“Colors are the smiles of Nature” Leigh Hunt

ผู้หลงใหลโลกศิลปะทราบดีว่า เรานำสีจากธรรมชาติหลายอย่างมาทดแทนสีจากเคมีได้ อาทิ สีน้ำตาล สีเทา สีน้ำตาลเข้ม สกัดมาจากดินชนิดต่าง ๆ ที่มีสีไม่เหมือนกัน สีจากธรรมชาติส่วนใหญ่ได้มาจากสีของดอกไม้ ผลไม้ ใบไม้ เปลือกไม้นานาชนิด อาทิ ดอกคำฝอย ขมิ้นชัน ให้สีเหลือง สีส้ม สีแดงอมส้ม ดอกอัญชันให้สีน้ำเงิน ดอกกระเจี๊ยบให้สีแดง เมล็ดคำแสดให้สีแสดหรือสีส้มอมแดง เปลือกเพกาให้ได้ทั้งโทนสีเขียว-เหลือง ฝักของต้นราชพฤกษ์หรือคูน ให้สีส้มอ่อนอมเทา

แต่ใครจะคิดว่า ฟางข้าวที่แทบจะไม่มีประโยชน์ ก็นำมาทำสีจากธรรมชาติได้เช่นกัน

สองสามีภรรยา ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ และ พสธร เดชศิริอุดม แห่งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จังหวัดอุดรธานี ได้ริเริ่มการทดลองใช้วัตถุดิบในธรรมชาติเพื่อทดลองทำสีย้อมจากธรรมชาติ มานานนับสิบปี ตั้งแต่ดิน เปลือกไม้ ใบไม้ ผลไม้ ฯลฯ นำมาย้อมสีผ้า และนำไปเผยแพร่ให้กับชุมชนทอผ้าทั่วประเทศ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในเรื่องสีย้อมจากธรรมชาติ

อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม นำฟางข้าวมาทำสีธรรมชาติหลายสิบสี ใช้วาดรูป ผสมอาหาร และทาบ้านได้

ก่อคเณศจบการศึกษาด้านจิตรกรรม ประติมากรรม จากเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา เป็นศิลปิน นักวาดภาพ นักเขียน ช่างภาพอิสระ เคยทำงานเป็นนักวิจัยชุมชนที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ก่อนจะมาก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม ร่วมกับภรรยา คุณพสธร หรือ หยก อดีตครูโรงเรียนรุ่งอรุณ ผู้ผันตัวเองมาพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบในชุมชนเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการสอนการแปรรูปวัตถุดิบจากธรรมชาติในการผลิตสีต่าง ๆ

ล่าสุด ทั้งสองคนได้ค้นพบนวัตกรรมสีจากฟางข้าว ทดลองทำจนประสบความสำเร็จ เกิดเฉดสีใหม่ ๆ จากฟางข้าวหลายสายพันธุ์ และอายุของฟางข้าวมากมายหลายสิบสี ตั้งแต่เขียว ชมพู ม่วง คราม น้ำตาล เหลือง น้ำเงิน ดำ ฯลฯ นำมาทำสีย้อมผ้า สีวาดรูปทั้งแบบสีน้ำหรือสีอะคริริก สีผสมอาหาร สีทาบ้าน ฯลฯ

อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม นำฟางข้าวมาทำสีธรรมชาติหลายสิบสี ใช้วาดรูป ผสมอาหาร และทาบ้านได้
สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจมาก ในยุคที่นำเอาผลผลิตจากธรรมชาติมาใช้ประโยชน์สูงสุด

ก่อคเณศวัย 44 เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “ปัญหาของโลกปัจจุบันคือ การจัดการวัตถุดิบภาคการเกษตรที่เหลือ มีการนำไปใช้ประโยชน์น้อยมาก และกลุ่มผู้ทำงานสิ่งทอ ซึ่งส่วนใหญ่คือเกษตรกรในชุมชนต่าง ๆ ยังนิยมใช้สีเคมีและสีสังเคราะห์ย้อมผ้า และทิ้งน้ำย้อมลงสู่แม่น้ำลำคลองในชุมชน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เราจึงเล็งเห็นคุณค่าและประโยชน์จากวัตถุดิบในการเกษตรและในธรรรมชาติ เข้ามามีส่วนช่วยขับเคลื่อนเรื่องสีจากธรรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป จึงเล็งเห็นว่านวัตกรรมนี้จะเป็นแนวทางงานสร้างสรรค์กับชุมชน“

ที่ผ่านมาสองสามีภรรยาพยายามคิดค้น ดัดแปลงวัตถุดิบเหลือใช้จากธรรมชาติกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คุณพสธรเล่าประสบการณ์ครั้งหนึ่งว่า

“ช่วง พ.ศ. 2560 เคยไปเอาเปลือกทุเรียนที่ทิ้งเป็นขยะมาเผาเป็นขี้เถ้า และค้นพบว่าขี้เถ้าจากเปลือกทุเรียนเกือบทุกชนิดมีกำมะถันและแปรรูปเป็นน้ำด่างให้ความเข้มข้นสูง ใช้ทดแทนโซดาไฟ สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม ในงานสิ่งทอ ล้างเส้นไหม ย้อมคราม และเรามาเผยแพร่จนก่อให้เกิดกระแสเก็บเปลือกทุเรียนมาทำน้ำด่างให้เป็นประโยชน์”

สองสามีภรรยายังคิดค้นการทำสีบาติกจากสีโคลน พัฒนาสีแดง สีม่วง เหลือง น้ำตาลจากใบสักที่มีมากมายในภาคเหนือ รวมถึงพัฒนาดอกทองกวาวและยางพาราให้เกิดสีชนิดต่าง ๆ

สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

ล่าสุดพวกเขาได้ลองพัฒนาฟางข้าวที่ถูกทิ้งไว้มากมายตามหัวไร่ปลายนาหลังการเก็บเกี่ยว ให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กลายเป็นสีธรรมชาติ

กระบวนการผลิตสีจากฟางข้าวมีขั้นตอนพอสรุปได้คือ เตรียมฟางข้าว นำไปล้างทำความสะอาด ต้มจนเดือดแล้วเติม สารส้ม เกลือ ลงไป รวมทั้งน้ำตาลทราย นำฟางข้าวไปหมัก แช่เอาไว้อย่างน้อย 6 – 10 ชั่วโมงจนฟางข้าวนิ่มหรือเปื่อย จากนั้นนำไปต้ม นำผ้าฝ้ายมาจุ่มทดสอบสี หากสีติดคงที่ดีแล้วให้กรอกเอาแต่น้ำสีที่เคี่ยวได้ออกมา

จากนั้นนำวัตถุดิบกลุ่มยางไม้ ยางพารา เมล็ดมะขาม ใส่แก้วสำหรับคนสีให้จับกัน จากนั้นทดสอบอีกครั้งด้วยการนำสีมาสกรีนผ่านบล็อกสกรีนหรือใช้พู่กันระบายสีบนผ้า เสร็จแล้วนำไปทดสอบคุณภาพสีเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการซักล้างว่าสีจะติดคงทนไหม

วิธีพื้นฐานทั่วไปในการทำสีจากธรรมชาติ แต่อันที่จริงมีเคล็ดลับอีกหลายอย่างที่ไม่ขอเปิดเผย เพื่อปกป้องลิขสิทธิ์ของสองสามีภรรยา

“เราทดลองจนพบว่า ฟางข้าวชนิดต่าง ๆ นำมาประดิษฐ์สีได้ 64 สี อาทิ ฟางข้าวต้นอ่อน เพิ่งเกี่ยวมามีสีเขียว ฟางข้าวแห้งมีหลายสีหลายเฉด อาทิสีดำ เหลือง น้ำตาล ฟางข้าวก่ำให้สีม่วง ฯลฯ” ก่อคเณศอธิบายเคล็ดลับบางอย่างให้ฟัง

การเล็งเห็นปัญหาของฟางข้าว ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมที่ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาและองค์ความรู้เดิม ผสานองค์ความรู้ใหม่เพื่อมาต่อยอด เน้นการจัดการของเหลือที่มีในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

ทีมงานอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม ได้ดำเนินการจัดการกระบวนการเพื่อผลิตสีจากฟางข้าวตามขั้นตอน ผ่านการทดลองวิจัยและนำเสนอในมิติต่าง ๆ ทั้งการผลิต กระบวนการ ส่งผลตรวจ จัดแสดงนิทรรศการ จนได้รับรางวัลระดับประเทศ อาทิ รางวัลพระราชทานชนะเลิศ นวัตศิลป์สีจากฟางข้าว โครงการนวัตกรรมข้าวไทย พ.ศ. 2564

ทีมงานของพวกเขาประกอบด้วยชาวบ้านละแวกนั้นที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตสีจากธรรมชาติ และกลายเป็นศิลปินวาดภาพโดยใช้สีน้ำจากฟางข้าวจนสร้างและขายผลงานได้

“เราอยากส่งเสริมให้ชาวบ้านช่วงโควิดมีงานทำ โดยเฉพาะคนสูงวัย คนพิการ ที่ใคร ๆ คิดว่าไม่มีประโยชน์ พอทุกคนมาทำงาน ก็ได้ไอเดียว่าอาชีพที่สอดคล้องกับเกษตรกรรมของชาวบ้านคืองานหัตถกรรม จึงอยากส่งเสริมความรู้ด้านศิลปะพื้นถิ่น ที่เรียกว่าหัตถกรรมหรือหัตถศิลป์

“เราถนัดงานศิลปะ วาดภาพ การทำสี จึงเริ่มหาวัตถุดิบที่ไม่สิ้นเปลืองมากคือสีจากฟางข้าว อันดับแรกให้ชาวบ้านย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ เมื่อย้อมผ้าเป็น พ่อ ๆ แม่ ๆ ก็จะหวงแหนสีที่ย้อม ถ้าเอาสีย้อมผ้าทิ้งลงดิน ดินก็เสีย ก็เลยเอามาระบายสีและต่อยอดให้ชาวบ้านได้ทดลองงานศิลปะตามแบบของพวกเขา กลายเป็นงานศิลปะจากชาวนาชาวไร่ ผมคิดว่าใครทำงานศิลป์ก็ได้ แค่ระบายสีแล้วรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลายในใจก็ถือว่าสำเร็จแล้ว ไม่ว่างานนั้นจะออกมาแบบใด”

สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

สิ่งที่สองสามีภรรยาคิดค้นอยู่นั้น กำลังตอบโจทย์แนวโน้มเศรษฐกิจใหม่ในอนาคตที่เรียกว่า BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) คือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน อันประกอบด้วย Bio Economy นวัตกรรมจากผลผลิตทางการเกษตร Green Econymy ผลิตโดยคำนึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและ Circular Economy ใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

คือออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด ส่งเสริมการใช้ซ้ำ และให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียจากการผลิตและบริโภค ด้วยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพเพื่อกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งต่างจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ที่เน้นการใช้ทรัพยากร การผลิต และการสร้างของเสียเป็นขยะล้นโลก

ทุกวันนี้ ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ และ พสธร เดชศิริอุดม แห่งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลมแฮปปี้ฟาร์มยังเดินหน้าคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และเดินสายเป็นวิทยากร อบรมชาวบ้านทั่วประเทศในการผลิตสีจากวัสดุในธรรมชาติที่ใคร ๆ คิดว่าไม่มีประโยชน์

“เราภูมิใจที่ได้ทำให้ชาวบ้าน คนสูงวัย คนพิการ เห็นคุณค่าของตัวเอง และภูมิใจที่เราเห็นคุณค่าของตัวเองด้วย” สองสามีภรรยาที่เคยทำงานเป็นพนักงานเงินเดือนในเมืองใหญ่ ได้ค้นพบการทำงานอย่างมีความสุขของตัวเองแล้ว

สนใจผลิตภัณฑ์สีธรรมชาติจากฟางข้าว

ติดต่อ Facebook : อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม อุดรธานี

โทรศัพท์ : 09 2656 1614

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“บัดนี้ ทั่วโลกต่างตระหนักว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นหายนะภัยที่คุกคามการดำรงอยู่ของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ถ้าหากไม่มีการแก้ไขให้เข้าสู่ภาวะสมดุล มนุษยชาติอาจถึงกาลอวสาน นั่นคือสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ได้สูญพันธุ์ไปก่อนหน้านี้ ดังนั้น โดยหน้าที่และจิตสำนึกของพวกเรา ผมจึงขอประกาศให้พวกเราทุกคนรับทราบว่า บริษัทจะทำโครงการ Zero Emission ยุติการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และโครงการ Net Zero ปลดปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นไปจนถึงวันบรรลุเป้าหมาย ภายในปี 2050”

ชเล วุทธานันท์ ประธานกรรมการ บริษัท เท็กซ์ไทล์แกลเลอรี่ จำกัด ผู้ผลิตแบรนด์สิ่งทอ PASAYA กล่าวในงานเปิดตัวภารกิจขององค์กรครั้งสำคัญที่สุดต่อสาธารณชนในรอบหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจหลายแห่งได้เริ่มสนใจปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มีไม่กี่บริษัทที่กล้าประกาศและตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนเหมือนกับองค์กรแห่งนี้

PASAYA เป็นแบรนด์ผ้าม่าน พรม เครื่องนอน และผ้าคลุมเตียงระดับพรีเมียม โดดเด่นด้วยการออกแบบ การใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้เป็นแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกมายาวนาน

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

“ภารกิจที่เราทำ ไม่มีใครบังคับ แต่เป็นดีเอ็นเอขององค์กรที่ทำมาตั้งแต่ก่อตั้งแล้ว ในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” รติยา จันทรเทียร หรือ พี่โต้ง กรรมการผู้จัดการ พาผู้เขียนเดินเข้าไปในบริเวณของโรงงานบนเนื้อที่ร่วมร้อยไร่ในจังหวัดราชบุรี แปลกใจตรงที่ไม่มีรั้วรอบขอบชิด กำแพงกั้นอาณาเขตเหมือนโรงงานทั่วไป

“เราอยากทำให้ที่นี่เป็นโรงงานของชุมชน พนักงาน 400 คนกว่าคนส่วนใหญ่คือคนแถวนี้ทั้งนั้น” พี่โต้งเอ่ยปากขึ้น

ในอดีตเวลาเรานึกถึงโรงงานทอผ้า โดยเฉพาะแหล่งผลิตสำคัญในจังหวัดสมุทรปราการ สิ่งที่เห็นคือ โรงงานเก่าแก่ เครื่องจักรคร่ำครึ ผู้คนแออัด อากาศอุดอู้ กลิ่นเหม็น น้ำเน่า ขยะสกปรกรอบโรงงาน

“เราเคยมีโรงงานอยู่แถวพระประแดง แต่ได้ตัดสินใจย้ายโรงงานมาอยู่ที่นี่ในปี 1995 สิ่งที่เราทำก่อนคือปลูกต้นไม้และสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย เพื่อวางรากฐานของการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีก่อนไม่ให้กระทบคนในชุมชนรอบ ๆ ไม่มีการใช้สารเคมีที่เป็นพิษและกำจัดไม่ได้ มีการบำบัดน้ำเสียครบวงจรเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมสารเคมีในชั้นใต้ดิน รีไซเคิลน้ำได้ทั้งหมด และนำน้ำกลับใช้ได้ในขบวนการผลิตถึง 30 เปอร์เซ็นต์”

คุณรติยา จันทรเทียร เป็นลูกสาวของ อาจารย์รตยา จันทรเทียร อดีตประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงได้ซึมซับสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เด็ก ๆ

อาคารแต่ละหลังล้อมรอบไปด้วยน้ำ จนดูเหมือนอาคารกลางพื้นที่ชุ่มน้ำหรือ Wetland น้ำเหล่านี้เป็นน้ำที่ได้รับการบำบัดมาก่อน และหมุนเวียนไปตามท่อระบายน้ำที่เชื่อมต่อกัน ก่อนจะนำกลับมาใช้ใหม่ สถาปัตยกรรมอาคารโดดเด่นในความเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ จนดูไม่ออกว่าภายในคือโรงงานอุตสาหกรรม แต่สะอาด เย็นสบายจากน้ำที่ล้อมรอบและระบบระบายอากาศที่ไหลเวียนตลอด

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

อาคารย้อมผ้า ซึ่งมีอุณหภูมิร้อนกว่าปกติ จึงได้รับการออกแบบให้ทั้งอาคารเปิดโล่ง ไม่มีกำแพงหรือผนังจริง ช่วยทำให้พนักงานรู้สึกได้ว่า อากาศถ่ายเทเย็นสบาย ขณะที่อาคารทอผ้า มีระบบดักจับฝุ่นในอากาศ เพื่อป้องกันการสูดดมเศษเส้นด้าย เพื่อสุขภาพปอดของพนักงาน

“ผลิตภัณฑ์สิ่งทอของเราปราศจากสารพิษฟอร์มาลดีไฮด์ อันเป็นสารก่อมะเร็งที่พบในในกระบวนการผลิตสิ่งทอ ซึ่งเราใส่ใจเป็นพิเศษ จนได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ฉลากสีเขียวมาสิบกว่าปีแล้ว”

โรงเย็บผ้าหรืออาคาร ZigZag เป็นอาคารโดดเด่นด้วยรูปทรงที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยม แต่พื้นที่ตรงกลางปลูกเป็นต้นไม้ราวป่าเขียวขจี ตัดกับกองผ้าที่รายล้อมอยู่โดยรอบอย่างน่าสนใจ

“ช่างตัดเย็บผ้าเป็นพนักงานที่ต้องใช้สายตา ใช้สมาธิเยอะ เพราะเป็นงานละเอียด การที่พวกเขาได้เงยหน้า พักสายตาขึ้นมาเห็นต้นไม้สีเขียว จะช่วยลดความเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดี”

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

เหตุผลง่าย ๆ เพื่อให้พนักงานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้อาคารแห่งนี้มีชีวิตชีวาและสดใสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

เราสังเกตเห็นสถาปัตยกรรมรูปทรงคล้ายปลาหมึกหรือแมงมุม หรือ Octospider ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นกลางบึงบัว จนน่าจะเป็นแลนด์มาร์กสำหรับโรงงานแห่งนี้ที่มีความสำคัญยิ่ง แต่พอสอบถามแล้วเป็นโรงอาหาร

“เราตั้งใจจะสร้างห้องอาหารกลางน้ำเป็นสวัสดิการให้กับพนักงาน จึงให้เพื่อนสถาปนิกชาวอิตาลีออกแบบให้พนักงานได้รับประทานอาหารอย่างสบายตา มีความสุขกลางน้ำที่ผ่านการบำบัด เห็นบึงบัว ปลาและนกหลายชนิดที่มาหากินในบึงน้ำ” พี่โต้งเล่าสาเหตุเล็ก ๆ มาจากสวัสดิการของพนักงาน และการใช้พื้นที่กลางน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“เราตั้งเป้าหมายว่า จะทำพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นโรงงานในป่าสีเขียว เราปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เริ่มตั้งโรงงาน ทุกวันนี้ก็ปลูกต้นไม้ทุกวัน แต่จะจริงจังมากขึ้นร่วมกับชุมชน โดยตั้งเป้าหมาย ปลูกต้นไม้พื้นถิ่น อาทิไม้ยางนา ตะเคียนทอง มะค่าโมง สัก จามจุรี ให้ครบร้อยไร่ ภายใน 3 ปี เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 300 ตันต่อปี” พี่ชเล ประธานบริษัทเข้ามาร่วมวงสนทนา

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

บนอาคารกลางริมน้ำแห่งนี้ เขาได้เล่าถึงภารกิจในอนาคตอันท้าทายว่า

“จากการทำคาร์บอนฟุตพรินต์เมื่อปีที่แล้ว โรงงานของเราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละประมาณ 13,000 ตัน ปล่อยเองจากการผลิตประมาณ 6,500 ตัน จากการใช้ไฟฟ้า 3,500 ตัน ที่เหลือ 3,000 ตัน มาจากการผลิตวัตถุดิบที่เราซื้อมา ดังนั้น เราได้วางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการติดตั้งพลังงานโซลาร์เซลล์ขนาด 2 เมกะวัตต์ ซึ่งติดตั้งเสร็จเมื่อต้นปีนี้ และเปลี่ยนระบบเตาไอน้ำจากเชื้อเพลิงถ่านหินเป็นก๊าซแอลพีจีที่ให้ความร้อนสูงกว่าสำหรับงานฟอกย้อม สองส่วนนี้เราจะลดการปล่อยก๊าซไปได้ประมาณ 3,000 ตันในสิ้นปีนี้

“เช่นเดียวกันในอนาคต ก๊าซเรือนกระจกจากผู้ผลิตวัตถุดิบภายนอกที่เราสั่งเข้ามา ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตด้วย หรือไม่เราจะเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่นที่ค่อย ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” พี่โต้งเสริมต่อว่า

“เราจะทำระบบแลกเปลี่ยนความร้อนกับน้ำทิ้งหลังฟอกย้อมผ้า เพื่อนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดการใช้ก๊าซลงอีกราว 25-30 เปอร์เซ็นต์ และสร้างระบบประหยัดพลังงานให้แก่สายการผลิต เช่น อาคารสามารถจำกัดบริเวณการทำความเย็น เฉพาะบริเวณที่ต้องมีคนดูแล หรือสร้างผนังกันความร้อน เพื่อลดพลังงานในการทำความเย็น และปรับปรุงระบบรีไซเคิลต่าง ๆ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น”

เยี่ยมโรงงาน PASAYA ดูโรงงานกลางป่า อาคารกลางน้ำ ระบบรีไซเคิลน้ำ และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

ภายในปี 2050 หรืออีก 28 ปีข้างหน้า พวกเขามั่นใจว่า โรงงานจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมดหรือเป็นศูนย์ Net Zero ตามที่ได้ประกาศไว้

“ผมเป็นคนคิดนอกกรอบเสมอ ตอนตั้งชื่อ PASAYA ก็สร้างความแปลกใจให้กับคนทั่วไป เพราะผมคิดมาจากคำว่า แพศยา ซึ่งเป็นคำที่แรงมาก แต่เชื่อไหม คนที่จะถูกเรียกว่าเป็นหญิงแพศยาได้มีไม่กี่คนหรอก เพราะต้องเป็นคนที่โดดเด่นมาก คือทั้งสวย มีเสน่ห์ ฉลาด และวางแผนเป็น พอตั้งชื่อนี้ได้ไม่นาน คนก็จดจำแบรนด์นี้ได้อย่างรวดเร็ว… เช่นเดียวกันการประกาศเรื่องนี้ก็เป็นการคิดนอกกรอบล่าสุดของเรา”

ก่อนกลับ เราแวะไปดูนิทรรศการ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ หรือ The Six Extinction ภายในโรงงาน เพื่อให้การศึกษาแก่พนักงานว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมา เคยสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ไป 5 ครั้งแล้วจากภัยธรรมชาติ อาทิ แผ่นดินไหว ดาวหางชนโลก แต่ครั้งที่ 6 จะเกิดขึ้นอีกไม่นาน หากเราไม่ทำอะไร ด้วยน้ำมือของมนุษย์ จากปัญหาโลกร้อนที่มนุษย์เป็นคนก่อขึ้น

เยี่ยมโรงงาน PASAYA ดูโรงงานกลางป่า อาคารกลางน้ำ ระบบรีไซเคิลน้ำ และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

“คนรุ่นผมเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อปัญหานี้ หากเราไม่ทำอย่างจริงจัง คนรุ่นต่อไปก็หมดหวังกับโลกใบนี้แน่ มนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นสูญพันธุ์แน่ จะไม่มีอะไรเหลืออยู่ เมื่อเราตั้งความฝันไว้ เราจะต้องมุ่งมั่นไปให้สำเร็จ”

พี่ชเล หัวเรือใหญ่แห่ง PASAYA กับภารกิจครั้งสำคัญในชีวิตกล่าวทิ้งท้าย

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load