12 ธันวาคม 2560
3 K

“จงสร้างโดราเอมอนของตัวเอง” คือประโยคเปิดของนิทรรศการนี้

เราต่างก็มีความทรงจำในวัยเด็กเป็นของตัวเอง ความทรงจำหลายเรื่องเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่โดราเอมอนเป็นเรื่องที่ยกขึ้นมาคุยเมื่อไหร่ก็คุยกันได้ยาวๆ ทุกที ไม่เชื่อก็ลองหันไปถามเพื่อนข้างๆ ดูสิว่า “นึกถึงโดราเอมอน แล้วคิดถึงอะไร” รับรองว่าคำตอบที่ได้จะสร้างบทสนทนาได้อีกเยอะทีเดียว

ที่มาของนิทรรศการ The Doraemon Exhibition Tokyo 2017 ที่ Mori Art Museum ที่ Roppongi Hills เมืองโตเกียว ก็เกิดมาจากความคิดเดียวกัน

Doraemon Exhibition

ในนิทรรศการนี้เราจะได้เห็นศิลปินร่วมสมัย 28 คน มาตีความเกี่ยวกับโดราเอมอนผ่านงานศิลปะแบบต่างๆ อย่างที่ผู้จัดงานได้กล่าวไว้ในป้ายก่อนเข้านิทรรศการว่า “โดราเอมอนเป็นตัวละครที่มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงสำหรับสังคมญี่ปุ่น ศิลปินหลายท่านมีโดราเอมอนอยู่ในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่เขาเหล่านั้นยังเป็นเด็ก จริงๆ แล้วเราพูดได้ว่าโดราเอมอนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมญี่ปุ่น ผมตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้เห็นงานศิลปะที่สร้างโดยคนที่อยู่ในสังคมซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการ์ตูนเรื่องนี้ และหวังว่าผู้เข้าชมนิทรรศการนี้จะสนุกและตื่นเต้นกับโดราเอมอนในรูปแบบใหม่ๆ ในนิทรรศการนี้เช่นกัน” – Yuri Yamashita (Meiji Gakuin University Professor)

ในศตวรรษที่ 21 ที่เราอยู่ในทุกวันนี้ เป็นครึ่งทางระหว่างโลกของโนบิตะและโลกของโดราเอมอนพอดี

เอาล่ะ ลองบอกเราหน่อยว่าเธอนึกถึงโดราเอมอนแล้วคิดถึงอะไร พอได้คำตอบแล้วค่อยไปอ่านต่อกัน ว่าศิลปินญี่ปุ่นตีความโดราเอมอนภายใต้สังคมศตวรรษนี้อย่างไรบ้าง

 

 

โดราเอมอนหัวหน้าแก๊งช่วงปิดเทอม

Takashi MURAKAMI

Doraemon

ภาพที่แสดงความร่าเริงของวัยเด็กช่วงปิดเทอมฤดูร้อนภาพนี้เห็นแล้วก็ยิ้มได้ทันที คิดถึงช่วงปิดเทอมที่ไร้เดียงสา ไม่มีอะไรต้องกังวล และมีเวลาเล่นนอกบ้านมากมาย เป็นความทรงจำที่ใครๆ ก็เชื่อมโยงได้ แล้วก็เป็นหนึ่งในความทรงจำที่การ์ตูน โดราเอมอน มอบเอาไว้ให้เด็กทั่วโลก

 

โดราเอมอนที่เป็นมากกว่าเพื่อน

Mika NINAKAWA

DoraemonDoraemon

เราชอบงานชุดนี้มาก ศิลปินท่านนี้เคยได้รับเชิญมาแสดงงานเกี่ยวกับโดราเอมอนแล้วเมื่อปี 2002 ตอนนั้นเขาทำอัลบั้มรูปการออกเดตกับโดราเอมอนผู้ที่ศิลปินมองว่าเป็นเหมือนชายในฝัน ทั้งเก่ง พึ่งพาได้ เข้าอกเข้าใจ มาปีนี้ ศิลปินก็ยังเลือกเล่าเรื่องเดิม แต่ทำให้เข้ากับยุคสมัย แทนที่จะทำเป็นอัลบั้มรูปก็ทำเป็นการโชว์ภาพจาก Instagram แทน

นิทรรศการโดราเอมอนโดราเอมอน

โดราเอมอนเพื่อนยาก

Kumi MACHIDA

โดเรม่อน

บางทีก็ยากที่จะอธิบายความทรงจำเกี่ยวกับโดราเอมอนออกมาได้ในหนึ่งชิ้นงาน ศิลปินท่านนี้เลยกลับไปสู่จุดตั้งต้นที่เรียบง่ายที่สุดคือ การพูดถึงโดราเอมอนในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ภาพ portrait ของโดราเอมอนในสีขาวเก่าๆ นี้ ศิลปินบอกว่าเป็นรูปโดราเอมอนรูปแรกที่เขาวาด เราว่ามันก็ตรงไปตรงมาดี

 

ความอ้วนเตี้ยอันเป็นที่รัก

Nozomi WATANABE

โดเรม่อน

ศิลปินคนนี้เหมือนมันเขี้ยวรูปร่างกลมๆ ของโดราเอมอนอยู่ไม่มากก็น้อย เลยเลือกสร้างโมเดลที่แสดงสัดส่วนน่ารักๆ แบบนี้ออกมา เธออดแปลกใจไม่ได้ว่าอะไรทำให้ความมีเสน่ห์ของโดราเอมอนดึงดูดเด็กๆ ไม่ว่าจะรุ่นไหน เธอจึงเลือกสร้างโมเดลโดราเอมอนด้วย URUSHI เทคนิคการทาสีและใช้วัสดุแบบญี่ปุ่นโบราณเพื่อบอกเล่าการส่งต่อความอ้วนเตี้ยอันเป็นที่รักนี้ไปสู่คนรุ่นถัดๆ ไปเรื่อยๆ

เกือบลืมกันไปแล้วหรือเปล่าว่า โดราเอมอนเป็นหุ่นยนต์ ที่ถูกเล่าให้มีชีวิตจิตใจเหมือนมนุษย์ จนทำให้ใครต่อใครผูกพันกับเขาในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่ง เมื่อสมัยสามสิบกว่าปีก่อนการที่หุ่นยนต์มีชีวิตจิตใจขนาดนี้คงเป็นแค่จินตนาการที่ห่างไกล แต่พอมาถึงทศวรรษนี้ที่หุ่นยนต์ของญี่ปุ่นก็เริ่มเหมือนคนมากขึ้นเรื่อยๆ เลยเริ่มจะมีคำถามตามมาว่า ความเป็นมนุษย์คืออะไร ความเป็นมนุษย์ถูกผลิตได้ด้วยเครื่องจักรเหมือนหุ่นยนต์หรือเปล่า หรืออะไรที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ยังคงอยู่และแยกเราออกจากหุ่นยนต์ได้ในวันที่เราอาจจะต้องมีเพื่อนเป็นหุ่นยนต์จริงๆ

ในนิทรรศการนี้ก็มีศิลปินบางท่านตีความเรื่องหุ่นยนต์จากโลกอนาคตนี้ไว้จากก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ศตวรรษที่ 21 เอาไว้แบบนี้

 

โดราเอมอนเป็นที่ยึดเหนี่ยวด้านจิตใจ

Miran FUKUDA

ภาพวาดพู่กัน

ความน่าสนใจสำหรับภาพนี้คือ การที่ตัวละครจากโลกอนาคตถูกเอามาเล่ารวมกับตัวละครจากความเชื่อโบราณ เพราะศิลปินมองว่า ทั้งสองโลกมีหลายอย่างคล้ายกัน เช่น ความเป็นปริศนา ความที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ถึงที่มาที่ไป ความมีอำนาจวิเศษ มีอิทธิฤทธิ์ในการทำเรื่องไม่คาดฝันต่างๆ ที่เล่ากันมาปากต่อปาก

ดูภาพนี้แล้ว เราอดคิดไม่ได้ว่า ถ้ามนุษย์สร้างเทพองค์ต่างๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวความเชื่อ ให้ความหวังและความมั่นใจ โดราเอมอนก็อาจถูกสร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลเดียวกันหรือเปล่านะ

 

ความฟรีฟอร์มของเหตุและผล

Satomi KONDO

ภาพวาด

ประโยคในการ์ตูน โดราเอมอน ตอน Nobita and Steel Troops ที่ศิลปินท่านนี้ประทับใจคือ ประโยคที่ชิซูกะพูดว่า “บางทีมนุษย์ก็ทำอะไรที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย” ภาพนี้เลยเต็มไปด้วยความไม่มีเหตุผลที่ตีความไปได้อย่างอิสระ บางทีความไร้ตรรกะและความสามารถในการจินตนาการอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ไม่เหมือนกับหุ่นยนต์ก็ได้มั้ง

 

การจินตนาการสิ่งที่มองไม่เห็น

AIDA Makoto

โดราเอมอน

“ลองดูภาพนี้แล้วเห็นอะไร ฝากให้ลองหาคำตอบกันดู” – คำอธิบายภาพจากศิลปินท่านนี้มีเท่านี้

แต่เราเชื่อว่าใครๆ ก็ดูออกว่านี่คือภาพเกี่ยวกับใครและทำอะไร อาจเป็นเพราะว่าตัวละครตัวนี้จะพูดถึงกิจกรรมนี้บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นใน โดราเอมอน เวอร์ชันไหน

 

ความมีอดีตให้คิดถึง และมีอนาคตให้รอคอย

โดราเอมอน

ศิลปินท่านนี้เล่าว่าเขาตั้งใจสื่อสารความเชื่อมโยงอดีตกับอนาคตของการ์ตูน โดราเอมอน ที่เขามอง ณ ศตวรรษที่ 21นี้

อดีตในภาพ คือห้องนอนของโนบิตะที่มีข้าวของเครื่องใช้ของเด็กนักเรียนในศตรรษที่ 20 และอนาคตในภาพ ก็คือความเหนือจริงจากการใช้ ‘เครื่องปรับแรงโน้มถ่วง’ ของวิเศษจากศตวรรษที่ 22 มาทำให้วันธรรมดาๆ ในห้องนอนของโนบิตะไม่ธรรมดา

ในศตวรรษที่ 21 ที่เราอยู่ในทุกวันนี้ เป็นครึ่งทางระหว่างโลกของโนบิตะและโลกของโดราเอมอนพอดี

ยังเหลืออีกแปดสิบกว่าปีก็จะถึงศตวรรษที่ 22 พอถึงวันนั้นแล้วโดราเอมอนจะมีจริงไหม เราจะมีของวิเศษเอาไว้ใช้กันมากขึ้นกว่านี้ไปอีกเท่าไหร่ เราว่ามันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นพอๆ กับคำถามที่ว่า เรายังจะยังคงรักษาจินตนาการและความมีชีวิตชีวาแบบศตวรรษที่ 20 กันเอาไว้ได้ถึงวันนั้นหรือเปล่า

โดราเอมอน

“บางทีฉันก็ยังหวังอยู่ว่าจะมีโดราเอมอนอยู่กับฉันจริงๆ”

เป็นประโยคปิดของนิทรรศการนี้

Doraemon

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

28 ธันวาคม 2565
750

‘Caracol’ ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูนักท่องเที่ยวบ้านเรานัก แต่มันคืออาณาจักรโบราณของอารยธรรมมายาที่เคยรุ่งเรืองและมีความสำคัญสูงสุดทีเดียว อาณาบริเวณกินพื้นที่ถึง 200 ตารางกิโลเมตร เคยมีพลเมืองอาศัยถึง 100,000 คน นับว่าใหญ่กว่าเบลีซซิตี้ (Belize City) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเบลีซในปัจจุบันเสียอีก! (ปัจจุบันเบลีซมีประชากรประมาณ 400,000 คน)

การไปที่นี่เป็นงานยากมาก แต่ฉันก็ดั้นด้นถ่อไป เพราะอยากจะไปเห็นอย่างที่สุด เคยไป Tikal ซึ่งเป็นซากเมืองและพีระมิดของมายาในประเทศกัวเตมาลามาแล้ว ยังติดตรึงใจไม่หาย อยากจะไปชมซากอารยธรรมมายาเสียทุกที่ ได้ไปประเทศเบลีซครั้งแรกนั้นมีเวลาน้อย จะไปไหนก็ใช้เวลาเดินทางเยอะ จึงต้องตัดใจเลือก

และโดยที่ไม่ต้องคิดมาก ฉันเลือกไปเยือน Caracol อันไปยากที่สุดในบรรดาซากเมืองทั้งหมด เหตุผลด้วยปรัชญาเดิม คือยิ่งยากต้องยิ่งรีบไป ก่อนที่จะแก่เดินไม่ไหว

บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ

จาก Belize City ฉันขับรถไปเกือบ 3 ชั่วโมง เพื่อเข้าพักที่ Blancaneaux Lodge ซึ่งอยู่ใจกลางป่าในเขต Cayo District ฉันใช้ที่นี่เป็นฐานในการไปสำรวจ Caracol โรงแรมนี้ฉันเคยได้ยินชื่อและหมายมั่นปั้นมือมานาน มันเป็นของ Francis Ford Coppola ผู้กำกับฮอลลีวูดชื่อดังที่มาหลงรักและลงทุนสร้างโรงแรมอยู่หลายแห่งที่นี่

บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ

กว่าจะถึง ถนนแย่มาก ต้องค่อย ๆ กระเด้งกระดอนไป แต่พอถึงแล้วหายเหนื่อยเลยทีเดียว เพราะร่มรื่นเขียวชอุ่มสมกับเป็น Jungle Lodge การตกแต่งออกแบบกลมกลืนกับธรรมชาติทุกสิ่งอัน ห้องเป็นกระท่อม ๆ กระจายกันไปตามสุมทุมพุ่มไม้ ฉันจองห้องในกระท่อมริมแม่น้ำไว้ มีระเบียงกว้างหันหน้าออกแม่น้ำ Macal ร่มรื่นสบายมาก

บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ
บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ

ที่สำคัญคือโรงแรมนี้บริการดีสุด ๆ ดูแลทุกเรื่องอย่างใส่ใจ อบอุ่นกันเองเหมือนต้อนรับแขกในบ้าน นี่คือหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดในเบลีซ แต่จะว่าไป ฉันว่าระดับมันน่าจะได้แค่ 3 ดาวครึ่งหรือ 4 ดาวเท่านั้น ถ้าเทียบกับมาตรฐานโลก ด้วยจานชามที่เคยหรูหราแต่เก่าลอกแล้ว โต๊ะเก้าอี้โบราณไม่เก๋ร่วมสมัย แต่ได้ใจตรงที่เขายังใส่ใจรายละเอียด ในห้องมีดอกไม้ใบไม้วางเสียบแทรกบนผ้าเช็ดตัว โต๊ะ เตียง กลางคืนมาจุดเทียนหอมประดับวิบแวมให้ทั้งห้อง และขออะไรก็ตั้งใจทำให้สุดใจทุกอย่าง น่ารักมากจนมองข้ามเครื่องใช้เก่าเกินไปได้ทีเดียว

บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ
บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ

ฉันจองไกด์จากโรงแรมให้พาไปชม Caracol เพราะสถานที่แบบนี้ต้องมีคนเล่าเรื่องที่รู้ลึก เราใช้รถที่เช่ามาเองขับไปเองโดยไกด์นั่งไปด้วย จากโรงแรมขับลึกเข้าไปในป่าอีกประมาณเพียง 50 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง เพราะทางมันสุดติ่งมาก ต้องขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น เป็นหลุมบ่อขรุขระ โคลนลื่น ข้ามแม่น้ำด้วยสะพานที่ไม่มีราว แทบจะออฟโร้ดไปตลอดทาง เรียกได้ว่าไปด้วยใจจริง ๆ

แต่พอถึงแล้วหายเหนื่อยเลย เอ็ดดี้ ไกด์เราเล่าเรื่องเก่งมาก ความรู้เยอะ และฉลาด มีปรัชญา ทำให้เวลาเล่าเรื่องเหมือนเรามีบทสนทนาถกกันไป พร้อมกับการฟังความรู้ใหม่ ๆ ไปด้วย คุยกันสนุกมากตลอดหลายชั่วโมง

พีระมิดและซากต่าง ๆ ที่ขุดและบูรณะให้เห็นที่ Caracol ปัจจุบันนี้ สร้างขึ้นในช่วงสูงสุดของอารยธรรมมายา คือช่วง ค.ศ. 250 – 900 แต่หลักฐานพบว่ามีการอาศัยอยู่ที่นี่เก่าแก่ไปถึง 1,200 ปีก่อนคริสต์ศักราชทีเดียว เราปีนขึ้นไปชมพีระมิดทั้งหมด ที่สำคัญเลยคือ Caana ที่อยู่ของกษัตริย์มายา

บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ

เผ่ามายาเชื่อว่ากษัตริย์ของพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากเสือจากัวร์ ซึ่งนับเป็นเทพเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด พอโอรสกษัตริย์เกิดมาจึงต้องจับรัดหน้าผากตั้งแต่แบเบาะ เพื่อให้โตมามีลักษณะหัวไม่เหมือนคนทั่วไป แต่จะแบนเหมือนเสือจากัวร์ ดึงตาให้รี และตะไบฟันให้แหลมเหมือนจากัวร์ด้วย

บรรดากษัตริย์จะอยู่บนพีระมิดสูง ไม่ลงมาข้างล่าง เราเห็นข้างบนแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ มีแท่นเตียงนอน มีการแกะสลัก Glyphs หรือตัวอักษรแบบไฮโรกลิฟิก ภาษามายัน ซึ่งมีพื้นฐานบนภาพเหมือนอียิปต์ จะว่าไปก็อดคิดไม่ได้ว่าน่าจะเป็นต้นกำเนิดของ Emoji นั่นเอง รวมถึงหลุมที่ใช้เผาศพที่ขุดเจอกระดูกและเครื่องบวงสรวงต่าง ๆ ในหลุมศพนี้จะมีการสลักชื่อ อายุ และรายละเอียดคนตายเอาไว้ ทำให้นักโบราณคดีเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้เยอะทีเดียว

บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ
บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ

นอกจากนี้ยังมีห้องที่มีช่องเจาะให้แสงแดดส่องเข้ามาที่กำแพง โดยในแต่ละวันของปีนั้นแสงจะตกกระทบไปที่ตำแหน่งต่าง ๆ กัน การวางตำแหน่งพีระมิดและอาคารต่าง ๆ ก็เป็นไปตามสูตรดาราศาสตร์ อันเป็นความชำนาญของมายาอย่างยิ่ง ตามที่เรารู้กันเกี่ยวกับปฏิทินมายาว่าซับซ้อนและแม่นยำมาก พีระมิดที่ Caracol นี้ถูกวางตำแหน่งโดยตรงตามหลักการดาราศาสตร์ของมายา โดยทุกวันที่ 21 ธันวาคมหรือวันเหมายันของทุกปี พระอาทิตย์จะส่องแสงลงตรงทางขวาสุดของพีระมิด จากนั้นทุกวันแสงจะเคลื่อนไปเรื่อย ๆ ทางซ้าย และถึงวันที่ 21 มิถุนายนหรือวันครีษมายัน ก็จะมาจบที่ตำแหน่งซ้ายสุด จากนั้นจะเคลื่อนย้อนกลับทางขวา มาจบปีที่ตำแหน่งขวาสุดตอน 21 ธันวาคมอีกครั้ง ช่างมหัศจรรย์จริง ๆ

ปฏิทินมายานี้มี 20 วันใน 1 เดือน และมี 18 เดือนใน 1 ปี รวมเป็น 360 วัน และจะเพิ่มอีก 5 วันพิเศษเป็นการปิดท้ายปี ซึ่งเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องฉลองกันใหญ่โต ใน 52 ปีจะครบรอบปีใหญ่หนึ่งครั้ง แล้วก็จะเริ่มนับวงปีกันใหม่

ได้ชม Caracol จนหนำใจแบบเจาะลึกในเวลา 3 ชั่วโมง เพราะขนาดของซากปรักหักพังนี้ไม่ใหญ่มาก ที่ขุดขึ้นมาให้เราเที่ยวชมได้มีขนาดเล็กกว่า Tikal เยอะ แต่นี่นับเป็นเพียงแค่ 5% ของขนาดและซากทั้งหมดที่มีเท่านั้นเอง! จึงนับว่าเป็นซากอารยธรรมโบราณของมายาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเบลีซ

ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!
ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!

ไกด์บอกว่าเราต้องออกจากสถานที่ภายในเวลาบ่าย 2 โมง ฉันสงสัยว่าทำไมเขาให้ออกเร็วนัก ก่อนได้คำตอบว่า Caracol อยู่ติดกับชายแดนประเทศกัวเตมาลา ซึ่งมีปัญหาขัดแย้งทางการเมืองกันอยู่ เขาเล่าว่าไม่นานมานี้ ทหารตระเวนชายแดนซึ่งดูแลอยู่ในบริเวณนี้ถูกทหารกัวเตมาลาฆ่าตายในป่า ฟังแล้วน่ากลัวจัง แล้วก็จริง พอบ่าย 2 โมงนิด ๆ ในบริเวณพีระมิดอันเงียบสงบที่เราเดินเล่นกันอยู่นั้นก็เห็นทหารใส่ชุดลายพรางถือปืน ค่อย ๆ ปรากฏตัวขึ้นบนยอดพีระมิด 3 คน ไม่รู้อยู่ดี ๆ โผล่ออกมาจากไหน 

เอ็ดดี้บอกว่าเขาซ่อนตัวอยู่ในป่านานแล้ว และพอถึงเวลาก็จะออกมาดูแลให้นักท่องเที่ยวกลับออกไปให้หมด เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะขับรถลุยถนนที่หฤโหดนี้ออกไปพ้นบริเวณได้ก่อนค่ำ

เพราะอย่างนี้ เราจึงขับรถออกจาก Caracol มาเมื่อเวลาประมาณบ่าย 2 โมงครึ่ง ล้อทางฝั่งซ้ายของรถมีเสียงเหล็กกระทบกันเอี๊ยดอ๊าดค่อนข้างดัง ซึ่งจริง ๆ เราได้ยินมาตั้งแต่ขาขับเข้ามาแล้ว คิดว่าถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ จึงอาจทำให้แหนบเสียดสีกันหรืออย่างไร ตอนแรกตั้งใจว่าจะเช็กดู แต่พอถึงพีระมิดก็มัวแต่ตื่นเต้นรีบวิ่งเข้าไปดูกัน ขากลับนี้เสียงมันดังขึ้น

ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!

ยังไม่ทันไร สามีร้องบอกซ้ำ ๆ ว่า “ล้อรถชั้นหายไปแล้ว ๆๆๆ” แล้วก็เบรกรถหยุดอยู่นิ่งกับที่ ปรากฏว่าล้อรถข้างซ้ายหน้าหายไปเลย! เหลือแต่จานเหล็กกลม ๆ ฝังอยู่บนดินลูกรังของถนน

สามีบอกว่าขับ ๆ อยู่ เห็นล้อรถกลิ้งแซงรถพุ่งหายเข้าไปในป่าข้างทางเลยกับตา! เรามองเข้าไปในป่า มันทึบดงดิบมาก แต่ไกด์เอ็ดดี้ของเราตาดีและเป็นนายพรานมาก่อน (เราเพิ่งชมอยู่ว่ามองเห็นลิงอยู่บนยอดไม้แล้วชี้ชวนให้เราดูได้อย่างไร ตาดีมาก) เขามองแล้วชี้ให้ดูว่า “นั่นไง ล้ออยู่ตรงนั้น”

สองหนุ่มเลยวิ่งเข้าป่าไปอุ้มล้อรถกลับมา ปรากฏว่าน็อต 5 ตัวที่ขันล้อรถนั้นมันหลวมได้อย่างไรไม่รู้ หลุดกระเด็นหายไปหมดเลย เราขับไปเรื่อย ๆ ล้อจึงคลายตัวหลุดออกมา เป็นเรื่องประหลาดยิ่ง เพราะตอนรับรถ น็อตก็อยู่ครบทุกตัว และที่เราขับมานั้น ต่อให้ถนนทุลักทุเลขนาดไหนก็ไม่ได้ขับตกหลุมหรืออะไรรุนแรงที่จะทำให้ล้อหลวมได้เลย คิดไม่ออกจริง ๆ 

ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!
ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!

ได้แต่สงสัยว่าตอนที่จอดรถทิ้งไว้ที่โรงแรมหรือตอนที่ไปจอดสถานีรถบัสนั้น มีใครแอบมาจารกรรมไขน็อตให้หลวมหรือเปล่า ซึ่งน่ากลัวมาก ถ้าเกิดขึ้นบนถนนที่แล่นเร็วได้ รถอาจจะคว่ำเลย แต่ตอนนั้นยังไม่มีเวลาคิดหาสาเหตุ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน เพราะมีเวลาอีกประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนจะมืด

ในบริเวณนั้นไม่มีคลื่นโทรศัพท์เลย และถนนก็ไม่มีรถแล่นผ่านไปมา เราเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มรองสุดท้ายที่ขับออกมาจากพีระมิด ดังนั้น จะไม่มีใครใช้ถนนเส้นนี้อีกแล้วทั้งคืน สามีบอกว่าต้องเอาน็อตออกมาจากล้อทั้งสามที่เหลืออย่างละ 1 หรือ 2 ตัว แล้วเอามาขันเข้าไปกับล้อซ้ายหน้าที่หลุดออกมา 

ปฏิบัติการอย่างเข้มแข็งใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อย แต่เราไม่มั่นใจว่าน็อต 3 ตัว แทนที่จะเป็น 5 ตัวนี้ จะแข็งแรงพอให้เราขับกลับไปได้ถึงโรงแรมหรือเปล่า ถนนก็ขรุขระมาก และหลังจากนั้นก็ไม่รู้จะขับกลับเมืองได้อย่างไร เราจึงทดลองวิ่งช้า ๆ และมองดูการเคลื่อนไหวของล้อจากนอกรถประมาณ 20 เมตร เห็นว่าแข็งแรงดีจึงค่อย ๆ ขับช้า ๆ ออกมา โดยที่คอยจอดและตรวจความแน่นหนาเป็นระยะ ๆ ก็พบว่าแล่นได้ดี 

พอมาถึงตรงสถานีลงทะเบียนเข้าป่า ซึ่งเป็นระยะทางประมาณครึ่งหนึ่งก่อนถึงโรงแรม ก็เข้าไปบอกเจ้าหน้าที่ซึ่งวิทยุไปบอกโรงแรมเราให้ว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น แล้วเราก็ค่อย ๆ ขับออกมาอย่างช้า ๆ จนในที่สุด เห็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อของโรงแรมพร้อมพนักงานสองคนขับสวนมาเพื่อกู้ภัยเราพร้อมอุปกรณ์ครบ แต่เราบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้ว รถขับได้ จึงขับประคองคู่กันไปจนถึงโรงแรม

ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!

สรุปแล้วคือใช้เวลาทั้งหมด 4 ชั่วโมงอยู่ในป่าแทนที่จะเป็น 2 ชั่วโมง จากนั้นก็โทรไปบริษัทรถเช่าเพื่อตกลงว่าจะให้ทำอย่างไร เพราะวันรุ่งขึ้นเราต้องออกตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อย้อนกลับมาเม็กซิโกให้ทัน ร้านเช่ารถซึ่งเป็นบริษัทคนท้องถิ่น มีความยืดหยุ่นกว่าบริษัทใหญ่ ๆ ก็ดีใจหาย โทรคุยกับช่างซ่อมรถแล้วบอกว่าเราขับรถเข้าเมืองได้อย่างปลอดภัย แต่เพื่อความสบายใจ พรุ่งนี้เช้าตอน 6 โมงเช้าให้เราค่อย ๆ ขับออกมา เขาจะออกจากเมืองมากับช่างตั้งแต่ตี 4 แล้วขับสวนมาพบเราระหว่างทาง แล้วจะให้เราขับรถคันใหม่กลับแทน โดยให้ช่างขับคันเก่าแทนเรา

วันรุ่งขึ้น เราเลยตื่นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เช็กเอาต์ขับรถปุเลง ๆ ออกมาเจอช่างและเจ้าของบริษัทรถเช่าขับคู่กันมา ทำเรื่องเคลียร์ค่าเสียหายและประกันต่าง ๆ นานา ที่บริษัทไม่มีใครรู้ว่าทำไมน็อตถึงหลวม บริษัทรถบอกว่าเป็นไปได้ที่มีคนมาแกล้งไขน็อต แต่ก็พูดไม่เต็มปากเต็มคำ เพราะคงจะทำให้ประเทศเขาดูไม่ดี เราไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด รอดชีวิตมาได้ก็ดีใจแล้ว

การไปเยือนคาราโคลในฝันของฉัน จึงนอกจากจะได้ชมซากอารยธรรมโบราณอันลึกลับสมใจแล้ว ยังได้ประสบการณ์ลึกลับโดยไม่คาดคิดอีกด้วย ว่าล้อรถมันหลุดออกมาได้อย่างไร เป็นอีกทริปหนึ่งในละตินอเมริกาแสนรักที่ไม่อาจจะลืม

ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ฟ้า บุณยะรัตเวช

นักการตลาด นักเดินทาง นักเล่าเรื่อง นักเขียน ที่อาศัยอยู่มาแล้ว 4 ประเทศ และเดินทางไปมาแล้ว 82 ประเทศ พำนักอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ไปๆ มาๆ กรุงเทพบ่อยๆ มีบล็อกและเพจท่องเที่ยว ‘เที่ยวเหนือฟ้า’ ที่เน้น ‘เจาะลึก-อาหารอร่อย-โรงแรมเก๋-ประสบการณ์แปลก’ ตามคำจำกัดความของ ‘เที่ยวแบบเหนือฟ้า’

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load