26 กุมภาพันธ์ 2565
7 K

เช้าที่แสนวุ่นวายของชาวอ่อนนุช ผู้คนเดินขวักไขว่กันไปมา ต่างรีบเร่งฝีเท้าเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายทันเวลา ท่ามกลางเมืองใหญ่ ย่านนี้กลับมีสถานที่สงบให้คนได้มาหลบหลีกความเร่งรีบของเมืองกรุงและรับกลิ่นอายจากธรรมชาติ

ด้านหลังกำแพงอิฐสีเทาสูงและหนา ซ่อนผืนหญ้าสีเขียวสดที่ปกคลุมผืนดินและมีต้นไม้ใหญ่ตั้งอยู่โดดเด่นอยู่กลางพื้นที่ แสงแดดอุ่น ๆ กระทบกับบ้านไม้เล็ก ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนถูกสะกดด้วยมนต์แห่งธรรมชาติ ที่นี่คือ ‘The Wood Land’ คาเฟ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 52 ยินดีต้อนรับให้ทุกคนหวนสู่พื้นที่สีเขียวไปกับ เพลิน-พิมสิริ นาคสวัสดิ์

The Wood Land เอาต์ดอร์คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ปรับที่รกร้างให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางเมือง

 เพลินเล่าว่าตัวเองไม่ได้คิดจะเปิดร้านกาแฟ เธอเรียนจบทางด้านสถาปัตยกรรมและทำงานเกี่ยวกับด้านเสื้อผ้าที่เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นดีไซเนอร์ไทยที่ทำงานให้ ELLE Fashion Week มาหลายปี ก่อนตัดสินใจเปิดร้านกาแฟ Coffeeology เป็นที่แรก และตามมาด้วย Coffee 101 ทั้งคู่เป็นร้านกาแฟในห้างสรรพสินค้า จากนั้นจึงสร้างคาเฟ่แห่งนี้เป็นโปรเจกต์ล่าสุด

The Wood Land เอาต์ดอร์คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ปรับที่รกร้างให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางเมือง
The Wood Land เอาต์ดอร์คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ปรับที่รกร้างให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางเมือง

 “เราอยากสร้างสถานที่ที่ผู้คนตั้งใจมาเพื่อเอ็นจอยกับบรรยากาศ ในห้างก็สร้างบรรยากาศได้ในระดับหนึ่ง แต่การมาอยู่ข้างนอก เราควบคุมบรรยากาศหรือสถานที่ให้คนรู้สึกคล้อยตามไปกับเราได้ หรือสร้างอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนเดิม และไม่ได้เหมือนคาเฟ่อื่น ก็เลยตั้งใจทำสถานที่ที่เป็นตัวเราได้เต็มที่ ไม่ต้องโดนข้อจำกัดต่าง ๆ ” 

นี่เป็นจุดเริ่มต้นให้เพลินตัดสินใจสร้าง The Wood Land เป็นคาเฟ่แบบเอาต์ดอร์ ซึ่งเธอตั้งใจดูแลทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ตั้งแต่สำรวจพื้นที่จากที่เคยรกร้าง ค่อย ๆ ถมดิน ถางหญ้า เลือกเก็บต้นไม้ใหญ่เอาไว้ อย่างต้นจามจุรี ต้นปีบ เพื่อให้เป็นป่าในเมืองตามคอนเซ็ปต์ที่ตั้งไว้ พื้นที่กว้างมีให้เลือกมากมาย แต่เธอเลือกที่นี่เพราะมองความสะดวกของลูกค้าเป็นหลัก เนื่องจากเดินทางได้ง่ายโดยรถไฟฟ้า หรือจะขับรถมาก็จอดได้ที่ห้าง Lotus’s ข้าง ๆ ที่ตกลงกันไว้แล้ว

The Wood Land เอาต์ดอร์คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ปรับที่รกร้างให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางเมือง

Into the Wood Land

จุดเด่นของ The Wood Land คือเป็นเหมือนสถานที่ที่ถูกซ่อนไว้ เพลินตั้งใจล้อมพื้นที่ด้วยกำแพงอิฐสีเทาสูงทะมึน ให้ความรู้สึกทึบ หนัก เพราะอยากให้ความรู้สึกค่อย ๆ เปลี่ยนจากเมืองด้านนอกที่ดูวุ่นวาย เข้ามาข้างในที่โอบล้อมด้วยต้นไม้และความเป็นธรรมชาติ 

เมื่อเข้าไปด้านใน หากมองเข้ามาจากทางเข้าจะเห็นว่า The Wood Land ถมดินเป็นเนินขึ้นมา เพื่อเปิดมุมมองให้เห็นพื้นที่กว้างขึ้น ทุกคนจะมองเห็นบ้านขนม บ้านกาแฟหลังเล็ก ๆ ได้ทุกหลัง เพื่อให้ลูกค้าเดินเลือกซื้อขนมและกาแฟเอง กำแพงไม้ขนาดใหญ่ออกแบบมาไว้สำหรับถ่ายรูป ซึ่งเพลินการันตีว่าถ่ายอย่างไรก็ไม่ติดคนแน่นอน และยังมีหอคอยที่เมื่อมองลงมาจะเห็นโครงการทั้งหมด ความต่างระหว่างแมกไม้กับตึกสูงด้านนอกที่ตัดกันชัดเจน อธิบายความเป็นป่าในเมืองได้เป็นอย่างดี 

สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้และวัสดุธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่หรือเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น แม้แต่หญ้า เพลินก็เลือกปลูกขึ้นมาแทนการปูหญ้าเทียม ถึงแม้หญ้าจะเสียไปบ้าง แต่เธอก็มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ 

“เพลินเชื่อว่าเราก็อยู่กับธรรมชาติมาตั้งนานแล้ว สถานที่ของเราก็น่าจะอยู่ไปได้อีกนาน เพราะว่าหากเป็นดีไซน์ของคาเฟ่ตามสมัยนิยม วันหนึ่งมันอาจจะเริ่มไม่อินเทรนด์เท่าไหร่ แต่ธรรมชาติยั่งยืนกว่า” 

สิ่งที่ของทุกชิ้นที่ตกแต่งและใช้งานจริง ๆ เป็นเศษไม้เหลือจากหลากหลายที่ ไม้ที่ใช้ทำกำแพงมาจากบ้านไม้เก่าในจังหวัดปราจีนบุรีที่เธอเลือกเองกับมือทีละอัน เสาไม้มาจากสระบุรีที่มีรูปแบบหลากหลาย ไม้พาเลทที่เหลือจากโรงงาน หรือแม้แต่ไม้หมอนจากรางรถไฟอ่างศิลา ก็นำมาทำเป็นโต๊ะไว้คอยปรุงอาหารให้ลูกค้า

“เราอยากใช้ไม้ที่เป็น Waste คือเพลินเห็นว่าในการผลิตทุกอย่าง ไม้เหลือเยอะมาก และจริง ๆ ไม้เป็นวัสดุที่ทนทาน แต่บางทีกลับถูกโยนทิ้ง ก็เลยอยากเอา Waste มาใช้ทำ Wood Land” 

The Wood Land เอาต์ดอร์คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ปรับที่รกร้างให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางเมือง
The Wood Land เอาต์ดอร์คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ปรับที่รกร้างให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางเมือง

Coffee in The Wood 

ด้านกาแฟ เพลินใช้เมล็ดซิงเกิลออริจิ้นจากไร่เชียงดาว ไร่กาแฟของเธอเอง เบลนด์ 2 แบบ แบบแรกชื่อ Wood Land เพิ่มเมล็ดสุมาตราที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ เข้ากับป่าไม้ แถมยังเข้ากับคอนเซ็ปต์ร้าน อีกแบบคือเอมบาสซีเบลนด์ เป็นกาแฟเอธิโอเปียกับกัวเตมาลา ให้รสชาติฟรุตตี้บางเบา สดชื่นสบายเหมาะกับจิบในวันอากาศร้อน นอกจากนี้ยังมีกาแฟ Sparkling Cold Brew ไว้เติมเต็มความสดชื่นให้กับคนที่นั่งกลางแจ้ง มีทั้งหมด 3 รสชาติ คือออริจินัลรสกาแฟแบบไม่ผสมอะไรเลย รสเบอร์รี่ และรสส้ม เป็นเมนูพิเศษที่มีเฉพาะ Wood Land เท่านั้น

ปิดท้ายการแนะนำเครื่องดื่มด้วยเมนูแบบ Tree Series ที่ผสมผสานความเปรี้ยวหวานของผลไม้ให้เยอะขึ้น 

“นอกจากให้ความสดชื่นแล้ว เราตั้งใจให้ที่นี่เป็นที่รวมตัวของคนทุกเพศ ทุกวัย มีตั้งแต่เด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่ดื่มคาเฟอีนด้วย เลยต้องมีเมนูให้หลากหลายขึ้น ทุกคนจะได้ดื่มได้” 

ส่วนด้านล่างนี้คือเมนูอาหารและขนมที่เราอยากชวนให้ลิ้มรสสักครั้ง

Wood Land Bread 

โชกุปังช็อกโกแลตลวดลายไม้ โลโก้คาเฟ่ของ The Wood Land ขนมปังกินง่าย รสชาติเบา ๆ ไม่เลี่ยน เข้ากับเครื่องดื่มอย่างลงตัว

Salted Caramel Macadamia Banana Bundt Cake 

Bundt Cake ทั่วไปอาจเป็นก้อนใหญ่ที่มีรูตรงกลาง แต่ของที่นี่ทำให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้ทานหมดได้โดยไม่ต้องเหลือทิ้ง และขนาดเล็กอาจทำให้เนื้อแห้งเกินไป จึงต้องทำ Salted Caramel ให้อยู่ตรงกลาง เพื่อเพิ่มความฉ่ำด้วยการให้เนยละลายลงไปในเนื้อเค้ก ตัดด้วยความกรุบกรอบของแมคคาเดเมีย

Spaghetti Bolognese

สปาเก็ตตี้รสชาติเหมือนแม่เข้าครัวทำให้ทานที่บ้าน ซอสโบโลเนสปกติมีรสเข้มข้น แต่ของ Wood Land มีรสชาติมะเขือเทศเพิ่มเข้ามา ให้ความรู้สึกโฮมเมด เป็นสปาเก็ตตี้ที่อาจบางเบากว่าร้านอิตาเลียนทั่วไป แต่เพิ่มชีสให้เยอะ ๆ ถูกใจคนชอบสปาเก็ตตี้สไตล์โฮมเมด 

Elderflower Green Tea

เมนูชาซิกเนเจอร์ของทางร้าน เป็นชาเขียวมะลิที่เพิ่มดอกเอลเดอร์และตีฟองให้นุ่ม เพิ่มกลิ่นหอมละมุนของเก๊กฮวย มีรสเปรี้ยวหวานแบบผลไม้เบา ๆ ให้ความสดชื่นเมื่อลองจิบ คล้าย ๆ ชาผสมน้ำผลไม้

องค์ประกอบหลาย ๆ อย่างทำให้ The Wood Land ไม่ใช่แค่คาเฟ่สวยที่มีของอร่อยน่าลิ้มลอง แต่เป็นโอเอซิสสีเขียวชอุ่มสำหรับคนเมือง โดยไม่ต้องใช้เวลานานเพื่อเดินทางไปสัมผัสกับธรรมชาติ ทุกรายละเอียดผ่านการออกแบบอย่างดี เพื่อสร้างประสบการณ์ให้คนได้สัมผัสแล้วผ่อนคลายความเครียด เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่น่ารักสำหรับคนเมือง และอยู่ใจกลางเมืองนี่เอง

The Wood Land

ซอยสุขุมวิท 52 กรุงเทพฯ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 08.30 – 21.00 น. (หยุดวันอังคาร)

Facebook : The Wood Land

Writer

ณาธิชา มูลวงค์

ผู้เติมเต็มความสุขด้วยเสียงเพลง หูฟังคืออวัยวะที่ 33 รักในการเป็นผู้ฟังที่ดีและมีความสุขเมื่อได้เล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษร

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Cafe Culture

คาเฟ่แนวคิดดี แตกต่าง และสร้างแรงบันดาลใจ

“Toby เป็นคนอบอุ่น เป็นคนที่ชอบชวนเพื่อนมาบ้าน แล้วก็ชอบดื่มกาแฟ ชอบทำอาหารให้เพื่อนทาน” ประโยคบอกเล่าที่สั้นและเรียบง่ายจากปากของ นัท-ณัฐวุฒิ แสงมณี ช่วยให้เราเห็นคาแรกเตอร์ของร้านอาหารเช้ามื้อสายที่หลายคนคุ้นชื่อกันอย่าง ‘Toby’s’ ได้เป็นอย่างดี

ก่อนจะเริ่มต้นพูดคุยกันอย่างจริงจัง เราได้สอดส่องทั่วร้านสาขาใหม่ของ Toby’s ที่ Noble เพลินจิต ซึ่งเป็นบรรยากาศที่แปลกใหม่ไปจาก 2 สาขาก่อนหน้าไม่น้อย หากแต่ความอบอุ่นและกลิ่นหอมที่แผ่อบอวลไปทั่วร้าน เป็นจุดที่ทำให้เราเห็นถึงความเชื่อมโยงของร้านในเครือ Toby’s อย่างชัดเจน คุณนัทต้อนรับเราด้วยเครื่องดื่มที่ช่วยบูสต์พลังงานในช่วงเช้า ก่อนนำทางเราไปยังที่นั่งบริเวณชั้นสองเพื่อเริ่มต้นบทสนทนาในวันนี้

Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน

ก่อนจะเป็น Toby’s

ก้าวแรกสุดของที่นี่เริ่มจากการที่พาร์ตเนอร์ของทางร้านทั้งสี่คนรักทั้งในด้านการทำอาหารและการกิน โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า แต่เมื่อย้อนไปราว ๆ 9 ปีก่อน ตัวเลือกของอาหารเช้าในบ้านเรายังไม่ได้หลากหลายเท่าทุกวันนี้ เน้นที่ American หรือ UK Breakfast มากกว่า

จุดเริ่มต้นอย่างจริงจัง ประกอบด้วย 2 ปัจจัยที่มาผสานกัน คือ การเติบโตของ Brunch Culture ในไทย และการท่องเที่ยวที่ประเทศออสเตรเลียของพาร์ตเนอร์คนหนึ่ง ในช่วงเวลาที่เทรนด์อาหารเช้ามื้อสายกำลังเริ่มมา

“Brunch Culture มีความหลากหลายของอาหาร เพราะว่าที่นู่นมีวัฒนธรรมหลากหลาย มีทั้งเอเชียน ยูโรเปียน แมตช์กันจนกลายเป็นจานบรันช์ที่ดูดีและทานง่าย เลยเป็นจุดกำเนิดที่เราลองยกสิ่งนั้นมาที่บ้านเรา เพราะเป็นวัฒนธรรมที่สนุก” 

ได้เห็นสีสันบนจานอาหาร ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจานบรันช์ที่นำรูปแบบมาจากออสเตรเลียนี้สนุกอย่างที่บอกจริง ๆ

Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน
Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน

บรันช์แบบออสซี่ที่กรุงเทพฯ

หากให้ยกชื่อร้านอาหารที่ขายอาหารเช้าในมื้อสายและเป็นที่จดจำ ก็ต้องยอมรับเลยว่า Toby’s เป็นหนึ่งในร้านที่ผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคน ซึ่งเมื่อย้อนเวลาไปก่อนที่จะมีร้านนี้ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กระแสบรันช์เริ่มก่อตัว

“ตอนนั้นคิดว่า Brunch Culture ในเมืองไทยกำลังมา กระแสมันเริ่มจะขึ้น คนเริ่มทานแล้วเข้าใจมากขึ้นว่าอะไรคืออาหารเช้าของมื้อสาย แล้วไม่จำเป็นว่าต้องแค่อาหารเช้า มันเป็น All Day ได้เลย เพราะว่าที่ออสเตรเลียคือจะเน้นทั้งวันเลย 5 – 6 โมงเย็นก็ยังทานได้อยู่” คุณนัทเล่าถึงเรื่องราวก่อนตัดสินใจนำบรันช์ในสไตล์ออสเตรเลียนเข้ามาในกรุงเทพฯ

“ผมว่าเราเป็นหนึ่งในเจ้าแรก ๆ ที่นำ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียนเข้ามาที่บ้านเรา ซึ่งตอนนั้นที่เอาเข้ามาแรก ๆ มีอยู่ไม่กี่เจ้า แล้วเราก็พยายามค้นหาวัตถุดิบในการคิดเมนูต่าง ๆ ให้มีความหลากหลาย แล้วก็เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ อันนี้คืออันดับหนึ่งเลย” 

เมื่อหยิบยกมาถึงสิ่งที่ทางร้านยึดถือ คุณนัทตอบอย่างชัดเจนทันทีว่า สิ่งที่ยึดเป็นหัวใจสำคัญมีอยู่ 2 ข้อหลัก ๆ ด้วยกัน คือ การบริการและวัตถุดิบ

“Quality of Product เป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของร้าน เหมือนทานข้าวที่บ้าน เราก็อยากกินอะไรดี ๆ เราจึงอยากมอบวัตถุดิบที่ดีให้กับลูกค้าเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะต้องปรับตัวเรื่องวัตถุดิบค่อนข้างเยอะ และในช่วงโควิดมีของบางอย่างที่หายาก แต่เราก็พยายามเอาเข้ามาถึงแม้ว่าราคาจะเพิ่ม เพราะเราอยากให้มาตรฐานมันคงไว้”

ด้านการบริการ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าขาจรหรือขาประจำ ก็จะคุ้นชินกับภาพการบริการที่ครบครันต่างจากคาเฟ่ทั่วไป ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณนัทหยิบยกมาจากวัฒนธรรมในร้านอาหารที่ออสเตรเลียเช่นกัน

“ออสเตรเลียเน้นในเรื่องการบริการแบบ Full Service เราเลยอยากเอาบริการเหมือนร้านอาหารมาปรับให้เข้ากับลักษณะ Brunch Culture” คุณนัทขยายความที่มาของการบริการแบบครบเครื่องที่ยึดเป็นหลักตลอดมา

Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน
Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน

ทำไมต้อง Toby’s

“เราเน้นเรื่อง Simplicity ความเรียบง่าย ทำได้ทุกวันที่บ้าน ถ้ามาดูจานของเรา คือจริง ๆ มันทำเองได้ที่บ้านนะ แค่ต้องใช้วัตถุดิบที่ดีเท่านั้นเอง”

อาหารไม่ได้เน้นความหวือหวา หาทานยาก แต่เลือกจับใจลูกค้าด้วยความเรียบง่ายที่แสนจะคุ้มค่า ซึ่งเราสัมผัสได้ถึงเมนูที่ทานซ้ำได้ไม่รู้เบื่อ ในปริมาณที่พอดิบพอดี และราคาสมเหตุสมผล

นอกจากความสะดวกและคุ้มค่าแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ร้านครองใจลูกค้า คือบรรยากาศ

“ถ้าคนนึกถึงร้าน จะนึกถึง Vibes เพราะเข้ามาแล้วเขารู้สึกถึงออสซี่ไวบ์ เหมือนอยู่ต่างประเทศ อยู่เมลเบิร์น อยู่ซิดนีย์ และเหมือนเป็นที่พบปะสังสรรค์กับเพื่อน ๆ เวลามาทานเป็นกลุ่ม ได้อารมณ์ออกนอกบ้านมากินข้าวกันสนุก ๆ

“คอนเซ็ปต์ของร้านเน้นไปที่ความเรียบง่ายและเข้าถึงง่าย อยากให้คนเข้ามาแล้วสบายใจ มาทานคอมฟอร์ตฟู้ด อยากมาดื่มกาแฟอย่างเดียวก็ได้ อยากมาทานเค้กอย่างเดียวก็ได้ มานั่งแล้วสบายใจ เป็นที่พักพิง หรืออยากจะเน้นของหนักเลยก็ได้ อยากจะทานพวกบรันช์ พาสต้า หรืออาหารอื่น ๆ เพื่อให้อยู่ท้องก็ได้ แต่ยังเน้นบรรยากาศเป็นกันเอง”

ทั้งจานอาหารที่ชูเรื่องวัตถุดิบคุณภาพ การบริการที่ครบครัน และบรรยากาศร้านที่มอบความสบายใจให้อย่างเต็มเปี่ยม ทำให้เราไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมหลายคนถึงเลือกมาฝากท้องที่ร้านแทนที่จะลงมือเข้าครัวด้วยตัวเอง

Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน

3 โลเคชัน 1 คอนเซ็ปต์

ปัจจุบัน Toby’s มีทั้งหมด 3 สาขา ซึ่งหากได้ไปครบทุกสาขา จะพบว่าแต่ละสาขาให้ความรู้สึกทั้งเหมือนและแตกต่างกันอย่างลงตัว 

“ทั้ง 3 ที่แตกต่างกันเรื่องโลเคชัน ทำให้บรรยากาศที่ได้แตกต่าง อย่างที่สุขุมวิทก็ปลีกวิเวกนิดหนึ่ง มีพื้นที่สีเขียว มีเอาต์ดอร์โซนที่ค่อนข้างรีแลกซ์กว่า หรืออยากจะไปกับเพื่อน นั่งคุยชิลล์ ๆ ก็ได้ 

“ศาลาแดงนี่ขยับเข้ามาที่ Urban นิดหนึ่ง เหมือนอยู่ใจกลางสาทรเลย แต่เนื่องจากซอยนั้นไม่ได้พลุกพล่านมาก ถ้ารถไม่ติดหรือไม่ต้องไปรับลูก มันก็จะสบาย ๆ ถือว่าเป็นใจกลางเมืองที่ไม่พลุกพล่าน”

“ส่วนสาขาล่าสุดที่ Noble เพลินจิต เรียกได้ว่าขยับเข้าสู่ใจกลางเมืองมากขึ้น และมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งที่อยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือการมีที่จอดรถรองรับจำนวนมาก

“ทุกสาขามีคอนเซ็ปต์เดียวกัน คือ ความโฮมมี่ และมี Great Experience เวลามาทาน ไม่ว่าคุณจะมาคนเดียว มากับครอบครัว มากับเพื่อน หรือมากับที่ทำงาน คุณก็จะได้ประสบการณ์ที่ดีเหมือนเดิม คือ Friendly Neighborhood

“เราเป็น Small to medium size cafe and restaurant ที่เน้นการบริการสำคัญที่สุด ลูกค้าเข้ามาแล้วต้องได้รับการบริการที่ดีและอบอุ่น” คุณนัทย้ำชัดถึงคอนเซ็ปต์เรื่องของการบริการและมู้ดแอนด์โทนที่มีความอบอุ่น ซึ่งเป็นหัวใจหลัก ซึ่งไม่ว่าสาขาไหนก็จะยังคงสิ่งนี้ไว้เหมือนกัน

เวลาล่วงเลยมาประจวบกับเวลาของมื้อสายที่ชวนให้ท้องร้อง ก่อนที่บทสนทนาในวันนี้จะจบลง เราขอให้คุณนัทแนะนำเมนูยอดนิยมที่ห้ามพลาดของที่นี่ รวมถึงเมนูใหม่ประจำสาขาใหม่ซึ่งพร้อมให้ทุกคนไปลองชิมกันแล้ว มีครบทั้งของคาว ของหวาน และเครื่องดื่ม 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่นี่คือร้านอาหารเช้าในมื้อสายที่เราทุกคนคู่ควร และเมื่อไหร่ที่นึกถึง Brunch ในสไตล์ออสเตรเลียน Toby’s ก็คงจะครองใจใครหลาย ๆ คนไปอีกนาน

Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน

เมนูแนะนำ

Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน

Linguine shellfish Bisque

จานพาสต้าใหม่เอี่ยมที่อยู่ในหน้า Special Menu ซึ่งรสชาติก็สเปเชียลสมชื่อ เส้นลิงกวินีผัดกับ Shellfish Bisque มะเขือเทศ และสมุนไพรจนหอมมัน ประดับด้วยกุ้งกุลาดำตัวใหญ่เต็มคำ

สนทนากับ นัท-ณัฐวุฒิ แสงมณี จากร้าน Toby’s ร้านที่ชาว Brunch ทั้งขาจรและขาประจำไม่ควรพลาด

Breakfast Board

เมนูยอดนิยมอันดับหนึ่งของร้านเป็นไข่ 2 ฟองที่เรารีเควสให้ทำในรูปแบบใดก็ได้ เสิร์ฟพร้อม Smoked Ham, Cured Salmon, Avocado, Sourdough, Tomato Salsa และ Greens เป็นจานที่จะได้ลิ้มรสความหลากหลายของวัตถุดิบในปริมาณที่ทาน 2 คนยังอิ่ม

สนทนากับ นัท-ณัฐวุฒิ แสงมณี จากร้าน Toby’s ร้านที่ชาว Brunch ทั้งขาจรและขาประจำไม่ควรพลาด

Pear Flair

เมนูเครื่องดื่มที่รวมตัวจาก Pear, Pineapple, Apple และ Mint ออกมาเป็นเครื่องดื่มสีเขียวแสนสดชื่น ด้วยความเปรี้ยวอมหวานจากผลไม้และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมินต์ ดื่มคู่กับอาหารจานโปรดยิ่งช่วยเสริมรสชาติกันได้เป็นอย่างดี

สนทนากับ นัท-ณัฐวุฒิ แสงมณี จากร้าน Toby’s ร้านที่ชาว Brunch ทั้งขาจรและขาประจำไม่ควรพลาด

Pain Perdu

เมนูของหวานจานใหม่ที่ผสานขนมปังที่ปิ้งจนกรอบ รวมกับ Salted Caramel เต็มแผ่น Pina Colada Ice Cream ที่อบอวลด้วยกลิ่นรัม และประดับด้วย Honeycomb Toffee ได้ทั้งความหวานและกลิ่นไหม้จาง ๆ พอให้ได้รสสัมผัสแปลกใหม่

Toby’s

ที่ตั้ง :

สาขาสุขุมวิท 38 : 75 ซอยสุขุมวิท 38 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

สาขาศาลาแดง : 14/1 ซอยสาทร 2 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

สาขาโนเบิล เพลินจิต : Noble Phloenchit ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

Facebook : Toby’s Bangkok

Instagram : tobysbkk

Writer

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load