ทริปนี้ฉันตัดสินใจเดินทางไปเปิดประสบการณ์ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพียงคนเดียว เพราะเพื่อน ๆ ติดภารกิจ ครั้นจะไปในสถานที่ที่เอ่ยปากชวนคนอื่นแล้วถึงกับมีคิดหนักกันบ้างเพียงคนเดียว เดี๋ยวจะไม่ผ่านการอนุมัติจากทางบ้าน ฉันจึงตัดสินใจซื้อแพ็กเกจทัวร์ ไปคนเดียวกับคณะทัวร์เนี่ยแหละ พักสมอง ไม่ต้องวางแผนใด ๆ ทริปนี้ยาวสักหน่อย แต่อยากให้ทุกท่านอ่านจนจบ (อ่านไปพักไปก็ได้ค่ะ) และหวังว่าประสบการณ์ครั้งนี้จะทำให้หลาย ๆ ท่านออกเดินทางไปกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เบตงกันนะคะ

“รบกวนนำกระเป๋าที่จะถือขึ้นเครื่องบิน ชั่งรวมกับกระเป๋าที่จะโหลดใต้ท้องเครื่องเลยค่ะ”

“ผู้โดยสารน้ำหนักตัวเท่าไหร่คะ” เจ้าหน้าที่สายการบินตรงเคาน์เตอร์สอบถามฉันด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร แต่ฉันถึงกับฉงนและคิดในใจว่า ‘ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ฉันก็ไม่ได้โดยสารเครื่องบินมานานหลายปี นี่เขาต้องถามน้ำหนักตัวด้วยเหรอเนี่ย ตายแล้ววว… ฉันน้ำหนักตัวขึ้น’

ก่อนที่ความคิดจะเตลิดไปมากกว่านี้ เสียงเจ้าหน้าที่ก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท “ทางสายการบินต้องนำน้ำหนักทั้งหมดมาคำนวณน้ำมัน เพราะสนามบินเบตงไม่มีสถานที่เติมน้ำมันค่ะ” สรุปว่าทางสายการบินไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักแต่อย่างใด เขาเพียงต้องคำนวณอย่างละเอียด 

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ทางสายการบินแยกเคาน์เตอร์เช็กอินที่จะเดินทางไปอำเภอเบตงออกมาจากเที่ยวบินอื่น ๆ จากการคำนวณด้วยสายตาคร่าว ๆ เที่ยวบินนี้มีผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 70 คน ฉันก็แอบเอาใจช่วยนะ หลังจากที่เคยได้ข่าวว่าสายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินเพราะผู้โดยสารน้อยมาก ๆ 

การเปิดเส้นทางบินตรงดอนเมือง-เบตง จึงมีหลายภาคส่วนช่วยกันสนับสนุน ทั้งสายการบินนกแอร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ท่าอากาศยานนานาชาติเบตง บริษัททัวร์รายใหญ่และรายเล็กในท้องถิ่น ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้า ที่อยากเห็นการท่องเที่ยวในเบตงครึกครื้น

“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขณะนี้เรากำลังลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเบตง…” เสียงประกาศบนเครื่องบินปลุกให้ฉันตื่นหลังจากพักสายตามาเกือบ 2 ชั่วโมง เนื่องจากที่นี่เป็นอำเภอใต้สุดของสยาม มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ โอบล้อมด้วยหุบเขาจำนวนมาก และรันเวย์ของสนามบินค่อนข้างสั้น ทำให้นักบินต้องใช้เวลาพอสมควรบินอ้อมภูเขาก่อนนำเครื่องลง

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ทันทีที่ผู้โดยสารลงจากเครื่องบินที่มีนามว่า ‘นกข้าวเหนียว’ พวกเราถ่ายรูปกับเครื่องบินใบพัด Q400 ที่จอดนิ่ง ๆ แต่ยังยิ้มอย่างเบิกบานไว้เป็นที่ระลึก ส่วนฉันเอาไว้อวดคนที่ไม่ได้มาด้วย ภาพเซลฟี่ของผู้หญิงยืนยิ้มแฉ่งภายใต้หน้ากากคนเดียวกับเครื่องบินจึงปรากฏบนพื้นที่ส่วนตัวในโลกโซเชียลทันที 

ผู้โดยสารทุกคนได้รับถุงของขวัญเพื่อเป็นการต้อนรับสู่สนามบินนานาชาติเบตง ในถุงบรรจุเฉาก๊วย ยาหม่องสมุนไพร ขนมปัง น้ำเปล่า และคูปองส่วนลดในร้านค้าท้องถิ่นที่ร่วมรายการ

นับว่าเป็นความน่ารักและความร่วมมือกันจากหลาย ๆ ฝ่าย

ฉันเดินตามคุณไกด์เพื่อไปขึ้นรถตู้ ในใจก็แอบลุ้นว่าจะมีเพื่อนร่วมทริปเป็นใครบ้าง ซึ่งฉันไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะลุ้นทำไม ในเมื่อไม่รู้จักใครสักคนตั้งแต่บนเครื่องบิน แต่จะว่าไปฉันก็รู้จักกัปตันและลูกเรือนะ เพราะพวกเขาแนะนำชื่อ (แบบนี้เรียกว่ารู้จักไหม ฮ่า ๆ) และฉันก็ได้รับคำตอบ

ทุกคนคิดภาพตามนะคะ ภายในรถตู้บรรจุผู้โดยสาร 9 คน (ไม่รวมไกด์และคนขับ) แบ่งเป็น 2 วัย ได้แก่ วัยทำงาน มีทั้งหมด 1 คนถ้วน นั่นคือดิฉันเอง และวัยเกษียณ (วัยเก๋า) ทั้งหมด 8 คน แต่เดี๋ยวก่อน ยังไม่จบเท่านั้น เพราะวัยเก๋าล้วนมากับคู่ชีวิตของตัวเองรวมทั้งสิ้น 4 คู่ ใช่ค่ะ ดิฉันกลายเป็นคี่ไปโดยปริยาย แถมถูกจับจ้องด้วยสายตาสงสัยปนห่วงใยว่า ฉันเป็นผู้หญิงที่มาเที่ยวคนเดียวจริง ๆ เหรอ

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

มื้อแรกที่เบตงของคณะเราเริ่มที่ ‘ร้านครัวสมุย’ (ยังอยู่ที่เบตงนะคะ ไม่ได้ไปที่เกาะสมุย) มีอาหารไทยและจีนทั้งหมด 9 อย่าง ทำเอาคณะเราอิ่มใจอิ่มท้องกันจุก ๆ ตั้งแต่เมนูที่ 7 แล้ว

“มาเที่ยวคนเดียวจริง ๆ เหรอเนี่ย” คำถามที่ฉันเชื่อว่าหลายคนในคณะ (หรืออาจจะทุกคน) อยากถามฉันดังขึ้นบนโต๊ะอาหาร ซึ่งฉันก็ตอบกลับด้วยสีหน้าพร้อมน้ำเสียงสดใส แล้วก็เริ่มสนทนาแลกเปลี่ยนสาเหตุที่เลือกมาเที่ยวกันอย่างออกอรรถรส บางคู่เคยมาเบตงเมื่อต้นปีนี้เอง แต่นั่งเครื่องบินมาลงอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แล้วนั่งรถตู้แวะเที่ยวมาตามทางเรื่อย ๆ จนถึงอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และคณะเราก็ละลายพฤติกรรมกันเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่บนโต๊ะอาหารมื้อแรก

เมื่ออิ่มท้อง ไกด์ก็พาคณะเราเดินทางไปย่อยอาหารที่ด่านพรมแดนเบตง เพื่อไปถ่ายภาพป้าย ‘ใต้สุดสยาม’  ซึ่งอยู่ติดกับรัฐเปรัก (Perak) ของประเทศมาเลเซีย

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ภายในด่านพรมแดนเบตงมีนักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 20 คน และมีชาวมาเลเซียประปราย เนื่องจากด่านพรมแดนเพิ่งกลับมาเปิดหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ถ้าเป็นช่วงพีก มีนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก การจะโพสท่าถ่ายรูปกับป้ายต้องใช้เวลารอนานร่วมครึ่งชั่วโมง

ถ่ายภาพป้ายสัญลักษณ์การมาเยือนดินแดนใต้สุดของสยามเรียบร้อยแล้ว คณะเราก็เดินทางไปที่วัดพุทธาธิวาส หรือ วัดเบตง เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ต้องใช้กำลังขาเดินขึ้นไปบนเจดีย์ที่มีความสูง 39.9 เมตร เพื่อกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

เดินย่อยต่อที่สตรีทอาร์ตเบตง (Street Art Betong) แลนด์มาร์กใหม่ของเมือง ภาพที่ผู้วาดตั้งใจบอกเล่าวิถีชีวิต ความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมไปถึงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของเบตง มีทั้งหมด 11 จุด แต่เราเลือกดูเฉพาะจุดที่กำลังขาของเราอยากเดิน ระหว่างทางเดินชมภาพวาดตามอาคารบ้านเรือน เราเห็นตึกคอนกรีตที่มีช่องเล็ก ๆ ใช้สำหรับเลี้ยงนกนางแอ่น นอกจากเบตงจะมีผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมอาศัยอยู่ร่วมกันแล้ว ยังมีมนุษย์และนกนางแอ่นที่อาศัยอยู่ในตึกละแวกเดียวกันด้วย พอถึงฤดูกาลก็เห็นนกนางแอ่นมาเกาะตามสายไฟตรงวงเวียนหอนาฬิกากันอย่างหนาแน่น

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก
บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

เดินย่อยอาหารกันจนเริ่มอยากนั่งพัก คุณไกด์จึงพาคณะเดินทางไปยังร้านสุวรรณรส เพื่อนั่งพักและเติมน้ำหวานเข้าร่างกาย ก่อนจะเข้าที่พักที่โรงแรมแกรนด์ แมนดาริน เบตง

มื้อเย็นเราฝากท้องกันที่ร้านอาหารต้าเหยิน ร้านอาหารจีนชื่อดังของเบตง ขึ้นชื่อแค่ไหนวัดจากจำนวนลูกค้าที่นั่งเต็มทุกโต๊ะตั้งแต่ชั้นล่าง อาหารจีนที่นี่เปิดประสบการณ์ลิ้นของฉันมาก ๆ แค่ผัดถั่วฝักยาวธรรมดา ความกรอบและความสดของถั่ว ทำให้คณะฉันร้องว้าวและหมดเกลี้ยงในไม่กี่นาที 

อิ่มท้องพร้อมประสบการณ์ลิ้นสุดประทับใจ ฉันก็เดินย่อยโดยการเที่ยวชมตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2467 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการติดต่อสื่อสารและรับฟังข่าวสาร เพราะส่วนบนของตู้ติดตั้งวิทยุกระจายเสียง มาเยือนตู้ไปรษณีย์เก่าแก่ขนาดนี้ฉันก็ต้องส่งโปสการ์ดสักหน่อย โดยอุดหนุนแม่ค้าละแวกนั้นที่จำหน่ายโปสการ์ดพร้อมสแตมป์ อ่อ ฉันส่งถึง The Cloud ด้วยนะ 

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก
บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ส่งโปสการ์ดเสร็จก็เดินลอดอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ เป็นอุโมงค์ถนนที่ลอดผ่านภูเขา มีระยะทาง 268 เมตร ภายในอุโมงค์มีภาพสถานที่สำคัญของเบตงให้เก็บภาพ เมื่อโผล่มาอีกฝั่งของอุโมงค์ ฉันพบกับ (รูปปั้น) พี่ตูน บอดี้สแลม เพราะที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว

ถ่ายรูปเซลฟี่กับ (รูปปั้น) พี่ตูนเสร็จก็เดินสำรวจเมือง รถยนต์ที่มีป้ายทะเบียนของประเทศมาเลเซียขับผ่านไปมา เป็นสัญญาณว่านักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเริ่มข้ามแดนมาเที่ยวเบตงแล้ว ชาวเบตงและนักท่องเที่ยวนั่งทานอาหารสตรีทฟู้ด ผู้คนจำนวนมากต่อคิวรออุดหนุนโรตีเจ้าดัง ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีก็เดินถึงห้องพักแล้ว นี่ฉันเดินเล่นในเบตงคนเดียวเหรอเนี่ย ชิลล์มาก ๆ

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

เสียงนาฬิกาจากมือถือปลุกฉันให้ลุกจากเตียงตอนตี 3 ฉันอาบน้ำ แต่งตัว และลงมาที่ล็อบบี้โรงแรมตอนตี 3 ครึ่ง ตามเวลานัดหมาย แต่กลับพบความว่างเปล่า ปกติพี่ ๆ วัยเก๋าจะลงมาก่อนเวลานัดทุกที แต่ทำไมครั้งนี้ฉันลงมาไม่เจอใครเล ย แม้กระทั่งไกด์

“สวัสดีค่ะ ไม่แน่ใจว่านัดไปดูทะเลหมอกกี่โมงนะคะ” ฉันโทรถามไกด์ด้วยความกังวล 

“Morning Call ตี 3 ครึ่งครับ และนัดกันตี 4 ครึ่ง” ไกด์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงงัวเงีย 

นอกจากจะจำเวลาผิดแล้ว ฉันยังไประรานการนอนของไกด์ด้วย 

ระหว่างเดินทางไปเขาไมโครเวฟที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเบตง 32 กิโลเมตร เพื่อไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง – ฉันหลับค่ะ ในรถตู้ไม่มีท่านใดมีปัญหาเรื่องการตื่นเช้านอกจากดิฉันคนเดียว

ลืมตาอีกทีก็ถึงที่จอดรถ เพื่อต่อรถของชาวบ้านขึ้นไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง โดยมีพาหนะให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ ถ้าอยาก (หวาด) เสียวเดี่ยวก็เลือกนั่งมอเตอร์ไซค์ ถ้าอยาก (หวาด) เสียวหมู่ก็เลือกนั่งรถสองแถว เพราะทางขึ้นชันและโค้ง ต้องอาศัยประสบการณ์ในการขับขี่

พอถึงจุดชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ฟ้ายังไม่สว่างดี ฉันเห็นแววตาของไกด์ดูมีความกังวล  คอยมองไปยังเบื้องหน้าที่ควรจะแทนที่ด้วยหมอกแล้ว แต่บัดนี้กลับยังมีพื้นที่ว่างอยู่

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

“ทะเลหมอกวันนี้อาจจะไม่เต็มพื้นที่นะครับ เพราะเมื่อคืนฝนตก” และนั่นคือสาเหตุของแววตาคู่นั้น “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หมอกไม่เต็มก็สวยอีกแบบ เพราะเราได้เห็นสีเขียวของต้นไม้ด้วย” ฉันตอบกลับไกด์ด้วยเสียงแจ่มใส แต่สมองยังคงง่วงอยู่ (ฉันมีปัญหาเรื่องการตื่นเช้าจริง ๆ แหละ)

ฉันสังเกตว่าพี่ ๆ วัยเก๋าในคณะมีความสุขกับการชมวิว ไม่มีใครบ่นเรื่องหมอกไม่เยอะ ต่างคนต่างผลัดกันถ่ายรูปให้กันและกันด้วยท่าทีสบาย ๆ เป็นกันเอง และช่วยกันดูแลไม่ให้ล้ม 

ทั้งดูแลคู่ชีวิตของตนเอง แล้วยังเผื่อแผ่มาดูแลฉันและเพื่อนร่วมทางอีกด้วย

อากาศสดชื่นทะลุหน้ากากที่ฉันสวมเลยค่ะ วิวก็สบายตา ผู้คนก็เป็นมิตร เดินเล่นทอดอารมณ์สักพักใหญ่ ๆ ก็เดินทางไปถ่ายรูปที่สะพานแขวนแตปูซู เป็นสะพานแขวนที่ทำด้วยไม้เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรของชาวบ้าน และตรงสะพานฉันก็ตื่นเต้นกับไก่เบตงค่ะ ฉันถ่ายรูปไก่พร้อมตะโกนว่า

“นี่ไง ๆ ไก่เบตง” แต่ ๆ คุณไกด์รีบตะโกนบอกฉันว่า “นั่นไม่ใช่ไก่พันธุ์เบตงครับ” 

คณะเรากลับมาทานอาหารมื้อเช้าที่ร้านติ่มซำไทซีฮี้ ร้านติ่มซำชื่อดังแห่งเมืองเบตง พวกเราละลานตากับสารพัดติ่มซำและดื่มด่ำกับชา แต่ชา ชาชื่ออะไรนะ ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้ รู้แค่ว่ามีส่วนผสมของชา ชะเอม และเก๊กฮวย ดื่มแล้วให้ความสดชื่น มีแรงใช้ชีวิตในเช้าวันใหม่

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ฉันเดินกลับที่พักเพื่อทำธุระส่วนตัวพอให้ได้พักกระเพาะ ก็ออกเดินทางไปทานเฉาก๋วยที่ร้านวุ้นดำ กม.4 ร้านดังอร่อยระดับตำนาน ที่ยังคงเคี่ยวหญ้าเฉาก๋วยด้วยเตาฟืน ทำให้มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ทำมานานแค่ไหนสังเกตได้จากคราบเขม่าฟืนบนเพดาน พอทานของหวานแล้วก็ออกเดินทางไปเดินย่อยกันต่อที่อุโมงค์ปิยะมิตร ในอดีตเป็นฐานที่มั่นของโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา ทางขึ้นไปชมอุโมงค์มีความชุ่มชื่นสูงมาก สังเกตได้จากต้นมอสขึ้นปกคลุมอยู่มากมาย ทำให้ฉันนึกถึงดอยอินทนนท์ 

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

เราเพลิดเพลินกับการเดินชมธรรมชาติอย่างช้า ๆ แวะตามจุดต่าง ๆ เพื่อฟังคำบรรยายจากคุณไกด์ เราเห็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวจีนคอมมิวนิสต์ที่ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนในป่า ไม่ว่าจะเป็นปล่องไร้ควันที่ใช้หลักขงเบ้งทำให้ควันกลายเป็นหมอก เพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้ควันลอยขึ้นด้านบน การนำทรายในน้ำตกมาก่อสร้าง การซักผ้าและจุดตากผ้า เพราะอาศัยอยู่ในป่าที่มีความชื้นสูง ได้รู้จักเห็ดหลินจือป่าสีดำที่ขึ้นตามต้นไผ่ เดินไปเดินมาเริ่มไต่ระดับขึ้นสูงเรื่อย ๆ เดี๋ยวนะ ทำไมอยู่ ๆ ฉันมาเดินป่า

เดินมาจนถึงอุโมงค์ปิยะมิตรที่เปิดให้เข้าชม มีความยาว 1 กิโลเมตร ใช้เป็นหลุมหลบภัยจากการทิ้งระเบิดทางอากาศ ด้านในมีทั้งห้องทำงาน ที่นอน ห้องพยาบาล และห้องอาหาร 

เดินเที่ยวชมอุโมงค์ปิยะมิตรเสร็จ ทางลงอีกฝั่งก็มีต้นไทรใหญ่พันปี ยืนโดดเด่นคอยให้ร่มเงามากว่า 1,000 ปี นับว่าเป็นหนึ่งในต้นไม้ยักษ์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดทางภาคใต้ 

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!
สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

ฝนเริ่มลงเม็ด เรากำลังเดินทางไปสวนหมื่นบุปผา สถานที่ที่อยากมามากที่สุดเพราะฉันชอบดอกไม้ ระหว่างทางระดับของที่ปัดน้ำฝนหน้ารถก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงสวนหมื่นบุปผา คณะเราทานอาหารกลางวันที่นี่ โดยมีเมนูอาหารที่เข้ากับบรรยากาศสายฝนโดยไม่ได้ตั้งใจ

มีจิ้มจุ่มปลานิลสายน้ำไหลที่เลี้ยงโดยระบบน้ำไหลธรรมชาติ ไม่มีกลิ่นโคลน เนื้อแน่น ทานคู่กับผักน้ำ ผักขึ้นชื่อของเบตง อร่อยเลิศล้ำต้องมาลองค่ะ หลังมีความสุขกับอาหารมื้อกลางวัน สายฝนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดแรง ฉันจึงทำใจไว้ว่าถึงไม่ได้ลงไปเดินเล่นถ่ายรูปกับดอกไม้ แต่ได้เห็นดอกไม้อยู่คู่กับสายฝน มันก็เป็นภาพที่ให้ความสดชื่นไปอีกแบบ ขากลับจากสวนหมื่นบุปผา เราแวะถ่ายรูปป้าย OK Betong มีที่มาจากภาพยนตร์เรื่อง โอเค เบตง เมื่อเกือบ 20 ปี แต่ยังคงติดหูฉันและหลาย ๆ คนจนถึงทุกวันนี้

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!
สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

ก่อนกลับมาทานมื้อเย็นที่โรงแรม คณะเราแวะแช่เท้าที่บ่อน้ำร้อนเบตง บ่อน้ำร้อนธรรมชาติขนาดกว่า 3 ไร่ มีน้ำร้อนผุดขึ้นมาจากใต้ดิน มีแร่ธาตุมากมาย นำไข่มาต้มได้ที่บ่อแห่งนี้ด้วย

มื้อเย็นคณะเราฝากท้องไว้ที่ห้องอาหารของโรงแรม มีเมนูไก่เบตง เคาหยก และบรรดาเมนูอาหารจีนอื่น ๆ ที่สุดแสนอร่อย พวกเราทานอาหารกันอย่างสนุกสนาน พูดคุยกันถึงผลไม้ขึ้นชื่อของเบตง ช่วงธันวาคมถึงกุมภาพันธ์มีส้มโชกุน รสหวานอมเปรี้ยว เปลือกบางปลอกง่าย และมีกลิ่นหอม ช่วงกรกฎาคมถึงสิงหาคมมีทุเรียนเบตง 

พวกเราพูดถึงป้ายทะเบียนเบตง ที่เป็นอำเภอเดียวในประเทศไทยที่มีป้ายทะเบียนเป็นของตนเอง เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางนานมากเพื่อเข้าไปขอป้ายทะเบียนที่อำเมือเมืองยะลา และพูดถึง ‘แท็กซี่เบนซ์’ ที่ใช้รถเบนซ์มาเป็นแท็กซี่ให้บริการระหว่างอำเภอเมืองยะลา-อำเภอเบตง

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

พูดคุยกันไปมา ฉันได้ยินคุณพี่วัยเก๋าท่านหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “เขามีเนื้อเพลงจีนไหมนะ” สักพักฉันก็ได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงเพลงจีนดังขึ้นบนเวที พอฉันหันไปมองก็ถึงกับอึ้ง เพราะคุณพี่วัยเก๋าเจ้าของคำถามเมื่อครู่ยืนอยู่บนเวทีของห้องอาหารเรียบร้อย และเมื่อเปล่งเสียงร้องเพลงจีนที่สุดแสนไพเราะออกมา เสียงปรบมือและเสียงเฮก็ดังลั่นร้าน มาจากบรรดาลูกค้าโต๊ะอื่นด้วย เป็นการทานอาหารที่ฉันประทับใจมาก ๆ เหมือนมาทานอาหารกับญาติ ๆ และลูกค้าท่านอื่นก็ผลัดกันขึ้นโชว์เสียงร้อง

เช้าวันสุดท้ายที่เบตง พวกเราทานอาหารกันที่โรงแรม แวะซื้อของฝากที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง แวะร้านสมุนไพรที่นำภูมิปัญญาของชาวจีนคอมมิวนิสต์มาผลิตเป็นยาเพื่อเผยแพร่ให้กับคนรุ่นหลัง 

ฉันซื้อน้ำผึ้งป่าเบตงกลับบ้านถึง 2 ขวด และแวะร้านรังนกซึ่งเป็นร้านสุดท้ายของทริปนี้ โดยร้านนี้มีคุณพี่วัยเก๋าเลี้ยงรังนกโสมฉันด้วย ปลื้มปริ่มหัวใจมาก ๆ 

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

คุณไกด์มาส่งคณะเราที่สนามบินพร้อมขนมปังและน้ำไว้รองท้องก่อนขึ้นเครื่อง เพราะที่สนามบินยังไม่มีร้านจำหน่ายอาหารและน้ำ ประกอบกับไฟลต์บินของพวกเราตรงกับมื้อเที่ยงพอดี

เครื่องบินใบพัด Q400 นามว่านกแอนนาแลนดิ้งที่สนามบินดอนเมืองเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับประสบการณ์ที่สนุกสนานและประทับใจของฉัน โอเค เบตง ใช่ค่ะ เบตง โอเคมาก ๆ

 “ชีวิตก็เหมือนจักรยาน ถ้าอยากสนุก ก็ต้องรู้จักถีบ” จากภาพยนตร์เรื่อง โอเค เบตง

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ณสิตา ราชาดี

งานหลักคือพนักงานเอกชน งานรื่นรมย์คือ (อยากเป็น) นักเขียน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

เป็นเรื่องเป็นราว

หากกล่าวถึงปารีส สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงคงไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า ‘มหานครแห่งศิลปะ’ ที่นี่ถูกขนานนามว่าเป็นต้นกำเนิด พื้นที่ชุบตัว หรือสถานที่แสดงงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Davinci, Monet, Van Gogh เอาเป็นว่ามีอีกเยอะ! และด้วยจริตทางวัฒนธรรมและบรรยากาศของปารีส ไม่ว่าคุณจะเดินไปมุมไหนก็ตาม คุณจะพบกับงานศิลปะและแกลเลอรี่ ไม่เว้นแม้แต่ตรอกเล็กซอยน้อยของย่านต่าง ๆ นี่ยังไม่รวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง มันเอื้ออำนวยต่อการแสดงออกทางศิลปะอย่างมาก ทั้ง Pure Art, Performance Art รวมถึง Street Art ด้วย

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส

ทุกอณูของปารีสล้วนหล่อหลอมและปลุกเร้าให้ศิลปินซึ่งอาศัยที่นี่ อยากจะขับเคลื่อนจิตวิญญาณของศิลปะในฉบับของตนออกมา ศิลปินหน้าใหม่เร่งผลิตผลงานเพื่อหวังแสดงต่อหน้าสาธารณชน แต่ทว่าพื้นที่สำหรับการแสดงออกในปารีสนั้นมีจำกัด พื้นที่ที่มีอยู่ไม่มากพอสำหรับศิลปินหน้าใหม่

อาคารเลขที่ 59

ย้อนกลับไปในปี 1999 Gaspard Delanoë, Kalexc และ Bruno Dumont 3 ผู้ริเริ่มได้บุกเบิกอาคารเลขที่ 59 บนถนน Rivoli ใจกลางกรุงปารีส เป็นอาคารรูปแบบ Haussmann กว้าง 3 คูหา สูง 6 ชั้น อาคารมีรูปแบบเฉพาะและเป็นเอกลักษณ์ของปารีส ตึกแห่งนี้เคยถูกทิ้งร้างมานานกว่า 8 ปี ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการที่พวกเขาเชื้อเชิญให้กลุ่มศิลปิน 10 กว่าคนเข้ามาอาศัย เพื่อใช้ตึกหมายเลข 59 นี้เป็นพื้นที่ผลิตผลงานและจัดแสดงผลงานทางศิลปะแบบครบจบในที่เดียว โดยขนานนามเรียกกลุ่มของตัวเองว่า ‘Électrons Libres’ หรือ กลุ่มอิเล็กตรอนอิสระ

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
Gaspard Delanoë, Kalexc และ Bruno Dumont ณ หน้าตึก ถ่ายในปี 1999

Électrons Libres ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นตั้งแต่ปีแรกที่พวกเขาเปิดประตูต้อนรับผู้ที่สนใจเสพงานศิลป์ แถมเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่ยูโรเดียว มีผู้ก้าวเข้ามาสัมผัสบรรยากาศเชิงศิลป์ของแกลเลอรี่ 59 Rivoli กว่า 40,000 คน กลายเป็นอันดับ 3 ของสถานที่เผยแพร่ศิลปะแบบร่วมสมัยที่มีผู้คนเข้าชมมากที่สุด รองจากศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติฌอร์ฌ ปงปีดู (Centre Georges Pompidou) และพิพิธภัณฑ์ดูเจอเดอโปม (La Galerie Nationale du Jeu de Paume) 

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส

ทว่าการเดินทางไม่สวยงามเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ เหล่า Électrons Libres และผู้บริหารของอาคารเลขที่ 59 ต้องต่อสู้กับการถูกขับไล่ออกจากตึก เหตุเพราะว่ามีผู้ร้องเรียนถึงผลกระทบแก่ผู้ที่อยู่อาศัยโดยรอบ ทั้งมลภาวะทางเสียง สุขอนามัย และผลกระทบจากกิจกรรมสุดห่ามของเหล่าศิลปิน จนกระทั่งปี 2001 Bertrand Delanoë ซื้อตึกแห่งนี้มาครอง เพื่อมีกรรมสิทธิ์เด็ดขาดในการบริหารจัดการดูแล และบรรลุข้อตกลงระหว่างกลุ่มศิลปินกับทางการเทศบาลในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ

หลังจากปิดซ่อมแซมมาหลายปี 59 Rivoli กลับมาเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี 2009 พร้อมจำนวนศิลปินที่เพิ่มมากขึ้นกว่า 30 ชีวิต สถานที่แห่งนี้กลับมาเติบโตโดยยังคงเป้าหมายเดิม คือเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ผลงานสำหรับศิลปิน เป็นเวิร์กชอปส่วนตัว เป็นนิทรรศการ และยังคงเข้าชมฟรี

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส

ข้างหลังประตูสีเหลืองมัสตาร์ด

ร่ายยาวเรื่องประวัติศาสตร์กันมาเนิ่นนาน หลังจากเราศึกษาประวัติของที่นี่อย่างจริงจัง ทำให้เรารู้สึกว่าชาวปารีเซียงให้ความสำคัญกับศิลปะมาก ๆ เรารู้จักที่นี่เพราะพี่คนไทยคนหนึ่ง แกเป็นคนหลงใหลในสตรีทอาร์ทมาก ๆ จนถึงกับซื้อไกด์บุ๊กสำหรับบอกพิกัดแหล่งสตรีทอาร์ทของศิลปินดัง ๆ ทั่วปารีส จนกระทั่งวันหนึ่งเราทั้งสองคนเดินเล่นตามตรอกซอกซอยเพื่อเสพงานสตรีทอาร์ท

“เฮ้ย! คุณเคยไปแกลเลอรี่ 59 Rivoli หรือยัง แม่งโคตรเจ๋งเลย เดี๋ยวจะผ่านด้วย สนใจแวะมั้ย” 

“ยังเลยพี่ มันเป็นยังไงอะ” – เราถาม

  “มันเป็นแกลเลอรี่ที่ให้ศิลปินเข้าไปใช้พื้นที่ในตึกทั้งหลัง เหมือนสตูดิโอเลย ทำงาน ขายงานในนั้น อีกอย่าง เข้าฟรีด้วย” – ด้วยความฟรีบวกกับการดูงานศิลปะแล้วนั้น “ไปดิพี่” เราตอบอย่างไม่คิด

ทันที่ที่เราเดินมาถึงด้านหน้าตึก ต้องผงะกับความครีเอทีฟสุด ๆ ของเหล่าศิลปิน พื้นผิวด้านหน้าอาคารทั้งหมดตกแต่งด้วยงานศิลปะที่ทำจากกระดาษสีขาวเป็นรูปต่าง ๆ กับท่อพลาสติกหลากสีสัน พร้อมธงชาติยูเครนที่เขียนข้อความ (แสดงออกถึงการต่อต้านสงคราม) ประตูไม้บานใหญ่แบบดั้งเดิมของอาคารทาด้วยสีเหลืองสดใส เปิดอ้ารอให้คนที่สนใจเข้าชม มีนักท่องเที่ยวมากมายยืนต่อแถวรอคิวอยู่ด้านหน้า ใช่ครับ มันฟรีคนเลยเยอะ โดยปกติแล้วการตกแต่งหน้าอาคารนี้จะเปลี่ยนแปลงทุกปีจากศิลปินจากทั่วทุกมุมโลก ในปี 2022 นี้เป็นผลงานการแปลงโฉมของศิลปินจากประเทศฟินด์แลน

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
ด้านหน้าอาคารปี 2022
59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
ด้านหน้าอาคารปี 2021
59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
ด้านหน้าอาคารปี 2019 ผลงานของ Kaya Kralova และ Eve Tesorio
59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
ด้านหน้าอาคารปี 2016 ผลงานของ Eve Tésorio, Vic Oh, Kaya Kralovaและt Yépar

Inside Out

“ลุยว่ะพี่…” หลังจากเดินลอดผ่านประตูสีเหลืองมัสตาร์ดเข้ามาด้านใน สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าคือโถงบันไดของอาคารที่แต่งแต้มสีสันจนกลายเป็นงานศิลปะร่วมสมัย ตั้งแต่ลูกบันได แม่บันได ราวจับ ลามไปยันผนังทั้งผืน แต่ละชั้นก็มีความแตกต่างกันไปตามแต่ศิลปินที่สร้างสรรค์มันขึ้นมา 

แต่ละชั้นภายในตึกหมายเลข 59 ทุกพื้นที่จัดสรรให้ศิลปิน เพื่อนำมาเป็นพื้นที่รังสรรค์งานส่วนตัว ตลอดจนขายผลงานให้ผู้ที่อยากครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นโปสการ์ด พวงกุญแจ ภาพปรินต์ผลงาน แม้กระทั่งผลงานจริง ๆ ก็ขาย ซึ่งศิลปินที่เป็นเจ้าของมุมนั้น จะจัดพื้นที่ตรงนั้นยังไงก็ได้ 

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส

สำหรับเรา การได้มองพื้นที่ที่ศิลปินใช้ทำงานจริง ๆ เหมือนกระจกสะท้อนตัวตนและแนวทางการทำงานของศิลปินคนนั้น ระหว่างเดินไปตามพื้นที่ต่าง ๆ บางพื้นที่ก็มีศิลปินนั่งทำงานให้เห็นกันซึ่งหน้า และสัมผัสบรรยากาศกันอย่างโจ่งแจ้ง บางคนก็จับคู่สนทนากันพร้อมจิบกาแฟ ซึ่งระบบการจัดการพื้นที่ของ 59 Rivoli เป็นระบบหมุนเวียนสับเปลี่ยน ทุก ๆ 3 เดือนจะมีการผลัดเปลี่ยนให้ศิลปินคนอื่น ๆ จำนวน 15 คน เข้ามาใช้พื้นที่ เพื่อสร้างความหลากหลายและหมุนเวียนการแสดงออกของศิลปินด้วย

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส

นอกจากการแสดงผลงานศิลปะแล้ว แกลเลอรี่ยังสลับทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับนักดนตรี พวกเขาจัดคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ที่นี่ได้ ในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เฉลี่ยแล้วต่อปีมีการจัดคอนเสิร์ตกว่า 100 ครั้ง

“เสียดายว่ะมาวันอังคาร อดดูคอนเสิร์ตเลย” เราบ่นให้พี่แกฟังเพราะเพิ่งรู้ข้อมูล

“เห็นว่าหลัง ๆ คอนเสิร์ตจัดน้อยลงนะ เพราะโควิด เห็นว่าปีที่แล้ว (ปี 2021) จัดแค่ 5 ครั้งเอง” 

ก็นั่นแหละครับ ทุกอย่างซบเซาเพราะโควิด-19 แต่ตอนนี้สถานการณ์โรคระบาดในฝรั่งเศสรวมถึงแถบยุโรปดีขึ้น ก็หวังว่าทุกอย่างจะกลับมาคึกคักและครึกโครมเหมือนก่อนหน้า 

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
บรรยากาศคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นในปี 2017
ภาพ : www.59rivoli.org

อาคารเลขที่ 59 แห่งนี้คือพื้นที่สำหรับการแสดงออกทางศิลปะร่วมสมัยของศิลปินทั่วยุโรป ที่มารวมตัวกันภายใต้ความมุ่งมั่นและจุดหมายเดียวกัน ต่างก็ยอมรับและเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของศิลปินที่อาศัยร่วมกัน และพวกเขาถักทอสานสัมพันธ์ทางศิลปะกับกลุ่มศิลปินอื่น รวมถึงเหล่าผู้รักงานศิลป์ทั่วโลก 

“จ๊าบว่ะ”   

: )

– ใช้ชีวิตให้สนุกนะครับ –

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พชรพงษ์ จันทรา

อดีตสถาปนิกจากเชียงใหม่ ผันตัวมาเป็นนักเรียนอีกครั้งที่ฝรั่งเศส ผู้ใช้ศิลปะและเพลงร็อกเป็นพลังงานขับเคลื่อน เพิ่งเริ่มเป็นนักเดินทางได้ไม่นาน แต่โดนกรุงปารีสตกซะจนไม่อยากไปไหน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load