ถ้าบทความนี้เป็นเหมือนกระเป๋าเดินทางสักใบ มันก็คงเป็นกระเป๋าใบใหญ่ที่เราแบกมันขึ้นหลัง แล้วพกพามันไปดูแสงสีบนตึกสูงที่นิวยอร์ก พามันบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาปีนป่ายบนกำแพงเมืองจีน มันคงจะเต็มไปด้วยฝุ่นและรอยขาดจากการผจญภัย ด้านในคงจะเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่เราเก็บเกี่ยวระหว่างทางจนแทบจะล้นออกมา

ถ้าบทความนี้จะต้องเป็นบทสรุปเรื่องราวการเดินทางของเรา มันคงยากที่จะบอกเล่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดระหว่างทาง และขมวดให้จบภายในข้อความไม่กี่หน้ากระดาษ

เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

ถ้าเป็นไปได้เราก็คงอยากให้บทสรุปครั้งนี้เป็นบทสรุปของความสุข ความสำเร็จ มากมาย ที่ถ้าเป็นการแสดงสักหนึ่งโชว์ ทุกคนจะต้องลุกขึ้นยืนปรบมือ หรือถ้าเป็นไปได้ เราก็อยากจะเขียนว่าเราได้เปิดร้านขนมอย่างที่ตั้งใจไว้ ได้มีโอกาสทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากมายต่อจากนั้น อย่างที่ทุกคนคาดหวัง

แต่ในความเป็นจริง ชีวิตคนเรามันไม่ง่ายขนาดนั้น

ถ้าคำว่า ‘To be Continued’ ที่พี่ก้อง ทรงกลด ตั้งให้หลังจากมีโอกาสได้พูดคุยกันบ่อยๆ และคิดว่าเป็นชื่อที่เหมาะกับบทความของเรามากที่สุด มันก็คงเป็นคำที่อธิบายบทสรุปของการเดินทางของเราอย่างที่พี่ก้องบอกจริงๆ นั่นแหละ ชีวิตมันยังคงต้องเดินต่อ ไม่มีสิ้นสุด คำว่าสิ้นสุดมันอาจเป็นวันที่เราไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ได้  

สิ่งที่เรายึดมั่นกับตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็คือ การจริงใจกับตัวเอง และเชื่อว่าความสามารถของคนเราไม่ได้มีขีดจำกัดแค่คำว่า ‘ทำไม่ได้’ ไม่มีใครที่บอกตัวเราได้ดีเท่ากับตัวเราเองหรอก

เมื่อเราเติบโตขึ้น เราได้เรียนรู้ถึงการอดทนต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เราเรียนรู้ที่จะยอมทำบางอย่างที่เราอาจจะไม่โปรดปรานมากนัก เพื่อสะสมกำลังให้เพียงพอที่จะได้ทำสิ่งที่เราเฝ้ารอ ชีวิตมันก็แบบนี้แหละเราว่า และมันก็ยังจะเป็นแบบนี้ต่อไป

เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

ตลอดระยะเวลาการเดินทางไกลของความฝันนี้ เราได้ค้นพบว่า ยังมีคนที่มีฝันเหมือนกับเราอีกเยอะแยะมากมาย ที่อาจจะทำมันสำเร็จแล้วบ้าง กำลังค้นหาตัวตนในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็นบ้าง หรือบางคนอาจจะได้ลองออกผจญภัยแล้ว ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วบ้าง นั่นแหละครับ ความหมายของการเดินทางไกลที่เรารู้สึก เราคือเพื่อนกัน

เราคงไม่กล้าบอกให้ใครทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อมาผจญภัยในการตามหาฝันเหมือนที่เราทำ มันอาจจะยากจนเกินไป แต่ละคนมีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกัน แต่เราเองก็ไม่อยากให้หลงลืมความสุขในการทำสิ่งที่รัก เชื่อเถอะว่า ชีวิตมีจังหวะและเวลาของมัน ถ้าวันนี้มันยังไม่ใช่วันของเรา แต่อย่างน้อยๆ ระหว่างทาง ความฝันก็เป็นกำลังใจที่ทำให้เราต่อสู้กับชีวิตได้ไม่มากก็น้อยเลย

ทุกวันนี้เรายังคงมีความสุขกับการทำขนมเหมือนเดิม หันเหกลับมาทำงานด้านอาหาร โดยเฉพาะขนมที่ตัวเองถนัด สตูดิโอครัวของเรายังคงเปิดรับคนที่สนใจทำขนมเสมอ พอเรามีจังหวะที่เหมาะสม เราก็เปิดขายขนมโฮมเมด ที่เราตั้งใจทำให้ทุกชิ้นเปรียบเสมือนตัวแทนของเราส่งไปถึงผู้รับ ว่าคุณกำลังทานขนมที่เกิดจากความรักและความตั้งใจ

เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

ขนมอาจจะทำให้คุณรู้สึกกลัวว่าน้ำหนักจะขึ้น ถ้าอย่างนั้นเราอาจจะต้องมาแบ่งหน้าที่กันนะ หน้าที่ของคุณคือ การมีความสุขกับการทานขนมหวาน ให้ขนมทำให้วันนั้นเป็นวันที่ดีที่สุดของคุณ ขอให้ขนมหวานทำให้คุณอมยิ้มโดยไม่รู้ตัว ส่วนหน้าที่ของเรา เราจะตั้งใจทำให้ขนมชิ้นนั้นเป็นขนมที่มีคุณภาพที่สุดเท่าที่ความสามารถของเราจะทำได้ มันจะเกิดจากวัตถุดิบที่ดี ขั้นตอนการทำที่ใส่ใจ และส่งถึงคุณอย่างตั้งใจ

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของความฝันเมื่อหลายปีก่อน นำพาเราเดินทางเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ มากมายให้กับชีวิต ไม่มีเส้นทางไหนหรือทางลัดอะไรเลยที่ช่วยทำให้ชีวิตเราไปถึงจุดที่ประสบความสำเร็จแบบง่ายๆ มีแค่เราต้องลงมือทำมันด้วยตัวเอง เรียนรู้ที่จะหัวเราะ ร้องไห้ ไปกับทุกประสบการณ์ที่เข้ามา เลือกสิ่งที่ดีเก็บไว้ใส่กระเป๋าใบใหญ่ สิ่งไหนที่บั่นทอนจิตใจก็เรียนรู้และทิ้งไว้ แล้วเดินทางลุยต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ก่อนเราจะไปนิวยอร์ก เราคิดว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่รอเราอยู่ที่นั่น ความยิ่งใหญ่ของเมือง ผู้คนหลากหลายจากทั่วโลก จะทำให้เราค้นพบความสำเร็จ แต่เมื่อเราใช้เวลาแลกกับประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้มา มันทำให้เรารู้ว่า ความสำเร็จอยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่ว่าจะมองความสำเร็จในแบบไหนเท่านั้นเอง

เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

ถ้าวันหนึ่งเรากลับมาเปิดกระเป๋าใบใหญ่ใบเดิม ที่เราแบกขึ้นหลังออกเดินทางอีกครั้ง เราอยากเล่าให้ทุกคนฟังว่า เราพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วแล้วนะ เราได้เรียนรู้เทคนิคการทำงานในร้านอาหาร ไม่อยากจะเชื่อว่าเราเริ่มพูด อ่าน เขียน ภาษาจีนได้มากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญ เราค้นพบว่าเราชอบการทำขนมมากแค่ไหน

คำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ของเราในตอนนี้ เราคิดว่ามันคือการที่เรากล้าตัดสินใจออกเดินทางในเส้นทางที่เราไม่คุ้นเคยเมื่อหลายปีก่อนนั่นแหละ ไม่มีชัยชนะไหนยิ่งใหญ่ได้เท่าชนะใจตัวเองจริงๆ ทุกคำถามในหัวที่ว่า เราจะเปลี่ยนงานทำไม เป็นนักแสดงก็ดีอยู่แล้ว มันค้นพบคำตอบว่า ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าเกิดจากความรัก ความสนุก ในการลงมือทำมัน ผลจะออกมาเป็นสิ่งที่น่าพอใจเสมอ อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว มันดีที่สุดเสมอ

ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราจะอยู่ที่มุมไหนของโลก เราจะยังมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่หวังไว้อยู่หรือเปล่า แต่เราจะยังเป็นเราคนเดิม ที่เชื่อมั่นในความฝัน และไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาตัวเองอย่างแน่นอน

To be continued…

เต็งหนึ่ง คณิศ,  เต็งหนึ่ง คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

Writer & Photographer

Avatar

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

ประสบการณ์การทำงานที่ประเทศจีนก็ไม่ได้มีแค่เรื่องเครียดหรือเหนื่อยเท่านั้น จริงๆ เรื่องสนุกๆ ก็มีเพียบเลย ตอนนั้นอาจจะหัวเราะไม่ค่อยออกเท่าไหร่ แต่พอมองย้อนกลับไปก็อดขำไม่ได้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสเจอประสบการณ์ดีๆ แบบนี้บ่อยๆ ในชีวิตรึเปล่า

เราค่อนข้างสนิทกับทุกคนในกองถ่าย ไม่ใช่แค่กับนักแสดง แต่กับทีมงานเราก็สนิท เพราะทุกคนต้องอยู่ด้วยกันตั้ง 3 เดือน แล้วยิ่งเราเป็นคนต่างชาติด้วย ยิ่งกลายเป็นเหมือนของเล่นของคนทั้งกอง จริงๆ ที่จีนมีกฎห้ามทีมงานมารบกวนนักแสดง หรือแม้กระทั่งห้ามถ่ายรูปนักแสดงในกองก่อนได้รับอนุญาต แต่เราไม่ค่อยคุ้นกับกฎนี้เพราะที่ไทยนักแสดงสนิทกับทีมงานมากเลยขอให้หยวนๆ หน่อย เด็กๆ ในกองเลยติดเรากันใหญ่ ว่างๆ ก็จะมีคนมานั่งคุยด้วย ไม่รู้พูดอะไรของมัน แค่อยากคุยด้วย อยากให้เราพูดอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาไทย ส่วนใหญ่จะบอกว่าชอบฟังเราพูดภาษาไทย เพราะฟังแล้วรื่นหู อ่อนนุ่ม แล้วก็สรรหาคำประหลาดในภาษาจีนมาสอนทั้งวัน ที่เราเริ่มพูดภาษาจีนได้งูๆ ปลาๆ ก็เพราะคนในกองนี่แหละ ถึงจะเป็นคำประหลาดๆ หน่อย แต่ก็ถือว่ามีประโยชน์

เต็งหนึ่ง

เราเรียกทีมงานกลุ่มที่สนิทสนมคุ้นเคยกับเรามากที่สุด เพราะเจอกันทุกวัน ทุกฉาก ว่า ‘แก๊งต่อขาพระเอก’ หน้าที่ของทีมงานแก๊งนี้ก็คือทำยังไงก็ได้ให้เราดูสูง 180 เซนติเมตรตลอดเวลาในทุกซีน ฮ่าๆๆ เราว่าเราก็ไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้นนะ เราสูง 173 เซนติเมตรแบบมาตรฐานชายไทย แต่ปัญหาคือน้องนางเอกก็ดันสูง 173 เซนติเมตรเท่ากันเป๊ะ ยังไม่พอ นางร้ายในเรื่องนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เขาเป็นนางแบบจีนที่สูงปาเข้าไป 178 เซนติเมตร และเพื่อให้ได้ภาพคุณพ่อขายาวที่รักกับนางเอกตัวเล็กบอบบางเหมือนในบท แก๊งนี้เลยต้องช่วยเราตลอด วิธีการง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าเราจะเดินไปที่ไหนในฉากก็ตาม จะต้องมีบล็อกไม้ลังรองให้เราเดินเสมอ แม้จะต้องวางรองทั้งห้องก็ต้องยอม

เต็งหนึ่ง

มีอยู่ฉากหนึ่งที่เป็นฉากสวีทหวานของพระเอกนางเอก ซึ่งต้องเดินเล่นกันในสวนดอกไม้ ทีมงานก็เตรียมบล็อกไม้ลังไว้ประมาณ 20 อันเพื่อสร้างทางเดิน พอถึงเวลาถ่ายทำเราต้องเดินบนบล็อก ส่วนน้องนางเอกเดินบนพื้นปกติ สักพักก็ได้ยินเสียง โครม! น้องสะดุดบล็อกไม้ลังลงไปนอนกลิ้งขำอยู่กับพื้นซะแล้ว

หรือฉากกอดที่ผู้กำกับอยากได้ภาพที่หน้านางเอกอยู่ตรงหน้าอกเรา เลยต้องต่อบล็อกเพิ่มอีก และนางเอกก็ต้องยืนกางขากว้างขึ้นให้เตี้ยลง หน้าก็ต้องยิ้ม ขาก็ต้องเกร็ง สรุปว่าหลังจบฉากนั้นน้องเป็นตะคริวไปเลย เราเลยตอบแทนด้วยการทำอาหารไทยเลี้ยง และนวดขาให้เป็นการตอบแทน

เต็งหนึ่ง

ฉากการถ่ายทำถือว่าเป็นไฮไลต์ของละครเรื่องนี้ เพราะในละครเป็นช่วงเวลาระหว่างปัจจุบันกับอดีต ดังนั้น ทีมงานเลยต้องเช่าโกดังเก่ามาเซ็ตฉากทั้งหมดให้เป็นเมืองในสมัยโบราณ ซึ่งนอกจากจะยิ่งใหญ่มากๆ แล้วยังสวยสมจริงอีกด้วย และบางฉากก็ใช้เวลาสร้างเป็นเดือนเพื่อระเบิดทิ้งในฉากเดียว ก่อนถ่ายทำทีมงานเลยต้องรีบถ่ายรูปเก็บกันใหญ่

ซีรีส์จีน

ฉาก

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของเรารองลงมาจากภาษาก็คือ การใส่วิกผมทรงโบราณ เรียกว่าวันไหนที่ต้องถ่ายฉากโบราณเราจะงอแงมากๆ เพราะต้องใส่วิกทั้งวันทั้งคืน พอได้ลิ้มรสชาติด้วยตัวเองทำให้เรานับถือผู้หญิงมากๆ ที่สามารถอดทนกับผมยาวๆ ของตัวเองได้ เพราะมันคอยปิดหน้าปิดตา บวกกับชุดจอมยุทธ์หนาหนัก 3 ชั้นที่ทำให้ร้อนขึ้นอีกหลายเท่า แล้ววิกที่เราใส่นั้นเป็นแบบติดกาวทำให้ถอดไม่ได้ตลอดวัน โอ้โห…ทรมานสุดๆ กินพาราฯ แก้ปวดหัวกันไปเลย ยอมแล้วคร้าบ

เต็งหนึ่ง

หากใครว่าการถ่ายละครที่จีนสบายหรือสวยหรูนี่ขอบอกไม่จริงเลย กองถ่ายที่นี่ไม่มีฝ่ายสวัสดิการกองใดๆ ทั้งสิ้น

ในกองถ่ายไทย เวลาพักทานข้าวจะมีแม่ครัวเตรียมอาหารไว้ให้ร้อนๆ มีขนม ผลไม้ ให้ทีมงาน และของที่ขาดไม่ได้เลยคือ ต้องมีน้ำดื่มให้คนทั้งกอง พอมาทำงานที่จีน น้ำดื่มในกองถ่ายหรอ ไม่มี หากินกันเอง ปกติที่นี่ก็มีแค่แม่ครัวที่ทำกับข้าวมาส่งให้ทีมงานและนักแสดงวันละ 3 มื้อ ของนักแสดงจะได้เป็นปิ่นโต ส่วนทีมงานจะได้เป็นกล่องๆ พอถึงเวลาอาหารนักแสดงทุกคนก็จะเดินไปหิ้วปิ่นโตของตัวเองไปหาที่กินตามโต๊ะบ้าง ตามพื้นบ้าง แล้วแต่สถานที่ที่ไปถ่าย บางวันโหดหน่อยก็ยืนกินมันตรงนั้นแหละ (ฮ่าๆๆ) ถ้าวันไหนกินปิ่นโตตัวเองไม่อิ่มจะทำยังไง เราก็ใช้วิธีกินของน้องนางเอกหรือนักแสดงคนอื่นๆ น้องเป็นผู้หญิง ก็จะกลัวอ้วน เลยสบายเรา อยากกินอะไรก็เลือกได้เลย น้องใจดี

เราขอเรียกการกินอาหารของคนจีนว่า สงครามบนโต๊ะอาหาร วัฒนธรรมของเขาแตกต่างจากบ้านเราตั้งแต่การใช้ตะเกียบ ที่ต่อให้อาหารนั้นมันจะตักยากแค่ไหนก็ตาม ตะเกียบก็ต้องมา และอะไรก็ตามที่ไม่สามารถกินได้ก็จะถูกเขี่ยออกจากจาน เขี่ยไปไหนน่ะหรอ บนโต๊ะไงล่ะ!!!

ครั้งแรกที่เจอเราผู้ถูกสอนมาว่าบนโต๊ะห้ามมีเศษอาหารกองอยู่ตะลึงไปหลายนาทีเลย ยิ่งวันไหนมีแจ็กพ็อตเป็นกุ้ง กั้ง ที่มีเปลือก เราก็จะไม่มีโอกาสมองเห็นโต๊ะกินข้าวอีกต่อไป เพราะมันจะถูกปกคลุมไปด้วยเปลือกของอาหารทั้งหลายเต็มทั้งโต๊ะ แต่พอนักแสดงทุกคนเห็นว่ามีเราที่เป็นคนไทยนั่งทานอยู่ด้วย ทุกคนก็จะเริ่มเก็บเศษอาหารหรือกระดาษทิชชูมาไว้ในจานเปล่า นับเป็นความน่ารักที่ทุกคนพยายามปรับตัวเพื่อสร้างความประทับใจ แต่วันไหนที่เราลืมตัวก็พบว่า อ้าว เราก็เขี่ยเศษอาหารเต็มโต๊ะไปซะแล้ว แม่จ๋าช่วยลูกด้วยยยยยย

หลังจากออกเดินทางในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราค้นพบว่าความสุขของเราตีวงแคบลงเรื่อยๆ เราไม่ค่อยคาดหวังที่จะเจอความสุขขนาดใหญ่ที่อาจจะทำให้ชีวิตนี้ไม่ต้องค้นหามันอีก ความสุขของเราสัมผัสได้ง่ายขึ้นมาก ทั้งจากกิจกรรมที่เราทำ ทำแล้วรู้สึกสนุกไปกับมัน การได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ด้วยตาตัวเอง แล้วเริ่มต้นเรียนรู้ไปกับมัน ความรู้สึกแบบนี้มันทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกันนะ เหมือนได้เติมพลังข้างในให้เต็มอยู่เสมอ จริงอยู่ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันอาจจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่น่าประทับใจมากนัก แต่ลองให้มันผ่านไปสักพัก แล้วเราจะกลับมาคิดถึงมัน

เราเองเคยรู้สึกแบบนี้มาแล้วเมื่อตอนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษที่นิวยอร์ก การได้เจอคนใหม่ๆ ภาษาใหม่ๆ ได้เรียนรู้นิสัยใจคอและวัฒนธรรม ซึ่งเหมือนเป็นการเปิดโลกให้กว้างขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ความสุขของเราแคบลงจนสามารถมีความสุขกับรอยยิ้มของคนแปลกหน้าในกองถ่ายด้วยซ้ำ อยู่ที่นี่เราเหมือนเป็นสิ่งน่าตื่นเต้นที่ทุกคนอยากสอนสิ่งต่างๆ ทุกคนอยากเข้ามาคุยกับเราทั้งนั้น ถึงแม้จะรู้ว่าคุยไม่รู้เรื่องเพราะเราฟังไม่ออก แต่ดูเหมือนว่าทุกคนก็ยังอยากคุยอยู่ดี เวลาเห็นเราเล่นมือถือก็อยากดูว่าคนไทยเล่นอะไร เวลากินก็อยากรู้ว่าเราใช้ตะเกียบเป็นหรือเปล่า หรือหลายๆ ครั้งที่สอนเราพูดคำจีนสั้นๆ แล้วเราพูดได้ ก็ดีใจจนต้องเอาไปอวดคนอื่นในกองว่าวันนี้สอนคำไหนให้เราได้ แล้วก็จะพูดคำนั้นซ้ำไปซ้ำมากับเราจนเราจำได้ นี่แหละวิธีสอนภาษาจีนของคนที่นี่ เราพอจะฟังพูดภาษาจีนได้บ้างก็เพราะคุยเล่นกับพวกเขา ทุกคนที่นี่คือครูที่สอนเราได้เป็นอย่างดีเลย

อีกไม่นานก็จะถ่ายงานที่จีนเสร็จแล้ว ไม่รู้ว่าจะเอายังไงชีวิตต่อไปเลย ชักจะหลงรักประเทศจีนซะแล้วสิ…

Writer & Photographer

Avatar

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load