เราคุยกันตั้งแต่ ‘สว่าง’ ยัน ‘มืด’

ผมหมายถึงทั้งช่วงเวลาที่เราพูดคุยและหัวข้อของบทสนทนา

วันนั้นเรานั่งคุยกันตั้งแต่ช่วงเย็นย่ำไปจนกระทั่งค่ำมืด และเราถกกันตั้งแต่เรื่องความสว่างไสวของชีวิตไปจนถึงความมืดมิดของยุคสมัย

ผมนัดพบ วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ หรือ ‘พี่อ๋อง’ ของน้องๆ ในวงการ ที่ออฟฟิศของเขาย่านศูนย์วิจัย

โดยตำแหน่งหน้าที่เขาคือบรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day BULLETIN มีแฟนประจำไม่น้อยที่คอยตามอ่านบทบรรณาธิการของเขาซึ่งมักหยิบยกสิ่งที่เราต่างต้องเผชิญหน้าในยุคสมัยปัจจุบันมาบอกเล่าอย่างคมคาย บาดลึก

นอกเหนือจากบทบาทบรรณาธิการเขายังเป็นนักเขียน ล่าสุดเขาคือผู้แปลหนังสือ The Little Book of Ikigai หรือในชื่อไทยว่า อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่

คงคล้ายเรื่องละเอียดอ่อนในชีวิตอื่นๆ-เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายคำว่า ‘อิคิไก’ ให้เข้าใจภายในไม่กี่บรรทัด แต่หากจะกล่าวอย่างรวบรัด อิคิไกคือคุณค่าของการมีชีวิต คือสิ่งที่เป็นเหตุผลของการตื่นในทุกเช้า ซึ่งโดยทั่วไปอิคิไกมักถูกทำความเข้าใจผ่านการหาจุดตัดของวงกลม 4 วง อันได้แก่ สิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราทำได้ดี สิ่งที่สร้างรายได้ให้เรา และสิ่งที่โลกต้องการ

“สำหรับผมการเขียนคืออิคิไก คือความหมาย” เขาว่าอย่างนั้นในห้องที่ตัวเองมักจะมานั่งเขียนงานเงียบๆ เพียงลำพัง

ไม่แน่ใจว่าสำหรับคนอื่นการเขียนมีความสลักสำคัญอย่างไร แต่กับวุฒิชัย เขาทำงานเขียนเพื่อทำความเข้าใจชีวิต และบทสนทนาต่อไปนี้ คือความคิดที่เขาค้นพบจากการทำความเข้าใจนั้น

ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของ อ๋อง วุฒิชัย ผู้แปล ‘อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่’ วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

การแปลหนังสือ อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ทำให้คุณเข้าใจชีวิตเปลี่ยนไปไหม

ไม่เปลี่ยน มันค่อนข้างลงรอยกับสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องดี มันทำให้เวลาเราแปลยิ่งตอกย้ำความเชื่อหรือว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน มันทำให้เรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันโอเคแล้ว

ตอนนี้คิดว่าตัวเองเข้าใจอิคิไกอย่างถ่องแท้หรือยัง

ยัง แล้วผมรู้สึกว่าถ้าเราพูดถึงมันบ่อยๆ อีกสักพักมันจะเป็นคำที่เกร่อ อีกสักพักคนจะเกลียดมัน อีกสักพักคนจะมองว่ามันดัดจริต โลกสวย อีกสักพักมันจะสาธารณ์ แล้วอีกสักพักมันจะพัง

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจเรื่องนี้ผ่านวงกลม 4 วง คือ หนึ่ง-สิ่งที่เรารัก สอง-สิ่งที่เราถนัด สาม-สิ่งที่เราทำแล้วได้เงิน และสี่-สิ่งที่โลกต้องการ ถ้าทั้งสี่วงกลมมันมา Intersect กันสิ่งนั้นคืออิคิไก แต่พอเราพูดว่าเราจะต้องหาสิ่งนี้ให้เจอ ผมว่ามันจะกลายเป็นภารกิจอะไรบางอย่าง ซึ่งมันจะพาเราออกห่างจากความเป็นจริงของชีวิต

สมมติตอนอายุ 20 กว่าๆ เราเรียนจบมา เราไม่มีทางรู้จริงๆ หรอกว่าเราถนัดอะไร เรารักอะไร แต่ถ้าคุณไปถามคนที่เรียนจบปริญญาตรีว่าคุณรักอะไร เขาจะตอบว่าหนูรักการท่องเที่ยว เสร็จแล้วถามว่าคุณถนัดอะไร อ๋อ หนูชอบถ่ายรูป เขียนรีวิวท่องเที่ยวได้ แล้วถามว่าอะไรที่คุณจะได้ตังค์ อ๋อ ถ้าอย่างนั้นหนูเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวดีมั้ย เสร็จแล้วถามว่าอะไรล่ะที่โลกต้องการ อ๋อ แน่นอน โลกต้องการบทความท่องเที่ยวของหนู แล้วถ้าคุณมาวงกลม 4 วง ณ วันนั้น มนุษย์ทุกคนบนโลกจะต้องเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว เพราะว่าทุกคนตอนอายุ 20 ก็อยากเที่ยวไง เราหลุดมาจากกรงของระบบการศึกษาปริญญาตรี มันเป็นเวลาของเรา เราอาจจะไม่ได้อยากเริ่มทำงาน

แสดงว่ามีสิ่งที่เราต้องระวังในการทำความเข้าใจเรื่องอิคิไก

เพราะเวลาที่มนุษย์รับรู้โลก เรามักจะสร้างภาพแทนอะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อใช้อธิบายความจริงให้ชัดเจน ซึ่งตัวมันเองไม่ใช่ความจริงแล้วนะ มันเป็นเพียงภาพแทน เหมือนเรื่องเวลา มันไม่มีความจริงเรื่องเวลา สมมติตื่นเช้ามาพระอาทิตย์ขึ้น ตอนกลางวันแดดร้อน ตอนเย็นแดดร่ม ตอนกลางคืนก็พระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งมันเป็นธรรมชาติ แต่พอคุณสร้างคอนเซปต์ความคิดเรื่องเวลาขึ้นมา คุณก็สร้างนาฬิกาขึ้นมาเป็นภาพแทน มันก็เหมือนกับแผนผัง 4 วงของอิคิไก ถามว่าตอนนี้นาฬิกาคุณกี่โมง

18.26 น.

ของผม 18.28 น. แล้วอันไหนจริงล่ะครับ คือสุดท้ายมันเป็นเพียงภาพแทน แล้วมันไม่มี 18.26 หรือ 18.28 ของจริง มันเป็นแค่ความรับรู้ของเราว่าเรารับรู้ปัจจุบันขณะตรงนี้ยังไง

ถามว่าการตีความอิคิไกมันอันตรายยังไง คือสุดท้ายมันก็จะถูกขายเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คุณดิ้นรน กระวีกระวาด ขวนขวาย ทะเยอทะยาน เพื่อที่จะหาอิคิไกให้เจอ หรือไม่อีกทางหนึ่งมันก็จะทำให้คุณ romanticize ชีวิตแบบที่มันอาจจะไม่ได้เป็นจริงแบบนั้น Alain de Botton พูดไว้ใน TED Talks หัวข้อหนึ่งชื่อว่า ‘A kinder, gentler philosophy of success’ เขาพูดประมาณว่าหนังสือพัฒนาตนเองทั้งโลก สอนคุณอยู่ 2 อย่าง คือ ‘คุณทำได้’ และอีกอย่างคือ ‘ไม่เป็นไรหรอก คุณก็เป็นอย่างที่คุณเป็น’ ซึ่งการตีความ 2 อย่างนี้มันเสี่ยงถ้าเราตีความผิด ถ้าบอกว่า ‘คุณทำได้’ แสดงว่าใครก็ตามที่รู้เรื่องนี้ รู้เรื่องวงกลม 4 วง คุณจะค้นพบว่าต้องทำอะไรในชีวิต แล้วไอ้มนุษย์คนที่ยังไม่พบก็จะคิดว่า โอ้โห คนอื่นค้นพบกันหมดแล้วเหรอวะ ตายห่า กูยังไม่พบเลย เสาร์อาทิตย์นี้ต้องไปร้านหนังสือแล้ว ไปซื้อหนังสือเล่มนี้ที่ผมแปล ซึ่งมันก็เป็นเพียงการแปลไอเดีย แปลคุณค่าบางอย่างให้กลายเป็นสินค้า

ในความเป็นจริงผมรู้สึกว่าอะไรก็ตาม เราแค่อยู่กับสิ่งที่เราทำ ยอมรับตัวเอง เข้าใจตัวเอง แล้วก็อยู่กับคนอื่นอย่างสอดคล้อง และไม่ว่ายังไงก็ตาม ไม่ว่ามันจะเป็นอิคิไกหรือไม่ใช่อิคิไก ไม่ว่ามันจะได้ตังค์หรือไม่ได้ตังค์ ไม่ว่าโลกจะต้องการหรือโลกไม่ต้องการ ฉันก็จะยืนหยัดที่จะทำงานที่ฉันอยากทำต่อไป

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

แล้วคุณคิดว่าอะไรทำให้ช่วงนี้จึงมีหนังสือที่พูดเรื่องปรัชญาความสุขออกมามากมาย ทั้งอิคิไก ฮุกกะ ลากอม

ผมไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า องค์รวมอันแฝงเร้น เขียนโดย Parker J. Palmer แปลโดย พินทุสร ติวุตานนท์ เขาบอกว่าคนเราออกจากตัวเองไปไกลมาก เขาเปรียบเทียบชีวิตคนเราเหมือนกับชาวนาที่อยู่ในชนบทอันแร้นแค้นและหนาวเหน็บ ซึ่งในฤดูหนาวตอนกลางคืนจะมืดสนิทและจะหนาวจัดมาก ถ้าคุณออกจากบ้านเพื่อจะเดินไปหยิบของที่โรงนา คุณจะหลงทางท่ามกลางความมืดและพายุหิมะ จนไม่สามารถจะไปถึงโรงนา และไม่สามารถจะกลับเข้าบ้านได้อีก แล้วก็ตายอยู่กลางทาง ชาวนาจึงต้องผูกเชือกที่กลอนประตูบ้านโยงไปที่กลอนประตูของโรงนา เพื่อที่เปิดประตูออกมาแล้วเขาจะได้สาวเชือกออกไป พอหยิบของเสร็จเขาจะได้สาวเชือกกลับบ้าน ผมว่ามนุษย์ทุกวันนี้เรามาอยู่ท่ามกลางของพายุหิมะในทุกมิติ

เงื่อนไขการแข่งขันในโลกปัจจุบัน โลกธุรกิจ และความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี มันตัดขาดเราออกจากความเป็นจริง เราหลงทางอยู่กับกลของโครงสร้างอะไรบางอย่างที่มันสร้างขึ้นมาปลอมๆ แล้วเราก็ติดอยู่ตรงนี้ แล้วเราก็เหนื่อย แล้วเราก็ท้อ กลับก็กลับไม่ได้ ไปก็ไปไม่ถึง และเราก็ไม่มีเชือก สมมติคุณอยากเปิดร้านอาหาร คุณรักการกินเนื้อวัวมากเลยนะ คุณอยากทำร้านเนื้อย่างที่ดีที่สุดในประเทศไทย แต่สภาพทุกวันนี้ ด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ด้วยเงื่อนไขของวัตถุดิบการผลิต ด้วยเงื่อนไขของรสนิยมการกิน ด้วยเงื่อนไขของไลฟ์สไตล์ผู้คน ด้วยเงื่อนไขของค่าเช่า ด้วยเงื่อนไขของทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะถล่มเข้ามาใส่คุณ เสร็จแล้วสิ่งที่คุณทำคืออะไร ร้านเนื้อกระทะแบบบุฟเฟต์ การแข่งขันมันทำให้เราเปิดประตูออกจากบ้านท่ามกลางพายุหิมะในคืนฤดูหนาว แล้วเดินมุ่งหน้าไปที่โรงนา มองที่ไหนไม่เจอ แล้วถามว่าจุดมุ่งหมายในการทำงานจริงๆ ของคุณคืออะไรวะ

ผมว่าหนังสือที่ว่ามันก็คือเชือกแหละ อย่างเล่มที่ผมแปลมันจะไม่ใช่เล่มที่บอกให้คุณไปหาอิคิไก แต่มันจะทำให้คุณสาวเชือกกลับบ้าน มันอาจจะไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่มันแค่ทำให้คุณรู้สึกว่าโอเค อยากทำอะไรก็ทำ แล้วก็ยืนหยัดทำไป ถ้ายังไม่ค่อยได้อะไร คุณก็กลับบ้าน แค่นั้นเอง ชวนกลับบ้าน หาความสุข มีอิคิไก มีฮุกกะ มาปลอบประโลม คือในโลกปัจจุบันถ้าคุณไม่กระโจนไปหาความสำเร็จ คุณก็ต้องกระโจนไปหาความสุข มันก็เป็นสองขั้ว

แล้วคุณเองเชื่อในขั้วไหน ความสำเร็จหรือความสุข

ที่จริงแล้วผมกลับเชื่อหนังสืออีกเล่มซึ่งผมไม่ได้เป็นคนแปล หนังสือเล่มนั้นชื่อ Man’s Search for Meaning ชีวิตไม่ไร้ความหมาย เขียนโดย Viktor E. Frankl แปลโดยอาจารย์นพมาส แววหงส์

ไม่ใช่ความสุข ไม่ใช่ความสำเร็จ หนังสือเล่มนี้เขาบอกว่ามนุษย์แท้จริงแล้ว สิ่งที่เป็นปลายทางของเราคือความหมาย ผมเชื่อเรื่องความหมาย เรามีเสรีภาพที่จะกำหนดความหมายกับตัวเรา กับชีวิตเรา กับครอบครัวเรา กับงานของเรา กับบริบททั้งชีวิต กับสภาพแวดล้อมกับภูมิประเทศทั้งหมด ภูมิอากาศทั้งหมดรอบตัวเรา เราให้ความหมายกับมันยังไง ทุกสิ่งอย่างมันขึ้นอยู่กับเรา

คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นจิตแพทย์ชาวยิวที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาถูกนาซีกวาดต้อนเข้าค่ายรมแก๊ส แล้วเขาบอกว่าในชีวิตแบบนั้น ชีวิตมันเหมือนไม่มีความหมายอะไรเหลืออยู่ ในสภาวะแบบนั้นคุณจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร เขาเคยเป็นจิตแพทย์ที่มีฐานะร่ำรวย มีงานวิชาการ เขียนหนังสือ ได้รับการยอมรับ มีครอบครัวที่ดี มีพ่อแม่ มีเมียมีลูก มีเพื่อนฝูง ทุกคนกำหนดความหมายให้กับชีวิตเขาว่าเป็นชีวิตที่ดี แต่พอเข้าไปอยู่ในค่าย เขาถูกยึดทุกสิ่งทุกอย่าง พ่อแม่ เพื่อนฝูง ลูกเมีย ก็ถูกพรากไป สิ่งเดียวที่เขาติดตัวไปคืองานวิจัยเล่มสุดท้ายที่เขากำลังทำอยู่ แล้วเขาคาดหวังว่ามันจะต้องถูกตีพิมพ์ เพราะมันจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิต ต่อมวลมนุษยชาติ แล้วเขาเก็บงานชิ้นนี้ไว้กับตัว เป็นสิ่งสุดท้ายที่กำหนดความหมายของเขา เขาเลยค้นพบว่าจริงๆ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับมุมมองที่คุณมีต่อชีวิต ถ้าคุณมองว่ามันมีความหมายมันก็ยังมีความหมาย แต่ถ้าคุณมองว่ามันไร้ความหมายไปแล้ว คุณก็อยู่ไปวันๆ รอวันตาย

เขาบอกว่าในค่ายกักกัน วันที่คนล้มตายมากที่สุดคือวันอะไรรู้ไหม

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

วันอะไร

วันคริสต์มาส เพราะพอถึงวันคริสต์มาสทุกคนจะคาดหวังว่าจะต้องมีบางอย่างมหัศจรรย์ พระเจ้าจะต้องดลบันดาลให้สงครามนี้ยุติ หรือไม่นาซีกับอเมริกาจะต้องประกาศยุติสงคราม แต่พอพ้นคริสต์มาสไปสงครามไม่หยุด ท่ามกลางฤดูหนาวคนก็เริ่มล้มตาย เพราะมันไม่มีความหมายเหลืออยู่ในชีวิตอีกต่อไป แล้วคนที่เขาเขียนหนังสือ Man’s Search for Meaning ที่อยู่ในค่ายนาซี ที่มันสิ้นหวัง ไร้เหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่เขายังยืนหยัดที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เขาบอกว่าทุกเช้าที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วเขาไม่ป่วยเขาโคตรดีใจเลย เพราะว่าถ้าเขาป่วยแปลว่าวันนั้นเขาจะต้องเข้าห้องรมแก๊ส แต่ถ้าเขาตื่นขึ้นมาแล้วเขาไม่ป่วย แปลว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ตื่นเช้ามาเขาแฮปปี้แล้ว แต่ในขณะที่เราทุกคนวันนี้คุณตื่นเช้ามาคุณแฮปปี้หรือเปล่า

ที่ผ่านมาคุณเองเคยรู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมายบ้างไหม

ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นแบบนั้น ชีวิตเราครั้งหนึ่งเคยโรแมนติกอยู่กับความล่องลอย แล้วก็บ่น ตำหนิติเตียนโลก แล้วสุดท้ายมันไม่ได้นำพาคุณไปสู่อะไรเลย

คุณเคยดูเรื่อง Memory of Matsuko มั้ย ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเขาตีความหนังเรื่องนี้กันยังไงนะ แต่ผมคิดว่ามัตสึโกะเขาหล่อเลี้ยงด้วยความพึงพอใจของคนอื่นหมดเลย มัตสึโกะตอนเด็กๆ พ่อไม่รัก มัตสึโกะพยายามทำให้พ่อรักด้วยการทำหน้าตลก เขาสละทุกความสุขในชีวิตเพื่อให้คนอื่นมีความสุขด้วย จนสุดท้ายเขากลายเป็นผู้หญิงที่ไม่เหลืออะไรเลยในชีวิต แล้วเขาก็บอกว่าขอโทษด้วยที่ฉันเกิดมา ขอโทษด้วยที่ฉันเกิดมา ขอโทษด้วยที่ฉันเกิดมา คือมัตสึโกะมองไม่เห็นเลยว่าทั้งหมดทั้งปวงที่ตัวเองทำ ที่มีชีวิตอยู่ มันโคตรมีความหมายกับคนอื่นเลย แต่คุณไม่เข้าใจว่าคุณมีความหมายกับตัวคุณเองยังไง เขาทำให้พ่อมีความสุข ทำให้แฟนมีความสุข ทุกคนชีวิตเปลี่ยนไป มัตสึโกะมีความหมายกับทุกคนเลยนะ แต่มัตสึโกะไม่พบความหมายของตัวเอง

แล้วคุณค้นพบหรือยังว่า ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์คืออะไร

ผมค้นพบว่า คำว่า ‘ความหมาย’ ในภาษาอังกฤษมันจะมีคำว่า Meaning และมันจะมีอีกคำ คือคำว่า Significant 

คำว่า Meaning มันเหมือนกับว่าความหมายมันสถิต เหมือนว่าเราเกิดมามีความหมายความหมายหนึ่ง แล้วคุณก็ถามผมว่าความหมายนั้นคืออะไร อยากรู้มากเลย ซึ่งโคว้ทนี้จะต้องได้พันไลก์ เพราะว่าผมสามารถจะสรุปความหมายของชีวิตให้กับสรรพชีวิตที่อยู่บนโลก ซึ่งไม่มีหรอก ความหมายมันเป็นเรื่อง Significant มันอยู่ที่แต่ละคนกำหนด

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

แล้วมีเหตุการณ์ไหนไหมที่ทำให้คุณรู้สึกค้นพบว่าชีวิตมีความหมาย

ตอนนั้นแม่ผมไม่สบาย อยู่ๆ แม่ไม่มีความรู้สึกที่ปลายเท้า แล้วแม่เริ่มเดินไม่ได้ แม่กับพ่อเลยย้ายไปอยู่กับพี่ชายที่ต่างจังหวัด ในขณะที่ผมครอบครองบ้านที่กรุงเทพฯ คนเดียว ตอนนั้นผมเป็นฟรีแลนซ์ ก็รับจ๊อบเขียนงาน ดูซีรีส์ อยู่ไปวันๆ ชีวิตไร้ความหมาย แล้วเรามีพี่ชายอีกคนซึ่งเขาพิการเพราะตอนเกิดมาเขาถูกกระทบกระเทือนทางสมอง พี่ชายคนนี้อยู่ที่ศูนย์ฝากเลี้ยงแห่งหนึ่ง แต่ละเดือนที่บ้านจะต้องจ่ายตังค์ให้ศูนย์นี้มหาศาล ทั้งค่าแรง ค่าที่ ค่าใช้จ่าย ค่าอาหาร แล้ววันนั้นแม่ที่ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดก็โทรมาหาผม บอกว่า ‘อ๋อง เอาเลขบัญชีมา แม่จะโอนตังค์ค่าเลี้ยงพี่ชายให้’ เพราะแม่เห็นว่าผมตกงาน แล้วแม่ก็ถามว่า ‘อ๋อง กินข้าวหรือยัง อยู่บ้านคนเดียวหาข้าวปลากินยังไง’

ตอนนั้นผมก็บอกแม่ว่า ‘ไม่เป็นไร ผมมีเงินอยู่ แม่ไม่ต้องโอนเงินมา แล้วเดี๋ยวผมหาข้าวหาปลากิน แม่ไม่ต้องเป็นห่วง’ เสร็จแล้วผมก็ขับรถไปธนาคาร เบิกเงินมาปึกหนึ่ง ขับรถข้ามสะพานพระราม 5 ไปยังสถานที่ที่ดูแลพี่ชายเราอยู่ ไอ้โมเมนต์ที่ผมขับรถข้ามสะพานพระราม 5 มันเหมือนกับฟ้าสว่าง เหมือนเราเข้าใจแล้วว่าเราเกิดมาทำไม พ่อเราสอนเราขับรถเมื่อ 10 ปีก่อนเพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเขาไม่อยู่บ้านเราจะได้ขับรถไปดูแลพี่เรา พ่อแม่เราส่งเสียเราจนเรียนจบเพื่อที่เราจะได้มาเป็นนักเขียน เพื่อที่เราจะได้มีเงิน เพื่อที่เราจะได้ตัดเงินแต่ละเดือนเพื่อไปจ่ายเงินให้กับคนดูแล ตอนนั้นมันไม่มีคำถามเลยว่าเกิดมาทำไม ความหมายของชีวิตแค่นี้แหละ แค่นี้เลย เพื่อที่จะขับรถมา ณ ตรงนี้ ตอนนี้ เพื่อที่จะให้พี่ชายมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 1 เดือน

คำถามคือ แล้วพี่ชายผมมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ในขณะที่เขาไม่มีความสามารถในการผลิตอะไรได้อีกแล้ว ในโลกของทุนนิยมคุณไม่มีประโยชน์แล้ว คุณคิดว่าชีวิตที่นอนอยู่บนเตียง แล้วเวลาที่ผมไปเยี่ยมก็ได้แต่ปรบมือดีใจ ชีวิตแบบนี้มีประโยชน์อะไร ผมไม่รู้ แต่ผมว่ามันเป็นชีวิตที่หนักมาก แล้วเขาเองจะต้องหาความหมายในชีวิตของเขาให้เจอ

คือคุณเชื่อว่าทุกคนต้องหาความหมายในชีวิตของตัวเองให้พบ

เสรีภาพเดียวที่เรามีคือเสรีภาพที่เราจะกำหนดความหมายชีวิตของเราเอง ทุกอย่างมันวนกลับไปเรื่องเดิมที่เราคุยกัน คือข้างนอกเป็นพายุหิมะ เราเคว้งคว้าง สมมติวันนี้เราตื่นเช้ามา เราสัมภาษณ์ลง The Cloud เรากดแชร์ไปได้มา 300 ไลก์ เราก็อาจจะดีใจ แต่ความหมายของชีวิตมันไม่ได้ขึ้นกับสิ่งเหล่านั้นน่ะคุณ ทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเรา ว่าเราอนุญาตให้คนอื่นมากำหนดความหมายของเราได้แค่ไหน

ทุกวันนี้มันเป็นเรื่องสุญญากาศของอัตถิภาวะ คือคุณไม่สามารถจะรู้เลยว่าคุณคือใคร ภายในนี่ว่างเปล่ามากเลย เป็นสุญญากาศ จนกระทั่งมีคนอื่นมาบอกว่าคุณเป็นใคร จนกระทั่งมีคนอื่นมาประเมินค่าคุณว่าวันนี้คุณได้ 400 ไลก์ คุณหลับได้หรือยังล่ะ เจ็บปวดหรือเปล่า เหมือนในหนังสือเรื่อง คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ คุณไม่ได้เป็นใครเลย นอกจากเป็นขี้ปากชาวบ้าน คุณไม่ได้เอาเมียน้อยพ่อด้วยนะ แต่แค่ชาวบ้านลือกันไปคุณก็เลวแล้ว ชีวิตที่ต้องเลี้ยงตัวเองอยู่บนความพึงพอใจของชาวบ้านมันเจ็บปวด

แต่งานสื่อที่คุณทำอยู่ก็ต้องการการถูกมองเห็นในโลกออนไลน์และจำนวนไลก์ในการวัดผล คุณรู้สึกย้อนแย้งบ้างมั้ย

ใช่ไง มันถึงทำให้พวกเราเป็นแบบนี้กันทุกคน ถามว่าตอนนี้พวกเราได้ทำงานที่เราอยากทำกันจริงๆ หรือเปล่า คือพูดแบบนี้ไปคนก็คงบอกว่า อ๋อ ก็คุณทำสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ไง ก็เลยมานั่งแซะพวกที่ทำออนไลน์ แล้วมันก็วนกลับมาอย่างนี้ เช้ามาก็อวดงาน เย็นก็บ่นเหนื่อย ท้อแท้ แล้วเพื่อนก็มาช่วยกันปลอบ แล้วตื่นเช้ามาก็อวดงานกันอีก แล้วก็บ่นเหนื่อย วนกันอยู่เป็นวัฏจักร ซึ่งที่ผมพูด ผมพูดถึงทั้งวงการ และพูดถึงสภาวะจิตใจของผมเองที่ผมกำลังดีลกับมันอยู่ด้วย บางทีผมก็ต้องดีลกับสภาวะแบบนี้เหมือนกัน

ที่ผมตัดสินใจตอบรับให้มาสัมภาษณ์วันนี้ ส่วนหนึ่งมันก็อยู่บนฐานความคิดว่าเราคาดหวังว่าจะอยู่ในสปอตไลต์เหมือนกันนั่นแหละ ซึ่งผมก็ต้องแลกมันมาด้วยการไม่กินข้าวเย็น เพราะว่าถ้าตอนนี้เราคุยกันแล้วกินข้าวไปด้วย ผมก็จะไม่มีสมาธิในการคุย แล้วก็ผมก็จะไม่สามารถผลิตคำคมให้คุณเอาไปเขียน แล้วผมก็ไม่สามารถจะมีสปอตไลต์ฉายที่ The Cloud ได้ แล้วมันเจ็บปวดมั้ยวะ ที่คนคนหนึ่งไม่ได้กินข้าวเย็นเพียงเพื่อแลกมากับสิ่งนั้น ชีวิตต้องแลกเยอะมากกับสิ่งที่เราไม่รู้ว่าเราต้องการมันจริงๆ หรือเปล่า

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

แล้วทุกวันนี้เวลาโพสต์อะไรแล้วคนกดไลก์น้อย คุณทุกข์ร้อนบ้างไหม

ผมว่าถ้าเราย้ายความหมายออกจากมัน แล้วรักษาความหมายเอาไว้ที่ตัวเราเอง นานวันเข้าเราก็จะไม่สนใจกับอะไรพวกนั้น แต่ถ้าคุณไปใช้มันเป็นความหมายของชีวิตคุณ คุณก็จะต้องอยู่กับตรงนั้นตลอดไป คุณก็จะเป็นเหมือนไอ้ฟัก ตอนที่ไอ้ฟักบวช ชาวบ้านรักมันมากเลยนะ เป็นพระที่เคร่งครัด เทศน์เพราะ จนกระทั่งสึกออกมา พ่อตาย แล้วก็อยู่บ้านกับแม่เลี้ยงที่เป็นบ้า คือวันหนึ่งมันจะต้องถึงโมเมนต์ที่คนเกลียดคุณ คุณเลี้ยงตัวตนเทียมๆ ตลอดไปไม่ได้หรอก เราจะไม่มีความสุขหรอกถ้าเราพิงความหมายไว้กับสิ่งนี้

ถ้าถึงยุคสมัยหนึ่งที่เราต้องย้ายทั้งชีวิตไปอยู่ในโซเชียลฯ เราต้องย้ายความหมายทั้งหลายทั้งปวงมาอยู่บนนี้ คุณจัดการมันไหวเหรอ สมมติว่าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ เกิดและเติบโตมาในวันที่มีไฮไฟว์ มีเฟซบุ๊ก มีทวิตเตอร์ แล้วคุณถ่ายทอดตัวเองตลอดเวลา คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าตัวตนที่แท้จริงของคุณคืออะไร การที่คุณรู้สึกว่าคุณต้องแสดงตลอดเวลาและถูกมองตลอดเวลา ชีวิตแบบนั้นคุณคือใครนะ คุณอบอุ่นเหรอที่ตื่นเช้ามาแล้วก็เข้าเฟซบุ๊กเช็กยอดไลก์ คุณอาจจะไม่เคยรู้ซึ้งถึงครั้งหนึ่งที่มนุษย์คนหนึ่งได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ว่าเมื่อนั้นเป็นอย่างไร

       

มันเป็นอย่างนี้มาทุกยุคทุกสมัยหรือเปล่า ที่มนุษย์ต้องการการถูกมองเห็น

ใช่ มนุษย์ว่างเปล่าภายในมาทุกยุคทุกสมัยแหละ แต่ยุคก่อนมันมีช่องว่าง มันไม่มีฟีดแบ็กทันทีทันใด มันจึงทำให้เรางมอยู่กับอะไรบางอย่างได้สักพักใหญ่ๆ โดยที่เรายังไม่ต้องได้รับความพึงพอใจแบบทันทีทันใด แต่ทุกวันนี้มันจะต้องรีบคว้าอะไรมาใส่ข้างใน

คือผมเป็นคนที่ชอบตั้งคำถามกับอะไรแบบนี้ว่าแล้วแท้ที่จริงของเราคืออะไร แต่การตั้งคำถามแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันไม่ดีหรอก มันจะทำให้คุณยิ่งเคว้งคว้าง แล้วเวลาคุณตั้งคำถามกับชีวิตว่าจริงๆ มันคืออะไร มันจะทำให้คุณสามารถผลิตงานที่มีมนตร์เสน่ห์บางอย่าง ยิ่งคุณว่างเปล่างานเขียนคุณกลับยิ่งดึงดูดคนอ่านบางแบบที่เขาก็รู้สึกว่างเปล่าเหมือนกับคุณเข้ามา ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องดีหรอก

แล้วคุณพอจะเห็นทางออกมั้ยว่าพวกเราจะหลุดพ้นจากสภาวะนี้ไปได้ยังไง เราจะพบความหมายในชีวิตได้ยังไง

(นิ่งคิดนาน) ไม่หรอก ถ้าคุณหลุดจากหน้าจอคุณก็ไปติดอย่างอื่นอยู่ดีแหละ มนุษย์มันว่างเปล่าน่ะ มันเป็นสุญญากาศของอัตถิภาวะ ถ้าคุณไม่ได้เอาจอมาเติมเต็ม คุณก็ต้องไปหาอย่างอื่นมาเติมเต็ม มันต้องติดอะไรบางอย่าง บางคนก็ติดดี ขึ้นธรรมาสน์เทศนาคนอื่นตลอดเวลา สุดท้ายก็ต้องหาอะไรบางอย่างมาเติมเต็ม ซึ่งสิ่งที่เรายึดเหนี่ยวก็แตกต่างกัน แล้วมันก็นำพาให้เรามาทะเลาะกัน คนนี้ไม่เชื่อ แซะ แล้วก็ดราม่า คนหนึ่งก็บอกว่าปล่อยวางเถอะ อีกคนก็บอกสำเร็จสิ อีกคนโกชนบท อีกคนก็บอกว่าไม่สิ เราต้องทันสมัยสิ แล้วคุณค่าของแต่ละคนก็มาตีกัน ก็กลับมาเรื่องเดิม

โดยส่วนใหญ่วิธีคิดผม ผมเป็นคนที่พยายามมองหาแพตเทิร์น ผมไม่ได้มองหาวิธีการหลุดพ้น ฉะนั้น ถ้าคุณถามว่าวิธีการคืออะไร ผมก็จะบอกว่าผมไม่รู้ แต่ผมมองเห็นว่ามันเป็นรูปแบบนี้ ดังนั้น ผมจึงมองเห็นรูปแบบของเชือก มองเห็นรูปแบบของความหมายของอะไรหลายๆ อย่าง มองเห็นตัวอย่างของอะไรหลายๆ เรื่อง แล้วเมื่อคุณเห็นรูปแบบเหล่านี้ มันก็ท้าทายว่าแต่ละคนจะไปหาทางออกกันยังไง

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

‘แพงระยับ’

ใครรู้จัก CHANINTR เป็นอันรู้กันว่าสินค้าและของตกแต่งบ้านที่แบรนด์หรูหรานี้รวบรวมมาจากทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ราคาดุเดือดไม่เบา แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ลงและทำให้ CHANINTR ยืนหนึ่งในวงการ คือรสนิยมความงามที่ดีเลิศ คุณภาพสินค้าที่ทนทาน และการดูแลบริการแบบมืออาชีพ 

เบื้องหลังสินค้าของตกแต่งบ้านที่งามเหมือนเสกออกมาจากแคตตาล็อกหนังสือตะวันตก ชนินทร์ สิริสันต์ เริ่มต้นจากธุรกิจทำเฟอร์นิเจอร์สไตล์ตะวันตก ก่อนเปลี่ยนเป็นบริษัทนำเข้าสินค้าตกแต่งบ้านในปี 1994 ทุกวันนี้ธุรกิจของเขาครอบคลุมถึงการตกแต่งทุกส่วนในบ้านและออฟฟิศ ตั้งแต่โซฟา โคมไฟ ม้านั่งในสวน เก้าอี้ทำงาน ฝักบัว ผ้าเช็ดตัว ไปจนถึงช้อนชา แถมยังมี CHANINTR Residences ที่นำของ Luxury ทั้งหมดมาตกแต่งบ้านหลักร้อยล้านบาทในโครงการ WINDSHELL 

เรานัดพบผู้ก่อตั้งแบรนด์อันเป็นตำนานนี้ที่ CHANINTR CRAFT ตึกสีขาวแสนสวยในทองหล่อที่รวมแบรนด์สแกนดิเนเวียนและญี่ปุ่นที่เน้นแนวคิดแฮนด์เมดไว้ด้วยกัน ทุกสิ่งสวยงามเหมือนนิทรรศการงานดีไซน์ชั้นดี ท่ามกลางสินค้าหรูหราเหล่านี้ บทสนทนาของเราแทบไม่มีเรื่องฟุ่มเฟือย 

เราคุยกันเรื่องดีไซน์กับชีวิต บ้าน ความงาม และการทำธุรกิจที่ดี ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กว่าจะมานั่งบนโซฟาสีขาวสะอาดไร้ที่ติ ในตึกใหม่ที่เขาล้อมก้ามปูยักษ์ไว้ตรงกลาง นักธุรกิจคนนี้ผ่านอะไรมามากมาย กว่าจะบุกเบิกตลาดการตกแต่งบ้านเมืองไทยเข้าสู่ยุคร่วมสมัย 

ขอเชิญทำความรู้จัก CHANINTR ผ่านชนินทร์

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

ได้ข่าวว่าตั้งแต่มีโควิด สินค้าของ CHANINTR ขายดีมาก ๆ 

เรียกว่าทั้งวงการ ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย แต่เป็นทั่วโลก ธุรกิจสายนี้โชคดีนะครับ เพราะว่าทุกคนก็ต้องอยู่บ้าน ทุกคนก็คงหาทางทำยังไงให้ชีวิตในบ้านดีขึ้น โซฟาเริ่มเก่าแล้ว นั่งไม่ค่อยสบายก็อยากเปลี่ยน หรือเก้าอี้ทำงานตอน Work from Home ก็อยากใช้ของดี ๆ ให้ไม่ปวดหลัง  มันเกิดคำถามและการสำรวจตัวเองว่า สุขภาพชีวิตและของที่มีอยู่ในบ้านมันพอมั้ย หรือควรจะปรับปรุง 

ตอนแรกที่ทุกคนตกใจ ทุกอย่างก็หยุดชะงักไปหมด แต่เวลาผ่านไปเดือนสองเดือนก็เกิดการช้อปปิ้ง ที่เห็นชัดที่สุดคือส่วนธุรกิจออฟฟิศ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ของ Herman Miller พอทุกคนไม่เข้าออฟฟิศ งานแต่งออฟฟิศก็หยุดไปเลย แต่เก้าอี้ออฟฟิศสำหรับ Work from Home ยอดขึ้นไป 10 เท่า จนของไม่พอ สั่งแล้วต้องสั่งอีก

สำหรับเมืองไทยนี่ยังถือว่าน้อย เทียบกับประเทศรวย ๆ อย่างอเมริกายิ่งกว่านี้อีก ยอดขายของบริษัทที่อยู่แถบนั้นเพิ่มขึ้นมาก ปัญหาที่ตามมาคือผลิตไม่ทัน เพราะหลายโรงงานต้องปิดไป ก็เลยเกิดความผันผวนมากในการผลิต การขนส่ง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือระยะเวลาที่ต้องรอเนี่ยก็นานขึ้น ราคาก็สูงขึ้น เพราะความต้องการมันสูงกว่าปกติ ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเข้าที่ เรื่องนี้เป็นทั่วโลก มันดึงกันไปดึงกันมา แก้ไม่ง่าย 

ตอนนี้รสนิยมแต่งบ้านของคนไทยเหมือนกับในเมืองนอกไหม

ผมว่าเหมือนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ผมเริ่มธุรกิจมา สมัยนั้นคนที่มีกำลังซื้อ คนที่ไปศึกษาต่างประเทศมา กลับมาก็อยากจะได้ของที่กลิ่นอายเหมือนเมืองนอก ซึ่งถ้าสั่งช่างทำอาจจะไม่เหมือนสักทีเดียว ผมเริ่มจากการเปิดร้านเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งของตัวเอง ออกแบบตามสไตล์ของอเมริกา อังกฤษ ซึ่งตอนหลัง ๆ จะเห็นว่าเกือบทุกอย่างมันกลายเป็นสไตล์ต่างประเทศ เช่น อเมริกัน อิตาเลียน พวกอสังหาริมทรัพย์ก็เติบโตเป็นคอนโดมิเนียม การใช้ชีวิตของคนไทยเราเปลี่ยนไป เฟอร์นิเจอร์ก็เปลี่ยนตาม

เวลาเลือกเฟอร์นิเจอร์เข้ามา คุณรู้เลยไหมว่าอันไหนขายได้แน่นอน

ไม่รู้หรอกครับ ทุกอย่างมีความเสี่ยง หลัง ๆ ก็เรียกได้ว่าต้องลองผิดลองถูก นี่เราเพิ่งลองสั่งเตียงมา 20 กว่าเตียง ผมว่าบางทีถ้าเรามีสูตรสำเร็จมากเกินไป เราก็จะไม่ได้ลองอะไรใหม่ เราก็จะไม่รู้ เราต้องสร้างระบบที่พลาดได้ ลองแล้วเห็นทันทีว่าอะไรขายดี อย่าง Wishbone Chair รู้กันว่ามันเป็น Best Seller ทั่วโลก ตอนแรกขายไม่ค่อยดีเพราะว่าของเลียนแบบเยอะมาก มันเป็นเก้าอี้ตัวหนึ่งที่โดนก็อปปี้มากที่สุดแล้ว แต่ว่าเมื่อมีของจริงมาเมืองไทย คุณค่าของมันก็ยังอยู่ เพราะเห็นชัดถึงคุณภาพ แล้วคุณค่าบางทีก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ คนที่สนใจหรืออยากจะ Collect ของก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเดี๋ยวนี้เก้าอี้ตัวนี้สร้างยอดขายได้ดีที่สุดของแบรนด์นี้

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

อะไรคือวิธีการเลือกแบรนด์มาร่วมงานด้วย

เวลาเราจะร่วมธุรกิจกับใครก็เหมือนแต่งงานกัน ผมต้องไปดูโรงงาน ต้องไปเจอเจ้าของแบรนด์ แล้วคุยว่าเขามีแนวความคิดตรงกันไหม ใช้เวลากว่าจะหาแบรนด์ที่ใช้ได้จริง ๆ พวกแบรนด์ใหญ่ ๆ ยิ่งเป็นการลงทุนใหญ่ ต้องให้พื้นที่โชว์รูมกับเขาเยอะ เพราะเรารู้ว่าเราต้องอยู่กับเขาอีกนาน เขาเองก็ไม่ได้ให้สิทธิ์เราง่าย ๆ ส่วนใหญ่เขาต้องศึกษาพาร์ตเนอร์ค่อนข้างเยอะ ให้ชัวร์ว่าเรามีทั้งสถานที่ดีให้ไหม จะลงทุนให้ไหม คือความพร้อมด้านการเงิน การตลาด เรื่องคนเรื่องอะไร สารพัดอย่าง  

เราอยู่มานาน แล้วลักษณะเราไม่ค่อยชอบอะไรง่าย ๆ สั้น ๆ ด้วย ทำอะไรก็พยายามทำให้มันดีให้นาน อาจจะ Traditional อาจจะ Old School นะ แต่ผมคิดว่าถ้าทำให้นานก็ลงทุนให้ดี ถ้าเกิดทำแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ไม่ทำดีกว่า

วงการนี้มีคนหลายประเภท มีพวกระยะสั้นคือเป็นเหมือนตัวแทนแบรนด์อิตาลี 10 แบรนด์ หน้าที่เขาคือหาดีลเลอร์ว่าปีนี้เจ้าไหนน่าจะจะขายได้ดีสุด ขายไม่ดี ปีถัดไปเขาก็สลับใหม่ ขอแค่ยอดขายดีที่สุด ซึ่งประเภทแบบนั้นเราก็จะไม่เอาตั้งแต่ต้น เพราะเราถือว่าถ้าเราทำแบรนด์ไหน เราก็จะต้องทุ่มเท คือทำทุกอย่างเหมือนเราเป็นพาร์ตเนอร์ของเขาจริง ๆ ให้มันเกิดให้ได้ ก็เลยทำงานค่อนข้างหนัก 

เราค่อนข้างช้า ก็อาจจะโดนคนอื่นเยาะเย้ยนะ แต่เพราะเราทำมานาน พวกแบรนด์ดี ๆ ต่างประเทศที่ให้ความสำคัญว่าใครจะเป็นตัวแทนเขา เขาก็จะมาหาเรา น้อยครั้งที่เราจะออกไปหา ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ต่างประเทศที่มีสตอรี่ แล้วเขาเห็นว่าเราน่าจะแนวทางเดียวกัน และเขาต้องคิดแบบระยะยาว ผมบอกกับแบรนด์ทุกเจ้าที่ติดต่อมาว่า ตลาดไทยเนี่ยเป็นตลาดที่ยาก ยากมาก ๆ ภาษีนำเข้าของไทย 20 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ใช่ของฟรีเทรด ภาษีอีก 20 เปอร์เซ็นต์  ของแพง ๆ ของคุณเนี่ย พอมาถึงที่นี่มันยิ่งไปกันใหญ่ ต้องใจเย็น ๆ เราไม่ได้ตั้งราคาทุกอย่างให้เท่ากับต้นทุนที่สูงขึ้น ส่วนใหญ่เราพยายามให้อยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ อย่างมาก 25 เปอร์เซ็นต์ แล้วเราก็รับมือค่าใช้จ่าย ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าแบรนด์เขาจะถูกกับตลาดไทยรึเปล่า ซึ่งอันนี้ใช้เวลาหลายปีจริง ๆ กว่าจะสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์พวกสแกนดิเนเวีย

เวลาที่เริ่มทำแบรนด์เป็นกลุ่มพวกนี้ คนไทยส่วนใหญ่เขารู้จักแต่ IKEA ซึ่งเขาเก่งมาก โดยเฉพาะเรื่องปรับราคา คนอาจจะไม่เข้าใจว่าสไตล์คล้าย ๆ กัน ทำไมราคาต่างกันเป็นสิบเท่า ซึ่งมันก็ยาก เราต้องค่อย ๆ ปูทาง ทุบ ๆ ตี ๆ กว่าจะสร้าง CHANINTR CRAFT สำหรับงานแนว ๆ นี้ เพราะว่าเราได้ทดลองจากที่เล็ก ๆ ไม่ถึงร้อยตารางเมตร ยังขายได้ ก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้นมา

ลูกค้าก็เห็นว่าเราเป็นยังไง ผมจะไม่เป็นตัวแทนแบรนด์ที่ผมไม่เห็นว่าเจ้าของเขา Stand Behind สินค้าของเขา ผมเคยเจอเคสว่าเก้าอี้ 20 – 30 ตัวเสีย มันเป็นปัญหาเรื่องดีไซน์แน่นอน แต่เขาไม่ยอมรับผิดชอบ บอกผมว่าเขาไม่เกี่ยว ง่าย ๆ สั้น ๆ เลย เราก็รับผิดชอบแทนลูกค้าเลย ลูกค้าไม่ต้องทำอะไร แล้วผมก็ยกเลิกแบรนด์นั้นไปทันที 

แต่ส่วนใหญ่ไม่เกิดอะไรแบบนี้หรอกครับ แบรนด์ส่วนใหญ่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับสินค้าของเขา มั่นใจในของที่ทำ Trust เป็นเรื่องสำคัญมาก ลูกค้าต้องวางใจในสินค้าและตัวเราได้ ซึ่งเราก็ลงทุนเรื่องช่าง เรื่องการซ่อมแซมด้วย มีเทรนนิ่งให้ช่างซ่อมของเรา เผื่อมีปัญหาอะไร เรามีเวิร์กชอปเล็ก ๆ มาเพื่อซ่อมแซมวัสดุแทบทุกอย่าง

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

การทำธุรกิจที่ Honest มาก ๆ ในโลกทุกวันนี้ยากขึ้นไหม

ไม่ได้รู้สึกอย่างงั้นนะครับ คือถ้าพาร์ตเนอร์ดี ของดี พื้นฐานดีตั้งแต่ต้นเนี่ย เราก็ไม่ต้องคิดมาก ทีมมาร์เก็ตติ้งก็พูดได้เต็มปาก ทุกอย่างที่เราทำก็มาจากแบรนด์ที่เขาทำจริง ๆ ไม่ค่อยมีเคสที่เราต้องไปทำอะไรให้มัน Beyond ความจริง สำหรับผมมันไม่ได้ยาก แบรนด์ที่เราทำก็ค่อนข้างสมบูรณ์แบบในตัวเขาเอง

เราอาจจะเป็นรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาในวงการ ตอนที่ผมเริ่มก็มีเจ้าเดียว ภาษีนำเข้าตอนนั้น 40 เปอร์เซ็นต์ หนักมากกว่าตอนนี้เยอะ ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาทำ ด้วยเวลา ด้วยการดูแลลูกค้ามาตลอด เราก็ได้ขยายจากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ตามบ้าน ไปถึงครัว ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ และการตกแต่งออฟฟิศด้วย เราพยายามฟังลูกค้า จริง ๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงตอนนี้ก็เน้นจิปาถะ ฟังลูกค้า ตามใจลูกค้า แล้วเราก็พยายามดูว่าลูกค้าสนใจอะไรจริง ๆ

คนอื่นเขาขายของที่ถูกกว่า ทำเร็ว ๆ กว่าตั้งมากมาย ทำไมคุณไม่เชื่อธุรกิจแบบนั้น

ผมชอบเรื่องคุณภาพกับเรื่องดีไซน์มาตั้งแต่เด็ก ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้เยอะ ดีไซน์ที่ดีก็ไม่จำเป็นว่าต้องราคาสูงนะครับ แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเจอ ดีไซน์ที่ดีเมื่อมาพร้อมคุณภาพ มันยั่งยืนกว่า อยู่ได้นานกว่า แล้วก็มีอิทธิพลกับสังคม เวลาพูดเรื่อง Sustainability แบรนด์เดนนิช ญี่ปุ่น เขาเล่าให้ผมฟังมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว มันอยู่บนพื้นฐานของเขาตั้งแต่เริ่มต้น เราก็รู้สึกว่าอยากร่วมงานด้วย เพราะว่าเขาดี รักษ์โลก คิดถึงวัสดุทุกอย่างว่าความเป็นมายังไง เราก็รู้สึกมั่นใจกว่าเวลาเราเอาไปขายลูกค้า หรือจะต้องเป็นตัวแทนโปรโมต เรารู้สึกสบายใจ

แบรนด์ไหนที่คุณค้นพบแล้วรู้สึกทึ่ง 

มีแบรนด์เล็ก ๆ ที่ผมชื่นชมมาก เคยได้ยินชื่อแบรนด์ PP Møbler บ้างไหมครับ เล็กกว่า Carl Hansen & Søn หลายเท่า มาจากประเทศเดนมาร์กเหมือนกัน คงลักษณะเดียวกัน คือมีเวิร์กชอปทำงาน แล้วเวิร์กชอปเขาน่ารักมาก เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีมุมเยอะมาก ใต้ถุนบ้านเป็นที่เก็บไม้ เก็บสิ่งที่ตัดเป็นล็อต ๆ มาแล้ว ซอกมุมตามช่องก็มีที่อบไม้ ไม้เป็นสิ่งที่เขาเน้นมากที่สุด เพราะไม้ทั่วไปใช้เวลาอบราว 2 ปี แต่ไม้เขาเนี่ยอายุเกิน 100 ปี แค่นึกภาพต้นทุนของตัวเนื้อไม้ที่เก่าอยู่แล้ว มาอบอีกหลายที ความชื้นนี่เหลือน้อยมาก เพราะฉะนั้นไม้เขาจึงนิ่งและแข็งมาก จากนั้นจึงค่อยเอาไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ทีละตัว

เวิร์กชอปอันนี้ทำให้เราเห็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ มันโฮมเมดจริง ๆ ผิดแผกจากโรงงานที่ใหญ่โต เขาไม่ได้มีทุนมาก แต่ก็ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้คุณภาพสูงที่สุด ซึ่งในบรรดาแบรนด์เดนนิช ราคาเขาสูงที่สุด ลูกค้าเห็นอาจจะงงว่าแตกต่างกับแบรนด์อื่นตรงไหนบ้าง ของเขาอาจจะหนากว่านิดหนึ่ง มีนู่นมีนี่นิดหน่อย มีคาแรกเตอร์จริง ๆ เฟอร์นิเจอร์อย่างนี้อยู่ไปสักพัก บางทีมันเหมือนมีสปิริตของมันเอง 

เวลาเห็นของก็อปปี้ Wishbone หรือ PP Møbler เนี่ย คนทั่วไปดูไม่ออก แต่ผมเข้าใกล้แล้วจะเห็นความผิดเพี้ยนทันที เป็นเรื่องที่ทั้งดีและไม่ดี เพราะมันก็เป็นภาระทางใจ ของก็อปปี้นี่วันแรกมันสวยดี แต่ยิ่งเวลาผ่านไป 3 ปี 5 ปี เราจะยิ่งเห็นชัดมากขึ้นว่ากาวเริ่มหลุด เชือกถักเปลี่ยนสี ไม่เหมือนของพวก PP Møbler หรือ Carl Hansen & Søn ที่ยิ่งเก่ามันจะยิ่งสวยสง่ามาก

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR
บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

แรก ๆ ลูกค้าของ CHANINTR คือใคร ในเมื่อของก็แพง คนไทยก็ไม่รู้จัก 

คือคนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพชีวิต ซึ่งเราเริ่มตั้งแต่ Day 1 ด้วยแนวความคิดว่าอยากให้ Everyday Life ดีขึ้นด้วยของใช้ของตกแต่งภายในบ้าน คนที่มาซื้อตั้งแต่ต้นเป็นคนที่เห็นความสำคัญของบ้าน เห็นความสำคัญของชีวิตในบ้าน แล้วก็อยากให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วยการตกแต่งบ้าน พูดแบบกว้าง ๆ ทุกคนที่เป็นลูกค้าเราเป็นคนที่มีวิชันหรือมีโปรเจกต์ตลอดเวลา 

เฟอร์นิเจอร์ชิ้นแรกที่คุณตกหลุมรักคืออะไร

อืม อาจจะเป็นพวกเก้าอี้ที่เป็นพวก Modern ที่ซื้อมือสองตอนเด็ก ๆ ตอนสมัยเรียนผมชอบดูพวกของเก่า ของวินเทจ ชอบเก้าอี้ Wireframe แบบ Mesh เก้าอี้แบบ Florida นอกจากนี้ก็จะเป็นพวกสแกนดิเนเวีย ผมชอบของพวกนี้มานาน แต่ว่าก็รู้อยู่ว่ามันขายยาก ก็เลยเพิ่งมากล้าตอนหลัง ๆ  

ธุรกิจเราเริ่มจากนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ของ Baker ซึ่งค่อนข้างเป็นแบรนด์ High-end ของอเมริกา และ McGuire เป็นแบรนด์หวายที่ผมชอบมาก เขาเป็นคนอเมริกันมาอยู่ที่ฟิลิปปินส์ เขาทำให้งานหวายที่เราคุ้นเคยกันไปถึงอีกขั้นหนึ่ง ดีเทลการมัดข้อต่าง ๆ ซับซ้อน ดีไซน์มีทั้งคลาสสิก ทั้งโมเดิร์น แล้วก็ใช้วัสดุธรรมชาติ เป็นจุดเริ่มต้นที่อยากเอาของพวกนี้เข้ามาใช้ เขาชอบวิธีการที่เราจัดโชว์ อยากให้เราเป็นตัวแทน นั่นคือจุดเริ่มต้นธุรกิจนำเข้าของเรา 

คุณเรียนรู้เรื่องดีไซน์จากอะไร

นิวยอร์ก ผมโตที่นั่นตั้งแต่เด็กจนจบ ป.ตรี มีอะไรอาร์ต ๆ เยอะแยะที่ทำให้เราสุขใจ ตอนเด็กผมวาดรูปในสมุดทั้งวัน ไม่ค่อยคุยกับใคร เริ่มต้นจากรถมั้ง เด็กผู้ชายก็วาดแต่รถ โตมาหน่อยก็วาดตามซีรีส์ที่ชอบดู ช่วงวัยรุ่นก็ชอบเสื้อผ้า ช่วงซัมเมอร์กลับมาเมืองไทยก็ออกแบบเสื้อยืด ไปหาเสื้อผ้าที่จตุจักรมาทำลวดลายใหม่ แล้วก็เอากลับไปขายที่อเมริกา เป็นธุรกิจแรกและเป็นงานอดิเรกช่วงอายุ 16 – 18 ทำไปขายเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน หลังจากนั้นก็เริ่มไปติดต่อพวกร้านค้าในนิวยอร์ก เดินไปบอกเขาว่าเรามีเสื้อผ้าที่ออกแบบเองจากเมืองไทย สนุกครับ รู้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าชอบเรื่อง Business ที่ผสมกับเรื่องดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรืออะไรก็ตาม 

แล้วทำไมถึงเลือกเรียนการเงิน

(หัวเราะ) คุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างกังวล ถ้ามาสายศิลปะไม่น่าจะได้ ก็เลยเห็นว่าถ้าชอบธุรกิจ ให้ไปเรียนทางภาษีด้วย ผมก็เลยเรียนการเงิน แต่ว่าเลือกสายได้ ผมเรียน Higher Economics กับ Higher Art คือทั้งเศรษฐศาสตร์และอาร์ตพร้อมกัน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครเลือกแบบนี้ 

ช่วงเรียนก็ทำงานร้านเสื้อผ้าชื่อดังที่นิวยอร์กแล้วก็ร้านอาหารไทยไปด้วย เริ่มสัมผัสโลกการทำงาน ตั้งแต่กวาดถนนหน้าร้าน จัด Display ทำทุกสิ่งทุกอย่าง พวกร้านในนิวยอร์กเป็นร้านแฟชั่น มีพวกดาราดังมาซื้อของ ผมขายเสื้อผ้า ก็เลยคุ้นเคยกับการ Operate ร้าน การทำพวกรีเทล 

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

จากงานแฟชั่น กลับมาสู่เฟอร์นิเจอร์ได้ยังไง

ทั้งหมดมันก็คือเรื่องดีไซน์แล้วก็คุณภาพของโปรดักต์ สมัยเด็ก ๆ ก็อาจจะชอบแฟชั่นมากแหละ แต่ว่าจริง ๆ แล้วก็คือเรื่องดีไซน์ ยิ่งเห็นเฟอร์นิเจอร์มากขึ้นก็ยิ่งเก็บมากขึ้น ตอนนั้นโลกมันค่อนข้างสนุก 

เทรนด์เฟอร์นิเจอร์เมืองไทยตอนคุณกลับมาเป็นยังไง เฟอร์นิเจอร์หลุยส์ ๆ พวกนี้รึเปล่า

(พยักหน้า) ตอนนั้นเฟอร์นิเจอร์หลุยส์เยอะมาก แล้วทุกอย่างก็สั่งทำ ใครอยากได้อะไรก็เรียกช่างมา ยุคสมัยนั้นมีช่างดี ๆ เยอะจากเซี่ยงไฮ้ งานโมเดิร์นมีน้อยมาก 

ภาพรวมของวงการเฟอร์นิเจอร์จริง ๆ มีหลากหลายสไตล์มาตลอด แต่ว่าสัดส่วนจะเป็นครึ่ง ๆ บางช่วงคลาสสิกมาหนัก ก็จะกินสัดส่วนเยอะ บางช่วงมินิมอลก็เยอะหน่อย ถ้าดูนาน ๆ ก็จะเห็นแนวเทรนด์ เห็น Movement ส่วนใหญ่จะมาเป็นธีม วางขายสักประมาณ 4 – 6 ปีก็จะหายไป เฟอร์นิเจอร์เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจโลกค่อนข้างเยอะ ช่วงที่คนมีเงินเยอะ ก็จะเห็นอะไรที่แสดงความรวยออกมาเยอะ อย่างตอนที่ยุโรปร่ำรวยมากก็มีงานแกะสลัก ลงทอง แต่งาน Modernism เริ่มตั้งแต่ช่วงบาวเฮาส์ แล้วเกิดเป็น Segment ใหม่ยุคต้น 90 เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจ

ในระยะเกือบ 30 ปีของแบรนด์ ช่วงเวลาไหนที่คุณต้องปรับตัวเป็นพิเศษ

ในแง่สไตล์ แต่ละสไตล์มีฐานลูกค้าอยู่ตลอด แต่ว่าบางช่วงเราก็อาจจะเสียเปรียบที่เราช้า ไม่มีแบรนด์นู้นแบรนด์นี้ ช่วงแรก ๆ เราหนักไปทางพวกแบรนด์แทรดิชันแนล อเมริกัน โมเดิร์นอิตาเลียนก็จะน้อยหน่อย หลัง ๆ เห็นมามากขึ้นเรื่อย ๆ เราก็คอยดูว่าแบรนด์ไหนเป็นแบรนด์ที่ดี มีหลักการเหมือนเรา ให้ความสำคัญเรื่องดีไซน์และคุณภาพเหมือนกับเรา และเป็นของที่เราคิดว่าเป็นตัวแทนเขาได้ระยะยาว อย่าง Minotti เป็นแบรนด์ที่ขายดีมากของเรา เป็นแบรนด์ที่เรียกว่าท็อปมาก ๆ ของโมเดิร์นอิตาเลียน แนวคิดเขาเป็นแบบ Family Business ระยะยาว เพราะฉะนั้นเราก็โอเค 

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

คิดว่าแบรนด์ของคุณมีผลให้คนไทยรสนิยมดีขึ้นรึเปล่า

คนไทยรสนิยมดีอยู่แล้ว ผมคิดว่าเราเป็นชาติที่รุ่มรวยประวัติศาสตร์ เรื่องดีไซน์ เรื่องอาร์ต คนไทยมีพื้นฐานมาตลอด การมีแบรนด์และดีไซน์ใหม่ ๆ ต่างประเทศเข้ามาให้เลือกยิ่งดีมากขึ้น มีของให้เรียนรู้ทดลองมากขึ้น เอามาลองมิกซ์แอนด์แมตช์ หรือเอามาให้ดีไซเนอร์หรือลูกค้าลองสัมผัสมากขึ้น มันก็สร้างมิติใหม่ ๆ 

อะไรคือคำแนะนำของคุณต่อคนทั่วไป เวลาจะซื้อของแต่งบ้านสักชิ้น

บอกแล้วคงไม่ค่อยดีต่อยอดขายผม (หัวเราะ) แต่ก็อยากให้ลูกค้า Appreciate มัน เข้าใจแต่ละชิ้นที่ซื้อ บางทีรีบทำทุกอย่างให้มันจบ ๆ ไปอาจจะดีสำหรับธุรกิจ คือปิดยอดขายได้อะไรได้ แต่เฟอร์นิเจอร์เนี่ย เราต้องเรียนรู้ ต้องเข้าใจมัน ต้องใช้เวลาให้มันซึมซับเข้าไป ก่อนซื้อต้องพยายามเข้าใจแต่ละห้อง แต่ละมุมที่เราจะใช้สัมผัสของ 

เลือกของต้องคิดลึกนิดหนึ่ง ไม่อยากให้เอาอะไรก็ได้ไปใส่ห้องให้มันเต็ม ในที่สุดก็เราจะไม่ได้ใช้มัน เสียดายทั้งเงินทั้งของด้วย เฟอร์นิเจอร์เหมือนสมาชิกของครอบครัว พออยู่กับมัน เราก็จะเห็นมันแก่ไปด้วยกัน ไม่ได้แปลว่าให้เลือกของแพงนะครับ แต่ต้องเลือกให้ชัวร์

ออฟฟิศคุณสวยขนาดนี้ แล้วบ้านของคุณตกแต่งแบบไหน

เป็นที่รวมของที่ชอบ ผมชอบหลายสไตล์หลายแบรนด์นะ ของสแกนดิเนเวียนผมก็ชอบ ของโมเดิร์นผมก็ชอบ แต่ว่าการที่เราเอามาอยู่ด้วยกันให้มันมี Harmony ได้ก็สำคัญนะครับ ผมพยายามเลือกสัดส่วนและพีเรียดที่มันไปด้วยกันได้ ส่วนใหญ่ก็จะมีแบรนด์ Liaigre มี McGuire พวกงานเดนนิชก็มี ของเก่าจีนก็มีพวกงานหมิง ผสมกันเบา ๆ เรียบ ๆ แบบหลุยส์ ๆ แกะเยอะ ๆ ไม่ค่อยมี (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ชอบประมาณนี้

ผมชอบของที่ True Honest สิ่งที่มันซื่อตรงกับตัวมันเอง ไม่ชอบกระเบื้องที่เลียนแบบไม้ กระเบื้องที่เลียนแบบหิน ถ้ามันมีของจริงที่ดีอยู่แล้ว ก็ใช้ของแบบนั้น ผมเข้าใจนะว่าคนให้ความสำคัญกับความทนทานเอี่ยมอ่อง แต่ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกอย่างดูใหม่เอี่ยม มันจะรู้สึกเฟค ๆ ไม่จริงน่ะ ผมมีโต๊ะหินอ่อนขาว ก็ไม่สนใจเลยถ้ามันจะมีรอย มันเป็นความทรงจำตรงจุดนั้นจุดนี้ มันมีคาแรกเตอร์ที่เกิดจากเวลาและการใช้งาน มันเป็นร่องรอยของการใช้ชีวิตร่วมกับของ บางทีเห็นลูกค้าซื้อของที่เป็นทองแดงแล้วเอาไปใช้ทะนุถนอมให้ใหม่เอี่ยม ผมก็ว่าน่าเสียดาย ของพวกนี้ต้องใช้ถึงจะคุ้ม

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

เราจะได้เห็นอะไรในอนาคตของ CHANINTR 

เห็นสิ่งที่เราเป็นมาตลอด เราคิดตลอดว่าอนาคตคืออะไร ผมชอบเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี ก็เลยคอยดูตลอดเวลา พยายามคิด Solution อะไรใหม่ ๆ ปีนี้เราศึกษาเรื่องโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ชัดเจนขึ้นกับแบรนด์ต่าง ๆ ที่เราเป็นตัวแทน แล้วก็ผลิตสินค้าใหม่ของ CHANINTR ที่เราพัฒนาร่วมกับดีไซเนอร์ระดับโลก ซึ่งเราก็จะผลิตแถว ๆ นี้ เพื่อให้การขนส่งไม่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม

ทำไมต้องเอาเทรนด์หรือนโยบายสิ่งแวดล้อมระดับโลกมาจับกับแบรนด์

เพราะเป็นเรื่องที่อยู่เฉยไม่ได้จริง ๆ มันเป็นเรื่องที่เห็นกับตา (มองไปนอกหน้าต่าง) ทุกวันนี้อากาศข้างนอกเป็นแบบนี้ มันกระทบ Purpose ของบริษัทคือเรื่อง Living Well ทั้งน้ำท่วมเอย ไฟดับเอย เขาพูดกันว่าโควิดนี่เทียบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาไม่ได้เลย สุดท้ายทุกคนต้องหันมา ธุรกิจจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ อะไรที่เราทำได้ก่อน ทำได้เร็ว ก็รีบทำ ทำให้สุดกำลังในทุกปีที่เราทำได้ 

ปีที่ผ่านมาเราปลูกต้นไม้ไป 50,000 ต้น คิดเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท คุณจะซื้อแค่ถ้วยใบเดียวหรือโต๊ะหนึ่งตัว เราก็ปลูกชิ้นละ 1 ต้น เท่ากับจำนวนของที่เราขายไป อาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยังไม่มากพอนะครับ แต่มันง่าย และได้ผลเร็ว เราก็ทำก่อน แล้วเราก็พยายามเข้าร่วมอีเวนต์ธุรกิจที่ชักชวนให้คนมีเป้าหมายสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ตั้งเป้าหมายและแสดงผลงานทุกปี เรื่องไหนที่เราไม่รู้ก็พยายามศึกษาจากคนอื่นให้เข้าใจว่าเราจะต้องทำยังไงบ้าง ตึกนี้ทั้งตึกกำลังจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานโซลาร์ ซึ่งเราคำนวณว่ามันจะคืนทุนใน 1 ปี ในแง่การดำเนินการมันอาจไม่มี Return มากนัก แต่ระบบมันดีกว่า เราก็ต้องทำ 

ไม่รู้ลูกค้าจะชอบมั้ย แต่ว่าเราต้องกล้าเสี่ยง กล้า Disrupt รูปแบบธุรกิจตัวเองบ้าง อย่างเก้าอี้ Aeron ของ Herman Miller เราก็เปิดให้เช่าแบบ Subscription ผ่านออนไลน์แพลตฟอร์มที่เรียกว่า Pergo หารแล้วตกวันละ 60 บาท ถูกกว่ากาแฟแก้วเดียวอีก แล้วเรานั่งเก้าอี้ทำงานทั้งวัน มันช่วยเรื่องสุขภาพและการทำงานได้ เบื่อก็เปลี่ยนคืนบริษัทได้ 2 เดือนที่ผ่านมาออกไปแล้ว 400 ตัว เราตกใจกันมากเลย 

ระบบให้เช่าออนไลน์แบบนี้จะมีมากขึ้นในธุรกิจของเรา เพราะมันดีต่อธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในภาวะเริ่มต้นมาก ๆ แรก ๆ คนไทยอาจจะยังไม่อินหรือหรือไม่เข้าใจ ยังอยากซื้อเป็นเจ้าของมากกว่าเช่า แต่ตอนที่ผมเริ่มขายเฟอร์นิเจอร์สแกนดิเนเวียก็เป็นแบบนี้ ไม่เป็นไรที่เราจะเริ่มเร็วกว่า เรื่อง Subscription เป็นเรื่องใหญ่มาก

หลายคนพูดตรงกันว่าเทรนด์การเช่าในต่างประเทศมาแรง ทั้งเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ รถ บ้าน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ความหมายของคำว่า Ownership เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ทั่วโลกหลายคนไม่มีความรู้สึกว่าต้องเป็นเจ้าของอะไร ไม่มีรถสปอร์ตก็ไม่เป็นไร เดินทางไปไหนก็เช่ารถ อยากไปพักที่ไหนสวย ๆ ก็เช่า Airbnb พอโมเดลพวกนี้ซึบซับเข้ามาในวัฒนธรรม เราก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง 

จริง ๆ พูดไปมันก็กระทบธุรกิจผมนะ แต่สมมติ Developer จะทำห้องตัวอย่างในเซลส์ออฟฟิศ ซึ่งจะตั้งอยู่แค่ปีสองปี เก็บของไว้ต่อก็ไม่ได้ใช้ ยกเข้ายกออกก็อาจจะเสียหาย เปลืองค่าใช้จ่ายอีก เรายินดีให้เช่าเพราะรูปแบบมันยั่งยืนกว่า หรือในช่วงออกแบบ ถ้าไม่เวิร์กก็เปลี่ยนได้ 

ต้นทุนของการเป็นเจ้าของมันแพงกว่าแค่วันที่เราจ่ายเงินซื้อ มันมีเรื่องการดูแลรักษา การขนย้ายอะไรต่าง ๆ ยิ่งเราเป็นเจ้าของน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีต่อโลกมากขึ้นเท่านั้น

Sustainable แปลว่าเราต้องมี Wealth ลดลงไหม

จริง ๆ ผมคิดว่าถ้าเกิดเราลงทุนธุรกิจใน 5 – 10 ปีข้างหน้า ด้าน Environmental Technology หรืออะไรแนว Sustainability น่าจะไปในเชิงที่ดีมากนะ กองทุนด้านนี้ก็มีเยอะแยะ ไปหาดูได้เลย เพราะว่าทุกอย่างจะไปทางนั้นหมด ยิ่งลูกค้าสนใจ ดีมานด์ก็ยิ่งเพิ่ม แรก ๆ ราคาทุกอย่างเพื่อความกรีนอาจจะสูง แต่มันต้องลดลงมาเรื่อย ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนกว้างขึ้น

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load