12 ธันวาคม 2560
3 K

“จงสร้างโดราเอมอนของตัวเอง” คือประโยคเปิดของนิทรรศการนี้

เราต่างก็มีความทรงจำในวัยเด็กเป็นของตัวเอง ความทรงจำหลายเรื่องเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่โดราเอมอนเป็นเรื่องที่ยกขึ้นมาคุยเมื่อไหร่ก็คุยกันได้ยาวๆ ทุกที ไม่เชื่อก็ลองหันไปถามเพื่อนข้างๆ ดูสิว่า “นึกถึงโดราเอมอน แล้วคิดถึงอะไร” รับรองว่าคำตอบที่ได้จะสร้างบทสนทนาได้อีกเยอะทีเดียว

ที่มาของนิทรรศการ The Doraemon Exhibition Tokyo 2017 ที่ Mori Art Museum ที่ Roppongi Hills เมืองโตเกียว ก็เกิดมาจากความคิดเดียวกัน

Doraemon Exhibition

ในนิทรรศการนี้เราจะได้เห็นศิลปินร่วมสมัย 28 คน มาตีความเกี่ยวกับโดราเอมอนผ่านงานศิลปะแบบต่างๆ อย่างที่ผู้จัดงานได้กล่าวไว้ในป้ายก่อนเข้านิทรรศการว่า “โดราเอมอนเป็นตัวละครที่มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงสำหรับสังคมญี่ปุ่น ศิลปินหลายท่านมีโดราเอมอนอยู่ในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่เขาเหล่านั้นยังเป็นเด็ก จริงๆ แล้วเราพูดได้ว่าโดราเอมอนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมญี่ปุ่น ผมตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้เห็นงานศิลปะที่สร้างโดยคนที่อยู่ในสังคมซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการ์ตูนเรื่องนี้ และหวังว่าผู้เข้าชมนิทรรศการนี้จะสนุกและตื่นเต้นกับโดราเอมอนในรูปแบบใหม่ๆ ในนิทรรศการนี้เช่นกัน” – Yuri Yamashita (Meiji Gakuin University Professor)

ในศตวรรษที่ 21 ที่เราอยู่ในทุกวันนี้ เป็นครึ่งทางระหว่างโลกของโนบิตะและโลกของโดราเอมอนพอดี

เอาล่ะ ลองบอกเราหน่อยว่าเธอนึกถึงโดราเอมอนแล้วคิดถึงอะไร พอได้คำตอบแล้วค่อยไปอ่านต่อกัน ว่าศิลปินญี่ปุ่นตีความโดราเอมอนภายใต้สังคมศตวรรษนี้อย่างไรบ้าง

 

 

โดราเอมอนหัวหน้าแก๊งช่วงปิดเทอม

Takashi MURAKAMI

Doraemon

ภาพที่แสดงความร่าเริงของวัยเด็กช่วงปิดเทอมฤดูร้อนภาพนี้เห็นแล้วก็ยิ้มได้ทันที คิดถึงช่วงปิดเทอมที่ไร้เดียงสา ไม่มีอะไรต้องกังวล และมีเวลาเล่นนอกบ้านมากมาย เป็นความทรงจำที่ใครๆ ก็เชื่อมโยงได้ แล้วก็เป็นหนึ่งในความทรงจำที่การ์ตูน โดราเอมอน มอบเอาไว้ให้เด็กทั่วโลก

 

โดราเอมอนที่เป็นมากกว่าเพื่อน

Mika NINAKAWA

DoraemonDoraemon

เราชอบงานชุดนี้มาก ศิลปินท่านนี้เคยได้รับเชิญมาแสดงงานเกี่ยวกับโดราเอมอนแล้วเมื่อปี 2002 ตอนนั้นเขาทำอัลบั้มรูปการออกเดตกับโดราเอมอนผู้ที่ศิลปินมองว่าเป็นเหมือนชายในฝัน ทั้งเก่ง พึ่งพาได้ เข้าอกเข้าใจ มาปีนี้ ศิลปินก็ยังเลือกเล่าเรื่องเดิม แต่ทำให้เข้ากับยุคสมัย แทนที่จะทำเป็นอัลบั้มรูปก็ทำเป็นการโชว์ภาพจาก Instagram แทน

นิทรรศการโดราเอมอนโดราเอมอน

โดราเอมอนเพื่อนยาก

Kumi MACHIDA

โดเรม่อน

บางทีก็ยากที่จะอธิบายความทรงจำเกี่ยวกับโดราเอมอนออกมาได้ในหนึ่งชิ้นงาน ศิลปินท่านนี้เลยกลับไปสู่จุดตั้งต้นที่เรียบง่ายที่สุดคือ การพูดถึงโดราเอมอนในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ภาพ portrait ของโดราเอมอนในสีขาวเก่าๆ นี้ ศิลปินบอกว่าเป็นรูปโดราเอมอนรูปแรกที่เขาวาด เราว่ามันก็ตรงไปตรงมาดี

 

ความอ้วนเตี้ยอันเป็นที่รัก

Nozomi WATANABE

โดเรม่อน

ศิลปินคนนี้เหมือนมันเขี้ยวรูปร่างกลมๆ ของโดราเอมอนอยู่ไม่มากก็น้อย เลยเลือกสร้างโมเดลที่แสดงสัดส่วนน่ารักๆ แบบนี้ออกมา เธออดแปลกใจไม่ได้ว่าอะไรทำให้ความมีเสน่ห์ของโดราเอมอนดึงดูดเด็กๆ ไม่ว่าจะรุ่นไหน เธอจึงเลือกสร้างโมเดลโดราเอมอนด้วย URUSHI เทคนิคการทาสีและใช้วัสดุแบบญี่ปุ่นโบราณเพื่อบอกเล่าการส่งต่อความอ้วนเตี้ยอันเป็นที่รักนี้ไปสู่คนรุ่นถัดๆ ไปเรื่อยๆ

เกือบลืมกันไปแล้วหรือเปล่าว่า โดราเอมอนเป็นหุ่นยนต์ ที่ถูกเล่าให้มีชีวิตจิตใจเหมือนมนุษย์ จนทำให้ใครต่อใครผูกพันกับเขาในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่ง เมื่อสมัยสามสิบกว่าปีก่อนการที่หุ่นยนต์มีชีวิตจิตใจขนาดนี้คงเป็นแค่จินตนาการที่ห่างไกล แต่พอมาถึงทศวรรษนี้ที่หุ่นยนต์ของญี่ปุ่นก็เริ่มเหมือนคนมากขึ้นเรื่อยๆ เลยเริ่มจะมีคำถามตามมาว่า ความเป็นมนุษย์คืออะไร ความเป็นมนุษย์ถูกผลิตได้ด้วยเครื่องจักรเหมือนหุ่นยนต์หรือเปล่า หรืออะไรที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ยังคงอยู่และแยกเราออกจากหุ่นยนต์ได้ในวันที่เราอาจจะต้องมีเพื่อนเป็นหุ่นยนต์จริงๆ

ในนิทรรศการนี้ก็มีศิลปินบางท่านตีความเรื่องหุ่นยนต์จากโลกอนาคตนี้ไว้จากก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ศตวรรษที่ 21 เอาไว้แบบนี้

 

โดราเอมอนเป็นที่ยึดเหนี่ยวด้านจิตใจ

Miran FUKUDA

ภาพวาดพู่กัน

ความน่าสนใจสำหรับภาพนี้คือ การที่ตัวละครจากโลกอนาคตถูกเอามาเล่ารวมกับตัวละครจากความเชื่อโบราณ เพราะศิลปินมองว่า ทั้งสองโลกมีหลายอย่างคล้ายกัน เช่น ความเป็นปริศนา ความที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ถึงที่มาที่ไป ความมีอำนาจวิเศษ มีอิทธิฤทธิ์ในการทำเรื่องไม่คาดฝันต่างๆ ที่เล่ากันมาปากต่อปาก

ดูภาพนี้แล้ว เราอดคิดไม่ได้ว่า ถ้ามนุษย์สร้างเทพองค์ต่างๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวความเชื่อ ให้ความหวังและความมั่นใจ โดราเอมอนก็อาจถูกสร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลเดียวกันหรือเปล่านะ

 

ความฟรีฟอร์มของเหตุและผล

Satomi KONDO

ภาพวาด

ประโยคในการ์ตูน โดราเอมอน ตอน Nobita and Steel Troops ที่ศิลปินท่านนี้ประทับใจคือ ประโยคที่ชิซูกะพูดว่า “บางทีมนุษย์ก็ทำอะไรที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย” ภาพนี้เลยเต็มไปด้วยความไม่มีเหตุผลที่ตีความไปได้อย่างอิสระ บางทีความไร้ตรรกะและความสามารถในการจินตนาการอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ไม่เหมือนกับหุ่นยนต์ก็ได้มั้ง

 

การจินตนาการสิ่งที่มองไม่เห็น

AIDA Makoto

โดราเอมอน

“ลองดูภาพนี้แล้วเห็นอะไร ฝากให้ลองหาคำตอบกันดู” – คำอธิบายภาพจากศิลปินท่านนี้มีเท่านี้

แต่เราเชื่อว่าใครๆ ก็ดูออกว่านี่คือภาพเกี่ยวกับใครและทำอะไร อาจเป็นเพราะว่าตัวละครตัวนี้จะพูดถึงกิจกรรมนี้บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นใน โดราเอมอน เวอร์ชันไหน

 

ความมีอดีตให้คิดถึง และมีอนาคตให้รอคอย

โดราเอมอน

ศิลปินท่านนี้เล่าว่าเขาตั้งใจสื่อสารความเชื่อมโยงอดีตกับอนาคตของการ์ตูน โดราเอมอน ที่เขามอง ณ ศตวรรษที่ 21นี้

อดีตในภาพ คือห้องนอนของโนบิตะที่มีข้าวของเครื่องใช้ของเด็กนักเรียนในศตรรษที่ 20 และอนาคตในภาพ ก็คือความเหนือจริงจากการใช้ ‘เครื่องปรับแรงโน้มถ่วง’ ของวิเศษจากศตวรรษที่ 22 มาทำให้วันธรรมดาๆ ในห้องนอนของโนบิตะไม่ธรรมดา

ในศตวรรษที่ 21 ที่เราอยู่ในทุกวันนี้ เป็นครึ่งทางระหว่างโลกของโนบิตะและโลกของโดราเอมอนพอดี

ยังเหลืออีกแปดสิบกว่าปีก็จะถึงศตวรรษที่ 22 พอถึงวันนั้นแล้วโดราเอมอนจะมีจริงไหม เราจะมีของวิเศษเอาไว้ใช้กันมากขึ้นกว่านี้ไปอีกเท่าไหร่ เราว่ามันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นพอๆ กับคำถามที่ว่า เรายังจะยังคงรักษาจินตนาการและความมีชีวิตชีวาแบบศตวรรษที่ 20 กันเอาไว้ได้ถึงวันนั้นหรือเปล่า

โดราเอมอน

“บางทีฉันก็ยังหวังอยู่ว่าจะมีโดราเอมอนอยู่กับฉันจริงๆ”

เป็นประโยคปิดของนิทรรศการนี้

Doraemon

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

22 ธันวาคม 2560
2 K

นักท่องเที่ยวแต่ละคนต่างมีเป้าหมายการเดินทางแตกต่างกันไป คนส่วนใหญ่อาจจะต้องไปดู ไปชิม ไปทำสิ่งที่เป็น A Must ของแต่ละสถานที่ เพื่อให้พูดได้เต็มปากว่ามาถึงที่นี่แล้ว แต่สำหรับฉัน ภารกิจที่จะทำทุกครั้งที่เดินทางคือ การส่งโปสการ์ดกลับไทยถึงตัวเอง

โปสการ์ด โปสการ์ด ร้านขายโปสการ์ด ร้านขายโปสการ์ด

ฉันคิดว่าเสน่ห์ของการเดินทางไม่ได้มีแค่ตอนเราไปถึงจุดหมายปลายทาง แต่เกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ต่างจากเสน่ห์ของการส่งโปสการ์ด ความน่าหลงใหลก่อตัวขึ้นตั้งแต่ตอนเดินตามหาตู้ไปรษณีย์ ซึ่งประเทศอิตาลีน่าสนใจเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะมุมไหน ซอกหลืบใดของเมือง ฉันจะได้เจอตู้ไปรษณีย์มากมาย ไม่ต้องเสาะหาเหมือนตอนเดินทางไปประเทศอื่นๆ

ตู้ไปรษณีย์ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นตู้ของ Poste Italiane ที่มีสีแดง ทรงสี่เหลี่ยมเหมือนตู้ไปรษณีย์สากลทั่วไป มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตู้ บางตู้เหมือนงานศิลปะ ที่โดนแต้มสีด้วยว่าที่ศิลปินกราฟฟิตี้ บางตู้ก็เปรอะจนไม่อยากเข้าใกล้เมื่อจินตนาการถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่อาจแฝงมาด้วย แต่บางตู้ถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะเป็นโลเคชันสำหรับถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึก

ป้ายบอกทาง ที่ทำการไปรษณีย์ ตู้ไปรษณีย์ ตู้ไปรษณีย์ ตู้ไปรษณีย์

แม้ตู้ไปรษณีย์อิตาเลียนหาไม่ยาก โปสการ์ดในอิตาลีก็หาซื้อได้ง่ายตามสถานที่ต่างๆ แต่การส่งโปสการ์ดแต่ละทียากมากเพราะต้องจับคู่แสตมป์ให้ถูกตู้ เรื่องแสตมป์นี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและวางแผนซื้อล่วงหน้า จากประสบการณ์การเดินทางครั้งล่าสุด ฉันซื้อแสตมป์เก็บเป็นสต็อกไว้ทั้งหมด 3 แบบ เพื่อที่จะได้ลดอุปสรรคในการจับคู่แสตมป์กับตู้ไปรษณีย์ทั้งสามประเภท

โปสการ์ด ตู้ไปรษณีย์

แบบแรกคือจับคู่แสตมป์ส่งผ่านตู้ไปรษณีย์ของ Poste Italiane  โปสการ์ดที่จะส่งกลับเมืองไทยผ่านตู้นี้ ต้องติดแสตมป์ของ Poste Italiaen เท่านั้น โดยติดให้ครบมูลค่า 2.20 ยูโร ถึงแม้จะเดินเจอตู้นี้บ่อยที่สุด แต่การหาแสตมป์เพื่อส่งผ่านตู้นี้ยากที่สุด

ข้อมูลจาก guide book หรือ Google มักจะแนะนำให้ซื้อแสตมป์ที่ร้าน Tabacchi ร้านขายของชำที่ขายบุหรี่ บัตรโทรศัพท์ และขนมขบเคี้ยว แต่ใช่ว่าทุกร้านจะมีแสตมป์สำหรับตู้ไปรษณีย์ของ Poste Italiaen ขาย และแม้ว่าหาซื้อแสตมป์ได้แล้ว ก็ต้องทำความเข้าใจอีกว่าต้องติดแสตมป์กี่ดวง เพราะแสตมป์บางดวงไม่ระบุมูลค่า การส่งไปรษณีย์กลับไทยต้องใช้แสตมป์ที่ระบุคำว่า ‘B ZONA 2’

โปสการ์ด

‘B’ แทน 2nd class mail ที่ไม่ต้องการส่งแบบเร่งด่วน ส่วน ‘ZONA 2’ คือ Zone 2 ที่จัดกลุ่มสำหรับส่งโปสการ์ด และจดหมายไปยังประเทศที่อยู่ในทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา และทวีปเอเชีย  

โปสการ์ด

แบบที่ 2 ส่งโปสการ์ดผ่าน GPS Mail Box ตู้รับจดหมายเล็กๆ ขนาดเท่ากับตู้รับจดหมายที่เราติดกันไว้หน้าบ้าน แสตมป์สำหรับ GPS Mail Box นี้หาซื้อได้ง่ายกว่าแสตมป์ของ Poste Italiane เพราะมีขายในร้านขายของที่ระลึกทั่วไป และในร้าน Tabacchi ที่ขายแสตมป์ประเภทนี้ก็มักมีตู้ GPS Mail Box ตั้งไว้เพื่อให้ส่งโปสการ์ดได้เลย แต่หากโชคไม่ดี ก็ต้องเพิ่มรสชาติการเดินทางด้วยการเล่นเกมเดินตามหาตู้ GPS Mail Box ตามแผนที่

แสตมป์สำหรับ GPS Mail Box จะแพงกว่า Poste Italiane นิดหน่อยคือ 2.50 ยูโร ลูกเล่นของแสตมป์ GPS Mail Box นี้ คือลวดลายที่จะล้อไปกับแหล่งท่องเที่ยวของเมืองนั้นๆ เช่น หากซื้อที่โรม แสตมป์จะเป็นรูป Saint Peter’s Basilica หรือ Colosseum แต่หากซื้อที่ฟลอเรนซ์ จะเป็นรูป Piazza del Duomo ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กประจำเมือง และหากใครชอบพวก gadget จุดเด่นของสแตมป์นี้คือ QR Code ที่สามารถสแกนเพื่อส่ง multi media ผ่านแสตมป์นี้ได้ด้วย

แผนที่ โปสการ์ด แสตมป์

การจับคู่แสตมป์แบบสุดท้าย คือตู้ไปรษณีย์ Friend Post ที่ต้องติดแสตมป์ราคา 2.20 ยูโร เพื่อส่งโปสการ์ดกลับไทย ราคาเท่ากับส่งผ่าน Poste Italiane ตลอดการเดินทางในอิตาลีตั้งแต่ตอนเหนือลงใต้ ฉันได้เห็นตู้รับจดหมายของ Friend Post แค่ครั้งเดียวตอนที่ซื้อแสตมป์ Friend Post และไม่มีโอกาสเจอะเจอตู้แบบนี้อีกเลย

ป้าย ตู้ไปรษณีย์

หากได้เดินทางมากรุงโรมและเข้าไปเที่ยวในนครรัฐวาติกัน ฉันอยากชวนให้แวะส่งโปสการ์ดจากวาติกันกลับไทยสักใบ เพราะวาติกันถือเป็นประเทศที่ปกครองตัวเองและมีตราไปรษณีย์ของตัวเองที่ไม่เหมือนตราของอิตาลี แค่ซื้อแสตมป์ Poste Vaticane ราคา 2.30 ยูโร เราก็จะได้แสตมป์รูปพระสันตะปาปาติดบนโปสการ์ดเป็นที่ระลึก และต้องหย่อนลงตู้ไปรษณีย์ Poste Vaticane สีเหลือง คนละตู้กับ Poste Italiane ตู้สีแดงที่เจอบ่อยๆ นะ

ตู้ไปรษณีย์

เมื่อเล่นเกมจับคู่แสตมป์กับตู้ไปรษณีย์เหนื่อยแล้ว และยังมีโปสการ์ดที่อยากส่งในนาทีสุดท้าย ก็ฝาก Front Desk ของที่พักให้ช่วยส่งให้ได้เหมือนก้น ที่พักเกือบทุกที่จะมีตู้รับจดหมายวางไว้ แต่ขอแนะนำให้ติดแสตมป์ของ Poste Italiane ไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องเสียใจหากโปสการ์ดส่งกลับมาไม่ถึงไทย

ตู้จดหมาย โปสการ์ด

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พิมลดา ศรีวิภาพัฒนา

จากแอร์โฮสเตสสู่พนักงานออฟฟิสและแม่บ้าน ที่ยังคงรักการเดินทางและค้นหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อชม และ ชิม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load