22 กุมภาพันธ์ 2561
74.12 K

“รีบไหม ถ้าไม่รีบเดี๋ยวอยู่กินข้าวมันไก่กันก่อน”

มีหรือผมจะปฏิเสธ เมื่อเจ้าของประโยคดังกล่าวคือ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรรายการที่ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะทำงานผิดปกติเสมอๆ อย่าง ครัวคุณต๋อย

หลังตอบรับไม่นาน ข้าวมันไก่เนื้อน่องพร้อมน้ำซุปและน้ำจิ้มก็วางอยู่ตรงหน้า หลังจากชิมเพียงไม่กี่คำผมพอจะสรุปได้ว่านี่คือข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดร้านหนึ่งเท่าที่ผมเคยกินในชีวิต แต่ไม่แน่ใจว่าความอร่อยนั้นมาจากความหอมของข้าวมัน ความนุ่มของเนื้อบริเวณน่อง ความกลมกล่อมของน้ำจิ้ม หรือมาจากความหิวที่เกิดจากบทสนทนาก่อนหน้ามื้ออาหารกันแน่

ก่อนจะถึงอาหารมื้อนี้เรานั่งคุยกันเกือบ 3 ชั่วโมงที่บ้านของเขา บทสนทนาเวียนวนหลากหลายเรื่อง แต่เรื่องที่เขาคุยอย่างออกรสชาติที่สุดมีอยู่ 2 เรื่อง คือหลักศาสนา และศาสตร์ของรสชาติ

“ผมมีชีวิตนี้ขึ้นมาได้ทุกวันนี้เพราะท่านพุทธทาส แล้วชีวิตผมเป็นอย่างนี้ได้เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผมไม่มีอย่างอื่นในชีวิต” พิธีกรวัย 62 บอกผมว่าอย่างนั้น

ส่วนเรื่องอาหาร คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก จากวันแรกที่รายการ ครัวคุณต๋อย ออกอากาศเมื่อ พ.ศ. 2556 จนถึงตอนนี้ เขาต่อยอดจนกลายเป็นสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งนิตยสาร แอพพลิเคชัน และงาน ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ ที่ครั้งล่าสุดมีคนมาร่วมงานกว่า 800,000 คน และงานครั้งที่ 3 กำลังจะจัดในวันที่ 1 – 4 มีนาคม นี้

เขาคิดเช่นไร ฝันสิ่งใด กับรายการที่มีชื่อตัวเองอยู่ในนั้น และวันนี้วัยนี้เขาเชื่ออะไร ปรารถนาสิ่งใด คือสิ่งที่ผมสงสัย

ที่ผ่านมาผมนั่งฟังเขาในฐานะผู้ถามมานับไม่ถ้วน มาวันนี้ผมอยากนั่งฟังเขาในฐานะผู้ตอบบ้าง

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

คุณเคยบอกว่าบ้านเรามีรายการอาหารมาแล้ว 50 ปี แล้วทำไมตอนนั้นคุณถึงลุกขึ้นมาทำสิ่งที่มีคนทำกันมาตั้งนานแล้ว

ผมทำรายการ ครัวคุณต๋อย เพราะผมไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อรายการอาหาร 50 ปีที่ผมดูมาว่าคนหนึ่งคนจะทำได้ทุกอย่างแล้วอร่อย ผมไม่เชื่อว่าวันนี้คุณสอนผมทำแกงเนื้ออยู่ พรุ่งนี้คุณสอนผมทำเต้าหู้ทอด มะรืนนี้คุณจะสอนผมทำทองหยิบ อีกวันคุณจะสอนผมทำสเต๊ก แล้วอร่อยทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้ อาหารมันคนละประเภทเลย

เมื่อผมไม่เชื่อ ผมก็เลยบอกว่านี่คือช่องว่างของรายการทีวีที่ชื่อ ครัวคุณต๋อย นี่คือช่องว่างอย่างแท้จริงเพราะว่าเราจะไม่ใช้คนคนเดียวสอน พอคิดรูปแบบรายการเสร็จเรียบร้อยก็เลยไปเสนอสถานี ตอนนั้นก็ไปบอกนายประวิทย์ (ประวิทย์ มาลีนนท์) ว่าเราจะทำรายการโดยเอาผู้รู้จริงที่เป็นเจ้าของสูตรจริงๆ มาสอนจริงๆ

ตอนเสนอสถานี เขาตอบรับทันทีเลยไหม

ทางสถานีบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าสูตรอาหารเป็นสิ่งที่คนหวง ไม่มีใครเขาให้กัน ส่วนใหญ่ที่เรารู้ว่าทำแกงเนื้ออย่างไรก็รู้ที่เป็นสูตรกลาง อย่างผัดผักบุ้งของครัวเจ๊ง้อ เขาก็ไม่บอกหรอกว่าผัดยังไงมันถึงกรอบ ถึงอร่อยอย่างนี้ นายประวิทย์ก็บอกว่าทำไม่ได้หรอก แต่ผมบอกว่าผมทำได้ เขาก็ถามผมว่า ‘ทำได้เพราะอะไร ทำไมคุณมั่นใจว่าทำได้’ ผมบอกว่า ผมทำได้สิ เพราะผมรู้จักกับคนพวกนี้มายี่สิบ สามสิบ สี่สิบปี ทุกคน ผมกิน ผมรู้จัก ไปมาหาสู่กันตลอด เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ถ้าผมขอ ยังไงเขาก็ให้

แล้วผมก็บอกว่าเงื่อนไขที่ผมจะทำคือหนึ่ง ทำ 5 วัน และสอง ทำตามวิถีของผม เขาก็ถามว่าคุณมั่นใจได้ยังไง คุณไม่ได้เป็นเชฟ ผมก็บอกว่า ผมไม่ใช่เชฟหรอก แต่ผมมีลิ้น ลิ้นพวกผมนี่ประเสริฐมาก เพราะลิ้นพวกผมได้ผ่านการฝึกปรือ ผ่านอะไรต่างๆ มามากมาย เพราะฉะนั้น ผมก็จะใช้ลิ้นของผม ประกอบกับเอาคนที่มีฝีมือที่สุดในประเทศนี้มาออกรายการ หลังจากคุยกันครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองเขาก็ต่อรองกลับมาว่า 3 วันได้ไหม 5 วันไม่ได้หรอก ผมบอกไม่ได้ ไม่ต้องต่อรอง ถ้า 5 วันถึงทำ ไม่ 5 วันก็ไม่ทำ

5 วัน กับ 3 วัน ต่อสัปดาห์ฟังเผินๆ เหมือนจะไม่ต่างกัน ทำไมถึงไม่ยอม

ไม่เหมือน ยังไงก็ไม่เหมือน จุดที่เราจับไม่เหมือนกับจุดที่สถานีจับ เรารู้ว่าเรามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่บ้าน กลุ่มที่ช่วงเวลานั้นเขาว่าง บางคนเกษียณเรียบร้อยแล้ว มีเงินทองทุกอย่าง แต่ความรู้ในเรื่องอาหารเรื่องสถานที่อาจจะด้อย ซึ่งเราสามารถทำรายการได้ทั้งห้าวัน เขาดูแน่นอน

คุยกันจนสุดท้ายเราจำคำพูดคุณประวิทย์ได้เลย เขาบอก ‘ต๋อยพูดไม่รู้เรื่อง’ เราก็เลยบอกว่า ‘ที่นายคบกับผมมา 30 ปี ผมเคยพูดรู้เรื่องเหรอ’ เขาก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น ทำแล้ว 4 เดือน ถ้าไม่ประสบความสำเร็จเราต้องมาคุยกันใหม่นะ คือนายประวิทย์เป็นคนดีนะ เขาจะไม่พูดว่า ไม่อย่างนั้นผมเอาออก เขาจะไม่พูดคำนี้แน่ แต่คำว่า ‘เราค่อยคุยกันใหม่’ มันหมายความลึกซึ้งหลายนัยมากๆ เราก็บอกนายประวิทย์ว่า ไม่ต้องสี่ดงสี่เดือนหรอก ทำไปเดือนสองเดือน ถ้าไม่ดังผมเลิก เขาก็บอก โอ้โห ขี้คุย

แล้วคุณไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน

ผมไม่ได้มั่นใจในตัวผมเลย อย่าเข้าใจผิด ผมมั่นใจในตัวคนที่ผมเอามาต่างหาก ผมบอกว่าเชื่อผมเถอะ คนอย่างเจ๊ง้อ อย่างบ้านอัยการที่ทำขนม ซึ่งไม่มีวันให้สูตรใครเพราะเขาทำขนมใหญ่โต อย่างขนมหวานโชติมา ซึ่งสำหรับผมเขาคือเจ้าแม่ของขนมหวาน อย่างเจ๊เตี้ยเพชรบุรีที่ผมเรียกว่าเพชรในตม เพราะว่าสมัยก่อนคนน้อยคนจะรู้จักเขา หรือว่าร้านฉั่วคิมเฮง คนเหล่านี้ที่ผมรู้จักเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น

แล้วคำว่าเดือนนึงของผมมันล่อเข้าไป 20 ตอนนะ เพราะฉะนั้น 2 เดือนนี่ 40 ตอนแล้วนะ ถ้าเป็นรายการคนอื่นปีนึงประมาณ 45 – 50 ตอนเองนะ แล้วสุดท้ายพอออกอากาศ 2 เดือนก็ดังเลย

จุดไหนที่บอกคุณว่ามันดัง

เรตติ้งไง เรตติ้งมันขึ้นอย่างมหาศาล คนนิยมชมชอบ แล้ววันที่เราทำตอนผัดผักบุ้งสูตรเจ๊ง้อ วันนั้นผักบุ้งในตลาดหายทุกตลาด เราจำได้เลย ทุกคนพอบ่ายเย็นก็รีบวิ่งไปซื้อผักบุ้งแล้วมาทำ

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วตอนไปขอสูตรเจ๊ง้อเขาตกใจไหม

เขาก็บอกว่าเอาออกทีวีเลยหรอ ต้องบอกสูตรด้วยเหรอ โอ้โห ไม่เคยบอกใครเลยนะในชีวิต เจ๊ง้อเขาก็จะเน้นคำนี้ว่าไม่เคยบอกใครเลยนะในชีวิต เราก็บอกเขาว่าต้องบอก บอกให้ออกก็ออกหน่า บอกให้ทำก็ทำหน่า แค่นั้น

ทำไมมั่นใจว่าเขาจะยอมบอกสูตรอาหารซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของเขา

มั่นใจ เพราะว่าเวลาคนเราคบหากันมันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และผมเคยบอกกับหลายๆ คนที่เป็นเจ้าของสูตรว่า ต่อให้คุณเอาสูตรนี้ออกอากาศไปแล้ว คนทุกคนในประเทศทำได้เหมือนคุณหมดเลย แต่เวลาเขาจะไปกิน เขาจะไปกินที่ไหน เขาก็ต้องไปกินกับเจ้าของสูตรอยู่ดี แล้วสมมติคนที่ได้สูตรไปเป็นร้านอาหาร ต่อให้เขาทำได้เรียบร้อยแล้ว กว่าเขาจะประสบความสำเร็จเขาก็ต้องใช้เวลาเท่ากับที่คุณใช้มาคือ 20 – 30 ปี เพราะอาหารหนึ่งร้านจะมาบอกว่าอร่อยแค่ผัดผักบุ้ง มันเป็นไปไม่ได้ ใครจะมากิน แล้วกว่าจะมาเป็นเจ๊ง้อมันต้องมี history ต่างๆ มากมาย แล้วสำคัญที่สุดคือความน่าเชื่อถือ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ ทุกคนฟังผมก็เข้าใจ เมื่อเข้าใจก็เลยยอม

ซึ่งหลังจากที่ร้านของเจ๊ง้อออกอากาศ คนก็ถล่มทลาย ซึ่งคนไม่เข้าใจ แต่เราเข้าใจตั้งแต่แรกแล้ว ถามว่าคนที่เห็นสูตรแล้วไปทำอาหารในหนึ่งร้อยคนคุณคิดว่ามีกี่คน ผมบอกคุณจริงๆ เลยนะ ไม่เกิน 10 – 20 คน ที่เหลือ 80 คนมุ่งไปกินที่ร้าน เพราะฉะนั้น ร้านเจ๊ง้อหรือร้านใครก็ตามที่มาออกรายการผม หลังจากนั้นร้านก็จะทำมาหากินแบบบ้าไปเลย คนจะไปกันแบบถล่มทลาย

แล้วเคยเจอร้านที่ปฏิเสธ ไม่ยอมบอกสูตร บ้างไหม

มี ทำไมจะไม่มี ผมเข้าใจ เป็นสิทธิของเขา

ไม่โกรธไม่เคือง

บ้า จะไปโกรธเขาทำไม บางเจ้าที่ปฏิเสธทุกวันนี้ผมยังไปกินอยู่เลย ไม่ได้หมายความว่าเขาปฏิเสธผมแล้วเธอกับฉันไม่ต้องคุยกัน เลิกคบกัน ถ้าเขาไม่ยอมออกก็เรื่องของเขา แต่ว่าเขายังอร่อยแล้วมันเรื่องอะไรที่จะไม่กินล่ะ เพราะแค่เขาไม่มาออกรายการเราเหรอ มันไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย

ต๋อย ไตรภพ

ความอร่อยมันเป็นเรื่องของรสนิยม แล้วคุณแยกออกได้ยังไงว่าร้านไหนอร่อยกว่าร้านอื่นๆ

คนเราอร่อยไม่เหมือนกัน เพราะเฟลเวอร์ของเราไม่เท่ากัน การลิ้มชิมรสหรือการลอง และประสบการณ์ ไม่เท่ากัน คุณว่าแกงจืดที่ถูกต้องมันควรจะหวาน เค็ม หรือจืด

แกงจืดที่ถูกต้องต้องมีรสเค็มนำ แค่เค็มนำไม่ใช่เค็มปี๋ แต่แกงจืดที่จืดมันไม่ใช่แกงจืด คนที่ไม่เคยกินก็จะไม่รู้ แต่คนที่เคยกินแกงจืดที่มีเค็มปะแล่มนิดๆ จะตกใจว่า เฮ้ย อร่อย แล้วถามว่าแกงจืดที่ใส่พริกไทยดำกับไม่ใส่พริกไทยดำต่างกันไหม ฟ้ากับเหว หรือถ้าคุณเป็นนักกินข้าวต้มปลากะพงจริงๆ คุณจะพบว่าบางร้านคุณไม่อยากกินเพราะมันเหม็นคาว ในขณะที่บางร้านคุณกินแล้วมีความสุข แล้วถามว่าข้าวต้มปลากะพงจริงๆ ต้องเป็นยังไง ระหว่างเหม็นคาวกับไม่มีกลิ่นเลย เพราะฉะนั้น คุณถามว่าอะไรอร่อย คุณก็ต้องมีประสบการณ์ไง อร่อยคืออย่างนี้ไง อร่อยคือ experience เมื่อคุณมี experience มากๆ ในที่สุดคุณก็จะกลายเป็น expert มันเป็นเรื่องธรรมดามาก

มีอะไรที่คุณกินแล้วอร่อย แต่คนอื่นบอกไม่อร่อยบ้างไหม

มีเยอะแยะไป แล้วเป็นคำพูดติดปากของคนไทย สมมติคุณกินอันนี้แล้วไม่ชอบ คุณจะพูดคำว่าไม่อร่อย ซึ่งนี่คือนิสัยของคนกิน แม้กระทั่งลูกผมก็เป็น เมื่อก่อนเขาไม่ได้ทำรายการ ครัวคุณต๋อย ผมไม่เคยว่าเขาเลย แต่วันหนึ่งเมื่อเขามาช่วยกิจการผม ถ้าวันไหนเขาบอกไม่อร่อยนี่โดนเลย ผมบอกมานั่งนี่ มาคุยกัน แล้วผมบอกเลยว่าอย่าพูดอย่างนี้อีก อันนี้คืออร่อย แต่เธอกินไม่เป็น เธอไม่รู้จักว่าความอร่อยคืออะไร คือไม่ชอบไม่เป็นไรนะ แต่ไม่ชอบให้เธอบอกว่าไม่ชอบ อย่าไปพูดว่าไม่อร่อย มันผิด ห้ามพูดจนเดี๋ยวนี้เขาพูดถูกแล้วว่าหนูไม่ชอบ

คือผมรู้ว่าอะไรอร่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะชอบทุกอย่างที่ผมกิน ผมกินของเป็นพันอย่าง จะชอบทุกอย่างได้ยังไง ถ้าถามว่าอันนี้อร่อยมั้ย ใช่ได้เว้ย แต่กินไหม ไม่กิน ถามว่าทำไมไม่กิน ก็ไม่ชอบ อาลัวเจ้านี้สุดยอด ทั้งหอมทั้งนุ่มทั้งนวลทุกอย่างเลย อร่อยมาก แต่เราบอกไม่เอาไม่ชอบ ต่อให้อร่อยไม่เห็นจำเป็นต้องกินเลย

คือคุณเซนซิทีฟกับคำว่า ‘ไม่อร่อย’ มาก

มันไม่ได้เซนซิทีฟกับผม มันเซนซิทีฟกับคนทำของดีๆ แล้วคุณไม่รู้จักของเขา ไปพูดว่าของเขาไม่อร่อย เซนซิทีฟกับเขามากๆ มันเจ็บปวดมากๆ อุ้ย ปลาร้าไม่กิน แหวะ มันเป็นสิทธิของคุณที่คุณจะไม่ชอบ แต่ไม่ใช่บอกว่าไม่เห็นอร่อยเลย อันนี้ผิดแล้ว คุณไม่รู้จักแล้วมาพูดว่าไม่เห็นอร่อยได้ยังไง

แล้วคุณเคยกินอะไรในรายการที่รู้สึกว่าพอกินได้ แต่จำเป็นต้องบอกว่าอร่อยบ้างไหม

ไม่มี แล้วเมนูนั้นไม่มีทางได้ออกรายการนี้ เพราะว่ากระบวนการที่จะได้ออกรายการนี้วุ่นวายมากและเรื่องเยอะมากสำหรับเจ้าของร้านอาหาร เจ้าของร้านอาหารแทบอยากจะฆ่าตัวตายกันเลย ผมไม่ได้พูดเล่น เพราะกว่าจะได้ออกคือหนึ่ง เราจะมี pre-test มีคนของเราไปชิมก่อนว่าได้เรื่องไหม สมมติว่าดี เขาก็จะมาบอกผมว่าได้เรื่อง หรือมาบอกหัวหน้างานอีกคนหนึ่งก่อน พอหัวหน้างานชิมแล้วบอกว่าได้เรื่องก็จะเอามาให้ผมชิมอีกที ถ้าได้เรื่องถึงได้ออก เพราะฉะนั้น กระบวนการมันวุ่นวายมาก บางคนเขาก็จะใช้ทางลัดคือหิ้วของมาเองเป็นหม้อเลย มาหาผมในวันอัด แล้วสมมติผมกินแล้วอร่อย ผมก็จะบอกว่าอันนี้ดีนะ แล้วกลับไปกินที่ร้าน

ทำไมยังต้องกลับไปกินที่ร้านอีก

แล้วคุณรู้มั้ยล่ะว่าใครทำมา

รอบคอบมาก

มันไม่ใช่เรื่องรอบคอบ แต่ถ้าพลาดคือฉิบหายได้เลย เพราะฉะนั้น ก็จะกลับไปกินที่ร้าน ถ้าโอเค เหมือนกัน ใช่ ทีมถ่ายถึงจะออกไปถ่าย อย่างกระบวนการคัดสรรกว่าจะเป็นอย่างนี้ได้มันค่อนข้างยุ่งยาก

นอกจากรายการโทรทัศน์ ครัวคุณต๋อย ยังต่อยอดไปเป็นนิตยสาร และอีเวนต์อย่าง ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ ทำไมถึงคุณถึงทำหลายอย่างขนาดนั้น

แล้วคุณคิดว่าทีวีมันจะอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ คุณว่าทีวีแบบประเทศนี้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ ทุกคนต้องคิด ผมทำธุรกิจผมก็ต้องคิดว่าอันนี้ต่อไปมันจะดีหรือไม่ดี สมมติคุณผลิตรถใช้น้ำมันแล้วอยู่ๆ วันหนึ่งเขาเปลี่ยนไปเป็นไฟฟ้าหมดแล้วคุณจะทำยังไง คุณคิดว่าคนที่นั่งทำรถน้ำมันอยู่เขาไม่คิดเหรอว่าจะไปขายใคร ทุกวันนี้เรามีเฟซบุ๊ก มีแอพพลิเคชันของเรา มีไลน์ แล้วผมมีงานอีกเยอะ ต่อไปนี้ทุกร้านที่มาออก ครัวคุณต๋อย เราเดลิเวอรี่หมด แล้วเรากำลังจะมีสถาบันครัวคุณต๋อย ผมจะเป็นเจ้าเดียวที่กล้าพูดได้เลยว่าสถาบันผม สมมติว่าเรียนผัดผักบุ้งก็มีเจ๊ง้อมาสอน คุณจบอะไรก็มาเรียนได้ ไม่จบอะไรก็ได้ แต่คุณต้องตั้งใจในการทำอาหาร

แล้วไม่ใช่สถาบันอย่างเดียว ต่อไปจะเป็นหลักสูตรแม่ครัวพ่อครัว จะเรียกเชฟหรือไม่เรียกเชฟก็ได้ จะเรียกอะไรก็เรียกไป แต่จะเป็นหลักสูตรหนึ่งที่อยู่ในมหาวิทยาลัย มันจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลที่จะทำให้อาหารการกินที่ดีๆ จะได้อยู่ต่อไป

ต๋อย ไตรภพ ไตรภพ ลิมปพัทธ์

ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าอะไรทำให้รายการ ครัวคุณต๋อย ประสบความสำเร็จ อะไรทำให้คนมางาน ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ กว่า 800,000 คน

ผมพูดแล้วมันก็ซ้ำ ผมตอบไปเรียบร้อยแล้วคือเขาเชื่อไง reliable ตัวเดียว ขอให้เชื่อใจ

เห็นคุณย้ำคำนี้เสมอในทุกสื่อ

มันเป็นเรื่องจริง ผมไม่ปิดบัง แล้วผมพยายามบอกคนที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อทุกคนว่า ถ้าคุณสร้างความเชื่อใจให้เขาไม่ได้ คุณไม่มีที่อยู่หรอก ทุกวันนี้คุณสร้างความหวือหวาได้ สร้างกระแสได้ ในตอนนั้นๆ แล้วก็จบ แต่ความเชื่อใจมันอาศัยเวลา คุณไปพูดกับคนว่า เชื่อผมเถอะๆ ไม่ได้ คุณต้องมีความจริงใจ เมื่อเขาเห็นความจริงใจที่เรามีเขาจึงเชื่อใจ

ผมเป็นรายการเดียวที่กล้าพูดว่า ออกรายการผมไม่มีเสียตังค์ แถมมาแล้วยังได้ตังค์ ผมไม่เก็บตังค์ใคร แล้วผมไม่ได้ว่าคนที่เขาเก็บเงินนะ เรื่องของเขา แต่ไม่ใช่วิธีของผม ผมไม่ทำ ผมเป็นรายการอาหารรายการเดียวด้วยที่ไม่มีป้ายข้างหลังเป็นน้ำมันไอ้นี่ เป็นซอสไอ้นั่น

มีเหตุผลใช่ไหมที่ปฏิเสธเงินที่จะเข้ามา

แน่นอน (เสียงสูง) ก็ผมไม่ชี้นำคนดูว่าถ้าจะทำไอ้นี่ต้องใช้น้ำมันยี่ห้อนี้ ก็ผมพูดอยู่ปาวๆ ว่าน้ำมันหมูดีที่สุด ถ้ามันมีรูปน้ำมันหมูมาติดผมก็อาจจะโอเคด้วย (หัวเราะ) แล้วก็มีคนพูดว่านมสดแทนกะทิได้ ผมบอกว่ามันแทนได้ตอนไม่มี ไม่ใช่แทนได้เพราะมันแทนได้ ผมเลยเป็นรายการเดียวที่ไม่มีป้าย

มีใครเตือนไหมว่ามันทำให้เสียโอกาสในการหารายได้นะ

เยอะแยะไป

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วคุณตอบว่ายังไง

รวยแล้ว ผมพูดจริง คำว่ารวยแล้วหมายความว่าผมรู้วิธีทำงานให้ขายได้แค่นั้นเอง แล้วความน่าเชื่อถือมันประเมินเป็นเงินไม่ได้หรอก

ทำมาขนาดนี้ อยากรู้ว่าโดยส่วนตัวคุณมีแพสชันอะไรในอาหาร

ไม่มี ผมไม่ใช่คนมีแพสชันในใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ถ้าผมจะทำอะไรสักอย่างในชีวิต ผมจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด ในคำว่าทำมันให้ดีที่สุด ผมก็ต้องศึกษา ทีนี้ในเรื่องอาหาร ผมอาจจะเป็นคนโชคดีที่มียายที่ทำอาหารอร่อยที่สุดในโลก และผมเป็นคนปักษ์ใต้ คนปักษ์ใต้กินรสจัดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ลิ้นของคนที่กินของรสจัดมันจะเข้าใจเรื่องรสชาติเยอะ

อย่างคนธรรมดาเขาจะกินแกงฟักกับหมูสามชั้นใช่ไหม แต่ยายผมไม่ใช่ แกงฟักต้องใส่ปลาสีเสียด คนปักษ์ใต้ใส่ปลาสีเสียดเข้าไป ความเค็ม ความคาว ของปลาสีเสียดกับฟักที่ดูดความคาวนี้เข้าไปมันทำให้อร่อยมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น เราจะมีอะไรอย่างนี้อยู่ในสมองอยู่แล้ว ตำน้ำพริกเหมือนกัน เราจะตำยังไงให้อร่อย เรารู้ว่าถ้าวันนี้จะตำน้ำพริก เราต้องการกินสดวันนี้ เราก็จะเอาพริกไปเผาหน่อยนึง กระเทียมเผานิดนึง ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้มันก็จะอยู่ในกมลสันดานอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าเป็นคนที่รักการทำอาหารไหม เราไม่มี ไม่รัก

ปกติเข้าครัวบ้างไหม

ไม่มี ไม่เคย คำว่าไม่เคยคือให้เข้าไปเพื่อทำกับข้าวนี่อย่าฝันเลย ไม่มีทาง ไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เป็นคนที่เข้าใจทุกขั้นตอนจริงๆ ผมจำได้ว่าตอนที่ทำรายการ ครัวคุณต๋อย ยี่หร่ามันหายไปจากตลาดนานแล้ว เพราะคนจะใช้แต่กะเพรา ผมก็ไปพูดออกรายการ พยายามหาร้านที่ทำยี่หร่ามาออกรายการให้ได้ จนวันหนึ่งยี่หร่าก็กลับมาอยู่ในตลาดอาหาร คือผัดเผ็ดเนื้อจะอร่อยให้ตายยังไงมันก็สู้ยี่หร่าเนื้อไม่ได้ หรือคุณผัดกะเพราเนื้อกับยี่หร่าเนื้อมันก็ต่างกันฟ้ากับเหว เราต้องมีความรู้ในสิ่งเหล่านี้ ต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

แล้วปกติคุณเป็นคนเลือกกินไหม

เลือก เลือกยิ่งกว่าเลือกอีก

เวลาทำงาน ข้าวกล่องในกองกินได้ไหม

ได้ คือลูกน้องผมเขาดูแลผมค่อนข้างดีมาก พูดจริงๆ ในกองผมต่อให้อาหารที่ให้ช่างฉากกินก็อร่อย แล้วช่างฉากกินยังไงผมก็กินอย่างนั้น แต่ถามว่าเวลาอาต๋อยไปกองอื่นทำยังไง ผมก็จะถามว่าคุณแยกออกหรือเปล่าว่าระหว่างเวลาที่คุณทำงานกับเวลาที่คุณไปหาอะไรอร่อยกินมันคนละเวลากัน สำหรับผมตอนทำงานอะไรก็กิน ไม่มีแม้แต่หนเดียวในชีวิตด้วยซ้ำที่ผมนั่งที่กองแล้วบอกว่าอันนี้อร่อยหรือไม่อร่อย กินได้หรือกินไม่ได้ ไม่มี ผมกินได้หมดทุกอย่าง ลูกน้องผมยังพูดเลยว่ากินได้หมดทุกอย่างเลยเหรอ เราก็ตอบว่านี่มันทำงาน คือถ้าคุณแยกถูกชีวิตคุณจะง่าย ชีวิตจะไม่ลำบาก คือคนเดี๋ยวนี้จะเอาแต่ตัวเองแล้วจะเปลี่ยนสังคม ซึ่งมันผิดนะ ผมต้องเปลี่ยนตัวเอง จัดการตัวเองถึงจะถูก ไม่ใช่จัดการสังคม

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ต๋อย ไตรภพ

ย้อนมองผลงานของคุณไล่ตั้งแต่ ฝันที่เป็นจริง, ทไวไลท์โชว์, เกมเศรษฐี, ทูไนท์โชว์ มาจนถึง ครัวคุณต๋อ  แล้วอยากรู้ว่าคุณมีสูตรอะไรในการเอาชนะใจกลุ่มผู้ชมที่เป็นแมสได้เสมอๆ

เรื่องการคิดรูปแบบรายการแล้วทำให้เหมาะสมมันก็เรื่องหนึ่ง มนุษย์ต้องคิดตรงนี้เป็นเพราะเราเป็นนักธุรกิจ กับอีกเรื่องหนึ่งคือเวลาจะทำรายการอะไรก็จริงใจออกไปแค่นั้นเอง มันไม่มีอย่างอื่น ความน่าเชื่อถือมันไม่มีสูตรพิสดารกว่านั้น รายการผมที่คนเขายังดูกันอยู่ก็เพราะเขาเชื่อถือ ผมไม่เคยเปลี่ยนตัวตามกระแสโลก ผมจับกระแสโลกแล้วมาคิดว่าต้องทำยังไงกับมัน แต่ผมไม่เคยคิดว่าสมัยนี้เขาเป็นอย่างนี้ก็เลยต้องเป็นอย่างนี้ ผมไม่เป็นด้วย ผมไม่เอาด้วย ทีนี้คุณจะเป็นคนแบบนี้ได้ก็ต้องมีรากฐานที่แข็งแรงจริงๆ ซึ่งผมมี

คุณต้องถามตัวเองว่าทุกวันนี้คุณทำงานหาเงินหรือทำงานหาความสุข ชีวิตผมทำงานเพื่อหาความสุข ผมทำอย่างนั้นมาตลอดชีวิต ถ้าผมทำงานหาเงินตอนนี้ทำไมผมไม่ทำเกมโชว์ คนพูดทุกวันว่าทำไมไม่เอา ฝันที่เป็นจริง กลับมาทำอีก ผมบอก ไม่ใช่ ผมทำงานหาความสุขไม่ได้ทำงานหาเงิน สำหรับผมการทำงานต้องมีความสุข และถ้าคุณทำ คุณก็ต้องรู้จักหน้าที่ ซึ่งถ้าคุณทำตามหน้าที่แล้วยังมีความสุขได้ คุณจะเหนือคนอีกเป็นล้านๆ คนบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะยังยิ้มได้

ฟังดูคุณมีความสุขกับสิ่งที่ทำมาก อยากรู้ว่าชีวิตคุณมีความทุกข์บ้างไหม

(นิ่งคิดนาน) ผมพยายามหาจริงๆ เลยนะ แต่ผมไม่มี ผมไม่รู้จะตอบยังไง

มีมนุษย์ที่ไม่มีความทุกข์ด้วยเหรอ

คุณเข้าใจทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไหม ถ้าคุณเข้าใจ คุณก็ต้องเข้าใจต่อไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้เป็นทุกข์ เพราะคำว่าทุกข์แปลว่า ภาวะที่ทนอยู่ไม่ได้ คือการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงเสมอ การไม่คงตัว มันถึงทำให้เกิดภาวะที่เป็นทุกข์ แล้วถ้าคุณเข้าใจว่าทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้น เหมือนคุณรู้ว่าไอ้นี่เผ็ด กินเข้าไปยังไงก็เผ็ด แล้วคุณจะตกใจ ประหลาดใจ คุณจะงงงวยกับมันได้ยังไง สำหรับผมมันเป็นภาวะแบบนั้น

ก็ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นทุกข์ มันเป็นภาวะที่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว มันไม่เที่ยง คำว่าไม่เที่ยงคือนั่งอยู่เช้าๆ สบายไม่มีปัญหาอะไร ตกเย็นสมมติว่าเขาโทรมาว่าบริษัทไฟไหม้ ลูกโดนรถชน เมียตาย หรืออะไรก็แล้วแต่ มันเป็นภาวะที่ไม่เที่ยงถูกไหม ซึ่งภาวะอย่างนี้เกิดได้ไหม แล้วถ้าคุณรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ แล้วจะอะไรอีกเหรอ

สิ่งที่ผมรักที่สุดในชีวิตคือคุณยาย ผมถึงชอบพูดถึงคุณยายบ่อยๆ ผมดูแลคุณยายผมดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำให้ได้ แล้ววันหนึ่งยายผมตายต่อหน้าต่อตาผมเลย ทุกคนในตระกูลร้องไห้กันหมด มีผมคนเดียวที่ไม่ร้องไห้ จะร้องทำไม ก็คนเรามันตายได้ไม่ใช่เหรอ ตอนที่เขาปิดเครื่องช่วยหายใจผมก็บอกว่าลาก่อนนะยาย แล้วผมก็เป็นคนเอาศพยายขึ้นรถไปวัดด้วยกัน พี่ผมนั่งร้องไห้ใหญ่ ทุกคนร้อง มีผมคนเดียวไม่ร้อง

เจ็บปวดไหม เศร้าไหม

ผมเจ็บปวด แต่ผมไม่ร้อง

คุณเก่งมาก ไม่ร้องไห้

มันไม่ใช่เรื่องเก่ง เป็นเรื่องความเข้าใจ ความเข้าใจตรงนี้ถ้าคุณไม่ฝึกหัด ไม่ฝึกฝน ไม่เรียนรู้ ไม่ทำซ้ำ มันจะไม่อยู่กับคุณหรอก มันจะอยู่กับคุณต่อเมื่อคุณเข้าใจว่าก็คนเราตายได้ ถามว่ายายผมตายแล้วไปไหน ถ้าถามผม ในความเชื่อของผม ยายผมทำดีมาตลอดชีวิต ที่ที่ยายไปดีกว่านี้แน่นอน สมมติคุณเรียกที่นี่ว่าโลกมนุษย์ ที่นั่นคือสวรรค์ แต่ถ้ายายผมทำเลว เป็นคนใช้ไม่ได้ ยายผมก็ต้องตกนรก แต่ไม่เกี่ยวกับกรณีนี้นะ ไม่ว่ายายผมจะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ก็ไม่ได้เอฟเฟกต์กับผม เพราะมันก็เป็นเรื่องที่ยายผมทำเอง เป็นกรรมของยาย แล้วจะให้ผมทำยังไง

ตอนนั้นทุกคนบอกเลยถ้ายายตายผมตายแน่นอน เพราะอาต๋อยรักยายมาก ยายผมก่อนท่านจะเสียชีวิต ท่านอยู่โรงพยาบาลเอกชนมาสามสี่เดือน ในขณะที่ทุกคนบอกว่าให้ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลรัฐ ผมบอกเลยว่าไม่ย้าย ไม่ต้องยุ่ง เสียวันละ 80,000 ทุกวัน ห้าเดือนหกเดือนก็เสียไป ไม่ต้องยุ่ง ผมมีตังค์ ทำไมล่ะ ก็โรงพยาบาลนั้นใกล้ผม ผมไปทำงานตอนเช้าก็เห็นยาย กลับมาตอนเย็นก็เห็นยาย โอเค ถ้าไปอยู่โรงพยาบาลรัฐอาจจะเสียแค่วันละหมื่น ประหยัดไป 70,000 แต่ผมไม่เห็นมีความจำเป็นต้องประหยัดไป 70,000 แล้วไม่เห็นยาย มันคิดคนละแบบ แล้วมันไม่ใช่เรื่องเสียดายหรือไม่เสียดาย แต่มันคือมีเงินที่จะทำอย่างนี้ได้หรือเปล่า แล้วเดี๋ยวก่อนนะ คุณเก็บเงินทุกวันนี้ไว้เพื่ออะไรเหรอ ก็ไม่ใช่เพื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วยเหรอ สำหรับผมคือใช่ ผมไม่มีปัญหา

คุณดูเป็นคนเข้าใจกับสิ่งที่หลายคนหวาดกลัวอย่างความตาย

แน่นอน ถึงได้บอกว่าเวลาที่คุณเอาคำจำกัดความมาใช้กับผม บอกว่า โห ผมเก่งมากเลย ผมจะรับไม่ได้ คือมันไม่เห็นจะเก่งตรงไหนเลย มันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ก็คนมันต้องตาย

อย่างเมียผมตอนนี้เขาเป็นมะเร็ง วันที่เขาเป็นมะเร็งแล้วมาบอก ลูกผมนั่งอยู่ตรงนี้ 2 คนร้องไห้โฮเลย พอเขามาบอกผม ผมก็บอกว่า อืม รักษา บอกแค่นี้ ให้รักษา ไปหาหมอที่ดีที่สุด แล้วเมียผมก็บอกว่า กลุ้มใจมากเลย เดี๋ยวกุมภาพันธ์จะต้องให้คีโม ผมบอกว่าถ้าอย่างนั้น ปลายเดือนมกราคมไปเที่ยวกัน ผมก็พาเมียผมไปเที่ยว แล้วค่อยมาให้คีโมทีหลัง ถามว่าถ้าคุณเป็นมะเร็งคุณจะมีใจไปเที่ยวไหมล่ะ แต่เขามี เก่งไหมเนี่ย อันนี้แหละเก่ง (หัวเราะ)

ผมก็พาไปโน่นนี่เต็มไปหมด แล้วแต่เขาต้องการ ผมไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวผมเอง ตัวผมเองไม่เคยมีเรื่องอะไรเลยนะ ผมไม่เคยเดือดร้อน ในชีวิตผมไม่เคยเดือดร้อน (เน้นเสียง) ในชีวิตผมไม่เคยมีปัญหา ในชีวิตผมไม่เคยปวดหัว ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยแบบทุกข์ใจเว้ยที่ตัวเองเป็นอย่างนี้ ไม่เคย

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วตอนนั้นที่บริษัทไม่มีงาน 8 – 9 เดือนล่ะ

ไม่ทุกข์ ไม่สนเลย นอนสบาย นั่งเล่นหมากรุกทุกวัน แฮปปี้มีความสุข เมียกับลูกยังมาถามเลยว่า ต้องทำตัวยังไง ผมบอกว่า ทำตัวยังไงก็ได้ อย่าผิดจากเดิม แล้วให้ทำดีกว่าเดิมได้ด้วย เช่น เคยไปสปาเดือนละ 2 ครั้ง ไปมัน 4 ครั้งเลย คือชีวิตเขามันไม่เกี่ยวกันกับที่ผมไม่มีงานทำ แต่ถ้าผมไม่มีตังค์ ถ้าผมไม่ได้ทำไว้ดีแล้ว ไม่ได้มีเงินเก็บไว้บ้าง ก็อาจจะต้องบอกเขาว่า มีเท่านี้นะ จะใช้ยังไงก็ลองมาดูกันนะ แต่มันไม่อยู่ในภาวะนั้น ไม่อยู่ในฐานะนั้น จะไปกลุ้มหาอะไร กลุ้มทำไม ต้องโง่แน่ๆ เลยถ้ากลุ้ม

คุณยายเสียก็ไม่ร้องไห้ ตอนที่รู้ว่าภรรยาเป็นมะเร็งก็ไม่ร้องไห้ แล้วคนอย่างไตรภพเคยร้องไห้มั้ย

เคย โดนหมากัด โดนตี ตอนเด็กๆ

แล้วตอนที่บรรลุนิติภาวะแล้วเคยร้องไห้อีกไหม

โอ้โห ยากมากๆ ไม่มี ร้องไห้เป็นเรื่องขำ ไม่มีทาง ซาบซึ้งใจอะไรก็ตามในรายการก็ไม่ร้อง ตอนทำ ฝันที่เป็นจริง โห คนเขาร้องไห้กันทั้งเมือง ซาบซึ้งใจ ผมก็ไม่ร้อง ผมมองว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นเรื่องดีของเขา ผมก็มองแบบ สุดยอด เยี่ยมเว้ย แต่ผมไม่ได้ร้องไห้

คุณดูปล่อยวางได้กับหลายอย่างในชีวิต แต่ทำไมกับการทำงานคุณดูยังยึดติดกับมันว่าต้องดี ต้องได้อย่างที่ต้องการ

ไม่ใช่ยึดติดเลย เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ ผมเป็นคนที่รู้จักคำว่าหน้าที่ดีที่สุดคนหนึ่งในโลก ก่อนอื่นคุณต้องรู้จัก nature ผมก่อน ผมมี nature เป็นคนขี้เกียจ ผมเป็นคนขี้เกียจมากๆ ผมเป็นคนขี้เกียจที่สุดในโลก เท่าที่ผมเคยเห็นคนขี้เกียจมา สมมตินอนอยู่ตรงนี้แล้วผมคันหู ไม้เขี่ยหูอยู่ตรงนั้น ผมยังต้องคิดแล้วคิดอีกว่าผมควรจะลุกจากตรงนี้ไปเพื่อหยิบไม้เขี่ยหูมาเขี่ยมั้ย ผมขี้เกียจขนาดนั้น แต่ผมพบว่าความขี้เกียจต้องถูกเอาชนะได้โดยการไม่ขี้เกียจ ผมเลยต้องปรับตัวเองใหม่ ผมจึงกลายเป็นคนขี้เกียจที่ชงกาแฟก็ชงเอง ล้างแก้วกาแฟก็ล้างเอง อะไรที่อยู่ในซิงค์ล้างจานทั้งหมดผมก็ล้างให้ เมียผมจะโกรธผมมาก ถามว่าเธอไปล้างทำไม แต่ผมไม่ได้ทำให้เขา เขาไม่เคยรู้ ผมทำให้ตัวผมเอง ถ้าอะไรที่เป็นภารกิจ ผมต้องทำ ผมไม่เคยลุกจากที่นอนแล้วไม่จัดที่นอน ผมทำทุกอย่างเองหมดเพราะผมขี้เกียจ ไม่อย่างนั้นคุณจะฆ่ามันได้ยังไงล่ะ ถ้าคุณไม่มีวิริยะ มันเป็นธรรมดานะ ไม่ใช่เรื่องผิดธรรมดา คนที่สอนผมคือพระพุทธเจ้า ถ้าโยมขี้เกียจขนาดนี้ โยมก็ต้องขยัน

แต่ผมไม่ได้ยึดติดกับการทำงาน ไม่สน เวลาที่ประสบความสำเร็จก็ประสบไป คุณถามคนพวกนี้ได้ (ชี้ไปที่ลูกน้อง) เวลาประสบความสำเร็จผมเคยคุยมั้ย ผมไม่เคยพูดถึงเรื่องความสำเร็จที่ผมได้รับในชีวิต คำถามที่เขาจะได้ยินจากผมคือ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า มีก็บอกมี ไม่มีก็บอกไม่มี จบ ผมไม่เคยพูดเรื่องที่ผ่านเลยแล้ว ว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เคย

อดีตไม่มีความหมายเลยหรือ

ไม่มี รางวัลผมก็ไม่เก็บ รางวัลผมอยู่ในกล่องหมด ผมไม่มีสน บางคนเขามาพูดว่าตอนนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมบอก ตอนไหนเหรอ ผมจำไม่ได้จริงๆ

ตอนที่ผมได้รางวัลเมขลาตัวแรก พอเขาประกาศชื่อ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ผมขึ้นเวทีไป เอามือไปรับ แล้วตอนที่ผมจับรางวัลปุ๊บผมยูเรก้าทันทีเลย มันวินาทีนั้นเลยนะว่า อ๋อ ไอ้นี่เหรอที่จะทำให้กูเสียคน ที่จะทำให้กูเปลี่ยนไป ตั้งแต่นั้นมารางวัลทุกตัวถึงอยู่ใต้บันไดหมด ไม่เคยโชว์รางวัล ไม่มีห้องเก็บรางวัล ซึ่งถ้าผมไม่ได้รับความสำเร็จ หรือไม่เคยได้อะไรอย่างนี้ ผมอาจจะกลายเป็นคนต้องการความสำเร็จก็ได้ ผมอาจจะกลายเป็นคนที่ทะยานอยาก แต่เมื่อผมเคยได้มามันเปลี่ยนให้ผมหนักแน่นขึ้น มั่นคงขึ้น

คุณดูไม่ยึดติดกับอะไร แล้วสิ่งต่างๆ ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ทำไปเพื่ออะไร ยังมีอะไรให้ไขว่คว้า

ไม่มีๆ ไม่ได้อยากทำเลย ก็บอกแล้วว่าขี้เกียจ แต่ผมทำเพื่อพวกเขา จงใช้ชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นเถอะ เพราะคนอื่นมีความสุข เราจะได้ไม่มีทุกข์ คิดง่ายมากๆ เลย จงอย่าใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเลย เพราะบางทีการใช้ชีวิตเพื่อตัวเองมันต้องเบียดเบียนผู้อื่น แล้วมันอาจจะทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ แล้วเมื่อเขาเป็นทุกข์เราก็จะเป็นทุกข์ด้วย

อย่างที่บอก ชีวิตผมไม่มีอะไรเลย เสื้อผ้า รองเท้า ไม่เคยซื้อ ห้างสรรพสินค้าไม่เคยเดินมา 30 ปี ผมไม่เคยไปไหน ถ้าไม่ใช่งานไม่มีทางไป แล้วเวลาไปลูกน้องเขาต้องจูงผมตลอด เพราะผมเดินไม่ถูก อย่างบ้านผมอยู่ตรงนี้มา 20 – 30 ปีแล้ว แต่ผมได้ไปเมืองทองธานีก็เพราะผมจัดครัวคุณต๋อย Expo ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เคยไป

คือชีวิตคุณมีแค่บ้านกับที่ทำงาน

ใช่ๆ แล้วจะให้ไปไหน (หัวเราะ)

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วชีวิตคุณเอา input มาจากไหน

ผมก็หาความรู้ของผมสิ ทำไมผมต้องเข้าห้างด้วยเหรอ ผมไม่ต้องเข้าผมก็หาความรู้ได้ ผมอยากดูหนัง หนังเรื่องนี้เขาบอกดี ผมก็บอกไปเอามา แค่นั้น

เห็นลูกน้องคุณแซวว่าเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ของ BNK48 ก็รู้จัก

เออๆ (หัวเราะ) อ้าว ทำไมผมจะไม่รู้ ผมรู้จักหมด ผมพูดได้เลย ผมรู้ว่าสิ่งนี้จะดังเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะสิ่งนี้เกิดที่ญี่ปุ่น แล้วไปทำที่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แล้วคนที่นั่นบ้ามากๆ ก็เริ่มประสบความสำเร็จ ผมรู้ก่อนจะดังในประเทศไทย

ดูจากสิ่งที่ว่ามาและงานที่คุณทำ เหมือนคุณเป็นคนที่มีเซนส์ในการคาดเดาว่าอะไรจะดัง

ไม่ใช่เซนส์ สังคมมันเป็นอย่างนั้น ภาพรวมทั้งหมดเป็นอย่างนั้น ถ้าเอาจิ๊กซอว์มาต่อๆ กันคุณจะเห็นว่าโลกเดี๋ยวนี้เป็นยังไง

คุณจะได้ยินคำนี้จากผมมาสิบกว่าปียี่สิบปีแล้วว่า โลกยุคหน้ามนุษย์จะเป็น individual person แต่ไม่เคยมีใครฟังผม เพราะว่าตอนที่ผมพูดเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมนุษย์ชอบ gathering ออกมารวมกันเยอะๆ ไปคอนเสิร์ต ไปเฮ แต่ผมบอกว่าไม่ใช่ โลกยุคหน้ามนุษย์จะเป็น individual person จะโดดเดี่ยวมากขึ้น แล้วมันก็เป็นจริงตามนี้

เดี๋ยวนี้ทุกคนโดดเดี่ยวมาก ทุกคนก็นึกว่ากูมีเพื่อน มีเฟซบุ๊กมีอะไร แต่ความจริงไม่มีเลย มึงไม่มี คนที่มาลงเขาก็จะอวดตัวเขาว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไอ้นี่บางทีดูเขาเสร็จก็รังเกียจเขาอีก ทำให้ตัวเองไกลจากเขามากขึ้น ไม่ใช่ว่าเล่นเฟซบุ๊กแล้วใกล้กับเขามากขึ้นนะ บางคนเขาไปปารีส แล้วเขาก็นั่งอยู่ในร้านกาแฟสวยๆ แล้วก็ถ่ายรูปสวยๆ มาลง ไอ้คนนั่งดูแทนที่จะคิดว่า เฮ้ย เราจะไปปารีสดีไหม เปล่าเลย โหย หมั่นไส้มัน ซึ่งความหมั่นไส้ก็ทำให้เกิดระยะทางห่างขึ้นไปอีก มนุษย์ก็เริ่มโดดเดี่ยวขึ้น โดดเดี่ยวขึ้น ผมพูดมาตั้งนานแล้วว่ามนุษย์จะโดดเดี่ยว แล้วก็โดดเดี่ยวจริงๆ

ในฐานะผู้มาก่อน คุณพอมองออกไหมว่าพวกเราจะหลุดพ้นจากความโดดเดี่ยวเหล่านี้ไปได้ยังไง

ไม่มีทาง มันเป็นนวัตกรรม โลกเข้ามาสู่ยุคซึ่งเครื่องมือเครื่องไม้เป็นอย่างนี้ จนวันนึงไอ้ยุคนี้พังไป แล้วโลกก็จะกลับมาอยู่รวมกันกันอีกทีนึง แล้วก็พังอีก แล้วก็กลับมารวมกัน แล้วก็พังอีก มันจะเป็นอย่างนั้น มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไม่เที่ยง มันเป็นวัฏฏะ เป็นอิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ดับไปสิ่งนี้จึงดับไป มันเป็นอย่างนี้แน่นอน คุณต้องอยู่เป็นผู้เข้าใจ ไม่ใช่อยู่เป็นผู้ที่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณอยากไม่ได้หรอก

ไตรภพ

แล้วทุกวันนี้คุณมีเฟซบุ๊กมั้ย

มี เอาไว้ส่อง ก็ผมทำงาน ผมก็ต้องเอาไว้ส่อง เวลาเขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาผมก็ต้องดูว่ามันเป็นยังไง แต่ผมไม่เคยโพสต์อะไรเลยแม้แต่อันเดียว ถามว่าผมมีอินสตาแกรมมั้ย มี เอาไว้ส่อง แต่ไม่โพสต์

ทำไมถึงไม่โพสต์อะไรเลย

ก็ชีวิตผมมันไม่มีอะไร (เน้นเสียง) คุณว่าถ้าผมถ่ายต้นไม้ 30 วันแล้วโพสต์ทุกวันมันจะเป็นยังไง เฟซบุ๊กผมคงมีรูปต้นไม้เต็มไปหมดเลย เพราะชีวิตผมไม่มีอะไรเลย แล้วต้นไม้ก็ไม่ใช่ของผม ของเมียผม เขาเป็นคนชอบต้นไม้

ในชีวิตคุณคุยกับคนมาแล้วมากมาย ถ้าให้ย้อนมอง คุณพอจะเห็นจุดร่วมอะไรของมนุษย์บ้างไหม

โง่

มีมนุษย์ที่ฉลาดไหม

มี พระพุทธเจ้าไง คนที่เข้าใจว่าจะต้องหาวิชามาแทนที่อวิชชา แต่คนในโลกโง่มากกว่าฉลาดอยู่แล้ว เพราะมีอวิชชาครอบงำอยู่ อวิชชาแปลว่า ความไม่รู้ความจริง ความไม่รู้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน เปลี่ยนน้อยมาก เปลี่ยนเฉพาะบุคคล คือเรื่องนี้เรื่องเดียว

เวลาพูดคุณพูดต้องพูดให้ถึงแก่น จะไปพูดทำไมว่ามีไฟฟ้า มีประปา อันนั้นฉลาด แต่ฉลาดในเรื่องของวิทยาศาสตร์ ฉลาดในเรื่องของรูปร่างตัวตน ไม่ได้ฉลาดในเรื่องของจิตใจ เอาง่ายๆ ผมถามคุณว่า ที่คุณทำสิ่งต่างๆ ทุกวันนี้เพื่ออะไร คุณมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร คุณตอบได้ไหม สมมติผมถามคุณแค่นี้ ‘คุณมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร’ คุณลองตอบสิ คุณตอบไม่ได้ เพราะอะไรรู้เปล่า เพราะคุณไม่ได้นึก ที่คุณตอบช้าเพราะคุณไม่ถามตัวเอง ไม่ใช่เพราะคุณมีหลายคำตอบ คุณไม่เคยรู้เลยว่าคุณอยู่เพื่ออะไร บ้าไหมนี่ แล้วผมถามคุณต่อไปว่าคุณบ้าหรือดี คุณมีชีวิตอยู่โดยคุณไม่รู้ว่าคุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

ไตรภพ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

พี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน โทรศัพท์หาผมเมื่อวันก่อนว่า เขาเพิ่งไปกินขนมเค้กที่ร้าน Windows Café & Restaurant ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมสไตล์โคโลเนียลเปิดใหม่ที่เชียงใหม่ชื่อ Sela

แน่นอน พี่ก้องไม่ได้โทรมาแค่จะบอกว่า เค้กร้านนี้อร่อย ผมควรไปชิม ใจความจากปลายสายระบุถึงเรื่องราวของคนทำเค้กที่เจ้าตัวเพิ่งไปกินมา

“เชฟชื่อคริส เป็นคนอังกฤษ เคยทำขนมเสิร์ฟเชื้อพระวงศ์ที่นั่น ตอนนี้เขาย้ายมาเปิดร้านอยู่เชียงใหม่…”

เหล่านี้คือข้อมูลบางส่วนที่ผมได้รับ พร้อมเบอร์ติดต่อที่พี่ก้องได้มาจากเจ้าของ Windows Café & Restaurant 

“ลองไปคุยดู น่าสนใจดีครับ” แกว่าอย่างนั้น

นั่นแหละครับ

หลังการนัดหมายเสร็จสิ้น เชฟคริสส่งโลเคชันมาทางไลน์ ร้านของเขาอยู่ไม่ห่างจากโรงแรม Sela เท่าไหร่นัก ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ทางถนนเลียบคลองชลประทาน เลยสี่แยกสะเมิงไปสักพัก จนพ้นปั๊มน้ำมัน ปตท. ก็กลับรถข้ามคลอง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอย ก็จะเห็นดอยสุเทพเป็นฉากหลัง

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง หลังการทักทาย ผมตั้งใจจะถามว่า ทำไมคนทำอาหารเก่ง ๆ นิยมมาปลูกบ้านหรือเปิดร้านในย่านหรืออำเภอนี้กันนัก อาจเป็นเรื่องบังเอิญ หรือมีใครเป็นตัวตั้งตัวตีชักชวน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถาม

ลักษณะของร้านเป็นบ้านชั้นเดียวล้อมรอบด้วยสวน โต๊ะอาหารถูกจัดเรียงไว้บนสนามหญ้า ส่วนพื้นที่ในอาคารเป็นห้องครัว ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นโถงทำครัว เพราะมีขนาดใหญ่เท่าบ้านทั้งหลัง เคาน์เตอร์ทำอาหารพร้อมอ่างล้างจาน 6 จุด เตาแก๊สและเตาอบอย่างละ 4 เตา ตู้เย็นขนาดเล็กอีก 6 ตู้ และไซส์จัมโบ้อีก 1 ตู้ นี่คือภาพที่ผมเห็นโดยคร่าว ไม่ใช่ทั้งหมด

“เรียกว่าเป็นการชดเชยชีวิตที่ผ่านมาก็ได้ ผมเคยทำงานแค่ในห้องครัวเล็ก ๆ บนเรือ” เจ้าของสถานที่ผายมือเพื่อกะระยะขนาดห้องครัวในอดีต “พอจะทำห้องครัวเป็นของตัวเองบ้าง เลยขอกว้างขวางหน่อย อยากให้มันเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นน่ะ”

ถึงจุดนั้น ผมก็ได้ทราบข้อมูลใหม่ คู่สนทนาไม่ใช่แค่เชฟเบเกอรี่ แต่เป็นเชฟที่ทำอาหารครอบจักรวาล ซึ่งประจำการอยู่บนเรือยอชต์ เขาทำอาชีพนี้ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี จนเกษียณ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า Limeleaf Kitchen นอกจากเป็นร้านอาหารเปิดใหม่ที่เสิร์ฟบาร์บีคิว สลัด และเบเกอรี่ รวมถึงเมนูพิเศษ ๆ ตามวาระ เชฟคริสยังตั้งใจให้ที่นี่เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย หากแตกต่างจากที่อื่นตรงที่มีคอร์สพิเศษสำหรับผู้ที่ประสงค์อยากเป็นเชฟบนเรือแบบเขา

ส่วน คริสโตเฟอร์ ริชาร์ด โจนส์ (Christopher Richard Jones) คือชื่อจริงของเขา หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษที่เคยเป็นเชฟประจำเรือยอชต์ชั้นนำอย่าง Enigma, Perini Navi และอื่น ๆ พาผู้คนล่องมหาสมุทรมาแล้วทั่วโลก ลูกค้าที่เคยฝากท้องไว้กับเขามีตั้งแต่มหาเศรษฐี เซเลบริตี้ ศิลปิน และนักแสดงฮอลลีวูด รวมถึงครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดและโซฟี เคาน์เตสแห่งเวสเซกซ์

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

คริสใช้ชีวิตในวัยเลข 3 ถึงเลข 5 นำหน้า ทำอาหารบนเรือ 8 เดือนต่อปี และใช้ช่วงหยุดพักผ่อนอีก 4 เดือนที่เหลือในอังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน กระทั่งช่วงปีท้าย ๆ ที่เขาเลือกใช้ชีวิตช่วงหยุดยาวประจำปีที่ประเทศไทย ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจใช้ชีวิตในวัยหลัง 55 ปี ปักหลักที่เชียงใหม่ 12 เดือนต่อปี ด้วยการเปิดร้านพ่วงโรงเรียนสอนทำอาหาร ซึ่งก็คือสถานที่ที่เรานัดหมายกันในวันนี้

“แปลว่าลูกค้าร้านคุณจะได้กินอาหารแบบเดียวกับที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเคยกินน่ะสิ” ผมแซว

“ผมไม่คิดว่านั่นเป็นจุดขายนะ” เขาตอบ “และอันที่จริง นอกจากที่เคยสอนลูก ๆ พวกเขาทำขนม ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าทำอาหารอะไรเสิร์ฟพวกเขา”

มรดกจากเกลียวคลื่น

“ก่อนคุยกัน ขอผมอวดห้องนี้หน่อย”

มุมด้านในสุด ซ้ายมือของโถงทำอาหาร คริสเปิดประตูนำผมสู่อีกพื้นที่ เขาเรียกมันด้วยอารมณ์ขันว่า ‘ห้องแห่งความลับ’

ห้องมีขนาดไม่ถึง 5 ตารางเมตร แอร์เย็นฉ่ำ อันที่จริงก็ไม่ต่างอะไรจากห้องเย็นที่ใช้เก็บวัตถุดิบประกอบอาหารในร้านอาหารทั่วไป กระนั้นเมื่อพินิจชั้นวางที่เต็มไปด้วยโหลบรรจุของเหลวและทัพเพอร์แวร์บรรจุวัตถุดิบ ซึ่งเจ้าของห้องแปะสติกเกอร์ชื่อกำกับและแยกไว้อย่างเป็นระเบียบ บ๊วยหมักในโถวอดก้า น้ำส้มสายชูที่หมักจากพลัม น้ำผึ้งป่าสำหรับหมักไวน์ พริกฆาลาเปญโญดอง เบียร์ที่ทำจากขิง ถั่วตองกา กัวร์กัมจากอินเดีย ไปจนถึงหัวเชื้อราโคจิ เป็นอาทิ ผมเลยถามย้ำ ไหนคุณบอกจะขายบาร์บีคิวเป็นหลัก

“ทั้งหมดนี้เป็นมรดกที่ผมได้จากการทำงานบนเรือ” ชายผู้ยืนอยู่กลางห้องกล่าว

“มรดก” ผมทวนคำ “หมายถึงคุณเก็บทั้งหมดนี้มาจากห้องครัวบนเรืองั้นหรือ”

“ไม่ใช่แบบนั้น” เขาหัวเราะ “ห้องครัวบนเรือบางลำเล็กกว่าห้องนี้เท่าหนึ่งได้ ไม่มีทางเก็บวัตถุดิบพวกนี้ได้หมด ที่ผมหมายถึงคือการที่คุณเป็นเชฟคนเดียวบนเรือที่เดินทางอยู่ตลอดเวลา คุณจำเป็นต้องทำอาหารตามความต้องการของลูกค้าให้ได้หลากหลายที่สุด ซึ่งหมายถึงตั้งแต่ซูชิไปจนถึงเคบับเลยน่ะ

“ไอ้ความหลากหลายตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรักการเรียนรู้ รวมถึงชอบสะสมวัตถุดิบจากเมืองต่าง ๆ ที่เรือไปเทียบท่า เพื่อทดลองพัฒนาเมนูด้วยตัวเอง พอย้ายมาปักหลักที่นี่ นิสัยนี้มันก็ติดตัวผมมาด้วย ผมเลยมองว่านี่เป็นมรดก” คริสอธิบาย

หลังจบวิทยาลัยด้านการทำอาหารที่อังกฤษ คริสทำงานแรกในแผนก Food & Beverage ของโรงแรมในฝรั่งเศส ก่อนมาเป็นเชฟส่วนตัวให้ธนาคารหรูแห่งหนึ่งที่ลอนดอน จากนั้นเรียนต่อการจัดการโรงแรมที่ไบร์ทตัน และจบออกมาได้งานกับบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงแรม The Ritz London ซึ่งบริษัทนั้นก็เป็นเจ้าของเรือยอชต์ที่จอดเทียบท่าอยู่ในบาร์เซโลนาด้วย และเขาเดินทางไปกับเรือครั้งแรกที่นั่น

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“มันไม่ใช่งานที่สนุกหรอก แค่นั่งอยู่เฉย ๆ เจอคลื่นแรง ๆ คุณก็อาจเมาแล้ว แต่ผมต้องเตรียมอาหารไปด้วยในห้องครัวที่เล็กและแคบ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่ได้ครบเหมือนทุกวันนี้ ที่สำคัญคือคุณต้องอยู่บนเรือราว 8 เดือนต่อปี พอเรือเทียบท่าส่งลูกค้าขึ้นฝั่ง อีกวันลูกค้ารายใหม่ก็มา เราก็ต้องออกเรือกันต่อ ทริปหนึ่งอาจใช้เวลาอยู่กลางทะเล 12 วัน แต่ถ้าขึ้นไปถึงนอร์เวย์หรือเกาะแอนติกาก็ใช้เวลาเกือบเดือน

“ตอนเริ่มงานใหม่ ๆ ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยรายได้ก็ดี ทำงานเก็บเงินไปสักพักแล้วค่อยว่ากัน… รู้ตัวอีกทีก็อยู่มา 20 ปีแล้ว” เขาหัวเราะ

“แล้วอะไรทำให้คุณทำงานนี้ได้นานขนาดนั้น เพราะได้เที่ยวหรือ” ผมถามต่อ

“ก็ไม่เชิง เอาจริง ๆ ถ้าคุณไปเทียบท่าอยู่เมืองเดิมเกิน 4 ครั้ง คุณจะพบว่ามันไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยวอีกต่อไป” เขาตอบ “แต่อย่างที่ผมบอก มันคือการได้เรียนรู้ พอเรือเทียบท่าที่ไหน ผมก็มักจะไปตระเวนกินอาหาร แวะร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสือทำอาหารท้องถิ่นกลับมา และที่สำคัญคือการได้ไปจ่ายตลาดหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร ในบางเมืองผมอาจแวะไปดูฟุตบอล หรือดู Formula 1 บ้าง แต่กิจวัตรหลัก ๆ ของผมคือชิมอาหาร ซื้อหนังสือ และจ่ายตลาด”

“คุณเรียนรู้การทำอาหารทั้งหมดจากบนเรือหรือ”

“ก็ไม่เชิงอีก ปฏิเสธไม่ได้ว่างานบนเรือเป็นจุดเปลี่ยน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด หลายครั้งผมก็เรียนรู้จากช่วงหยุดยาวประจำปี อย่างไปศึกษาเรื่องอาหารโมเลกุลจาก El Bulli ที่บาร์เซโลนา หรือเดินทางมาเรียนอาหารไทยที่เมืองไทย ผมมองว่าถ้าเรารักที่จะเรียนรู้ อยู่ไหนมันก็เรียนรู้ได้หมด แค่ผมโชคดีที่ได้เดินทางไปกับเรือ” เขาตอบ

เว้นวรรคอีกสักพัก คล้ายเขารู้สึกว่ายังอธิบายได้ไม่เคลียร์นัก

“ยกตัวอย่างแบบนี้ คุณรู้จักหัวเชื้อราโคจิไหม คนญี่ปุ่นใช้มันหมักกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อทำเครื่องปรุงมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว แต่สิ่งนี้กลับใหม่สำหรับคนตะวันตกอย่างผม โคจิทำให้ผมหมักเนื้อ Dry-aged ได้ในเวลา 2 วัน จากเดิมที่ใช้เวลา 45 วัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน องค์ความรู้เหล่านี้มันอยู่กับวิถีผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ หลากหลายไปหมด อากาศที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย วัตถุดิบแบบเดียวกันก็ให้รสชาติไม่เหมือนกัน ไหนจะตำรับอาหารของชนเผ่าในภูมิภาคต่าง ๆ อีก อะไรคือความสนุกของการได้ทำอาหารไปพร้อมกับเดินทางด้วยเรือ คือการมีโอกาสเข้าถึงเรื่องพวกนี้นั่นแหละครับ” คริสขยายความ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

เพลย์กราวนด์คิทเช่น

ประตูห้องแห่งความลับถูกปิด (ผมตั้งข้อสังเกตกับเขาว่ามันควรเรียกว่า Laboratory เสียมากกว่า ซึ่งคริสเห็นด้วย) เจ้าของสถานที่นำเรากลับมาสู่โถงทำอาหารกลางบ้าน พื้นที่ที่เขาเรียกมันว่า Playground

อีกหนึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่า แพสชันอันล้นเหลือในการเป็นเชฟของคริส หาใช่เพียงการได้เรียนรู้ แต่ยังรวมถึงการได้ ‘ทำอาหาร’

คริสเล่าว่าเขาปลูกบ้านหลังนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว วางแผนว่าจะใช้เป็นชั้นเรียนสอนทำอาหาร โดยเน้นที่คอร์สการประกอบอาหารบนเรือ ที่ต้องรับมือกับข้อจำกัดด้วยเทคนิคอันหลากหลาย ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ตลอดอาชีพที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เขาต้องทำอาหารบนเรือเพียงลำพัง เลยตั้งใจให้ครัวแห่งนี้เป็นสถานที่ต้อนรับเชฟจากที่ต่าง ๆ มาเปิดคอร์สสอนทำอาหารเฉพาะทางแก่ผู้ที่สนใจ หรืออย่างเรียบง่ายที่สุด คือการมีเพื่อนเชฟสักคนมาร่วมทำอาหารกับเขาบ้าง

“เลยมองว่านี่เป็นเพลย์กราวนด์น่ะ” เขาสรุป

“การเป็นเชฟบนเรือมันเหงาขนาดนั้นเลยหรือ” ผมยังไม่ยอมลงจากเรือ

“ถ้าในแง่ของการทำอาหารคนเดียวก็ใช่ มีบางครั้งถ้าได้ประจำบนเรือที่มีขนาดใหญ่หน่อย ผมก็จะมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ผมจะทำงานในเรือเล็กมากกว่า แต่ให้พูดจริง ๆ ก็ไม่เหงาขนาดนั้นหรอก”

เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาเล่าว่าความสนุกอีกอย่างที่ทำให้เขาทำงานบนเรือได้ต่อเนื่องจนลืมความคิดจะลาออกตอนหนุ่ม ๆ คือการได้ทำอาหารร่วมกับลูกค้า

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“ลูกค้าเรือส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่กลุ่มเพื่อนก็เป็นครอบครัว ความที่ผมเป็นเชฟคนเดียวบนนั้น เราจึงเหมือนเป็นสมาชิกกับครอบครัวเขากลาย ๆ บางครั้งลูกค้าก็มาทำอาหารร่วมกับผม หรือไม่ก็ให้ผมสอนทำอาหาร ครั้งหนึ่งเรือที่ผมประจำการได้ต้อนรับครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ผมก็มีโอกาสสอนลูก ๆ ของพวกเขาทำเค้กและสโคน” คริสเล่า

ทั้งนี้ ด้วยฝีมือทำอาหารของคริสที่ติดปากติดใจครอบครัวจากราชวงศ์อังกฤษครอบครัวนี้ หลังเรือเทียบท่า พวกเขาจึงชวนคริสให้ติดตามไปเป็นเชฟส่วนตัวในการเดินทางพักผ่อน (บนบก) อีกหลายครั้ง ผมขอให้เชฟเล่าถึงช่วงเวลาดังกล่าว แต่เขาประสงค์จะเก็บรายละเอียดส่วนตัวนี้ไว้ เผยเพียงว่าพวกเขาเป็นครอบครัวติดดินและน่ารัก นั่นเป็นอีกช่วงเวลาที่เขามีความสุขกับการทำงาน

“แน่นอน เราต้องเจอลูกค้าหลากหลายประเภท แบบที่ปาร์ตี้เมากันทั้งวันทั้งคืน หรือพวกมหาเศรษฐีที่เครซี่มาก ๆ ขนาดสั่งให้เฮลิคอปเตอร์ไปซื้อคาเวียร์ก็มี แต่ส่วนใหญ่ที่เจอจะอัธยาศัยดี และเราเชื่อมโยงกันได้ด้วยอาหาร” เขาตอบ เงียบสักพัก และเล่าต่อ

“อย่างที่บอก ชีวิตบนเรือยอชต์ในฐานะลูกเรือมันไม่สะดวกสบายเท่าไหร่หรอก แต่พอได้ทำอาหารให้คนกิน แล้วพวกเขาชอบมัน เท่านี้เลย ชดเชยได้แล้ว”

“คุณเคยมีความคิดจะไปทำงานบนเรือใหญ่ ๆ ที่น่าจะสบายกว่าอย่างเรือสำราญบ้างไหม” ผมถามอีก

“ไม่เลย” เขาปฏิเสธทันควัน

“ผมมองว่าปฏิสัมพันธ์แบบนี้มันไม่อาจเกิดขึ้นได้บนเรือสำราญ เพราะคุณต้องทำอาหารให้คนจำนวน 3,000 – 4,000 คนกิน มันเต็มไปด้วยเงื่อนไขมากมาย และหลายครั้งอาหารที่เสิร์ฟบนนั้น ก็เป็นอาหารสำเร็จรูปที่เราต้องนำมาอบไมโครเวฟเสิร์ฟ จึงมีเส้นบาง ๆ ระหว่างการทำอาหารกับการเสิร์ฟอาหาร ซึ่งผมชอบทำอาหาร เรือยอชต์ยึดโยงกับผมแบบนี้”

“แต่งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกราใช่ไหม” ผมคล้ายว่าจะรู้ทัน จึงถามแทรก

“แน่นอนที่สุด”

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่
เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

เทียบท่าที่เชียงใหม่

ครั้งแรกที่คริสเห็นชายฝั่งประเทศไทย คือช่วงที่เขาเป็นเชฟบนเรือที่ล่องจากสิงคโปร์ไปยังเกาะลังกาวีในมาเลเซีย

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เขาเดินทางมาร่วมงานกับบริษัทล่องเรือยอชต์ ซึ่งประจำการที่ท่าเรือในภูเก็ต “แต่นั่นก็เป็นเวลาสั้น ๆ และผมก็แทบไม่ได้ไปไหนเลย” เขาบอก

อย่างเป็นทางการคือครั้งที่ 3 นั่นคือราวสิบกว่าปีที่แล้ว ชายหนุ่มในยามนั้นใช้วันหยุดประจำปี 4 เดือน เดินทางมาท่องเที่ยวในภาคเหนือของไทย และเรียนทำอาหารที่เชียงใหม่ การเดินทางในครั้งนั้นส่งผลสำคัญต่อชีวิตของเขามาจนทุกวันนี้

“ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะรสชาติอาหาร หรือไม่ก็ป่าและภูเขา คุณนึกออกไหม ผมอยู่บนเรือมาเกือบทั้งชีวิต มองไปทางไหนก็เจอแต่ทะเล พอมาเชียงใหม่ครั้งแรก มันต่างไปอย่างสิ้นเชิง พอปีต่อมาก็กลับมาที่นี่อีก แล้วจากนั้นก็หาเวลามาเรื่อย ๆ และคิดว่าเราน่าจะมีบ้านเล็ก ๆ บนดอยสักหลังนะ” เขาว่า

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

นั่นทำให้เขาได้พบกับ หน่อย-ณัฐนิชา อิ่มอาคม ชาวกาญจนบุรีที่มาลงหลักปักฐานทำโฮมสเตย์แนวอนุรักษ์ธรรมชาติอยู่ก่อนแล้ว ชื่อ Limeleaf Eco-Lodge บนดอยไม่ไกลจากน้ำพุร้อนแม่ขะจาน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย หน่อยแนะนำให้คริสปลูกกระท่อมไม่ไกลจากที่พักของเธอ เพื่อให้เป็นที่พักหลักในช่วงที่เขาหยุดจากงานเรือ

นับแต่นั้น จากเดิมที่เขามีบ้านหลังแรกที่อยู่บนเรือยอชต์ และบ้านหลังที่ 2 คืออพาร์ตเมนต์ในเกาะมายอร์กา คริสได้ยกเลิกสัญญาเช่าที่พักที่สเปนหลังนั้น และเปลี่ยนมาใช้เวลาในช่วงวันหยุดบนดอยที่เชียงราย เขาเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กับหน่อยอยู่หลายปี ทั้งสองเข้าพิธีวิวาห์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และคริสตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำมากว่า 20 ปี เมื่อราว 2 ปีก่อน ท้ายที่สุด เขาย้ายมาปักหลักที่เชียงใหม่แบบ For Good เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

“อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนน่ะหรือ” คริสทวนคำถาม “เมื่อคุณประสบอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือไม่อยากนอนเตียง 2 ชั้นบนเรือ เพื่อฟังเสียงกรนจากลูกเรือคนอื่นอีกแล้วน่ะสิ” เขาหัวเราะ

“ผมอายุมากแล้ว ก็คิดว่าได้เวลาลงจากเรือจริง ๆ และมีครอบครัวเสียที” ชายวัยย่าง 57 ปีตอบ

เดาได้ไม่ยาก หลังเกษียณจากงานประจำ สิ่งที่คริสยังคงทำต่อไปคืออาหาร

และอย่างไม่ต้องสงสัย Limeleaf Kitchen คือชีวิตเขาหลังจากนี้

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

“อย่างที่บอกว่าตอนแรกจะทำโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย ตั้งใจจะเปิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่โควิดก็ดันมาเสียก่อน เลยเลื่อนเปิดมาจนถึงตอนนี้ อาจจะยังไม่เปิดสอนเต็มตัว แต่จะเปิดร้านทำบาร์บีคิว สลัดบาร์ และเบเกอรี่ มีจัดบุฟเฟต์บ้างบางวัน แล้วค่อย ๆ พัฒนาเมนูอื่น ๆ ไป” เจ้าของร้านเล่า

นอกจากจะได้ชิมอาหารของอดีตเชฟบนเรือที่ทำเมนูได้หลากหลายแล้ว อีกสิ่งที่คริสภูมิใจนำเสนอคือ ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบออร์แกนิกอีกหลากหลาย ซึ่งถูกนำมาบรรจุอยู่ในเมนคอร์สและขนมเค้กของร้าน เขาและหน่อยลงมือปลูกไว้ในสวนหลังบ้านบนดอยที่แม่ขะจาน รวมถึงวัตถุดิบท้องถิ่นที่เขามักเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อให้ได้มาซึ่งตำรับหรือรสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอ

“ผมชอบเชียงใหม่เพราะเป็นเมืองที่มีความหลากหลายของอาหารและวัตถุดิบประกอบอาหารในทุกระดับ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการมีเครือข่ายคนทำอาหาร ซึ่งรวมกันอย่างเข้มแข็ง เพราะตอนผมมาที่นี่ใหม่ ๆ ผมไม่รู้จักใครเลย แล้วมาวันหนึ่งผมเห็นร้าน Windows Café & Restaurant มาเปิดแถว ๆ บ้าน ก็เลยลองนำเค้กไปเสนอขาย คุณพิ้งค์ เจ้าของร้าน พอเขาซื้อ เขาก็แนะนำให้ผมรู้จักคนอื่น ๆ หรือที่ผมรู้จัก เชฟแนนลีลวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ (เจ้าของ Cuisine de Garden – ผู้เขียน) เขาก็พาผมไปรู้จักเชฟคนอื่น ๆ ทำให้ผมมีคอนเนกชันต่อไปเรื่อย ๆ

“ผมรู้สึกว่าเครือข่ายนี้เหมือนกลุ่มเพื่อน ที่มักเอาแหล่งวัตถุดิบหรือข้อมูลมาแบ่งปันกัน แตกต่างจากเมื่อก่อนที่เชฟมักจะผูกขาด Supplier ของตัวเอง ซึ่งผลดีของการมีเครือข่ายนี้ยังมาตกที่เกษตรกร จะได้ขายผลผลิตที่มีคุณภาพของเขาได้มากขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำอาหารที่นี่เป็นเรื่องสนุก เพราะมีเพื่อนที่พร้อมจะร่วมสนุกกับคุณอยู่ตลอดเวลา” เขายิ้ม

เป็นอีกครั้งที่เขาใช้คำว่า ‘สนุก’ เป็นคุณศัพท์ประกอบการทำอาหาร

“ว่าแต่พอมาปักหลักกับที่แบบนี้แล้ว คุณยังคิดถึงงานบนเรืออยู่ไหม” ผมสงสัย

เงียบไปสักพัก

“ไม่นะ” เขาตอบ ก่อนนำสายตาไปยังเคาน์เตอร์ครัวที่เรียงต่อกัน 3 แถว “แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่ยังไม่ชินกับครัวที่ใหญ่ขนาดนี้…

“แล้วก็พื้นห้อง ที่มันไม่โคลงเคลงอีกต่อไปแล้วน่ะ” เขาจบประโยคด้วยรอยยิ้ม

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

Limeleaf Kitchen 

ที่ตั้ง : 25/6 หมู่ 10 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง เชียงใหม่ (แผนที่

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 09 7012 1948

Facebook : Limeleaf Kitchen

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load