ฝรั่งก็ฝรั่งเถอะ…เอาอยู่

“เจอฝรั่งอย่าหนี สู้เลยด้วยคัมภีร์เล่มนี้”

คือคำโปรยจากหนังสือคู่มือการพูดภาษาอังกฤษ (เพื่อเอาตัวรอด) ฉบับพกพาที่เราซื้อติดตัวไว้ก่อนเดินทางมาที่นิวยอร์ก เป็นหนังสือเล่มสีเหลืองขนาดย่อมที่สอนการพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ

ถ้าพูดถึงระดับภาษาอังกฤษของเรา ต้องบอกว่าอยู่ในระดับกลางๆ หรืออาจจะค่อนไปทางย่ำแย่เลยด้วยซ้ำ เราเหมือนคนที่รู้ว่าคำศัพท์แต่ละคำนั้นแปลว่าอะไร แต่จับมาเรียงให้เป็นประโยคไม่ได้ซะงั้น อาจเป็นเพราะเรามีความทรงจำที่ไม่ค่อยสวยงามนักกับการเรียนภาษาอังกฤษในวัยเด็ก ที่ถูกสอนให้ท่องจำเพื่อทำข้อสอบในปลายเทอม และพูดตามอย่างนกแก้วนกขุนทองในห้องเรียน โดยที่ในความเป็นจริงแทบไม่เข้าใจในสิ่งที่ถูกสอนมาสักเท่าไหร่ พอสะสมนานๆ เข้า ภาษาอังกฤษก็เลยกลายเป็นเรื่องน่าอายที่จะพูดไปโดยปริยาย เหมือนปราสาทที่รากฐานไม่แข็งแรงพอ ยิ่งต่อเติมด้านบนขึ้นไปเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถทำให้มันแข็งแรงได้ในที่สุด

ถ้าพูดถึงประสบการณ์สนุกๆ ของการใช้ชีวิตที่นิวยอร์กกับเรื่องภาษาอังกฤษ ก็คงหนีไม่พ้นช่วงแรกๆ ที่มาถึง เราจองห้องพักจาก Airbnb ย่าน Greenpoint / Williamsburg (วิลเลียมส์เบิร์ก) ย่าน Brooklyn (บรู๊กลิน) เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพราะยังไม่สามารถย้ายเข้าบ้านเช่าระยะยาวได้ การเลือกที่พักแบบแชร์ห้องกับคนท้องถิ่นจึงเป็นทางออกที่ดีในระยะสั้นๆ แต่ราคาก็สุดแสนจะแพงสมกับเป็นที่พักในนิวยอร์กซะจริงๆ

คืนแรกเราถูกชักชวนจากเจ้าของห้องให้มาร่วมวงอาหารค่ำด้วยกัน เพราะมีบางคนที่มาพักระยะสั้นต้องออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น เลยมีการเลี้ยงส่งกันนิดหน่อย ในตอนนั้นคำตอบในหัวมีแค่อย่างเดียวคือ ‘ไม่มีทาง’ (คำตอบผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว) “นี่มันเป็นวันแรกของเราเลยนะ ใจคอนี่จะรับน้องกันเลยหรอ” เราคิดในใจ เราเลยได้แต่ยิ้มๆ และตอบแบบไม่แน่ใจ แล้วก็อ้างไปว่าเจ็ตแล็ก อาจจะต้องดูอีกที จนสุดท้ายความกลัวที่จะต้องพูดภาษาอังกฤษของเราก็ทำให้เราพลาดมื้ออาหารค่ำร่วมกับทุกคนไปอย่างน่าเสียดาย

แต่เรื่องมันยังไม่จบแค่นั้น หลังจากอาหารค่ำจบลง เราก็ถูกชวนไปนั่งเล่นที่ห้องรับแขกอีกครั้ง เผื่อจะได้นั่งคุยกัน (ยังจะมีอีกหรอ!!!) ด้วยความเป็นคนไทยขี้เกรงใจ เรานั่งคิดหนักในห้องนอนอยู่พักใหญ่ (พักใหญ่จริงๆ นะ) และคิดว่าไม่ควรจะปฏิเสธแบบเดิมอีกแล้ว ระหว่างการคิดก็เปิดหนังสือคู่มือพูดภาษาอังกฤษฉบับพกพาเล่มสีเหลืองอ่านไปด้วยอย่างตั้งใจ พยายามจำคำถามให้ได้มากที่สุดว่าจะคุยอะไรกับฝรั่งดี พอหลังจากที่ท่องได้ประมาณหนึ่งแล้ว ก็ตัดสินใจเปิดประตูออกจากห้องแล้วเดินไปที่ห้องรับแขกทันที ภาพที่เห็นคือ ที่โซฟารับแขกทุกคนนั่งกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และหันมาทักทายเราด้วยสายตาเป็นมิตร ยิ้มแย้ม และถามถึงอาการเจ็ตแล็กของเราว่าดีขึ้นบ้างหรือยัง ทันใดนั้นเรารู้สึกตัวในทันที

ลืม…

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เตรียมพร้อมมาอย่างดียิ่งกว่าสมัยสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ปลิวหายไปจนหมด เรากลายเป็นคนเอเชียผิวเหลืองที่ตอนนี้ตัวซีดไม่มีสีและร่างแทบจะละลายไปกองลงกับพื้น แต่ไม่ได้!!! ในฐานะตัวแทนคนไทยทั้งประเทศยิ่งกว่ามีสายสะพายชื่อประเทศพาดอยู่ที่บ่า เราจะยอมแพ้แบบนี้ไม่ได้ เราจึงเดินหน้าต่อเพื่อไปนั่งร่วมวงกับทุกคน

“I’m sorry, My english is not good but I wanna join together.”

นั่นคือการรวบรวมสติที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อเริ่มบทสนทนากับทุกคนในตรงนั้น พร้อมกับทำหน้าทำตาน่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งที่ทุกคนตอบกลับมาก็คือ การพยายามอธิบายว่า ไม่เป็นอะไร ถึงภาษาอังกฤษของคุณจะไม่ได้ดีที่สุด ก็ลองพยายามอธิบายมาก่อนแล้วกัน เดี๋ยวทุกคนจะช่วยกันทำความเข้าใจ ซึ่งเราสัมผัสได้จริงๆ นะว่าตลอดการพูดคุยกัน ทุกคนที่เป็นชาวต่างชาติพร้อมช่วยเหลือเราจริงๆ เราเลยรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

หลังจากที่กำแพงความกลัวของเราถูกทำลายลง เราเริ่มต้นพูดคุยกันด้วยบทสนทนาง่ายๆ อย่างเช่นการแนะนำตัว บอกเล่าถึงจุดประสงค์ของการมาที่นิวยอร์กรวมถึงระยะเวลาที่ตั้งใจจะอยู่ที่นี่ พอรู้จักกันมากขึ้นก็เริ่มคุยกันถึงเรื่องประเทศบ้านเกิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง คนในวงสนทนาทั้งหมดยังไม่มีโอกาสมาเที่ยวประเทศไทยเลยสักครั้ง แต่ทุกคนรู้จักประเทศไทยเป็นพื้นฐานอยู่แล้วจากอาหาร เพราะที่นิวยอร์กมีร้านอาหารไทยอยู่แทบจะทุกหัวถนน ดังนั้น ผัดไทย ต้มยำกุ้ง ส้มตำ จึงช่วยชีวิตให้รอดจากการนึกประโยคภาษาอังกฤษไม่ออกได้เป็นอย่างดี

หลังจากที่พูดคุยกันมาซักพัก Tiffany สาวอเมริกันเชื้อสายจีนซึ่งเป็นเจ้าของห้อง เริ่มชวนทุกคนมาร่วมเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ กติกาคือให้แต่ละคนเปิดเอ็มวีเพลงเก่าๆ จากยูทูบสมัยช่วงปี 2000 ดูกันผ่านแอปเปิ้ลทีวี แต่ละคนจะเลือกเพลงมากันคนละหนึ่งเพลง เป็นเพลงอะไรก็ได้ ภาษาอะไรก็ได้ ที่คิดว่ามีอิทธิพลกับตัวเองในยุคนั้นมากที่สุด เริ่มต้นจาก Heidi สาวชาวอเมริกันสุดมั่นใจ ที่จะเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้เช้า เธอเลือกเปิดเพลง Party ft. J.Cole – Beyonce พร้อมกับอธิบายเหตุผลที่เลือกเพลงนี้ว่า เพราะเธอเล่นเอ็มวีเพลงนี้!!! ทุกคนก็แตกตื่นกันใหญ่ว่า โห!! เล่นเอ็มวีของบียอนเซ่เลยหรอ แต่เธอก็รีบบอกว่า “ฉันออกมาแค่ไม่กี่วินาทีหรอก ฉันแค่เล่นเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างๆ บียอนเซ่แค่นั้นเอง แต่ฉันก็ดีใจนะ เพราะฉากนั้นมันเป็นปกของเอ็มวีเวลาพวกเธอเปิดในยูทูบไงล่ะ 555”  เราจำคำพูดของเธอได้ไม่เป๊ะหมดหรอกนะ แต่จำอินเนอร์หญิงสาวผู้มั่นใจแบบอเมริกันชนได้เป็นอย่างดี

พอมาถึงคิวของเรา จะให้ยอมแพ้ความมั่นใจของคนที่แล้วได้ยังไงเล่า เราเลยงัดไม้เด็ดเปิดเอ็มวีเพลงของตัวเองสมัยเป็นนักร้องวงบีโอวายโชว์ฝรั่งซะเลย

“This is my song since 9 years ago.”

“I’m a singer in my country.”

เท่านั้นแหละ ทุกคนก็ยิ่งแตกตื่นกันเข้าไปใหญ่ และรีบหาเพลงอื่นๆ ของเราดูกันเป็นว่าเล่น ถึงแต่ละคนจะฟังไม่ออกสักเพลง แต่แฟชั่นแบบเอเชียสมัยผู้ชายไว้ยาวแบบเกาหลีก็เป็นเรื่องตลกที่เราโดนล้อไปตลอดทั้งคืน

ตอนนั้นรู้สึกได้ทำหน้าที่แทนคนไทยทั้งประเทศในการเผยแพร่เพลงไทยสู่สายตาชาวโลกให้กับทั้งห้าคนอย่างเต็มภาคภูมิ (ดูยิ่งใหญ่มาก) ถือว่าเป็นคืนเริ่มต้นที่สนุกและน่าจดจำมาก ถึงจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แปลไม่ทันเป็นส่วนใหญ่แต่ก็ประทับใจชะมัด

เราว่าจริงๆ แล้วความไม่กล้านี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดเลยล่ะสำหรับการพูดภาษาอังกฤษ เราต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่านี่ไม่ใช่ภาษาที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน และประเทศไทยก็ไม่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการอยู่แล้ว ดังนั้นการเรียนรู้และการฝึกฝนการใช้บ่อยๆ ก็ช่วยให้เราพูดได้คล่องขึ้น อย่าไปกลัวที่จะพูดผิด เพราะขนาดบางครั้งเราเองยังพูดภาษาไทยกันผิดเลย ฝรั่งเองก็เหมือนกัน อย่าให้ภาษาอังกฤษมาทำให้ความมั่นใจในการสื่อสารของเราหายไป แค่หยิบมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้ได้ก็พอ แล้วเมื่อเรากล้าที่จะพูดมากขึ้น เราจะรู้ว่าโลกของเรากว้างขึ้นอีกเยอะเลย

ป.ล. เกือบลืมไป อยู่ที่นี่เพื่อนทุกคนเรียกเราว่า Krist กันหมด เพราะต่างชาติแทบจะทุกคนออกเสียงชื่อเล่นเราไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ฝรั่งนะ จีน ญี่ปุ่น ลาติน ก็งงกับชื่อเล่นที่สะกดยาวๆ ของเราเหมือนกัน และ Krist ก็มาจากชื่อจริงเราว่า Kanist ที่ถูกตัดทอนจนกลายเป็นชื่อนั้นในที่สุด ยังไงก็ตามการมีชื่อที่เรียกง่ายๆก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่ทุกคนสามารถเรียกเราได้บ่อยขึ้น ได้พูดคุยกันเยอะขึ้น เราเองก็ชอบที่จะเป็น Krist แบบนี้เหมือนกัน

Writer & Photographer

Avatar

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

17 กุมภาพันธ์ 2561
5 K

“ขณะนี้เครื่องบินได้ทำการลดระดับ เราได้นำทุกท่านสู่เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน  เป็นที่เรียบร้อย ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ…” 

หลังจากสิ้นสุดเสียงประกาศของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เราก็เดินทางจากมหานครนิวยอร์กสู่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ที่ที่เราจะต้องใช้ชีวิตไปอีก 90 วัน เป็นที่เรียบร้อย โดยที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะไม่สามารถบินออกนอกประเทศได้ วีซ่าทำงานที่เป็นแบบเข้าออกรอบเดียว และตารางงานที่อัดแน่นจนแทบไม่มีเวลาพัก 

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของการมาปักกิ่ง แต่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับเราที่มาจีน แต่ถ้าลองมานั่งๆ คิดดูมันก็ไม่บ่อยมากนักที่จะมีแพลนมาที่นี่ เท่าที่จำได้ครั้งสุดท้ายก็น่าจะตอนที่บินมาที่กวางโจวเมื่อหลายปีก่อน เพื่อดูช่องทางทำธุรกิจ แต่สุดท้ายก็ล้มพับความคิดนั้นไป แล้วก็หันเหไปเรียนทำขนมแทน 

เราเดินทางมาเจอกับพี่ทีมงานอีกหนึ่งคนที่เดินทางมาจากประเทศไทยในเวลาใกล้เคียงกัน พร้อมกับผู้จัดการชาวจีนที่รอรับเราอยู่ที่สนามบิน ในตอนนั้นอากาศที่ปักกิ่งกำลังดีในช่วงปลายเดือนมีนาคม เราก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมาได้บ้าง หลังจากสู้รบกับสภาพอากาศหนาวสุดๆ ที่นิวยอร์กมาหลายเดือน 

จะว่าไปทุกอย่างในชีวิตเราช่วงนี้มันเกิดขึ้นไวมากเลยนะ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ก่อนที่เราจะถูกค้นตัวเจอและถูกทาบทามให้มาทำงานที่ประเทศจีน เรายังเป็นนักเรียนที่กลางวันก็เรียน กลางคืนก็ไปวิ่งเสิร์ฟอาหาร เวลาว่างก็ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่นิวยอร์กอยู่เลย แต่ตอนนี้เรากำลังจะเริ่มต้นการเป็นนักแสดงอีกครั้งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใครๆ ก็อยากก้าวเข้ามา มันเหมือนเรื่องแต่งไปหน่อย ขนาดที่เราเองยังแทบไม่กล้าเล่าให้ใครฟังเท่าไหร่เลย เรากลัวคนอื่นไม่เชื่อ จะมีก็แค่ครอบครัว แล้วก็เพื่อนสนิทที่พอรู้อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็นึกภาพตามไม่ออกว่าที่เรากำลังจะโกอินเตอร์มันเป็นไปได้จริงหรอ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ตัวเราเองยังไม่รู้เลยว่าต้องเตรียมตัวยังไง

หลายๆ คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงจะยังนึกภาพไม่ออกเหมือนกันใช่มั้ยว่าเรากำลังจะทำอะไรที่ประเทศจีนหรือมันเปลี่ยนชีวิตเรายังไง ไม่เป็นไร เรายินดีอธิบายให้ฟังอย่างเข้าใจง่ายๆ คือ มีบริษัทในประเทศจีนเห็นผลงานซีรีส์เล็กๆ ที่เราเล่นผ่านยูทูบ และตามหาว่านักแสดงคนนี้อยู่ที่ไหน แต่ตอนนั้นเราเดินทางไปเรียนต่อที่นิวยอร์กแล้ว ก็เลยมีแคสติ้งผ่านวิดีโอส่งข้ามประเทศไปมา จนสุดท้ายทางบริษัทตอบตกลง และเราตัดสินใจกลับมาที่จีน 

เรากำลังจะเล่นซีรีส์ความยาว 20 ตอน ออกอากาศแบบออนไลน์ในสื่อยักษ์ใหญ่ของประเทศจีน ด้วยการรับบท ‘พระเอก’ คู่กับนักแสดงจีนที่กำลังเป็นที่ถูกจับตามองจากการเป็นหนึ่งในสมาชิกวง ‘SNH48’ หรือเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นไปอีกก็คือ เรากำลังจะเล่นละครเป็นพระเอก (อีกครั้ง) คู่กับคนที่ร้องเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย เวอร์ชันจีนนั่นแหละ 

เป็นยังไง…พอจะเริ่มตื่นเต้นไปกับเราได้บ้างรึยัง?

ถึงแม้จะยังคงเจ็ตแล็กอยู่ แต่ตารางชีวิตเราก็วุ่นวายทันทีหลังจากเริ่มต้นเช้าวันใหม่ในวันรุ่งขึ้น เราตื่นเช้าเพื่อเข้าฟิตเนสทุกวันประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นเราจะถูกจัดตารางให้เริ่มเดินสายทำความรู้จักกับบริษัทเอ็นเตอร์เทนเมนต์ในจีนอย่างยาวเหยียด วันละหลายๆ ที่ พบปะพูดคุยกับผู้ใหญ่หลายๆ คน เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงาน หลักๆ ก็เป็นเหมือนการแนะนำตัวให้กับทุกคนได้รู้จักว่ามีคนไทยกำลังจะมาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน ให้ความรู้สึกเหมือนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วสมัยเข้าวงการใหม่ๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้สบายหน่อยตรงที่เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนั่งยิ้ม ไม่ต้องพูดอะไร และนั่งฟังผู้ใหญ่คุยภาษาจีนกัน โดยที่เราฟังไม่ออกสักคำ 

อ้อ…ลืมไปเรารู้จักคำว่า ‘หนีห่าว’ นี่นา

เราพูดภาษาจีนไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ทางเดียวที่จะสื่อสารกับคนอื่นได้คือ ภาษาอังกฤษ และคุยผ่านล่ามที่เป็นทั้งผู้จัดการและล่ามในคนเดียวกัน 

สัปดาห์ที่ 2 ของการอยู่ที่ปักกิ่ง เรามีคิวฟิตติ้งชุดทั้งหมดเพราะทีมงานไม่เคยเจอตัวจริงเรา และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องมาที่ปักกิ่งก่อน ทีมงานเลยต้องนำเสื้อผ้าทั้งเรื่องประมาณ 30 ชุดมาให้ลองใส่ ทั้งแบบปกติและย้อนยุค ใช่! ในเรื่องเราต้องแต่งตัวย้อนยุคด้วย เรากำลังจะเหาะได้เหมือนในละครจีนกำลังภายในที่ดูสมัยเด็กๆ แล้ว ส่วนเรื่องการแต่งหน้าทำผมของที่นี่ก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบ้านเราเลยนะ ที่นี่แต่งหน้าน้อย ลงรองพื้นให้หนา แต่แทบไม่ต้องลงแป้งและปัดแก้มหรือเฉดใดๆ แรกๆ เราก็หงุดหงิดเพราะหน้ามันดูมัน อาจจะด้วยสภาพอากาศที่ไม่ร้อน และกล้องที่ความละเอียดสูงลิบ ดูข้างนอกอาจจะดูแปลกๆ แต่พออยู่ในกล้องก็ดูธรรมชาติขึ้นมาซะเฉยๆ รวมถึงรสนิยมที่ชื่นชอบผู้ชายสีผิวไม่ขาวมาก ตาโต คิ้วเข้ม ที่เราเคยคิดว่าคิ้วเราเข้มมากแล้วนะ ช่างแต่งหน้าก็ยังเขียนด้วยดินสอเขียนคิ้วอยู่พักใหญ่ จนเราตกใจว่าทำไมคิ้วถึงได้หนาเป็นชินจังแบบนี้ แต่พอไปอยู่ในกล้องก็เข้าใจว่ามันเหมาะกับทุกอย่างรอบตัวอย่างเหลือเชื่อ

การมาทำงานที่จีนโดยที่ไม่สามารถใช้ Google, YouTube, Instagram, Facebook หรือแม้กระทั่ง Line ได้ เพราะประเทศจีนบล็อกทุกอย่างไม่ให้คนในประเทศสามารถใช้โซเชียลมีเดียเหมือนกับทั่วโลกได้ คือความอึดอัดอย่างมากในช่วงแรก เพราะนั่นคือช่องทางการติดต่อทั้งหมดของเรากับโลกภายนอก แต่เราต้องเริ่มทำความรู้จักกับ WeChat, Weibo และ Youku แทน ซึ่งทุกอย่างแทบจะเหมือนกันแค่เป็นเวอร์ชันภาษาจีนเท่านั้นเอง คนอ่านจีนไม่ออกอย่างเราก็หมดสิทธิ์ แต่ข้อดีก็คือ เรามีเวลามากพอจะตั้งใจทำงาน พอมีเวลาว่างก็เริ่มเอาหนังสือพูดภาษาจีนแบบง่ายๆ มานั่งอ่าน ฆ่าเวลาได้พอสมควร 

10,994 คือตัวเลขระยะทางกิโลเมตรจากนิวยอร์กถึงปักกิ่ง มันไม่ได้แสดงถึงแค่ระยะทางที่แสนไกลของการเดินทางเพียงอย่างเดียวนะ ถึงวันนี้มันกำลังจะบอกกับตัวเราเองว่าชีวิตเราได้เดินทางมาไกลแค่ไหนจากจุดเริ่มต้น ถึงแม้ในการเดินทางเราอาจจะใช้เวลาแค่สิบกว่าชั่วโมงในการนั่งเครื่องบิน แต่สำหรับการเดินทางในชีวิต มันคือสิบปีที่เราอยู่ในวงการบันเทิง จากคนที่ไม่เชื่อและหมดศรัทธากับการเป็นนักแสดงของตัวเองไปแล้ว จนหันเหไปจริงจังกับการทำขนม 

แต่ถึงวันนี้กลับมีคนที่มอบโอกาสให้อีกครั้งเพื่อทำในสิ่งที่เราเคยมองหาโอกาสพิสูจน์ ถึงแม้ว่าเราจะทำอะไรเยอะแยะมากมายในชีวิต แต่ความสุขที่ได้เป็นนักร้อง นักแสดง ก็ยังเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงความฝันในชีวิตของเราเสมอ ถึงแม้ในประเทศไทยเราจะไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ว่าเราเป็นได้มากกว่านักร้องบอยแบนด์ขายหน้าตา หรือต่อให้ในประเทศไทยเราอาจจะเป็นแค่นักแสดงเก่าที่หลายๆ คนอาจจะคุ้นหน้า หรือบางคนอาจจะจำไม่ได้ไปแล้ว แต่เราก็ภูมิใจทุกครั้งที่เป็นนักแสดงไทย ได้บอกกับทุกคนที่จีนว่าเราภูมิใจในความเป็นคนไทยแค่ไหน 

เราไม่รู้ว่าลมทะเลจากทิศไหนพัดพาโอกาสที่ดีมากๆ ครั้งนี้มาสู่ชีวิต แต่เราจะตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพราะเราว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ยังเหลือเวลาอีก 80 วันให้ได้เรียนรู้กับการทำงานที่นี่คงมีอะไรเยอะแยะรอเราอยู่

To be continued … 

Writer & Photographer

Avatar

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load