ขณะที่กำลังยืนรอเวลาอยู่หน้า สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย หญิงสาวในเสื้อทีเชิ้ตสีเทากางเกงขาสั้นก็ปั่นจักรยานมาจอดตรงหน้า

หากไม่เคยเห็นหน้าเธอผ่านสื่อกีฬามาก่อน แล้วสังเกตจากบุคลิกลักษณะภายนอก ด้วยรอยยิ้มและทีท่าอ่อนโยน เราย่อมไม่มีทางรู้เลยว่าหญิงสาวตรงหน้าคือนักเทควันโดหญิงอันดับ 1 ของโลกในรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 49 กิโลกรัม

ณ ขณะนี้ ผู้คนที่สนใจกีฬาคงไม่มีใครไม่รู้จัก เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีทองของเธอ จากการลงแข่งขัน 7 รายการ เธอสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ถึง 6 รายการ ส่วนรายการเดียวที่พลาดไป เธอก็ได้ถึงรองแชมป์

เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง

นอกจากนั้น เธอยังคว้ารางวัลนักกีฬาสมัครเล่นหญิงดีเด่นจากการกีฬาแห่งประเทศไทยมาครองเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ผมนัดพบเธอหลังจากจอมเตะสาวคว้าแชมป์ Wuxi 2018 World Taekwondo Grand Slam Champions Series ซึ่งเป็นรายการที่เธอบอกว่าน่าจดจำที่สุดรายการหนึ่งในชีวิต เนื่องจากเป็นรายการที่สุดยอดนักเทควันโดที่ดีที่สุดมารวมตัว

มองจากภายนอกชีวิตเธอดูสุขสบายไร้อุปสรรค ยืนอยู่ในจุดสูงสุดของเส้นทางนักกีฬาอย่างที่หลายคนทำได้เพียงใฝ่ฝันโดยไม่มีวันไปถึง แต่เมื่อได้ลองนั่งลงพูดคุยกัน ผมกลับพบเรื่องราวตรงกันข้าม

ชีวิตเธอนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค เติบโตมากับความพ่ายแพ้ เคยผ่านประสบการณ์สูญเสียบุคคลอันเป็นดวงใจ และทุกวันนี้เธอก็ยังเสียน้ำตาอยู่ทุกวี่วันจากความหนักหน่วงของตารางการฝึกซ้อม

ไม่ว่าจะสนใจกีฬาหรือไม่ เรื่องราวของจอมเตะสาววัย 21 ช่างเป็นมิตรกับผู้ที่คุ้นชินกับความพ่ายแพ้แต่กำลังสู้อยู่ทุกคน

เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง
เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง
ยกที่ 1

ตอนเด็กๆ หนูแพ้ตลอด”

หลังจากทักทายและแนะนำตัว ผมเดินตามเธอเข้าไปภายในตัวอาคารของสมาคม

ด้านในกว้างขวางเพียงพอที่จะเป็นสถานที่สำหรับรวมตัวฝึกซ้อมของนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย เธอเดินไปเปิดไฟทีละดวงจนแสงไฟส่องสว่าง และทำให้ผมเห็นสถานที่โดยรอบ

ที่ผนังฝั่งหนึ่ง มีธงไตรรงค์ขนาดใหญ่ขนาบข้างด้วยธงชาติเกาหลีใต้

ที่ผนังอีกฝั่งหนึ่ง มีรูปนักกีฬาเทควันโดขนาดใหญ่ผู้เคยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศแขวนอยู่หลายรูป-แน่นอน บนนั้นมีรูปของเธออยู่ด้วย

และที่ผนังอีกฝั่งหนึ่ง มีข้อความขนาดเล็กที่หากไม่สังเกตอาจมองไม่เห็น

ข้อความนั้นเขียนว่า ‘No pain No gain’

“ทุกวันนี้เข้าใจประโยคนี้ดีหรือยัง” หลังจากเธอสวมชุดเทควันโดเรียบร้อย ผมชวนเธอคุยจากสิ่งแรกๆ ที่ปะทะสายตา

“เข้าใจค่ะ” เธอพยักหน้าและตอบ “เข้าใจว่าถ้าเราไม่พยายาม ไม่แลกด้วยความเจ็บปวด ก็ไม่เจอความสำเร็จ”

เดาได้-หลายคนคงคิดแบบนี้เมื่อฟังคำตอบของเธอ ผมเองก็คิดเช่นนั้น จนกระทั่งเธอเริ่มขยายความเพิ่มเติม

“แต่ว่าหนูก็คิดนะว่ามันไม่ตรงเท่าไหร่ เพราะว่าเพื่อนเราก็เหนื่อยเหมือนกัน ซ้อมมาด้วยกัน แต่ว่าบางคนก็ได้เหรียญบ้าง ไม่ได้เหรียญบ้าง บางครั้งแข่งวันสุดท้ายแล้วเพื่อนแพ้ เขาก็ไม่ได้เหรียญทอง

“คือเราไปเหนื่อยมาด้วยกันตลอด ทั้งที่ไปเก็บตัวที่เกาหลีเป็นเดือน แล้วก็ไปซ้อมที่เชียงใหม่ ไปวิ่งขึ้นดอยด้วยกัน เหนื่อยจนจะขาดใจ จะตายด้วยกันอยู่แล้ว แต่พอแข่งออกมาผลมันก็ไม่ได้สวยงามเสมอไป” สาวน้อยบอกบางประโยคที่คล้ายว่าเข้าใจสัจธรรมของโลกบางประการ

“เวลาเหนื่อยมาแล้วแพ้ คิดว่าสิ่งที่ทุ่มเทไปมันไร้ค่าหรือเปล่า” ผมชวนเธอทบทวน

“สำหรับหนู หนูคิดว่ามันก็ไม่ได้ไร้ค่า แมตช์นี้มันอาจจะไม่ได้ แต่ถ้าเราพยายามต่อไป สักวันมันก็ต้องเป็นวันของเรา หนูก็จะพยายามเชียร์ให้เพื่อนสู้ต่อไป ให้ตั้งใจซ้อม กลับไปครั้งหน้าเราอาจจะเข้ารอบลึกขึ้น หรือต่อให้แพ้ แต่เราก็แพ้น้อยลง เราจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ”

ไม่ใช่แค่บอกคนอื่น แต่เธอคิดและทำเช่นนี้มาตั้งแต่ชีวิตยังสะกดคำว่าชัยชนะไม่เป็น

ย้อนกลับไปก่อนที่เธอจะมายืนอยู่ในจุดที่แสงไฟสาดส่อง เด็กสาวจากสุราษฎร์ธานีเติบโตมาในครอบครัวนักกีฬาอย่างแท้จริง-ดูจากชื่อเล่นของเธอคงพอเดาได้

“พ่อกับแม่เป็นเลือดนักสู้ เป็นนักกีฬาอยู่แล้ว ท่านปลูกฝังตั้งแต่ชื่อเล่นแล้ว พี่ชายหนูชื่อเบสบอล พี่สาวหนูชื่อโบว์ลิง แล้วหนูก็ชื่อเทนนิส พ่อเองก็ชอบเล่นกีฬามาก เป็นครูสอนว่ายน้ำ ส่วนแม่เป็นผู้นำเต้นแอโรบิกแล้วก็เป็นนักว่ายน้ำด้วย

“เราเป็นครอบครัวนักกีฬาทั้งบ้านเลย แล้วตั้งแต่เด็กๆ พ่อจะปลุกหนูไปวิ่งทุกเช้า แม้วันเสาร์-อาทิตย์เขาก็จะตื่น 8 โมง ไปวิ่งถนนที่เป็นชนบท แบบร้อนๆ แดดเปรี้ยงๆ หนูก็วิ่งไปเรื่อยๆ ไปดูนั่นดูนี่ ดูทุ่งนา ดูโรงถ่าน ดูอะไรแบบนี้ หรือบางวันพ่อก็จะพาไปวิ่งที่สนามกีฬา แล้วมันจะมีวันที่ประตูรั้วมันปิด เราก็ดีใจ ว้าย ประตูรั้วมันปิด จะได้ไม่ต้องวิ่ง แต่สักพักพ่อก็จะขับไปที่อื่นต่อ สุดท้ายก็ไม่หยุด ทุกวันต้องออกกำลังกาย”

เท่าที่สังเกต เวลาเธอเล่าถึงครอบครัว เล่าถึงวัยเด็ก เล่าถึงคุณพ่อและคุณแม่ บนใบหน้าของเธอจะมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น

เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง

ตอนเด็กๆ เทนนิสเล่นกีฬาหลายชนิด แต่ก็เล่นเพียงผิวเผิน หาได้ลงลึกหวังยึดเป็นอาชีพ และพูดก็พูดเถอะ เธอแทบไม่รู้จักคำว่าชัยชนะเลยในวัยนั้น

“ตอนเด็กๆ เราเล่นกีฬาหลายประเภท เราไปทุกทางแต่เราไม่เก่ง ไปเล่นวอลเลย์บอลหนูก็เป็นแค่ตัวสำรอง ไม่ได้ลง ไปว่ายน้ำก็จม พ่อเป็นครูแต่กลับว่ายน้ำไม่ได้ ว่ายช้ามาก กีฬาอะไรเราลองมาหมด ทั้งปิงปอง เทนนิส แต่ก็แพ้จนต้องหากีฬาอื่นมาลองเล่นไปเรื่อยๆ”

นอกจากแพ้ในสนามกีฬา นอกสนามเธอยังแพ้อีกหลายอย่าง

ตอนเด็กๆ หนูไม่ค่อยแข็งแรง ผอมแห้ง อ่อนแอ กินขนมที่เป็นซองๆ ยังแพ้เลยค่ะ แพ้ผงชูรส แพ้อาหารทะเล กุ้ง ปลาหมึก กินไม่ได้เลย พ่อก็เลยหากิจกรรมให้ทำ ให้ออกกำลังกายตลอด”

จุดเปลี่ยนสำคัญคือตอน 7 ขวบ เมื่อสาวน้อยได้รู้จักกับกีฬาที่ดูขัดกับร่างกายอันบอบบางของเธออย่างเทควันโด แม้มันจะไม่ได้ทำให้เธอรู้จักชัยชนะในทันที แต่มันก็ทำให้เธอรู้จักการอยากเอาชนะ

ตอนนั้นหนูเลิกเรียนบ่ายสามครึ่ง ถ้ากลับบ้านเลยก็ไม่มีอะไรทำ พ่อเลยพาไปปล่อยที่ยิม ให้เราไปเล่นเทควันโดเพราะว่าพี่ชายเล่นอยู่ก่อน ซึ่งตอนแรกที่หนูเล่น หนูตั้งใจไว้ว่าหนูจะไม่เป็นนักกีฬาเด็ดขาด เพราะว่าพี่เล่นแล้วเจ็บ ผู้ชายเขาเล่นกันแรง เตะกันปากแตก แล้วพ่อกับแม่ต้องพาไปแข่งทุกที่ที่มีแข่ง ซึ่งเสียเวลาด้วย หนูเลยบอกว่าหนูเล่นแค่สนุกๆ พอ

“แล้วหนูก็เล่นเรื่อยมาจนประมาณ 9 ขวบ ตอนนั้นมีแข่งที่ภูเก็ต ซึ่งเราไม่อยากไปแข่ง แต่เราอยากไปเที่ยวทะเลมาก พ่อเลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ลงแข่ง ลงเล่นๆ ขำๆ ก็ได้ แล้วถ้าได้เหรียญทองเดี๋ยวพ่อจะให้ 3,000 เหรียญเงิน 2,000 เหรียญทองแดง 1,000 หนูก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นยอมไปแข่งก็ได้ หนูก็เลยไปแข่ง”

ไม่ต้องสงสัยว่าเธอได้เงินเดิมพันจากพ่อกี่บาท เพราะการแข่งนัดแรกเธอถูกคู่ต่อสู้ต้อนขาดลอย นอกจากไม่ได้เงินมันยังทำให้เธอเสียหน้า

“ครั้งนั้นถือว่าเราเป็นนักกีฬาครั้งแรก พอลงไปแข่งก็แพ้ ตอนนั้นหนูยังสายเหลืองซึ่งเป็นขั้นที่ 2 อยู่เลย เราแพ้ 7 ต่อ 0 แล้วหลังจากนั้นไปเจอเพื่อนก็โดนล้อว่าแพ้ ตอนนั้นยังเด็กเราก็เสียใจแล้วแค้นมันมาก ก็เลยชอบเทควันโดขึ้นมา ขอคุณพ่อไปซ้อมทุกวัน บ้าเทควันโดไปเลย”

หากชีวิตเป็นไปตามสูตร เธอควรกลับมาชนะอย่างสง่างามหลังการทุ่มเทซ้อมหนักใช่ไหม ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่นไม่ใช่เหรอ

แต่ไม่หรอก ชีวิตจริงไม่ง่ายดายขนาดนั้น

“หลังจากแพ้แมตช์แรกหนูก็แพ้อีก แล้วแพ้มาตลอด 2 – 3 ปี จนอายุ 11”

เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง
เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง
ยกที่ 2

เราไม่เคยคิดฝันว่าจะติดทีมชาติ”

วันนี้สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทยคึกคักกว่าปกติ เนื่องจากมีการเปิดคัดตัวนักกีฬาทีมชาติ

จากจุดที่เรานั่งคุยกันมองเห็นกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาหลักสิบคนนั่งเป็นระเบียบเรียบร้อยรอช่วงเวลาสำคัญที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนผันของชีวิต

“ตอนเด็กๆ เราไม่เคยคิดฝันว่าจะติดทีมชาติอะไร” เทนนิสย้อนเล่าโดยมีฉากตรงหน้าเป็นภาพประกอบ “ตอนนั้นเราแค่ฝันว่าจะได้สายดำ แล้วก็เรียนพิเศษด้วย เผื่อจะไปทางอื่น”

อย่างที่เล่าไป ช่วงแรกในเข้าสู่การแข่งขันเธอพ่ายแพ้จนชิน เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่แน่ใจว่าเราจะบอกว่านักเทควันโดตรงหน้ามีพรสวรรค์เหนือใครได้หรือเปล่า แต่ที่พอบอกได้คือเธอทำงานหนัก และนั่นคือสิ่งสำคัญที่ผลักเธอไปข้างหน้า

ผมไม่รู้ว่าขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่ เหล่าเด็กน้อยทั้งหลายที่เคยชนะเธอในวันวานตอนนี้จะกำลังนั่งทำอะไรอยู่ที่ไหน แต่เธออยู่นี่ ในชุดเทควันโดสายดำ ที่ต้นแขนข้างซ้ายมีธงชาติไทยปรากฏอยู่

“ตอนนั้นหนูเข้าใจว่าตัวเองไม่เก่ง ซึ่งไม่เก่งจริงๆ นะคะ” เธอย้ำด้วยกลัวผมคิดว่าเธอถ่อมตัว “หนูก็พยายามไปซ้อม ไปเล่นกับเพื่อน พยายามเตะเป้า เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

“ช่วงที่แพ้พ่อไม่ได้ดุ แค่บอกให้สู้ๆ คือตอนเด็กเราก็อยากเรียนเสร็จกลับบ้านไปเล่น นอนเล่นบ้าง แต่ก็ต้องซ้อม ซ้อมเสร็จ 2 ทุ่ม กว่าจะกลับถึงบ้านก็ 3 – 4 ทุ่มแล้ว กว่าจะทำการบ้าน กว่าจะนอน วันไหนขี้เกียจซ้อมพ่อก็ไม่ยอม พ่อไปรับไปส่งทุกวัน

เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง
เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง

พ่อพยายามผลักดันให้หนูไปข้างหน้า ขี้เกียจก็ผลักให้ไปให้ได้ ถ้ามีแมตช์แข่งที่กรุงเทพฯ หรือแมตช์อะไรใหญ่ๆ ก็พยายามให้หนูมาแข่งเพื่อหาประสบการณ์ เพราะที่ภาคใต้มีแข่ง 2 เดือนที แต่ที่กรุงเทพฯ มีแข่งทุกอาทิตย์ เพราะฉะนั้น นักเทควันโดภาคใต้ก็จะประสบการณ์น้อยกว่า นักกีฬาที่กรุงเทพฯ ได้เปรียบมากกว่า เพราะว่ามีแมตช์แข่งเยอะ พอแข่งเยอะประสบการณ์ก็เยอะ ฝีมือและความเก๋าเขาก็มากกว่าเรา คนที่มาแข่งจะมีเทคนิคใหม่กว่า เตะเร็วกว่า พ่อก็เลยต้องเสียค่ารถพามาแข่งที่กรุงเทพฯ บ่อยๆ เพื่ออยากให้เราพัฒนา ให้เราสู้เขาได้”

แล้วความพยายามของสองพ่อลูกก็เริ่มออกดอก หยาดเหงื่อที่รินรดไปเริ่มออกผล

ตอนอายุ 12 เธอเริ่มได้เหรียญทองจากรายการเล็กๆ และอายุ 13 เธอคว้าเหรียญทองกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จากการแข่งขันรุ่นไม่เกิน 42 กิโลกรัม และนั่นเป็นตั๋วใบสำคัญที่ทำให้เธอได้โอกาสเข้ามาคัดตัวทีมชาติไทย

บรรยากาศในสนามซ้อมของสมาคมฯ ขณะนี้ที่เต็มไปด้วยเยาวชนที่มาคัดตัวทีมชาติ ชวนให้หวนนึกถึงภาพในวันนั้น

เช่นเดียวกับกลุ่มเยาวชนตรงหน้า ครั้งหนึ่งเธอเองก็เคยนั่งอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน และพิสูจน์ฝีมือจนเข้าสู่ทีมชาติไทยได้สำเร็จในปี 2554 และเพียงการแข่งขันครั้งแรกในฐานะเยาวชนทีมชาติไทย เธอก็คว้าเหรียญทองในรายการ Korea Open 2011 มาครองได้สำเร็จ และนั่นเป็นครั้งแรกที่โลกได้เริ่มรู้จักจอมเตะผู้นี้

“ตอนที่ติดทีมชาติฝันไหมว่าจะก้าวไปถึงจุดไหน” ผมชวนเธอย้อนทบทวน

หนูก็มีฝัน ซึ่งถามน้องๆ คนไหนทุกคนก็คงฝันอยากไปโอลิมปิก แต่คือมันไม่ใช่ทุกคนที่ฝันจะเป็นจริง เพราะจะมีแค่คนเดียวในแต่ละรุ่นเท่านั้นที่จะได้ไป ต้องคัดกัน ต้องเก็บอันดับโลก ตอนนั้นหนูก็คิดทีละขั้น ตอนที่เป็นเยาวชนอยู่หนูอยากไปแค่ซีเกมส์ก็พอแล้ว ซึ่งตอนที่ได้ไปซีเกมส์พ่อก็ดีใจมากแล้ว พอได้ไปซีเกมส์เราก็ฝันต่อไปว่าอยากไปชิงแชมป์เอเชีย อยากเป็นแชมป์โลก ก็ฝันมาเรื่อยๆ พอทำได้เราก็ฝันไปอีก ฝันไปอีก

ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้คิดไกลถึงขนาดโอลิมปิก เพราะว่าเห็นรุ่นพี่แต่ละคนที่ได้ไปเขาเก่งมาก ฝีมือแบบหนูไม่สมควรได้ไปเลย หนูรู้ตัวเองว่าหนูยังไม่เก่ง คิดว่าได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น มีเพื่อนที่ซ้อมอยู่ด้วยกัน เราก็ให้กำลังใจกันว่าสู้ให้เต็มที่ในทางของเรา ไปให้สุดความสามารถ พี่หนูก็บอกว่าให้ทำให้เต็มที่ เรามีโอกาสแล้ว

อย่างวันนี้ที่มีน้องๆ เข้ามาคัดตัวกันวันแรก ซึ่งถ้าหนูเป็นน้องที่มาวันนี้ หนูก็คงคิดว่าอยากติดทีมชาติ แต่ที่ผ่านมาพอเข้ามาซ้อมกันจริงๆ หนูเห็นน้องๆ หลายคนไม่ตั้งใจซ้อมเลย ไม่เต็มที่กับมันเลย เหมือนคิดแค่ว่าก็ติดแล้วน่ะพี่ ทำไมไม่เห็นเหมือนวันแรกที่อยากเข้ามาติดทีมชาติกันเลย หนูคิดว่าถ้าเราตั้งใจจริงๆ ก็อยากให้เต็มที่ที่สุด”

หลังจากเธอติดทีมชาติในครั้งนั้น เธอเดินหน้ากวาดเหรียญทองในการแข่งขันระดับทวีปและระดับโลกมาครองจนจดจำแทบไม่หวาดไม่ไหว เป็นนักกีฬาเทควันโดไทยคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าเหรียญทองจากมหกรรมกีฬา Youth Olympic Games โดยเอาชนะคู่ต่อสู้ขาดลอยแม้กระทั่งรอบชิงชนะเลิศที่เอาชนะจอมเตะจากอาเซอร์ไบจาน 21 ต่อ 1

หลังจากเห็นชีวิตเธอในวันนี้ ผมคิดถึงช่วงเวลาที่พ่อของเธอต้องเสียค่ารถพาลูกสาวเดินทางจากสุราษฎร์ธานีเข้ามาแข่งที่กรุงเทพฯ ทุกสัปดาห์เพื่อหวังให้ลูกสาวพัฒนาขึ้นและสู้เด็กเมืองกรุงได้

ถึงวันนี้พ่อของเธอคงได้คำตอบแล้วว่า ลูกสาวของเขาสู้คนอื่นได้หรือยัง

เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง
เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง
ยกที่ 3

ถึงจะเดินช้าหน่อยแต่เราก็เดินถึงหรือเปล่า”

หอพักของนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทยอยู่ไม่ไกลจากสถานที่ที่เรานั่งพูดคุย จักรยานที่เธอขี่มาจอดหน้าสมาคมคือยานพาหนะหลักที่เธอใช้ยามเดินทางมาซ้อม

หลายคนอาจคิดว่า เป็นถึงนักกีฬาเทควันโดอันดับ 1 ของโลกชีวิตของเธอคงเหนื่อยน้อยลง แต่เธอส่ายหน้า ก่อนจะยิ้มแล้วย้ำติดตลกว่า ‘นรกมาก’

“ทุกวันหนูต้องตื่นตอนตีห้าครึ่ง หกโมงเช้าซ้อมวิ่งรอบสนามราชมังฯ ซึ่งนรกมาก โค้ชสั่งวิ่งทีไม่ใช่แค่ 2 – 3 รอบนะ แต่วิ่งเซ็ตละ 10 รอบ บางครั้งวิ่งไม่ทันเวลาโค้ชก็สั่งให้วิ่งคูณไปเรื่อยๆ วิ่งจนเคารพธงชาติยังไม่เลิกเลย แล้วก็มีวิ่งขึ้นบันไดสนามราชมังฯ ที่เป็นบันไดงูรอบสนาม ซึ่งแค่รอบเดียวก็ขาจะตายอยู่แล้ว แต่นี่ต้องวิ่งขึ้นลงๆ ไปทั่วสนาม แล้วก็ต้องวิ่งกลับอีก วิ่งจนหนูร้องไห้ ซึ่งร้องไปโค้ชเขาก็ไม่สน

พอซ้อมเช้าเสร็จหลังจากนั้นก็ไปเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่จุฬาฯ เรียนเสร็จกลับมาถึงที่พักบ่าย 4 โมง แล้วก็ต้องรีบมาซ้อมตอน 5 โมงเย็น ก็มีซ้อมเตะกันเตะแบบบ้าคลั่ง เข้าคู่กัน ซึ่งเราต้องเตะกับผู้ชายทุกวัน เพราะหนูต้องเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแรง ซึ่งน้องผู้ชายก็เบาให้เราไม่ได้ เพราะถ้าไม่เต็มที่ก็โดนลงโทษ ซ้อมเลิก 2 ทุ่มครึ่งบ้าง 3 ทุ่มครึ่งบ้าง กินข้าวเสร็จ ตอน 4 ทุ่มต้องอยู่ในห้องแล้ว ถ้ามีใครสักคนที่ไม่อยู่ในห้องแล้วโค้ชมาตรวจเจอเขาก็เรียกมารวมกันที่นี่แล้วก็สั่งวิดพื้นจนถึงตี 2”

“อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่โค้ชเช (เช ยองซอก) สอน” ผมถามหญิงสาวตรงหน้า

“สอนความมีระเบียบวินัยอันดับหนึ่ง เขาบอกว่าคนเก่งแต่ไม่มีระเบียบผมไม่เอา เอาคนที่มีระเบียบวินัยแล้วมาฝึกใหม่ยังดีกว่า เพราะเวลาอยู่รวมกันเป็นทีมแบบนี้ระเบียบวินัยสำคัญมาก ถ้าเก่งแต่ไม่มีระเบียบวินัยก็สอนยาก หรือบางคนหัวแข็ง เหมือนน้ำเต็มแก้ว สมมติเขาอยากสอนอยากใส่ข้อมูลอะไรก็ทำไม่ได้”

เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง

ในปี 2018 มีหลายเหตุการณ์น่าจดจำ ทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะในรายการ Fujairah 2018 World Taekwando Grand-Prix Final เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ที่เธอจำต้องเข้าแข่งขันด้วยสภาพแสนสาหัส

“ตอนนั้นหนูรถมอเตอร์ไซค์ล้มก่อนไปแข่ง 2 อาทิตย์” เธอเล่าบางเหตุการณ์ที่หลายคนไม่รู้ โดยเฉพาะคู่ต่อสู้ที่จะต้องเจอกัน “ตอนนั้นหนูนั่งรถเข้าบ้านแล้วรถล้ม โค้ชรู้ก็ถามว่าไม่อยากไปแข่งหรอ ทำไมถึงนั่งรถแล้วรถล้ม หนูก็บอกว่าอยากไปแข่งค่ะ หนูก็ไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้น

“อาการตอนนั้นคือกระดูกช้ำ ม่วงไปทั้งขา พอหนูไปหาหมอ หมอบอกว่า 2 อาทิตย์ยังไงก็ไม่ทัน อย่างเต็มที่ก็ต้อง 4 อาทิตย์ถึงจะหายดี”

ด้วยความที่เป็นการแข่งขันรายการสำคัญ เธอจึงจำต้องลงแข่งทั้งที่สภาพร่างกายเสียเปรียบคู่ต่อสู้ชนิดแค่ผ่านรอบแรกได้ก็น่ายินดีแล้ว

“ช่วงก่อนไปแข่งหนูใช้ไม้ค้ำตลอดทุกวัน วันที่ไปเรียนก็ถือไม้ไปเรียน หนูไม่รู้จะทำยังไง ก็ทำให้เต็มที่ ไปว่ายน้ำ ไปทำกายภาพเช้า-เย็น ทุกวันแทนการซ้อม แล้วก็ปั่นจักรยานเพื่อรักษาฮาร์ตเรตไว้อย่างนั้น เดี๋ยวไม่ฟิต แล้ววันที่ไปแข่งหนูก็เตะได้ข้างเดียว เราคิดแค่ว่าทำเท่าที่ไหว หมอบอกว่าแค่คู่แรกคู่สองก็ไม่น่าไหวแล้ว หนูก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวลองไปเตะก่อนว่าจะได้ถึงคู่ไหน”

อย่างที่ว่าไว้ตั้งแต่แรก ปีที่ผ่านมาถือเป็นจุดสูงสุดในชีวิตของเธอ จากการลงแข่งขัน 7 รายการ เธอสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ถึง 6 รายการ

และรายการเดียวที่ได้รองแชมป์คือรายการที่เธอลงแข่งด้วยสภาพร่างกายที่ขาเตะได้เพียงข้างเดียวนั่นแหละ

“พ่อหนูจะสอนให้สู้ เดินไปเรื่อยๆ ก้มหน้าก้มตาเดินไป โดนด่าก็ไปต่อ ช่างมัน ไปข้างหน้า พยายามเก็บเกี่ยว คิดแล้วก็ไปต่อ สุดท้ายถึงจะเดินช้าหน่อยแต่เราก็เดินถึงหรือเปล่า” เธอทิ้งท้ายด้วยคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ

จากคนที่แพ้มาตลอด วันนี้มายืนอยู่ในจุดสูงสุดของนักกีฬาเทควันโด จอมเตะสาวรู้สึกยังไง-หลายคนคงสงสัย

“หนูเคยไปคุยกับนักจิตวิทยา หนูบอกพี่เขาว่า หนูกลัวแพ้ หนูไม่อยากแข่งแล้ว เพราะกลัวว่าหนูจะแพ้รุ่นน้องแล้วก็ร่วงลงไป พี่เขาก็บอกว่า แต่อย่างน้อยเราก็ได้ทำแล้วไม่ใช่เหรอ

“แล้วเขาก็ถามว่าหนูมีฝันอะไร หนูก็บอกว่าฝันอยากได้เหรียญทองโอลิมปิก เขาก็บอกว่า ก็ทำตามความฝันไป ทำให้เต็มที่ ได้แค่ไหนมันก็คือสิ่งที่เราเต็มที่แล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าวันหนึ่งเราแก่ไปแล้วมองย้อนกลับมา อย่างน้อยเราก็เห็นว่าเราได้ทำแล้วนะ เราเต็มที่ไปแล้ว ถ้าไม่ได้มันก็คือไม่ได้ ถ้าทำได้ก็คือฉันทำสำเร็จ หนูก็เลยพยายามคิดว่าจะเต็มที่ในทุกอย่างที่เราทำ เราจะไม่เสียดาย ไม่ว่าสิ่งที่เราทำจะพลาดหรือว่าสำเร็จ

เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง

“แล้วจริงๆ อันดับโลกมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น โค้ชก็บอกว่า ผมไม่ได้สนใจอันดับโลก ผมสนแค่ว่าแมตช์นั้นคุณเล่นเต็มความสามารถหรือว่าเล่นดีหรือเปล่า หรือว่าคุณกลัวแล้วแพ้ หรือว่าชนะแบบฟลุคๆ ชนะแบบถอยๆ หนีๆ ผมก็ไม่เอา โค้ชเขาพยายามทำให้เราสู้”

อย่างที่เธอบอก เธอย้ำเสมอว่าโอลิมปิกคือความฝัน ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยเข้าร่วมมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2016 ที่ริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล มาแล้ว และคว้าเหรียญทองแดงมาครองได้ ตอนนี้ความฝันของเธอจึงอยู่ที่โอลิมปิกฤดูร้อน 2020 ที่โตเกียว

“หนูก็ยังมีความฝันว่าอยากได้เหรียญทอง ซึ่งตอนนี้มันก็ใกล้มากแล้ว หนูจะพยายามสู้ให้เต็มที่ ถึงคราวนี้จะได้หรือไม่ได้ยังไง หนูก็จะทำให้เต็มที่ที่สุด

“อย่างน้อยหนูก็ทำให้พ่อกับครอบครัวภูมิใจที่สุดแล้ว เขาฝันอยากให้ลูกๆ ติดทีมชาติ แล้วตอนนี้ฝันก็เป็นจริงแล้ว หนูดีใจที่ทำให้พ่อสำเร็จ ช่วยพ่อหาเงิน เลี้ยงตัวเองและเลี้ยงพ่อได้ แล้วก็ได้มิตรภาพต่างๆ จากที่นี่ ได้ความรักจากโค้ช มันเหนื่อยแต่ก็คุ้มกับทุกอย่างที่เราทำไป”

ฟังถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสาวน้อยถึงพูดถึงแต่ผู้เป็นพ่อโดยไม่ได้กล่าวถึงแม่ในประโยคบอกเล่า

“แม่หนูเสียตั้งแต่ 7 ขวบแล้วค่ะ หลังจากหนูเริ่มเล่นเทควันโดได้ไม่นาน พ่อก็เลี้ยงหนูมาตลอด ทุกวันนี้ก็คิดถึงแม่ค่ะ” เล่าถึงตรงนี้น้ำตาของเธอก็เริ่มไหล “ทุกวันนี้ก็คิดถึงตอนที่แม่ป่วย ที่จำได้ก็คือตอนที่แม่เป็นมะเร็ง แล้วหนูก็ไปนอนเฝ้าแม่ตอนที่แม่มารักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ”

พอฟังเธอเล่าเรื่องราวที่เก็บเอาไว้ในใจเรื่องนี้ ผมก็นึกถึงรูปรูปหนึ่งที่เธอเคยโพสต์ในอินสตาแกรมส่วนตัว

รูปรูปนั้นเป็นรูปแม่ของเธอเข้ากรอบอย่างดี โดยมีเหรียญทองแดงโอลิมปิกคล้องอยู่ที่มุมของกรอบรูป

“ส่วนใหญ่หนูจะทำแบบนี้เสมอเวลาได้เหรียญมา เพราะแม่ทำให้เรามา หนูก็เลยเอาเหรียญไปให้แม่ แล้วก็จุดธูปบอกแม่ว่าหนูทำได้แล้วนะ เสียดายที่แม่ไม่ได้ไปดูที่นั่น แต่หนูก็รู้นะว่าแม่รับรู้อยู่” เธอยิ้มทั้งน้ำตาหลังประโยค

และ ณ นาทีที่ฟังเธอเล่าจบนั้น ผมเพิ่งเห็นคุณค่าของเหรียญรางวัลในอีกความหมายหนึ่ง

เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง
เทนนิส พาณิภัค, นักเทควันโดหญิง

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load