9 พฤศจิกายน 2560

ในชีวิตฉันไม่เคยคิดจะมาอินเดีย แต่เพราะรูปทุ่งดอกไม้บานสะพรั่งไปทั่วทั้งหุบเขา ทำให้ฉันปักหมุดว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ฉันจะต้องมาอินเดียให้ได้สักครั้งในชีวิตนี้ เพื่อไปเยือนดินแดนที่มีชื่อว่า ‘Valley of Flowers’

ภูเขา

หุบเขาดอกไม้แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาตินันทาเทวี (Nanda Devi National Park) รัฐอุตตราขัณฑ์ (Uttarakhand) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเดลี ติดกับพรมแดนทิเบต ทางเดินเขาที่นี่เปิดให้เข้าได้เฉพาะเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ซึ่งเป็นหน้ามรสุม แต่เพราะหิมะบนยอดเขาละลายและดอกไม้เริ่มผลิบานผลัดเปลี่ยนกัน ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้รักธรรมชาติและพืชพรรณ

จากเดลี เรานั่งรถบัสไปลงที่เมือง Haridwar เพื่อต่อรถในเช้าวันรุ่งขึ้นไป Joshimath เมืองเล็กๆ ที่มีภูเขาสูงใหญ่ล้อมรอบ ไม่ไกลจากที่นี่ก็จะไปถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อ Govindghat หมู่บ้านสุดท้ายที่รถเข้าไปถึง จากนั้นเราต้องเริ่มต้นเดินเท้า 8 กิโลเมตร เข้าไปยัง Ghangaria หมู่บ้านกลางหุบเขาซึ่งเป็นคล้ายฐานที่มั่นสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวซิกข์และฮินดูผู้มาจาริกแสวงบุญ

เช้าตรู่หลังจากพักผ่อนจนเต็มอิ่ม พวกเราก็พร้อมเดินเข้าไปยลความงามของหมู่ดอกไม้นานาพรรณในหุบเขาแล้ว จากปากทางเข้าจ่ายเงินค่าธรรมเนียมสำหรับชาวต่างชาติคนละ 600 รูปี ราคานี้สำหรับเข้าอุทยานได้สามวัน จากตรงนี้ไปถึงปากทาง Main Valley ประมาณ 3.5 กิโลเมตร เริ่มต้นเป็นป่าปิด มีต้นไม้สูงใหญ่ให้ร่มเงา สักพักเห็นต้นสนใหญ่ริมน้ำตกที่ไหลแรงเป็นฟองขาว เราข้ามน้ำตกกันที่นี่แล้วเดินต่อไปและต่อไป ทางดูเหมือนจะทอดยาวไปไม่สิ้นสุด บางคนถูกดอกไม้บางดอกฉุดรั้งให้แวะข้างทางเพื่อเก็บภาพ บางคนรีบจ้ำเพื่อทำเวลา เพราะต้องกลับออกมาถึงปากทางเข้าก่อนห้าโมงเย็น

เดินป่า หุบเขา

หุบเขา

หลังจากหลุดพ้นเงาไม้มาได้ ก็เป็นทางเลียบเลาะหุบเขา ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ฉันได้แต่สงสัยว่า ต้องเดินอีกไกลเท่าไหร่ถึงจะพอ แต่เพราะความหวังว่าข้างหน้าจะต้องมีความสวยงามกว่ารออยู่ สองขาจึงยังคงก้าวต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งเดินก็เริ่มเห็นความหลากหลายของพืชพรรณที่พากันผลิดอกชูช่อไสว พืชที่พบในหุบเขานี้เป็นพืชอัลไพน์หลากหลายชนิด มีทั้งดงเทียนดอกสีชมพูริมทาง เจอราเนียมสีม่วงกลีบบาง ดอกแคตนิปสีชมพูอ่อน ดอกวงศ์ทานตะวันสีเหลืองสด แอสเตอร์กลีบเรียวสีม่วงเกสรเหลือง Himalayan Whorlflower ช่อสวย โพลีโกนัมช่อสีขาวฟู ไปจนถึงพืชสกุลพริมโรสดอกกระจุ๋งกระจิ๋ง แต่ดอกไม้หนึ่งในใจที่ฉันกำลังสอดสายตามองหาคือดอกป๊อบปี้สีฟ้า (Himalayan Blue Poppy) และขุนเขาก็ไม่ได้ทำให้ฉันต้องรอนาน ตรงโขดหินริมหน้าผา พืชต้นน้อย ๆ เบียดแทรกตัวชูช่อดอกสีฟ้าอ่อน ดึงดูดความสนใจของใครต่อใครที่เดินผ่านได้ไม่น้อยเลย

ดอกไม้ ดอกไม้

ดอกป๊อปปี้สีน้ำเงิน

ยิ่งเดินเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ ธรรมชาติก็ยิ่งทำให้เราตื่นตาตื่นใจได้มากเท่านั้น ยิ่งผ่านเข้ามาถึงส่วนหลักของหุบเขา (Main Valley) ทุ่งดอกไม้ยิ่งกว้างไกลสุดสายตา แม้ว่าดูเผินๆ แล้วเหมือนเทียนสีชมพูจะกลืนกินและกลบพืชพรรณอื่นๆ ไปจนหมด แต่ถ้าสังเกตดูดี ๆ เราจะเห็นพืชต้นเล็กต้นน้อยมากมายที่กำลังผลิบานอย่างเงียบๆ ทั้งดอกเบลล์ฟลาวเวอร์ช่อใหญ่สีม่วงเข้ม พุ่มดอก Knotweed สีชมพูหวานบนโขดหิน Roundleaf Bellflower ดอกสีเขียวอ่อน ดอกถั่วจิ๋วที่เลื้อยอยู่บนพื้นสีม่วงเข้ม และอื่นๆ อีกมากมายที่ยากจะเอ่ยชื่อได้ครบถ้วน มีการบันทึกว่าในแต่ละปีจะมีดอกไม้ทยอยกันบานในหน้ามรสุมนี้มากกว่า 500 ชนิด บ้างก็เป็นพืชถิ่นเดียว บางชนิดเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ บางชนิดมีสรรพคุณสามารถนำไปใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้ และถ้าหากใครที่เคยไปเดินเชียงดาวได้มาเดินที่นี่ จะเห็นว่าชนิดพรรณไม้ที่นี่กับเชียงดาวมีลักษณะคล้ายและใกล้เคียงกัน เป็นเพราะว่าเชียงดาวคือส่วนหางของหิมาลัย จึงมีพรรณไม้บางส่วนที่สามารถแพร่กระจายพันธุ์ไปได้ถึงเขาหินปูนทางตอนเหนือของประเทศไทยของเรา
ดอกไม้ ดอกไม้ ดอกไม้

พวกเราแวะพักกินข้างกลางวันที่ห่อมาจากโรงแรมข้างธารน้ำตก สายน้ำเย็นไหลแรง ฟ้าเริ่มครึ้ม พร้อมฝนที่ตกปรอยๆ พอบ่ายโมงกว่าๆ เราก็ต้องหันหลังกลับและเดินออกไปให้ทันห้าโมงเย็น หมายมั่นปั้นมือว่าวันรุ่งขึ้นจะเดินเข้าไปได้ลึกกว่านี้

ลำธาร

หลังจากสลบเป็นตาย 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า วันใหม่เราก็ตั้งใจจะแวะข้างทางให้น้อยลง เพื่อเดินไปให้ถึงสุดทาง ตอนเช้าอากาศแจ่มใส เห็นสีฟ้าของท้องฟ้า รู้สึกว่าวันนี้จะเป็นวันที่ดี แต่เมฆก็ดูเหมือนจะคิดเช่นเรา พากันกรูเข้ามาในหุบเขา กลายเป็นหมอกที่ไหลผ่านระหว่างเรา ดอกไม้ และทุ่งหญ้า จนทำให้บางครั้ง ภาพจางๆ ที่เห็นข้างหน้า คล้ายว่าเรากำลังเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ของพระเจ้าก็ไม่ปาน

หุบเขา

ยิ่งเดินลึกเข้าไป เรายิ่งตกหลุมรักหุบเขาแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนค่อยๆ หายไป จนเหลือแต่พวกเราที่ยังเดินอยู่ ทางเดินไม่ได้เรียบโล่งเหมือนช่วงต้นที่ผ่านมา แต่มีพืชต้นน้อยๆ รุกล้ำเข้ามาระหว่างซอกหิน ลมยังคงพัดเมฆผ่านมาและผ่านไปไม่ขาดสาย บางช่วงได้กลิ่นหอมของไม้บางชนิดที่ฉันด้อยความสามารถเกินกว่าจะระบุได้ บางช่วงเป็นทุ่งโล่งที่มีคนมานอนงีบพร้อมเปิดเพลงเข้าบรรยากาศ แม้ว่าจะเป็นเวลาบ่ายกว่าๆ ซึ่งเราจะต้องหันหลังกลับและเดินออกแล้ว แต่เรายังไม่บรรลุจุดหมายปลายทางของวันนี้ พวกเราเลยเร่งฝีเท้าเต็มที่ อยากไปให้ถึงสุดปลายทางซึ่งเป็นริมฝั่งแม่น้ำที่ละลายมาจากธารน้ำแข็งจากเขาด้านบน แต่ท้ายที่สุดก็ไปได้ไม่ถึง พวกเราได้เห็นแค่วิวกว้างๆ ที่ขนาบด้วยดอกเทียนสีชมพูสุดลูกหูลูกตา และสายน้ำสีขาวที่อยู่ไกลๆ ไม่สามารถเดินไปถึงริมฝั่งน้ำได้ เพราะหากไม่ยอมหันหลังกลับ พวกเราอาจจะออกมาไม่ทัน ยิ่งบ่ายฝนในหุบเขายิ่งตกหนัก ถึงแม้ว่าตอนเช้าอากาศจะดีแค่ไหนก็ตาม บวกกับน้ำในลำธารสายต่างๆ ที่เราข้ามมาซึ่งค่อยๆ เพิ่มระดับสูงขึ้นจากน้ำแข็งที่ละลายเมื่อโดนความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ และความเสี่ยงที่จะเกิดหินถล่มตามทาง ทำให้ไกด์ของนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นซึ่งเป็นพนักงานโรงแรมที่เราพักอยู่ และรู้จักหน้าค่าตากันดี คอยเร่งให้เราเดินกลับออกไปให้เร็วที่สุด จากที่พวกเราพยายามจะชิลล์รั้งท้าย เขาเลยตัดสินใจมาเดินไล่หลังพวกเรา โดยไม่ต้องมีคำเร่งใดๆ แค่เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเขาที่เดินตามหลัง ก็ทำให้เราไม่กล้าแม้แต่จะหยุดพักเหนื่อย กลายเป็นการจ้ำเท้าที่เร็วที่สุดของพวกเรา จนถึงจุดที่ปลอดภัย เขาก็ปล่อยให้เราเดินด้วยความเร็วปกติ และไปดูแลลูกทัวร์ของตัวเอง เราทั้งโล่งใจและขอบคุณที่เขาอุตส่าห์เป็นห่วง แต่บางทีมันก็เหนื่อยไป แถมมุมถ่ายรูปสวยๆ ที่เล็งไว้ตอนขาไป ก็อดถ่ายรูปกลับมา

ในหุบเขาจุดหนึ่งจะมีทางแยก ทางหนึ่งไป River’s Belt 4 กิโลที่เราเดินไปไม่ถึงในวันที่ 2 ส่วนอีกทางไปหลุมฝังศพของคุณมาร์กาเร็ต (Margaret Legge) ซึ่งมีระยะทางไม่ถึงกิโล คุณมาร์กาเร็ตเป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษที่เดินทางมาศึกษาพรรณไม้ที่นี่ แต่เกิดอุบัติเหตุลื่นตกเขาระหว่างที่กำลังเก็บตัวอย่างพรรณไม้ อากาศในหุบเขาชื้นเพราะฝนเริ่มตก หมอกลอยผ่านตัวเราไป สองข้างทางไปหลุมศพมีดอกไม้หลากหลายชนิดผลิบาน ระหว่างเดินฉันก็เริ่มคุณมาร์กาเร็ตว่าทำไมเธอและใครต่อใครจึงหลงใหลหุบเขาที่เดินทางมาแสนยากลำบากแห่งนี้นัก และพอเดินไปถึงหลุมศพของเธอ ฉันก็เผลออมยิ้ม คิดมโนไปถึงภาพสุดท้ายที่เธอได้เห็นระหว่างยังมีลมหายใจ บางครั้งนั่นอาจเป็นเกียรติสูงสุดแล้วที่ธรรมชาติได้มอบให้เธอในวาระสุดท้ายของชีวิต

เดินทาง

“My eyes will forever drink in the beauty of the mountains which gave me strength and inspiration”.

-Margaret Legge-

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พิรดา สุมานนท์

นักศึกษารอเรียนต่อปริญญาเอกทางด้านพฤกษศาสตร์ ชอบท่องเที่ยว กระหายกลิ่นหมอกและไอฝน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

5 พฤศจิกายน 2565

“วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ฉันเจอนกตัวหนึ่ง มันถามฉันว่าจะไปไหน 

“ฉันจึงตอบ อยากไปให้ไกล ไกลเกินกว่าที่ฉันเคยไป โว้โหว…” 

วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ผมกำลังนั่งฟังเพลงของ พี่แม็กซ์ เจนมานะ เพื่อปลุกขวัญกำลังใจของตนเอง ขณะกำลังปุเลง ๆ ในรถมินิบัสที่มีลูกทัวร์ 10 ชีวิต มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-แก๋บ่าง (Phong Nha-Ke Bang) บริเวณภาคกลางของประเทศเวียดนามในจังหวัดกว๋างบิ่ญ (Quang Binh) จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับ สปป.ลาว และเป็นที่ตั้งของถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ ถ้ำเซิน ดุง (Son Doong) ซึ่งเพิ่งเปิดให้ท่องเที่ยวเมื่อ พ.ศ. 2556 นี้เอง

ก่อนหน้านั้น 2 เดือน โควิด-19 กำลังเริ่มระบาดและสถานการณ์ยิ่งน่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ ชาวเวียดนาม ชาวไทย และต่างชาติ ต่างพากันตื่นตระหนกตกใจ และพยายามเดินทางกลับประเทศตัวเอง หลายประเทศทยอยปิดประเทศ ห้ามเดินทางเข้าออกอย่างเคร่งครัด เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มดำเนินนโยบาย Zero Covid อย่างเข้มข้น

ขณะที่กำลังเหนื่อยล้าจากภารกิจประสานงานช่วยเหลืออพยพนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ตกค้างอยู่ในเวียดนามกลับประเทศ โฆษณาในเฟซบุ๊กก็เด้งขึ้นมาว่า การท่องเที่ยวถ้ำเซินดุงประจำปีนี้กำลังจะเปิด มีส่วนลดถึง 10% ! เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 สนนราคาประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ (จากราคาเต็ม 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ) พอคลิกเข้าไปดูก็แปลกใจเป็นอย่างมากว่า มีที่เหลือเยอะมาก ๆ 

หากใครติดตามทัวร์ถ้ำแห่งนี้ จะทราบดีว่า 1 ปีเปิดรับแค่ 50 – 100 รอบ รอบละ 10 คน ระหว่างเดือนมีนาคม-สิงหาคม (นอกฤดูฝน) เท่านั้น ต้องจองกันข้ามปี สวดมนต์กันข้ามคืน แถมต้องควักกระเป๋าจ่ายเงิน 100% ล่วงหน้าถึงจะได้คิว แต่ปีนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยกเลิกการจองเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศ

ครุ่นคิดคำนวณต้นทุนค่าเสียโอกาสอยู่สักพัก ก็กระดกเบียร์ไซง่อนจนหมด บีบกระป๋อง และตัดสินใจว่า เอาวะ! ถ้าจะต้องบินจากไทยมาลงนี่ 2 – 3 ต่อ ลางานรวม ๆ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ (เวลาเดินเทรกกิ้ง 4 วัน 3 คืน บวกกับเวลาเดินทางมาและกลับอีก 2 วัน 2 คืน) และยังไม่นับคิวที่จองยากโคตร ๆ โอกาสนี้จึงน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว ผมจึงไม่รีรอ รีบกดลงทะเบียน พร้อมโพสต์หาเพื่อนร่วมชะตากรรมในเฟซบุ๊กทันที ไม่นานพี่สาวผู้ใหญ่ใจดี 2 ท่านที่ทำงานอยู่ในเวียดนามด้วยกันก็ทักแสดงความสนใจมา 

พี่แหม่ม และ พี่ปุ๊ก ท่านหนึ่งในขณะนั้นเป็นผู้จัดการธนาคารไทยแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม ส่วนอีกท่านเป็นนักธุรกิจสาว พูดเวียดนามคล่องกว่าไทย และอาศัยอยู่เวียดนามมากกว่า 20 ปี ผมก็อุ่นใจระดับหนึ่งว่า อย่างน้อยถ้าพลาดพลั้งเป็นอะไรไปจากการเข้าถ้ำครั้งนี้ ก็ยังมีคนรู้จักที่บอกเล่าตำนานการตกหน้าผาแบบเท่ ๆ ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป 

ฟิตร่างกายก่อนเข้าถ้ำ

พวกเรา 3 ใบเถา มีเวลาเตรียมตัวก่อนเข้าถ้ำประมาณ 1 เดือน ต้องบอกก่อนว่าก่อนจ่ายเงินค่าทัวร์ เซลส์ประจำตัวที่คอยให้คำปรึกษาจะส่งแบบทดสอบและประเมินสมรรถนะความฟิตของร่างกายและสุขภาพ เพื่อดูว่าร่างกายของเราเหมาะสมสำหรับกิจกรรมหรือไม่ หรือจำเป็นต้องฝึกฝนทักษะด้านใดเพิ่มเติม ซึ่งประสบการณ์เทรกกิ้งของผมนั้นเรียกว่าขี้หมูขี้หมามาก ๆ เคยเดินเทรกกิ้งเข้าถ้ำ Hang En (ห่างเอ๊น) 2 วันถ้วน ซึ่งเป็นถ้ำขนาดกลางบริเวณอุทยานเดียวกันกับเซินดุงเมื่อปีก่อนหน้า จึงได้รับคำแนะนำให้ลองไปเทรกกิ้งขึ้นภูเขาในจังหวัดบริเวณรอบ ๆ นครโฮจิมินห์สัก 2 – 3 ครั้งดูก่อน 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

พี่แหม่มผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวสายเขียว (ธรรมชาติ) เป็นชีวิตจิตใจรีบจ้างเทรนเนอร์มาเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย พี่ปุ๊กก็เช่นกัน ทั้งวิ่ง ทั้งต่อยมวย พวกเรา 3 คน ไปเทรกกิ้งขึ้นภูเขาลูกเตี้ย ๆ บริเวณรอบนคร พยายามเพิ่มความแข็งแรงและความอึดของร่างกาย เพื่อให้มีสมรรถนะพอฟัดพอเหวี่ยงกับการเข้าถ้ำที่มีความยากลำดับ 6 ตามมาตรฐานการเดินถ้ำ ซึ่งเป็นลำดับที่ยากที่สุด 

ที่ขาดไม่ได้คือ Shopping Day พวกเรานัดไปช้อปอุปกรณ์ปีนเขา เข้าร้านแล้วตาลายมาก ๆ เสียหายกันหลายล้าน (ด่ง) เพราะของมันต้องมี! เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม อุปกรณ์พร้อม เราออกเดินทางจากนครโฮจิมินห์ไปลงที่เมืองด่งเฮ๋ย (Dong Hoi) เมืองเอกของจังหวัดกว๋างบิ่ญ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง เมื่อถึงสนามบินปลายทาง มีพนักงานจากบริษัท Oxalis Adventure บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้บริการทัวร์ถ้ำเซินดุงแต่เพียงผู้เดียวมาถือป้ายรอรับอยู่ที่สนามบิน และพาเราขึ้นรถตู้มุ่งตรงไปยังโรงแรมที่พักใกล้อุทยาน ก่อนจะนัดรวมตัวกันที่ออฟฟิศใหญ่ของบริษัท Oxalis ช่วงเย็นเพื่อฟังบรีฟข้อมูลทั้งหมด

How (old) are you? 6519 

ในค่ำคืนวันแรก ลูกทัวร์รอบเดียวกันถูกเรียกมารวมตัว เพื่อฟังบรรยายสรุปก่อนทานข้าวเย็นมื้อจัดเต็มที่สุดที่สำนักงานของบริษัท Oxalis ริมแม่น้ำกอน (Song Con) เราพบลูกทัวร์ที่เหลืออีก 7 คน ประกอบด้วยคู่สามีภรรยาชาวฮานอย คู่รักหนุ่มสาวชาวเวียดและฝรั่งเศส สาวไซง่อนกูรูผู้ฝึกสอนโยคะและการออกกำลังทุกประเภท คู่รักไซง่อนอีกคู่ซึ่งมีอาชีพเป็นผู้กำกับในวงการมายาอีก 2  คน 

หลังจากเริ่มทำความรู้จักกันเบื้องต้นแบบเขิน ๆ ลุง Howard Limbert (ต่อไปขอเรียกว่าลุงโฮเวิร์ด) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินถ้ำชาวบริติชก็เผยตัว โชคดีมาก ๆ ที่ลุงร่วมทริปนี้ด้วย เพราะลุงเป็นบุคคลแรก ๆ ที่ร่วมสำรวจถ้ำเซินดุงกับลุง Ho Kanh ชาวบ้านที่ค้นพบปากทางเข้าถ้ำโดยบังเอิญเมื่อ พ.ศ. 2534 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ลุงโฮเวิร์ดเริ่มบรรยาย ครอบคลุมเนื้อหาถึงข้อควรระวัง การปฏิบัติตัวเมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เส้นทางการเดินในแต่ละวัน วันไหนเท้าเปียก วันไหนปีนผา ลุยน้ำ โรยตัว โดยเฉลี่ยแล้วพวกเราเทรกกิ้งวันละ 6 ชม. รวมระยะทาง 25 กม. มีการปีนป่ายมุดถ้ำ 8 กม. ข้ามลำธารหลายครั้งและว่ายน้ำในถ้ำ ส่วนไฮไลต์คือการปีนกำแพงเมืองเวียด (Wall of Vietnam) ความสูง 100 เมตรเพื่อออกสู่ปากถ้ำ นอนตามจุดตั้งแคมป์ต่าง ๆ 3 คืน ในทริปนี้เราไม่ไปแค่ถ้ำเซินดุงเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านถ้ำน้อยใหญ่ เช่น Hang En และ Hang Tien ด้วย พอฟังบรีฟจบก็แอบหวั่นใจ จะไหวไหมนะ ขาก็สั้น มือก็เล็ก ท่าจะเหนื่อย แต่พอหันไปดูน้องหน้าละอ่อนทีมงานลูกหาบที่ตัวเล็กพอกันก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ฮึบ ๆ น่าจะพอได้

“Has anyone died from Son Doong expedition before?” ผมกระซิบถามลุงโฮเวิร์ดเบา ๆ หลังจบการบรรยาย ลุงมองหน้าผมด้วยความเอ็นดูขำ ๆ แล้วตบไหล่เบา ๆ พร้อมตอบว่า คนอายุน้อยที่สุดที่เคยเข้าถ้ำอายุ 18 ปี และมากที่สุดคือ 80 ปี, How old are you? ยังไม่มีใครตายนะ มีแต่เจ็บหนัก ลุงพูดจบก็หัวเราะ พร้อมมอบสติกเกอร์ติดกระเป๋าเลขที่ 6519 หมายถึงคนที่ 6519 ที่เดินเข้าถ้ำนี้ 

เท่าที่สืบทราบ ผมน่าจะเป็นคนไทยไม่เกินคนที่ 10 ที่เคยเข้าถ้ำนี้

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ลืมบอกว่าการเทรกกิ้งครั้งนี้เป็นการเดินอย่างพระราชา กินอย่างเศรษฐี และเข้าห้องน้ำแบบส่วนตัวสุด ๆ มีห้อง (เต็นท์) เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย แม้เรามีลูกทัวร์ 10 คน แต่มีทีมงานคุณภาพถึง 29 คน!! ใช่ครับ หนุ่มน้อยชาวเวียดนามร่างกายกำยำอายุ 20 ต้น ประกอบด้วยลูกหาบ 18 คน เชฟ 2 คน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย 5 คน ผู้ช่วยถ่ายภาพ 1 คน ไกด์นำเที่ยว 1 คน นายพราน 1 คน และนักเดินถ้ำชาวบริติชสังกัดสมาคมเดินถ้ำโลกอีก 1 คน ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ ทุกคน (ยกเว้นชาวบริติช) ใส่รองเท้าแตะลุงโฮฯ (รองเท้าแตะหุ้มข้อเท้าทำจากยางล้อรถยนต์ คู่ละ 300 บาท) 

ในการเดิน 4 วัน ยังไม่เคยเห็นทีมงานคุณภาพท่านใดลื่นล้ม มีแต่ลูกทัวร์รองเท้าเทรกกิ้งแบรนด์ดังคู่ละ 6,000 บาทขึ้นไปที่ลื่นแล้วลื่นอีก ไม่ว่าพื้นยางจะใช้เทคโนโลยี Nano Grip สูงขนาดไหนก็ตาม แต่ทุกคนต้องมีท่าลื่นไถลเท่ ๆ โดยทั่วกัน

การเดินทางของร่างกายและจิตใจ 

วันแรกน่าจะชิวที่สุด พวกเราเริ่มต้นจากอุทยานแห่งชาติฟ่องหย่า (Phong Nha) ไกด์หนุ่มหน้ามนพูดภาษาอังกฤษคล่องนาม หยุง มาทักทายพร้อมชี้ให้ดูทากที่กำลังกระดึ๊บ ๆ บนพื้นแล้วพร่ำว่า ฝนเริ่มลงแล้ว ทากออกมาเล่นน้ำ เป็นการต้อนรับลูกทัวร์ทั้ง 10 ด้วยความตื่นเต้น พวกเราเดินลัดเลาะริมลำธาร น้ำใสเย็นฉ่ำ ผีเสื้อหลากสีบินมาทักทายเป็นระยะ เมื่อถึงหมู่บ้านบันดุง (Ban Doong Village) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดุงตามชื่อถ้ำ อาศัยอยู่ใกล้ชายแดน สปป.ลาว เวียดนาม พวกเราแวะแจกขนมน้อง ๆ ในหมู่บ้านและเดินเล่นก่อนรับประทานอาหารกลางวันกันใต้ถุนบ้านของผู้นำหมู่บ้าน

วันนี้อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน พวกเราเดินสบาย ๆ ถ้าเป็นการวิ่งก็ถือเป็น Easy Run และแล้วก็มาถึงถ้ำเอ๊น (Hang En) ช่วงบ่ายแก่ ๆ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของวันนี้ เพราะมันคือสถานที่ตั้งแคมป์คืนแรกของพวกเราที่ตั้งอยู่บนชายหาดภายในถ้ำ! เมื่อไปถึงก็พบว่าเต็นท์เอย ครัวเอย ห้องน้ำเอย รวมถึงห้องเปลี่ยนเสื้อเอย ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยโดยเหล่าลูกหาบที่เดินมาถึงล่วงหน้าหลายชั่วโมง

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

หันไปทางครัวเห็นเชฟกำลังหุงข้าวควันขโมง เชฟนามว่า กวาง ได้ยินเราพูดภาษาไทยก็เข้ามาเว้าลาวทักทายด้วยความดีใจ เธอเล่าว่าเคยไปทำงานใน สปป.ลาว หลายปี เลยพูดลาวได้ พี่สาวคนสวยของผมผู้มีพื้นเพจากอุบลฯ เลยเว้าอีสานกันสนุกสนาน ผูกมิตรอย่างสนิทสนม ผลบุญกุศลครั้งนี้ทำให้พวกเราได้กินอาหารลาวประเภทยำแซ่บ ๆ เสริมมื้ออาหารด้วยเสมอ เพราะเชฟกวางอยากแสดงฝีมือการทำอาหารลาวที่เก็บกดมานาน ต้องบอกว่ากับข้าวแต่ละมื้อมีประมาณ 7 – 8 อย่าง ต้ม ผัด แกง ทอด ครบครัน 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม


วันนี้พระอาทิตย์ตกแล้ว ผมมองลอดช่องเขายุบในถ้ำเหนือชายหาดขึ้นไปเห็นดวงดาวเต็มฟ้า เป็นฉากที่แปลกตามาก เพราะนั่งอยู่ในถ้ำแต่เห็นชายหาดและดวงดาว เหลือบตาลงมาที่ท่าน้ำบริเวณหาดเห็นสาวห่มสไบยืนอยู่! ใช่ครับ พี่สาวคนสวยของผมเอง ชีเอาสไบมาด้วย ชาวไทย-ชาวเวียดทุกคนผลัดกันถ่ายรูปอย่างสนุกสนานที่ท่าน้ำ ก่อนจะอาบน้ำในแอ่งน้ำที่แสร้งว่าเป็นชายหาด ซึ่งอุณหภูมิเย็นเจี๊ยบ เป็นการอาบแบบล้างเนื้อล้างตัวโดยไม่ใช้สบู่ เพราะเป็นกฎสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 100% In and Out แม้แต่ของเสียทั้งหมดของมนุษย์ ลูกหาบก็ต้องแบกออกมาทิ้งนอกอุทยานทุกครั้ง

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ผมกลับเข้ามาในเต็นท์ หลับตาลง แฮมสตริงตึงเล็กน้อย ได้ยินเสียงน้ำไหลเบา ๆ จากซอกหิน พร้อมเสียงนกบินเล่นในท้องฟ้าเหนือถ้ำวนไปมาอย่างไม่รู้เหนื่อย รู้สึกสบายตัวและสบายใจ 

เด็กกรุงเทพฯ อย่างผมไม่เคยหายใจแล้วเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติแบบนี้มาก่อน 

อีกชั่วลมหายใจก็พลันรู้สึกตัวว่า พรุ่งนี้ฉันต้องลืมตาตื่นและเดินต่ออีกกี่โลหนา 

เราทุกตนต่างเป็นมนุษย์ถ้ำ

เช้าวันที่ 2 เราออกเดินทางจากถ้ำเอ๊น ลึกเข้าไปผ่านผาหินแหลมคมเพื่อทะลุออกหลังถ้ำ เดินเทรกกิ้งริมลำธารไปเรื่อย ๆ ราว 3 ชม. ในที่สุดก็มาถึงปากถ้ำเซินดุงที่รอคอย หลังจากทานอาหารกลางวัน น้องทีมรักษาความปลอดภัยก็นำเข็มขัดปีนผาหรือฮาร์เนสมาสวมให้ลูกทัวร์ทุกคน ซึ่งชายฉกรรจ์ทุกคนในกลุ่มต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้ารัดแน่นกว่านี้อีกนิดหนึ่งจะกลายเป็นหมันหมู่เป็นแน่แท้

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

เราฝึกการใช้ฮาร์เนสและคลิปออนอยู่สักพัก ก็พร้อมหย่อนตัวลงไปที่หน้าผาสูงชันทางปากถ้ำเพื่อเข้าถ้ำเซินดุง ขาหยั่งกำแพง แขนตึง ตัวเอียง 60 องศา ถีบตัวออกจากผนังถ้ำพร้อมผ่อนมือเป็นระยะ ทะลุหมอกที่ลอยในถ้ำเหมือนกำลังก้าวข้ามไปอีกภพ อากาศในถ้ำเย็นชื้น ไม่มีกลิ่นอับ แสงไฟฉายบนหมวกกันน็อกฉายไปในความมืดที่ไม่สิ้นสุด ฝ่าผงฝุ่นละอองนับล้านที่มองด้วยตาเปล่าคงไม่ทันสังเกตเห็น

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

พวกเราเทรกกิ้งต่อในถ้ำจนมาถึงจุดที่เรียกว่า Hand of God หินงอกยินย้อย 3 ล้านปี มีลักษณะคล้ายมือ (อย่างน้อยในทัศนคติผู้ค้นพบ) ทีมถ่ายรูปนำไฟสปอตไลต์ขนาดใหญ่วางทิ้งไว้ 3 จุด สำหรับให้ลูกทัวร์ถ่ายรูป โดยมีน้องทีมงานอีก 1 คน รีบรุดหน้าเดินไปยืนส่องไฟตัวเองกลางฉากเพื่อสร้างมิติระยะชัดลึก เปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของถ้ำกับมนุษย์อย่างรู้งาน ทัวร์ลูกเป็ดข้ามน้ำลำธารในถ้ำที่เย็นเจี๊ยบและเชี่ยวกราดอีกหลายครั้ง ก่อนจะมาถึงเนินที่ผมเรียกว่า เนินดาวอังคาร เพราะเต็มไปด้วยหินฟอสซิลที่ถูกกัดกร่อนโดยน้ำที่หยดจากผนังถ้ำและลมที่พัดภายในถ้ำ จนกลายเป็นหินทรายก้อนกลมเหมือนกระดูกมนุษย์ต่างดาว มีดาษดื่นละลานตาไปหมด หินเหล่านี้อยู่มานานกว่ามนุษยชาติเสียอีก 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม
ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ข้าง ๆ มีบ่อน้ำ ไกด์หยุงชี้ให้ดูปลาเผือกสีขาวขนาดเท่าฝ่ามือที่ว่ายไปมา ปลาไม่มีตาและลำตัวไม่มีสี เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ – นี่มันจูราสสิกชัดๆ ผมคิดในใจ พวกเรายังคงเดินลึกเข้าไปในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนมาถึงสถานที่ตั้งแคมป์ บนเนินทรายริมชะง่อนหน้าผาหลุมยุบ มองทะลุเพดานถ้ำเห็นท้องฟ้า พวกเราจัดแจงนำของออกจากกระเป๋าที่ลูกหาบนำมาให้ล่วงหน้า จากนั้นไกด์พาเราไปอาบน้ำ ต้องเดินเทรกลงไปอีก 1 – 2 กิโลเมตรเพื่อลงไปเล่นลำธารใต้ดินในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นการอาบน้ำที่อินดี้สุด ๆ น้ำเย็นใสแจ๋ว คงเป็นเพราะผ่านการกรองจากชั้นหินและแร่ธาติธรรมชาติมาหลายชั้นกว่าจะมาถึงชั้นนี้ สนุกสนานกันพักใหญ่ก็ลืมนึกไปว่าต้องเดินกลับไปเบสแคมป์อีก เอ้า เหงื่อออกอีกแล้วหรอ ฮ่า ๆ

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

เย็นนั้นอาหารค่ำยังคงอร่อยเช่นเคย เพิ่มเติมคือมิตรภาพที่เริ่มถูกคอ เราเล่นไพ่และแลกเปลี่ยนเรื่องราวมากมายจนดึกดื่น ผมรู้แล้วว่าในโลกแห่งความเป็นจริงแต่ละคนสวมหัวโขนทำอาชีพอะไร แต่วันนี้เราคือคนประเภทเดียวกัน คนถ้ำที่มีเป้าหมายร่วมกัน เผลอคิดไปว่าถ้ารู้จักคนเหล่านี้ข้างนอก เราจะกล้าถอดหัวโขนแล้วมาเป็นมนุษย์ถ้ำเหมือนกันหรือไม่ ในโลกนอกถ้ำ มนุษย์ไม่เคยมีอิสระอย่างแท้จริง เพราะถูกจองจำอยู่กับการไล่ล่าความฝันและเป้าหมายสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ชีวิตได้ตามความจำเป็น

ค่าของฝุ่น

ผมตื่นมาฉีกซองกาแฟดริปแบรนด์ดังของเวียดนาม เอากาดริปจิ๋วออกมาจากกระเป๋า ใช่ครับ ผมพกกาดริปมาเดินถ้ำ บรรจงดริปกาแฟสายพันธุ์คารติมอร์จากที่ราบสูงในจังหวัดเลิมด่ง เมืองดาลัด พร้อมหมอกจาง ๆ ลอยเหนือปล่องถ้ำ ลำแสงที่เล็ดลอดเข้ามาเผยให้เห็นสีเขียวของต้นไม้ที่ขึ้นแซมในชะง่อนผาหิน วันนี้เป็นไฮไลต์ของทริป น้องหยุงบอกว่าวันนี้เดินน้อย ถ่ายรูปเยอะ โอ้โห เข้าทางพวกเราชาวสยาม

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

เราเดินเทรกกิ้งลึกเข้าไปในถ้ำ อากาศหนาวขึ้น มืดขึ้น แต่หัวใจพวกเรานั้นพองโต ระหว่างทางผ่านช่องหินที่ลูกหาบสถาปนาให้เป็นรูเจมส์บอนด์ เพราะเป็นช่องกลมขนาดพอดีคนยืน พื้นหินลายดำตัดขาวคล้ายหินอ่อนทำให้รูปที่ถ่ายออกมาดูน่าสนใจเหมือนพระเอกในหนังสายลับอังกฤษ เดินต่อราว 2 ชั่วโมงก็ถึง Garden of Eden และ Wedding Cake หลุมยุบในถ้ำขนาดใหญ่ที่แสงสาดส่องเข้ามาถึงพื้นดิน เกิดระบบนิเวศต้นไม้เขียวน้อยใหญ่ เฟิร์นและหญ้ามอสเคลือบชั้นหินสลับซับซ้อนขึ้นไปเป็นชั้น ๆ ถ้าเปรียบกับจูราสสิก คงเป็นจังหวะที่มองไปแล้วเห็นไดโนเสาร์คอยาวใจดี (Apatosarus) กำลังเล็มยอดไม้

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

พวกเราผลัดกันปีนขึ้นไปยัง Wedding Cake หรือชั้นหินที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ อยู่ตรงกลางช่องปล่องหลุมยุบ น่าจะเป็นจุดที่ผู้คนถ่ายรูปกันมากที่สุดและสวยที่สุดในทริป พี่แหม่มไม่รีรอหยิบธงชาติไทยที่แบกมา 3 วันออกมาจากกระเป๋า ส่วนพี่ปุ๊กคว้าสไบออกมาห่มตัว พร้อมหัวใจอันแรงกล้าในการปักธงความเป็นไทยกลางถ้ำล้านปี นี่แหละ! Soft Power ไทยไปไกลถึงถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวียดนาม 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

ผมไต่ชั้นหินที่เคลือบด้วยน้ำและมอสขึ้นไปบนจุดสูงสุดแล้วมองไปรอบ ๆ 

ผมรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ส่วนมนุษย์เป็นเพียงแค่เศษฝุ่นของจักรวาลเท่านั้นเอง

ปราการด่านสุดท้าย กำแพงเมืองเวียดนาม

การเทรกกิ้งวันสุดท้ายคือการเข้าไปจุดที่ลึกสุด สูงที่สุด และชันที่สุดของถ้ำ

หากเป็นหลังหน้าฝนใหม่ ๆ พื้นถ้ำจะกลายเป็นแม่น้ำย่อม ๆ ลึกกว่า 10 เมตร ต้องลงเรือและพายเข้าไปยังจุดในสุดของถ้ำและไต่กำแพงหินสูง 100 เมตร หรือ Wall of Vietnam เรียกว่ามีทั้งไต่บันได ปีนผาด้วยเชือก เพื่ออกจากถ้ำเซินดุงทางด้านล่างขึ้นไปทางด้านบน ตอนที่พวกเราไปเป็นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้าฝน น้ำในถ้ำจึงสูงแค่เอว วันนี้คุณลุงเดวิดเรียกว่าวันแห่งโคลน หรือ Muddy Day เป็นการเดินลุยดินโคลนกันครึ่งค่อนวัน ลัดเลาะตามซอกหินที่มีน้ำสูงระดับเอวหลายกิโล 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

วันนี้เป็นวันที่ทุกคนถ่ายรูปได้น้อยที่สุด เพราะลื่นล้มกันเยอะที่สุด การเดินในน้ำโคลนนั้นยากกว่าการเดินบนพื้นแห้งมาก ต้องใช้กำลังมากขึ้นถึง 2 เท่าในการยกและย่ำเท้า แถมยังมองไม่เห็นหลุมหรือซอกหินใต้น้ำสีโคลน แต่ชาวไทยอย่างพวกเราที่ฝึกฝนทักษะการเดินในน้ำท่วมมายาวนานหลายชั่วคน จึงหลบหลีกหลุมบ่อใต้น้ำได้อย่างดีเยี่ยมจนมาถึงกำแพงเมืองเวียด ลูกทัวร์แต่ละคนต้องใช้กำลังที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมดไต่หน้าผาชันขึ้นไป 100 เมตร ตกคนละ 10 กว่านาที ในขณะที่ลูกหาบโชว์เหนืออีกแล้ว น้อง ๆ สวมรองเท้าแตะวิ่งไต่ผากับเชือก เหมือนหนังจีนกำลังภายในภายใน 3 – 4 นาทีเท่านั้น 

พวกเราทุกคนสีหน้ายิ้มแย้มและภูมิใจ ในที่สุดก็ได้พิสูจน์ตัวเอง พวกเราทำได้!

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

อาหารมื้อสุดท้ายเป็นปอเปี๊ยะสดสอดไส้ง่าย ๆ นั่งทานบนผืนพลาสติกบริเวณปากถ้ำเซินดุง แต่มื้ออาหารธรรมดากลับพิเศษขึ้นมา เพราะรอยยิ้มของพวกเรา 10 คนที่เต็มไปด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ ในขณะเดียวกันก็โล่งใจที่จะกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงในบ่ายวันนี้ พวกเราเดินเทรกกิ้งออกจากปากถ้ำไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงถนนเส้นหลักที่รถบัสจอดรออยู่ ฝนตกหนัก ทุกคนสภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำ 

ผมหยิบโทรศัพท์ที่เพิ่งเริ่มมีสัญญาณขึ้นมา ไลน์เด้งติดกันอย่างบ้าคลั่งกว่า 2 – 3 นาที 

ผมมองใบไม้เต้นระบำสู้ฝน ฟังเสียงน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ทากกระดึ๊บ ๆ ออกมาเล่นน้ำฝน 

“วันนี้ผมเดินออกจากป่า ผมไปไกลมาเกินกว่าที่ผมเคยไป” 

โลกความเป็นจริงอาจไม่ใช่โลกแห่งปัจจุบัน เพราะบางครั้งโลกปัจจุบันที่เราใช้ชีวิตอยู่นั้น ทำให้ไม่อาจเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติและจิตใจของมนุษย์ ขอบคุณ พี่แม็กซ์ เจนมานะ มา ณ ที่นี้ครับ 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ยุทธฤทธิ์ บุนนาค

นักการทูตไทย นักดื่มกาแฟ นักเดินทางและปั่นจักรยานมือสมัครเล่นที่ใช้ชีวิตเพื่อตามหากาแฟแก้วที่ดีที่สุดในชีวิต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load