แม้ พิ-พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน จะเริ่มบ่นว่าอยากให้คนจดจำตัวเขาในแบบอื่นบ้าง แต่เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจท่านผู้อ่าน ฉันขออนุญาตตั้งต้นเล่าเรื่องพิด้วยสิ่งนี้

อย่างที่รู้กัน TEDxBangkok เป็นการยก TED-เวทีทอล์กอันโด่งดังระดับโลกซึ่งชวนบุคคลน่าสนใจขึ้นมาเล่าเรื่องสร้างแรงบันดาลใจ-มาสู่กรุงเทพฯ และพิคืออดีตอาสาสมัครในงาน TEDxChiangmai ที่ได้แรงบันดาลใจจนร่วมทำให้เวทีนี้เกิดขึ้นจริง เขารับบทเป็น ‘Story Curator’ หรือภัณฑารักษ์คัดสรรและขัดเกลาเรื่องทั้งหมดที่จะถูกเล่าบนเวที

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

TEDxBangkok เริ่มต้นในปี 2015 อาจกล่าวได้ว่าเป็นงานที่สร้างกระแสให้เกิดเวที TEDx อีกมากมายในไทย และเป็นงานที่ทำให้คนเริ่มรู้จัก ‘พิ TEDx’ เพราะสิ่งที่เขาทำใหม่มาก ใหญ่มาก และเขาก็ทำได้ดีมากทั้งที่เพิ่งอายุ 23 ปี

แต่เรื่องของพิไม่ได้จบอยู่เท่านั้น

‘Welcome glowers’ คือข้อความบนกระดาษโน้ตที่แปะอยู่ตรงประตูทางเข้า Glow Story เอเจนซี่แนวใหม่ของไทยที่พิร่วมก่อตั้งกับเพื่อนคือ ป่าน-ปิยพัทธ์ ปฏิโภคสุทธิ์ และ บี๋-นภัส มุทุตานนท์ หลังจบ TEDxBangkok ปีแรก

Glow ตั้งใจแก้โจทย์จากลูกค้าและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมด้วย ‘การเล่าเรื่อง’ เฉพาะเจาะจงลงไปอีก มันคือการเล่าเรื่องที่ไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบ

ลูกค้าต้องการคุยเรื่อง ‘ป่า’ โกลว์บิดมันกลายเป็นงาน ‘มาหาสมบัติ’ ที่เล่าเรื่องป่าให้คนเมืองฟังผ่านนิทรรศการ กิจกรรมสำหรับเด็ก จนถึงทอล์กหลากระดับความเข้มข้น อีกกรณีพวกเขาจัดทริป ‘เกิดอะไรขึ้นที่น่าน’ พา Influencer ลงพื้นที่สำรวจป่า เพื่อนำเรื่องราวกลับไปเผยแพร่สู่คนทั่วไป

กระทั่งประเด็นหนักหน่วงอย่าง  ‘ความตาย’ โกลว์ก็หีบห่อมันเป็น Last Talk งานที่ชวนวัยรุ่นคุยเรื่องความตายผ่านทอล์กน่าสนใจและโลงศพ

เท่านี้น่าจะพอสำหรับการจัดพิเข้าสู่หมวดเด็กรุ่นใหม่ที่ ‘น่าสนใจมาก’ แต่แล้วในปีนี้ ฉันก็เห็นเขาตั้งเป้าอยากให้งานของ Glow สร้างผลกระทบไกลกว่าแค่แรงบันดาลใจ ส่วนฟาก TEDx  ก็มีการนำเวที TEDx เข้าสู่โรงเรียนมัธยมในชื่อ TED Club และเลิกจัดงาน TEDx หลักบนเวทีใหญ่ แต่กระจายไปจัดเป็นเวทีเล็กในหลายสถานที่ในชื่อ TEDxBangkok Adventures

บ้าพลังขนาดนี้ จะไม่ให้ฉันมานั่งลงคุยกับเขาได้อย่างไร

และด้านล่างนี้ก็คือเรื่องเล่าเปี่ยมพลังจากชีวิตนักเล่าเรื่องวัย 26 ที่บอกว่าตัวเองคือปลาซึ่งเดินหน้ากระโดดสู่บ่อที่ใหญ่ขึ้นเสมอ

เรื่องเล่าที่อาจทำให้คุณต้องมอง ‘เด็กสมัยนี้’ ด้วยสายตาใหม่

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

จำโมเมนต์แรกที่คุณเริ่มตกหลุมรักการเล่าเรื่องได้มั้ย

น่าจะเป็นตอนประถมเลยนะ ที่บ้านเราค่อนข้างเป็นบ้านที่คุยกันจริงจัง ตอนพ่อขับรถมาส่งที่โรงเรียนก็ไม่ได้เปิดเพลง แต่ถามนู่นถามนี่กับเรา เช่น เห็นคนขับซาเล้งแล้วคิดยังไง หรือเล่าเรื่องตลก รวมถึงไปดูข่าวแล้วมาเล่าให้เราฟัง เราก็เอาเรื่องที่พ่อเล่าไปคุยกับเพื่อน เพื่อนก็จะบอกว่า เออ ไอ้พิมันเล่าเรื่องสนุกดี ตลกดี เราก็เริ่มสนุกกับการเล่าเรื่อง รู้สึกว่าสร้างความบันเทิงให้คนได้ และทำให้เราที่เป็นไอ้แว่นตัวเล็ก น่าแกล้งได้รับการยอมรับ

คุณสนใจหัดเล่าเรื่องมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นหัวหน้าห้อง ประธานรุ่น เข้าชมรมโต้วาทีของมหาวิทยาลัย จนถึงเวที TEDx ที่จริงแล้ว ความสนุกของการเล่าเรื่องอยู่ตรงไหน  

เราเป็นคนประเภท Extrovert ที่จะได้รับพลังจากมนุษย์ ซึ่งการเป็นคนเล่าเรื่องไม่ว่าจะในรูปแบบไหน มันได้ปฏิสัมพันธ์กับคน เราก็สนุกและได้พลังจากมัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นคอนเสิร์ตแล้วบอกคนว่ากรี๊ดหน่อย ขอเสียงหน่อย เราพูดประโยคหนึ่งแล้วคนกรี๊ดว่ะ หรือการทำทอล์กอย่างทอล์กบนเวที TEDxBangkok ของน้าต๋อย เซมเบ้ เราเห็นคนเช็ดน้ำตากันครึ่งฮอลล์แล้วก็รู้สึกว่ามันคือเนื้อหาที่เราคัดสรรมา ทีมช่วยกันผลักดันจนทำปฏิกิริยาบางอย่างกับคน

ถ้าถามว่าเรามีนิสัยอะไรที่ชัดกว่าคนอื่น เราคิดว่าตัวเองเป็นคนอยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง คือเราจบเอกจีนศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมัยเรียนเราชอบวิชาปรัชญาจีนมาก มีประโยคหนึ่งของขงจื๊อที่ใช้ในการทำงานตลอดซึ่งแปลเป็นไทยว่า ในถนนเส้นหนึ่ง 3 คนที่เดินมา ทุกคนเป็นครูเราได้ ถ้าเขามีข้อดีก็เรียนรู้ไว้ ถ้ามีข้อเสียก็ทบทวนว่าตัวเองมีสิ่งนั้นหรือเปล่า เรารู้สึกว่าเรื่องนี้โคตรจริง เราเป็นสายซี้กับป้าแม่บ้าน ซี้กับพี่ยาม รู้สึกว่าทุกคนมีเรื่องเจ๋งๆ หมด และมันคือชุดความคิดเดียวกับเวลาไปคุยหาข้อมูลจากสัปเหร่อ คุยกับชาวบ้านว่าทำไมพี่ถึงเผาป่า เราแค่อยากเข้าไปเข้าใจคนมากขึ้น แล้วช่วยหามุมเล่าเพื่อไปบอกคนอื่นอีกทีว่ามีคนทำสิ่งนี้อยู่นะ

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

ทำไมคุณไม่เลือกทำอาชีพที่ได้เล่าเรื่องอย่างการเป็นสื่อ แต่กลับเลือกเปิดเอเจนซี่

เราอาจไม่ได้ตั้งต้นว่าฉันจะเป็นนักเล่าเรื่องขนาดนั้น ทุกอย่างเริ่มจากต้นทุนที่มี ตอนเราทำ TEDxBangkok ปีแรกจบ มีพี่ที่องค์กร Creative Move ซึ่งตอนนั้นกำลังจะจัดงาน Creative Citizen Talk มาถามว่าช่วยทำคอนเทนต์ได้มั้ย เราก็คิดว่าทำสิ่งนี้แบบได้ตังค์ก็ได้ด้วย รู้สึกว่ามีโอกาสในตลาด มีคนที่มองเห็นว่างานเสวนาที่ไม่ได้ทำแค่บอกวิทยากรว่า มาพูดให้ผมวันนี้หน่อยนะครับ แต่มีคนเข้าไปจัดเรียงให้เรื่องราวชัดขึ้น มันจะเพิ่มคุณค่าของเนื้อหาอีกมาก สร้างการเปลี่ยนแปลงได้เยอะขึ้นมาก

แล้วพอเราเจอเพื่อนร่วมก่อตั้ง Glow Story ซึ่งเป็นคนสายดีไซน์ที่บอกเราว่า TED ไม่ใช่แค่เรื่องบนเวที แต่รวมถึงเนื้อหาที่เจอหลังออกมาจากทอล์ก เช่น งานออกแบบ กลิ่น สี ซึ่งทำให้คนเข้าใจเนื้อหามากขึ้น พวกเราเลยใช้เวลา 2 – 3 เดือนในการสำรวจว่ามีโมเดลอะไรบ้างที่เราได้ทำสิ่งที่ชอบทั้งคู่แล้วก็น่าจะหาเงินได้ด้วย จนออกมาเป็น Glow Story ซึ่งตอนแรกเรียกตัวเองว่าเป็น Talk Event Organizer แต่แล้วเราก็รู้สึกว่า อ้าว ทริปก็ทำได้ นิทรรศการก็ทำได้ เพราะฉะนั้น แก่นไม่ใช่แค่เรื่องทอล์กแล้ว แต่แก่นคือการเล่าเรื่อง เราก็เลยเป็นเอเจนซี่ที่ลายเซ็นน่าจะเป็นเรื่องการไร้รูปแบบ ทอล์กไม่ได้เวิร์กเสมอไป รูปแบบทริปไม่ได้เวิร์กเสมอไป เราจับคู่รูปแบบที่ถูกต้องกับคนดู แล้วหาวิธีขัดเกลาให้ทั้งสองอย่างตรงกัน

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

Glow Story เล่าได้ทุกเรื่องมั้ย

เส้นที่เราจะพยายามรักษาไว้ตลอดเวลาคือ ความจริง หมายถึงว่าสิ่งที่คนซึ่งจะมาเล่าเรื่องสบายใจที่จะเล่า สมมติว่าคุยกับพี่คนนี้ ได้เส้นเรื่องมาประมาณนี้ ถ้าเกิดเติมมุมนี้เข้าไปนะหล่อเลย แต่เขาบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่พี่เชื่อ เราจะไม่ข้ามเส้นนั้นเด็ดขาด แม้จะทำให้ Output ออกมาดีงามมากก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ของเราในหลายรูปแบบ เราไม่ได้เล่าเองทั้งหมด คนที่มาเล่าต้องเชื่อในสิ่งที่เราเสนอ ปรับเข้าปาก แล้วนำเสนอด้วยตัวเอง อย่างวิทยากรของ TED เราไม่อยากให้เขากลับมาดูแล้วคิดว่าไม่น่าพูดสิ่งนั้นไปเลย เราว่ามันน่าจะเป็นความรับผิดชอบของเราในฐานะคนทำคอนเทนต์แบบนี้ด้วย

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

คุณว่านักเล่าเรื่องที่ดีควรเป็นยังไง

รู้จักคนฟัง หมายถึงเราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่ามีแพชชันกับอะไร สิ่งนี้สำคัญมาก แล้วเข้าใจว่าตัวเองจะคุยกับใคร ปัจจุบันนี้ทุกคนมีพื้นที่ให้พูดเยอะไปหมด แต่พอเขาไม่เห็นหน้าคนที่คุยด้วย การสื่อสารมันก็ลอยหายไป มันอาจเวิร์กกับคนกลุ่มหนึ่งก็ได้ แต่เขายิงไปไม่ถูกจุดหรือพุ่งไปไม่ถูกประเด็น อย่างเราเอง ทุกครั้งที่จะเขียนสเตตัสเฟซบุ๊ก เรามานั่งจดก่อนเลยว่าโพสต์นี้จะคุยกับใคร เช่น โพสต์นี้คนอ่านหลักคือวิทยากรเก่าที่เคยทำงานด้วย อาจเพราะเรารู้ชัดว่าคนที่ตามเราคาดหวังอะไรหรือเราจะพาเขาไปอีกจุดจากฐานเดิมได้ยังไง แล้ววิธีนี้ก็เป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจด้วย บริษัทเราแทบไม่จ้างพีอาร์เลยในหลายงาน เป็นเฟซบุ๊กเราเสียส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

ตอนนี้เทรนด์การเล่าเรื่องของโลกกำลังไปทางไหน

เรารู้สึกว่ารูปแบบของเนื้อหาคงหลากหลายขึ้น เพราะเมื่อคอนเทนต์เยอะไปหมด วิธีการรับแบบที่มีอยู่ไม่พอแล้ว ซึ่งเราเชื่อในความออฟไลน์ของการสื่อสาร เชื่อเรื่องประสบการณ์มาก เช่น ถ้าอวดสิ่งของในอินสตาแกรมคือเสี่ยวเลย แต่ถ้าอวดประสบการณ์ เราไปเที่ยวที่แปลก มาชูปิกชู มันคือความเท่ของยุคสมัย ทุกคนก็พยายามให้คุณค่ากับประสบการณ์กันมากขึ้น

อย่างที่สองคือ ความสนใจของคนสั้นลง ตัวอย่างเช่น เวลาทำ TEDx เราจะมีการโทรประชุมกับทีม TED ใหญ่ทุกปี ปีที่ผ่านมาเขาก็แชร์สถิติหลังบ้าน แต่ก่อน TED คือเวทีทอล์กความยาวไม่เกิน 18 นาที เพราะเกินกว่านี้คนไม่สนใจแล้ว แต่ทีม TED บอกว่าสถิติหลังบ้านของช่องยูทูบปีนี้ ’12 is the new 18′ คือเกิน 12 นาทีคนหลุดแล้ว นี่คือเนื้อหาของ TED ที่ขัดเกลาวิทยากรกันแรมปีนะ เวลาลดไปขนาดนี้ ซึ่งการที่ความสนใจของคนสั้นดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้นะ แต่นักเล่าเรื่องต้องปรับตัวแน่นอน ต้องมีรูปแบบที่อิสระมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่ารูปแบบเดียวไม่สามารถเล่าทุกเรื่องได้ดีเสมอไป

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

เคยกลัวมั้ยว่าคอนเทนต์ยุคนี้จะเยอะจนไม่ว่าคุณเล่าเรื่องอะไร ในรูปแบบไหน คนก็อาจมาฟังมาดู แต่พรุ่งนี้ก็จะลืม

กลัวนะ Glow Story เลยเรียกตัวเองว่าเป็น Glow 1.0 คือเราทำในส่วนของการสื่อสาร สิ่งที่เราอยากไปแต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า มันคือคำนี้ (ชี้ไปตรงกระดาษจดงานแผ่นใหญ่ที่แปะอยู่ในออฟฟิศ) ‘Provoke Behaviour Change for Better Society’ เรารู้สึกว่าที่ผ่านมาพอเราเป็น Story Telling Agency เราก็เป็นมือปืนรับจ้างที่บอกว่ากระสุนผมจะเล่าเรื่องได้ดีที่สุด ผมจะตั้งใจค้นคว้าข้อมูล ตั้งใจขัดเกลา แล้วนำเสนอออกมาให้ดีที่สุด เราสัญญาในส่วนเรื่องเล่า แต่เรารู้สึกว่าอยากมอบคุณค่าอีกขั้นให้สังคมหรือคนที่เราไปช่วยเล่าเรื่อง นั่นคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

เรามี TED Talk เรื่องหนึ่งที่ชอบมากของ Joe Smith เขาเป็น NGOs สายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พอขึ้นเวที เขาไม่พูดเรื่องหมีขาว แต่บนนั้นมีโต๊ะตัวหนึ่ง มีกะละมังใส่น้ำแล้วก็มีกระดาษทิชชูกองเต็มเลย เขาเอามือจุ่มน้ำ สะบัด 12 ที เพื่อสาธิตว่าด้วยวิธีนี้ เขาใช้ทิชชูแค่ 1 แผ่น ทำอย่างนี้ประมาณ 3 รอบแล้วเดินลง เรารู้สึกว่าโคตรพีก ทุกวันนี้เวลาเข้าห้องน้ำก็ยังล้างมือแล้วสะบัดมือ 12 ที มันคือ 4 นาทีที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของไอ้เด็กแว่นคนหนึ่งที่อยู่เมืองไทย แล้วถ้าเกิดมันนับได้ มีกี่คนที่เปลี่ยนพฤติกรรมเพราะเขา

เราอยากทำคอนเทนต์แบบนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคน นำสังคมไปข้างหน้ามากกว่าแค่ปรับความเข้าใจและสร้างการตระหนักรู้ ตอนนี้ทีมเราก็โฟกัสเรื่อง Behavioral Economics หรือ Behavior Study มากๆ สิ่งที่อยากทำก็มีทั้งในเชิงของการออกแบบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง หรือในเชิงการเป็นพาร์ตเนอร์เพื่อขยายกระแสสังคม

โพสต์อิต TEDxBangkok

ในบรรดาประเด็นที่คุณเล่า คุณเคยบอกว่าสนใจเรื่องการศึกษามากเป็นพิเศษ ความสนใจนี้เริ่มจากไหน

เราเคยเรียนในโรงเรียนที่มีเพื่อนโทรมาเล่าให้ฟังว่า ‘มึง กูไปทำแท้งมา’ แล้วเราก็บังเอิญได้ข้ามสะพานไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง คือฝั่งเด็กที่ได้รับโอกาสดีหน่อย รวมถึงได้ไปเห็นโอกาสในเมืองนอก เราเลยได้เห็นว่าเพื่อนเราที่อยู่ตรงนั้นเหมือนจะใกล้กัน แต่ความเหลื่อมล้ำเยอะมาก แล้วก็รู้สึกว่าตรงนั้นเป็นจุดตัดมากๆ สำหรับการกำหนดอนาคตของคน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งถ้าเป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนแปลง เราก็รู้สึกว่าการลงทุนในเรื่องการศึกษาคุ้มที่สุดแล้ว แม้มันอาจดูเป็นการลงทุนระยะยาว

ทำไมถึงนำเวที TED เข้าไปในโรงเรียน มันช่วยแก้ปัญหาอะไร

TED คือพื้นที่ และ Glow ไม่ได้เป็นนักทำคอนเทนต์ที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่เราถนัดคือการสร้างพื้นที่ที่หลากหลายทั้งประเด็นและรูปแบบ เพราะฉะนั้น ถ้าองค์ความรู้ของ Glow กลับไปพัฒนา TED เราว่าการสร้างพื้นที่น่าจะเป็นจุดเด่นหรือจุดแข็งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ TED ออกไปจากลิมิตของคำว่าแรงบันดาลใจได้ เราอยากแหกกรอบนี้ออกไป ตั้งคำถามว่าหลังจากนี้เราขยายผลได้หรือเปล่า

แล้วเราคิดว่ากลุ่มผู้ชมที่เป็นคนเมืองปัญญาชนไม่รู้สึกว่า TED เท่เหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่มีผู้ชมอีกกลุ่มที่มี Pain Point มากๆ คือกลุ่มเด็ก เราคิดว่าพวกเขาก็เหมือนเรา แค่อยากได้พื้นที่ที่ได้รับการยอมรับ แต่พอระบบการศึกษามีพื้นที่แค่สำหรับเด็กหน้าห้อง ที่เหลือคือเด็กเลวเพราะเกรดไม่ดี เขาก็ไปหาพื้นที่อื่น ถ้ามันเป็นการขับรถเสียงดังตอนกลางคืนแล้วมีคนเฮให้ เขาก็ทำไปเรื่อยๆ มันเลยเป็นที่มาของ TED Club เราอยากเอาครูเข้ามาแล้วบ่มให้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ตรงนี้ในโรงเรียนของคุณทำได้ยังไงบ้าง ปีนี้รับได้แค่ 30 คนก่อน แต่นั่นแปลว่าถ้าเราให้เขาสัญญาว่าจะกลับไปทำ TED Club ที่โรงเรียน สมมติมีแค่ 10 ทอล์กต่อโรงเรียน มันคือ 300 ทอล์กซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่แค่ในเชิงเนื้อหา แต่เพิ่มความมั่นใจของเด็กคนหนึ่งที่ถ้าไม่ได้ขึ้นเวทีนี้จะไปเสพยาแล้วนะ

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

แล้วทำไมปีนี้เวทีหลักของ TEDxBangkok ถึงไม่ได้เป็นเวทีใหญ่ การกระจายเวทีไปตามพื้นที่ต่างๆ สำคัญยังไง

เราและทีมเป็นส่วนเล็กๆ ในการผลักดันให้มีกระแส TEDx ในเมืองไทย เรามองว่าจุดนั้นอิ่มตัวแล้ว และเริ่มเสียดายคนเก่งๆ ที่มาอาสาสมัคร เพราะรูปแบบอีเวนต์ไม่ได้ตอบศักยภาพพวกเขาเท่าที่ควร เช่น เราเอาคนระดับดอกเตอร์มาเปิดประตู หรือเฌอปราง BNK 48 มาโบกไฟฉายให้ผู้ชม ซึ่ง TEDxBangkok มีความเป็นผู้บุกเบิกอยู่ในตัว ปีนี้เราเลยอยากบุกป่าไปหารูปแบบใหม่ๆ ที่ทำให้ไอเดียสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าเดิม อย่างที่บอกว่าเราเชื่อเรื่องประสบการณ์ เชื่อเรื่องพื้นที่ เพราะฉะนั้น TED Club มันตอบในเรื่องฝั่งพื้นที่ของระบบการศึกษา ส่วน TEDxBangkok Adventures ก็ให้รูปแบบประสบการณ์ที่ต่างไป เราเชื่อว่าถ้าขยายสิ่งนี้ได้จะดึงศักยภาพอาสาสมัครได้อีกเยอะมาก สมมติว่าธีมปีนี้คือการคมนาคม ถ้าเกิดมันมี 8 สายล่ะ เช่น เทคโนโลยี ขยะ และอาหาร แล้วคนก็ไปสัมผัสไอเดียในห้องครัว ในกองขยะ ในโรงเรียนร้าง รวมถึงทำให้เกิดผลที่เป็นการกระทำได้มากขึ้น เราว่าน่าจะเป็นการใช้เวลาของทุกคนได้คุ้มที่สุด

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

ในวัย 26 คุณมองว่าตัวเองเป็นคนประสบความสำเร็จเร็วมั้ย

เรื่องที่เราประสบความสำเร็จเร็วที่สุดน่าจะเป็นการเข้าใจตัวเอง เช่น เรารู้ว่าชอบอยู่กับคนแบบไหน ชอบทำงานที่มีเนื้อหาแบบไหน ซึ่งที่จริงแต่ละยุคมีนิยามความสำเร็จของคนส่วนใหญ่ต่างกันไป เช่น คนยุคพ่อแม่เราพาลูกไปกินข้าวร้านอาหารดีๆ ได้คือความฟินแล้ว แต่ยุคเรามีข้าวกินแล้วมั้ง ก็เลยมองหาความสำเร็จหรือคุณค่าในชีวิตที่ต่างไป การเข้าใจตัวเองก็ช่วยตรงนี้ ทำให้รู้ว่าเราจะทุ่มเทกำลัง ทุ่มเทเวลาไปกับอะไร

เราเชื่อว่าทรัพยากรของตัวเองที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่เงิน แต่คือ Time กับ Trust เราอยากลงทุนเพื่อให้ได้เวลามากขึ้น และเชื่อว่าความเชื่อใจเป็นทรัพยากรสำคัญมาก เพราะเราทำงานกับตัวท็อปของทุกวงการ ซึ่งถ้าเขามองว่าน้องคนนี้ใช้ได้ก็จะนำมาซึ่งงานหรือความเชื่อใจจากผู้ใหญ่ แต่ถ้าเขาบอกว่าน้องคนนี้ห่วยก็จบเหมือนกัน เราก็นิยามความสำเร็จตัวเองจาก 2 ปัจจัยนี้ด้วย ถ้าลงทุนไปกับอะไรแล้วได้ 2 สิ่งนี้กลับมา โดยสิ่งที่ไปลงทุนเป็นความสุขของเราและช่วยให้ได้ดูแลคนรอบตัวเท่าที่ทำได้ เราก็โอเคแล้ว

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

เป็นคนชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไรแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรหรือเปล่า

น่าจะเป็นการเลี้ยงดูจากพ่อที่เรารู้สึกว่าเขาโคตรเจ๋ง เขาเป็นคนพิการนะ กระดูกสันหลังคด เคยต้องใส่เฝือกเป็นเหมือนเสื้อเกราะ ต้องนั่งอยู่ในห้องดูเพื่อนเตะบอล ระหว่างนั้น สิ่งที่เขาทำได้ก็คืออ่านหนังสือเรียนหรือคิด เพราะฉะนั้น เขาจะเป็นคนที่คิดล่วงหน้าตลอดว่า ขั้นตอนต่อไปของตัวเองจะเป็นยังไงต่อ เพราะเสี่ยงมากไม่ได้ แล้วตอนเราเด็กๆ เขาเลยชวนคิดตลอดว่า เทอมนี้อยากได้อะไร เป้าหมายคืออะไร สิ่งนี้ค่อนข้างฝึกเรา เราเลยจะไม่ค่อย Hakuna Matata เท่าไหร่ (หัวเราะ)

อีกอย่างคือการวางแผนทำให้เราไม่พะวงหลัง อย่างน้อยพอเราเลือกทางที่มันยาก เสี่ยง ไม่รู้จะเป็นยังไง เราจะได้บอกคนข้างหลังได้ว่า โอเค รอเราหน่อย ตอนนี้อาจยังไม่ได้เป็นลูกชายที่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจนะ แต่เรากำลังจะก้าวไปในเส้นทางนี้ และนี่คือเส้นที่เราชอบ เรามีความสำเร็จระหว่างทางไปให้เขาสบายใจ เช่น พอได้ลงในสื่อ เราก็เอาไปวางบนโต๊ะกินข้าว เขาดูแล้วก็ไม่พูดอะไร แต่ญาติมาก็อวดว่านี่ลูก การมีแผนทำให้เราวิ่งไปข้างหน้า ไปทางที่เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงได้สุดกว่า

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

แล้วเคยรู้สึกว่าความเป็นเด็กเป็นข้อจำกัดมั้ย

เราว่าเป็นข้อดี เพราะเราค้นพบสิ่งหนึ่งคือผู้ใหญ่ชอบให้เด็กมาก ยิ่งเด็กยิ่งได้ การที่เราเริ่มต้นตอนยังเด็กเลยได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่มาก แต่ขณะเดียวกัน เด็กก็มีเยอะและก็มีผู้ใหญ่บ่นว่าเด็กสมัยนี้เห็นแก่ตัว เอะอะลาออก แต่พอ Glow ชัดเจนมากว่าผมทำธุรกิจ ไม่ใช่กิจการเพื่อสังคมด้วยนะ ผมอยากสบายแต่อยากทำงานที่มีความสุขด้วยคืองานที่ช่วยคนแบบพี่ ผู้ใหญ่เขาก็จะเอ็นดู จะรู้สึกว่าเด็กมันตั้งใจ

เพื่อนที่ร่วมตั้ง Glow คยสอนเราเรื่องหนึ่งว่า ตอนทำงาน มี 2 ก้อน ก้อนแรกคือ Process ก้อนที่สองคือ Output ซึ่งทั้ง 2 ก้อนนี้ระเบิดพร้อมกันไม่ได้ บึ้มได้แค่ก้อนเดียว เช่น ถ้าระหว่างกระบวนการรู้สึกว่าน้องคนนี้เต็มที่มาก ถึงงานล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ให้โอกาสเขา หรือระหว่างกระบวนการพวกน้องติดต่อยาก แต่ถ้างานออกมาดี ก็โอเค ถือว่าไปทุ่มทำงานมา แต่ถ้าระเบิด 2 อันพร้อมกันเมื่อไหร่นี่ฉิบหาย คือระหว่างทางมึงไม่ตั้งใจ และงานก็ออกมาห่วยด้วย มีการบอกปากต่อปากแน่ว่าอย่าไปใช้เจ้านี้ เพราะฉะนั้น เราว่าความเป็นเด็กมีข้อได้เปรียบในเชิงของคนพร้อมสนับสนุน แต่ถ้าเราไม่สามารถรักษาสมดุล 2 ก้อนนี้ ทำบึ้มพร้อมกันบ่อยๆ เราก็จะเป็นแค่เด็กที่ไม่มีฝีมือ เด็กที่ขาดประสบการณ์ เด็กที่ไม่เอาไหน เหมือนที่ผู้ใหญ่หลายคนเข้าพูดกัน

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

จากวันที่เล่าเรื่องให้เพื่อนฟังตอนประถม ความสุขในการเล่าเรื่องเปลี่ยนไปจากตอนเด็กๆ มั้ย

เรายังทำเพื่อตัวเองอยู่เสมอแหละ แต่ถ้าพูดในเชิงของแก่นคือ เมื่อก่อนเรามองหาการยอมรับจากคนภายนอก แต่พอโตขึ้นมาเราเริ่มช่างแม่งมากขึ้น สนใจว่าคนนอกจะมองยังไงน้อยลง ให้ความสำคัญกับคนข้างในมากขึ้น

แก่เร็วนะเนี่ย

อาจเพราะได้รับการยอมรับเร็วมั้ง แล้วพอไปถึงตรงนั้นปุ๊บก็รู้สึกว่า อ้าว มันเท่านี้เหรอ มันคือการค้นชื่อตัวเองในกูเกิ้ลแล้วเจอบทความเพิ่มขึ้นมา 1 อันอย่างนี้เหรอ แล้วแต่ก่อนเราเป็นคนที่ไม่น่าทำงานด้วย เป็นคนที่แสวงหาความสำเร็จมาก ตอนทำค่ายอาสาจะบอกคนว่า ‘เฮ้ย ทำอันนี้ได้หรือเปล่า ทำไม่ได้ออกไปเลย’ คือเรารู้สึกว่าเราทำเพื่อประชาชน จะด้วยวิธีการอะไรไม่สนหรอก อีกคนต้องเสียใจก็ช่างมัน แต่ตอนนี้เราเริ่มเรียนรู้ว่าสุดท้ายคนที่อยู่กับเราก็คือคนรอบๆ นี่แหละ เราไปสร้างการเปลี่ยนแปลง ไปช่วยทุกคนเล่าเรื่องทีละคนไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือมอบความรักและเป็นคนสนับสนุนให้ 3 คนในทีม Glow หรือ 10 คน 50 คนในทีม TED แล้วให้เขาไปมอบความรักกับผู้ชมอีกเป็นพันคน ครูอีกเป็นร้อยคนได้ แบบนี้มันขยายผลได้มากกว่า

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

สิ่งนี้เป็นการตกตะกอนจากช่วงเกณฑ์ทหารหลังเปิดบริษัทได้สักพัก เราเคยคิดว่าตัวเองทำสิ่งยิ่งใหญ่มาก เป็นพิ TEDx โคตรคูลเลย แต่มาค้นพบความจริงตอนเป็นทหารว่าสิ่งที่เราทำเป็นหยดน้ำเล็กๆ ในมหาสมุทรที่มืดมิด ในขณะที่เราบิลด์คนว่ามีแรงบันดาลใจนะ นึกถึงฝันในวัยเด็กกับน้าต๋อยกันนะครับ หรือมีคนดูทอล์กในคลิปหลักล้านวิว แต่ละปีมีผู้ชายเป็นแสนๆ คนเข้าไปในระบบหนึ่งแล้วมันล้างสมองเขาว่า มึงอย่าแหลม มึงเจริญด้วยความสามารถไม่ได้หรอก คนพวกนี้คือหัวหน้าครอบครัว คือคนหนุ่มที่จะกลับไปทำงานปีละเป็นแสนคน แล้วเราทำไอ้ทอล์กสิบแปดนาทีมันเปลี่ยนโลกจริงเหรอ แรงบันดาลใจมันไม่ทัน แล้วเราทำได้มากกว่านี้หรือเปล่า จากแต่ก่อนที่เรามองผลลัพธ์มาก มีทอล์กน้าต๋อย คนน้ำตาไหล เลยเห็นว่าอย่างนั้นมันไม่ยั่งยืน มันขยายไม่ได้ทั้งในเชิงการเปลี่ยนแปลงและในเชิงธุรกิจด้วย

เพราะฉะนั้น วิธีการทำงานของเราก็จะสร้างคนมากขึ้น สร้างแพลตฟอร์มมากขึ้น ในห้องเรามีโพสต์อิตแปะว่า ปีนี้เป้าหมายหลักคืออยากเป็นผู้สนับสนุนที่ดี หมายถึงรับฟังคนอื่นและให้เขามีความเป็นเจ้าของกับสิ่งที่ทำ เราเตือนตัวเองเสมอว่ามึงไม่ได้เก่งที่สุด

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ปลายเดือนเมษายน 2565

ผมมีโอกาสเดินทางไปร่วมเป็นเกียรติในงานแต่งงานของพี่ชายที่เคารพท่านหนึ่ง ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในวงการบันเทิงและแวดวงสื่อมาเป็นเวลายาวนาน รวมถึงสื่อที่ผ่านเสียงที่เรียกว่า วิทยุกระจายเสียง

โดยนวัตกรรมความบันเทิงหลังสุดนี่เองที่ทำให้เราได้มาพบและวิสาสะกันเป็นเวลาหลายปี

ช่วงท้ายของปลายปาร์ตี้ฉลองมงคลสมรสคืนนั้น คุณแม่ของเจ้าสาว หรืออีกนัยก็คือ ‘คุณแม่ยาย’ ของฝ่ายเจ้าบ่าวได้ขึ้นไปบนเวที คว้าไมค์ และร้องเพลงขับกล่อมแขกเหรือที่มาร่วมงานด้วยบทเพลงอมตะอย่าง Daddy’s Little Girl

เมื่อมองไปที่บริเวณล่างเวที รายรอบงาน สายตาของผมก็ไปปะกับหลายใบหน้าที่คุ้นเคย ทั้งในระดับส่วนตัวและในฐานะแฟนคลับ ไม่ว่าจะเป็น ม.ร.ว.รุจยาภา อาภากร, พี่เอื้อง-สาลินี ปันยารชุน และอีกมากมาย

ทันใด ในหัวของผมก็พลันนึกถึงคลื่นวิทยุคลื่นหนึ่ง ซึ่งทั้งผู้ที่อยู่บนเวที รวมถึงเจ้าของหลายใบเหล่าหน้านั้นที่กำลังยืนรายล้อมอยู่หน้าเวที และร่วมฮัมเพลงด้วยกัน ได้เคยร่วมบุกเบิกด้วยกันมา นั่นคือ ‘Smile Radio’ ที่เคยโด่งดังในช่วง พ.ศ. 2530 – 2538

“พี่ ๆ มารวมตัวกันเกือบพร้อมหน้าเลยแฮะ” ผมพึมพำกับตัวเอง

การกลับมาของรายการวิทยุในตำนาน Smile Radio โดยบอสใหญ่ ปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล

กลางค่อนปลายเดือนกันยายน 2565

รุ่นพี่เจ้าบ่าวใหม่หมาดคนเดิมได้โพสต์ข้อความหนึ่งลงในโซเชียลมีเดียว่า ‘วิทยุยิ้มได้…อีกไม่กี่วันนี้’ โดยมีภาพประกอบที่มีชื่อซึ่งคน Gen-X อย่างผมต่างคุ้นเคย ละคิดถึง นั่นคือ ‘Smile Radio’

“นั่นไงเล่า!” ผมตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่

ขณะที่ภายในหัวก็คิดต่อไปในอีกหลายคำถามว่า

หรือว่าทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้ว ตั้งแต่แถว ๆ งานแต่งงาน

แล้วทำไม Smile Radio ถึงเลือกกลับมาในเวลานี้ ตอนที่วิทยุถดถอยลงทุกวัน ทั้งในแง่ของกระแสนิยม ไปจนถึงมูลค่าทางธุรกิจ ขณะที่มีสื่อใหม่ ๆ ครอบครองตลาดและหัวใจของผู้คน โดยเฉพาะคน Gen-Z หรือ Gen-Alpha ไปแทบทั้งหมดแล้ว

ซึ่งผมไม่กล้า และไม่อาจได้มาซึ่งคำตอบ

โดยไม่คาดคิด เพียงเดือนกว่า ๆ ถัดมา ผมก็พบตัวเองยืนอยู่บริเวณด้านหน้าสถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ โดยสองหูมีเสียงผ่านหูฟังไร้สายเชื่อมเข้ากับสมาร์ทโฟนที่กำลังเปิดวิทยุผ่านเว็บไซต์ www.smileradio.live

“สวัสดีค่า คุณกำลังอยู่กับ ดีเจแซลลี่ สาลินี ปันยารชุน ที่นี่ Smile Radio” เสียงร่าเริงของดีเจที่ผมเติบโตมาด้วยดังผ่านหูฟังมา และตามด้วยเพลง ‘ไม่อยากเป็นไม้จิ้มฟัน’ ของวงปานามา ซึ่งไม่ได้ยินมานานเต็มที ก่อนจะตามมาด้วยบทเพลงร่วมยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายต่อหลายคนที่อยู่ร่วมวัยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น “เพลงที่(เรา)คิดถึง”

การกลับมาของรายการวิทยุในตำนาน Smile Radio โดยบอสใหญ่ ปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล

ขณะที่สองตาผมกำลังอ่านทบทวนถึงหัวข้อที่เป็นเหตุผลให้ผมเดินทางมาที่แห่งนี้

“สไมล์ เรดิโอ (อังกฤษ : Smile Radio) เป็นรายการเพลงไทยสากลทางวิทยุในกรุงเทพมหานครที่โดดเด่นในช่วงต้นทศวรรษ 2530 ดำเนินการผลิตโดย บริษัท มีเดีย พลัส จำกัด

…รายการ สไมล์ เรดิโอ เริ่มกระจายเสียงครั้งแรกทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เอฟเอ็ม 88.0 เมกะเฮิร์ตซ์ หรือที่เรียกกันว่า คลื่นสุดท้ายทางซ้ายสุด…

สามารถแจ้งเกิดคนขายเสียงจนต้องเผยหน้าค่าตาออกสู่สาธารณชนได้หลายคน อาทิ วินิจ เลิศรัตนชัย, หัทยา เกษสังข์, สาลินี ปันยารชุน… มีการจัดคอนเสิร์ตครั้งสำคัญ “Live Project” ที่ เอ็ม 88 ไลฟ์เฮ้าส์ รามคำแหง อีกทั้งยังได้ผลิตรายการโทรทัศน์และนิตยสารของตนเองด้วย…

…”สไมล์ เรดิโอ” ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในช่วงต้นปี พ.ศ. 2535 โดยต้องแพ้ประมูลคลื่นวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ และมีการลาออกของดีเจชื่อดังบางคน ทำให้รายการต้องย้ายไปกระจายเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพบกที่เอฟเอ็ม 98.0 เมกะเฮิร์ตซ์ในชื่อเดิม แต่ได้ขยายการจัดรายการออกเป็น 5 คลื่น… แต่ดำเนินรายการได้อีกไม่กี่ปีก็ต้องปิดตัวลงในราวปี พ.ศ. 2538”

(ขอขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia : สไมล์เรดิโอ)

“สวัสดีค่ะ เรามานั่งคุยที่ไหนกันดี” คำถามแรกจากผู้หญิงเจ้าของผมบ๊อบและร่างผอมสูง ในชุดสีดำทะมัดทะแมง คนเดียวกับที่ขับร้องเพลง Daddy’s Little Girl บนเวทีคืนนั้น ก่อนที่จะเชิญชวนกันไปนั่งบริเวณโซฟาเล็ก ๆ ด้านหน้าห้องจัดรายการ ที่ ‘ดีเจแซลลี่’ กำลังนั่งประจำการอยู่

“เราจะคุยอะไรกันดีล่ะ” คือคำถามถัดมาของ คุณปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล ที่ชื่อนี้นามนี้ไม่เคยห่างหายไปจากความคุ้นเคยและภาพทรงจำของสื่อมวลชน ศิลปินนักร้อง ไปจนถึงแวดวงธุรกิจต่าง ๆ ทั้งในฐานะผู้หญิงเก่ง เจ้าของบริษัทโปรโมเตอร์ และออร์แกไนเซอร์รายใหญ่ของเมืองไทย เช่นเดียวกับเป็น ‘เจ้าแม่สื่อ’ จากหลากสื่อหลายแบรนด์ที่เคยร่วมบุกเบิกมา จะเว้นก็แต่สื่อวิทยุนี่แหละ ที่แทบจะหายไปจากสารบบของทั้งสื่อมวลชนและตัวเธอเองแล้ว

คำตอบของผมจึงกลายเป็นคำถามแรกของวันนั้น

ก่อนที่ทั้งเรื่องราวและความทรงจำต่าง ๆ จะพร่างพรู

ภาคแรก : Smile Radio & I

ทำไมคุณปิ๋วถึงกลับมาทำ Smile Radio ตอนนี้ครับ

เป็นเพราะเพื่อน 2 คนคือ เปิ้ล (หัทยา เกษสังข์) กับ เอื้อง (สาลินี ปันยารชุน) เขาไปทำรายการวิทยุอันหนึ่งแล้วมีปัญหา สุดท้ายก็เลยเกิดอาการคัน แล้วเราก็คิดว่า ถ้าจะกลับมาทำวิทยุ เราก็ตั้งใจมาตั้งแต่ต้นว่าจะไม่ทำ Another Radio ทางเดียวที่จะกลับมาทำก็คือ ต้องทำ Smile Radio ถ้าไม่ใช่ Smile Radio พี่ไม่ทำ

Smile Radio มีผู้ก่อตั้งอยู่ 3 คน มี คุณรุจยาภา (ม.ร.ว.รุจยาภา อาภากร), คุณอิทธิวัฒน์ (อิทธิวัฒน์ เพียรเลิศ) ซึ่งตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว ถ้าจะเริ่มทำก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกคนก่อน พี่เลยเริ่มจากไปคุยกับ คุณสมิทธิ (เพียรเลิศ) ลูกของคุณอิทธิวัฒน์ว่า อาอยากจะทำ Smile Radio เขาก็บอกว่า “โอเคเลยครับอาปิ๋ว คุณพ่อต้องดีใจมากถ้าอาปิ๋วเอากลับมาทำ” แล้วทุกอย่างก็เริ่มจากตรงนั้น ก็เริ่มคุยกับคนเก่า ๆ ของคลื่น ไม่ว่าจะเป็น พี่รุจ พี่นิมิตร (นิมิตร ลักษมีพงศ์), พี่วินิจ (วินิจ เลิศรัตนชัย)

เราบอกชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า วิทยุไม่เหมือนเมื่อก่อนนะ เพราะทุกวันนี้วิทยุถูก Disrupt ไปถึงจุด Rock Bottom คือไม่มีอะไรที่มันจะเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว เราทำวิทยุมาตั้งแต่สมัยที่สปอตตัวละ 180 บาท มาเป็น 1,800 – 2,000 – 3,000 – 4,000 จากวันที่เราจ่ายค่าสถานีอยู่เดือนละ 200,000 บาท จนกระทั่งเราแพ้ประมูลเพราะถูกเจ้าอื่นประมูลไปเดือนละ 4,200,000 บาท

อันนั้นมันอดีต เดี๋ยวนี้วิทยุมันไม่มีแล้วค่าสถานี 3 – 4 ล้าน กลายมาเป็นเรตที่พอจับต้องได้ เราก็บอกเพื่อน ๆ ดีเจว่า เฮ้ย เรามาทำอะไรด้วยกันเถอะ เอา Smile Radio กลับมา แล้วเปิดเพลงที่พวกเราคุ้นเคยกัน เชื่อไหมว่าภายใน 2 อาทิตย์ Smile Radio ก็เกิดขึ้นได้ นอกจากทุกคนจะเห็นด้วย ทุกคนยังมาด้วยใจ เพราะค่าจัดที่พวกเขาได้นี่เป็นเหมือนแค่ค่ารถน่ะ มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย ถ้าไม่ใช่เพื่อนกัน

ขณะเดียวกัน พี่ก็ต้องการพิสูจน์ว่า วิทยุยังอยู่ได้นะ ในวันที่มีแต่คนพูดว่า ไม่มีใครอยากลงสื่อวิทยุแล้ว พี่ไม่ยอมนะ มันดูถูกวงการวิทยุเกินไป

การกลับมาของรายการวิทยุในตำนาน Smile Radio โดยบอสใหญ่ ปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล

ถ้าประเมินในทางธุรกิจ สื่อวิทยุก็ค่อนข้างถดถอยลงจริง ๆ จนแม้แต่คนที่มีแพสชันอยากทำรายการวิทยุก็ยังไม่ค่อยกล้าลงสนามเลยนะครับ

พี่ไม่เชื่อว่าการที่เรากลับมาทำครั้งนี้ คือการทำด้วยแพสชันเท่านั้นนะคะ แต่พี่เชื่อว่าถ้าเราเป็น Top 5 เราก็อยู่ได้ ถามว่าอยู่ได้แบบไหน ก็อยู่ได้แบบต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป แล้วเราก็บริหารจัดการต้นทุนของเรา ก็มีกำไรได้ ใครจะอยากมาทำวิทยุเพื่อขาดทุนหรือเพื่อความสนุกอย่างเดียว ถึงแก๊งดีเจและทีมงานจะเป็นน้อง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะรักน้องจนลืมหูลืมตา ไม่ใช่ รักน้องด้วยแล้วก็ต้องพยายามทำให้มันเวิร์กด้วย 

ตอนนี้พี่มีชีวิตสุขสบายแล้ว ถ้าจะเริ่มต้นใหม่ต้องมี Branding ที่แข็งแรง ซึ่ง Smile Radio Branding ดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นทางด้านของธุรกิจพี่มองว่ามันมีตลาด เพราะ Smile Radio เป็นตำนานของการเปลี่ยนแปลงในวงการวิทยุ แล้วมันอยู่ในวงโคจรของคนฟังมาเป็นเวลากว่า 10 ปี เพราะฉะนั้น มีฐานแฟนซึ่งเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว เป็นกลุ่ม Generation X Generation Y ที่เป็นผู้ใหญ่ เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์กันเป็นส่วนใหญ่แล้ว

พูดถึงมุมนี้ ขออนุญาตเอาตัวเองเป็นหลักนะคะ สมัยก่อนถ้าบอกทำวิทยุแล้ว ไปเอากลุ่ม Generation Baby Boomer Gen-X Gen-Y ไม่มีใครอยากจะร่วมด้วย เพราะว่าเป็นกลุ่มคนแก่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ไง เดี๋ยวนี้คนใน 3 กลุ่มที่ว่านี้เขามีไลฟ์สไตล์นะ คือไม่มีอะไรที่เราทำแล้วลูกเราไม่ทำน่ะ นึกออกไหมคะ แต่ด้วยแนวคิดที่ว่านี้ก็กลายเป็นว่ารุ่นเราไม่รู้จะไปเสพอะไรตรงไหนยังไง เลยต้องเริ่มคิดแล้วว่า เฮ้ย มันต้องมีวิทยุให้รุ่นเราฟังแล้วล่ะ

วงการวิทยุเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน นับจาก Smile Radio ที่ปิดตัวไปเมื่อ พ.ศ. 2538

หลังจาก Smile Radio พี่ก็ทำวิทยุมาตลอด ถูกเชิญไปทำ Click Radio แล้วก็ยังอยู่ในวงการวิทยุ จนช่วงหลัง ๆ มานี้เองที่พี่ไม่ได้ทำเลยเพราะเบื่อการเปลี่ยนแปลง คือวิทยุต้องมีการแข่งขันกันเรื่องการประมูลตลอด ไม่จบไม่สิ้น เลยเหนื่อย และออกจากวงการวิทยุไปถาวรมาประมาณ 10 กว่าปีแล้ว

ในมุมของผู้ฟัง พี่ไม่ถึงกับต้องการเปลี่ยนสิ่งที่มา Disrupt พวกนี้หรอกนะคะ ตอนแรกพี่ก็ตื่นเต้นกับระบบเลือกเพลงอัตโนมัติว่า เออ มันก็โดนดีนะ แต่ฟังไปนาน ๆ ก็เบื่อ มันไม่มีชีวิต ในขณะที่คนก็น่าจะยังชอบกัน กับการที่มีดีเจมาเลือกเพลงแล้วรู้สึกว่าโดนมากเลย

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของคุณภาพมากกว่า กลับไปที่ประเด็นเมื่อกี้ที่มีคนบอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่ลงวิทยุแล้ว วิทยุตายแล้ว พี่ยอมรับไม่ได้ การที่มีวิทยุเยอะ ๆ เกลื่อน ๆ จนคนไม่รู้จะฟังอะไรเพราะว่ามันเหมือน ๆ กันหมด นั่นต่างหากที่ทำให้อยู่ไม่ได้

ขณะเดียวกัน เราก็เตรียมทุกอย่างมารองรับอยู่แล้ว ตอนนี้เรามีเป็นเว็บไซต์ เดือนหน้าเราก็มีแอปฯ เพราะฉะนั้นเรามีครบทุกแพลตฟอร์มมารองรับ ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเป็นคนทันสมัย อยากฟัง อยากเสพในสิ่งที่ชอบในแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ก็ตามตรงนั้นไป แต่เอฟเอ็มนี่ยังไงก็ต้องมี เพราะว่าเป็นสื่อมาตรฐาน แล้วเราก็ต้องการจะขายโฆษณาทางวิทยุด้วย

การกลับมาของรายการวิทยุในตำนาน Smile Radio โดยบอสใหญ่ ปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล

หลังจากที่ Smile Radio กลับมา มองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรบ้าง

พี่มีความสุขนะ พี่คิดว่าดีเจทุกคนก็มีความสุข แล้วก็น่าจะส่งผลให้มีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างตัวพี่เองเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ไปเลย ก่อนหน้านี้พี่ดู Netflix แบบบ้าคลั่งมาก เพราะไม่รู้จะดูอะไร พี่ดูหนัง ดูซีรีส์เกาหลีหมดทุกเรื่อง ดูจนไม่มีอะไรจะดูแล้ว แม้แต่หนังที่ไม่ดียังต้องดูเลย 

แต่พอ Smile Radio เริ่มมีดีเจมาจัดรายการเต็มตัวตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม พี่ไม่ได้ดูเน็ตฟลิกซ์มาหลายอาทิตย์แล้ว คือถ้ามีเรื่องดี ๆ ก็คงจะดู แต่ว่าไม่ดูทิ้งขว้างเหมือนเดิม ตอนนี้มีอะไรทำแล้ว ซึ่งทำแล้วเรามีความสุข มันเป็นการกลับมาที่น่ารัก แล้วคนก็ชอบใจกัน

กลับไปที่คำถามแรกที่ใคร ๆ ก็สงสัยว่า ทำไมเราถึงคิดอยากมาทำตรงนี้ พี่ก็อยากจะถามกลับเหมือนกันว่า แล้วทำไมไอ้ Rolling Stones หรือ Eagles มันมารวมกันแล้วถึงขายทัวร์ Sold Out ตลอดล่ะ เพราะมีความคิดถึงไง ซึ่งเราคิดว่า Smile Radio ก็เบอร์นั้น แล้วไม่ใช่แค่ดีเจมากันแค่คนสองคน แต่มากันทั้งกลุ่มทั้งก้อนเลย

นอกจาก Smile Radio ตอนนี้คุณปิ๋วยังทำธุรกิจอะไรอีกบ้างครับ

ตอนนี้พี่ก็มีรายได้จากชิงช้าที่ Asiatique นะคะ แล้วพอช่วงโควิด ไม่มีอะไรทำ ก็เลยสร้างบ้านที่เขาใหญ่ ปล่อยเช่าทาง Airbnb กับ Agoda เริ่มจากไม่รู้เรื่องเลย แค่ลองทำดู แต่ก็ได้เงินนะ เออ มันก็มีตลาดของมัน แล้วพอทำตรงนี้เพิ่มก็เป็นความสุขอีกอย่างหนึ่ง เหนื่อยไหมก็เหนื่อย แต่ก็มีความสุข

เป้าหมายที่คุณปิ๋วที่อยากให้ Smile Radio ยุค 2022 เป็นคืออะไร

เราอยากจะเป็น Trendsetter ของตลาดกลุ่มนี้ที่ว่างอยู่ ถามว่าเราอยากไปใหญ่โตไหม เราก็อยากจะไป ถ้ามีคนมาจีบ อยากมาทำอะไรร่วมกัน เราก็ต้องเลือกคู่สมรสของเรานิดหนึ่งว่า เราต้องไปกับคนที่คิดในทางเดียวกัน ไม่ใช่ว่าคุณจะมาบิด Smile Radio เราเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะว่า DNA มันคือพวกเรา มันเริ่มจากพวกเรา แต่เมื่อถึงวันที่เราเกษียณจากตรงนี้แล้ว ก็อาจจะมีรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาทำ Smile Radio ก็ได้ เราคงไม่ปล่อยให้ Smile Radio แก่ตายไปกับเราหรอก เรากลับมาทำแล้ว เราก็อยากจะให้มันอยู่ต่อไป แบบที่ตอนอายุ 70 เรากลับมาดูได้อย่างภาคภูมิใจ (ยิ้ม)

ภาคสอง : Myself & I

“นี่คุณต้องไปที่ไหนต่อไหม”

หลังจากที่บทสนทนามาถึงถ้อยความเมื่อ 3 บรรทัดก่อนหน้า ก็มีคำถามนี้มาจาก ‘พี่ปิ๋ว’ ของชาว Smile Radio ซึ่งเมื่อผมตอบว่าไม่มีนัดหมายอะไรต่อ จึงเป็นเหมือนการตอบรับคำเชิญ และตกกระไดพลอยโจนร่วมไปปรากฏตัวที่ภัตตาคารเก่าแก่แห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากสถานีวิทยุมากนัก

เมื่อสถานที่เปลี่ยน หัวข้อการสนทนาจึงถือโอกาสขยับขยายประเด็น และย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้พูดคุยกันในช่วงก่อนหน้านั้น

คุณปิ๋วเริ่มต้นชีวิตการทำงานตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ

พี่เรียนจบมาสายเลขาฯ สมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนอินเตอร์ เราเรียนสถาบันที่พูดภาษาอังกฤษ เลยได้ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ เงินเดือนเลยดี เรียนจบตอนอายุ 19 ก็เริ่มงานแรกเป็น Receptionist อยู่ที่โรงแรมดุสิตธานี ก่อนที่จะไปเป็นเลขาฯ ฝรั่ง แล้วก็ได้ไปทำงาน Refugee Project ของสถานทูตอเมริกา ตอนนั้นพี่เพิ่งอายุ 19 แต่ได้เงินเดือนหมื่นบาท คนอื่น ๆ ได้แค่ 1,500 เท่ที่สุดในรุ่นเลย พี่ทำอยู่ตรงนั้นประมาณปีครึ่ง พอหมดโครงการพี่ได้ค่าออกด้วยนะ ได้มา 6 หมื่น เลยซื้อรถมา 1 คัน

การกลับมาของรายการวิทยุในตำนาน Smile Radio โดยบอสใหญ่ ปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล

แล้วเริ่มต้นทำงานสายวิทยุได้อย่างไรครับ

พี่เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงจากการเป็นเลขาฯ คุณอิทธิวัฒน์ ที่ตอนนั้นเป็นประธานบริษัทไนท์สปอต โปรดักชั่น ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นผู้บุกเบิกมาก ทำรายการเพลงฝรั่ง 24 ชั่วโมง แล้วก็เป็นเจ้าเดียวของไทยที่จัดคอนเสิร์ตต่างประเทศ จะเอาแต่เบอร์ท็อปมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Rod Stewart, David Bowie เบอร์ธรรมดา ๆ เราไม่ทำ ตอนนั้น The Stylistics ดังก็เอามา พี่ทำมาตั้งแต่อายุ 23 จำได้ว่าวงแรกที่พี่ทำคือวง Boomtown Rats ศิลปินคนที่สองที่ทำคือ Cliff Richards ถือเป็นเสน่ห์ของงานที่ทำตอนนั้นเลย เราได้นั่งรถกับ Cliff Richards

หลังจากนั้นก็ทำคอนเสิร์ตให้อีกหลายศิลปิน ทำ The Pointer Sisters, The Clash จนถึงจุดที่ต้องแยกตัวออกมา เพราะตอนนั้นไนท์สปอตถือลิขสิทธิ์บริษัท WEA ที่รวม 3 ค่ายเพลงคือ Warner Brothers, Elektra และ Asylum แต่คุณอิทธิวัฒน์อยากได้ลิขสิทธิ์ของค่ายเพลง CBS เลยต้องตั้งบริษัทขึ้นใหม่ พี่เลยตัดสินใจตามคุณอิทธิวัฒน์มา จากเลขาฯ ก็ได้มาเป็นผู้จัดการฝ่ายอะไรสักอย่าง

ต่อมาคุณอิทธิวัฒน์อยากตั้งบริษัทขึ้นมาอีก เพื่อทำทั้งคอนเสิร์ต วิทยุ เลยตั้งบริษัทชื่อ Media Plus คอนเสิร์ตแรกเป็นของ Paul Young ซึ่งสุดยอดมาก Sold Out ทั้ง 2 รอบเลย ขณะเดียวกัน Media Plus ก็ได้คลื่นวิทยุมา 3 คลื่น เป็น Smile Radio แล้วก็คลื่นเพลงฝรั่งอีก 2 คลื่น เราก็เริ่มจากตรงนั้น ได้ขยับมาเป็นหุ้นส่วนของคุณอิทธิวัฒน์

ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเลยนะครับ จากเลขามาเป็นหุ้นส่วน

เขาเห็นว่าเราเป็นคนทำงาน ทำอย่างเมามันและมีความสุข นอกจากนั้นความที่ได้ภาษาอังกฤษ เวลาต้องติดต่อหรือส่ง Telex กับฝรั่งไม่เคยกลัวเลย ซึ่งต้องเป็นบริษัทอินเตอร์เท่านั้นถึงจะมีเครื่อง Telex เพราะยุคนั้นค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศยังแพงมากอยู่

สิ่งที่ได้เรียนรู้มากที่สุดการทำงานกับคุณอิทธิวัฒน์คืออะไรครับ

(ตอบทันที) ธุรกิจบันเทิง พี่เป็นโปรโมเตอร์ได้เพราะได้วิชาจากคุณอิทธิวัฒน์ แล้วก็วิชาวิทยุ ได้เรียนรู้การทำธุรกิจจากแก แกเป็นนักธุรกิจที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเป็นผู้บุกเบิก กล้าคิดกล้าทำ ส่งผลให้เรากล้าตามไปด้วย แล้วที่ดีมาก ๆ เลยคือแกกล้าสนับสนุน เราอาจจะมีแนวคิดประหลาดแต่แกก็สนับสนุน เราเรียนรู้จากแกเยอะ เป็นสิ่งที่หาเรียนรู้ไม่ได้ตามมหาวิทยาลัย แกเป็นอาจารย์ใหญ่ของพี่

พอมาทำ Paul Young นี่ลงทุนกันคนละแสนนะ ทั้งแก ทั้งคุณรุจ ทั้งพี่ ลงตังค์กันหมด พี่ไม่มีเงินก็ขายรถ แล้วตอนนั้นพี่เพิ่งแต่งงาน คุณแม่ก็เติมมาให้จนครบแสน พี่ก็เอาเงินก้อนนั้นมาลงทุน เรียกว่าทุบกระปุกเลย สุดท้ายก็เจ๊ง ไม่เหลือเลย

ทำไมคุณอิทธิวัฒน์ถึงเสนอให้ลงทุนร่วมกัน

เขาคงมองว่าเราปั้นได้มั้ง เพราะช่วงไนท์สปอต มีโปรเจกต์หนึ่งชื่อว่า Musical Youth แกทิ้งให้เราทำทุกอย่างเองคนเดียว พี่ก็ทำได้ จำได้ว่าตอนนั้นคุณอิทธิวัฒน์แกพูดกับพี่ว่า “Congratulation Promoter” เหมือนเขาทดสอบว่าเราตัดสินใจได้ เป็นโปรโมเตอร์ได้

พอคอนเสิร์ต Paul Young ไม่ประสบความสำเร็จ รู้สึกท้อบ้างไหมครับ

ไม่ คือตอนนั้นก็ร้องไห้กับคุณรุจนะ ถือเป็นการเรียนรู้ คราวหลังก็อย่าตั้งราคาผิดสิ ใจกล้า ๆ หน่อยสิ แต่นับจากนั้นบริษัทก็เกิด เพราะคอนเสิร์ตต่างประเทศนี่แหละ ส่วนพี่ก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น จากเงินเดือน 1 – 2 หมื่น จนเงินเดือนสุดท้ายของพี่คือ 2 แสน แล้วก็ขายหุ้นออกมา 

ตอนนั้นคุณปิ๋วออกจาก Media Plus เพราะอะไรครับ

คุณอิทธิวัฒน์ขายหุ้นส่วนใหญ่ให้เครือวัฏจักร แล้วแกก็ออก พี่เลยออกตามไป เพราะรู้สึกว่า DNA ไม่ใช่แล้ว

การแต่งงานทำให้แนวคิดการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปบ้างไหมครับ

ไม่นะ แม่พี่บอกแม่พี่บูรณ์ (คุณสมบูรณ์ วรรณศิริกุล) ว่าแต่งงานแล้วขอลูกทำงานข้างนอกนะ คือเขารู้ว่าเราชอบทำงานข้างนอก แล้วบังเอิญโชคดีว่าแต่งงานไปที่บ้านเขา มีพี่ชายคนโต มีซ้อใหญ่ มีลูกมีหลาน ก็เลยมีพี่เลี้ยง ไม่ต้องห่วงเรื่องรีบกลับบ้าน เดี๋ยวไม่มีใครดูแลสามี เขาอยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ กลายเป็นว่าเรามีอิสระในการทำงานเต็มที่ ตีหนึ่งแล้วคุณอิทธิวัฒน์ยังโทรมาคุยเรื่องงานอยู่เลย

การกลับมาของรายการวิทยุในตำนาน Smile Radio โดยบอสใหญ่ ปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล

เคยมีปัญหากับสามีเรื่องนี้บ้างไหมครับ

ทางสามีก็บ้างานของเขา คือเป็นช่วงตั้งตัวทั้งคู่ แล้วความที่โรงงานอยู่ข้างล่างบ้านเราด้วย เขาทำงานอยู่ล่าง เราก็เห็นตลอด แต่ว่าก็ต้องยกความดีให้เขาเลยนะ ว่าเขาก็มีความไว้เนื้อเชื่อใจเรา เรากลับดึก พาฝรั่งไปกินข้าว เขาก็ไม่งี่เง่า ก็โชคที่เขาเข้าใจ

คุณปิ๋วมีวิธีบาลานซ์เรื่องงานกับครอบครัวอย่างไรครับ

พี่คุยกับสามีตั้งแต่ต้นเลยว่า เรื่องในบ้านทั้งหมดเนี่ยฉันต้องเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคิดของลูก จะเลี้ยงลูกยังไงลูกจะเรียนอะไร และเป็นเรื่องในบ้าน แต่ถ้าเรื่องข้างนอกบ้านฉันให้เธอเป็นใหญ่ เลยกลายเป็นว่าไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องในบ้าน เพราะว่าเราจะต้องเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งเขาก็ยอม เพราะเขาไม่เคยต้องหาเลี้ยงเราเลย พี่หาเงินส่วนของเราเอง พี่อยากซื้อเสื้อผ้าให้ลูกยังไงก็ไม่มีใครว่าได้ เพราะเป็นเงินของเราเอง เออ แล้วรู้อะไรไหม พี่เป็นคนขอเขาแต่งงานนะ

ถ้างั้นช่วยขยายความเรื่องชีวิตรักของคุณปิ๋วหน่อยสิครับ

เขามาจีบพี่ตั้งแต่พี่อายุ 16 สมัยเรียนอยู่ มศ.2 เซนต์โยเซฟคอนแวนต์ พี่ไปเต้นรำที่เดอะบับเบิ้ล คุณคงไม่รู้จักหรอก สมัยก่อนไม่มีกำหนดอายุคนเข้า 15 ก็ไปเต้นระบำได้ แล้วคุณสมบูรณ์เขาก็เดินมาจีบ ขอเต้นด้วย พอเต้นเสร็จก็ขอเบอร์โทรศัพท์ เราก็ให้เขาไป แล้วจากนั้นก็เป็นแฟนกัน แล้วก็เลิกกัน จนกระทั่งพี่จบเลขาฯ เขาก็หมั้น แล้วก็ถอนหมั้น เลิกกันไป พี่ก็ไปคบคนอื่น 

แต่พอถึงวันหนึ่งก็รู้สึกว่าอยากจะแต่งงาน พี่จำได้ว่าไปทำงานไนท์สปอต เดือนมกราคม แล้วมาเจอพี่บูรณ์อีกทีวันวาเลนไทน์ พี่บอก “ฉันจะแต่งงานแล้ว เธอจะแต่งกับฉันไหม” แต่งไหม ไม่แต่งก็เลิกกันไป เพราะก็ On-Off กันมาหลายปีแล้ว สุดท้ายเขาก็แต่งว่ะ แต่เอาจริง ๆ ลึก ๆ เราก็รู้ว่าเขารักเรา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็รักเรา เพราะฉะนั้นก็อย่างที่มีคนสอนว่าให้รักกับคนที่รักเรา ไม่ใช่แต่งกับคนที่เรารักเขา ซึ่งพี่โชคดีด้วยที่ได้สามีที่เข้าใจเราเสมอ

ได้สอนลูก ๆ เรื่องนี้ด้วยไหมครับ

ก็บอกให้เขาฟัง แต่คุณจะเลือกอย่างไร เป็นเรื่องของคุณ ไม่บังคับ แต่แม่ทำมาแบบนี้ แต่งเสร็จก็มีลูกเลย ครอบครัวก็ดำเนินมาด้วยดี

คุณปิ๋วเป็นคุณแม่แบบไหน

พี่เป็นคนทันสมัย จะทำอะไรพี่ไม่เคยห้าม เว้นแต่สูบบุหรี่ ถ้าจะสูบห้ามทำต่อหน้าแม่ แม่ให้สุขภาพที่ดีกับลูกแล้ว ถ้าจะทำลายก็ไปทำที่อื่น แต่ถึงอย่างนั้นพี่ก็ไม่รู้สึกว่าลูกพี่เคยขาดอะไร ถึงเวลาวันเกิดพี่ก็ต้องอยู่ งานวันแม่พี่ก็ต้องไป เวลาไปโรงเรียนลูกก็จะภูมิใจกัน ใคร ๆ ก็บอกว่า “แม่ฉันเป็น Celine Dion”

การกลับมาของ Smile Radio หลังจากหายไป 27 ปี ด้วยดีเจรุ่นใหญ่ชุดเดิม และวิธีคิดแบบที่รายการวิทยุยุคนี้ไม่มีคนทำ

คุณพีเค (พัสกร วรรณศิริกุล – ลูกชาย) เคยให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่งว่า “แม่ผม She’s a very cool mom.”

พี่ภูมิใจนะ ลูกทุกคนจะภูมิใจว่าแม่ของพวกเขา Cool แม้ว่าเราจะเล่าให้ลูกฟังหมดนะคะว่า แต่ก่อนแม่เปรี้ยวยังไง เพราะเราคิดว่า สิ่งที่เราเป็นมันเป็นอุทาหรณ์ให้กับพวกเขาได้ โดยพวกเขาต้องไปคิดไปตัดสินใจเอาเอง

มีเรื่องอะไรที่คุณแม่ปิ๋วสอนลูกเป็นพิเศษไหมครับ

พี่สอนลูกเสมอว่าอย่าเกี่ยงงาน อันนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่เรา อันนี้ฉันก็ไม่ทำ แค่ต้องจัดความสำคัญให้ดี

นั่นคือเคล็ดลับความสำเร็จในการทำงานของคุณปิ๋วเลยไหมครับ

(พยักหน้า) สู้แม่งหมด ถูกผิดก็ค่อยรู้กัน เรียนรู้กันไป พี่เป็นคนประเภท Go with the Flow เราไม่เคยเรียนทฤษฎีอะไรเยอะแยะ ไม่ใช่นักวิชาการที่จะมามีสูตรสำเร็จ แล้วเราก็แค่ทำโดยมีความสุข

แม้ว่า Flow นั้นอาจจะมีปลายทางไม่ดีก็ตาม?

เราไม่รู้ไง แต่ถ้าเรามี Positive Thinking เราก็ทำให้ Flow นั้นออกมาดีได้นะ ถ้ามัวแต่คิดว่ามันจะออกมาแย่ จะไปทำทำไมล่ะ หรือถ้าจะโดนโกงไปบ้างก็ไม่เป็นไร ลงทุนผิด เจ๊งไป ก็ช่วยไม่ได้ 

วันที่พี่เสียใจที่สุดคือวันที่พี่ออกจากวงการจัดคอนเสิร์ต เพราะพี่สูญเสียเงินไป 10 ล้านบาทภายในวันเดียว เป็นคอนเสิร์ตของ Lionel Ritchie พี่จ่ายค่ามัดจำไปแล้ว แต่สุดท้ายพอเกิดเหตุสึนามิที่ญี่ปุ่น ซึ่งคนญี่ปุ่นคือกลุ่มเป้าหมายของคอนเสิร์ตเราเลย พอเกิดเรื่องเขาก็ไม่มาดูกัน ฝรั่งเลยบอกว่า “You better give up” เพราะถ้ายิ่งเดินหน้าไปจะยิ่งเจ็บ เขาก็คืนเงินเรามาครึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายก็หมดไป 10 ล้าน ทำให้เรารู้สึกว่าไอ้งานประเภทอย่างนี้ ใจมันไม่ได้แล้วเรา อายุมากขึ้นไม่อยากเสี่ยง เหมือนเล่นไพ่อะ โต๊ะเดียวจบเลย หลังจากนั้นก็หมดไปอีกหลายสิบล้านจากคอนเสิร์ตของนักแสดงไทยเรานี่แหละ เบ็ดเสร็จหมดไป 40 ล้าน

การทำธุรกิจตัวเลข 7 – 8 หลักนี่ เรื่องใจถือเป็นเรื่องสำคัญมากเลยนะครับ

ใช่ ใจต้องถึง ในเวลานั้นก็อาจจะเจ็บปวด แต่มาถึงตอนนี้ไม่รู้สึกแบบนั้นแล้ว That’s it อย่าไปคิดเยอะ

ปิ๋ว วนิดา ตอนนี้กับ พี่ปิ๋ว วนิดา เมื่อ 30 ปีที่แล้วมีความแตกต่างกันไหมครับ

ต่างกันเยอะ ตอนนั้นสู้ตาย เดี๋ยวนี้ยังมียั้ง ใจมันกล้าน้อยลง จะทำอะไรคิดแล้วคิดอีก ก็เป็นเรื่องของวัย

ทุกวันนี้ยังมีสิ่งที่ยังเป็นห่วงอยู่ไหมครับ

ไม่มีนะ พี่แบ่งสมบัติไปหมดแล้ว เช่น พี่มีที่ภูเก็ตปล่อยเช่า ก็ให้ลูกสาวดูแล ที่เขาใหญ่ก็ให้ลูกชายไป

คือไม่ยึดติดกับทรัพย์สมบัติอีกต่อไปแล้ว

พี่ว่าพี่พร้อมดีกว่า พี่เห็นมาเยอะ พวกไม่พร้อม ตายไปโดยที่ยังไม่ได้จัดการอะไรเลย พี่น้องตีกันวุ่นวาย ของพี่จัดไว้เรียบร้อยหมดแล้วตั้งแต่ยังไม่ตาย ตอนนี้พี่ไม่มีสมบัติ ให้ลูกทั้งหมดเลย ทุกวันนี้ใจก็เลยรู้สึกเบา ไม่ต้องมีห่วงอะไร

เท่าที่คุยกันมาเหมือนทุกอย่างจะกลับไปเรื่องของใจทั้งหมดเลยนะครับ

ใช่ ทุกอย่างอยู่ที่ใจ เอาจริง ๆ พี่ค่อนข้างไปในทางศิลปินมากกว่าเป็นนักธุรกิจ เพียงแต่ว่าแก๊งพี่ไม่มีใครเอาเรื่องธุรกิจ พี่เลยต้องมาในฝั่งนี้ แต่พี่เองก็ชอบด้านนี้เหมือนกัน มันเลยผสมผสานกันได้พอดี

“เมื่อกี้คุณไม่ค่อยกินอะไรเลยนะ”

เสียงท้วงด้วยห่วงใยจากเจ้ามือ หลังมื้ออาหารล่าสุดได้ผ่านไปยังคงก้องอยู่ในหัวผม จวบจนตอนที่เดินออกมาจากสถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์แล้ว

ไม่ใช่เพราะว่าผู้หญิงเก่ง คนโตแห่ง Smile Radio เลี้ยงข้าวเย็นมื้ออร่อย แต่คำพูดนั้นก็ยังสะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่าง

ว่าเพราะเหตุใด Smile Radio ที่ถึงกลับมาได้ ทั้งที่มีข้อจำกัดหลายประการอย่างที่ ‘คุณปิ๋ว’ ได้กล่าวเอาไว้หลายครั้ง ตลอดการสนทนา

และเพราะอะไร ‘คุณปิ๋ว’ ถึงก้าวมาถึงจุดนี้ ที่บรรลุความสำเร็จทั้งในเส้นทางการทำงาน และชีวิตส่วนตัวได้

ทั้งหมดมาจาก ‘ใจ’

ใจที่มีขนาดใหญ่โตมากพอที่จะให้ โดยเฉพาะกับคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เรียกว่า ‘เพื่อน’

ใจที่กล้ารับผิด และพร้อมที่จะรับชอบ… 

ทั้งหมดทำให้ ‘คุณปิ๋ว’ เป็นตัวเองอย่างที่เคยเป็นมา และยังคงเป็นต่อไป

การกลับมาของ Smile Radio หลังจากหายไป 27 ปี ด้วยดีเจรุ่นใหญ่ชุดเดิม และวิธีคิดแบบที่รายการวิทยุยุคนี้ไม่มีคนทำ

Writer

พีรภัทร โพธิสารัตนะ

คนรักดนตรีที่เริ่มต้นชีวิตนัก(อยาก)เขียนด้วยการเป็นนักวิจารณ์ดนตรีอิสระที่มีผล งานลงในนิตยสาร a day, Hamburger, Esquire และอีกมากมาย รวมถึงเคยถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตคนดังออกมาเป็นตัวหนังสือประเภทอัตชีวประวัติ มาแล้วหลายคน หลายเรื่องในหลายเล่ม ผ่านทั้งชื่อจริงและนามปากกาอย่าง ภัทรภี พุทธวัณณ นิทาน สรรพสิริ และวรวิทย์ เต็มวุฒิการ ก่อนหน้าที่จะผันตัวเองเป็น “บรรณาธิการตัวเล็ก” ให้กับนิตยสาร DDTแล้วนับจากนั้นบรรณาธิการตัวเล็กคนนี้ก็ไม่อาจหลีกหนีไปจากมนต์เสน่ห์ของานหนังสือได้อีกเลย ปัจจุบันทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารให้กับนิตยสารแจกฟรีภาษาจีนที่ชื่อ “Bangkok Youth” และยังคงฟังเพลง เขียนหนังสือ และเสาะหาเรื่องดีๆ มาประดับความคิดอ่านอยู่เสมอ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load