18 พฤศจิกายน 2563
142

The Cloud x The CocaCola Foundation x TerraCycle Thai Foundation

วิถีชีวิตของคนไทยพึ่งพาและอาศัยน้ำเป็นวิถีหลัก แต่ใครเลยจะรู้ว่าการพึ่งพาอาศัยและครอบครองน้ำที่ไหลผ่าน กลับกลายเป็นการทำร้ายแม่น้ำลำคลองเสียเอง

เจมส์ สกอทท์ ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย ที่เข้ามาดำเนินโครงการติดตั้งเครื่องดักขยะในคลองลาดพร้าว กล่าวในฐานะคนต่างชาติที่เข้ามาเห็นคลองลาดพร้าวในตอนแรกว่า “มันแย่มากเลยครับ ผมลองสำรวจแถวๆ นี้ ก็พบว่ามีแต่กลิ่นเหม็นของซัลเฟอร์ไดออกไซด์โชยมาจากในน้ำ เห็นขยะลอยมาเกลื่อน มันไม่ใช่แค่ขยะที่ตกลงไปเองนะ แต่เพราะมีคนทิ้งลงไปด้วย เห็นครั้งแรกก็ตกใจเหมือนกัน ไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้ แต่สำหรับคนที่ทิ้ง เขาคงคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับผมมันไม่ใช่ ผมเลยอยากจะเปลี่ยนมัน” 

เจมส์ สกอทท์ ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย, คลองลาดพร้าว

คลองลาดพร้าวคือหนึ่งในคลองที่ยาวที่สุดในกรุงเทพฯ ไหลผ่านหลากหลายพื้นที่ และนับเป็นหนึ่งในคลองที่ประสบปัญหามลพิษขยะร้ายแรงที่สุดแห่งหนึ่ง ปัญหาสะสมที่เรื้อรังมานานต้องใช้เวลาในการแก้ไข และความตั้งใจของเจมส์คงเป็นจริงไปไม่ได้ หากขาดเพื่อนคนสำคัญอย่าง ‘โค้ก’ โดยมูลนิธิโคคา-โคลา ที่เข้ามาให้ทุนสนับสนุนในการติดตั้งเครื่องดักขยะในคลองลาดพร้าว ทำความสะอาด และส่งเสริมการเปลี่ยนพฤติกรรมคนในชุมชน ร่วมกับสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บาราภายใต้โครงการ Benioff Ocean Initiative เพื่อช่วยป้องกันการรั่วไหลของขยะจากแม่น้ำสู่มหาสมุทรทั่วโลก

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

ไม่เพียงแค่นั้น เพราะการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจ และความร่วมมือของชุมชนตลอดสองฝั่งคลอง ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของคนในชุมชน และความร่วมมือนั้นก็มีจุดเริ่มต้นจากคนตัวเล็กๆ นั่นคือหัวหน้าชุมชนลาดพร้าว ที่รู้เส้นทางนี้ดีเหมือนเส้นลายมือตัวเองอย่าง แซม-สำเนียง บุญลือ

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวันนี้ที่คลองลาดพร้าว ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิโคคา-โคลา มูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องดักขยะที่ผลิตขึ้นในประเทศจำนวน 2 เครื่อง ขยะจำนวนมากถูกเก็บขึ้นมาจากคลองก่อนไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นขยะทุกชิ้นถูกนำไปตากแห้งและคัดแยกที่สถานที่คัดแยกในเขตลาดพร้าว เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้องสำหรับขยะแต่ละประเภท โดยมีการบันทึกปริมาณและประเภทไว้อย่างละเอียด เพื่อนำไปเป็นข้อมูลพัฒนาโครงการการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของชุมชนริมคลองต่อไป

เครื่องดักขยะ 2 เครื่องที่ทำงานอย่างหนัก 5 วันต่อสัปดาห์นี้เป็นเพียงเส้นทางสู่การพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนนั้นมาจากความร่วมไม้ร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในสังคม ทุกคนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันนี้ ลำคลองที่กลับมาสะอาดและเต็มไปด้วยชีวิตอีกครั้ง

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

แขยงเหล่าขยะ

เจมส์และแซมเริ่มต้นพาเรานั่งเรือเพื่อออกสำรวจสภาพของคลองลาดพร้าวในปัจจุบัน ก่อนที่แซมจะเล่าย้อนให้เราฟัง ถึงสภาพความเป็นอยู่ที่เขาเคยอาศัยในชุมชนคลองลาดพร้าวเมื่อครั้งยังเด็ก “ผมเกิดที่คลองลาดพร้าวนี่เลย ใช้ชีวิตอยู่กับคลองมาตลอด โห ตอนนั้นคลองใสมาก ใช้น้ำได้สบายเลย ผมใช้น้ำในคลองแปรงฟันยังได้เลยตอนนั้น ชีวิตก็ดีมาก”  

แต่ไม่นานภาพนั้นก็เลือนรางและจางไป กลายเป็นสภาพที่เราเห็นในทุกวันนี้ “ผมว่าความเจริญเข้ามา วิถีก็เลยเปลี่ยน เพราะว่าคนเข้ามาอยู่เยอะ น้ำก็เลยเปลี่ยนแปลงไปเลยทีนี้ ก่อนหน้านี้ที่อากาศมันดี พอมีแต่ขยะอย่างนี้กระทบที่สุดก็คือคนริมคลองนะ ถ้าน้ำมันใสสะอาดก็จะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ น้ำมันสกปรกใช้ไม่ได้ มันกระทบทั้งชีวิตเราเลย จากที่เดินๆ ออกไปนอกบ้าน สูดอากาศหายใจได้สบายๆ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว 

“การที่ขยะมันเยอะๆ เนี่ย พอมันสะสมก็ทำให้ลำคลองมันตื้นเขินขึ้นมา การระบายน้ำก็ไม่ดี เสร็จแล้วที่น้ำมันท่วมบ่อยๆ เพราะนี่แหละ ถุงพลาสติกมันไปอุดไปตันตรงนั้น ขยะนี่มีผลกับตรงนี้มากเลย ขยะที่เราเห็นกันทุกวัน”

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'
ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

เมื่อลองวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น เจมส์บอกกับเราว่า อาจเกิดจาก 2 ปัจจัย “ข้อแรกคือ พวกเขาไม่รู้จะไปทิ้งที่ไหน และข้อสองคือ พวกเขาไปทิ้งที่อื่นไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก นั่นคือสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ตระหนักถึง ว่าการทิ้งขยะลงไปในคลองแล้วจะเป็นอย่างไร แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปโทษเขาทั้งหมดนะ

“ที่จริงแล้วขยะไม่ได้มาจากแค่คนริมคลอง แต่มาจากทุกพื้นที่บริเวณเลยต่างหาก ทั้งจากคนที่อยู่รอบบริเวณ ท่อน้ำทิ้งที่เต็มไปด้วยขยะ ถนนเอย สุดท้ายมันก็มาจบลงที่คลอง พอเราศึกษากับทางมหาวิทยาลัยมหิดล เราก็พบว่าขยะจริงๆ แล้ว มาจากอีกฟากของแม่น้ำ มาจากบนเกาะบ้าง มาจากประเทศอื่น มาจากบนเรือ หรือแม้กระทั่งมาจากแผ่นดินใหญ่ที่เราอยู่กัน ขยะมันมาจากทั่วทุกที่นั่นแหละ

“ผมคิดว่าคลองในประเทศไทยควรเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันต้นๆ ที่คนจะมาด้วยซ้ำ คนควรมาริมคลองได้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณสามารถพาเพื่อนมาขี่จักรยานหรือเดินรอบคลองได้ มันคงจะสวยมาก ถ้าเป็นที่ยุโรปหรือที่อื่น เราก็จะเห็นเขาทำแบบนี้ได้ และไม่ใช่ทุกเมืองจะมีคลองที่เป็นเอกลักษณ์แบบนี้เหมือนในกรุงเทพนะ แต่กลายเป็นว่าพอมันสกปรก ก็ไม่มีใครอยากจะมา ที่จริงคลองในกรุงเทพนี่ถือว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้ ถ้าเราลงมือทำอะไรสักอย่าง”

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่คิดว่าถึงเวลาสักทีที่คลองนี้ควรเริ่มเปลี่ยนแปลง

คลองลาดพร้าวโมเดล 

แล้วทำไมคลองลาดพร้าวถึงเป็นคลองสายแรกๆ หรือคลองต้นแบบแห่งการกำจัดขยะ เจมส์จึงมาไขข้อสงสัยให้เรา 

“ผมขอเริ่มต้นเล่าถึงเทอร์ราไซเคิลก่อน เราก่อตั้งมายี่สิบปี ในกว่ายี่สิบสองประเทศแล้ว เรามีชื่อเสียงจากการรีไซเคิลสิ่งที่คนไม่ค่อยเอาไปรีไซเคิลกัน เราพยายามสร้างเทคโนโลยีและองค์ความรู้ตั้งต้นให้กับองค์กรอื่นๆ ที่ต้องการทำเรื่องรีไซเคิล อย่างโปรเจ็คนี้ เราก็ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโคคา-โคลาในการผลิตเทคโนโลยีที่จะช่วยกำจัดขยะในคลองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เราไปสำรวจหลายคลองมาก เราลงไปคุยกับหลายๆ ชุมชนกับหลายๆ ผู้นำชุมชนก่อน เพื่อให้พวกเขาเข้าใจสิ่งที่เราทำ จุดสำคัญคือเราจะเลือกชุมชนที่อยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงถึงแม้ว่าจะเป็นโครงการระดับโลกแต่ถ้าชุมชนไม่ให้ความร่วมมือ ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ และทำไมถึงต้องเป็นคลองลาดพร้าว ก็เพราะพอเราคุยกับแซม เขาก็ทำงานในการดูแลรักษาคลองมาตลอดเขามีแพชชั่นที่จะทำตรงนี้และอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง เราเลยเลือกให้ที่นี่เป็นคลองต้นแบบ”

แซมบอกว่า เขาเก็บขยะตรงนี้มาจะเป็นสิบปีแล้ว จากการอาสาทำเองบ้างในช่วงวันหยุด พอเกษียณจากงานขับรถสิบแปดล้อ เขาก็ลงมาช่วยงานชุมชนแบบเต็มตัว เพราะอยากทำให้ชุมชนน่ามองอีกครั้ง แต่ไม่เคยเห็นผลเลย

“ผมอยู่กับชุมชนมาสี่สิบกว่าปีแล้วนะ ผมทำกับชุมชนมาตลอด แต่มันก็ไม่เห็นภาพจริงจังสักที คาอยู่อย่างนี้

“จะกำจัดขยะต้องทำจากคลองก่อน แล้วหนึ่งในคลองที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ ก็คือคลองลาดพร้าว ซึ่งเป็นเส้นเลือดตรงนี้เลย ก็ต้องมาดักขยะตรงนี้ก่อน แล้วมูลนิธิเขาเข้ามาถูกทางพอดี เก็บต้นทางไว้ก่อน ขยะปลายทางก็จะน้อยลงได้”

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

นวัตกรรมเครื่องดักขยะ

และสิ่งที่เทอร์ราไซเคิลทำก็คือการพัฒนาเครื่องมือดักจับขยะ ลักษณะเป็นตะแกรงลึกลงไปในคลองแต่ไม่ถึงก้นคลอง พร้อมมีแขนยื่นออกมาสองข้าง ผูกติดกับโป๊ะเพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามเส้นทางที่น้ำไหลผ่าน 

“มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก แต่สิ่งหนึ่งคือมันต้องคงทนและอยู่ได้นาน ที่สำคัญคือต้องไม่กระทบสัตว์น้ำ เราถึงไม่สร้างเครื่องให้ลงไปติดก้นคลอง เพื่อให้สัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้ เราปรับกันหลายครั้งอยู่เหมือนกันกว่าจะได้มา เราทำให้แขนยาวขึ้นเพื่อที่จะได้ดักขยะได้มากขึ้น และไม่ใช่แค่การดักจับขยะบนผิวน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นใต้น้ำด้วย การใช้เป็นไม้ไผ่แบบที่ทำกันจะสามารถดักขยะได้แค่บนผิวน้ำเท่านั้น ซึ่งดูแล้วเหมือนจะมีไม่เยอะ แต่ตัวปัญหาคือขยะที่จมลงไปใต้น้ำ” เจมส์อธิบายให้เราฟัง พร้อมพาเราไปดูเครื่องดักจับขยะว่ามีหน้าค่าตาแบบไหน

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'
ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

แซมบอกเราเพิ่มเติมว่า “ถ้าไม่มีเครื่องนี้ เราก็จะตักแต่ข้างบนอย่างเดียว ขยะข้างล่าง พอเราไปตักมันก็หนีหมด แล้วไปกองอยู่ตามมุมอับ ซึ่งทำให้คลองตื้นเขิน วิถีการเดินทางน้ำก็จะยากขึ้น แต่พอได้ตัวนี้มาช่วย เราก็จะแก้ปัญหาได้เยอะมาก”

ซึ่งเครื่องดักจับขยะโดยความร่วมมือของมูลนิธิโคคา-โคลาจะถูกวางอยู่ 2 จุด คือบริเวณลาดพร้าว วังหิน 61 ซึ่งอยู่ในเขตลาดพร้าว กับบริเวณราบ 11 เขตบางเขน แต่สำหรับการวางจุดนั้นก็ต้องดูวิถีของน้ำ รวมถึงทิศทางของลมด้วย เพื่อที่จะดักได้ถูกทาง

เมื่อวางจุดได้แล้วก็ถึงปฏิบัติการการเดินเรือเพื่อออกมาเก็บขยะ กิจวัตรที่แซมและทีมงานจะต้องทำก็คือ “เช้ามาเราก็เตรียมทีมงานออกไปเก็บขยะ เราจะล่องเรือไปเก็บตามจุด” แซมบอก

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'
ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'
ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

“ผมวางแผนให้พวกเขาทำงานกันห้าถึงหกวันต่อสัปดาห์ เพื่อเก็บขยะจากเครื่องดักทั้งสองเครื่อง ซึ่งก็จะได้มาประมาณหนึ่งพันสองร้อยกิโลกรัมต่อวัน แต่ก็แล้วแต่พฤติกรรมของชุมชน สภาพอากาศ และปัจจัยอื่นๆ ด้วย จากนั้นก็นำขยะกลับมาที่ไซต์แล้วแผ่ออก ตากให้แห้งหนึ่งวัน จากนั้นวันรุ่งขึ้นถึงมาแยกขยะออกเป็นประเภทต่างๆ รวบรวมไว้ แล้วจึงส่งไปให้หน่วยงานที่รับรีไซเคิลต่อไป ถ้าขยะที่คุณภาพต่ำมากๆ ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เราก็จะส่งไปทำเป็นพลังงานจากขยะแทน” เจมส์เล่าให้เราฟัง

และเมื่อจัดอันดับประเภทขยะที่พบมากที่สุด โดยไม่นับรวมขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ สิ่งที่พบมากเป็นอันดับแรกก็คือขวดพลาสติกและโฟมรองลงมา ส่วนสิ่งที่แปลกที่สุดคงต้องให้แซมเล่าว่าเขาเจออะไรในคลอง

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'
ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

“(หัวเราะ) ตู้เย็น ทีวงทีวี พวกนี้ เพราะรถขยะเข้าไปเขาก็ไม่เก็บ มันไปไหนต่อไม่ได้” 

เจมส์เลยเสริมว่า “ตอนนี้เราก็กำลังพัฒนานวัตกรรม ว่าจะทำอย่างไรกับขยะที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิล เพราะบางครั้งพอขยะมันไปต่อไม่ได้ ก็ต้องจบลงที่กองขยะในท้ายที่สุด ซึ่งเราไม่อยากทำอย่างนั้น เลยเลือกที่จะส่งไปผลิตพลังงานที่มาจากขยะแทน

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

“ตอนแยกขยะ ก็จะมีทั้งแก้ว โพลีสไตรีน แพคเกจที่มีพลาสติกหลายชั้น ฉลาก พลาสติก PET พลาสติก HDPE นอกจากจะให้เขาแยกประเภทแล้วยังให้แยกตามแบรนด์ด้วย เพื่อให้เจ้าของได้รู้ว่ามีลูกค้ารักผลิตภัณฑ์คุณมากเลยนะ เพราะเราเห็นเขาทิ้งกันเยอะมาก (หัวเราะ) 

“และเราอยากทำงานกับคุณด้วย ว่าเราจะทำอย่างไรให้คนมีความสุขกับการใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณ แล้วนำไปรีไซเคิลได้อย่างเหมาะสมด้วย ให้แบรนด์เห็นว่าเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาขยะในลำคลอง ไม่ใช่ว่าคุณไม่มีส่วนแล้วโยนความผิดให้แต่ลูกค้า สิ่งนี้คือสิ่งที่เราอยากจะทำต่อไป อยากให้แบรนด์เห็นว่าเขาเองก็มีส่วนช่วยเรื่องปัญหาขยะได้เหมือนกัน”

นวัตคนเพื่อความเข้าใจเรื่องขยะ

“สิ่งที่ผมกับคุณแซมทำไม่ใช่แค่เพื่อเก็บขยะออกไปให้หมดนะ แต่เพื่อสร้างความตระหนักให้กับคนด้วย เราอยากเก็บขยะเพื่อให้คนรู้ว่ามันเยอะนะ มันเหม็นนะ มันสกปรกนะ และคุณเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้นทุกวันคุณทิ้งขยะมหาศาลทุกวัน พอทิ้งไปคุณอาจไม่รู้ แต่พอเรารวบรวมเอาไว้ที่นี่ คุณก็จะรู้เอง” เพราะขยะจะไม่มีวันหมดไป หากคนในชุมชนและคนอื่นๆ ยังทิ้งขยะลงคลองอยู่

“คนทำมันน้อยกว่าคนทิ้ง ถ้ามีคนทิ้งอยู่ห้าหกคน แล้วผมเก็บอยู่คนเดียวก็ไม่ไหว ละลายพฤติกรรมดีกว่า ง่ายกว่า แล้วก็ได้ใจเขาด้วย” แซมบอกเราเช่นนั้น

“เวลาผมล่องเรือก็ไปตักขยะตามใต้ถุนบ้าน ผมจะออกตั้งแต่เช้าก่อนที่เขาจะตื่นไปทำงานกัน เพื่อให้บ้านเขาตื่นมามองเห็นแล้วว่า เอ้ย เราเก็บขยะอยู่นะ พอคุณดื่มน้ำเสร็จแล้วจะโยนทิ้ง แต่เขาก็เห็นเรา มันก็จะเกิดความเกรงใจนิดนึง เราตั้งใจให้เขาเห็นเลยว่าการทำงานของเรา เราทำจริงๆ แทนที่เขาจะทิ้งในคลอง เขาก็จะเดินถือไปทิ้งใส่ถัง ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงชีวิตเขา เปลี่ยนทัศนคติเขา พอเขาเห็นเราทุกวันๆ เข้า เรือนี่มาแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ทิ้งแล้ว เขาจะแขวนไว้ข้างถังให้เราเก็บแทน

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

“เราต้องทำให้คนในชุมชนเห็นภาพตรงนี้ก่อน แล้วเขาจะเข้ามาช่วยแก้ไขตรงนี้ เพราะเขาต้องอยู่กับชุมชนไปตลอด พอเขาเห็นเราบ่อยๆ เห็นว่าเราทำตรงนี้ เห้ย ลุงมาอีกแล้วนี่หว่าเนี่ย ช่วยๆ กันหน่อย แล้วเราก็ป่าวประกาศบอกชุมชนอีกที ทีนี้เขาก็ช่วยเราละ”

นอกจากนั้น แซมยังเล่าให้เราฟังอีกด้วยว่าตอนแรกชาวบ้านไม่เห็นด้วยเลย ทั้งการเก็บขยะและการใช้บริเวณนั้นเป็นที่พักขยะ

“เขาไม่เห็นด้วยเลย เพราะที่ผ่านมาเขาเห็นว่ามาทำจริงๆ ไม่เกินสามครั้งก็หาย พองบหมด ก็เดินต่อไม่ได้ละ หยุดอยู่แค่นั้น แต่พอเขาเห็นภาพดี เขาก็เริ่มให้ความร่วมมือ ถ้าคุณทิ้งมาเราก็เก็บเหนื่อย เขาเห็นเราทำทุกวัน เขาก็ไม่กล้าทิ้งลงมา มันก็ค่อยๆ ซึมเข้าไปทีละน้อย 

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'
ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

“ที่เรามาตรงนี้ ชาวบ้านตรงนี้เขาก็ไม่ค่อยพอใจตอนที่ทำทีแรก เพราะเขากลัวส่งกลิ่น แต่พอเรามาทำตรงนี้ ตอนนี้ชาวบ้านรอบข้างแฮปปี้แล้ว ไม่มีอุปสรรคตรงนี้เลย พอเราคัดแยกของเน่าเสีย มันก็ไม่มีกลิ่นไม่ดี ไม่หมักหมม”

เพราะการทำให้คนในชุมชนเข้าใจถึงวิธีการที่ถูกต้องในการจัดการขยะคือสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าทิ้งขยะลงในลำคลอง สุดท้ายแล้วก็ลงเอยที่สิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่อยู่ดี ขยะจากคลองไหลลงสู่แม่น้ำ กลายเป็นชิ้นเล็กๆ แล้ววนกลับเข้าห่วงโซ่อาหาร ปลากินขยะเข้าไป เรากินปลาเข้าไปอีกทีเป็นวงจร ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันไว้เช่นนี้

เจมส์บอกว่าไม่ว่าอุปกรณ์เราจะดีแค่ไหน หรือจะมีวิธีการรีไซเคิลที่ดีมากเท่าไหร่ แต่ถ้าคนในชุมชนไม่ช่วย เราก็ประสบความสำเร็จไม่ได้ เราต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม ทั้งคนในชุมชน ผู้สนับสนุน และรัฐ เราถึงจะประสบความสำเร็จได้ 

เป้าหมายในการเปลี่ยนคน

และในวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ พวกเขาเก็บขยะในคลองลาดพร้าวเป็นจำนวนสะสมได้ครบ 100,000 กิโลกรัม ภายในเวลาไม่ถึงปี

เจมส์เล่าว่า “เราเก็บสะสมขยะพวกนี้เอาไว้เพื่อให้คนมองเห็นและจับต้องได้ เขาจะได้เห็นขยะเป็นตันๆ เลย ซึ่งมาจากสิ่งที่เขาทิ้งไป ผมหวังว่าในสามปีของโครงการนี้เราจะเห็นแนวโน้มการทิ้งที่ลดน้อยลง มีพฤติกรรมการทิ้งขยะที่ดีขึ้น จริงๆ การทำงานนี้ไม่ง่าย แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากทุกคน งานนี้ถึงประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ เป้าหมายที่สำคัญที่สุด คือการทำให้พวกเขาตระหนักว่าขยะที่ทิ้งมันเยอะ ไม่ใช่แค่ขยะบนผิวน้ำเท่านั้นนะ แต่ขยะมันอยู่ใต้น้ำอีกมาก เราทำให้คุณเห็นจากเครื่องมือดักขยะของเรา และคุณต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างกับมันแล้ว 

“เป้าหมายของผมคือผมอยากเห็นชุมชนสีเขียว ที่มีโอกาสพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ถ้าคลองสะอาดพอ เป็นวิวทิวทัศน์ที่ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งได้ ทั้งมาเที่ยวชมและเหมาะแก่การอาศัยอยู่ และเพิ่มประสิทธิภาพของคลองในการรับมือน้ำได้ดีขึ้น เมื่อที่นี่ประสบความสำเร็จ ผมก็อยากพัฒนาต่อกับคลองอื่นๆ ด้วย และผมอยากจะเพิ่มทางเลือกในการมีระบบการรีไซเคิลที่เหมาะสมเพื่อให้เรื่องการจัดการขยะเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขาในอนาคต

ลุยภารกิจฟื้นฟู คลองลาดพร้าว ของชุมชนริมคลองและองค์กรนานาชาติที่เริ่มต้นจาก ‘ขยะ’

“เพราะเราอยากให้คนลดใช้พลาสติกหรือสร้างขยะในครัวเรือน มีความรับผิดชอบต่อขยะมากขึ้น รวมถึงให้ความรู้เรื่องการจัดการขยะกับพวกเขา ว่าจะสามารถรีไซเคิลให้มากขึ้นได้อย่างไร อยากพูดคุยกับภาครัฐเรื่องการพัฒนาการรีไซเคิลขยะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พอคนมีทางเลือกมากขึ้น มีระบบที่เอื้อต่อการจัดการขยะที่ดีขึ้น ปัญหาขยะก็จะลดน้อยลง”

ทางด้านแซม เขาบอกว่า เขาก็จะทำหน้าที่เก็บขยะตรงนี้ต่อไปจนกว่าจะทำไม่ไหว 

“ต่อไปผมก็มีคนสานต่อแล้ว มีทีมงานเด็กรุ่นใหม่ในชุมชนที่เขาได้มาสัมผัสตรงนี้ แล้วเขาก็ชอบ อยากทำตรงนี้เพื่อชุมชนต่อ ส่วนความฝันของผมที่นอกจากจะอยากทำการท่องเที่ยววิถีชุมชนแล้ว ถ้าไม่มีขยะให้ผมเก็บ ผมก็จะนั่งดูคลอง ว่าเห้ย ความฝันเราเป็นจริงแล้วนี่หว่า” แซมหัวเราะ 

เมื่อถามต่อว่าหลังจากโครงการนี้จบไป เจมส์จะทำอย่างไรต่อในอนาคต 

“ผมหวังว่ามันจะไม่จบ เราหวังว่าจะเห็นโครงการนี้เข้าไปอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ด้วย เราอยากให้ทุกที่คลองสะอาดเหมือนกันหมด อยากให้คนและชุมชนเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งต้องอาศัยเวลาหลายปี 

“เราอยากให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา การเห็นคนอย่างคุณแซมที่ตั้งใจจะช่วยชุมชน และอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงกับชุมชนของเขาเอง เราก็อยากให้ทำมันเกิดขึ้นจริงให้ได้ องค์กรอื่นอาจใช้เวลานานหลายปี เพื่อทำความสะอาดคลองและเก็บขยะได้มากขนาดนี้ แต่เราใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งปี เราพึ่งเริ่มทำตรงนี้มาห้าเดือนเอง ซึ่งมันสำเร็จได้จากความร่วมมือของทุกคน ทั้งคนในชุมชนคลองลาดพร้าว องค์กร ผู้สนับสนุน และภาครัฐ เรานำหน้าคนอื่นเพราะคนเลย ไม่ใช่เพราะเครื่องมือที่เรามีเพียงอย่างเดียว” 

เพราะทุกคนในระบบต่างเป็นส่วนช่วยส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาขยะได้ ด้วยความหวังว่าในอนาคตเราจะเห็นคลองทุกคลองทั่วทั้งประเทศไทยเป็นภาพดั่งที่ใจเราคิดไว้ได้จริง

ลุยภารกิจฟื้นฟู คลองลาดพร้าว ของชุมชนริมคลองและองค์กรนานาชาติที่เริ่มต้นจาก ‘ขยะ’

FB: TerraCycleThaiFoundation

Website: www.terracyclefoundation.org

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ใครเดินเข้าร้านหนังสือบ่อย ๆ ก็คงคุ้นเคยกับสำนักพิมพ์ผีเสื้อเป็นอย่างดี

สำนักพิมพ์ผีเสื้อเป็นสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ที่ตั้งใจทำ ‘หนังสือดี’ นอกจากรูปเล่มสวยเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นก็รู้ว่าผีเสื้อแล้ว ที่สำคัญคือพวกเขาตั้งใจคัดสรรเนื้อหาจรรโลงใจมาส่งต่อเป็นอย่างดีด้วย

ที่ผ่านมา ผีเสื้อมักจะคิดหาโครงการที่ทำให้ผู้คนและเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลได้คลุกคลีกับหนังสืออยู่ตลอด คราวนี้ก็ถึงเวลาเปิดตัว ‘ผีเสื้อเพื่อคนพิการ’ อีกสำนักพิมพ์ เพื่อเป็นพื้นที่ปล่อยของสำหรับนักสร้างสรรค์พิการ ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงหนังสือแก่คนพิการ และเพิ่มโอกาสในการเข้าใจคนพิการให้แก่คนทั่วไป

ซึ่ง พลอย-สโรชา กิตติสิริพันธุ์ บรรณาธิการฝึกหัดที่มองไม่เห็น มีผลงานเขียนกับผีเสื้อมาตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ รวมทั้งหมด 3 เล่ม ได้แก่ | จนกว่า | เด็กปิดตา | จะโต (2558), ก ไก่เดินทาง นิทานระบายสี (2559) และ เห็น (2562) ก็ได้เลื่อนขั้นเป็นบรรณาธิการตัวจริงของผีเสื้อเพื่อคนพิการในคราวนี้

ผีเสื้อเพื่อคนพิการเกิดมาจากแพสชันส่วนตัวของพลอย เธอมีความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโลกของคนทั่วไปและคนพิการไว้ด้วยหนังสือที่เธอหลงใหล แม้จะเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน แต่เราก็ติดต่อคุณ บ.ก. คนใหม่ไปอย่างไม่ลังเล ด้วยเชื่อว่าผีเสื้อตัวใหม่นี้จะขยับเขยื้อนวงการหนังสือได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และเป็นอีกจุดเริ่มต้นที่ดีของความเท่าเทียมในสังคม

สำนักพิมพ์นี้ทำงานอย่างไร ทำโดยใคร และทำเพื่อใครบ้าง พลอยนั่งมอเตอร์ไซค์มาจากบ้านเพื่อมาเล่าให้ทุกคนฟังแล้ว

ผีเสื้อเพื่อคนพิการ : สำนักพิมพ์ที่ บ.ก. มองไม่เห็น แต่จะพาสังคมเห็นคนพิการชัดกว่าเคย

คนพิการผู้สนใจเรื่องราวของคนพิการ 

ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เรามักจะใช้เวลาก่อนขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้านอ้อยอิ่งอยู่ในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ทดลองอ่านหนังสือหลายเล่มเพื่อค่อย ๆ ตัดสินใจว่าจะซื้อดีไหม ตามประสานิสิตที่ไม่ได้มีเงินเยอะเท่าไหร่นัก

| จนกว่า | เด็กปิดตา | จะโต เป็นหนึ่งในหนังสือเหล่านั้น

เล่มนี้เป็นบันทึกประจำวันของนิสิตผู้มองไม่เห็นที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ในคณะที่ตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกันกับเรา ชื่อ พลอย สโรชา เธอโตกว่าและเข้าสู่วัยทำงานไปสักพักแล้ว แต่ขณะที่เขียนบันทึกนั้นเธออยู่ในวัยเรียนเช่นเดียวกัน ถึงแม้จะมีปัจจัยที่ทำให้เหตุการณ์ในชีวิตไม่เหมือนกันนัก หากความรู้สึกหลายอย่างในความเป็นมนุษย์อายุน้อย ก็เชื่อมเราและผู้เขียนไว้ด้วยกันได้ไม่ยาก เราใช้เวลายืนอ่านเรื่องราวของเธอในร้านหนังสืออยู่หลายวัน จนสุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อกลับมาอ่านอย่างจริงจังที่บ้าน

หลายปีถัดมา เราก็ได้โอกาสคุยกับเธอตัวเป็น ๆ คราวนี้ไม่ได้เนื่องในฐานะที่เธอทำงานเขียนอย่างเดียว แต่เธอเป็นผู้ริเริ่มโปรเจกต์ที่เต็มไปด้วยแพสชันของตัวเอง อย่างสำนักพิมพ์ผีเสื้อเพื่อคนพิการ

ผีเสื้อเพื่อคนพิการ : สำนักพิมพ์ที่ บ.ก. มองไม่เห็น แต่จะพาสังคมเห็นคนพิการชัดกว่าเคย

พลอย สโรชา เรียนปริญญาตรีที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกภาษาและวรรณคดีไทย เธอได้ลงเรียนวิชาเสวนาบรรณาธิการกับวิชาชีพบรรณาธิการเป็นวิชาเลือกเสรี และรู้จักกับ ครูมกุฏ-มกุฏ อรฤดี ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ผีเสื้อมาตั้งแต่ตอนนั้น

“สนใจหนังสือมาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ เลย” เธอเล่า หนังสือมีอารมณ์ มีความรู้สึก และใช้ภาษาในการดำเนินเรื่องราว ไม่เหมือนกับหนังที่เล่าด้วยภาพ เธอจึงเลือกเรียนทางนี้โดยการสอบแข่งขันและยื่นผลงานเพื่อชิงทุนช้างเผือก แม้ไม่ได้รู้แน่ชัดว่าจะทำอาชีพอะไรเมื่อเรียนจบ รู้แค่ว่าจะได้อ่านหนังสือเยอะ ๆ สมใจ

พลอยมีโอกาสได้เข้าร่วมการอบรมที่ชื่อว่า ‘ฝึกฝนผู้ดวงตาพิการให้เขียนหนังสือ’ รวมถึงได้ช่วยครูมกุฏประชาสัมพันธ์โครงการออกไปให้เพื่อน ๆ ที่มองไม่เห็นได้มาอบรมด้วยกัน

“เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นก็ได้ ทำให้เราเห็นว่าคนตาบอดหลายคนสนใจเขียนหนังสือ” พลอยเอ่ย

ผีเสื้อเพื่อคนพิการ : สำนักพิมพ์ที่ บ.ก. มองไม่เห็น แต่จะพาสังคมเห็นคนพิการชัดกว่าเคย

หลังจากจบโครงการ พลอยก็ได้เข้ามาทำงานเป็นบรรณาธิการฝึกหัดที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อโดยที่เขียนหนังสือไปด้วย ทำงานอยู่ประมาณ 2 ปี เมื่อได้ไปเรียนต่อสาขาจิตวิทยาการปรึกษา ที่คณะจิตวิทยา จุฬาฯ และเรียนจบมาเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา ก็มีคนพิการและคนตาบอดจำนวนหนึ่งมาปรึกษาว่าหากเขาอยากเขียนหนังสือ จะทำยังไงดี บางคนก็ส่งต้นฉบับมาให้ดู

“ระหว่างที่เรียนปริญญาโท ได้เข้าร่วมการอบรมผู้นำเยาวชนพิการ ขององค์กรเลียวนาร์ด เชสเชียร์” เธอเล่าต่อ “เป็นจุดเริ่มต้นอีกอย่าง พี่ได้เจอคนพิการประเภทอื่น ๆ เพิ่มขึ้น มีคนนั่งวีลแชร์ หูหนวก ทำให้เราสงสัยว่า คนพิการประเภทอื่นมีวิถีชีวิตยังไง”

เธอบอกกับเราว่า แม้กระทั่งคนตาบอดเองก็มีวิถีชีวิตที่หลากหลาย คนมองไม่เห็นตั้งแต่เกิดก็มีความคิดและชีวิตแบบหนึ่ง คนที่เพิ่งมองไม่เห็นตอนอายุเยอะ ๆ ก็มีชีวิตอีกแบบหนึ่ง คนที่สายตาค่อย ๆ มืดดับ ความรู้สึกนึกคิดก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

“พลอยสนใจเรื่องราวของคนพิการ แต่หาข้อมูลหรือเรื่องราวไม่ค่อยได้ ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น ทำให้เราอยากทำให้คนพิการเขียนหนังสือมากขึ้น”

จากประสบการณ์ทุกอย่างที่ผ่านมา สโรชาเห็นเรื่องราวที่หลากหลายของกลุ่มคนพิการ ทั้งยังเห็นว่ามีคนพิการหลายคนที่มีทักษะการเขียน จึงเกิดความคิดขึ้นมาในหัวว่า หากมี ‘เวที’ สำหรับคนกลุ่มนี้ก็คงจะดีไม่น้อย ซึ่งเวทีที่ว่าก็คือ ‘สำนักพิมพ์ผีเสื้อเพื่อคนพิการ’ ที่ทุกคนคงจะได้เห็นเป็นรูปเป็นร่างใน พ.ศ. 2566 ข้างหน้านี้

ผีเสื้อเพื่อคนพิการ : สำนักพิมพ์ที่ บ.ก. มองไม่เห็น แต่จะพาสังคมเห็นคนพิการชัดกว่าเคย
ผีเสื้อเพื่อคนพิการ : สำนักพิมพ์ที่ บ.ก. มองไม่เห็น แต่จะพาสังคมเห็นคนพิการชัดกว่าเคย

เพราะการทำบุญเป็นสิ่งไม่ยั่งยืน

“มีภาพในใจที่เราอยากเห็น เราอยากพิสูจน์ให้คนในสังคมเห็นว่า คนพิการเขียนหนังสือได้ ทำหนังสือที่มีคุณภาพได้ แล้วเราก็อยากเห็นคนพิการกับหนังสือเชื่อมถึงกันมากขึ้นกว่านี้”

แม้จะเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากแค่ไหน แต่พลอยไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นเวลาเดินเข้าไปในร้านหนังสือ เหตุผลเป็นเพราะหนังสือเหล่านั้นอยู่ไกลเหมือนคนละโลก เธอมองไม่เห็นว่ามีเล่มไหนออกใหม่บ้าง หรือหนังสือที่วางอยู่มีเรื่องอะไรบ้าง

แต่ถามว่าทำไมเธอถึงไม่คิดจะเปิดเพจ ทำเป็นสื่อออนไลน์แทนที่จะทำหนังสือ พลอยบอกว่า ‘มาไวไปไวเกินไป’ โดยปกติคอนเทนต์ออนไลน์จะโผล่มาแค่ช่วงสั้น ๆ พอมีเรื่องใหม่เข้ามาก็จะถูกกลบไปในหน้าฟีด

เราคุยกันถึงเพจคนพิการที่กำลังเป็นที่รู้จักอย่าง ThisAble.me แน่นอนว่าหนังสือของผีเสื้อให้ความรู้สึกต่างไปโดยสิ้นเชิง ไม่ได้ไปถึงการพูดถึงประเด็นอ่อนไหวได้อย่างนั้น แต่พลอยก็รู้สึกชื่นชมและได้เห็นเรื่องราวของคนพิการมากมายจากสิ่งที่เพจนำเสนอ

“ตอนนี้เราเห็นจากหน้าเพจต่าง ๆ จาก YouTube ว่ามีคนพิการหลายคนที่อยากเล่าเรื่องราวของตนเอง หลายคนเขียนได้ แต่ทำยังไงให้เนื้อหาของเขาอยู่นาน เราก็เลยนึกถึงหนังสือ” เธออธิบาย

ผีเสื้อเพื่อคนพิการ : สำนักพิมพ์ที่ บ.ก. มองไม่เห็น แต่จะพาสังคมเห็นคนพิการชัดกว่าเคย

‘ผีเสื้อเพื่อคนพิการ’ อยู่ในร่มของผีเสื้อ สำนักพิมพ์ที่พลอยเชื่อมั่น ซึ่งอุดมการณ์ที่ว่าพวกเขาจะผลิตหนังสือดีให้อยู่ไป 100 ปี ก็ตอบโจทย์ความต้องการของพลอย เธออยากให้เรื่องราวของคนพิการและสิ่งที่คนพิการเขียน ถูกผลิตออกมาในรูปแบบหนังสือที่อยู่ได้นาน สวยงาม และมีคุณภาพ

“การลุกขึ้นมาทำงานเกี่ยวกับคนพิการยาก เจอกระแสหลายอย่างในสังคม อย่างหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องทำบุญ แต่ไม่รู้จะอธิบายให้เข้าใจได้ไหม” พลอยหัวเราะเบา ๆ ทำให้เราเข้าใจว่าเรื่องที่เธอจะพูดต่อไปนี้ออกจะอ่อนไหวสักหน่อย

“การทำบุญทำให้เกิดความยั่งยืนได้ยาก ฉันมีเหลือเท่านี้ ฉันก็ให้เท่านี้ วันนี้ฉันไม่เหลือ งั้นฉันไม่ให้แล้ว อ้าว! แล้วคนที่รอรับอยู่ต้องทำยังไง ส่วนคนพิการจะรู้สึกว่าฉันเป็นผู้รับตลอด ต้องรอเขาเหลือมา ความภาคภูมิใจอยู่ตรงไหน”

พลอยเชื่อในการลุกขึ้นมาสร้างอะไรเป็นของตัวเอง เธอเชื่อว่าหากคนพิการได้เห็นว่าผลงานของตัวเองมีมูลค่า และมีคนที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ตนทำ ความรู้สึกว่าต้องรอคอยคนมาทำบุญก็จะหายไป กลับกลายเป็นความรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง

การทำบุญประเภทจัดอบรมระยะสั้นให้คนพิการ พลอยเองก็เห็นว่ามีปัญหาเช่นกัน หลายครั้งที่จบโปรเจกต์แล้วก็แยกย้ายกันไป ความรู้ก็ยังไม่พอ เวทีหรือพื้นที่แสดงผลงานก็ไม่มี เธออยากให้มีการพัฒนาคนจริง ๆ จัง ๆ และมีพื้นที่ให้ปล่อยของเมื่อถึงเวลา

“พลอยอยากให้งานหนังสือเป็นอีกพื้นที่หนึ่งให้คนพิการรู้สึกว่า ถ้าเขาพยายามมากพอ เขาจะเติบโตบนเส้นทางสายนี้ได้ จะเป็นงานเขียน บรรณาธิการ วาด ออกแบบปกหรืออะไรก็ตาม”

ผีเสื้อเพื่อคนพิการ : สำนักพิมพ์ที่ บ.ก. มองไม่เห็น แต่จะพาสังคมเห็นคนพิการชัดกว่าเคย

แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป

“มีคนพิการหลายคนเจอกับความผิดหวัง ถูกปฏิเสธ แล้วเขาเข้าใจผิดว่าความพิการเป็นปัญหาของเขา แต่ไม่ใช่ เป็นเพราะผลงานเขายังไม่ดี” พลอยเล่าอย่างระมัดระวัง “บางคนคิดว่าการอบรม เป็นหน้าที่ของคนอบรมที่จะต้องพาเขาไปต่อ แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ไม่มีใครพาเขาไปถึงตรงนั้น ถ้าเขาไม่พยายาม สิ่งที่เราทำได้คือสนับสนุนให้เขาพยายาม และเป็นเวทีรอคอยเขา

“เพราะฉะนั้น สมมติว่าพลอยอยากอบรมวิธีเขียนให้คนพิการอีกครั้งหนึ่ง ก็มีโอกาสไม่สำเร็จและพลอยมีโอกาสถูกด่าว่า เป็นกระแสที่พลอยจะต้องโดน”

ประสบการณ์บนโลกมนุษย์เกือบสามสิบปีทำให้เธอพบว่า คนพิการเองก็มีแนวคิดหลากหลาย ตามแต่ปูมหลัง ตามแต่สิ่งที่เคยพบเจอ บางคนก็มองว่าคนพิการอย่างตนโชคร้ายมามากพอแล้ว สังคมควรจะช่วยเหลือเขาให้มาก ในขณะที่บางคนก็ชอบที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง และไม่อยากให้ใครมาสงสาร

“ถามว่าพลอยกลัวไม่สำเร็จไหม ก็กลัว แต่ว่าต้องทำ เพราะถ้าทุกคนกลัวหมด ก็ไม่มีใครทำ เราเชื่อมั่นว่า ถ้าสำเร็จจริง จะออกมาดี ไม่มีทางที่เราจะทำงานดีโดยไม่กดดัน” ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในน้ำเสียงทำให้สัมผัสได้ทันทีว่าเธอคิดมาอย่างถี่ถ้วน

เราคิดว่าชีวิตของเธอยากกว่าคนทั่วไปอย่างน้อยก็ 1 ขั้นอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างของประเทศนี้ หรือแม้แต่โลกนี้ เลือกที่จะอำนวยความสะดวกแก่คนที่มีร่างกายสมบูรณ์เป็นหลัก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ใช้ชีวิตได้อย่างดี และพึ่งตัวเองได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เมื่อเธอเล่าถึงแพสชันด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น เราก็เชื่อสนิทใจ ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เธอพร้อมลุยแน่ ๆ 

คุยกับ พลอย สโรชา บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อเพื่อคนพิการที่เพิ่งเปิดตัว เรื่องแนวทางการทำหนังสือที่ไม่เคยทำมาก่อน

ภารกิจต่อไปนี้

เมื่อตกตะกอนเรื่องโปรเจกต์ใหม่เรียบร้อยแล้ว สโรชาก็ไปคุยกับครูมกุฏ จากเดิมที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อมีแนวคิดว่า ‘ชาวบ้านต้องเข้าถึงหนังสือ’ ก็ได้แผ่ขยายไปเป็น ‘คนพิการต้องเข้าถึงหนังสือ’ เพราะหนังสือเป็นแหล่งวัฒนธรรมที่สำคัญ และแหล่งวัฒนธรรมนั้นก็ควรจะรวมคนพิการเข้าไปด้วย

เธอได้แบ่งสิ่งที่จะต้องทำต่อไปนี้เป็น 3 ขั้นตอนหลัก

1) พัฒนาคน

พลอยพบว่ามีคนพิการมากมายที่สนใจการเขียน หากคนเหล่านั้นได้รับการพัฒนาทักษะ (ตรงนี้สำนักพิมพ์จะต้องดำเนินการ) ก็จะสร้างสรรค์งานเขียนที่ดีออกมาได้

ซึ่งทั้งงานเขียน งานบรรณาธิการ วาดรูป หรือออกแบบปก ก็ต้องการบุคลากรเช่นกัน

“พลอยเป็นคนตาบอด พลอยทำงานหนังสือคนเดียวไม่ได้” เธอชี้แจง “พลอยไม่เห็นช่องไฟ ภาพ การจัดหน้า พลอยอยากได้คนพิการอีกหลายคนมาช่วยทำส่วนที่พลอยทำไม่ได้ ถึงจะตั้งเป็นสำนักพิมพ์ และดำเนินงานได้จริง”

แม้ตอนนี้จะยังไม่เจอคนเหล่านั้น แต่พลอยเชื่อว่าต้องมี เธอนึกไปถึงคนพิการที่เรียนสาขาวิชาต่าง ๆ มา แล้วไม่รู้จะไปต่อในเส้นทางการทำงานอย่างไร ถ้าพวกเขามีอุดมการณ์เดียวกันกับเธอ ก็น่าจะมาช่วยกันปั้นสำนักพิมพ์ได้

2) หาต้นฉบับ

ต้นฉบับที่เธอมองหามีองค์ประกอบอยู่ 2 ประการ หนึ่งคือต้องเป็นงานเขียนที่ดี จรรโลงใจตามแบบฉบับผีเสื้อ สองคือต้องเกี่ยวกับคนพิการ ซึ่งในที่นี้อาจจะเป็นงานที่คนพิการเขียน โดยไม่ใช่เรื่องราวของคนพิการ หรือเป็นงานที่คนทั่วไปที่อยู่ร่วมกับคนพิการ เขียนเกี่ยวกับคนพิการก็ได้

“สมมติว่า ถ้าเขาพิการทางสติปัญญา เขาอาจเขียนเองไม่ได้ แต่คนใกล้ชิดอาจช่วยเขียนได้” ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์เสริม

คุยกับ พลอย สโรชา บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อเพื่อคนพิการที่เพิ่งเปิดตัว เรื่องแนวทางการทำหนังสือที่ไม่เคยทำมาก่อน

3) ผลิตหนังสือโดยคำนึงถึงคนพิการ

เป็นที่รู้กันว่าสำนักพิมพ์ผีเสื้อค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยม เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงพิมพ์แต่หนังสือเล่ม ไม่มี E-Book ไม่มี Audio Book แต่เมื่อจะทำหนังสือให้คนพิการเข้าถึง พวกเขาก็ต้องคิดถึง Media ใหม่ ๆ ขึ้นมา

ในเมื่อจะเข้าถึงผู้พิการทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้น หนังสือที่ออกมาก็จะมีทั้งหนังสือเล่ม ทั้ง E-Book ทั้ง Audio Book ทั้งอักษรเบรลล์เลยเหรอ – เราถาม ยังไม่เห็นภาพปลายทาง

“พลอยว่าเป็นไปได้ยากที่จะออกมาให้ครบทุกเวอร์ชัน” พลอยค่อย ๆ อธิบายให้เราซึ่งไม่มีความรู้เรื่องนี้ฟัง “สมมติว่าเราจะทำหนังสือสำหรับคนตาบอด ถ้าเป็นหนังสือเด็กก็เหมาะจะเป็นหนังสือเบรลล์ เพราะเป็นวัยเริ่มเรียนรู้ตัวสะกด แต่ถ้าเราโตแล้ว เมื่อนึกถึงตัวสะกด ภาพตัวสะกดที่เป็นจุดเบรลล์ขึ้นมาในใจเราได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเบรลล์ อาจเป็น Audio book ค่ะ”

นั่นเป็นกรณีของหนังสือที่ตั้งใจสื่อสารกับคนตาบอด ส่วนผู้พิการอื่น ๆ เช่น กลุ่มคนหูหนวก ก็ต้องการหนังสือที่ออกแบบโดยเฉพาะ เนื่องจากคนหูหนวกมักจะไม่ถนัดอ่านตัวหนังสือเรียงเป็นพรืด ด้วยการเรียนภาษาของเขาจะช้ากว่าคนทั่วไป เพราะไวยากรณ์ภาษามือกับไวยากรณ์ภาษาไทยนั้นเรียงไม่เหมือนกัน

แต่หากพูดถึงภาพรวมของสำนักพิมพ์แล้ว พลอยตั้งใจให้เป็นแหล่งหนังสือสำหรับผู้อ่านทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือคนทั่วไปก็ตาม

คุยกับ พลอย สโรชา บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อเพื่อคนพิการที่เพิ่งเปิดตัว เรื่องแนวทางการทำหนังสือที่ไม่เคยทำมาก่อน

ตอนนี้ผีเสื้อเพื่อคนพิการกำลังเตรียมโปรเจกต์พัฒนาคนและโปรเจกต์ประกวดงานเขียน โดยหวังว่าโครงการเหล่านั้นจะช่วยให้คนพิการรู้จักพวกเขา และช่วยให้พวกเขารู้จักคนพิการ เราถามพลอยว่าคนพิการที่เธอกำลังหา จะได้เข้าไปทำงานประจำในสำนักพิมพ์เลยไหม เธอตอบว่า คาดหวังให้เป็นอย่างนั้น แต่ตอนนี้งบยังไม่พอ โปรเจกต์ก็ยังไม่ได้เริ่มดี หากอะไร ๆ เริ่มลงตัว มีปริมาณงานและงบมากพอเมื่อไหร่ก็คงได้ทำงานร่วมกัน และคงเข้าใกล้สังคม Inclusive ที่เธอหวังไว้เข้าไปอีกก้าว

“จริง ๆ แล้วการพัฒนาคนเป็นสิ่งที่สำนักพิมพ์ไม่ต้องทำ แค่พิจารณาต้นฉบับ ถ้าต้องมาเริ่มสอนเขียน อยู่กับเขา คอยกระตุ้นให้เขียน ใช้เวลานานและอาจขาดทุน” เธอหัวเราะ

คุยกับ พลอย สโรชา บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อเพื่อคนพิการที่เพิ่งเปิดตัว เรื่องแนวทางการทำหนังสือที่ไม่เคยทำมาก่อน

เราได้รู้จากการอ่านหนังสือ | จนกว่า | เด็กปิดตา | จะโต ว่าพลอยเขียนบันทึกเพราะหวังให้โลกของคนทั่วไปกับผู้พิการเชื่อมต่อกลมกลืนกันมากขึ้น การทำสำนักพิมพ์นี้ก็มีเป้าหมายเดียวกัน

การได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นในสังคม ได้เรียน ได้ทำงาน ได้เล่น ได้ทำทุกอย่างที่ต้องการ ทำให้พลอยพบว่าคนอื่น ๆ ก็อยากเข้าใจคนพิการ และในทางกลับกัน คนพิการก็อยากอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ เธอจึงอยากเล่าเรื่องคนพิการออกไปให้มากขึ้น เพื่อให้สองโลกเชื่อมต่อกันอย่างกลมกลืน

“ถ้ามีหนังสือเกี่ยวกับคนพิการอยู่บนชั้น หรือแม้แต่มีหนังสือที่แทรกเบรลล์ลงไปหน้าสองหน้า คนจะคุ้นเคยและเติบโตมาโดยนึกถึงคนพิการมากขึ้น ต่อไปเขาอาจมีเพื่อนเป็นคนตาบอด เขาก็จะไม่ตกใจ ไม่กลัวว่าจะสื่อสารกับเพื่อนยังไง แต่ที่ผ่านมามีความกลัวนี้อยู่ตลอด พลอยรู้ว่าคนอื่นกลัว”

นอกจากจะต้องการกำลังใจในการทำโปรเจกต์ที่ไม่ง่ายนี้ พลอยบอกเราว่า เธอต้องการ ‘กำลังไอเดีย’ จำนวนมาก เธออยากให้มีคนมาช่วยกันออกความคิดว่าอะไรคือสิ่งที่อยากจะเห็นในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนพิการกับคนทั่วไป ตอนนี้กิจกรรมอื่น ๆ เริ่มเกิดขึ้นแล้ว วิ่งด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน หากเป็น ‘หนังสือ’ ล่ะ จะไปด้วยกันอย่างไรได้บ้าง

“พลอยว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญที่ควรเกิดขึ้นในสังคม พลอยทำคนเดียวไม่ได้จริง ๆ”

การทำงานของผีเสื้อเพื่อคนพิการกำลังจะเข้มข้นขึ้นในปีหน้า หากคุณอ่านบทความนี้แล้วพบว่าตัวเองมีอุดมการณ์เดียวกันกับผู้ริเริ่ม และนึกสนุกอยากทำงานสร้างสรรค์ โปรดติดต่อไปที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อพลอย สโรชา ต้องการเพื่อนร่วมเดินทาง

คุยกับ พลอย สโรชา บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อเพื่อคนพิการที่เพิ่งเปิดตัว เรื่องแนวทางการทำหนังสือที่ไม่เคยทำมาก่อน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load