22 มิถุนายน 2560
19 K

เด็กๆ เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้วจนถึงเยาวชนยุคนี้อาจเคยอ่านหรือได้ยินเรื่องราวของ ‘โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง’ เด็กหญิงชาวญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตสนุกสนานในโรงเรียนประถมโทโมเอ ในห้องเรียนตู้รถไฟมีการเรียนการสอนไม่เหมือนใคร มีครูใหญ่แสนวิเศษ และมีมื้อกลางวันเป็นอาหารจากทะเลและอาหารจากภูเขา

คุโรยานางิ เท็ตสึโกะ ผู้ประพันธ์ เล่าเรื่องเด็กน้อยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สนุกกินใจคนทั่วโลก สาเหตุหนึ่งที่วรรณกรรมเรื่องนี้ประสบความสำเร็จมหาศาล เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแต่ง แต่เท็ตสึโกะถ่ายทอดชีวิตวัยเด็กของตัวเองออกมาจริงๆ

เที่ยวญี่ปุ่นตามรอยโต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง

ผุสดี นาวาวิจิต เดินทางไปพูดคุยกับเท็ตสึโกะที่ญี่ปุ่นก่อนแปล โต๊ะโต๊ะจังฯ เป็นภาษาไทยใน พ.ศ. 2527 หนังสือเรื่องนี้เป็นที่นิยมมากในประเทศไทย แต่ภารกิจของนักแปลไม่ได้จบลงแค่นั้น เมื่อสามสิบกว่าปีต่อมา สำนักพิมพ์ผีเสื้อตัดสินใจจัดพิมพ์ โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง เป็นหนังสือภาพ โดยประกอบเรื่องราวดั้งเดิมกับรูปสีน้ำอ่อนโยนของอิวาซากิ ชิฮิโระ ศิลปินผู้ล่วงลับก่อนเท็ตสึโกะเริ่มเขียนหนังสือ แต่ภาพเหล่านั้นช่างเหมาะกับเรื่องราวเหมือนถูกวาดขึ้นสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ

นักแปลภาษาญี่ปุ่นจึงต้องเดินทางไป Chihiro Art Museum ที่เมือง Azumino เพื่อเจรจาเรื่อง โต๊ะโตะจังฯ เล่มใหม่ แม้เรื่องราวระบุว่าเกิดที่โตเกียว แต่ปัจจุบันสถานที่ต่างๆ ในเรื่องเปลี่ยนสภาพไปหมดแล้ว ผุสดีจึงกลับเข้าไปในโลกของเด็กหญิงข้างหน้าต่างอีกครั้งในชนบท

โรงเรียนรถไฟ

พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ

“พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระแห่งแรกถูกสร้างขึ้นที่โตเกียวเมื่อ 40 ปีก่อน เป็นพิพิธภัณฑ์หนังสือภาพแห่งแรกของญี่ปุ่น 20 ปีต่อมาพิพิธภัณฑ์นี้จึงสร้างขึ้นที่เมืองอะสุมิโนะ พิพิธภัณฑ์ที่ 2 เกิดขึ้นเพราะตำบลมัตสึคาวามุระนี้ไม่ค่อยมีอะไรดึงดูดนักท่องเที่ยว เป็นเมืองเกษตรธรรมดาที่เชิงเขาแอลป์ญี่ปุ่น มีเพียงแอปเปิ้ลเป็นของขึ้นชื่อ ทาง อบต. เลยชวนมูลนิธิพิพิธภัณฑ์ชิฮิโระมาเปิดพิพิธภัณฑ์ย่อยที่นี่ ซึ่งบังเอิญว่าเป็นเมืองที่พ่อแม่ของคุณชิฮิโระมาทำเกษตรช่วงหลังสงครามพอดี

พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ

“พิพิธภัณฑ์มีผลงานของคุณชิฮิโระเยอะมาก มีนิทรรศการและห้องทำงานจำลอง แต่ที่นี่น่าสนใจทัั้งตัวอาคาร เนื่องจากรอบๆ เป็นเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น สถาปนิกเลยออกแบบหลังคาให้เข้ากับลักษณะภูเขา ความพิเศษของพิพิธภัณฑ์คือเข้าไปแล้วไม่ต้องดูภาพก็ยังได้ แค่ดูสถาปัตยกรรมไม้และบรรยากาศก็ชอบแล้ว มีการจัดเก้าอี้ให้นั่งตามมุมต่างๆ ได้ทั้งวัน จะนั่งเขียนรูปหรือร่วมกิจกรรมต่างๆ นอกเหนือจากนิทรรศการก็ได้ วันเสาร์-อาทิตย์จะมีอาสาของ อบต. มาอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ทั้งหนังสือ โต๊ะโตะจังฯ ไปจนถึงหนังสืออื่นๆ เราเดินเข้าเดินออกพิพิธภัณฑ์ได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ค่าผ่านประตูของผู้ใหญ่ 800 เยน ส่วนเด็กเล็กถึงเด็ก ม.ปลาย ไม่เสียค่าผ่านประตู เพราะเขาให้ความสำคัญกับการศึกษาศิลปะและนักเรียนมาก พอไม่เสียเงินก็สามารถมากี่ครั้งก็ได้ ตลอด 40 ปีที่ผ่านมามีคนเข้ามาชมแล้วกว่า 60 ล้านคน”

พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ

พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ

นอกจากภาพวาดนุ่มนวลที่ให้บรรยากาศเก่าๆ ของเด็กยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ปีที่แล้ว อบต. เมืองอะสุมิโนะได้รับบริจาคตู้รถไฟเก่าจากบริษัทรถไฟของจังหวัดนางาโนะมา 2 ตู้ เลยแบ่งพื้นที่สวนสาธารณะข้างพิพิธภัณฑ์มาทำเป็นโต๊ะโตะจังสแควร์ ใช้ตู้รถไฟเป็นห้องเรียนจำลองของโต๊ะโตะจัง ตู้หนึ่งเป็นห้องเรียน ส่วนอีกตู้เป็นห้องสมุด มีโต๊ะเก้าอี้สั่งทำพิเศษจากโรงเรียนช่างไม้ ของใช้ต่างๆ ในห้องเรียน เช่น ลูกคิด กระติกน้ำ กระดานชนวน เป้ ก็เป็นของจากยุคนั้นจริงๆ โดยที่นี่จะจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เด็กตลอดปี ยกเว้นในฤดูหนาวที่สัญจรลำบาก

เที่ยวญี่ปุ่นตามรอยโต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง

พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ

“เราพาซายูริ ในใจ กับตินติน (นักเขียนเด็กๆ ของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) ไปดูเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เด็กๆ ชอบมาก เพราะโต๊ะโตะจังสแควร์จำลองเหตุการณ์เหมือนในหนังสือออกมาเลย พอเดินๆ ไปก็จะมีป้ายบอก เช่น บทที่ 1 แม่พาโต๊ะโตะจังไปหาโรงเรียนใหม่ เด็กที่ไปเที่ยวจะได้รับแจกลายแทงว่าเดินไปถึงที่ไหนแล้วจะเจออะไร เช่นพอเดินไปอีกนิดนึงก็จะเห็นบ่อเกรอะของส้วมที่โต๊ะโตะจังทำกระเป๋าสตางค์ตกลงไป คนที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้จะตื่นตาตื่นใจว่ามันเหมือนหลุดมาจากในหนังสือจริงๆ

“เราได้เห็นเลยว่าเด็กและผู้ใหญ่มีความคิดต่างกัน เด็กๆ เขาจะตรงไปตรงมามาก เช่น ตรงบ่อเกรอะ เขาจะสงสัยว่าทำไมมันมีกระเป๋าในนั้น เพราะในเรื่องบอกว่าหากระเป๋าไม่เจอ เขารู้สึกว่าถ้าจะให้สมจริงต้องไม่มีกระเป๋าอยู่ แต่ผู้ใหญ่กลัวคนมาเที่ยวไม่รู้เลยใส่กระเป๋าลงไปให้เห็นชัดๆ เราก็ขำ เด็กทุกคนมีความเป็นโต๊ะโตะอยู่จริงๆ”

ผุสดีเล่าต่อว่า โต๊ะโตะจังฯ เป็นหนังสือที่คนทุกวัยอ่านแล้วได้แรงบันดาลใจ ได้รับรู้ เรียนรู้ สิ่งต่างๆ ตามอายุตัวเอง เด็กอ่านแล้วสนุก อยากไปโรงเรียนแบบนี้ ครู พ่อแม่ อ่านแล้วก็ได้เข้าใจเด็กมากขึ้น คนแก่อ่านก็กลับไปย้อนนึกถึงตัวเองในวัยเด็ก ทั้งๆ ที่ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องแต่ง

การเดินทางตามรอยโต๊ะโตะจังจึงไม่ใช่แค่การสัมผัสบรรยากาศตัวละครในหนังสือ แต่ยังเป็นการค้นพบความเป็นเด็กของตัวเองอีกครั้ง

พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ

ภาพ: อภิชัย วิจิตรปิยะกุล

และถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

18 กันยายน 2564
1 K

“They don’t speak, but they tell you everything about life. They are the 7,000 incredibly lifelike specimens in the Grande Galerie de l’Évolution. A mythical place renovated in 1994, where modernity stands alongside history and science to tell us the great adventure of biodiversity.” 

นี่คือคำโปรยบนหน้าเว็บไซต์จองตั๋วเข้าชม ‘แกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต’ (Grande Galerie de l’Évolution) ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส (Muséum National d’Histoire Naturelle) ที่น่าจะสะกิดคนที่มีความสนใจเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และคนที่ชื่นชอบการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ให้เกิดความรู้สึกอยากทำความรู้จักและเดินเข้าไปสำรวจในแกลเลอรี่นี้มากยิ่งขึ้น

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ระเบียงชั้นบนของแกลเลอรี่ มองเห็นส่วนจัดแสดงบริเวณโถงกลางของอาคารอย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว ผมบังเอิญเห็นภาพส่วนจัดแสดงของแกลเลอรี่แห่งนี้จากนิตยสารไทยฉบับหนึ่ง ตอนแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานที่ในภาพตั้งอยู่ ณ จุดไหนของกรุงปารีส และด้วยความอยากรู้จึงค้นหาเพิ่มเติมจาก Google จนรู้ว่าภาพที่เห็นเป็นส่วนจัดแสดงหนึ่งในแกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต นับตั้งแต่นั้นมา ผมหมายมั่นตั้งใจว่า หากมีโอกาสไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศสเมื่อไหร่ จะต้องหาเวลาไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่แห่งนี้ให้ได้ เวลาผ่านไปประมาณ 6 ปี ผมก็มีโอกาสไปเยือนกรุงปารีสเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2561 แน่นอนว่าหนึ่งในจุดมุ่งหมายการเที่ยวครั้งนั้น ก็คือแกลเลอรี่แห่งนี้นั่นเอง

จำได้ว่าวันที่ผมไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส ไร้เมฆฝนมากวนใจ (หลังจากที่แอบภาวนาในใจทั้งคืน ขอให้ฝนไม่ตก) ผมกับพี่สาวนั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Censier-Daubenton ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้กับแกลเลอรี่แห่งนี้ที่สุด หลังออกจากสถานีเดินต่ออีกประมาณไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงที่หมาย

แกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เป็นหนึ่งในอาคารจัดแสดงนิทรรศการที่ถือว่าน่าสนใจมากแห่งหนึ่ง ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณท์ประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส แกลเลอรี่นี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสวนพฤกษศาสตร์แห่งปารีส (Jardin des Plantes de Paris) ตัวอาคารมีลักษณะโครงสร้างเป็นโถงกว้าง มีส่วนจัดแสดงที่เปิดให้เข้าชมด้วยกันทั้งหมด 4 ชั้น 

จุดเด่นของอาคารนี้คือเพดานกระจก (Glass Ceiling) สไตล์ศตวรรษที่ 19 ในแต่ละชั้นจะมีระเบียงทางเดินที่จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างน่าสนใจ และจากระเบียงนี้ เรายังมองเห็นส่วนจัดแสดงในบริเวณโถงกลางของอาคารอย่างชัดเจน และยังมีอีกหลายห้องที่น่าสนใจ เช่น ห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์ ห้องจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนกโดโด้ 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
หุ่นจำลองนกโดโด้

ภาพในนิตยสารที่จุดประกายให้ผมอยากเข้ามาเยี่ยมชมแกลเลอรี่แห่งนี้ ก็คือภาพขบวนสัตว์จำลองที่มีชื่อเรียกว่า ‘La caravane des animaux de la savane africaine’ (The Caravan of animals from the African savanna) ประกอบไปด้วยรูปจำลองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์นักล่าชนิดต่างๆ ในทวีปแอฟริกา จัดแสดงอยู่บนพื้นไม้ปาร์เกต์ เช่น ช้างแอฟริกา ยีราฟ สิงโต วิลเดอบีสต์ ม้าลาย ไฮยีน่า เม่น และเสือชีตาห์ โดยสัตว์แต่ละตัวมีลักษณะและท่าทางแตกต่างกันไปตามธรรมชาติ ส่วนตัวแล้วผมประทับใจกับส่วนจัดแสดงนี้มากที่สุด เนื่องจากเป็นส่วนจัดแสดงที่จัดวางได้อย่างลงตัว น่าสนใจ และยังอยู่ในบริเวณที่โดดเด่นมากๆ อย่างโถงกลางของอาคาร ประกอบกับการที่บรรดารูปจำลองของสัตว์เหล่านี้มีความเหมือนจริงมาก ชนิดที่ว่าเหมือนได้ยืนกระทบไหล่ หายใจรดต้นคอกับฝูงสัตว์เหล่านี้ในทุ่งหญ้าสะวันนา ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วกำลังยืนอยู่ในแกลเลอรี่กลางกรุงปารีส แค่ไปยืนใกล้ๆ แล้วลองจินตนาการว่าถ้าจู่ๆ พวกมันเกิดมีชีวิตขึ้นมาก็รู้สึกบันเทิงแล้ว

หมายเหตุ : เหตุผลที่ผมเรียกสิ่งจัดแสดงชุดนี้ว่า ‘รูปจำลอง’ แทนที่จะใช้คำว่า รูปปั้นหรือสัตว์สตัฟฟ์ เพราะว่าผมยังไม่มีข้อมูลว่าทางแกลเลอรี่ใช้กรรมวิธีอะไรในการสร้างรูปจำลองของสัตว์เหล่านี้ ให้ดูค่อนข้างสมจริงและได้สัดส่วนที่เหมาะสม จะให้พูดไปเลยว่าเป็นรูปปูนปั้นก็ไม่น่าจะใช่ หรือจะฟันธงว่าเป็นสัตว์สตัฟฟ์ทั้งหมดก็ยังไม่ใช่อีกเหมือนกัน

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ขบวนสัตว์จำลอง La caravane des animaux de la savane africaine
ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์

ระหว่างที่ผมและพี่สาวเดินสำรวจภายในแกลเลอรี่ เข้าห้องนั้นออกห้องนี้ เราสองคนก็เจอกับ ‘ห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์’ ในตอนแรกเข้าใจว่าเป็นห้องทำงานของเจ้าหน้าที่แกลเลอรี่ เพราะห้องนี้ไม่ได้เปิดประตูเรียกแขกเหมือนห้องอื่นๆ แต่เปิดแง้มๆ ไว้เท่านั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเลยมองลอดเข้าไป จึงรู้ว่าเป็นห้องแสดงสัตว์สตัฟฟ์ (เกือบพลาดไปแล้วเรา) ห้องนี้ตั้งอยู่บริเวณปีกด้านหนึ่งของตัวอาคาร (จำไม่ได้ว่าอยู่ที่ชั้น 2 หรือชั้น 3) ภายในจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์หลายสิบชนิดที่ยืนนิ่งๆ ในตู้กระจก ค่อนข้างมิดชิดแน่นหนา ไฟสลัวๆ พร้อมกับสัตว์สตัฟฟ์ที่มองจ้องกลับมาก็แอบทำให้รู้สึกหวิวๆ เหมือนกัน 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ภายในห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์

ในขณะที่เดินชมไปเรื่อยๆ ผมพบกับ ‘สมันสตัฟฟ์’ ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้รู้ถึงความสำคัญและที่มาที่ไปของเจ้าสมันตัวนี้มาก่อน เห็นแค่ว่าเป็นกวางตัวหนึ่งที่ดูแปลกตา และถูกจัดวางให้อยู่ในส่วนที่โดดเด่นของห้อง ก็เลยถ่ายรูปเก็บเอาไว้ และมารู้ภายหลัง (อีกแล้ว) ว่า เจ้าสัตว์สตัฟฟ์ตัวนั้นคือสมัน ไม่ใช่กวางทั่วไป และที่สำคัญ ยังเป็นสมันเพียงตัวเดียวในโลกที่ได้รับการสตัฟฟ์ไว้ทั้งตัวอย่างสมบูรณ์ก่อนที่พวกมันจะสูญพันธุ์ไป และไม่มีใครที่เคยได้เห็นพวกมันตัวเป็นๆ อีกเลย 

พอมานึกย้อนกลับไป ก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ตั้งใจดูมันอย่างละเอียดเท่าที่ควร 

หมายเหตุ : สมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกกีบคู่ชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายกวาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rucervus schomburgki มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Schomburgk’s Deer ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่อของ เซอร์โรเบิร์ต โชมเบิร์ก (Sir Robert Schomburgk) กงสุลแห่งราชสำนักอังกฤษประจำสยาม ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เนื่องจากเขาเป็นบุคคลแรกที่ทำให้นักวิชาการตะวันตกในสมัยนั้นได้รู้จักและรับรู้ถึงการมีอยู่ของสมัน 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
สมันสตัฟฟ์

นอกจากส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับสัตว์บกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในชั้นบนแล้ว บริเวณชั้นล่างสุดของอาคารก็มีส่วนจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร จุดที่น่าสนใจของโซนข้างล่างคือ โครงกระดูกวาฬ รูปจำลองสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร เช่น ฉลาม ปลาทูน่า วาฬนาร์วาล ปูและหอยชนิดต่างๆ รวมไปถึงสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ อีกมากมาย 

อ้อ ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของแกลเลอรี่แห่งนี้ก็คือ การใช้แสง สี เสียง ในการสร้างบรรยายกาศให้ผู้เข้าชมรู้สึกเหมือนอยู่ในธรรมชาติ ระหว่างเดินๆ อยู่อาจจะได้ยินเสียงที่เหมือนกำลังเดินอยู่ในป่า ต่อมาอีก 5 นาทีเราอาจจะได้ยินเสียงฝนตก ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ไปพร้อมๆ กับแสงและสีของหน้าต่างแปรผันไปตามเสียงที่เราได้ยิน

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
การเล่นแสงและสีของหน้าต่างแกลเลอรี่ 

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ในแกลเลอรี่แห่งนี้ผ่านไปรวดเร็วมาก รู้ตัวอีกทีก็จวนจะถึงเวลาปิดให้เยี่ยมชมแล้ว ผมเดินกลับมาออกด้วยความประทับใจและดีใจ เพราะได้ทำความฝันเล็กๆ ที่เก็บมาตลอดหลายปีให้เป็นความจริง และในตอนนี้ ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ผมยังจำอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะที่เดินชมภายในแกลเลอรี่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี 

ถ้าหากประเทศไทยมีแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ที่มีการนำเสนอได้สวยงาม สนุก และน่าสนใจในลักษณะนี้บ้าง ก็คงจะเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจ ความเพลิดเพลิน และความกระหายใคร่รู้ให้กับผู้คน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนได้ไม่น้อย 

สองพี่น้องนั่งรถไฟใต้ดินไปเดินชม Grande Galerie de l’Évolution แกลเลอรี่ในสวนพฤกษศาสตร์แห่งปารีส

ข้อมูลอ้างอิง 

 www.jardindesplantesdeparis.fr

Francis H. Giles (1937) The Riddle of Cervus Schomburgki. The Journal of Siam Society, Natural History Supplement. Vol. XI., No.1.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ดิศรณ์ ง้วนพันธ์

ข้าราชการตัวเล็กๆ สังกัดกระทรวงการค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์ รักการถ่ายภาพและชอบวาดรูป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load