24 กรกฎาคม 2560
4 K

“ในชั่วชีวิตหนึ่ง หากแม้นสวรรค์ทรงอนุญาตให้อ่านหนังสือได้เพียงเล่มเดียว จงเลือกเล่มนี้เถิด ชีวิตจักไม่ตายเปล่าแน่แท้”

คำโปรยปกหลังหนังสือ ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน ประกาศศักดาของวรรณกรรมยิ่งใหญ่เรื่องนี้ เรื่องราวของชายแก่ผอมแห้งที่อ่านนิยายอัศวินจนเสียสติ หลงคิดว่าตนเองเป็นอัศวินชั้นสูงที่ออกเดินทางทั่วราชอาณาจักรสเปนเพื่อปราบอธรรม หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ให้ความบันเทิงและแง่คิดกับผู้อ่านชาวสเปนตั้งแต่ ค.ศ. 1605 ผลงานจากปลายปากกาของ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ซาเบดฺร้า แปลเป็นภาษาต่างๆ เกือบทุกภาษาในโลกและได้รับการยกย่องให้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในโลก

ความยากของหนังสือเล่มนี้เองทำให้ไม่เคยมีการแปลเป็นภาษาไทย จนกระทั่งเกือบ 400 ปีต่อมา สถานเอกอัครราชทูตสเปนทาบทาม สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์ อาจารย์และนักแปลภาษาสเปนที่ศึกษาผลงานของเซร์บันเตสมาโดยตลอด ให้แปล El Ingenioso Hidalgo Don Quijote de la Mancha ใน ค.ศ. 2001 สว่างวันจึงเดินทางไปเมือง Alcalá de Henares (อัลกาลา เด เอนาเรส) เมืองมรดกโลกใกล้กรุงมาดริดซึ่งเป็นบ้านเกิดของเซร์บันเตส

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“ดิฉันเชื่อว่าเวลาทำงานใหญ่ เราไม่ได้ทำคนเดียว ต้องมีสิ่งที่ช่วยเหลือเรา จึงตรงไปที่พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของเซร์บันเตส แล้วไปตั้งจิตอธิษฐานบอกเขาเป็นกิจจะลักษณะว่า อยากจะแปลผลงานของเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากให้คนไทยมีโอกาสได้อ่านหนังสือของเขา”

นักแปล ดอนกิโฆเต้ฯ เดินทางไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์เล็กๆ แห่งนี้หลายครั้ง เธอเล่าให้ฟังว่าข้าวของเครื่องใช้ที่จัดแสดงในบ้านอ้างอิงจากหลักฐานความเป็นจริง และจินตนาการผสมผสานกัน

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“อุปกรณ์ในบ้านจัดตามคำบรรยายบ้านในศตวรรษที่ 17 และบางสิ่งในเรื่อง ดอนกิโฆเต้ฯ เช่น ในหนังสือมีกัลบก (ช่างตัดผม) เป็นตัวละครสำคัญคนหนึ่ง เพราะในตระกูลของเซร์บันเตสมีคนเป็นกัลบกหรือหมอระดับล่างสุดของยุโรปยุคนั้น แม้กระทั่งพ่อของเซร์บันเตสเองก็ประกอบอาชีพนี้ เพราะฉะนั้นจึงมีเก้าอี้กัลบกให้เห็น บางห้องมีอ่างใส่ถ่านให้ความร้อนเหมือนฮีตเตอร์แบบโบราณ อย่างห้องรับแขกฝ่ายสตรีจะเป็นแบบนั่งพื้น เพราะสเปนได้รับอิทธิพลจากอาหรับที่ปกครองพื้นที่บางส่วนในสเปนกว่า 700 ปี

“ส่วนใบรับรองการประกอบพิธีศีลจุ่มของเซร์บันเตสเป็นเอกสารที่ทำให้เรารู้ว่าเขาเกิดที่นี่ มีเรื่องน่าแปลกอีกเรื่องคือ แม้จะมีผู้ค้นคว้าเกี่ยวกับนักประพันธ์เอกของโลกคนนี้มากมาย แต่ไม่อาจระบุแน่ชัดว่าเขาเกิดวันไหน ในนี้แจ้งว่าวันประกอบศีลจุ่มตรงกับวันที่ 9 ตุลาคม จึงสันนิษฐานกันว่ามิเกล์ เด เซร์บันเตส น่าจะเกิดวันที่ 29 กันยายน ไม่กี่วันก่อนวันศีลจุ่ม เพราะว่าวันนั้นเป็นวันนักบุญมิเกล แต่เรื่องราวของเซร์บันเตสก็เป็นเช่นนี้เอง คือ ไม่อาจระบุแน่ชัด ได้แต่สันนิษฐานจากตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง อ้างจากงานประพันธ์ของเขาเองบ้าง ยังมีเรื่องให้ค้นคว้าติดตามกันอีกมาก สมมุติว่าวันพรุ่งนี้ใครสักคนพบหลักฐาน กระดาษสักแผ่น จดหมายสักฉบับเกี่ยวกับเซร์บันเตส รับรองว่าจะเกิดเป็นคนดังแน่ๆ”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

อัลกาลาเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรราว 2 แสนคนเท่านั้น ความพิเศษของเมืองนี้คือเป็นคลังข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ ดอนกิโฆเต้ฯ และเซร์บันเตส ห้องสมุดสำคัญๆ ทั้งของมหาวิทยาลัยอัลกาลาและห้องสมุดประจำเมืองมีเนื้อหาครบทุกอย่าง กระทั่งหนังสือเก่าหายากอย่าง ดอนกิโฆเต้ซามูไร ที่พิมพ์จำนวนจำกัดเพียง 200 เล่ม น่าจะจัดทำขึ้นเมื่อครั้งครบรอบ 350 ปี ดอนกิโฆเต้ฯ

หลังจากใช้เวลาค้นคว้าและแปลอยู่ 2 ปี ตรวจทานอีก 2 ปี ในที่สุด ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝันก็ออกมาผจญภัยตามร้านหนังสือในเมืองไทยตั้งแต่ ค.ศ. 2005 เมื่อทำงานเสร็จลุล่วง นักแปลตัดสินใจกลับไปที่อัลกาลาอีกครั้งเพื่อแสดงความเคารพนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่

“อยากแสดงความขอบคุณ และความรักที่มีต่อผลงานประพันธ์ของเขา รู้สึกทึ่งความเข้าใจในมนุษย์ กลวิธีการประพันธ์ที่นักเขียนชั้นนำของโลกเคยกล่าวว่า 400 ปีผ่านไป เรายังไม่อาจก้าวข้ามวรรณศิลป์ประพันธศาสตร์ที่เซร์บันเตสรังสรรค์ไว้ จึงซื้อดอกกุหลาบแดงไปวางที่แผ่นป้ายหน้าพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของเซร์บันเตส”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

แม้อัลกาลาเป็นบ้านเกิด แต่ชีวิตของเซร์บันเตสเดินทางย้ายที่อยู่หลายครั้ง ด้วยการงานทำให้เขาต้องลงใต้บ้าง ไปเมืองโตเลโดบ้าง ความใฝ่ฝันของเขาคือการเป็นนักเขียนบทละครเรืองนาม จำเป็นจะต้องอยู่ในเมืองหลวงจึงจะมีผู้ชม เซร์บันเตสย้ายบ้านตามราชสำนักไปเมืองบาญาโดลิด ท้ายที่สุด เซร์บันเตสและภรรยา กาตาลีนา เด ซาลาซาร์ ก็ย้ายกลับมาอยู่มาดริดจวบจนสิ้นชีวิต

ณ กรุงมาดริดบ้านเช่าหลังสุดท้ายของเซร์บันเตสอยู่ย่านอักษร (Barrio de las letras) บริเวณที่ซึ่งนักประพันธ์และกวีในยุคทองของสเปนมารวมตัวอาศัยอยู่ ทั้งนักเขียนนวนิยายอย่างเซร์บันเตส บิดาแห่งละครอย่างโลเป้ เด ลาเบก้า หรือกัลเดร็อน เด ลาบาร์ก้า หรือกวีอย่างเกเบโด้ ครั้งนี้นักแปลมาแวะหน้าบ้านที่เซร์บันเตสเคยอาศัยอยู่ ปรากฏข้อความเขียนว่า ‘ณ ที่นี้ มิเกล์ เด เซร์บันเตส อาศัยอยู่ และตายเมื่อ ค.ศ. 1616’ ปัจจุบันบ้านเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม และกลายเป็นร้านขายรองเท้าเพื่อสุขภาพ

ตามผู้แปล ‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่าฯ’ ไปคารวะหลุมศพผู้ประพันธ์ที่สเปน ตามผู้แปล ‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่าฯ’ ไปคารวะหลุมศพผู้ประพันธ์ที่สเปน

สว่างวันเคยไปถนนสายนี้หลายครั้ง ตัวบ้านเช่าอยู่ใกล้กับโบสถ์ Convento de la Trinitaria หรือโบสถ์คณะตรีเอกภาพซึ่งเป็นสถานที่เซร์บันเตสระบุให้เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต ร่างของเขาฝังรวมกับคนอื่นๆ มานานเกือบ 400 ปี จนกระทั่งเมื่อ ค.ศ. 2015 เทศบาลเมืองมาดริดตัดสินใจค้นหาร่างของเซร์บันเตสให้ทันการฉลองครบรอบ 400 ปีมรณกาลในปี 2016

หลังจากติดตามข่าวการขุดและวิจัย จนกระทั่งมีข่าวประกาศว่า “มาดริดเปิดให้เยี่ยมหลุมศพของเซร์บันเตส” ผู้แปล ดอนกิโฆเต้ฯ ก็ตกลงใจว่าจะไปคารวะนักประพันธ์ในดวงใจอีกสักครั้ง เธอตัดสินใจเดินทางไปสเปนอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายน 2017 ที่ผ่านมา

“เซร์บันเตสได้รับอิสรภาพพ้นจากการเป็นเชลยศึกด้วยความช่วยเหลือของนักบวชในคณะตรีเอกภาพ ซึ่งในอดีตนักบวชคณะนี้อุทิศตนเพื่อการไถ่เชลย โดยนำเงินจากครอบครัวเชลยไปไถ่ตัว ถ้าเงินที่ได้รับมีไม่มากพอก็จะขอเรี่ยไรเงินบริจาค เซร์บันเตสซึ่งเห็นว่า ‘เสรีภาพคือพรอันงดงามเหนือพรใดที่สวรรค์ทรงประทานแก่มนุษย์’ ก่อนจะเสียชีวิต จึงแจ้งความประสงค์ว่าจะฝัง ณ โบสถ์แห่งนี้”

การเข้าไปเยี่ยมชมหลุมศพของเซร์บันเตสนั้น เทศบาลเมืองมาดริดเปิดให้ชมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยผลงานของเซร์บันเตสนั้นเปรียบดุจมรดกโลก แต่การเยี่ยมชมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หรืออย่างน้อยก็สำหรับผู้แปล อาจเพราะนักประพันธ์อยากลองใจผู้แปลผลงานของเขาก็เป็นได้

“โบสถ์นี้อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมของมาดริดซึ่งจัดให้ชมฟรี แต่จะเปิดให้ชมเฉพาะเช้าวันเสาร์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าที่สำนักงานการท่องเที่ยวประจำเมืองมาดริดทุกเช้าวันจันทร์ และรับจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น เมื่อไปถึงสำนักงาน เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าสัปดาห์นี้เต็มแล้ว ดิฉันก็เพียรอธิบายว่ามีเวลาจำกัด นับแล้วเหลือเพียง 2 เสาร์เท่านั้น จะต้องทำอย่างไรจึงจะได้คารวะเซร์บันเตส เจ้าหน้าที่ก็ยืนกรานตามเดิม เจ้าหน้าที่คงงงว่าต่างชาติคนนี้พูดไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ใช้ลูกตื้อ คือยังไงๆ ก็ต้องดูให้ได้ (หัวเราะ) เขาก็อ่อนใจไล่ไม่ไปสักที จึงบอกว่าลองไปติดต่อที่โบสถ์เองเถอะ ดิฉันจึงยอมรามือ บ่ายหน้าไปโบสถ์ แต่คนดูแลโบสถ์บอกให้กลับมาใหม่ตอน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

นักแปลขึ้นรถไฟขบวนเช้าสุดจากอัลกาลามารอหน้าโบสถ์ เพื่อจะได้ใช้เวลาก่อนพิธีมิสซาเคารพหลุมศพ เวลา 08.02 น. ใจเธอเต้นแรงขณะเดินวนไปรอบโบสถ์ หลุมศพอยู่ไหนหนอ ทำไมไม่พบ เดินวนอยู่หลายรอบ จนผู้ดูแลโบสถ์เดินมาถามว่า “เธอใช่ไหมที่โทรมาจะเคารพหลุมศพเซร์บันเตส อยู่ตรงนี้”

ภาพเบื้องหน้ามิใช่หลุมศพหรูหรา เป็นเพียงป้ายเรียบง่ายใกล้ปากทางเข้าโบสถ์ ข้อความเขียนว่า ‘ณ ที่นี้ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ทอดร่าง” ชาตะ 1547 มรณะ 1616 สว่างวันเดินสำรวจและเก็บภาพทุกจุดจนผู้ดูแลโบสถ์สงสัยว่าเธอสนใจอะไรนัก เมื่อรู้ว่าเธอคือผู้แปล ดอนกิโฆเต้ฯ ฉบับภาษาไทย ผู้ดูแลจึงพาเธอไปด้านในที่ปกติไม่เปิดให้ใครเข้าชมง่ายๆ

“ประตูบนพื้นนี้ มีบันไดทอดลงไปยังหลุมฝังศพรวม บริเวณที่พบว่าน่าจะเป็นร่างของเซร์บันเตสมีอีก 17 ร่าง นักนิติมนุษยวิทยา หัวหน้าทีมการขุดค้นครั้งนี้ อยากให้เซร์บันเตสมีหลุมศพที่เป็นทางการ เพราะชาติอื่นๆ กวีเอก นักเขียนเอก ของเขาล้วนแล้วแต่มีหลุมศพให้ผู้คนไปเยี่ยมชมสักการะ แต่เซร์บันเตสเสียแรงเป็นนักเขียนระดับโลก กลับไม่มีหลุมศพของตัวเอง”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“นักวิจัย 30 คนที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านนิติเวชศาสตร์ ด้านประวัติศาสตร์ ด้านขุดเจาะพื้นที่ ร่วมกันค้นคว้าวิจัย และสรุปว่าการตรวจด้วย DNA เป็นเรื่องยากเพราะสายตระกูลผ่านมาแล้วถึง 12 รุ่น ถ้าจะตรวจ DNA เปรียบเทียบกับศพพี่สาวที่บวชเป็นชี ก็ต้องเปิดหลุมศพอีกแห่งหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการรบกวนผู้จากไป ประเด็นเรื่อง DNA จึงล้มไป แต่จากประวัติชีวิตของเซร์บันเตส เรารู้ว่าเขาเคยถูกยิง 3 นัด เข้าที่ช่วงอก 2 นัด และเข้าที่แขนอีก 1 นัด เซร์บันเตสจึงเป็นนักเขียนที่มีแขนซ้ายพิการ

“ทีมวิจัยจึงอาศัยหลักฐานทางชีวะเพื่อค้นหาศพที่มีรอยกระสุนที่อก ปรากฏว่าพบศพนั้นจริงๆ และข้างๆ เป็นศพผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกของภรรยาคือ นางกาตาลีนา ทางทีมงานตัดสินใจนำทั้ง 17 ศพขึ้นมาฝังรวมกัน เพราะการพยายามแยกเซร์บันเตสออกมาอาจเป็นการทำลายศพทั้งหมด เนื่องจากบริเวณที่ฝังชื้นมากและเก่าแก่มาก ในที่สุดหลังจาก 400 ปีผ่านไป เซร์บันเตสจึงมีหลุมศพอย่างเป็นทางการ”

หน้าหลุมศพของเซร์บันเตสไม่มีพื้นที่สำหรับวางดอกไม้ แผนการนำดอกกุหลาบแดงมาวางที่หลุมศพจึงต้องพับไป สว่างวันกลับไปที่พิพิธภัณฑ์เมืองอัลกาลาอีกครั้งเพื่อสักการะนักเขียนผู้ล่วงลับด้วยดอกไม้ เพื่อบอกนักเขียนของเธอว่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน ภาค 2 จะโลดแล่นผจญภัย ณ ดินแดนไกลโพ้น ที่มีนามว่าประเทศไทย ในอนาคตอันใกล้นี้

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“ตอนที่นำดอกไม้ไปให้ครั้งล่าสุด ปรากฏว่ามีนักเรียนวัย 13 – 15 มาชมเยอะมากเพราะเป็นช่วงปลายเทอม มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปถามอาจารย์ว่าทำไมเขาเอาดอกไม้มาให้เซร์บันเตสล่ะ อาจารย์เขาก็บอกว่า ดูสิ แม้แต่ชาวต่างชาติยังชื่นชมนักเขียนของเรา เห็นหรือยังว่าที่ที่คุณไม่อยากจะมาเท่าไหร่ คนอื่นเขาเดินทางมาไกลๆ เพื่อมาชม”

การตามรอยเซร์บันเตสในเมืองสองเมืองจบลงเท่านี้ แต่การผจญภัยในหน้ากระดาษของดอนกิโฆเต้กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในรูปแบบภาษาไทย หนทางของขุนนางเฒ่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่การเดินทางในอาณาจักรสเปนโบราณก็น่าติดตามไม่แพ้เส้นทางบนโลกความเป็นจริง

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

ภาพ : สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์, นพดล เลิศเอกสิริ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2564
1 K

ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ ‘โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น’ มาพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสไปสัมผัสและเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนของที่นี่สักที จนกระทั่งมีโอกาสชวนเพื่อนสุดซี้ไปพักผ่อนที่นี่กัน โดยเราเริ่มหาข้อมูลของโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นอย่างจริงจัง ตั้งแต่เริ่มจองบ้านพัก ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องจองบ้านพักผ่านเพจ โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย เป็นเพจที่ดูแลโฮมสเตย์ทุกหลังในหมู่บ้านแห่งนี้ 

หลังจากแจ้งวันที่เข้าพักและโอนค่ามัดจำเรียบร้อยแล้ว ทางแอดมินจะให้เบอร์โทรศัพท์เจ้าของบ้านที่เราจะเข้าพัก เพื่อนัดให้เขามารับที่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน 

เป็นอะไรที่ตื่นเต้นดี เพราะเราไม่รู้ว่าบ้านพักหน้าตาเป็นยังไง ไปลุ้นเอาข้างหน้าค่ะ 

นอนบ้านทุ่ง กินอาหารบ้านๆ และสูดอากาศบริสุทธิ์ที่โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย

และแล้ววันเดินทางไปบ้านนาต้นจั่นก็มาถึง เรานั่งรถทัวร์กรุงเทพฯ-ศรีสัชนาลัย เพื่อไปลงที่อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย จากนั้นเหมารถสามล้อให้มาส่งที่ปากทางเข้าหมู่บ้านนาต้นจั่น มีเจ้าของบ้าน ‘สองพี่น้อง’ มารอรับ

โปรแกรมวันนี้ คือการไปชมทุ่งนาเขียวขจี ซึ่งเป็นไฮไลต์ของบ้านนาต้นจั่นเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าใครที่มาเยือนบ้านนาต้นจั่น ย่อมอยากจะมาเดินทอดน่องบนสะพานไม้ไผ่ที่ทอดยาวสุดสายตา ขนาบข้างด้วยทุ่งนาสีเขียวกว้างไกล วันที่เราไป ดอกไม้ดอกหญ้าแถวนั้นกำลังแข่งกันออกดอกบานสะพรั่ง สีสันสวยงามเลยทีเดียวเชียว

จากนั้น เราไปเรียนรู้การทอผ้าของชาวสุโขทัย และชมวิธีการทำตุ๊กตาบาร์โหน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของ คุณตาวงษ์ เสาปั้น ผู้คิดค้นและประดิษฐ์ตุ๊กตาจากไม้ ใช้เล่นเพื่อบริหารมือ เล่นได้ทุกเพศทุกวัย โดยมีวิธีการเล่นคือ บีบปลายด้านล่างของไม้ ตุ๊กตาจะโหนแกว่งราวกับคนกำลังโหนบาร์ในท่าทางต่างๆ ซึ่งเป็นของฝาก ของที่ระลึกที่ได้รับความนิยม ใครสนใจก็สั่งซื้อ แล้วทางร้านจะจัดส่งไปให้ที่บ้าน เนื่องจากมียอดจองเข้ามาเรื่อยๆ จึงต้องอดใจรอกันสักนิด

นอนบ้านทุ่ง กินอาหารบ้านๆ และสูดอากาศบริสุทธิ์ที่โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย

สนุกสนานกันพอแล้ว ก็ถึงเวลาเข้าบ้านพักสองพี่น้องกันซะที บ้านสองพี่น้องที่เราได้พักครั้งนี้เป็นบ้านไม้ ภายในบริเวณบ้านประกอบด้วยบ้านหลายหลัง บ้านที่เราพักอยู่ด้านหลัง ใกล้กับห้องครัวของเจ้าของบ้าน ภายในห้องพักมีที่นอน หมอน ผ้าห่ม และเดินออกมานิดเดียวก็จะเจอห้องน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณนอกบ้าน 

นอนบ้านทุ่ง กินอาหารบ้านๆ และสูดอากาศบริสุทธิ์ที่โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย
ภาพ : www.facebook.com/HomeStayBannaTonChan/

หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเย็น อาหารของที่นี่จะนำวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาประกอบอาหารให้นักท่องเที่ยวกิน เช่น ผักสดๆ จิ้มกับน้ำพริก ไข่ต้ม รวมถึงอาหารพื้นบ้านก็มีให้เราลิ้มลอง อย่าง ‘น้ำพริกซอกไข่’ มีส่วนผสมของพริกแห้ง กระเทียม ตำให้ละเอียดแล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาว จากนั้นใส่ไข่ต้มที่ฝานผ่าซีกลงไป แล้วตำเบาๆ หรือคนให้เข้ากัน ก็ได้น้ำพริกซอกไข่ รสเปรี้ยว เค็ม และเผ็ด กินกับข้าวสวยร้อนๆ ผักต้มหรือผักสดๆ ก็เริ่ดค่า

นอนบ้านทุ่ง กินอาหารบ้านๆ และสูดอากาศบริสุทธิ์ที่โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย

นอกจากอาหารที่ยกขบวนกันมาแบบจัดหนัก จัดเต็มแล้ว ยังมีผลไม้ตามฤดูกาลเสิร์ฟให้กินกันแบบไม่อั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงาะ ลองกอง สับปะรด ทุเรียน ฯลฯ ช่วงที่เราไปได้กินเงาะกับลองกอง พออิ่มท้องแล้วก็ได้เวลานอน เพราะพรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้า เพื่อไปดูทะเลหมอกที่ ‘จุดชมวิวบ้านห้วยต้นไฮ’ ซึ่งโปรแกรมนี้ไม่ได้รวมในราคา 600 บาทนะคะ 

ใครที่สนใจ จะต้องแจ้งกับเจ้าของบ้าน เพื่อจัดเตรียมรถและจ่ายค่ารถเพิ่มเติมเองค่ะ 

นอนบ้านทุ่ง กินอาหารบ้านๆ และสูดอากาศบริสุทธิ์ที่โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย

จุดชมวิวบ้านห้วยต้นไฮ ตั้งอยู่บนเขานารายณ์ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามในช่วงเช้า และชมพระอาทิตย์ตกในช่วงเย็น สำหรับทริปนี้เราเลือกไปชมพระอาทิตย์ขึ้น โดยต้องเดินฝ่าความมืดขึ้นไปตามแนวเขาระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ฟังดูเหมือนใกล้เนอะ แต่เนื่องจากเป็นทางขึ้นเขา ระยะทางที่ฟังดูใกล้ แต่เวลาเดินจริงๆ ทำไมมันไกลซะเหลือเกิน ก็ไม่รู้สินะ แต่ด้วยใจเราที่มุ่งมั่น อยากจะขึ้นไปให้ทันดูพระอาทิตย์ขึ้นให้ได้ มันก็ทำให้มีแรงฮึด 

จนในที่สุด เราก็มาถึงจุดชมวิวบ้านห้วยต้นไฮก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นได้จริงๆ 

เนื่องจากเมื่อคืนนี้ฝนตก เช้านี้จึงทำให้เราเห็นทะเลหมอกเยอะเลย เราสูดหายใจ เอาออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าไปให้เต็มปอด แล้วก็นั่งเฝ้ารอจนพระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นผ่านเมฆหมอก ให้เราได้สัมผัสแสงแรกของวันที่นี่ 

จากนั้นเราลงจากเขาไปกินอาหารเช้าเมนูง่ายๆ จากเจ้าของบ้านที่บ้านสองพี่น้องกันต่อ 

เห็นหน้าตาธรรมด๊าธรรมดา แต่รสชาตินั้นไม่ธรรมดาเลยขอบอก

ปิดท้ายทริปนี้ด้วยมื้อกลางวันด้วยการกิน ‘ข้าวเปิ๊บ’ อาหารพื้นบ้านของที่นี่ ลักษณะแป้งพับเป็นห่อสี่เหลี่ยม ทำจากแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียวผสมกันตามสูตร ข้างในสอดไส้ผักต่างๆ เช่น ผักบุ้ง กะหล่ำปลี ถั่วงอก โปะหน้าด้วยไข่นึ่ง หน้าตาคล้ายไข่ดาว ร่วมด้วยเครื่องอื่นๆ อาทิ หมูสับ เลือดหมู กระเทียมเจียว โรยหน้าด้วยต้นหอม ผักชี 

ข้าวเปิ๊บเสิร์ฟพร้อมน้ำซุปต้มกระดูกหมูรสกลมกล่อม จะกินแบบรสออริจินอลหรือจะเติมเครื่องปรุงต่างๆ ก็สัมผัสถึงความอร่อยของข้าวเปิ๊บบ้านนาต้นจั่นได้เช่นกัน และใกล้ร้านข้าวเปิ๊บล้มยักษ์ยังมีร้านขายผลิตภัณฑ์พื้นเมืองขึ้นชื่ออย่างผ้าทอสุโขทัย รอให้คุณมาจับจองไปฝากใครต่อใคร หรือจะฝากตัวเองก็ได้นะ ไม่ว่ากัน 

ทั้งหมดนี้ คือความสุขและความสนุกที่ได้ซึมซับจากชาวบ้านนาต้นจั่นโฮมสเตย์ ชุมชนเข้มแข็งที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตของชุมชนเรียบง่ายและมีเสน่ห์ รอให้ทุกคนเข้ามาสัมผัส แล้วคุณจะหลงรักที่นี่ได้ไม่ยากเลย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ชมภูนุช ฉัตรนภารัตน์

นักเขียนตัวเล็กๆ ที่ยังคงชอบเดินทางและหลงใหลในการถ่ายภาพ แม้ว่าปัจจุบันผันตัวไปเขียนบทความด้านสุขภาพแล้ว แต่ยังรักการเขียนแนวท่องเที่ยวไม่เปลี่ยนแปลง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load