4 ปลาอานนท์ หรือนรก ก็ล้วนถอดแบบมาทั้งสิ้น แต่เปลี่ยนวิธีวาดให้ทันสมัยขึ้น และก็ใช่ว่าจะถอดมาทั้งหมด เพราะมีการเพิ่มภาพวัตถุทรงกลม 5 ลูกที่มีสีต่างกันลอยอยู่ด้านบน ซึ่งอาจจะเป็นความพยายามในการแทรกกลุ่มดาวเคราะห์เข้าไปด้วย หรือแม้แต่ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ที่ตามปกติแล้วจะอยู่บริเวณตีนเขาพระสุเมรุ แต่ที่นี่วาดเป็นวิมาน 4 หลังลอยอยู่ในอากาศ ภายในมีรูปของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 อยู่ภายใน

พระมหาชนก เวอร์ชันรัชกาลที่ 9 : เมื่อไทยประเพณีพบสมัยใหม่

ส่วนผนังด้านข้างที่เล่าเรื่องพระมหาชนกนั้น ถ้าหันหน้าเข้าหาพระประธาน ภาพจะเริ่มจากทั้งฝั่งซ้ายมือของเราวนไปจนทางฝั่งขวา ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ภาพทางฝั่งซ้ายกับฝั่งขวาแตกต่างกันอย่างมาก ภาพฝั่งซ้ายซึ่งเล่าเรื่องในช่วงต้นของพระมหาชนก ตั้งแต่พระมารดาของพระมหาชนกเสด็จหนีออกจากเมืองมิถิลา ไปจนถึงตอนที่พระมหาชนกเสด็จประพาสอุทยานที่มีต้นมะม่วง 2 ต้น ต้นหนึ่งรสอร่อย อีกอีกต้นไม่อร่อย ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้ในพระราชนิพนธ์และชาดกเล่าตรงกัน ในขณะที่ฝั่งขวาเล่าเรื่องตั้งแต่ตอนที่พระมหาชนกทอดพระเนตรต้นมะม่วงรสเลิศถูกโค่น จนถึงตอนที่ประทับอยู่ภายในพระมหาปราสาท เนื้อหาส่วนนี้มาจากพระราชนิพนธ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 และอาจเพราะเหตุนี้ ทำให้ภาพฝั่งซ้ายมีลักษณะเป็นงานแบบไทยประเพณีสุดคลาสสิก ในขณะที่ฝั่งขวากลายเป็นงานสมัยใหม่ดูทันสมัย

แล้วรู้ได้ยังไงว่าเนื้อเรื่องในผนังฝั่งขวาเป็นเนื้อเรื่องจากเวอร์ชันพระราชนิพนธ์ ไม่ใช่จากเวอร์ชันชาดก ก็เพราะว่าฉากที่ช่างเลือกวาดนั้นเต็มไปด้วยฉากจากในพระราชนิพนธ์แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะการฟื้นฟูต้นมะม่วง หรือการตั้งปูทะเลย์มหาวิชชาลัย ซึ่งไม่ปรากฏในชาดก หลังจากพบต้นมะม่วงต้นหนึ่งถูกโค่นก็ทรงรู้สึกปลงและออกผนวช แต่ที่นี่เขียนฉากชุดนี้แบบจัดเต็มมาก ผู้วาดจึงน่าจะได้แรงบันดาลใจจากภาพประกอบหนังสือพระราชนิพนธ์ และนำมาออกแบบในรูปของจิตรกรรมฝาผนัง

ไม่เพียงเท่านั้น ช่างได้มีการแอบแทรกอะไรสนุก ๆ เอาไว้บนฝาผนังเยอะแยะเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นรูปสัตว์ทั้งไก่ ทั้งหมา ทั้งแมว มีแม้กระทั่งหมีแพนด้า 2 ตัว ที่ไม่รู้ว่าช่างตั้งใจวาดรูปช่วงช่วงกับหลินฮุ่ยรึเปล่า ไม่ใช่แค่รูปสัตว์เท่านั้น ยังมีรูปคนด้วย และไม่ใช่ใครที่ไหนก็ได้นะครับ แต่เป็นภาพของคณะสงฆ์ วัดราชผาติการาม และคณะทำงานโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชผาติการาม โดยวาดเอาไว้ในฉากสุดท้ายของจิตรกรรมฝาผนังเลยครับ ลองมาส่องดูได้นะครับ เผื่อจะดูออกว่ามีใครอยู่บนฝาผนังนี้บ้าง

งานจิตรกรรมสมัยใหม่ : ความงามที่สะท้อนยุคสมัย

สำหรับคนที่เรียนประวัติศาสตร์ศิลปะแบบผม หลายคนอาจคิดว่าต้องดูแต่ของเก่า ๆ หรือต้องเป็นของที่มีอายุเป็นร้อย ๆ ปีถึงจะสนใจ แต่วิชานี้ไม่ใช่ว่าเราจะสนใจแต่ของเก่าของโบราณอย่างเดียว ของที่สร้างขึ้นใหม่เองก็ใช่ว่าจะไม่ดูไม่สนใจนะครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นของเก่าหรือของใหม่ก็ล้วนมีกิมมิก มีความน่าสนใจทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นรึเปล่าเท่านั้นเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นเครื่องบันทึกยุคสมัยที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ช่างจะสะท้อนความรู้ ภูมิปัญญา หรือสิ่งที่ช่างวาดพบเห็นลงบนฝาผนัง จิตรกรรมในสมัยโบราณจึงสะท้อนภาพในสมัยโบราณให้คนในปัจจุบันได้ชม ดังนั้น จิตรกรรมฝาผนังในสมัยปัจจุบันเป็นสิ่งที่สะท้อนภาพของคนในปัจจุบันเอาไว้ เผื่อคนในอนาคตมาดู ก็จะได้รู้ว่าในยุคสมัยของเรามีอะไรบ้าง

สุดท้ายนี้ ขอกราบขอบพระคุณพระพรหมวชิรากร (สุนทร สุนทราโภ) เจ้าอาวาสวัดราชผาติการามที่กรุณาให้ข้าพเจ้าได้เข้าไปเก็บข้อมูลที่วัดราชผาติการามทั้งภายในพระอุโบสถและศาลา 80 ปี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสารเถร) มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดราชผาติการามตั้งอยู่ริมถนนราชวิถี ใกล้กับสะพานกรุงธน เดินทางมาได้ทั้งโดยรถส่วนตัวและรถสาธารณะ แต่หากสนใจเข้าไปชมภายในพระอุโบสถ จะเปิดเฉพาะช่วงทำวัตร หากต้องการเข้าชมนอกเวลาดังกล่าวต้องขออนุญาตก่อนเท่านั้น

2. ส่วนใครที่อยากรู้เนื้อเรื่องของ มหาชนกชาดก เชิญอ่านเนื้อเรื่องย่อได้ในบทความเรื่องทศชาติชาดก ซึ่งผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้ว หรือจะอ่านจากหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก หรือจะดูในยูทูบก็ได้หมดเลยครับ  

3. สำหรับคนที่สนใจเรื่องของพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างในกรุงเทพมหานคร มีหลายวัดที่ไปนมัสการได้ ที่น่าจะเป็นที่รู้จักกันก็มีวัดปทุมวนาราม แต่ก็ยังมีอีกหลายวัดที่ไปนมัสการได้ไม่ยาก เช่น วัดหงส์รัตนาราม วัดดิษหงสาราม และยังมีอีกหลายองค์ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ของวัด เช่น วัดเทวราชกุญชร วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม หรือวัดปากน้ำภาษีเจริญ ก็ไปชมได้เลยครับ

4. บริเวณมุขหลังของพระอุโบสถ วัดราชผาติการาม ยังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีถึง 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้วัดราชผาติการามเป็นพระอารามหลวงเพียงแห่งเดียวที่มีพระบรมอัฐิของทั้งสองพระองค์อยู่ด้วยกัน โดยพระบรมอัฐิทั้งสองนี้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดราชผาติการามในระหว่าง พ.ศ. 2516 – 2517 เมื่อมีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ก่อนจะเล่าเรื่องราวในความทรงจำเรื่องหนึ่งให้ฟัง ต้องขอเกริ่นก่อนเล็กน้อยว่า ที่ทุกท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ไม่ได้เป็นคนเขียนนะครับ เนื่องในโอกาสพิเศษ ผม คุณพ่อของต้า เจ้าของคอลัมน์อารามบอย จะขอเป็นคนเล่าเรื่องเอง แต่ไม่ต้องห่วง เรื่องราวในครั้งนี้ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับวัดเหมือนเช่นเคย

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

ผมกับครอบครัวเที่ยววัดด้วยกันมากว่า 20 ปีแล้ว ในช่วงเวลานี้ก็ไปวัดมาแล้วแทบทุกแบบ ทั้งวัดร้าง วัดเก่า วัดใหม่ วัดที่ไปครั้งเดียวแล้วไม่ได้ไปอีก และวัดที่ไปแล้วก็ยังได้ไป จนถึงตอนนี้น่าจะไปมาเกิน 100 วัดไปนานแล้ว แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี แต่วัดแห่งหนึ่งก็ยังคงอยู่ในความทรงจำเสมอมา แม้เวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ตาม และวัดนั้นก็คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง

รักแรกที่วัดพระธาตุลำปางหลวง

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

ผมไปวัดพระธาตุลำปางหลวงครั้งแรกเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ปีนั้นเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวกับครอบครัวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ครั้งนั้นไป 3 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ตาก และลำปาง พอไปถึงก็เอารถไปจอดอยู่ด้านล่างใกล้ ๆ ทางขึ้น พอลงรถไปก็เจอพวกแม่หมออยู่ริมถนนเลย ดูดวงบ้าง ขายของบูชาพระธาตุบ้าง ลูกชายผมตอนนั้นก็ได้กระดาษเขียนเรื่องพระธาตุประจำปีเกิดมาด้วย

พอเดินขึ้นบันได ผ่านประตูโขงไป ถึงจะเห็นวิหารหลวงก่อน แต่ไปสะดุดตากับลานทราย เพราะลานทรายในสมัยนั้นครอบคลุมพื้นที่ข้างบนแทบทั้งหมด มองไปตรงไหนก็เป็นทราย เวลาเดินบนพื้นทรายแล้วนุ่ม เดินด้วยเท้าเปล่าได้เลยไม่ร้อน เพราะถึงผิวหน้าจะร้อน แต่ย่ำลงไปแล้วข้างล่างเย็น และที่สะดุดตาที่สุดก็คือองค์พระธาตุลำปางหลวง พระธาตุองค์ไม่ใหญ่ แต่โดดเด่นเหลือเกินแม้จะมีอาคารอื่นอยู่โดยรอบ แถมสัดส่วนขององค์พระธาตุก็สวยมาก กลายเป็นความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

นอกจากพระธาตุลำปางหลวงแล้ว วิหารแต่ละหลังที่อยู่รอบพระธาตุก็สวยงาม มีเอกลักษณ์ วิหารหลวงมีพระเจ้าล้านทองอยู่ภายในกู่ พระเจ้าดูแปลกตา ไม่เคยเห็นมาก่อน มีวิหารน้ำแต้ม วิหารหลังเล็กที่มีจิตรกรรมอยู่ซ้ายขวา ข้างหลังมีต้นโพธิ์สีทองอยู่ แล้วก็มีวิหารพระพุทธ วิหารทึบหลังเดียวที่อยู่ข้างบน ข้างในพระพุทธรูปองค์ใหญ่และมีลายคำอยู่ตามเสา

พอดูโดยรอบพระธาตุเสร็จก็เดินทะลุไปข้างหลัง ไปที่พิพิธภัณฑ์ของวัดเพื่อไปกราบพระแก้วดอนเต้า พระพุทธรูปสำคัญของวัดที่ตั้งอยู่ในตู้ สมัยนั้นพิพิธภัณฑ์ยังดูรก ๆ มีข้าวของและพระพุทธรูปตั้งอยู่เต็มไปหมด

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

หลังจากนั้น เวลาไปเที่ยวเหนือกับครอบครัว ทุกครั้งที่ผ่านลำปางก็จะต้องแวะวัดพระธาตุลำปางหลวงทุกครั้ง อย่างน้อยก็ขึ้นไปกราบพระนมัสการพระพุทธรูป และทุกครั้งที่ไปก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวัด จากเมื่อก่อนเคยจอดด้านหน้าได้ ก็ต้องขยับไปจอดที่ลานจอดรถ ด้านหน้าที่เคยมีบรรดาแม่หมอดูดวงก็หายไปหมดกลายเป็นสวน ด้านข้างที่เคยมีตลาดก็หายไป บรรดาร้านค้าไปอยู่แถวลานจอดรถแทน

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

พอขึ้นไปข้างบน บรรยากาศข้างบนก็เปลี่ยน เริ่มมีอาคาร มีเต็นท์เพิ่มเติมขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดก็คือลานทราย จากครั้งแรกที่มามีลานทรายอยู่เต็มไปหมด เริ่มมีการเอากระเบื้องมาปูแทนที่ทราย แม้แต่รอบพระธาตุก็มีจากที่ครั้งแรกไม่มี แล้วต้องเดินไปด้วยเท้าเปล่า ร้อนเท้ามาก เดินได้ไม่นานก็ต้องรีบใส่รองเท้าไม่ก็เข้าไปในร่ม ตอนหลังดีหน่อยที่เขาเอาออกไปเยอะแต่ก็ยังไม่หมด ยังเหลือบริเวณรอบองค์พระธาตุอยู่ดี

ผู้คนหรือกิจกรรมรอบ ๆ ก็มีทั้งที่เพิ่มขึ้นและหายไป จำได้ว่าครั้งแรกจะมีการถวายรูปปั้นวัว เพราะพระธาตุลำปางหลวงเป็นพระธาตุประจำปีฉลู สมัยก่อนตามพระธาตุประจำปีเกิดจะมีการถวายรูปสัตว์ประจำปีเกิดแทบทุกที่ แต่ไปครั้งหลัง ๆ ก็ไม่เห็นแล้ว และไม่ใช่แค่ที่นี่ รวมถึงพระธาตุประจำปีเกิดองค์อื่น ๆ ด้วย

จริงอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงนำพาความสวยงาม ความเป็นระเบียบ ความสะดวกสบาย เข้ามา แต่บรรยากาศหลาย ๆ อย่างก็พลอยเปลี่ยนไปด้วย ส่วนตัวรู้สึกเสียดาย เพราะยังรู้สึกประทับใจวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ได้สัมผัสในครั้งแรกมากที่สุด ชอบความโล่งของพื้นที่ที่ทำให้เห็นวัด เห็นพระธาตุได้ชัดเจน รวมถึงวิถีแบบเก่า ๆ บรรยากาศเดิม ๆ ยังอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย จนยังแอบคิดอยู่บ่อย ๆ ว่า อยากให้กลับไปเหมือนเดิม เหมือนครั้งแรกที่มา

ไปหลายครั้ง ได้หลายสิ่ง

ถึงวัดจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ความประทับใจที่มีต่อพระธาตุลำปางหลวงก็ไม่เคยเปลี่ยน ถ้าใครมาถามว่าชอบเจดีย์องค์ไหนมากที่สุด ผมก็คงตอบพระธาตุลำปางหลวงอยู่ดี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมุมมองหรือรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้รู้ได้เห็นมากขึ้น

อย่างพระธาตุกลับหัว ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ทุกคนต้องไปดูกัน ผมเพิ่งจะได้ดูตอนไปครั้งที่ 3 โน่น เพราะครั้งแรกไม่รู้ รู้แต่ที่วัดพระธาตุจอมปิงมีพระธาตุกลับหัว เลยได้ไปดูที่นั่น พอกลับไปรอบที่ 3 ก็เลยไปดู อยู่ในหอพระพุทธบาทเยื้อง ๆ กับพระธาตุ แต่ผู้หญิงขึ้นไม่ได้ ผู้ชายขึ้นได้อย่างเดียว ครั้งนั้นเลยขึ้นไปดูกับลูกชาย แต่ส่วนตัวไปดูแล้วเฉย ๆ คือพระธาตุกลับหัวก็สวย แต่ถ้าจะดูพระธาตุ รู้สึกว่าดูของจริงสวยกว่า

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา
พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

พอลูกชายเรียนที่คณะโบราณคดี เวลามาดูวัดพระธาตุลำปางหลวงก็สนุกมากขึ้น เพราะผมก็เข้าใจในศิลปะมากขึ้น ทั้งรูปแบบของเจดีย์ กู่พระเจ้าล้านทอง เริ่มรู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เรียกว่าอะไร เริ่มดูจิตรกรรมฝาผนังที่อยู่ที่วิหารหลวงกับวิหารน้ำแต้มออก เวลาไปทีไรก็ได้ความรู้ แล้วก็ได้ถาม ได้คุย ได้แลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองกับลูกชายด้วย จากที่ครั้งแรกมาแค่ชื่นชมความงามของพระธาตุและสิ่งต่าง ๆ ในวัดอย่างเดียว

พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี
พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี

แล้วยิ่งพอรู้มากขึ้น ก็กลายเป็นยิ่งเพิ่มความประทับใจในองค์พระธาตุลำปางหลวงมากขึ้นอีก ทั้งรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร เมื่อเทียบกับพระธาตุองค์สำคัญ ๆ หลายองค์ทางภาคเหนือ เช่น พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุหริภุญชัย ทั้งสัดส่วนของพระธาตุที่ดูกี่ครั้งก็รู้สึกว่าลงตัวเหลือเกิน กลายเป็นยิ่งชื่นชอบในองค์พระธาตุ และชื่นชมคนที่ออกแบบพระธาตุไปพร้อม ๆ กัน

พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี
พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี

คำขอต่อองค์พระธาตุ

อาจจะส่วนตัวสักหน่อย แต่ในใจก็ยังอยากให้วัดพระธาตุลำปางหลวงเก็บรักษาสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ให้ดี ตรงไหนผุ ตรงไหนพัง ก็ต้องซ่อมแซม แต่ต้องซ่อมให้ดี ให้คงสภาพเดิม ไม่ใช่สักแต่ว่าซ่อม แต่ผิดเพี้ยนผิดแผกไปจากเดิม แบบนั้นก็ไม่ดี 

และถ้าเป็นไปได้ อยากเห็นลานทรายแบบครั้งแรกที่ผมเห็น อยากให้เอากระเบื้องออกจากบริเวณรอบพระธาตุ เวลาไปนมัสการพระธาตุจะได้เดินบนพื้นทราย แล้วก็อยากให้คนลำปางรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้ เพราะผมชอบอัธยาศัยของคนลำปาง พวกเขาเป็นคนที่พร้อมต้อนรับ พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้มาเยือน อีกอย่างก็อย่าให้พุทธพาณิชย์เข้ามาแทรกซึมมากจนเกินพอดี ไม่ได้บอกว่าห้ามมี แต่ควรมีอย่างพอดี

ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผม เป็นความทรงจำของผมที่มีต่อวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ผมเอามาแบ่งปัน ผมไม่ได้บอกให้คุณคิดเหมือนผม รู้สึกเหมือนผม เพราะทุกคนมีความประทับใจ มีความชื่นชอบ มีรสนิยมต่างกันอยู่แล้ว แต่ที่จะฝากก็คือ อยากให้ทุกคนช่วยกันเก็บรักษาสิ่งดี ๆ เอาไว้ บ้านเรามีสิ่งที่ดี สิ่งที่งามเยอะแยะ อยากให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เก็บรักษาของเหล่านี้ไว้ เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งที่สิ่งนั้นหายไป เราจะได้ไม่มาเสียดายทีหลัง เพราะบางสิ่งเปลี่ยนแล้วเอากลับมาได้ แต่บางสิ่งเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนไปเลย

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นหนึ่งในพระธาตุเจดีย์สำคัญของจังหวัดลำปางและดินแดนล้านนา สังเกตได้จากการมีเวียงพระธาตุ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่พบร่วมกับพระธาตุสำคัญองค์อื่น ๆ ในล้านนา
  2. การเดินทางมายังวัดพระธาตุลำปางมีทั้งใช้รถส่วนตัว หรือจะเหมารถจากในตัวเมืองลำปางมาก็ได้ หรือหากอยากลองขนส่งสาธารณะ สามารถนั่งรถสองแถวสายเกาะคา-ลำปางได้
  3. หรือถ้าใครสนใจเรื่องเงาพระธาตุ ที่จังหวัดลำปางยังมีอีกหลายวัดที่มีเงาพระธาตุเช่นกัน เช่น วัดพระธาตุจอมปิง วัดพระธาตุดอยน้อย วัดอักโขชัยคีรี รวมถึงวัดประตูป่อง หรือวัดผาแดงหลวงก็มีเช่นกัน
  4. นอกจากวัดพระธาตุลำปางแล้ว ในตัวเมืองยังมีพระธาตุสำคัญอีกหลายองค์ ทั้งวัดพระแก้วดอนเต้า วัดพระธาตุเสด็จ รวมถึงยังมีวัดสำคัญในตัวเมืองอีกหลายวัดที่น่าไปชม ใครที่ยังไม่เคยไป แนะนำให้ลองไปดูสักครั้งครับ

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

พรชัย ลิ้มหัสนัยกุล

พ่อค้าและนักเดินทางผู้สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะและการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คน

Photographers

พรชัย ลิ้มหัสนัยกุล

พ่อค้าและนักเดินทางผู้สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะและการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คน

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load