หลายครั้งที่เรามักพบว่าเลข 12 มีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการบรรจบกันของเวลาเมื่อเข็มยาววนไปแตะเลข 12 การบรรจบกันของปีเมื่อเปลี่ยนหน้าปฏิทินเป็นเดือน 12

สำหรับคนจีนนั้นเลข 12 นอกจากจะสื่อถึงรอบปีเกิดแล้วยังมีความหมายลึกซึ้งถึงเพื่อน 朋友 (Péngyǒu) ครอบครัว 家人(Jiārén) และคนรัก 恋人(Liànrén) เพราะตัวอักษรจีนทั้งสามคำนี้เกิดจากการลากเส้น 12 เส้นเข้าด้วยกันผสมรวมเป็นตัวอักษรที่มีความหมายถึงคนสำคัญต่างๆ รอบตัวเรา

เช่นเดียวกับนิทรรศการ Thainess, Thai Contemporary Architecture Exhibition นี้

นิทรรศการ Thainess

นี่คือการรวมตัวครั้งสำคัญของผลงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย 12 งานจากบริษัทสถาปนิกไทย 12 บริษัท ได้แก่ Walllasia, Stu/D/O Architects, Studiomake, Situation based Operation (SO), Research Studio Panin, Duangrit Bunnag Architect Limited, Department of ARCHITECTURE, Community Architects for Shelter and Environment (CASE), CHAT architects, Bangkok Project Studio, Architectkidd และ all(zone)

นิทรรศการ Thainess

เบื้องหลังงานคือฉันและเจอร์รี่ หรือ Jen Chieh Hung จาก HAS design and research ภัณฑารักษ์และนักออกแบบนิทรรศการผู้เคยจัดนิทรรศการเช่นเดียวกันนี้ในเซี่ยงไฮ้ไปเมื่อกลางปีที่แล้ว

นิทรรศการนี้จัดแสดงอยู่ในอาคาร Guangzhou Urban Planning Center ที่ออกแบบโดย He Jintang สถาปนิกชื่อดังชาวจีนผู้ออกแบบอาคาร China Pavillion ในงานเอ็กซ์โปที่เซี่ยงไฮ้ ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 800 ตร.ม. กับงบประมาณอันจำกัด พวกเราจึงตีกรอบพื้นที่ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้งบประมาณที่มีสามารถครอบคลุมผลงานให้อยู่ในมาตรฐาน เน้นการเชิญชวนให้ผู้ชมค้นหาความหมายของความเป็นไทยร่วมสมัยผ่านผลงานสถาปัตยกรรม 12 งานที่จัดแสดงอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า หลิงหนาน (Lingnan)

นิทรรศการ Thainess นิทรรศการ Thainess

หลิงหนานเป็นอาคารพื้นถิ่นในมณฑลกวางตุ้ง เอกลักษณ์ของอาคารหลิงหนานคือตรอกทางเดินแคบๆ กว้างประมาณ 4 เมตร ขนาบด้วยกำแพงอิฐสูง 6 เมตรจากอาคารทั้งสองข้าง โดยตรอกแคบนี้จะช่วยเร่งความเร็วลมให้พัดลมเย็นเข้ามาในอาคารและช่วยบดบังแสงแดดที่สาดเข้ามา ทางเดินในตรอกจึงให้ความรู้สึกเย็นพร้อมบรรยากาศสลัวๆ แต่เมื่อก้าวพ้นประตูเข้ามาในอาคารกลับจะพบลานขนาดกะทัดรัดที่โอบล้อมด้วยอาคาร และมีแสงจ้าจากภายนอกสาดเข้ามาเนื่องจากไม่มีหลังคาปกคลุม สร้างความประหลาดใจให้ผู้เยี่ยมชมและสื่อถึงลักษณะของอาคารพื้นถิ่นในกว่างโจวได้เป็นอย่างดี

นิทรรศการ Thainess นิทรรศการ Thainess นิทรรศการ Thainess

เมื่อเราพบว่าพื้นที่จัดนิทรรศการมีลักษณะใกล้เคียงกับอาคารหลิงหนาน แนวความคิดในการผสมผสานความเป็นไทยร่วมสมัยกับเอกลักษณ์ของบริบทท้องถิ่นจึงเกิดขึ้น

เริ่มจากทางเดินเข้านิทรรศการที่ได้จำลองขอบเขตของผนังทั้งสองข้างด้วยผ้าม่านสีขาวโปร่งพลิ้วไหว มีลายมือภาษาไทยระบุชื่อบริษัทสถาปนิกทั้งสิบสองบริษัท ก่อตัวรวมกันเสมือนก้อนอิฐบนอาคารหลิงหนาน พาผู้ชมเดินเข้าไปสู่ตัวนิทรรศการด้านใน

นิทรรศการ Thainess นิทรรศการ Thainess นิทรรศการ Thainess นิทรรศการ Thainess นิทรรศการ Thainess

เมื่อก้าวผ่านบอร์ดทางเข้า ภาพถ่ายของ 12 โครงการถูกวางเรียงตัวกันอย่างต่อเนื่องในแนวนอนโอบล้อมผู้ชม ในขณะที่แบบรายละเอียดของแต่ละโครงการห้อยโยงระย้าบนฝ้าล้อเลียนกับลักษณะความโค้งของหลังคาอาคารหลิงหนานกลับทำให้นึกถึงความเป็นไทยได้อย่างอัศจรรย์ใจ

นิทรรศการ Thainess

นี่เป็นตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์ของบริบทที่ตั้งกับความเป็นไทยที่ถูกรังสรรค์ในแบบร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

ในวันเปิดงานนิทรรศการเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เรายังได้ อมตะ หลูไพบูลย์ หัวเรือใหญ่ของบริษัท Department of ARCHITECTURE มาร่วมบรรยายถึงแนวทางการออกแบบของบริษัทในหัวข้อ Sense and Sensibility ซึ่งเล่าถึงส่วนผสมของงานที่มีทั้งเหตุผลและความรู้สึก คละเคล้ากันได้อย่างลงตัว จึงเป็นที่มาของงานดีๆ ไม่ว่าจะเป็น The Commons, TCDC, Hilton พัทยา, SALA Phuket ฯลฯ รวมถึงงานล่าสุด The Mist Hot Spring Hotel ที่เมือง Xuchang ประเทศจีน อีกด้วย

นิทรรศการ Thainess นิทรรศการ Thainess นิทรรศการ Thainess

นอกจากนี้ เจอร์รี่ก็ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ Thainess Architecture ที่เขาตั้งข้อสังเกตได้น่าสนใจว่า “ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้คำจำกัดความของความเป็นไทยว่ามีลักษณะแบบไหน แต่สิ่งที่น่าค้นคว้านั้นกลับเป็นการเรียนรู้และเข้าใจในวิถีของคนไทย”

เจอร์รี่ใช้เวลาค้นคว้าหาข้อมูลของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในไทยอยู่หลายปี แต่ถึงตอนนี้เขาก็ยังหาข้อสรุปของความเป็นไทยในสถาปัตยกรรมร่วมสมัยไม่ได้อย่างชัดเจน เขาจึงสรุปกับตัวเองว่าไม่ควรไปเสียเวลาหาคำนิยามนี้จากเรื่องราวในอดีต แต่ให้มองไปที่ผลงานในปัจจุบันที่จะสร้างความเป็นไทยแบบใหม่ เป็นเอกลักษณ์ใหม่ และเป็นความทันสมัยแบบใหม่ในสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของเมืองไทย เหมือนกับผลงานของสถาปนิกทั้งสิบสองบริษัทที่เขานำมาจัดแสดง

นิทรรศการ Thainess นิทรรศการ Thainess

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ 12 ผลงานจากสถาปนิกไทยทั้งสิบสองบริษัทสามารถมารวมตัวกันในจีน ทำให้ชาวจีนที่นี่ตื่นตัวและให้ความสนใจกับนิทรรศการนี้มาก มีหลายคนนั่งเครื่องบินมาจากเมืองอื่นเพื่อมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ

รัฐบาลจีนและสถานกงสุลไทย ณ นครกว่างโจว ผู้สนับสนุนการจัดงานนี้ ต่างหวังว่าการบรรจบกันของอิฐทั้งสิบสองก้อนจะนำไปสู่นิทรรศการอื่นๆ จากศิลปินไทย และเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้นิทรรศการงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของไทยได้วนกลับมาจัดอีกครั้งในทุกๆ ปี

เช่นเดียวกับความหมายของเลข 12 ที่เปรียบเสมือนการเริ่มต้นใหม่และกลายเป็นสิ่งสำคัญที่คนจีนจดจำมิลืมเลือน

นิทรรศการ Thainess

นิทรรศการจะเปิดให้ชมจนถึงวันที่ 25 เมษายนนี้ ที่ Guangzhou Urban Planning Center เมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน

Writer & Photographer

กุลธิดา ทรงกิตติภักดี

คนกรุงเทพฯ ที่ทำบริษัทออกแบบที่เซี่ยงไฮ้ ควบคู่ไปกับการเป็นอาจารย์พิเศษ และเขียนบทความให้นิตยสารด้านการออกแบบเป็นครั้งคราว เคยออกพ็อคเกตบุคกับสนพ.Lizenn ชื่อ ตึก ตึก โป๊ะ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

26 พฤศจิกายน 2564
389

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้คุยกัน

เรามีโอกาสได้สนทนากับ อัสบีเยิร์น วาร์วิค เรอร์ทเว็ท ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) หรือคุณเอบี ชายชาวนอร์เวย์ที่มีความรู้เรื่องปลาดีไม่เป็นสองรองใครเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว เขาคลุกคลีอยู่กับองค์กรที่ตั้งใจเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับแหล่งที่มาของอาหารทะเลที่มาจากประเทศนอร์เวย์แก่ผู้นำเข้า ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคมาถึง 11 ปี เราคุยกันด้วยหัวข้อเกร็ดน่ารู้ของแซลมอน ปลายอดฮิตอันดับหนึ่งที่ใคร ๆ ก็รู้จัก 

ฟยอร์ดเทราต์ ฝาแฝดแซลมอนที่อยู่ในวิถีการกินปลาและเคล็ดลับสุขภาพดีของชาวนอร์เวย์

ในวันนี้ด้วยวาระโอกาสใหม่ เราได้พูดคุยกันถึงเรื่องน่าสนใจอย่างฟยอร์ดเทราต์ (Fjord Trout) หรือปลาที่นิยมเป็นอันดับสองที่น้อยคนนักจะรู้จัก ถึงความเหมือน-ความต่างจากแซลมอน วิธีการแยกแยะและเคล็ดลับการปรุง รวมไปถึงวิถีการบริโภคปลาของชาวนอร์เวย์จากอดีต มาสู่ปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนไป

ทำไมประเทศนอร์เวย์มีสภาพแวดล้อมทำประมงที่สมบูรณ์แบบ

เป็นข้อสงสัยที่เรายังไม่ได้รับการเคลียร์ให้กระจ่าง คราวนี้เราจึงถามชายชาวนอร์เวย์ที่ปลายสายทันที เอบีตอบว่าเพราะประเทศนอร์เวย์มีกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม กระแสน้ำอุ่นที่ไหลเวียนมาจากอ่าวเม็กซิโก ซึ่งยาวมายังอ่าวของประเทศนอร์เวย์ด้วย ทำให้น้ำของที่นี่มีสารอาหารมาก

“ถ้าเราไม่มีกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม เราก็คงไม่มีสภาพแวดล้อมที่ทำการประมงออกมาได้ดีขนาดนี้ รวมไปถึงตลอดชายฝั่ง เรามีฟยอร์ดเยอะมาก (ช่องทางน้ำที่ยาวสลับกับธารน้ำแข็ง) และถ้าลองขยายภาพของชายฝั่งนอร์เวย์ดู คุณจะพบว่าชายฝั่งทะเลของเรายาวที่สุดเป็นอันดับสองของโลก

“ดังนั้น เราเลยมีทุกองค์ประกอบที่เหมาะสมอย่างมากในการเลี้ยงปลา ด้วยการมีภูมิประเทศที่เป็นเกราะกำบังปลาได้ แม้ว่าสภาพอากาศจะเลวร้ายหรือมีพายุยังไง ก็แน่ใจได้ว่าฟยอร์ดจะปกป้องปลาที่อยู่ตรงกลางได้เป็นอย่างดี โดยไม่ถูกผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน”

ฟยอร์ดเทราต์ ฝาแฝดแซลมอนที่อยู่ในวิถีการกินปลาและเคล็ดลับสุขภาพดีของชาวนอร์เวย์

ฟยอร์ดเทราต์คือปลาอะไร ทำไมต้องมาจากที่นี่

เขาปฏิเสธทันที บอกว่าไม่จำเป็น แต่ข้อดีของฟยอร์ดเทราต์นอร์เวย์ที่เหนือแหล่งอื่น คือประสบการณ์ที่มีและแร่ธาตุในน้ำที่เขาเอ่ยเมื่อตอนต้น

เอบีเล่าว่าจริง ๆ แล้วฟยอร์ดเทราต์เป็นปลาชนิดแรกที่ใช้ในการเริ่มต้นทำฟาร์มปลา เพราะการดูแลฟยอร์ดเทราต์ง่ายกว่าแซลมอน ปลาชนิดนี้ถูกเลี้ยงในหลายที่ทั่วโลก ทั้งในกระแสน้ำจืดและน้ำทะเล แต่รสชาติของปลาก็จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไปด้วยตามแหล่งที่อยู่ เพราะมันดูดซึมแร่ธาตุจากน้ำ ดังนั้น น้ำที่เย็นจัดและใสสะอาดของนอร์เวย์ ทำให้ฟยอร์ดเทราต์เติบโตอย่างช้า ๆ (ยิ่งน้ำเย็น ปลาก็ยิ่งโตได้ช้าลงไปด้วย) แปลว่าคุณก็จะได้เนื้อปลาที่แน่นและอร่อยยิ่งขึ้น

ฝาแฝดของแซลมอนที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสอง วิถีการกินปลาและเคล็ดลับสุขภาพดีแบบฉบับชาวนอร์เวย์

ฝาแฝดของแซลมอน ทดแทนกันได้หรืออย่างไร

เราศึกษามาว่าในโลกของเชฟ บางคนอาจเรียกว่าฟยอร์ดเทราต์ในฐานะของตัวแทนของแซลมอน ในฐานะบุคคลภายนอก เราสงสัยว่าแล้วสำหรับเอบีมีมุมมองอย่างไร

ผมไม่ค่อยเห็นด้วย ปลาสองชนิดนี้ค่อนข้างคล้ายกันมาก มันดูเหมือนกันจนคนสับสนอยู่ตลอด ก็พอเข้าใจได้ครับ ขนาดคนนอร์เวย์เองยังมีสับสนอยู่เลย ว่ากันตามตรงก็คือ มันเป็นปลาคนละสปีชีส์กัน มีทั้งความคล้ายและแตกต่าง ผมแน่ใจว่าถ้าผู้บริโภคชาวไทยได้ลองทำอาหารจากฟยอร์ดเทราต์และแซลมอนด้วยวิธีการเดียวกัน ก็ต้องรู้สึกได้อย่างแน่นอน”

ความแตกต่างหลัก ๆ เลยก็คือ ฟยอร์ดเทราต์มีสีเนื้อแดงกว่าแซลมอนซึ่งสีออกไปทางส้ม รวมไปถึงชั้นไขมันของแซลมอนก็แทรกอยู่ภายในชั้นของเนื้อ สลับไปจนเห็นเป็นลายอย่างชัดเจน แต่ฟยอร์ดเทราต์มีไขมันทั้งระหว่างชั้นเนื้อน้อยกว่า ค่อนข้างลีน แต่มีไขมันมากที่ส่วนช่วงท้อง สำหรับภายนอก ฟยอร์ดเทราต์ตัวอ้วนสั้นและหนักกว่าแซลมอน แต่มีหัวเล็ก หนังของมันเป็นสีเงินมากกว่าด้วย ในขณะที่แซลมอนจะมีลำตัวยาวและบางกว่าเล็กน้อย 

ในด้านการเลี้ยงดู ฟยอร์ดเทราต์ค่อนข้างทนต่อโรคและสภาพอุณหภูมิที่เปลี่ยนได้มากกว่าแซลมอน แต่มันโตค่อนข้างช้ากว่าและกินอาหารเยอะกว่าด้วย แซลมอนหนักได้ถึง 7 – 8 กิโลกรัม แต่ฟยอร์ดเทราต์หนักสูงสุดอยู่ที่ 4 – 6 กิโลกรัมเท่านั้น แถมยังใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าประมาณ 2- 3 เดือน

“เมื่อนำไปประกอบอาหาร จะยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมว่ามันสำคัญมากที่ต้องบอกผู้บริโภคถึงข้อแตกต่างที่มี เพราะถ้าเข้าใจว่ามันเหมือนกัน วันนี้คุณกินแซลมอน แล้วพรุ่งนี้คุณกินฟยอร์ดเทราต์ เพราะเข้าใจว่ามันเหมือนกัน คุณอาจจะรู้สึกได้ว่าปลาที่ได้มาไม่ตรงตามมาตรฐาน เพราะรสชาติที่ต่าง” 

ฟาร์มปลากับปลาในธรรมชาติต่างกันแค่ไหน ยังไง ทำไมปลาในฟาร์มถึงดีกว่า

เอบีรีบแจกแจงให้เห็นถึงข้อแตกต่างทันที

“ต่างแน่นอนครับ ฟยอร์ดเทราต์และแซลมอนในธรรมชาติจะว่ายทวนน้ำมายังแม่น้ำที่เป็นน้ำจืดเพื่อวางไข่ เวลาส่วนมากมันจึงอาศัยอยู่ในทะเล ดังนั้น เลยเป็นปลาที่น่าสนใจมากเพราะอาศัยอยู่ได้ในทั้งน้ำจืดและน้ำทะเล แต่ปลาที่อยู่ในฟาร์มจะอยู่แค่ภายในทะเลอย่างเดียว ซึ่งเราอยากให้เป็นแบบนั้น เพราะจะตรวจสอบและติดตามปลาได้อยู่เสมอ หากปลาว่ายไปที่น้ำจืด จะส่งผลกระทบกับเนื้อปลาเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ว่าถึงขั้นกินไม่ได้ แต่คุณภาพอาจจะลดลงพอสมควร”

วิธีการแปรรูปปลาที่หลากหลายของนอร์วีเจียน

ย้ายมาที่เรื่องวัฒนธรรมการกินของชาวนอร์เวย์ เอบีเริ่มเล่าให้เราฟังว่า นอร์เวย์มีประเพณีที่เก่าแก่มากทั้งการเลี้ยงและแปรรูปปลาในรูปแบบต่าง ๆ ถ้าดูจากแง่มุมประวัติศาสตร์ เมื่อก่อนนอร์เวย์มีเรือประมงเล็กมาก เมื่อเทียบกับชายฝั่งทะเลที่ยาวเป็นอันดับสองของโลก ทำให้การประมงในสมัยก่อนค่อนข้างอันตราย เพราะต้องออกเรือไปไกล ทำได้เพียงรอให้ถึงฤดูที่ปลาจะเข้ามาใกล้ชายฝั่งเองเท่านั้น 

ในช่วงหน้าหนาวอย่างเดือนมกราคม-เมษายนที่เป็น High Season ปลาคอดจะเข้ามาวางไข่ใกล้ชายฝั่ง ชาวนอร์เวย์ก็จะจับปลาให้ได้มากที่สุดในช่วงนั้น แต่ด้วยความที่เป็นเพียงประเทศเล็ก ทำให้บริโภคปลาทั้งหมดนั้นไม่ได้ การถนอมอาหารจึงเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างมาก เพื่อเก็บรักษาผลผลิตที่ได้มาไม่ให้สูญเปล่า

“เราจะเอาปลาคอดแขวนไว้สองถึงสามเดือนจนแห้ง ทำให้เก็บต่อได้อีกหลายเดือน เพื่อบริโภคทั้งในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศได้ด้วย ปลาตากแห้งเหล่านี้ถูกใช้เป็นค่าเงินของชาวไวกิ้งในสมัยก่อน

“ผมเชื่อว่าวิวัฒนาการของอาหารในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและอากาศของที่นั้น ๆ อย่างนอร์เวย์เป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง ทำให้การประมงเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของประเทศ จริง ๆ เราก็มีการผลิตเนื้อสัตว์อื่น ๆ แต่เมื่อเทียบแล้วก็น้อยกว่ามาก การประมงเลยเป็นเหมือนนิยามของประเทศเราเลยครับ”

มื้อพิเศษของชาวนอร์เวย์เมื่อ 50 ปีก่อน

ก่อนหน้าที่นอร์เวย์จะริเริ่มการทำฟาร์มปลาของตัวเอง ทำให้การจับปลามักทำได้แค่ในช่วงฤดูหนาวที่ปลาเข้ามาวางไข่ใกล้ชายฝั่ง เมนูพิเศษดั้งเดิมก็คือปลาคอดสด กินกับตับปลาคอด ไข่ปลาและมันฝรั่ง เพราะในช่วงเวลาอื่นของปี การกินปลาคอดจะมาในรูปแบบแปรรูปซะมากกว่า

แต่การทำฟาร์มปลาในปัจจุบันทำให้การกินปลาเปลี่ยนไป เพราะนั่นแปลว่าจะมีปลาหลายชนิดให้กินสดได้ตลอดปี เอบีเล่าว่าเมื่อก่อนการได้กินแซลมอนถือเป็นโอกาสพิเศษ มีเพียงไม่กี่อาทิตย์ในช่วงฤดูร้อน ในวัยเด็กเขาได้กินแค่ปีละครั้งเท่านั้น แต่ตอนนี้ ชาวนอร์เวย์กินแซลมอนเฉลี่ยถึงคนละ 8 กิโลกรัม ต่อปี

“พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปครับ ชาวนอร์เวย์ได้กินปลาที่สดเท่าที่จะสดได้อยู่ตลอด เช่นเดียวกันกับผู้บริโภคชาวไทยที่ได้กินปลาสด ๆ ต้องขอบคุณนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้ทุกคนทั่วโลกได้กินปลาสด ๆ เหมือนที่คนนอร์เวย์ได้กิน แต่ในขณะเดียวกัน การที่เราพาปลาเหล่านี้ไปให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักอีกมากมาย เราก็ได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูต่าง ๆ กลับมาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการกินแบบจีน ไทย เวียดนาม และแน่นอนว่าแบบญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ผมว่าทุกประเทศก็มีการประยุกต์ รวมถึงปรับเอาฟยอร์ดเทราต์และแซลมอนไปใช้ที่ต่างกัน อย่างประเทศไทยผมก็เคยเห็นในต้มยำหรือยำต่าง ๆ ที่น่าสนใจ”

 หนึ่งในอาหารจานโปรดที่ต้องทำจากฟยอร์ดเทราต์เท่านั้น

เอบีรีบตอบอย่างทันทีว่าเมนู Cold Smoke Fjord Trout หรือฟยอร์ดเทราต์รมควันเย็น คือเมนูเฉพาะที่ต้องทำจากฟยอร์ดเทราต์เท่านั้น และเป็นเมนูโปรดส่วนตัวของเขาด้วยเช่นกัน

“เมื่อคุณใช้วิธีรมควันด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่าปกติมาก ซึ่งไม่เหมือนการรมควันทั่วไป ก็จะได้ปลาที่มันน้อยกว่า และรสชาติหวานกว่าด้วย เนื้อจะออกมานุ่มมาก ๆ รวมถึงสีที่ฟยอร์ดเทราต์แดงกว่าแซลมอนอยู่แล้ว ก็จะยิ่งแดงสวยขึ้นไปอีก ที่นอร์เวย์เรากินปลารมควันเยอะมาก ใส่ในแซนด์วิช สลัด หรือจานพาสต้า ก็ใช้เยอะเช่นกัน”

คนนอร์เวย์กินปลาเป็นอาหารเช้า ?

เมื่อเราถามถึงความเชื่อที่เคยได้ยินมาว่า คนนอร์เวย์กินปลาทุกมื้อ ไม่เว้นแม้กระทั้งอาหารเช้า เอบีหัวเราะและรีบยกตัวอย่างว่า ที่ประเทศไทย อาหารทุกมื้อจะมาเป็นจานร้อนและปรุงสุก แต่ที่นอร์เวย์มีอาหารจานร้อนแค่เพียง 1 มื้อต่อวันเท่านั้น โดยมื้อเช้าจะกินแซนด์วิชที่ท็อปด้วยคาเวียร์ พร้อมแซลมอนหรือปลาแมคเคอเรล มื้อกลางวันก็กินคล้ายมื้อเช้า มื้อเย็นจึงเป็นมื้อเดียวที่จะกินอาหารจานร้อนอย่างพาสต้าหรือปลาอบ และหลังจากนั้นถ้าใครนอนดึก มื้อดึกก็มักเป็นของกินเล่นที่คล้ายมื้อเช้าอีกทีหนึ่ง

“เท่ากับว่าเรากินปลาถึงสี่มื้อต่อวัน อันนี้เป็นวิถีของชาวนอร์เวย์แท้ ๆ ครับ แต่ในปัจจุบันก็มีหลายคนที่พฤติกรรมเปลี่ยนไป กินมื้ออาหารที่มีจานร้อนมากขึ้น เช่น ไข่ออมเล็ต เรากินขนมปังเยอะมากครับ ผมย้ายมาอยู่ที่นี่ก็กินขนมปังน้อยลงเยอะเลย รวมถึงแผนกในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ไทยก็ต่าง ที่นอร์เวย์จะมีแผนกเครื่องทาและของที่ไว้กินกับขนมปังเยอะมาก เช่น แฮม ไก่งวง ปลารมควัน ทั้ง Hot Smoke Cold Smoke ไข่ปลา คาเวียร์ วันหนึ่งเรากินสิ่งที่เกี่ยวกับปลาเยอะมาก”

พฤติกรรมกินปลาที่เปลี่ยนไปจนอาจเกิดเป็นปัญหาตามมา

ย้อนกลับไป 50 ปีก่อน นอร์เวย์เป็นประเทศที่จนมาก และเหตุผลที่คนกินปลาเยอะแค่เพียงเพราะเป็นอาหารราคาถูก หาได้ทุกที่ ผลที่ตามมาคือประชากรมีปัญหาสุขภาพน้อยมาก อัตราของผู้ป่วยโรคหัวใจแทบไม่มีเลย เพราะพวกเขาได้รับโอเมก้า 3 และวิตามินที่เพียงพออยู่ตลอด ต่อมาเมื่อประเทศร่ำรวยจากการส่งออกปลามากขึ้น ก็ทำให้คนอยากลองอาหารชนิดอื่น ๆ จากทั่วโลกและกินปลาน้อยลง จนหน่วยงานเกี่ยวกับสาธารณสุขของนอร์เวย์เปิดเผยว่า ปัจจุบันชาวนอร์เวย์เริ่มมีปัญหาโรคอ้วน และมีไลฟ์สไตล์ที่ก่อให้เกิดโรคมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทางการนอร์เวย์จึงรณรงค์ให้คนภายในประเทศกลับมากินปลาและอาหารทะเลให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

เอบีเล่าติดตลกให้เราฟังว่า ตอนอยู่บ้านที่นอร์เวย์ก็กินปลาเยอะกว่าจริง

“เป็นเพราะผมชอบลองอาหารไทยมาก แต่ก็พยายามกินอาหารทะเลให้เพิ่มขึ้นอยู่เหมือนกันครับ ผมรักปูและกุ้งที่นี่มาก โดยเฉพาะกุ้งลายเสือ”

รู้ว่าอาหารไทยอร่อย หวังว่าเขาคงจะไม่มีปัญหาสุขภาพตามมาเช่นกัน

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

นักเรียนโฆษณาที่ชอบการขีดเขียน มีภาพยนตร์ เครื่องหอม และของอร่อยเป็นความสนใจหลัก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load