ใครไป 7-Eleven บ่อย ๆ แล้วชอบเลือกซื้อสินค้าในตู้เย็นที่เต็มไปด้วยอาหาร Ready to Eat น่าจะเคยหยิบข้าวโพดฝัก V Farm ในบรรจุภัณฑ์สีเขียวสดลงตะกร้า อุ่นทานร้อน ๆ แกะซองออกมาพบว่าหวาน หอม อร่อย เหมือนแกะเปลือกกินสด ๆ จากต้นแบบไม่ต้องลุ้น

เริ่มต้นจากข้าวโพด แตกลายสินค้าจากพืชชนิดเดียวกันเป็นหลายอย่าง ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ที่ส่งตรงจากฟาร์มในรูปแบบพร้อมทานอย่างแห้วหรือมันหวานญี่ปุ่น และล่าสุดปีที่ผ่านมา มีอาหารพร้อมทานกลุ่ม Plant-based ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก

ธุรกิจนี้ก่อตั้งในปี 2014 ภายใต้ชื่อบริษัท V Foods Thailand โดย คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไอเดียตั้งต้นคือการทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จนได้ไปอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับข้าวโพด ซึ่งตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยคอร์เนล บทความเล่าถึงคุณประโยชน์ของข้าวโพดต้มสุกที่ยังไม่รู้ทั่วในวงกว้าง แม้ว่าจะเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

“แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กินเพื่อรสชาติอร่อย เป็นอาหารทานเล่นทั่วไป ไม่ได้ทานในเชิงคุณประโยชน์แบบ Functional Benefits”

V Farm ประสบความสำเร็จในการผลิตสินค้าจากวัตถุดิบทางการเกษตร ได้ทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พร้อมรางวัลในมือมากมาย อาทิ 7-Eleven Innovation Awards และ 7-Eleven Thai SMEs Sustainability Awards จากซีพี ออลล์, Innovative House Awards ประเภทผู้ประกอบการดีเด่น จากสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และเมื่อปีที่ผ่านมาก็ได้รับรางวัลชนะเลิศในด้านเศรษฐกิจประเภทวิสาหกิจขนาดกลาง National Innovation Awards จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

พี-อนรรฆ โกษะโยธินเริ่มเข้ามารับช่วงต่อจากคุณพ่อในแผนกการตลาดเมื่อหลายปีก่อน และจะมารับหน้าที่เล่าเรื่องการเดินทางของแบรนด์นี้ให้เราฟัง

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

01

ธุรกิจข้าวโพดของ V Farm มีจุดเริ่มต้นอยู่ 2 เรื่อง คือผลิตภัณฑ์มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายและตลาดในเมืองไทยคนรู้จักข้าวโพดอยู่แล้ว ทำให้การสื่อสารการให้ความรู้นั้นง่ายกว่า

ตอนเริ่มต้นธุรกิจบริษัทยังไม่มีโรงงานผลิตของตัวเอง จึงต้องสร้างเครือข่ายกับโรงงานที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเกษตรกรที่ได้คุณภาพมาเป็นคู่ค้า 

ด้วยความที่สินค้ามี Low Shelf Life หรืออายุในการเก็บรักษาระยะสั้น โมเดลธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับการกระจายสินค้าเป็นที่สุด คำตอบคือการจำหน่ายใน 7-Eleven ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและทุกหัวเมือง แถมยังเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งพีบอกว่า

“หัวใจของสินค้าเราคือ Fresh from farm to you ถ้าไม่ใช้โมเดลนี้ เราไม่มีทางกระจายสินค้าทั่วประเทศได้ทุกวัน”

กระบวนการผลิตของข้าวโพด V Farm เริ่มตั้งแต่ช่วงตี 4 เกษตรกรจะออกไปไร่เพื่อตัดข้าวโพด ที่ต้องไปแต่เช้ามืดเพราะแดดกลางวันทำให้ผลผลิตเสียง่ายขึ้น พวกเขาใช้เวลาราว ๆ 8 ชั่วโมงในการเก็บเกี่ยว ก่อนจะนำมาเข้ากระบวนการทำความสะอาด ปอกเปลือก แบ่งตามสายผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง

นั่นแปลว่าภายใน 12 ชั่วโมง ผลผลิตจะอยู่ในแพ็กเกจพร้อมส่ง และกระจายไปยัง 7-Eleven นับหมื่นสาขา

เรียกได้ว่าต้องอาศัย Know-how ตั้งแต่การเพาะปลูก การถนอมอาหาร และการกระจายสินค้าที่จะตอบโจทย์ธุรกิจนี้

“ตั้งแต่ตัดออกมาจากต้น ผู้บริโภคสามารถกินได้เลยในวันเดียวกัน สินค้าของเราจึงสด ใหม่ อร่อย สินค้าที่ส่ง 7-Eleven จะผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนนม นมยูเอชทีในกล่องกับนมพาสเจอไรซ์ที่ต้องแช่ตู้เย็น เวลาดื่มจะรู้สึกว่ารสชาติแตกต่างกัน ของเราก็เป็นแบบนั้น”

ข้อดีของการพาสเจอไรซ์คือคงรสชาติดั้งเดิมไว้ได้มากที่สุด ขณะที่ข้อเสียคือ Shelf Life ต่ำกว่ามาก สินค้าส่วนใหญ่มีอายุแค่ 7 วัน บางอย่างโชคดีหน่อยก็ 12 วัน และจำเป็นต้องอยู่ในตู้เย็น 

“ข้อจำกัดคือเราไปขายที่อื่นไม่ได้ เช่น ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า เพราะสินค้าที่ห้างต้องมี Shelf Life นานหน่อย เพราะคนเดินห้างช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น Business Model สินค้านี้มันเหมาะกับ 7-Eleven ซึ่งพอจะไปขายที่อื่น เราก็ต้องพัฒนาสินค้าขึ้นมาใหม่”

การเป็นคู่ค้ากับร้านสะดวกซื้อเจ้าเดียวก็กลายเป็นอีกข้อจำกัดในด้านแบรนดิ้ง เพราะลูกค้าจำแบรนด์ไม่ได้ รู้จักแต่ ‘ข้าวโพดเซเว่น’

พีและทีมจึงผลัดกันสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมถึงรีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ พัฒนาเว็บไซต์ ปรับแพ็กเกจจิ้ง และเปลี่ยนจากที่เคยใช้ชื่อเฉพาะสำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น V Corn กับข้าวโพด และ V Farm กับฟาร์มโปรดักต์อื่น ๆ มาอยู่ภายใต้ร่มเดียวกันในชื่อ V Farm ทั้งหมด

02

ข้าวโพดไม่ใช่ของใหม่ในตลาดและหาซื้อได้ทั่วไป แต่ V Farm เล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่มีใครเคยตอบรับ

“มันเป็นจุด Unmet Needs เราพัฒนาจากข้าวโพดที่ซื้อได้ทั่วไป มาเป็นข้าวโพดสายพันธุ์พิเศษ เพื่อให้ผู้บริโภคได้กินข้าวโพดที่อร่อย สะอาดกว่า สดกว่า เราให้ความสำคัญกับกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การวิจัยข้าวโพดสายพันธุ์ต่าง ๆ และวิธีปลูก ไปจนถึงกระบวนการผลิตแบบพาสเจอไรซ์

“เรามอบความแน่นอนให้ผู้บริโภค ด้วยแหล่งที่มาคุณภาพ ผลผลิตได้มาตรฐาน ไม่ต้องลุ้นขนาดฝักว่าจะเล็กหรือใหญ่ ครั้งนี้จะเท่ากับที่ซื้อครั้งก่อนไหม หวานเหมือนกันทุกฝัก และมีขายตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกลัวว่าวันนี้แม่ค้าจะมาหรือไม่มา” พีหัวเราะ

“เราเลยไม่เคยเปรียบเทียบว่าของเราดีกว่า แต่มีจุดยืนอยากทำให้คนเห็นประโยชน์จากข้าวโพด มากกว่ากินแค่เพราะอร่อย และพยายามสื่อสารเรื่องข้อดีของมันมาตั้งแต่วันแรก”

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

03

โปรดักต์หลักของ V Farm คือข้าวโพดสายพันธุ์ Golden Sweet Corn ซึ่งวิจัยมาแล้วว่าปลูกได้ดี ได้ผลสม่ำเสมอ และเป็นสินค้ากินง่ายที่คนคุ้นเคยกันดี แต่หากลองดูรายการสินค้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินค้าของแบรนด์นี้ทั้งสนุกและตอบโจทย์ ขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อย

ปี 2014 ข้าวโพดหวานพร้อมทานแบบฝัก เมล็ดข้าวโพดคลุกเนยแบบถ้วย

ปี 2015 ข้าวโพดหวานแบบฟักตัด 3 ท่อน น้ำนมข้าวโพด

ปี 2016 เมล็ดข้าวโพดปิ้งน้ำกะทิแบบถ้วย

ปี 2017 เมล็ดข้าวโพดพร้อมทานแบบถ้วย

ปี 2018 ชุดรวมนึ่งหรือ Healthy Mix ประกอบด้วยข้าวโพด มันม่วง ฟักทอง นึ่ง

ปี 2019 ข้าวโพดข้าวเหนียวม่วงแบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล) ข้าวโพดฝักรสซอสต๊อด (ทำงานร่วมกับTODD Sauce) น้ำฟักทอง 

ปี 2020 ส้มตำข้าวโพดสูตรตำมั่ว (ทำงานร่วมกับTUMMOUR) น้ำนมข้าวโพดสูตรเพิ่มเนื้อ น้ำนมข้าวโพดสูตรน้ำตาลน้อยกว่า มันหวานญี่ปุ่นนึ่ง ลูกเดือยอบกรอบ

ปี 2021 อาหารพร้อมทานที่ทำจากพืชในซีรีส์ Plant-based Bites Classic Thai Taste แห้วนึ่งพร้อมทาน ข้าวโพดเทียนทิพย์แบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล)

พีเล่าให้ฟังว่า ขณะที่สินค้าบางอย่างคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง เช่น ชุดรวมนึ่งตั้งแต่ยุคที่คลีนฟู้ดยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เป็นของว่างที่อิ่มท้องและมีสารอาหารเพียงพอ หาซื้อง่าย กินได้เร็ว หรือน้ำนมข้าวโพดที่แต่ก่อนไม่มีเมล็ดข้าวโพด แต่จากการสอบถามพบว่าคนรุ่นใหม่ชอบกิน ก็เลยใส่เพิ่มเข้าไป เป็นต้น

สินค้าบางอย่างก็ตอบโจทย์ธุรกิจไปด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างสายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดทั้งหลายที่นอกจากถูกใจคนกิน ยังใช้ประโยชน์จากข้าวโพดได้ทุกส่วน ฝักที่ได้เกรดเอนำไปขายทั้งฝัก ส่วนฝักที่ขนาดไม่ได้มาตรฐานแทนที่จะเสียเปล่า ก็มาคิดต่อว่ามีวิธีไหนที่แก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ยังเสิร์ฟได้เหมือนเดิม ทั้งกินง่ายขึ้น เลยนำมาตัดเป็น 3 ท่อน รวมถึงน้ำนมข้าวโพดและข้าวโพดคลุกเนยที่เสิร์ฟในถ้วย เพื่อให้มีส่วนที่เหลือจากการผลิตให้น้อยที่สุด

เขาคิดไปถึงขั้นที่นำซังข้าวโพดที่เหลือทิ้งจากการรูดเมล็ดทำน้ำนม ต่อยอดเป็นถ่านฟืนออกมาขาย และวันหนึ่งถ้าเราเห็นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่ทอจากไหมข้าวโพดก็ไม่ต้องแปลกใจ

สินค้า Collaboration อย่างข้าวโพดกับซอสต๊อดและส้มตำข้าวโพดก็มีที่มาที่ไปน่าสนใจมาก ข้าวโพดกับซอสต๊อดเกิดจากที่แบรนด์มองหาความสดใหม่จากเทรนด์ชอบกินเผ็ด ออกมาเป็นข้าวโพดเสียบไม้คลุกซอสทานง่าย

ส่วนส้มตำข้าวโพดได้ร้านตำมั่วเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ พัฒนาซอสส้มตำในแพ็กเกจจิ้งเป็นถ้วย แยกวัตถุดิบเครื่องปรุงทุกอย่าง เขย่าให้เข้ากันและกินได้เลย

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ V Farm แบ่งออกเป็น3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สินค้าจากข้าวโพด สินค้าจากฟาร์มอย่างแห้ว มันหวานญี่ปุ่น มันม่วง หรือฟักฟอง และสินค้ากลุ่มอาหาร Plant-based พร้อมทานที่ทำจากพืช

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

Plant-based Food เกิดจากการที่บริษัทไปร่วมลงทุนในบริษัท Foodtech Startup เจ้าของผลิตภัณฑ์เนื้อที่ทำจากพืช More Meat และนำมาต่อยอดเป็นอาหารพร้อมทานที่ทำจากพืช V Farm Plant-based Bites รสชาติไทย ๆ เช่น ลาบทอด ต้มยำทอด และทอดมันข้าวโพดเนื้อปู โดยใช้โปรตีนจากพืชที่ทำจากถั่วเหลืองและเห็ดแครง ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืชที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และยังเป็นการไปส่งเสริมเกษตรกรที่ จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของ V Farm เพราะเป็นโปรดักต์ที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมยังสะดวก

“ตั้งแต่เปิดบริษัทมา เรายกให้ผู้บริโภคเป็นหลัก ยุคก่อนเวลาหากลุ่มเป้าหมาย ก็มักจะยึด Demographicต่าง ๆ เพศอะไร อายุเท่าไหร่ มีรายได้ต่อเดือนแค่ไหน ทาร์เก็ตของเราในวันนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นกลุ่มที่เราเรียกว่า Urban Healthy Lifestyle หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในหัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ อุบลฯ หรือภูเก็ต คนในหัวเมืองจะมีวิถีใกล้เคียงกัน คนทำงานใช้ชีวิตเร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง 

“สินค้าของเราไปทาง Mass อยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้ ทาร์เก็ตอีกกลุ่มอย่างคนที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในช่วงหลังมานี้ จนตอนนี้มีแบบที่เรียกว่า Flexitarian ซึ่งมาจาก Flexible กับ Vegetarian คนเหล่านี้จะยืดหยุ่นมากกว่า ทานผักมากกว่าเนื้อ ซึ่งนอกจากดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการผลิตเนื้อสัตว์ได้อีกด้วย

“เราไม่ได้บังคับให้ทุกคนเปลี่ยนมากินผัก แต่เราทำอะไรที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว ให้มันสะอาด ได้คุณประโยชน์ครบถ้วน ใครกินก็เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเขา”

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

04

สายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดยังขายอยู่ที่เดียวที่ 7-Eleven เพราะมีข้อจำกัดเครื่องการกระจายสินค้าเพื่อคงความสดใหม่ ส่วน Farm Product ที่พัฒนาให้เก็บรักษาได้นานขึ้น และ Plant-based Food ซึ่งมีอายุยืนกว่า เริ่มกระจายไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและบนร้านค้าออนไลน์ และส่งออกไปต่างประเทศเช่นอังกฤษและฮ่องกงในปีที่ผ่านมา

ข้าวโพดฝักตัด 3 ท่อนจำนวนหมื่นกว่าแพ็ก แห้วพร้อมทานจำนวนหมื่นกว่าแพ็ค และข้าวโพดถ้วยคลุกเนยจำนวนเกือบ 2 หมื่นแพ็ก ถูกกระจายไปทั่วประเทศในทุก ๆ วัน

ด้วยยอดการผลิตที่สูงและสม่ำเสมอในทุกวัน V Farm จึงต้องการคนร่วมอุดมการณ์ในการทำธุรกิจนี้ให้ยั่งยืน โดยบริษัทได้เข้าไปส่งเสริมครือข่ายเกษตรกรที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่วันแรกในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และขยายไปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและอีสานกว่า 1,000 ครัวเรือนต่อปี

“ถ้าเกษตรกรปลูกข้าว 10 ไร่ จะได้สูงสุด 2 รอบต่อปี และมีผลกำไร 80,000 บาท แต่ถ้าปลูกข้าวโพดจะได้ 2 – 3 รอบ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 210,000 บาทต่อปี

“เครือข่ายเกษตรกรทุกรายจะได้ทำข้อตกลง Contract Farming เราจะเข้าไปให้ความรู้ ให้ Know-how ในการปลูก เข้าไปช่วยพัฒนาให้ฟาร์มทันสมัยมากขึ้นเป็น Smart Farming เราใช้โดรนในการเพาะปลูกเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงมีการรับประกันราคาให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้ ส่งเสริมการจ้างงาน”

พียังบอกว่า ในเร็ว ๆ นี้ V Farm จะเริ่มทำฟาร์มทดลองของตัวเองที่โคราช เพื่อทดลองปลูกพืชสายพันธุ์ใหม่ ๆ แก้ปัญหาที่พบมาตลอด คือการันตีเรื่องจำนวนหรือคุณภาพของผลผลิตตามฤดูกาลไม่ได้ เพราะสินค้าตามฤดูกาลมีจำนวนไม่มาก พอปลูกได้ไม่มากแถมยังเป็นของใหม่ เกษตรกรก็ไม่กล้าเสี่ยง 

“เราเคยมีข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงวางขาย เราเคยมีข้าวโพดเทียนของอีสานด้วย แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะมันจัดการยาก”

ฟาร์มทดลองจะช่วยให้มีสินค้าใหม่ ๆ สนุก ๆ มากขึ้น เป็นต้นแบบให้เกษตรกรในเครือข่าย สร้างความมั่นใจ เพิ่มโอกาสในการทำเกษตรของเขา และมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นฟาร์มประจำแบรนด์ไปได้ด้วย ในทางกลับกัน อาจช่วยดึงดูดให้เกษตรกรรุ่นใหม่รับช่วงต่อฟาร์มครอบครัว แล้วพัฒนาให้เท่าทันเทคโนโลยีและสินค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

05

ในสมัยผู้เป็นพ่อตั้งใจสร้างแบรนด์อาหารที่ส่งผลดีต่อผู้บริโภค มายุคของลูกชาย เขามอง V Farm ไกลไปกว่านั้น

ไม่ใช่ธุรกิจอาหาร แต่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมว่าพอเราเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ก็ทำให้ภาพลักษณ์เห็นชัดกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า มากกว่าที่จะบอกว่า ฉันเป็นแบรนด์อาหาร ฉันเป็นแบรนด์เสื้อผ้า ถ้าสังเกตแบรนด์ใหญ่ ๆ ในปัจจุบันต่างขยับมาแตะเรื่องไลฟ์สไตล์หมดแล้ว ซึ่งจริง ๆ หัวใจสำคัญเราไม่เคยเปลี่ยน เราให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตคนมาตั้งแต่วันแรก โดยเริ่มจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”

ถ้าลองไล่ดูการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียของแบรนด์ จะเห็นเลยว่า V Farm พยายามสื่อสารเรื่องไลฟ์สไตล์มาโดยตลอด เช่น คอนเทนต์เกี่ยวกับเมนูใหม่ ๆ ที่ทำจากข้าวโพด หรือคำอธิบายถึงประโยชน์ของผลิตผลแต่ละชนิดที่มีต่อร่างกาย

แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของ V Farm เลยไม่ใช่แค่สินค้าที่สรรค์สร้างออกมา แต่คือเป้าหมาย คือชีวิต คือหัวใจของลูกค้า อนาคตของธุรกิจนี้จึงไร้ข้อจำกัด พวกเขาอาจจะร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้า ออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง หรือทำโปรเจกต์สนุก ๆ กับศิลปินสักคน

06

การขยายตัวของธุรกิจทำให้มีพนักงานเจเนอเรชันใหม่เข้ามาร่วมทีม เรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กรที่มีคนหลายรุ่น 

“เราต้องทำให้ทีมรักกัน ให้เขารู้สึกต่อกันเหมือนเป็นพี่น้อง ไม่ใช่คนนี้แก่ คนนี้เด็ก” พีเล่าพลางเปิดรูปกิจกรรมมากมายที่ยืนยันว่าในทีมมีคนทุกวัย ไม่ว่าจะเวิร์กชอป Team Building หรือทริปทั้งในและต่างประเทศ

กิจกรรมหนึ่งที่ฟังแล้วชอบมากคือV Farm Running Club แบ่งทีมวิ่งเก็บระยะทาง เมื่อถึงเวลาที่กำหนดจะเอาระยะทางมารวมกัน แล้วคำนวณเป็นระยะทางของสถานที่ที่บริษัทจะพาไปเที่ยว

แล้วปีนั้นได้ไปเที่ยวไหน – เราอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ 

เขาหัวเราะแล้วตอบว่า เกาหลีใต้

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

07

ครั้งก่อนที่คุยกันเร็ว ๆ พีบอกว่าอยากเห็น V Farm เติบโตไปเป็น Global Thai Brand ซึ่งหมายถึงแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพระดับโลก มาวันนี้เขาบอกว่านั่นไม่ใช่วิสัยทัศน์หลัก แต่จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้

“เราอยากให้แบรนด์อยู่ไปได้กับทุกยุคสมัย จะด้วยวิธีการผลิต วิธีการเลือกสรร หรือวิธีการแนะนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ท้ายที่สุดในแต่ละวัน ถ้าเป็น Global Thai Brand ได้จริง ๆ ก็คงเป็นผลพลอยได้ที่ดีมาก แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

เขาแอบเล่าให้ฟังถึงโปรดักต์ใหม่จากวิสัยทัศน์ที่เขาอยากให้ V Farm เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนก่อนสิ่งใด และจะนำไปขายที่งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX 2022  ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคมนี้

“ทีมงานวิจัยที่อเมริกาบอกว่า อีกไม่กี่ปีคนจะมองหาสินค้า Plant-based ที่มีกระบวนการผลิตและแปรรูปน้อยกว่า หรือที่เรียกว่า Low Processed Food และหันมาบริโภคสินค้าในรูปแบบ Whole Food มากขึ้น 

“ปีนี้ เราเลยจะออกสินค้า Plant-based ในรูปแบบใหม่ ที่ใช้พืชและผักในรูปแบบจากธรรมชาติจริง ๆ ทั้งหมด แต่ยังอร่อยและกินง่าย ตัวแรกคือ Buffalo Cauliflower Wings เหมือนปีกไก่ทอดคลุกซอส แต่เป็นดอกกะหล่ำทั้งหัวแทน อีกตัวคือ Mushroom Nuggets ที่ทำจากเห็ดออร์แกนิคทั้งชิ้น ซึ่งจะเป็น Plant-based Food เวอร์ชันใหม่ ที่ทานง่ายและจะช่วยให้คนหันมาทานพืชผักมากขึ้นมากขึ้น”

แม้มีโมเดลธุรกิจ แนวคิดตั้งต้น สินค้าที่ผลิตออกมา และรางวัลที่น่าภูมิใจกันทั้งบริษัทอย่าง SMEs Sustainability Awards อยู่เต็มสองมือ พียังพูดไม่ได้เต็มปากว่าธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จเรื่องความยั่งยืนร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่รับปากเอาไว้ว่าจะมีวันนั้น

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

20 กุมภาพันธ์ 2561

จินคือ JINUMO JINUMO คือจิน’

เป็นคำนิยามแสนไว้ตัวที่ จิน ธรรมโชติ เจ้าของแบรนด์ JINUMO บอก เมื่อเราถามถึงแบรนด์แฟชั่นสุดเท่ของเขา

เขาเพิ่งได้รับเชิญไปแสดงในโชว์รูมที่เทศกาลแฟชั่นระดับโลกอย่าง Paris Fashion Week ถึง 2 ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ความเท่ของดีไซน์ คือที่มาที่ไปของตัวตนและแนวคิดการทำแบรนด์จากตัวตนของเขาจนเป็นที่ยอมรับ และมีลูกค้าอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะตลาดเอเชีย

ก่อนอื่นเรามาแนะนำตัวละครกันก่อน

จินคือใคร

จากแวบแรกที่เห็น เราคิดว่าเขาเป็นคนเงียบขรึมและไว้ตัว

แต่พอนั่งคุยกัน เราได้เรียนรู้ว่าไม่ควรตัดสินคนเพียงแค่แรกเห็น จินเป็นคนคุยสนุกมาก เล่าเรื่องราวได้อย่างมีรายละเอียด มีมุกแพรวพราว จนทำให้เราใช้เวลาสนทนาเกินโควต้าที่ขอไว้ไปเท่าตัว

จิน ธรรมโชติ เกิดและเติบโตที่หาดใหญ่ เขาเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่นั่น ก่อนจะเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จินหลงใหลการทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก คุณแม่ของเขาเป็นช่างเย็บผ้า เขาจึงเติบโตมาท่ามกลางเสียงจักร เข็ม ด้าย และเส้นใยแบบต่างๆ

นี่คือจิน

JINUMO เป็นยังไง

จากแวบแรกที่เห็น เราคิดว่าทำไมต้องแพงขนาดนี้

แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ต้องหยิกตัวเองแรงๆ ว่าทำไมถึงไม่ตัดสินอะไรตามเนื้อผ้า เพราะเนื้อผ้านี่แหละที่ทำให้ JINUMO ไม่เหมือนใคร วัสดุ สี การวางตัวของเส้นใย การสะท้อนแสงไฟ การทิ้งน้ำหนัก ล้วนเป็นที่มาของไอเดียสนุกๆ ในการออกแบบเสื้อผ้า JINUMO

JINUMO เป็นแฟชั่นสไตล์ดาร์กแวร์สัญชาติไทย ใช้สีเบสิกอย่างขาว เทา ดำ มีดีไซน์จัดจ้าน แต่ไม่โฉ่งฉ่าง จึงมีคาแรกเตอร์เงียบขรึมและไว้ตัว แม้รายละเอียดจะดูรกๆ เปรอะๆ แต่สายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดเย็บเสื้อผ้าจะเห็นว่าได้รับการออกแบบมาอย่างดี วัสดุที่เลือกใช้มีลูกเล่น หาไม่ได้ทั่วไป และเสื้อผ้าทุกชิ้นตัดเย็บเนี้ยบมาก

นั่นคือ JINUMO

และต่อไปนี้คือเรื่องราวการ collaborate กันอย่างลงตัวของทักษะส่วนตัวและความหลงไหลในแฟชั่นของเขา จนได้พางานออกแบบเสื้อผ้าของตัวเองไปแสดงในต่างประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นความใฝ่ฝันของดีไซเนอร์ทุกคน

เราพบจินที่สตูดิโอของเขาที่ย่านอารีย์ในบ่ายวันเสาร์ เขาเปิดเพลงคลอระหว่างการสนทนา เล่าถึงเรื่องราวเมื่อมองย้อนไปดูการต่อจุดของเขา

เริ่มต้นจากความอยากและลูกบ้า

ใบเบิกทางเข้าสู่วงการแฟชั่นของจินคือ การประกวด Young Designer Award เมื่อเขาเรียนอยู่ปี 3 เป็นการประกวดของสหพัฒห์กรุ๊ปซึ่งจัดปีแรก และจินได้รางวัลชนะเลิศ ตอนนั้นเขาไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับทฤษฎีแฟชั่นเลย มีแต่ความอยากและลูกบ้าเท่านั้น

แล้วตอนนั้นจินเอาอะไรไปสู้กับเขา

“การเรียนนิเทศทำให้เราเก่งเรื่องการนำเสนอ เราก็ใช้สิ่งนั้นเอาตัวรอด โจทย์ให้ออกแบบ 3 ชุด คือ work wear, casual wear และ fashion wear ด้วยความที่เราไม่รู้อะไรเลย ทุกชุดของเราเลยเป็นเหมือนกันหมด แปลกหมด แล้วใช้วิธีพรีเซนต์ให้เข้ากับคอนเซปต์แทน”

คอนเซปต์คืออะไร

มิกซ์แอนด์แมตช์”

ปลอดภัยมาก

ใช่ ปลอดภัยที่สุด กรรมการจะยิงอะไร เราก็บอกว่ามิกซ์แอนด์แมตช์”

เป็นวิธีคิดที่ฉลาดมาก…

นอกจากความสามารถในการตั้งชื่อคอนเซปต์ให้ครอบคลุมแล้ว เขายังมีความสามารถในการมิกซ์แอนด์แมทต์ทักษะและความคิดต่างๆ ให้คอลเลกชันแรกของเขาด้วย

“เราเอาผ้ามาเผาไฟ พอผ้าแต่ละอย่างโดนไฟจะให้ texture ที่ไม่เหมือนกัน เราก็เอามาทำเป็นเสื้อผ้า เราชวนรุ่นน้องที่คณะมาเป็นนางแบบ น้องเขามีทักษะแอ็กติ้ง เราเลยให้ทำอะไรแปลกๆ อย่างเช่นให้ต่อขาเดิน”

ความมั่วอย่างมีหลักการและความไม่รู้กลายเป็นข้อได้เปรียบเพราะมันไม่มีกรอบ และมันทำให้เขาเค้นทุกอย่างที่เขารู้ออกมา เพื่อแสดงผลงานตามแบบที่ตัวเองต้องการ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ความตามใจตัวเองขั้นสุดจนกรรมการยอมใจ และเป็นหลักคิดของเขามาจนถึงทุกวันนี้

การเรียนรู้จากมืออาชีพ

หลังจากชนะการประกวด จินได้เข้าไปฝึกงานออกแบบที่บริษัทในเครือสหพัฒน์ แม้ว่าเสื้อผ้าที่ชนะการประกวดของเขาจะแปลก แหวกแนว แต่การฝึกงานที่สหพัฒน์คือการหัดขั้นตอนพื้นฐานที่สุดของงานออกแบบ คือการทำงานตอบโจทย์

“มันคือความเป็นมืออาชีพ เวลาออกแบบเราต้องรู้ว่าเราจะออกแบบให้ใคร และเรากำลังเล่นบทอะไร ถึงเราจะชอบแฟชั่นที่มีกิมมิก แต่ถ้าต้องออกแบบสิ่งที่เบสิก เราก็ต้องทำได้ เพราะเป็นหน้าที่ของนักออกแบบ”

การทำงานที่สหพัฒน์ยังทำให้เขาต่อยอดความรู้หลายๆ ด้านเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ การสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ การทำการตลาด รวมไปถึงการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับวัสดุสิ่งทอต่างๆ ซึ่งกลายมาเป็นไม้เด็ดในการทำแบรนด์ JINUMO ในเวลาต่อมา

ครั้งแรกอาจไม่ใช่ แต่ก็ยังได้เรียนรู้จากมัน

JINUMO เปิดตัวเบาๆ ครั้งแรกที่ตลาดนัดสวนจตุจักร การเลือกเปิดร้านที่จตุจักรของจินไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าเหตุผลที่ว่าวันธรรมดาทำงานประจำ ว่างแค่เสาร์-อาทิตย์ จตุจักรเลยเหมาะแก่การดีบิวต์ JINUMO ฉะนั้น JINUMO จึงแทบไม่มีอะไรเข้ากับจตุจักรเลย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบเสื้อผ้าที่ไม่ใช่แบบสมัยนิยม หรือราคาที่แพงกว่าทุกร้านรอบข้าง แต่อย่างหนึ่งที่จินได้เรียนรู้จากการเปิดร้านที่จตุจักรคือ เขาไปเฝ้าร้านเอง ได้พบลูกค้า และ Buyer จนทำให้รู้จักตลาดที่แท้จริงของ JINUMO และทำให้เขาย้ายมาเปิดร้านที่ Siam Center ในเวลาต่อมา

Siam Center เป็นแหล่งช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยว แต่ก็ยังเข้าถึงคนไทยรายได้สูงได้ด้วย การมีหน้าร้านใน Siam Center ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ยิ่งชัดเจน แล้วก็ทำให้ลูกค้าคาดหวังคุณภาพและราคาได้แบบไม่ผิดหวัง

ความใส่ใจในเรื่องเล็กๆ เป็นคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ของนักสร้างสรรค์

หนึ่งในคุณสมบัติของนักสร้างสรรค์ที่จินทำได้ดีมากคือ การเป็นนักสังเกต ดีไซน์ของ JINUMO ดูจะจับกลุ่มตลาดค่อนข้างเล็ก เราเลยอดสงสัยไม่ได้ว่าจินรู้ได้อย่างไรว่าเสื้อผ้าแบบแปลกๆ ที่ทำออกมาจะมีคนซื้อ

“เราไม่รู้หรอกว่าคนที่จะซื้อเรามีเยอะแค่ไหน แต่เรารู้ว่าใครที่จะซื้อของของเรา”

ใคร

“คนที่มี DNA เหมือนเรา”

เป็นคำตอบที่ใช้ศัพท์วิทยาศาสตร์ แต่มีความนามธรรมสูงมาก

จินเล่าว่าเวลาเขาไปที่ Gin&Milk ร้านเสื้อผ้ามัลติแบรนด์ที่มี JINUMO วางขาย ที่ Siam Center ถ้าคนที่เดินเข้ามาในร้านเป็นนักท่องเที่ยวชาวเอเชียอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงค์โปร์ เขามั่นใจว่าจะต้องซื้อเสื้อผ้าของเขาติดมือไปค่อนข้างจะแน่นอน เว้นแต่ว่าจะโดนแฟนหรือภรรยาห้ามไว้

กลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของ JINUMO ก็คือ

“ชาวอาหรับ เขาซื้อทีละเยอะมาก เขากล้าแต่งตัว ไม่กลัวดีไซน์และมีกำลังซื้อ” จินเล่าให้ฟังอย่างรู้จริง เขาบอกว่าจุดเชื่อมของลูกค้ากลุ่มต่างๆ ของเขาคือ คนที่ไวต่องานดีไซน์ และเป็นคนที่อยู่ในประเทศที่ใส่งานดีไซน์จัดจ้านแบบนี้ในชีวิตประจำวันได้ ลูกค้าชาวไทยก็มีซื้อบ้าง แต่คงเพราะมีโอกาสใส่น้อยกว่า เลยไม่มีลูกค้าชาวไทยมากเท่าชาวต่างชาติ

นอกจากจินจะใช้ความช่างสังเกตในการทำความเข้าใจลูกค้าของแบรนด์ตัวเองแล้ว เขายังสังเกตวิธีการบริการลูกค้าของแบรนด์อื่นๆ อีกด้วย

ความมี passion ใน fashion

จินถึงกับนั่งหลังตรง และเล่าให้ฟังอย่างตาเป็นประกายว่า

“เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เราชอบมากเวลาเจอพนักงานขายเสื้อผ้าที่ชอบพูดคุยกับเราเหมือนเราไม่ใช่ลูกค้า”

ยังไง

“เราเคยไปซื้อรองเท้าคู่หนึ่งที่ปารีส ไปร้านแรกไม่มีไซส์ พนักงานบอกให้ไปอีกสาขาหนึ่ง ซึ่งเป็นสาขาที่เราไปมาแล้ว พอเดินเข้าร้าน พนักงานก็พูดเลยว่า ‘Hi, welcome back.’ นางจำได้ เราตกใจมาก แล้วนางก็ผายมือไปแล้วถามว่า ‘Are you looking for this?’ มันคือรองเท้าที่เรามาหาในไซส์ที่ถูกต้อง เฮ้ย คือประทับใจมาก”

แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น

“พอจะลองรองเท้า นางก็หยิบเสื้อหยิบกางเกงตัวนั้นตัวนี้มาให้เราลอง เราก็ลองนะ เรารู้สึกสนุกที่ได้เจอคนที่สนุกกับแฟชั่นเหมือนกัน มันข้ามผ่านความกลัวว่าเขาจะยัดเยียดให้ซื้อของเพิ่มไปเลย แค่ซื้อรองเท้าคู่เดียวนี่เราเปลี่ยนเสื้อผ้าลองทั้งชุด”

ยังไม่พอ

“วันนั้นเราไปซื้อกางเกง เลือก 2 ตัวระหว่างตัวที่ใส่ได้บ่อยหน่อยกับตัวที่ดีไซน์จัดมากๆ เราถามพนักงานขาย นางก็แนะนำว่าเอาตัวที่ใส่ได้บ่อยดีกว่า มัน timeless แล้วถ้ายูไม่ซื้อนะไอจะซื้อเอาไว้เอง เราก็เลยซื้อมา ก่อนออกจากร้านนางยังส่งท้ายให้อีกว่า ‘Wear it, you will feel like a prince.’”

เขารวบยอดประสบการณ์เหล่านี้ว่าเป็น passion ของผู้ขายที่ไม่ใช่แค่ให้ความประทับใจกับลูกค้าแต่ยังสามารถเพิ่มยอดขายได้ด้วย เขาพูดอย่างชื่นชมว่า

“พอเจอคนที่มี passion เหมือนกัน เขาทำอะไรออกมาเราก็ซื้อ เสื้อผ้าหลายตัวเราชอบมากถึงรู้ว่าไม่ได้ใส่ก็ซื้อมา เราชอบดีไซน์ อารมณ์แม่บ้านที่ซื้อจานสวยๆ แล้วไม่ใช้ JINUMO ก็ทำ มีบางตัวเราว่าดีไซน์มันล้ำมาก พอรู้ว่ามีคนซื้อนี่อยากรู้จักเลยว่าเป็นคนยังไง” จินหัวเราะแบบเขินๆ

ความเปิดโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอ

กว่าจะหาประสบการณ์จากคนต่างชาติต่างภาษาได้ขนาดนี้ จินบอกว่าเขาเป็นคนเรียนภาษาอังกฤษไม่เก่งเลย จนถึงระดับมหาวิทยาลัยผลการเรียนภาษาอังกฤษก็อยู่ในเกณฑ์เกือบแย่มาตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่เขาชอบคือ เพลงสากล สิ่งที่ช่วยให้เขาใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วคือ การคุยกับลูกค้าชาวต่างชาติ

“เราไม่ปิดกั้นตัวเอง ทุกโอกาสที่เข้ามาคือโอกาสในการเรียนรู้ เราโชคดีที่มีคนมาให้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษบ่อยๆ พอใช้ทำงานนานเข้าทักษะทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เอง”

ไม่หยุดที่จะไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด

การไปปารีสแฟชั่นวีก 2 ครั้งของ JINUMO ไปในบทบาทที่แตกต่างกัน

ครั้งแรกเขาได้รับเชิญจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้ไปร่วมจัดโชว์ใน Bangkok Showroom เขาเล่าว่า “ใน Bangkok Showroom มีแบรนด์อื่นๆ จากประเทศไทยด้วย ซึ่ง JINUMO เป็นสไตล์ที่ไม่เหมือนของคนอื่น Buyer ที่เข้ามาอาจจะไม่ได้เตรียมตัวจะมาซื้อสไตล์แบบนี้ แต่ก็ทำให้คนเริ่มรู้จักเรา คนสนใจเยอะมาก ก็เริ่มมี Buyer ติดต่อมาขอซื้องาน”

เมื่อได้รู้แบบนี้ จินก็ไม่รอช้าที่จะพา JINUMO ไปให้ไกลกว่าเดิมอีกสักหน่อย จึงติดต่อไปร่วมโชว์ในโชว์รูมแสดงเสื้อผ้าสไตล์ดาร์กแวร์ ซึ่งเข้ากับ JINUMO มากกว่า ในซีซั่นถัดมา การไปรอบนี้ JINUMO ได้แสดงร่วมกับดีไซเนอร์หลายประเทศ ทั้งยุโรปและเอเชีย ทำให้ JINUMO from Thailand กลายมาเป็น JINUMO By Jin Thammachote ที่โลกแฟชั่นได้รู้จักในวันนี้

เรารู้ว่าเขาคงไม่หยุดอยู่แค่ความฝันนี้ เลยแอบถามถึงโปรเจกต์ต่อไป เขาให้ความรู้ว่าช่วงนี้เป็นขาลงของดาร์กแวร์ ในขณะที่สตรีทแวร์กำลังได้รับความนิยม ฉะนั้น คอลเลกชันหน้าเราน่าจะได้เห็น JINUMO ในแนวที่เป็นสตรีทแวร์มากขึ้น

หมายถึงใส่ง่ายขึ้น

“เปล่า” เขาตอบอย่างคนมีสไตล์

Facebook | jinumo
JINUMO at Gin&Milk Store 1st fl., Siam Center

The Rule

1. การบริหารโอกาส

“ต้องหาโอกาสให้ตัวเอง พอหาได้แล้ว บางทีก็ขึ้นกับปัจจัยภายนอกหรือสังคมว่าจะยอมรับหรือให้โอกาสเราต่อไหม ปัจจัยเหล่านั้นเราควบคุมไม่ได้เลย ฉะนั้น จงรู้จักตัวเอง ทำตัวเองให้ดี ตามคาแรกเตอร์ของตัวเอง ไม่ต้องตามใคร เพราะคาแรกเตอร์ตัวเองจะอยู่กับเราและไม่กลวง ถ้าคิดดีแล้วก็ทำออกมา ตลาดจะให้ฟีดแบ็กเองว่ามันดีไหม ถ้าไม่ดีก็ลองดูว่าจะปรับยังไง”

2. การบริหารต้นทุน

“ต้องดูว่าเรามีอะไรอยู่กับตัว เรามีเงินหรือมีความสามารถ หรือมีทั้งสองอย่าง หรือไม่มีเลย เราทำ JINUMO เราไม่ได้มีเงิน แต่มีความสามารถ เราก็ใช้ความสามารถหาเงินมา พร้อมกับออกแบบ JINUMO ไปด้วย จนทุกอย่างพร้อม ก็ลงตัว การทำเสื้อผ้าใช้เงินเยอะมาก ต้องมีเงินก้อนด้วย ได้เงินปีละ 2 ครั้ง เหมือนทำนา เพราะ Buyer เขาจะซื้อล่วงหน้าทีละ 2 ซีซั่น เพื่อเอาไปผลิตและวางขายให้ทัน”

3. การบริหารการทำงาน

“การทำงานต้องยิ่งทำยิ่งสบาย เราต้องบริหาร เมื่อก่อนเราทำเองหมด ไปเลือกผ้าแบกผ้าเอง วิ่งวัดตัวเอง เดินสายทุกวันไม่ต่างกับจินตหรา (พูนลาภ) เดี๋ยวนี้ไม่ทำแล้ว ทำงานให้มันง่ายขึ้น ก็มีความสุขมากขึ้น”

Writer & Photographer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load