20 กุมภาพันธ์ 2564
8 K

โชคดีที่ประเทศไทยมีอากาศร้อนแทบตลอดทั้งปี ไอศกรีมเลยเป็นของกินที่คู่ควรกับอากาศบ้านเราอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ปรากฏการณ์ยืนรอคิวร่วมชั่วโมงกลางอากาศร้อนๆ เพื่อการได้ลิ้มลองเจลาโต้สไตล์อิตาลี ฝีมือชาวญี่ปุ่น ก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยอยู่ดี

ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว Rintaro ร้านเจลาโต้ฝีมือ ชินทาโร่ นากาจิมะ (Shintaro Nakajima) หนุ่มญี่ปุ่น ชาวจังหวัดชิบะ เปิดเป็นร้านเล็กๆ อยู่ที่ W District พระโขนง 

Rintaro ร้านไอศกรีมเจลาโต้รสธรรมชาติไทยและญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น

ที่จริง Rintaro ที่ไทยไม่ใช่สาขาแรก แต่ยังมีร้านชื่อเดียวกันของพี่ชายอยู่ที่จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น

แรกเริ่มร้าน Rintaro ที่ชิบะเป็นร้านขายอาหารที่ร่วมมือกันกับเกษตรกรท้องถิ่นนำวัตถุดิบมาทำเป็นเมนูในร้าน 

ถ้าทำแค่อาหารก็จะใช้ได้เฉพาะผักและเนื้อสัตว์ แต่การทำไอศกรีมขยายโอกาสช่วยเหลือเกษตรกรที่มีผลผลิตอื่นๆ ได้อีกมากมาย

ชินทาโร่ได้แรงบันดาลใจ จึงใช้แนวคิดเดียวกันกับพี่ชายมาเปิดเป็นร้านไอศกรีมโดยเฉพาะที่ประเทศไทย ตั้งใจใช้ผลผลิตที่ปลูกโดยเกษตรกรจากทั้งไทยและญี่ปุ่น

“ตอนปรึกษาเพื่อนว่าจะเปิดร้านไอศกรีมในไทย มีแต่คนห้าม ส่วนใหญ่บอกว่าไม่ใช่สิ่งที่คนไทยจะกินบ่อย เมืองไทยร้อนก็จริง แต่ไม่ค่อยกินไอศกรีม จะกินน้ำหวานหรือกาแฟกันมากกว่า” หนุ่มญี่ปุ่นที่มาอยู่ที่ไทย 9 ปีเล่าให้ผมฟังด้วยภาษาไทย

“ผมเห็นว่ามีร้านไอศกรีมในไทยอยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยมีร้านของคนญี่ปุ่น หรือแบรนด์ไอศกรีมของญี่ปุ่นมาเปิดเลย อีกอย่างก็เริ่มเห็นว่าเทรนด์ของอาหารเพื่อสุขภาพ การทำอาหารแบบโฮมเมด และทำอะไรขึ้นมาแบบสดๆ ใหม่ๆ กำลังเป็นที่สนใจในเมืองไทย สุดท้ายผมเลยตั้งใจจะทำร้าน Rintaro ที่ไทยขึ้นมาให้ได้”

ความไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมของคนไทยก็เป็นปัญหาใหญ่ในช่วงเริ่มต้นของร้าน

Rintaro ร้านไอศกรีมเจลาโต้รสธรรมชาติไทยและญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น

“เปิดร้านใหม่ๆ ลูกค้าแทบไม่มีเลย เปิดไปได้สักพักวันธรรมดามากที่สุดก็ประมาณสามสิบคน เสาร์อาทิตย์ก็จะมากขึ้นหน่อย แต่เราก็ยังต้องเชื่อว่าเราต้องขายได้ เพราะเราเชื่อในไอศกรีมของเรา”

 ชินทาโร่เล่าว่า เคยเหลือเงินก้อนสุดท้ายและถ้าหากไม่ประสบผลสำเร็จก็จะกลับญี่ปุ่นแล้ว แต่สุดท้ายก็ผ่านพ้นช่วงแรกที่ยากลำบากมาได้

ถ้าหากใครเป็นลูกค้าตั้งแต่สมัยแรกเริ่ม คงจะจำได้ว่าตอนนั้นร้านไอศกรีมร้านนี้มีรสชาติให้เลือกเยอะมาก มีถึง 18 รส แต่ละรสก็ใหม่มากสำหรับคนไทย อย่างเช่น ผักชี โหระพา หรือชีสการ์มองแบร์ (Camembert) เป็นส่วนผสมในไอศกรีม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ Rintaro ดูเป็นร้านไอศกรีมที่แตกต่างไปจากร้านอื่น

รวมถึงการอบและม้วนโคนวาฟเฟิลสดใหม่ทุกครั้งที่สั่งไอศกรีม ถือเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดให้คนอยากมาลองชิม

แต่เสียอย่างเดียวในตอนนั้นคือ Rintaro ดันเป็นร้านไอศกรีมที่ไม่ให้ลูกค้าทดลองชิมแม้แต่รสเดียว

ชินทาโร่เล่าให้ฟังถึงตอนเปิดร้านใหม่ๆ เขาใช้รูปแบบวัฒนธรรมของร้านไอศกรีมที่ญี่ปุ่น เขาบอกว่าที่ญี่ปุ่นเขาจะไม่ให้ชิมไอศกรีมกันแบบที่ไทย

Rintaro ร้านไอศกรีมเจลาโต้รสธรรมชาติไทยและญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น

แข็งขืนไปได้สักพัก ชินทาโร่ก็ยอมเปลี่ยนใจให้ลูกค้าชิมได้ 2 รส และเปลี่ยนเป็นให้ชิมได้ทุกรสในที่สุด

การเปลี่ยนให้คนได้ชิมรสชาติมากขึ้น เป็นการเรียนรู้ลักษณะนิสัยของคนไทยอย่างรวดเร็ว และเป็นประโยชน์มากจากการให้ลูกค้าได้ชิม เพราะถือเป็นการรับฟีดแบ็กของแต่ละรสชาติอย่างดี ได้พูดคุยกับลูกค้าแต่ละคนมากขึ้น และคนชิมก็ได้เปรียบเทียบรสตามความชอบ แถมบอกกันปากต่อปากไวขึ้นมาก 

ชินทาโร่ไปร่ำเรียนทำเจลาโต้มาจากอิตาลี ในความคิดเห็นของเขา เจลาโต้ของอิตาลีเหนียวหนืดมากกว่า รสชาติหวานกว่า และครีมมี่มากกว่าเจลาโต้ที่เขาทำที่ร้าน Rintaro มาก 

ส่วนรสชาติที่คนไทยกับคนญี่ปุ่นกินค่อนข้างใกล้เคียงกัน คือลดความหวานลงมาแล้ว

ถ้าต้นตำรับมาชิมอาจจะบอกว่าสิ่งที่ชินทาโรทำไม่ใช่เจลาโต้ก็ได้ แต่นั่นเป็นแค่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของกระบวนการทำ

สำหรับเขา ถ้ามีความตั้งใจ อะไรก็เรียกว่าเป็นเจลาโต้ได้หมด

“เจลาโต้แบบ Rintaro มีสามสิ่งที่อยู่ในไอศกรีมเสมอ

“อย่างแรก คือต้องเป็นวัตถุดิบสดใหม่จากธรรมชาติ ไม่ใช้ผลไม้แช่แข็ง ไม่ใช้สารเคมีในการทำไอศกรีม 

“สอง คือต้องดีต่อสุขภาพด้วยการไม่ผสมน้ำตาลเลย ใช้ความหวานจากวัตถุดิบ หรือใช้น้ำผึ้งในการให้ความหวานทดแทน 

“และสาม คือความโฮมเมด ทำทุกอย่างขึ้นเองทั้งหมด แม้แต่ส่วนผสมเล็กๆ น้อยๆ อย่างครัวซองต์ แป้งพาย ถั่วแดง หรือโมจิที่ผสมลงไปในไอศกรีม

“การคิดไอศกรีมแต่ละรสชาติของ Rintaro เริ่มจากวัตถุดิบสดๆ ที่ได้มา เช่น กล้วย มังคุด หรือสตรอว์เบอร์รี่ 

“การทำเจลาโต้รสจากผลไม้ชนิดเดียว ที่ไหนก็ทำกัน แต่เราต้องทำเพิ่มไปอีกชั้นหนึ่ง สมมติว่าได้สตรอว์เบอร์รี่สดมา ก็ต้องคิดต่อจากนั้นว่าต้องเพิ่มอะไรสักอย่างให้มันอีกชั้นหนึ่ง 

Rintaro ร้านไอศกรีมเจลาโต้รสธรรมชาติไทยและญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น

“สมมติว่านึกถึงสตรอว์เบอร์รี่แล้ว (ทำท่าคิด) ป๊อง! นึกถึงครัวซองต์ มันก็จะกลายเป็นเจลาโต้ครัวซองต์สตรอว์เบอร์รี่ 

“หรือนึกถึงสตรอว์เบอร์รี่ (ทำท่าคิด) ป๊อง! นึกถึงถั่วแดงกับโมจิ พอประมวลในหัวแล้วมันก็ ออกมาเป็นไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี่ไดฟุกุ แล้วท้ายสุดกำหนดว่ามันจะออกมาเป็นรสชาติประมาณไหน” ชินทาโร่เล่าวิธีคิดไอศกรีมให้ฟัง พร้อมทำท่าทางประกอบตามจินตนาการในหัวเขา 

ถ้าหากเป็นไอศกรีมที่ผสมนม ส่วนใหญ่เขามักจะสร้างรสที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น รสชีสกามองแบร์ ชีสรสเค็ม ชินทาโร่ก็ลองนึกดูว่าจากชีสรสเค็มๆ กินกับไวน์จะกลายเป็นเจลาโต้ได้อย่างไร 

Rintaro ร้านไอศกรีมเจลาโต้รสธรรมชาติไทยและญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น

สุดท้ายเลยจับคู่ ชีสกามองแบร์กับคาราเมลนัท จะได้รสหวาน ขม และเค็มๆ และสุดท้ายก็กลายเป็นรสยอดฮิตรสหนึ่งของลูกค้าด้วย

ส่วนไอศกรีมที่ผสมนมแต่ใช้วัตถุดิบอย่างเดียวก็มีเหมือนกัน เนื่องจากต้องการโชว์คาแรกเตอร์ของวัตถุดิบจากถิ่นกำเนิดให้ได้มากที่สุด เช่น รสมัทฉะ ที่ใช้มัทฉะจากญี่ปุ่น รสอูมามิมาเต็มๆ คำ เช่นเดียวกันกับรสโกโก้ ที่ใช้โกโก้จาก Kad Kokoa แบรนด์ช็อกโกแลตของไทยที่ใช้ช็อกโกแลตจากไทยแท้ ใช้โกโก้จากชุมพร จันทบุรี และประจวบคีรีขันธ์

ส่วนไอศกรีมซอร์เบต์ที่ไม่มีส่วนผสมของนมเลย ส่วนใหญ่จะเป็นรสผลไม้ ด้วยเหตุผลเดียวกันคือ ต้องการโชว์คาแรกเตอร์รสชาติของวัตถุดิบสดๆ จากฟาร์มให้ได้มากที่สุด

หัวใจสำคัญคือวัตถุดิบตั้งต้นต้องสดจริงๆ ถ้าเป็นแบบแช่แข็ง แบบสำเร็จรูป หรือรสดัดแปลง เอามาใส่มันจะไม่มีทางอร่อยแน่นอน แต่ก็ต้องใช้จำนวนที่เยอะมากกว่าปกติ เพื่อจะให้ได้รสที่ชัดเจนขนาดนี้ 

Rintaro ร้านไอศกรีมเจลาโต้รสธรรมชาติไทยและญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น

ไอศกรีมของ Rintaro จะมีอายุของรสชาติที่ดีที่สุดอยู่แค่ 72 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องทำทุกๆ วัน รสไหนหมดก็ทำใหม่เลยทันที 

ชินทาโร่บอกว่า ทุกวันนี้ต้องทำใหม่วันละประมาณ 14 รส

“ผมใช้จิตวิทยาพื้นฐานของการรับรส ให้สัมผัสในการกินครบ คือ รับรสด้วยลิ้น เคี้ยวเนื้อสัมผัส และได้กลิ่นผ่านการหายใจออกทางจมูก มันจะส่งไปที่สมองทำให้คนกินเกิดความสุข และถ้าเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ มันจะได้ครบทุกสัมผัส”

หลัก 10 วินาทีแห่งความสุขของชินทาโร่คือ ไอศกรีมและของหวานเป็นของกินที่ทำให้คนมีความสุขได้เร็วที่สุด ใครเครียดๆ มา กินไอศกรีมก็จะมีความสุขได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ รสชาติของไอศกรีมของ Rintaro มักเป็นรสชาติที่อ้างอิงมาจากขนมอยู่พอสมควร

อีกสิ่งสำคัญที่ชินทาโร่บอกกับผมคือ รสทุกรสจะต้องออกมาจากตัวเขาเองทั้งหมด เป็นสิ่งที่ได้มาจากประสบการณ์ของตัวของเขาเอง ไม่ได้ทำตามความนิยมหรือความต้องการของลูกค้า แต่ก็จะเก็บความชอบของลูกค้าเป็นข้อมูลไว้ในใจ 

Rintaro ร้านไอศกรีมเจลาโต้รสธรรมชาติไทยและญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น

สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์ไอศกรีมของ Rintaro มีความแข็งแรง เพราะสิ่งที่ลูกค้าจะได้กินไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากความต้องการของตลาด แต่เป็นสิ่งที่ไม่ใช่หาได้ง่ายนัก

ถ้าเห็นตามโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆ ไอศกรีมรูปวงรี 2 ก้อนปาดซ้อนกัน เป็นภาพที่เห็นแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็นไอศกรีมของ Rintaro และกลายเป็นภาพจำของลูกค้าไปแล้ว 

“มันดูสวย และที่เราทำเป็นรูปทรงนี้ เพราะต้องการให้คนได้เลือกสองรสชาติ การได้เลือกลองทีละรสชาติ จะทำให้คนรู้จักแบรนด์ได้เร็วขึ้นด้วย” เขาอธิบาย

“เทคนิคการเรียงรสชาติไอศกรีมทั้งสองรสก็มีรายละเอียดซ่อนอยู่ด้วย รสที่อยู่ด้านบนจะเป็นรสที่อ่อนกว่ารสที่อยู่ในโคนด้านล่าง เพราะควรกินรสที่อ่อนให้หมดก่อน แล้วจึงไล่ไปเป็นรสเข้มข้น และรสที่เข้มข้นจะเป็นรสที่เข้ากันได้ดีกับรสชาติของโคน สิ่งนี้พนักงงานต้องเข้าใจความอ่อนเข้มของรสชาติแต่ละรสเป็นอย่างดี”

เวลายืนอยู่หน้าตู้ไอศกรีม ผมมักต้องใช้เวลาตัดสินใจ คราวนี้จะลองรสชาติโดยให้เจ้าของร้านแนะนำบ้าง

“โฮจิฉะโมจิกับกามองแบร์ ตอนนี้เป็นที่นิยมที่สุด น่าจะเป็นเพราะโฮจิฉะมีความหอมเข้มข้นชัดเจน มีเนื้อโมจิที่เหนียวหนุบหนับ กามองแบร์ก็มีความเข้มข้นเช่นกัน เป็นรสโปรดที่หลายคนมักจะจับคู่กัน”

Rintaro ร้านไอศกรีมเจลาโต้รสธรรมชาติไทยและญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น

“อีกรสหนึ่งที่อยากแนะนำคือ รสส้มคาสซิสที่มีรสเปรี้ยวสดชื่น จับคู่กับรสชุมพรโกโก้ที่มีความเข้มข้น เวลากินให้กินรสส้มคาสซิสก่อน แต่ส่วนที่หลายคนบอกว่าอร่อยคือช่วงที่สองรสผสมกัน จะได้รสช็อกโกแลตเข้มๆ กับส้มที่เปรี้ยวสดชื่น ส่วนรสโกโก้นั้นจะกินกับโคนอร่อยมากครับ” ชินทาโร่แนะนำรสที่เขาชอบเป็นการส่วนตัว

โคนไอศกรีมคือส่วนสุดท้ายที่ถือเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้ตัวไอศกรีมของ Rintaro 

โคนวาฟเฟิลที่ทำสดๆ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนจดจำ Rintaro ได้ ผมคิดว่าสิ่งนี้คือสัญลักษณ์หนึ่งที่ทำให้รู้สึกถึงความคราฟต์และทำด้วยมือทุกกระบวนการที่ Rintaro ตั้งใจใส่เอาไว้

“โคนต้องนิ่มๆ นิดหนึ่ง ไม่แข็งกรอบ ถ้าแข็งกรอบจะรู้สึกเหมือนว่าเป็นโคนที่ทำมาจากโรงงาน จะต้องหอมกลิ่นเนยชัด ตอนนี้มีให้เลือกอยู่สองรส นอกจากช็อกโกแลต เมเปิ้ลไซรัป ที่จริงยังมีรสอื่นอีกที่เรายังไม่เคยบอกใคร มีชาเขียว ชาโฮจิฉะและรสสตรอว์เบอร์รี่ด้วย แต่ยังไม่ได้ทำออกมาขายจริง โฮจิฉะโคนอร่อยมากๆ ครับ” เขายิ้มตอบ

Rintaro ร้านไอศกรีมเจลาโต้รสธรรมชาติไทยและญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น
Rintaro ร้านไอศกรีมเจลาโต้รสธรรมชาติไทยและญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น

เจลาโต้ของ Rintaro เต็มไปด้วยเรื่องราวของคนที่อยู่ข้างหลังไอศกรีมของเขา ซึ่งเขารู้สึกดีที่จะได้เล่าถึงเกษตรกรและครอบครัวของเกษตรกร

ลูกค้าที่เยอะขึ้นมากเป็น 5 เท่าของวันแรกๆ ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนการผลิตมากขึ้น ชินทาโร่บอกว่าไม่อยากให้ลูกค้าที่มารอเสียใจ เลยต้องทำใหม่เมื่อไอศกรีมใกล้จะหมด และจะไม่ให้ไอศกรีมหมดก่อนร้านจะปิด รวมถึงต้องมีพนักงานจำนวนเยอะมาก เพื่อให้บริการได้ไวขึ้น ไม่อยากให้ลูกค้ารอนาน 

เป็นความใส่ใจทุกอย่างตามสไตล์คนญี่ปุ่นจริงๆ

Rintaro ร้านไอศกรีมเจลาโต้รสธรรมชาติไทยและญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น

Rintaro 

W District พระโขนง (แผนที่)

วัน-เวลา : เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 12.00 – 22.00 น.

Instagram : rintarothailand

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Cafe Culture

คาเฟ่แนวคิดดี แตกต่าง และสร้างแรงบันดาลใจ

ร้านน้ำแข็งไสนี้ชื่อว่า ไสใส 

‘ไส’ แรกมาจากคำว่า น้ำแข็งไส 

‘ใส’ ที่สอง ถ้าเปรียบเป็นคำก็น่าจะเป็นคำว่า Honest โปร่งใส แบบ Honest Shaved Ice เป็นการดึงเอาวัตถุดิบมายังไงอย่างนั้น ไม่ต้องปรับปรุงอะไรมาก และเสนอผ่านตัวน้ำแข็งไส เอาทั้งสองมารวมกันจนกลายมาเป็น ‘ไสใส’ นั่นเอง

ฌา-ฬิฌฌา ตันติศิริวัฒน์ เจ้าของร้านน้ำแข็งไสเจ้าใหม่ล่าสุดย่านประตูผี เล่าที่มาของชื่อร้านให้เราฟัง ทำให้จินตนาการถึงแนวคิดคร่าว ๆ ของร้านได้  

ไสใส : ร้านน้ำแข็งไสที่ใช้ความหวานเย็นเป็นตัวเชื่อมวัตถุดิบท้องถิ่นกับคนกิน

ฌาเป็นผู้ก่อตั้ง HATCH goodies แบรนด์ข้าวสายพันธุ์ท้องถิ่นที่ปลูกด้วยวิถีออร์แกนิก ระหว่างเดินทางเพื่อทำเรื่องข้าว เธอได้พบวัตถุดิบท้องถิ่นอีกมากมายที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน 

คอนเซ็ปต์แรกเริ่มของไสใส มาจากอยากทำให้วัตถุดิบท้องถิ่นเป็นที่รู้จัก แล้วทำให้คนสัมผัสกับวัตถุดิบเหล่านี้ได้ง่าย ๆ 

“เราตั้งคอนเซ็ปต์ว่าอยากทำอะไรเกี่ยวกับวัตถุดิบท้องถิ่นที่คนรู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง เลยทำพื้นที่ที่เขามาแล้วสัมผัสได้ง่ายขึ้น รู้จักง่ายขึ้น กินง่ายขึ้น ก็เลยออกมาเป็นรูปแบบน้ำแข็งไส ของกินที่เข้าถึงง่าย พูดถึงปุ๊บก็เข้าใจว่าต้องทานยังไง แล้วค่อยปรับเปลี่ยนเครื่องน้ำแข็งไสข้างในเอา ให้ไม่ได้รู้สึกแปลก ใช้น้ำแข็งไสเป็นตัวเชื่อม ออกมาเป็นรูปแบบคล้าย ๆ คาเฟ่”

ฌาทำงานร่วมกับ มิ้นท์-เสาวลักษณ์ กิจวิกรัยอนันต์ เชฟที่เก่งเรื่องขนมหวาน โดยมีจุดหมายเดียวกัน คืออยากผลักดันวัตถุดิบไทยให้เป็นที่รู้จัก

ไสใส : ร้านน้ำแข็งไสที่ใช้ความหวานเย็นเป็นตัวเชื่อมวัตถุดิบท้องถิ่นกับคนกิน

 “ถ้าเกิดเราอยากกินวัตถุดิบอะไรที่เป็นท้องถิ่นจ๋า ๆ จะไม่ค่อยมีร้านที่เข้าถึงง่ายขนาดนั้น อาจต้องไป Chef’s Table หรือไปนั่งทานร้านอาหารที่ค่อนข้างเฉพาะ บางคนจึงรู้สึกว่าเข้าถึงยาก น้ำแข็งไสน่าจะทำให้คนกล้าลองมากขึ้น หรือลองสิ่งที่ดูหน้าตาปกติ แต่พอกินแล้วอาจสงสัยว่าอันนี้คืออะไร พอเริ่มมีคำถามจากรสชาติแล้ว มันก็ต่อยอดจากตรงนั้นได้” มิ้นท์ผู้มีประสบการณ์ครัวร้านไฟน์ไดนิ่งช่วยเสริม

แต่ละเมนูขึ้นอยู่กับวัตถุดิบตามแต่ฤดูกาล ทำให้ทั้งหมดมีเพียงแค่ 4 เมนูยืนพื้น แต่ละเมนูจะหยุดขายเมื่อวัตถุดิบนั้นหมดฤดูกาลไปแล้ว ถ้าอยากกินเมนูเดิมซ้ำอีก ก็อาจจะต้องอดทนรออีกทีปีหน้า 

“เราจะตามใจธรรมชาติระดับหนึ่ง เขามาอย่างนี้ก็ทำอย่างนี้ ไม่ว่าจะด้วยฤดูกาลหรือภัยธรรมชาติก็แล้วแต่ ต้องยอมรับ อาจจะต้องเหนื่อยที่มิ้นท์” ฌาเล่าพร้อมหัวเราะ

ไสใส : ร้านน้ำแข็งไสที่ใช้ความหวานเย็นเป็นตัวเชื่อมวัตถุดิบท้องถิ่นกับคนกิน

หวานจาก เค็มเคย

ผมเริ่มลองชิมแต่ละเมนู ถ้วยแรกชื่อ ‘หวานจาก เค็มเคย’ เป็นเมนูที่สร้างความแปลกใจตรงที่เป็นการผสมกันระหว่างของคาวกับของหวาน มีกุ้งเคยตัวจิ๋วโรยอยู่ด้านบน มีไซรัปน้ำเชื่อมดอกจากที่หอมและหวานละมุน พร้อมด้วยท็อปปิ้งอย่างลูกจากเชื่อม โมจิข้าว ข้าวเม่ามะพร้าวอ่อน รวมเป็นหวานเค็มที่เข้ากันสุด ๆ 

“เมนูนี้คิดมาจากน้ำเชื่อมก่อน เราอยากใช้น้ำเชื่อมที่เป็นความหวานจากธรรมชาติ พอเป็นน้ำเชื่อมจาก ก็จะเชื่อมโยงไปกับลูกจากและตัวเคย หลังจากนั้นก็เอาผลิตภัณฑ์จากข้าวมาใช้ เรามีข้าวเม่าที่คนกรุงเทพฯ ก็ไม่ค่อยได้ทานด้วย เลยดึงมันเข้ามาอยู่ด้วยกัน เหมือนอารมณ์กินข้าวเหนียวหน้ากุ้ง คือ มีมะพร้าว มีข้าว เราทำแป้งข้าวเองอยู่แล้ว ก็เลยทำแบบโมจิข้าว โดยใช้ข้าวพันธุ์พื้นเมืองทำออกมาเป็นเมนูนี้”

ไสใส : ร้านน้ำแข็งไสที่ใช้ความหวานเย็นเป็นตัวเชื่อมวัตถุดิบท้องถิ่นกับคนกิน

สตรอว์เบอร์รี่ บัฟ โยเกิร์ต

เป็นเมนูที่ค่อนข้างเข้าถึงได้ง่าย อร่อย มีความหวานเปรี้ยวพอดี ตัดด้วยโยเกิร์ตนมควายด้านล่าง และมีเท็กซ์เจอร์กรอบ ๆ จากครัมเบิ้ลข้าวเจ้าพันธุ์เวสสันตระ

“มันเป็นฤดูกาลสตรอว์เบอร์รี่ เราก็เลยเอามาใช้ แล้วเราไปเจอเกษตรกรที่ทำนมควายออร์แกนิก ก็เลยเอามาทำโยเกิร์ต อารมณ์แบบสตรอว์เบอร์รี่ชีสเค้ก คนก็น่าจะเข้าถึงง่ายขึ้น ใช้เป็นผลไม้สดปั่นแทนน้ำเชื่อม แต่สตรอว์เบอร์รี่บ้านเราค่อนข้างเปรี้ยวนำ เราก็อาจจะปรุงรสด้วยน้ำตาลจากนิดหนึ่ง ให้กินง่าย”

ไสใส : ร้านน้ำแข็งไสที่ใช้ความหวานเย็นเป็นตัวเชื่อมวัตถุดิบท้องถิ่นกับคนกิน

โตนด แอนด์ บีน

เมนูที่ตาลโตนดเป็นพระเอกจริง ๆ มีน้ำเชื่อมโตนดที่กลิ่นโตนดดีงามมาก ๆ ท็อปด้วยถั่วเหลืองเชื่อม ผงถั่วเหลือง ตัดด้วยถั่วเหลืองคาราเมลไลซ์ที่กรุบกรอบและหอมเบา ๆ และซ่อนด้วยเยลลี่จากน้ำตาลโตนดด้านใน

“เมนูนี้มีใช้น้ำเชื่อมโตนดที่ได้มาจากสงขลา มันมีความหมักค่อนข้างเยอะ มีรสชาติหวานเค็ม แล้วเราก็นึกถึงสิ่งที่จะมาจับคู่กันน่าจะเป็นถั่ว เลยเลือกถั่วเหลืองเชื่อม คล้าย ๆ ถั่วแดงเชื่อมของญี่ปุ่นออกมาเป็นเมนูนี้”

ไสใส : ร้านน้ำแข็งไสที่ใช้ความหวานเย็นเป็นตัวเชื่อมวัตถุดิบท้องถิ่นกับคนกิน
คุยกับ ฌา-ฬิฌฌา ตันติศิริวัฒน์ เรื่องร้านน้ำแข็งไสที่ใช้กุ้งเคย นมควาย น้ำตาลจาก และอีกหลากหลายของท้องถิ่นมาทำขนมคลายร้อน

Roots x ไสใส

ถ้วยนี้มีความพิเศษเพราะทำร่วมกับ Roots ร้านกาแฟที่พยายามผลักดันกาแฟไทย และเป็นร้านที่แชร์พื้นที่ร่วมกันกับไสใสด้วย เลยนึกสนุกแลกเปลี่ยนไอเดียกัน เป็นที่มาของเมนู Roots x ไสใส 

เมนูนี้พิเศษที่ใช้กาแฟที่คัดมาอย่างดีแล้วของ Roots ทำเป็นไซรัปกาแฟและเยลลี่กาแฟ ในถ้วยมีท็อปปิ้งอย่างอื่นอีก เช่น โมจิข้าวที่ให้ความรู้สึกหนุบหนับ ตามด้วยครัมเบิ้ลกระบกหรืออัลมอนด์ป่า ให้ความกรุบกรอบคล้ายอัลมอนด์อบแห้ง ตัดรสด้วยพุดดิ้งนมควายเข้ากันอย่างลงตัว

“เราเปลี่ยนเมนูกันเรื่อย ๆ ด้วยการเล่นสนุกกันของแต่ละเมนูระหว่างไสใสกับ Roots เรามีเมนูที่ทำกับกาแฟของ Roots แล้วเขาก็จะมีเมนูที่ทำจากวัตถุดิบของเราเหมือนกัน”

คุยกับ ฌา-ฬิฌฌา ตันติศิริวัฒน์ เรื่องร้านน้ำแข็งไสที่ใช้กุ้งเคย นมควาย น้ำตาลจาก และอีกหลากหลายของท้องถิ่นมาทำขนมคลายร้อน

Old Town Fizzy

เครื่องดื่มพิเศษที่ Roots ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่ได้จากไสใส ใช้เก๊กฮวยขาวกับเลม่อนคั้นสด และเติมความหวานด้วยน้ำตาลจากลูกจาก ผสมโซดา เป็นเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นได้ดีมาก มีรสเปรี้ยวหวานลงตัว เหมาะกับอากาศร้อน ๆ มีเนื้อลูกจากให้เคี้ยวเพลินด้วย 

Yen-Yen Cold Brew

 เป็นน้ำแตงโมสกัดเย็น ผสมนม น้ำตาลลูกจาก และกาแฟ Cold Brew มีพุดดิ้งนมสดผสมเนื้อลูกจากให้เคี้ยววางอยู่ด้านบน

นอกจากน้ำแข็งไสและเครื่องดื่ม ที่นี่ยังเสิร์ฟเค้กที่ทำจากข้าว 100 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้ข้าวจากแบรนด์ HATCH goodies พูดได้ว่าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดทำมาจากข้าว ไม่ผสมแป้งสาลี คนที่แพ้กลูเตนจึงอร่อยกับทั้งน้ำแข็งไสและขนมได้อย่างสบายใจ

คุยกับ ฌา-ฬิฌฌา ตันติศิริวัฒน์ เรื่องร้านน้ำแข็งไสที่ใช้กุ้งเคย นมควาย น้ำตาลจาก และอีกหลากหลายของท้องถิ่นมาทำขนมคลายร้อน
คุยกับ ฌา-ฬิฌฌา ตันติศิริวัฒน์ เรื่องร้านน้ำแข็งไสที่ใช้กุ้งเคย นมควาย น้ำตาลจาก และอีกหลากหลายของท้องถิ่นมาทำขนมคลายร้อน

ไสใส Saisai

ที่ตั้ง : ถนนมหาไชย แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 12.00 – 00.00 น. (ปิดวันจันทร์)

Facebook : ไสใส Saisai

Instagram : saisai.bangkok

Writers

วิทย์ อนันต์ธนาเกษม

เด็กฝึกงานผู้ยิ้มอ่อนกับทุกสถานการณ์

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load