ถ้าบทความนี้เป็นเหมือนกระเป๋าเดินทางสักใบ มันก็คงเป็นกระเป๋าใบใหญ่ที่เราแบกมันขึ้นหลัง แล้วพกพามันไปดูแสงสีบนตึกสูงที่นิวยอร์ก พามันบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาปีนป่ายบนกำแพงเมืองจีน มันคงจะเต็มไปด้วยฝุ่นและรอยขาดจากการผจญภัย ด้านในคงจะเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่เราเก็บเกี่ยวระหว่างทางจนแทบจะล้นออกมา

ถ้าบทความนี้จะต้องเป็นบทสรุปเรื่องราวการเดินทางของเรา มันคงยากที่จะบอกเล่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดระหว่างทาง และขมวดให้จบภายในข้อความไม่กี่หน้ากระดาษ

เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

ถ้าเป็นไปได้เราก็คงอยากให้บทสรุปครั้งนี้เป็นบทสรุปของความสุข ความสำเร็จ มากมาย ที่ถ้าเป็นการแสดงสักหนึ่งโชว์ ทุกคนจะต้องลุกขึ้นยืนปรบมือ หรือถ้าเป็นไปได้ เราก็อยากจะเขียนว่าเราได้เปิดร้านขนมอย่างที่ตั้งใจไว้ ได้มีโอกาสทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากมายต่อจากนั้น อย่างที่ทุกคนคาดหวัง

แต่ในความเป็นจริง ชีวิตคนเรามันไม่ง่ายขนาดนั้น

ถ้าคำว่า ‘To be Continued’ ที่พี่ก้อง ทรงกลด ตั้งให้หลังจากมีโอกาสได้พูดคุยกันบ่อยๆ และคิดว่าเป็นชื่อที่เหมาะกับบทความของเรามากที่สุด มันก็คงเป็นคำที่อธิบายบทสรุปของการเดินทางของเราอย่างที่พี่ก้องบอกจริงๆ นั่นแหละ ชีวิตมันยังคงต้องเดินต่อ ไม่มีสิ้นสุด คำว่าสิ้นสุดมันอาจเป็นวันที่เราไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ได้  

สิ่งที่เรายึดมั่นกับตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็คือ การจริงใจกับตัวเอง และเชื่อว่าความสามารถของคนเราไม่ได้มีขีดจำกัดแค่คำว่า ‘ทำไม่ได้’ ไม่มีใครที่บอกตัวเราได้ดีเท่ากับตัวเราเองหรอก

เมื่อเราเติบโตขึ้น เราได้เรียนรู้ถึงการอดทนต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เราเรียนรู้ที่จะยอมทำบางอย่างที่เราอาจจะไม่โปรดปรานมากนัก เพื่อสะสมกำลังให้เพียงพอที่จะได้ทำสิ่งที่เราเฝ้ารอ ชีวิตมันก็แบบนี้แหละเราว่า และมันก็ยังจะเป็นแบบนี้ต่อไป

เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

ตลอดระยะเวลาการเดินทางไกลของความฝันนี้ เราได้ค้นพบว่า ยังมีคนที่มีฝันเหมือนกับเราอีกเยอะแยะมากมาย ที่อาจจะทำมันสำเร็จแล้วบ้าง กำลังค้นหาตัวตนในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็นบ้าง หรือบางคนอาจจะได้ลองออกผจญภัยแล้ว ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วบ้าง นั่นแหละครับ ความหมายของการเดินทางไกลที่เรารู้สึก เราคือเพื่อนกัน

เราคงไม่กล้าบอกให้ใครทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อมาผจญภัยในการตามหาฝันเหมือนที่เราทำ มันอาจจะยากจนเกินไป แต่ละคนมีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกัน แต่เราเองก็ไม่อยากให้หลงลืมความสุขในการทำสิ่งที่รัก เชื่อเถอะว่า ชีวิตมีจังหวะและเวลาของมัน ถ้าวันนี้มันยังไม่ใช่วันของเรา แต่อย่างน้อยๆ ระหว่างทาง ความฝันก็เป็นกำลังใจที่ทำให้เราต่อสู้กับชีวิตได้ไม่มากก็น้อยเลย

ทุกวันนี้เรายังคงมีความสุขกับการทำขนมเหมือนเดิม หันเหกลับมาทำงานด้านอาหาร โดยเฉพาะขนมที่ตัวเองถนัด สตูดิโอครัวของเรายังคงเปิดรับคนที่สนใจทำขนมเสมอ พอเรามีจังหวะที่เหมาะสม เราก็เปิดขายขนมโฮมเมด ที่เราตั้งใจทำให้ทุกชิ้นเปรียบเสมือนตัวแทนของเราส่งไปถึงผู้รับ ว่าคุณกำลังทานขนมที่เกิดจากความรักและความตั้งใจ

เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

ขนมอาจจะทำให้คุณรู้สึกกลัวว่าน้ำหนักจะขึ้น ถ้าอย่างนั้นเราอาจจะต้องมาแบ่งหน้าที่กันนะ หน้าที่ของคุณคือ การมีความสุขกับการทานขนมหวาน ให้ขนมทำให้วันนั้นเป็นวันที่ดีที่สุดของคุณ ขอให้ขนมหวานทำให้คุณอมยิ้มโดยไม่รู้ตัว ส่วนหน้าที่ของเรา เราจะตั้งใจทำให้ขนมชิ้นนั้นเป็นขนมที่มีคุณภาพที่สุดเท่าที่ความสามารถของเราจะทำได้ มันจะเกิดจากวัตถุดิบที่ดี ขั้นตอนการทำที่ใส่ใจ และส่งถึงคุณอย่างตั้งใจ

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของความฝันเมื่อหลายปีก่อน นำพาเราเดินทางเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ มากมายให้กับชีวิต ไม่มีเส้นทางไหนหรือทางลัดอะไรเลยที่ช่วยทำให้ชีวิตเราไปถึงจุดที่ประสบความสำเร็จแบบง่ายๆ มีแค่เราต้องลงมือทำมันด้วยตัวเอง เรียนรู้ที่จะหัวเราะ ร้องไห้ ไปกับทุกประสบการณ์ที่เข้ามา เลือกสิ่งที่ดีเก็บไว้ใส่กระเป๋าใบใหญ่ สิ่งไหนที่บั่นทอนจิตใจก็เรียนรู้และทิ้งไว้ แล้วเดินทางลุยต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ก่อนเราจะไปนิวยอร์ก เราคิดว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่รอเราอยู่ที่นั่น ความยิ่งใหญ่ของเมือง ผู้คนหลากหลายจากทั่วโลก จะทำให้เราค้นพบความสำเร็จ แต่เมื่อเราใช้เวลาแลกกับประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้มา มันทำให้เรารู้ว่า ความสำเร็จอยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่ว่าจะมองความสำเร็จในแบบไหนเท่านั้นเอง

เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

ถ้าวันหนึ่งเรากลับมาเปิดกระเป๋าใบใหญ่ใบเดิม ที่เราแบกขึ้นหลังออกเดินทางอีกครั้ง เราอยากเล่าให้ทุกคนฟังว่า เราพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วแล้วนะ เราได้เรียนรู้เทคนิคการทำงานในร้านอาหาร ไม่อยากจะเชื่อว่าเราเริ่มพูด อ่าน เขียน ภาษาจีนได้มากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญ เราค้นพบว่าเราชอบการทำขนมมากแค่ไหน

คำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ของเราในตอนนี้ เราคิดว่ามันคือการที่เรากล้าตัดสินใจออกเดินทางในเส้นทางที่เราไม่คุ้นเคยเมื่อหลายปีก่อนนั่นแหละ ไม่มีชัยชนะไหนยิ่งใหญ่ได้เท่าชนะใจตัวเองจริงๆ ทุกคำถามในหัวที่ว่า เราจะเปลี่ยนงานทำไม เป็นนักแสดงก็ดีอยู่แล้ว มันค้นพบคำตอบว่า ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าเกิดจากความรัก ความสนุก ในการลงมือทำมัน ผลจะออกมาเป็นสิ่งที่น่าพอใจเสมอ อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว มันดีที่สุดเสมอ

ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราจะอยู่ที่มุมไหนของโลก เราจะยังมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่หวังไว้อยู่หรือเปล่า แต่เราจะยังเป็นเราคนเดิม ที่เชื่อมั่นในความฝัน และไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาตัวเองอย่างแน่นอน

To be continued…

เต็งหนึ่ง คณิศ,  เต็งหนึ่ง คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

Writer & Photographer

Avatar

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

1 เดือนแล้วที่มาอยู่ที่ประเทศจีน อะไรๆ ก็เริ่มเข้าที่เข้าทางได้อย่างน่าประหลาดใจ ทุกอย่างรอบตัวเริ่มไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเราอีกต่อไป น่าแปลกนะที่หลายๆ อย่างกลับทำให้รู้สึกดีด้วยซ้ำ กิจวัตรประจำวันก็ไม่ได้ต่างกับชีวิตในนิวยอร์กมากมายนัก ทุกวันเราต้องตื่นเช้า (มาก) เพื่อแต่งหน้าทำผม

การถ่ายละครที่จีนนั้นต้องขอคิวทุกตัวละครในเรื่องมาอยู่ด้วยกัน ที่เดียวกัน กินข้าวพร้อมกัน เพราะประเทศจีนใหญ่ นักแสดงแต่ละคนมาจากคนละเมือง (ส่วนเรามาไกลสุดเลย) ทำให้ไม่สามารถไป-กลับได้เหมือนที่ไทย บริษัทเช่าตึกอพาร์ตเมนต์ใหญ่ๆ และให้ทีมงาน นักแสดงทุกคน ย้ายมาอยู่รวมกัน พวกเราเลยต้องอยู่ด้วยกันเกือบ 3 เดือนเต็ม

เต็งหนึ่ง

อันนี้น่ารักมาก เราชอบมาก ตอบโจทย์คำว่าเปิดกล้องที่สุด คือการทำพิธี แล้วเอาผ้าแดงคลุมกล้องไว้ พอถึงฤกษ์เปิดกล้องก็ให้พระเอก-นางเอกกับทีมผู้จัดเปิดผ้า แบบเปิดกล้อง… แฮ่!!! แบบนี้ชอบๆเต็งหนึ่ง
สาบานเลยว่าคิดแบบนี้ ตอนแรกไหว้แบบไทยอยู่คนเดียว คนมองๆ เลยเขิน แล้วเราก็กลัวว่าถ้าไหว้แบบไทยเดี๋ยวเทพเจ้าจีนไม่เก็ต ตอนไหว้เดี่ยวเลยทำมือแบบคนจีน 

ทุกๆ เช้านักแสดงทุกคนต้องมาแต่งหน้าในห้องแต่งหน้าที่สร้างขึ้นมาใหม่ในอพาร์ตเมนต์ ซึ่งใหญ่โตมาก มันใหญ่มากจริงๆ นะ รวมถึงห้องแต่งตัวที่ก็สร้างขึ้นมาเฉพาะกิจเหมือนกัน นี่ยังไม่รวมห้องกินข้าวที่ใหญ่อย่างกับโรงอาหารสมัยมัธยมเลยล่ะ ไม่อยากจะอวด

เวลาจะกินข้าวทั้งสามมื้อ แต่ละคนจะมีปิ่นโตส่วนตัว นักแสดงแต่ละคนจะได้อาหารไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าใครจะรีเควสต์อะไรกับแม่ครัว (ซึ่งเราก็รีเควสต์ข้าวกะเพราหมู) อย่างอาหารของเราทุกมื้อจะต้องไม่ใช้น้ำมันเยอะ เพราะเราไม่กินของทอด ของมัน ถ้าไม่แจ้งไว้อาหารก็จะมันๆ เยิ้มๆ สไตล์อาหารจีนตอนเหนือนั่นแหละ ส่วนใหญ่เลยเป็นปลานึ่งและผักต้ม ซึ่งเราว่าที่นี่ดีมาก เขาใส่ใจทุกมื้อจริงๆ ถ้าเบื่ออาหารของตัวเอง ก็เดินไปหาซื้ออะไรกินข้างนอกก็ได้ มีอาหารใส่เครื่องเทศรสเผ็ดแบบจีน กินแล้วลิ้นชาๆ อยู่มาเป็นเดือนถึงตอนนี้ก็ชินแล้ว อร่อยไปอีกแบบ

เข้าเรื่องการถ่ายทำละคร เราจะได้ตารางถ่ายทำล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อให้รู้ว่าต้องถ่ายฉากไหนบ้าง ทางทีมงานจะนัดนักแสดงทุกคนมาประชุม แล้วไล่อ่านบทไปพร้อมๆ กับทีมเสื้อผ้า ทีมไฟ ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเขียนบท เอาง่ายๆ ก็คือทุกคนในเรื่องเบื้องหน้า เบื้องหลัง ยกสำนักงานมาที่นี่หมด เราชอบการอ่านบทพร้อมกันนะ เพราะผู้กำกับจะบอกได้เลยว่าตรงนี้อยากได้อะไร หรือบทพูดมันแปลกๆ ให้ทีมเขียนบทแก้ให้หน่อย มันจะได้สนุกขึ้น (แต่ผู้จัดการเราจะเบื่อช่วงนี้มากที่สุด เพราะต้องแปลบทใหม่เวลามีแก้บท เนื่องจากเรายังอ่านจีนไม่ออก)

เต็งหนึ่ง

ทำหน้าเข้าใจเหมือนคุยกันรู้เรื่อง 

เต็งหนึ่ง

เวลาถ่ายฉากย้อนอดีตนี่เหนื่อยสุดๆ ไปเลย 

ทุกครั้งเวลาได้บทมา สิ่งที่เราทำ (แบบที่ไม่ค่อยทำที่ไทยเท่าไหร่) คือการอ่านอย่างละเอียด ใช่ปากกาสีเน้นประโยคของตัวเอง แล้วมานั่งทำการบ้าน แปลไทยเป็นไทยอีกที เพราะบางทีคนแปลบทก็ใช้คำแบบ Google Translate คือถ้าเป็นคนไทยแท้ๆ เราจะไม่มีทางพูดกันแบบนี้ ก็โอเค แปลให้เข้าใจและเข้าปากตัวเอง ถามว่าได้ใช้มั้ย จริงๆ เขาไม่เอาเสียงเราอยู่แล้ว ต้องพากย์เสียงภาษาจีนทับ แต่ก็ต้องทำให้เข้าใจตรงกันกับคนอื่น ง่ายต่อการจำของเรา และจะได้แสดงถูกด้วย ที่สำคัญ เวลาไปพากย์เสียงทับ ความยาวของคำพูดจะได้ใกล้เคียงกัน เป็นยังไงล่ะ ซับซ้อนดีมั้ย?

บทละคร

อันนี้บทเราที่แปลจากภาษาจีนเป็นไทย แล้วก็แปลไทยเป็นไทยอีกที ขยันกว่าตอนเรียนไม่รู้กี่เท่า

เวลาถ่ายทำ เราเป็นคนเดียวที่พูดไทยบ้างอังกฤษบ้าง และยังพูดจีนกลางไม่ได้ ส่วนคนอื่นส่วนใหญ่พูดจีนกลางกันในเวลาทำงาน พอนอกเวลางานก็พูดภาษาท้องถิ่นกัน ซึ่งคนจีนด้วยกันเองถ้าอยู่คนละเมืองก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง ยกตัวอย่างเช่นผู้กำกับ ผู้ช่วยผู้กำกับ และทีมกล้อง ที่มาจากมณฑลหูหนาน เวลาสั่งงานกันเองก็จะพูดภาษาท้องถิ่น ซึ่งต่อให้ด่าใคร คนจีนด้วยกันเองก็ไม่รู้ (เออ…เดี๋ยวพูดภาษาโคราชบ้างดีกว่า คันปากมาก)

เวลาถ่ายทำเราจะพูดทุกอย่างผ่านล่าม ซึ่งก็คือคนที่พาเรามาทำงานที่นี่นั่นแหละ เขาจะอยู่ด้านหลังเราตลอด และแปลทุกอย่าง (อย่างรวดเร็ว) ว่าผู้กำกับอยากได้แบบไหน นักแสดงคนอื่นเล่นอะไรมา เหมือนมีโดราเอมอนกินวุ้นแปลภาษาอยู่ด้านหลัง ภาษาที่ใช้ก็คืออังกฤษ-ไทย-จีน ซึ่งเราชอบที่ใช้ภาษาอังกฤษกันบ่อยๆ จะได้เป็นการฝึกเราด้วย แต่ถึงตอนนี้เราก็เริ่มจับใจความภาษาจีนได้บ้าง พอเอาตัวรอดในกองได้ หาของกินเองได้ เดี๋ยวกลับมาจะเรียนจีนเป็นภาษาที่สามแน่นอน

กองถ่าย

เต็งหนึ่ง

คนนี้นางเอกเราเอง น้องชื่อจางอยู่เก๋อ จากวง SNH48  น้องคือคนที่ร้องเพลงคุกกี้เสี่ยงทายเวอร์ชันจีนด้วยนะ

ที่นี่ถ่ายงานกันละเอียดมาก เข้าใจแล้วว่าทำไมภาพในซีรีส์เกาหลีมันสวยได้ขนาดนั้น ปั้นมันทุกซีน เหมือนถ่ายโฆษณาในทุกซีน เลือกมุมหล่อที่สุด ดีที่สุด ทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์ บางฉากถ่ายอยู่ครึ่งวัน เพราะถ่ายเจาะแค่ตา ปาก มือ กว้าง แคบ แคบมาก แค้บแคบ เออ ยอมใจ แต่ออกมาดีแน่นอน

กองละคร

ถ่ายรูปรวมกับผู้บริหาร ผู้กำกับ และนักแสดงจีน

เมืองที่มาถ่ายทำนั้นไกลจากความเจริญพอสมควร เป็นเกาะเล็กๆ ชื่อ Zhangzhou เราไม่ค่อยมั่นใจเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของเมืองมากนัก รู้แค่ว่าถ้าอยากจะไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้าหรือว่าเข้าหาความเจริญก็ต้องนั่งเรือข้ามไปที่ Xiamen ที่อยู่ห่างออกไปพอสมควร ถ้าเดินทางด้วยเรือก็ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถ้าขับรถก็อาจจะอ้อมหน่อย ใช้เวลาประมาณ 1.20 ชั่วโมง เพราะเป็นเกาะที่ไม่มีอะไรนี่แหละ ฝ่ายการเมืองท้องถิ่นจึงพยายามสร้างทุกอย่างขึ้นมาให้เป็นแหล่งความเจริญใหม่ๆ ในประเทศจีน โดยนำเงินส่วนหนึ่งมาสนับสนุนการสร้างซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งเราเองก็อยู่ในโปรเจกต์ที่ว่าด้วย

เราแอบเสียดายความเป็นธรรมชาติของที่นี่นะ ส่วนใหญ่ของเมืองยังคงสภาพความเป็นต่างจังหวัดอยู่ วิถีชีวิตแถวนี้มันเรียบง่ายมาก เราชอบเดินซื้อผักสดหรือผลไม้ที่ชาวบ้านวางขายริมถนนในหมู่บ้าน เวลาจะขายก็ชั่งจากตาชั่งโบราณ คือเอาเหล็กถ่วงอีกด้าน ตั้งตัวเลขน้ำหนัก แล้วเอาของใส่ถุงห้อยไว้อีกด้าน ถ้าถ่วงแล้วเท่ากันก็เป็นอันว่าจบ ส่วนเรื่องภาษา ไม่ต้องห่วง เราเริ่มพูดตอบโต้เพื่อซื้อของเองได้แล้ว จำตัวเลขจีนกลางแม่นพอสมควร เพราะฉะนั้นสบายมาก

ตามนิสัยของคนจีน (ที่เรารู้สึก) การมีสิ่งปลูกสร้างอย่างตึกเยอะๆ และการมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างง่ายที่สุด คงเป็นความเจริญในแบบฉบับของเขา ระหว่างการเดินทางไปถ่ายในแต่ละโลเคชัน เราจะเห็นสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ การทำลายภูเขาเพื่อสร้างคอนโด และการตัดถนนให้ได้มากที่สุดเสมอ จนบางครั้งรู้สึกอึกอัดไปเลย เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่ตึกเต็มไปหมด

มีหลายครั้งที่เราเดินทางไปถ่ายทำตามโลเคชันริมทะเลยอดนิยมที่คนจีนทุกคนชอบมา รวมถึงคู่รักหลายๆ คู่ที่เลือกมาถ่ายพรีเวดดิ้ง แล้วเราจะรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่เกิดเป็นคนไทย เพราะบ้านเรามีทะเลที่สวยกว่าที่นี่เยอะมาก นอกจากสวยกว่ามากแบบไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เห็นภาพของคำว่ามากแล้ว ทะเลบ้านเรายังมีหลากหลายให้เลือกไป มีความสวยเฉพาะตัวในแต่ละเกาะ แต่สำหรับที่นี่ทะเลก็คือทะเล ทะเลที่มีน้ำเค็ม แทบไม่มีชายหาด ถ้าเป็นบ้านเราก็คงเป็นแค่ทะเลสำหรับทำประมง จึงไม่แปลกใจเลยที่ทำไมคนจีนส่วนใหญ่เวลานึกถึงคำว่า ทะเล ก็จะนึกถึงประเทศไทยเป็นที่แรก ภูมิใจเล็กๆ เหมือนกันนะ

สิ่งที่เรากลัวและรู้สึกมาตลอดตั้งแต่ก่อนจะมาจนถึงตอนนี้ก็คือ ‘ความคาดหวัง’ จริงๆ เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่านี่กูเป็นอะไรของกูวะ บางครั้งเรามักรู้สึกกับตัวเองบ่อยๆ ว่าเราไม่ใช่คนที่ดีพอที่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด หรือหลายครั้งเรามักจะกลัวสิ่งดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเมื่อมันผ่านไปแล้ว เราจะไม่สามารถทำใจยอมรับได้กับการเปลี่ยนแปลง แล้วเราเองจะเป็นคนที่เสียใจที่สุด

ตลอดเส้นทางชีวิตการทำงานของเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เราอยากได้อะไร เราต้องเหนื่อยทุ่มเทแรงใจเยอะเพื่อให้ได้มันมา การได้รับโอกาสในการทำงานครั้งนี้จึงเหมือนเป็นคำถามในใจอีกครั้ง ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราคือใครในสายตาของตัวเราเอง และเราเป็นใครในสายตาของคนอื่น เอาตามตรงแรกๆ ที่มาทำงานที่นี่ เราคิดแค่ว่าเราอยากได้เงินก้อนนี้เพื่อไปเรียนต่อที่อเมริกา เผื่อจะได้กลับไปทำขนมเงียบๆ ของเราเหมือนเดิม แต่ความเป็นจริงทุกการลงทุนมักหวังผลเสมอ บริษัทที่ดึงเรามาก็ต้องลงทุนกับเราเหมือนกัน นั่นแสดงว่าความคาดหวังได้เกิดขึ้นแล้ว และเราเริ่มต้องกลับมาคิดกับตัวเองอีกตามเคย แต่ก็แอบมีคำตอบในใจอยู่บ้าง ถึงแม้จะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจเสมอมาก็คือ เราเคารพในการตัดสินใจของตัวเองเสมอ

คิดถึงบ้านจัง…

23 เมษายน 2560
จางโจว, ประเทศจีน

Writer & Photographer

Avatar

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load