22 มิถุนายน 2560
19 K

เด็กๆ เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้วจนถึงเยาวชนยุคนี้อาจเคยอ่านหรือได้ยินเรื่องราวของ ‘โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง’ เด็กหญิงชาวญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตสนุกสนานในโรงเรียนประถมโทโมเอ ในห้องเรียนตู้รถไฟมีการเรียนการสอนไม่เหมือนใคร มีครูใหญ่แสนวิเศษ และมีมื้อกลางวันเป็นอาหารจากทะเลและอาหารจากภูเขา

คุโรยานางิ เท็ตสึโกะ ผู้ประพันธ์ เล่าเรื่องเด็กน้อยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สนุกกินใจคนทั่วโลก สาเหตุหนึ่งที่วรรณกรรมเรื่องนี้ประสบความสำเร็จมหาศาล เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแต่ง แต่เท็ตสึโกะถ่ายทอดชีวิตวัยเด็กของตัวเองออกมาจริงๆ

เที่ยวญี่ปุ่นตามรอยโต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง

ผุสดี นาวาวิจิต เดินทางไปพูดคุยกับเท็ตสึโกะที่ญี่ปุ่นก่อนแปล โต๊ะโต๊ะจังฯ เป็นภาษาไทยใน พ.ศ. 2527 หนังสือเรื่องนี้เป็นที่นิยมมากในประเทศไทย แต่ภารกิจของนักแปลไม่ได้จบลงแค่นั้น เมื่อสามสิบกว่าปีต่อมา สำนักพิมพ์ผีเสื้อตัดสินใจจัดพิมพ์ โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง เป็นหนังสือภาพ โดยประกอบเรื่องราวดั้งเดิมกับรูปสีน้ำอ่อนโยนของอิวาซากิ ชิฮิโระ ศิลปินผู้ล่วงลับก่อนเท็ตสึโกะเริ่มเขียนหนังสือ แต่ภาพเหล่านั้นช่างเหมาะกับเรื่องราวเหมือนถูกวาดขึ้นสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ

นักแปลภาษาญี่ปุ่นจึงต้องเดินทางไป Chihiro Art Museum ที่เมือง Azumino เพื่อเจรจาเรื่อง โต๊ะโตะจังฯ เล่มใหม่ แม้เรื่องราวระบุว่าเกิดที่โตเกียว แต่ปัจจุบันสถานที่ต่างๆ ในเรื่องเปลี่ยนสภาพไปหมดแล้ว ผุสดีจึงกลับเข้าไปในโลกของเด็กหญิงข้างหน้าต่างอีกครั้งในชนบท

โรงเรียนรถไฟ

พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ

“พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระแห่งแรกถูกสร้างขึ้นที่โตเกียวเมื่อ 40 ปีก่อน เป็นพิพิธภัณฑ์หนังสือภาพแห่งแรกของญี่ปุ่น 20 ปีต่อมาพิพิธภัณฑ์นี้จึงสร้างขึ้นที่เมืองอะสุมิโนะ พิพิธภัณฑ์ที่ 2 เกิดขึ้นเพราะตำบลมัตสึคาวามุระนี้ไม่ค่อยมีอะไรดึงดูดนักท่องเที่ยว เป็นเมืองเกษตรธรรมดาที่เชิงเขาแอลป์ญี่ปุ่น มีเพียงแอปเปิ้ลเป็นของขึ้นชื่อ ทาง อบต. เลยชวนมูลนิธิพิพิธภัณฑ์ชิฮิโระมาเปิดพิพิธภัณฑ์ย่อยที่นี่ ซึ่งบังเอิญว่าเป็นเมืองที่พ่อแม่ของคุณชิฮิโระมาทำเกษตรช่วงหลังสงครามพอดี

พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ

“พิพิธภัณฑ์มีผลงานของคุณชิฮิโระเยอะมาก มีนิทรรศการและห้องทำงานจำลอง แต่ที่นี่น่าสนใจทัั้งตัวอาคาร เนื่องจากรอบๆ เป็นเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น สถาปนิกเลยออกแบบหลังคาให้เข้ากับลักษณะภูเขา ความพิเศษของพิพิธภัณฑ์คือเข้าไปแล้วไม่ต้องดูภาพก็ยังได้ แค่ดูสถาปัตยกรรมไม้และบรรยากาศก็ชอบแล้ว มีการจัดเก้าอี้ให้นั่งตามมุมต่างๆ ได้ทั้งวัน จะนั่งเขียนรูปหรือร่วมกิจกรรมต่างๆ นอกเหนือจากนิทรรศการก็ได้ วันเสาร์-อาทิตย์จะมีอาสาของ อบต. มาอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ทั้งหนังสือ โต๊ะโตะจังฯ ไปจนถึงหนังสืออื่นๆ เราเดินเข้าเดินออกพิพิธภัณฑ์ได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ค่าผ่านประตูของผู้ใหญ่ 800 เยน ส่วนเด็กเล็กถึงเด็ก ม.ปลาย ไม่เสียค่าผ่านประตู เพราะเขาให้ความสำคัญกับการศึกษาศิลปะและนักเรียนมาก พอไม่เสียเงินก็สามารถมากี่ครั้งก็ได้ ตลอด 40 ปีที่ผ่านมามีคนเข้ามาชมแล้วกว่า 60 ล้านคน”

พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ

พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ

นอกจากภาพวาดนุ่มนวลที่ให้บรรยากาศเก่าๆ ของเด็กยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ปีที่แล้ว อบต. เมืองอะสุมิโนะได้รับบริจาคตู้รถไฟเก่าจากบริษัทรถไฟของจังหวัดนางาโนะมา 2 ตู้ เลยแบ่งพื้นที่สวนสาธารณะข้างพิพิธภัณฑ์มาทำเป็นโต๊ะโตะจังสแควร์ ใช้ตู้รถไฟเป็นห้องเรียนจำลองของโต๊ะโตะจัง ตู้หนึ่งเป็นห้องเรียน ส่วนอีกตู้เป็นห้องสมุด มีโต๊ะเก้าอี้สั่งทำพิเศษจากโรงเรียนช่างไม้ ของใช้ต่างๆ ในห้องเรียน เช่น ลูกคิด กระติกน้ำ กระดานชนวน เป้ ก็เป็นของจากยุคนั้นจริงๆ โดยที่นี่จะจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เด็กตลอดปี ยกเว้นในฤดูหนาวที่สัญจรลำบาก

เที่ยวญี่ปุ่นตามรอยโต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง

พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ

“เราพาซายูริ ในใจ กับตินติน (นักเขียนเด็กๆ ของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) ไปดูเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เด็กๆ ชอบมาก เพราะโต๊ะโตะจังสแควร์จำลองเหตุการณ์เหมือนในหนังสือออกมาเลย พอเดินๆ ไปก็จะมีป้ายบอก เช่น บทที่ 1 แม่พาโต๊ะโตะจังไปหาโรงเรียนใหม่ เด็กที่ไปเที่ยวจะได้รับแจกลายแทงว่าเดินไปถึงที่ไหนแล้วจะเจออะไร เช่นพอเดินไปอีกนิดนึงก็จะเห็นบ่อเกรอะของส้วมที่โต๊ะโตะจังทำกระเป๋าสตางค์ตกลงไป คนที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้จะตื่นตาตื่นใจว่ามันเหมือนหลุดมาจากในหนังสือจริงๆ

“เราได้เห็นเลยว่าเด็กและผู้ใหญ่มีความคิดต่างกัน เด็กๆ เขาจะตรงไปตรงมามาก เช่น ตรงบ่อเกรอะ เขาจะสงสัยว่าทำไมมันมีกระเป๋าในนั้น เพราะในเรื่องบอกว่าหากระเป๋าไม่เจอ เขารู้สึกว่าถ้าจะให้สมจริงต้องไม่มีกระเป๋าอยู่ แต่ผู้ใหญ่กลัวคนมาเที่ยวไม่รู้เลยใส่กระเป๋าลงไปให้เห็นชัดๆ เราก็ขำ เด็กทุกคนมีความเป็นโต๊ะโตะอยู่จริงๆ”

ผุสดีเล่าต่อว่า โต๊ะโตะจังฯ เป็นหนังสือที่คนทุกวัยอ่านแล้วได้แรงบันดาลใจ ได้รับรู้ เรียนรู้ สิ่งต่างๆ ตามอายุตัวเอง เด็กอ่านแล้วสนุก อยากไปโรงเรียนแบบนี้ ครู พ่อแม่ อ่านแล้วก็ได้เข้าใจเด็กมากขึ้น คนแก่อ่านก็กลับไปย้อนนึกถึงตัวเองในวัยเด็ก ทั้งๆ ที่ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องแต่ง

การเดินทางตามรอยโต๊ะโตะจังจึงไม่ใช่แค่การสัมผัสบรรยากาศตัวละครในหนังสือ แต่ยังเป็นการค้นพบความเป็นเด็กของตัวเองอีกครั้ง

พิพิธภัณฑ์ชิฮิโระ

ภาพ: อภิชัย วิจิตรปิยะกุล

และถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

5 มิถุนายน 2564
235

เพื่อเป็นการงาน CSD (Christopher Street Day) Frankfurt 2020 เป็นขบวนพาเหรดที่จัดปีละครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองให้กับผู้มีความหลากหลายทางเพศ บางประเทศเรียกว่า Pride Parade หรือ Pride March งานนี้จัดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมปีที่แล้ว ควบคู่กับงานเสวนาออนไลน์ พิเศษตรงรูปแบบของขบวนพาเหรดที่เป็น Auto-Demo ภาษาเยอรมัน แปลว่า Car Demonstration Parade (ขบวนพาเหรดรถยนต์) เราเพิ่งรู้จักกับการจัดขบวนพาเหรดแบบนี้เป็นครั้งแรกที่นี่

ช่วงที่มีการระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งแรก ก็มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เพื่อวางแผนมาตรการเฝ้าระวัง ในตอนนั้นทางรัฐบาลมีข้อกำหนดเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเข้มงวด เพื่อลดปริมาณผู้ติดเชื้อ การเดินประท้วงแบบปกติจึงต้องงดเว้นไป แต่ทางการอนุญาตให้ใช้รถยนต์ได้ โดยจะต้องมีผู้โดยสารคันละไม่เกิน 2 คน จึงทำให้เราได้เห็นการประท้วงแบบ Auto-Demo นี้แทนการเดินถนน

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ผู้จัดต้องการให้มีพาเหรดนี้เกิดขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงที่ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคระบาด ก็เลยนำไอเดีย Auto-Demo มาใช้กับงานพาเหรดในปีนี้เช่นกัน ในขบวนมีทั้งผู้สนับสนุนจากเมือง Frankfurt และเมืองใกล้เคียง เช่น Offenbach และ Wiesbaden มาร่วมด้วย ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นที่ Romerberg ลานกว้างที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ Frankfurt โชคดีที่ในวันงาน สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว ทางการอนุญาตให้เดินขบวนและชุมนุมได้ 

โดยยังแนะนำให้มีการใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง 1.5 เมตรอยู่ 

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อฟังผู้นำการจัดงานพูดแนะนำงานและความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศ ก่อนที่จะเริ่มขบวน Auto-Demo ซึ่งผู้ร่วมขบวนและรถยนต์ทั้งหมดได้จอดรอเรียบร้อยแล้ว บนถนนริมแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานมากนัก

เมื่อถึงเวลา ทุกคนเดินไปขึ้นรถของตัวเองและรอสัญญาณจากทีมงาน ก่อนจะเริ่มขับออกไปพร้อมกับโบกธง Pride Flag ให้กับผู้คนรอบข้าง ทั้งขบวนมีรถประมาณ 20 – 30 คัน แต่ละคันมาจากองค์กรและหน่วยงานอิสระมากมาย รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล บางส่วนก็เป็นผู้ร่วมขบวนที่เดินเป็นหน้ากระดานทั้งระหว่างขบวนและท้ายขบวน

ในความรู้สึกของเราถือเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญ และรณรงค์ได้ด้วยมาตรการความปลอดภัย ในขบวนพาเหรดครั้งนี้ เราได้เห็นข้อความที่น่าสนใจคือ การรณรงค์เรื่อง Artikel 3 หรือกฎหมายมาตราที่ 3 

เมื่อได้อ่านดู ก็พบว่ามีใจความสำคัญเรื่องความเท่าเทียม มีประโยคขึ้นต้นมาตราว่า

“All persons shall be equal before the law.”

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

เนื้อหาในกฎหมายมาตรานี้ยังพูดถึงสิทธิเท่าเทียมของชายและหญิง รัฐมีหน้าที่กำจัดความไม่เท่าเทียมใดก็ตามที่เกิดขึ้น ยังกล่าวด้วยว่า บุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความลำเอียง เพราะเพศ การมีลูก ชาติพันธุ์ ภาษา ถิ่นกำเนิด เชื้อสาย ความเชื่อ หรือความคิดเห็นที่เกี่ยวกับศาสนาและการเมือง และบุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมเพราะมีความพิการ

(ข้อมูลอ้างอิง: https://www.bundesregierung.de/breg-en/chancellor/basic-law-470510)

ในฐานะผู้หญิงตรงเพศที่แต่งงานกับสามีซึ่งเป็นผู้ชายตรงเพศเช่นกัน เราจินตนาการไม่ได้เลยว่า ความไม่เท่าเทียมที่ชาว LGBTQ+ ต้องแบกรับนั้นนักหนาขนาดไหน แม้ว่าประเทศเยอรมนีจะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีกฎหมายคุ้มครอง และผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนมาก แต่ในความเป็นจริง ชาว LGBTQ+ ก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว และการทำงาน 

ตราบใดที่ยังมีความไม่เท่าเทียมในสังคม การรณรงค์นี้ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

นอกจากมาตราที่ 3 ที่เป็นกฎหมายพื้นฐานแล้ว ประเทศเยอรมนียังมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม คู่รัก LGBTQ+ จดทะเบียนสมรสได้ และอุปการะบุตรบุญธรรมได้ด้วย เราได้เห็นครอบครัว LGBTQ+ ที่นี่กับลูกๆ หลายครั้ง และรู้สึกดีมากที่ได้อยู่ในประเทศที่มีกฎหมายรับรอง เราเชื่อว่าความรักที่ดีมาจากคนสองคนที่รักและเคารพกันในฐานะคนที่เท่าเทียม และความรักที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็งและทำให้สังคมมีความเข้มแข็งตามไปด้วย

เราหวังว่าจะมีวันที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและกฎหมายความเท่าเทียมพื้นฐานเช่นกัน

สำหรับปีนี้งาน CSD Frankfurt 2021 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2021 รูปแบบงานจะกลับมาเป็นขบวนพาเหรดเดินเท้า พร้อมกิจกรรม Mini-CSD ที่จะจัดขึ้นอีกครั้งช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเป็นการสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและดูแลความปลอดภัยให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ติดตามรายละเอียดที่ : https://csd-frankfurt.de

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วรรณิดา กสิวงศ์

เวดดิ้งแพลนเนอร์ @wondersweddings ชอบหนังสือ ช็อกโกแลตร้อน และดอกไม้ ใฝ่ฝันอยากเห็นประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load