หากวันนี้คุณอยากเดินทางออกไปจากเมืองที่อาศัยอยู่ เพื่อไปปะทะกับแดดจ้า ลมโชย ไอดิน และกลิ่นของแม่น้ำ ขอแสดงความเสียใจ สถานการณ์ในโลกตอนนี้คงไม่อนุญาตให้เราได้ออกจากบ้านได้ง่ายดายเท่าไรนัก

แต่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ 

เราจะพาคุณออกเดินทางผ่านตัวอักษรแทน ซึ่งไกด์นำทางของเราในวันนี้คือ งบ-ธัชรวี หาริกุล เจ้าของแบรนด์ Thailand Outdoor และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Thailandoutdoor.com ตำนานของวงการ ‘กิจกรรมกลางแจ้ง’ เมืองไทย ที่ทุกวันนี้กลายมาเป็นชุมชนของผู้คนที่มีไลฟ์สไตล์ชีวิตกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

เนื้อหาของทริปในวันนี้ไม่ไกลไปกว่าเส้นทางชีวิตของตัวงบเอง แต่ระหว่างทางเหล่านั้น ผู้อ่านจะได้พบกับธรรมชาติมากล้น ทั้งหุบเขาเขียวชอุ่ม น้ำตกลึกลับกลางชุมชนกะเหรี่ยง พระจันทร์ริมหาดทรายที่แวดล้อมด้วยดาวนับแสน ฯลฯ เพราะชีวิตของงบคือชีวิตของผู้ชายกลางแจ้งอย่างแท้จริง มันจึงเต็มไปด้วยฉากของธรรมชาติที่น่าตื่นตะลึง 

กว่า 20 ปีที่ผ่านมา เขาออกจากบ้านเพื่อไปตั้งแคมป์ เดินป่า พายเรือมาแล้วหลายร้อยทริป ซึ่งเหตุผลที่ชวนให้เขาออกไปนั้น มีไม่มากไปกว่าการได้ไปใช้ลมหายใจอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

ช่วงหนึ่งของบทสนทนา เขาเล่าถึงช่วงเวลาแสนวิเศษที่ธรรมชาติมอบให้กับเขาว่า

“ตอนนั้นผมต้องลุกขึ้นมา เอากระดาษกับปากกามาเขียนบันทึกความรู้สึกนั้นไว้ นอนไม่ได้เพราะไม่อยากจะพลาดโอกาสที่จะสัมผัสโมเมนต์นั้น”

หากอยากรู้ว่าช่วงเวลานั้นคืออะไร ผู้อ่านคงต้องลองออกเดินตามเขาไป รับรองกว่าหลังจากจบทริปนี้ คุณจะได้รู้จักกับผืนป่าที่เขาเคยเดิน สายน้ำที่เขาเคยล่อง รวมไปถึงความสวยงามของธรรมชาติที่เขาหลงใหลมากขึ้น

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

เริ่มต้นชีวิตที่กลางแจ้ง

ถ้าให้นิยามคำว่าชีวิตกลางแจ้ง คุณจะนิยามว่ามันเป็นไลฟ์สไตล์แบบไหน

ผมคิดว่านิยามของมันอาจเป็นการเอาตัวเองออกไปพักจากความเป็นเมืองที่มันห่อหุ้มตัวเราอยู่ ออกไปอยู่กับธรรมชาติ ให้เราได้พักจากสิ่งวุ่นวายรอบตัว ไปรู้จักคำว่า ‘ชีวิตจริง’ ออกไปเดินป่า พายเรือ ดำน้ำ ทุกอย่างที่เป็นการออกไปสู่ธรรมชาติ ถึงแม้ชั่วคราวก็ตาม เพราะสุดท้ายเราต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ยังต้องดิ้นรนเลี้ยงชีพอยู่ดี แต่การได้เอาความคิดออกไปจากสังคมเมืองบ้าง พักผ่อนจากเรื่องเหล่านี้บ้าง ผมว่านั่นแหละคือชีวิตกลางแจ้งจริง ๆ

ชีวิตกลางแจ้งของคุณเริ่มต้นจากตรงไหน

มันมาจากแรงบันดาลใจหลาย ๆ อย่างร่วมกัน ส่วนหนึ่งคือพ่อของเราเขาชอบเที่ยวป่า สมัยก่อนผมเกิด พ่อจะพาพี่สาว พี่ชาย ขับรถจี๊ปไปเที่ยวกัน แต่พอเราโตมาสักแปดถึงสิบขวบ เขาก็เริ่มพาเราเที่ยวด้วย ซึ่งทำให้เราเริ่มชอบมาตั้งแต่นั้น

นอกจากนี้ก็ยังมีแรงบันดาลใจจากการอ่านนิยายด้วย คือเรื่อง เพชรพระอุมา กับ ล่องไพร ล่องไพร เป็นนิยายที่เก่ามาก น่าจะเป็นนิยายที่เกี่ยวกับป่าฉบับแรกของประเทศไทย ซึ่งเราก็เอาชื่อตัวละครจากนิยายเรื่องนี้มาเป็นนามปากกาที่ใช้เขียน คือ ‘ตาเกิ้น’ ก็เป็นพรานกะเหรี่ยงแก่ ๆ ในนิยาย ล่องไพร

อย่างตอนทำเว็บไซต์เราก็เขียนเกี่ยวกับเรื่องปืนทุกกระบอกใน เพชรพระอุมา เพราะเราเป็นคนชอบปืน แล้วก็อ่าน เพชรพระอุมา หลายรอบ ยุคนั้นเป็นยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต คนที่อ่าน เพชรพระอุมา ไม่เคยเห็นภาพว่าปืนแต่ละชนิดหน้าตาเป็นยังไง เราก็เขียนออกมาหมดเลยว่าปืนที่อยู่ในนิยายเรื่องนี้มีอะไรบ้าง หน้าตาเป็นยังไง ปรากฏว่าครูพนมเทียนแกเห็นเลยให้คนมาตามว่าคนนี้เป็นใคร อยากคุยด้วย ก็เลยมีโอกาสได้พบท่านตั้งแต่ยี่สิบปีที่แล้ว แกก็เอ็นดูเราเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน เพราะผมอายุเท่าๆ กับลูกของแก จากนั้นก็มีโอกาสได้ไปหาแกทุกปีๆ 

นิยายสองเรื่องนี้คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ทนแดด ทนฝน

ทริปที่ทำให้คุณหลงใหลชีวิตเอาต์ดอร์จริงๆ คือทริปไหน

เป็นทริปที่เราได้ลุยเดี่ยวเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณสามสิบกว่า ตอนนั้นบังเอิญมีคนรู้จักเป็นนักเขียนอยู่ที่อนุสาร อ.ส.ท. วันหนึ่งเขาพูดกับผมว่า “พี่ ผมรู้ว่าพี่ชอบแม่น้ำ เพราะเวลาถ่ายรูปก็จะมีแต่แม่น้ำ แล้วก็เขียนถึงแม่น้ำ ผมอยากให้พี่ไปเที่ยวแม่น้ำสายหนึ่งชื่อแม่เงา ที่ชื่อแม่เงาเพราะว่ามันใสเหมือนกระจกและมันสวยมาก” เราก็เลยชวนเพื่อนคนหนึ่งไปด้วยกันกับเรา

พอไปถึงก็ได้เจอกับหัวหน้าอุทยานฯ เขาเล่าว่าแถวนี้ชาวกะเหรี่ยงลือกันว่าในพื้นที่นี้มีน้ำตก แต่คนเมืองยังไม่เคยมีใครไปเห็น ผมตื่นเต้นมาก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอินเดียน่าโจนส์กำลังจะไปสำรวจน้ำตก เหมือนคนในยุคก่อนอย่าง พี่ดวงดาว สุวรรณรังษี ที่ไปเจอน้ำตกทีลอซูแล้วถ่ายรูปออกมา แต่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่ามันไกล ต้องนั่งเรือเข้าไปแล้วเดินขึ้นเขาที่ชันมากๆ อีกสองวัน

ผมเลยกลับมาทำการบ้านใหม่ และพบว่าถ้าเริ่มต้นเดินทางจากฝั่งอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ จะใช้เวลาเดินไม่ถึงหนึ่งวัน แล้วก็ไม่ต้องขึ้นเขาด้วย ตอนนั้นเราอยู่ป่ากันมาเจ็ดวันแล้ว ผมเลยต้องโทรไปลางานเพิ่ม ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยกันวันลาหมดเลยต้องกลับกรุงเทพฯ เหลือผมคนเดียว สุดท้ายก็เลยได้ไปกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้อีกสามคน เราเดินหลงป่ากันอยู่หนึ่งวันกว่าจะไปเจอน้ำตก ซึ่งมันมีชื่อที่ชาวกะเหรี่ยงตั้งไว้ว่า ‘โอโละโกร’ เป็นน้ำตกที่ใหญ่มาก สูงเป็นร้อยเมตร หลังจากนั้นเราก็หลงป่าอีกสองวันกว่าจะกลับออกมาได้ ผมเลยผูกพันกับที่นั่นมาก สนิทกับทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้และชาวบ้าน

คุณฝึกทักษะในการเดินป่าและใช้ชีวิตในธรรมชาติจากที่ไหน

หลักๆ ก็คงเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานและชาวบ้านนี่แหละที่เป็นคนให้ความรู้เรา นอกจากนี้ในนิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง ก็บอกเล่าเรื่องเหล่านี้ทุกเรื่อง ทั้งการใช้แผนที่นำทาง การใช้เข็มทิศ แม้กระทั่งวิธีผูกเบ็ดตกปลา ผมเริ่มอ่านชีวิตกลางแจ้งตั้งแต่อายุสิบสี่ปี และซื้ออ่านทุกเดือนนับตั้งแต่ฉบับแรกใน พ.ศ. 2524 ต้องเล่าว่านิตยสารเล่มนี้มีทุกมิติของคนที่ชอบชีวิตกลางแจ้ง ตั้งแต่การเดินป่า ตกปลา ดูนก พายเรือ ยิงธนู ยิงปืน ทุกอย่างรวมอยู่ในเล่มเดียวกันหมด เราที่เป็นคนเมือง อาศัยอยู่ในเมือง พอได้อ่านนิตยสารเล่มนี้ก็ทำให้เราได้รู้ว่าโลกข้างนอกมันมีสิ่งต่าง ๆ ให้เราทำอีกมาก มีคนไปตกปลาตัวใหญ่ ๆ ที่สิมิลัน หรือว่าเดินป่า ขึ้นดอยที่เราไม่เคยได้ยินชื่อ คือมันให้จินตนาการกับเรา 

นอกจากนี้เราก็ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง อย่างตอนที่ผมไปเที่ยวทุ่งใหญ่นเรศวรกับชาวกะเหรี่ยง เขามีข้าวสารที่ห่อไปในผ้าขาวม้า มีดหนึ่งเล่ม เกลือ แล้วก็พริก นอกนั้นก็ไปหาเอาระหว่างทาง จับปลาบ้าง เก็บผัก เก็บเห็ด แล้วก็ก่อไฟ แม้แต่หม้อยังไม่ได้เอาไปเลย ทุกอย่างใช้ไม้ไผ่หมด พอเราซึ่งเป็นคนเมืองไปเห็น ได้คุยกับเขา ไปเที่ยวที่บ้านเขา เราก็ได้เรียนรู้วิธีอยู่กับธรรมชาติจากเขา

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย
ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

Thailand Outdoor ชุมชนที่มีจุดเริ่มต้นจากสนามยิงธนู

Thailandoutdoor.com มีที่มาที่ไปอย่างไร

มันเริ่มจากการที่นิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง ปิดตัวลงใน พ.ศ. 2534 ตอนนั้นด้วยความที่เราชอบมันมาก เราก็มานั่งคุยกับเพื่อนว่าอยากให้มีนิตยสารแบบนี้อีก พอดีกับตอนนั้นอินเทอร์เน็ตเพิ่งมาถึงเมืองไทยใหม่ๆ เลย ก็เลยเกิดไอเดียทำนิตยสารออนไลน์กันขึ้นมา ตอนแรกที่เปิดเราใช้ชื่อ Thailand Outdoor Net Zeen แต่ตอนหลังก็ไปจดโดเมนเป็นชื่อ thailandoutdoor.com ซึ่งในเว็บไซต์ก็จะมีบทความต่างๆ คล้ายกับนิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง เช่น มีบทความบันทึกการท่องเที่ยวและบทความแนะนำอุปกรณ์กลางแจ้งต่างๆ

จากนั้นเว็บไซต์ก็เติบโตขึ้นและกลายเป็นแหล่งรวมของคนคอเดียวกันจากทั่วประเทศ ซึ่งจริงๆ ในวันที่เปิดมันก็มีเว็บบอร์ดที่พูดเกี่ยวกับเรื่องท่องเที่ยวเดินป่าอยู่หลายที่นะ แต่ที่เนื้อหาเกี่ยวข้องกับชีวิตกลางแจ้งจริงๆ มีที่นี่ที่เดียว ซึ่งมีทั้งเรื่องปืน ตกปลา เรื่องมีด และสารพัดสิ่ง จนชุมชนของเว็บค่อยๆ เกิดขึ้นบนออนไลน์ แต่ก็ยังไม่ได้มาพบปะพูดคุยกันในชีวิตจริง

แล้วจุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้เกิดคนในเว็บได้มาพบปะกัน

มันเริ่มมาจากชมรมยิงธนูที่เราชักชวนคนในเว็บบอร์ดนี่แหละมาเล่นด้วยกัน ต้องเล่าว่าสมัยก่อนผมเป็นนักกีฬายิงปืน มีวันหนึ่งเพื่อนชวนไปยิงธนูกัน ผมก็ไปยิงกันแล้วถ่ายรูปมาลงเว็บบอร์ด โอ้โห เว็บบอร์ดแทบแตกเลย เพราะว่าทุกคนอยากเล่นบ้าง เลยมีการนัดมาเล่นด้วยกันแถวหัวหมาก ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้คนเจอในเว็บบอร์ดได้มารวมตัวและเจอหน้ากัน จนเกิดเป็นชมรมยิงธนูขึ้นมา 

ตอนนั้นคุณยังไม่ได้มีสนามธนูเป็นของตัวเอง

ใช่ คือตอนนั้นเรายิงธนูที่สนามแห่งหนึ่ง แต่มันก็ไม่สะดวก เพราะว่าเขาเปิดให้ยิงแค่วันอาทิตย์ตอนบ่าย พอตอนกลางคืนก็ไม่มีไฟอีก แถมคันธนูก็ไม่มีให้เลือกเพราะหาซื้อลำบาก ผมเลยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่ทำเว็บไซต์มาด้วยกันตั้งแต่วันแรกว่า ถ้ามันหายากนัก เราอยากได้ คนอื่นก็อยากได้ งั้นเราเปิดร้านขายธนูเลยแล้วกัน

จุดเริ่มต้นเลยตอนนั้นร้านเรามีม็อตโต้ที่บอกว่า ‘เราจะส่งเสริมความสุขของการยิงธนูให้ทั่วถึง’ คือเราต้องการทำให้การยิงธนูเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย เพราะตัวผมเองยิงธนูแล้วมีความสุขมาก ทำงานกลับมาเหนื่อยๆ ทุกวันตอนเย็นก็จะกลับมายิงธนู เพราะว่ามันสนุก สงบ ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง แล้วก็ได้ออกกำลังกายด้วย

คนในชมรมก็มักมาเจอกันตอนเย็นๆ นั่งคุยกันไป ใครอยากยิงธนูก็ไปยิง เพราะว่าธนูมันเสียงไม่ดัง ยิงกันไปคุยกันไปได้ สนามธนูของเราเลยเหมือนที่นั่งเล่นเอาไว้คุยกัน จนตอนหลังๆ คนที่ชอบใช้ชีวิตกลางแจ้งทั้งหลายก็หลั่งไหลมาที่ร้านธนูนี้ คุยกันไปคุยกันมาสักพักก็เริ่มคุยกันว่าผมชอบปืน ส่วนอีกคนชอบมีด บางทีก็คุยกันว่าผมชอบเดินป่า ปรากฏว่ามีหลายคนที่ชอบเดินป่าเหมือน ก็เลยเกิดกลุ่มเดินป่ารวมตัวกันขึ้นมา

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

จากสนามยิงธนู สู่ธุรกิจขายอุปกรณ์เอาต์ดอร์

หลังจากสนามยิงธนู มันมาสู่ร้านขายอุปกรณ์เอาต์ดอร์ได้อย่างไร

ต้องย้อนไปว่าสมัยก่อนผมทำงานอยู่ที่บริษัท IBM ซึ่งจะถูกส่งไปทำงานที่ต่างประเทศหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งถูกส่งไปที่แคนาดาหลายเดือน เราไม่ได้เตรียมอุปกรณ์อะไรจากบ้านไปเลย ปรากฏว่าพอไปถึงที่นู่นคนเขาเดินป่า พายเรือกันเต็มเลย เพราะเป็นช่วงซัมเมอร์ เราเลยต้องไปซื้ออุปกรณ์ใหม่ทั้งหมดเพื่อออกไปเที่ยว ไปเดินป่า พายเรือที่แคนาดาอยู่พักหนึ่ง 

พอกลับมาไทยก็ได้ไปเดินป่ากับเพื่อน เราแบกอุปกรณ์จากแคนาดามาก็เลยมีอุปกรณ์ครบเซ็ตมาก ทุกคนถามว่าเราไปเอามาจากไหน อยากได้บ้าง เพราะในยุคนั้น ส่วนใหญ่เขาจะใช้เป็นอุปกรณ์ของทหารหมดเลย เป้ก็ทหาร เต็นท์ก็เป็นเต็นท์ทหาร พูดง่ายๆ คือไม่มีร้านอุปกรณ์สำหรับแคมปิ้งจริง ๆ 

ในสมัยก่อน หากอยากได้อุปกรณ์แคมป์ปิ้งจะต้องไปซื้อที่ไหน

ต้องไปจตุจักร ซึ่งก็มีทั้งของมือหนึ่งและมือสอง ส่วนในห้างก็จะมีเต็นท์ของแบรนด์ไทยขาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเต็นท์สำหรับสามถึงสี่คน ไม่ค่อยมีเต็นท์เบาๆ สำหรับเอาไปเดินป่า

ทีนี้พอเพื่อนเดินป่าด้วยกันบอกว่าอยากได้อุปกรณ์แบบเราบ้าง มันก็เข้าอีหรอบเดิมเหมือนตอนธนูเลย เราก็ต้องฝากเพื่อนซื้อหรือหิ้วกลับมาให้โดยไม่ได้บวกกำไรอะไร จนสักพักหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เพราะคนชักจะสั่งกันเยอะ เลยมีวันหนึ่งที่นั่งคุยกัน ถ้าพวกคุณอยากได้กันขนาดนี้ ผมขนให้ไม่ไหวแล้ว เปิดร้านเลยแล้วกัน

ง่ายๆ แบบนั้น

ใช่ ยังจำวันที่ตัดสินใจทำได้เลย ตอนนั้นนั่งคุยกับเพื่อนอยู่ในป่าที่แม่ฮ่องสอน แล้วก็ตัดสินใจทำกันเลย มีหุ้นส่วนเริ่มแรกอยู่เจ็ดคน ซึ่งต้องบอกว่าโชคดีมากที่ได้คนเหล่านี้มาเป็นหุ้นส่วน เพราะเป็นเพื่อนที่ยิงธนูด้วยกัน นิสัยดีทุกคน บ้าทุกคน มีคนหนึ่งที่เป็นเจ้าพ่อเอาต์ดอร์จริงๆ ชื่อไอ้ป๊อป มันเคยทำงานอยู่ที่บริษัทฝรั่งชื่อว่า Outward Bound ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำออแกไนซ์ กิจกรรมกลางแจ้ง เพราะฉะนั้น มันรู้จักอุปกรณ์ทุกอย่าง เลยยกให้เป็นผู้ดูแลและจัดการร้านคนแรก

หน้าร้านแห่งแรกของ Thailand Outdoor คือมุมเล็กๆ ขนาด 3 x 4 เมตรของสนามธนูนี่แหละ โดยม็อตโต้แต่เดิมของร้านเราคือ ‘ผู้สนับสนุนการนอนกลางดิน กินกลางทรายอย่างเป็นทางการ’ คือเราเน้นว่าต้องไปเที่ยวแบบไม่ลำบาก ไม่ต้องไปทรมาน เปียกฝน ก่อกองไฟ เราต้องการสนับสนุนให้ทุกคนมีอุปกรณ์กลางแจ้งที่ดี ไปแบบสะดวกสบาย ‘เป็นทางการ’

ทำไมคุณถึงกล้าตัดสินใจทำธุรกิจของตัวเอง ขณะที่ยังทำงานประจำอยู่

ช่วงนั้นมันมีจุดเปลี่ยนหลายอย่าง ตอนแรกที่เปิดร้าน Thailand Outdoor คือประมาณ พ.ศ. 2552 บังเอิญปีนั้นคุณพ่อของผมป่วยหนัก เราก็ดูแล้วว่าพ่อคงอยู่ได้ไม่นาน เลยไปคุยกับเจ้านายที่ IBM ซึ่งเป็นบริษัทที่เราทำงานมาสิบเก้าปีว่า ผมขอ Leave Without Pay เพื่อไปใช้เวลากับพ่อ ความตั้งใจตอนนั้นไม่ได้ต้องการจะหยุดเพื่อมาดูร้าน แต่พอเราหยุดเพื่อมาดูพ่อ พอดีว่ามันมีเวลาว่าง เราก็เลยมาดูแลร้านธนูและร้าน Thailand Outdoor ไปด้วย

พอครบกำหนดต้องกลับไปทำงาน คุณพ่อก็เสียชีวิตจริงๆ ตอนนั้นจำได้ว่าลาไปเก้าเดือน ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงธันวาคม พอกลับไปเจ้านายก็บอกว่ารออยู่นะ มีตำแหน่งรอไว้ให้เลย ผมก็คิดหนักมากว่าจะกลับไปทำดีไหม เพราะร้านมันเพิ่งเปิด กำลังอยู่ในช่วงตั้งไข่ แต่ขณะเดียวกันเราก็เสียดายเงินเดือน

ผมลองคำนวณดู ถ้าทำงานที่ร้าน เราจะได้เงินประมาณห้าเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน เพราะว่ามันเพิ่งเริ่ม ยังทำรายได้ไม่มาก เราคิดแล้วคิดอีก จนถึงวันต้องกลับไปที่ IBM ก็ยังคิดไม่ตก แต่พอเราเปิดประตูเข้าไปในบริษัทแล้วเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เราอีกแล้ว เหมือนกับคำพูดหนึ่งที่บอกว่า 

“ถ้าหัวใจคุณรู้จักอิสรภาพแล้ว คุณจะจับมันกลับไปใส่กล่องเหมือนเดิมไม่ได้” เทียบได้กับการทำธุรกิจส่วนตัวมา มันมีอิสระในการทำสิ่งที่เราอยากจะทำ มีความสุขที่ได้เจอผู้คนที่เดินเข้ามาแล้วเขาชอบการใช้ชีวิตกลางแจ้งเหมือนกัน มาคุยกันว่าอยากไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ ไปเที่ยวด้วยกัน เราไม่สามารถกลับไปทำงานรูทีนเหมือนเดิมได้ สุดท้ายก็เลยเลือกที่จะเดินไปลาออก

หลังจากที่เลือกมารับเงิน 5 เปอร์เซ็นต์แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

ทุกวันนี้ผ่านมาสิบสองปีแล้วก็ยังได้ไม่เท่ากับที่เคยได้ตอนนั้นเลย (หัวเราะ) แต่มีความสุขกว่าเยอะ เราได้ออกไปเจอชีวิตอีกแบบหนึ่งที่มันให้อิสระทางความคิด ให้อิสระที่เราจะบริหารงานในแบบของเราเอง เราเอาความรู้ที่ได้จาก IBM มาเลือกใช้ได้ แล้วบริษัทของเรามันก็ค่อยๆ โตขึ้นมา ทั้งร้านธนู และร้าน Thailand Outdoor เราเลือกแบรนด์ที่เราอยากได้ อยากใช้เอง ไม่มีขายในเมืองไทยเราก็ขอเป็นตัวแทน ทีละแบรนด์ๆ จนตอนนี้มีประมาณสี่สิบแบรนด์

การเริ่มทำธุรกิจในวัย 40 ต้นๆ เป็นเรื่องยากไหม

ถามว่ามาเริ่มต้นทำธุรกิจยากไหมก็ต้องบอกว่าไม่ยาก เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เรามีแพสชันกับมันจริงๆ เรามีแพสชันกับเรื่องธนู เพราะเรายิงแล้วมีความสุข เราเลยอยากให้คนได้สัมผัสกับความสุขแบบนี้ เพราะฉะนั้น ตอนที่อยู่ร้านเราก็คุยได้เต็มที่เลย เราจะอธิบายเขายังไง เราเข้าใจความรู้สึกตอนที่เขาเริ่มต้นเพราะเราเคยเป็นอย่างนั้น 

ร้าน Thailand Outdoor ก็เหมือนกัน เรามีแพสชันกับมันมาก เพื่อนๆ อีกหกคนที่มาร่วมหุ้นกันก็เป็นคนที่ชอบเที่ยวป่า เวลาผลัดกันอยู่ร้าน เราตั้งใจมากกว่าเราไม่ได้อยากขายของ แต่อยากให้คนที่เดินเข้ามาเขาได้ของที่เหมาะกับการใช้งานของเขา ดีจริงๆ เหมือนกับที่เราเคยอยากได้ มันเริ่มจากตรงนั้น 

เราก็เริ่มหาของเพราะเราเชื่อว่าถ้าของที่เราอยากได้ เราใช้แล้วชอบ คนอื่นก็น่าจะชอบ ดังนั้น ในด้านการสรรหาของเราก็จะสั่งมาลองใช้จริง ส่วนของที่เราเคยใช้แล้วชอบ ก็จะไปติดต่อเป็นตัวแทนทีละแบรนด์ๆ เคยมียี่ห้ออื่นติดต่อมาเราก็ปฏิเสธ เพราะว่าเราจะเอาเฉพาะยี่ห้อที่เราเคยใช้แล้วชอบเท่านั้น 

ข้อดีหนึ่งของการออกมาทำธุรกิจเอง คือคุณได้มีเวลาได้ไปเที่ยวมากขึ้นหรือเปล่า

ใช่ เพื่อนๆ ที่ IBM เขาก็ถามว่ามันเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน เปลี่ยนไปยังไง เราก็บอกว่า ตอนอยู่ที่นู่นผมทำงาน ห้าวัน เที่ยวสองวัน ตอนนี้ผมเที่ยวห้าวัน ทำงานสองวัน แต่ได้เงินแค่ห้าเปอร์เซ็นต์ของที่เคยทำอยู่นะ แล้วมันก็มีคำหนึ่งที่เพื่อนเคยถามว่า ออกมาทำงานเองเหนื่อยไหม เราก็ตอบว่าเหนื่อย เพราะมันไม่มีวันหยุด อย่างเมื่อก่อนเราทำงานบริษัทก็คือ ทำงานห้าวัน ถ้าเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เราก็วางแผนไปเที่ยวแล้ว พอทำงานส่วนตัวมันไม่ได้หยุดหรอก เพราะต้องคิดทุกวัน 

มันต่างกันนิดเดียว คือตอนทำงานที่บริษัท ทุกเช้าที่ตื่นมาเราต้องปลุกใจตัวเองให้ไปทำงาน แต่พอมาทำงานส่วนตัว เราต้องบอกตัวเองว่า เฮ้ย ใจเย็นๆ ก่อน เดี๋ยวค่อยๆ ทำ เพราะทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ในหัวเรามีแต่สิ่งที่อยากทำเต็มไปหมด มันต่างกันแค่นี้เอง

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ประสบการณ์การเดินทางที่ ‘ไม่จำกัด’

การเดินทางครั้งไหนของคุณที่ประทับใจที่สุด

มีหลายครั้ง แต่มีทริปหนึ่งที่เปลี่ยนความคิดของผมเลย คือทริปที่ได้ไปกับบริษัท Fjällräven ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับใส่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ตอนนั้นเขาจัดทริปเดินป่าชื่อ Fjällräven Classic ซึ่งเป็นการเดินทางไกลระยะทางหนึ่งร้อยสิบกิโลเมตร ตอนนั้นเราเที่ยวป่ามาเป็นสิบๆ ปีแต่ไม่เคยเดินเกินสามสิบกิโลเมตร ทริปนี้จึงน่าตื่นเต้นมากสำหรับเรา

ตอนนั้นเรารวมตัวกับคนที่เป็นหุ้นส่วนและลูกค้าใกล้ชิดทั้งหมดสิบสองคน เพื่อไปทริปนี้ด้วยกัน เราไปเดินกัน หนึ่งร้อยสิบกิโลเมตร ไม่มีไกด์ แต่สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือ เราเห็นวัฒนธรรมการใช้ชีวิตกลางแจ้งของชาวสวีเดน คือทุกคนแบกของเอง บางคนแบกเป้ใบเบ้อเริ่มแล้วเดินไกลกว่าเราอีก เด็กตัวเล็กๆ เดินมากับพ่อแม่เขาก็ต้องแบกของด้วยตัวเอง เขาแข็งแรงมาก ใช้ชีวิตกลางแจ้งแบบแบกของเองหมด นอนตรงไหนก็ได้ ไม่มีแคมป์ไซต์ อีกอย่างที่ทึ่งมากคือ ตลอดระยะเวลาที่เดินหนึ่งร้อยสิบกิโลเมตร ผมไม่เห็นขยะแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่มีถังขยะด้วยนะ เขาแบกของเอง ไม่ทิ้งขยะ เดินกันเองไม่มีไกด์ แล้วทุกคนในเทรลก็น่ารักมาก ไม่มีการเหยียดผิวไม่มีอะไรเลย

ตอนนั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือเราทุกคนคือเผ่าเดียวกัน เป็นเผ่ากลางแจ้งเหมือนกัน เราให้ความช่วยเหลือกันทุกอย่าง บางคนเท้าเจ็บ ก็มีคนที่ผ่านมาก็จะเอาพลาสเตอร์มาแปะให้ มาชวนคุยว่ากินกาแฟไหม คนในเทรลพูดคุยกันหมด เราใช้เวลาเดินทั้งหมดห้าวัน เกือบตาย แต่ประทับใจมาก

นอกจากความประทับใจแล้ว จุดเปลี่ยนทางความคิดที่เกิดขึ้นคืออะไร

วัฒนธรรมการเดินป่าที่ต้องเดินระยะไกลโดยพึ่งพาตัวเอง 

คือคนไทยเราไปไหนก็มีลูกหาบ สมัยก่อนผมเที่ยวก็มีลูกหาบ ส่วนเราก็แบกของแค่นิดหน่อย แต่ที่นั่นเขาพึ่งพาตัวเองและดูแลธรรมชาติเป็นอย่างดี เราเลยเกิดความคิดว่า เราจะสร้างวัฒนธรรมอย่างนี้ในเมืองไทยได้ยังไง ก็เลยคุยกับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนด้วยกันว่า งั้นเราทำ Fjällräven Thailand บ้างดีไหม เราก็เลยติดต่อ Fjällräven ไป บอกว่าอยากจะทำกิจกรรมนี้โดยเสนอให้จัดที่แม่เงา เพราะผมคุ้นเคยกับชาวบ้านและรู้จักเส้นทางอยู่แล้ว

ใน พ.ศ. 2561 เราก็เลยไปสำรวจเส้นทางกันจนได้เทรลที่มีความยาวห้าสิบกิโลเมตรมา ซึ่งจะเป็นการเดินบนสันเขา พาไปดูต้นน้ำ ดูป่า และให้ความรู้ระหว่างการเดินทางจำนวนสี่วัน เพื่อให้เขาได้สัมผัสและเข้าใจธรรมชาติจริงๆ

Fjällräven Thailand ที่แม่เงา เลยกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราตั้งเป็นมูลนิธิขึ้นมา ชื่อว่า ‘มูลนิธิธรรมชาติไม่จำกัด’ ขึ้น เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราใช้ธรรมชาติอย่างถูกต้อง มันจะไม่หมดไปและไม่จำกัด คือไม่ใช่แค่การพาคนไปเที่ยวป่า แต่เป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติไปในตัวด้วย เพราะผมมองว่าการจะทำให้การอนุรักษ์ในประเทศนี้ประสบความสำเร็จได้ เราต้องมีคนที่เข้าใจธรรมชาติจริงๆ มากกว่านี้

เราเชื่อว่าการสร้างวัฒนธรรมเดินป่าที่ดี พาคนเข้าไปสัมผัสธรรมชาติจริงๆ แบบที่แม่เงา มันจะสร้างวัฒนธรรม สร้างความรู้ ความคิดใหม่ ใช้คำว่าจริยธรรมเลยด้วยซ้ำไป อย่างที่สวีเดน ตอนเราไปเดินในเทรลเขาไม่มีตำรวจนะ ไม่มีใครมาบอกว่าทิ้งขยะปรับหนึ่งพันบาท แต่มันคือจริยธรรมที่ถูกสร้างไว้ให้คนของเขา การอนุรักษ์ การใช้ชีวิตกลางแจ้ง ในบ้านเขาถึงได้ประสบความสำเร็จ ผมว่าเราต้องเดินไปหาตรงนั้นแหละ ซึ่งมันยังอีกไกล แต่ว่านั่นคือเป้าหมายที่เราอยากจะไป

อุปสรรคที่สำคัญในงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของไทยคืออะไร

ต้องบอกว่าเรายังให้โอกาสคนไทยสัมผัสกับธรรมชาติจริงๆ น้อยเกินไป เพราะความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้บอกเล่าหรือสอนกันได้ แต่มันเป็นความรู้สึกที่คุณต้องสัมผัสและรู้สึกเอง ครูที่ผมเคารพคนหนึ่งเขาพูดคำหนึ่งอยู่เสมอว่า “ผู้รู้ย่อมเห็นเอง” การที่รู้แจ้งต้องมาจากการที่ได้พบเห็นเองจริงๆ ผมเชื่อว่าคนที่เราพาไปเดินที่แม่เงา แล้วเขาได้มีโมเมนต์ที่เห็นธรรมชาติที่เป็นธรรมชาติจริงๆ เขาจะรักมัน เขาจะรักธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดตามคนอื่น

ความรักในธรรมชาติที่คุณว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผมว่าการเดินป่าระยะไกลหรือการพายเรือแคนูแคมปิ้งให้ความรู้สึกนี้ได้ เพราะมันปราศจากสิ่งรบกวน ปราศจากความเจริญของเมือง บางครั้งคุณเดินเข้าไปในป่า ถ้าคุณมีโมเมนต์ที่ไม่ได้เฮฮากันมากนัก ไม่ได้โวยวายร้องเพลงกัน เป็นช่วงเวลาเงียบๆ ที่ทำให้คุณรู้สึกว่าธรรมชาติมันใหญ่มากและตัวคุณเล็กนิดเดียว มันเป็นโมเมนต์ที่คุณจะมีเวลาสังเกตต้นไม้เล็กๆ เสียงน้ำไหล หรือเสียงสัตว์ต่างๆ มันเป็นสิ่งที่คุณต้องสัมผัสด้วยตัวเอง อ่านหนังสือก็ไม่เข้าใจ คนบอกเล่า ดูภาพ ก็ไม่รู้สึก

เพราะฉะนั้น เราควรให้โอกาสคนได้เข้าไปสัมผัสธรรมชาติจริงๆ ไม่ว่าเป็นการเดินป่าระยะไกลหรือการพายเรือแคนูเลาะตามแม่น้ำ ซึ่งปัจจุบันมีโอกาสน้อยเกินไป ตอนนี้เส้นทางเดินป่าที่เปิดให้เดินอย่างเป็นทางการมีน้อยมาก น้อยกว่าสมัยผมเด็กๆ อีก มันไม่มีโรงเรียนธรรมชาติที่ให้คนได้ไปเดินและสำรวจสิ่งเหล่านี้

คุณเป็นท่องเที่ยว นักเดินทาง อะไรที่ทำให้หันมาสนใจการอนุรักษ์

ผมกลัวไม่มีป่าเดิน กลัวไม่มีปลาให้ตก กลัวไม่มีแม่น้ำให้พายเรือ

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ธรรมชาติ คือสิ่งที่มากกว่าจุดชมวิว

ในยุคนี้การท่องเที่ยวธรรมชาติกลับมาบูมอีกครั้ง คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้มันกลายมาเป็นที่นิยม

เพราะคนไปแล้วก็ถ่ายรูปมาลงโซเชียลมีเดียว่าวิวมันสวย คนอื่นๆ ก็ถูกดึงดูดให้ไปเพราะภาพถ่าย เขาอยากไปเห็นวิวสวยๆ กัน ซึ่งผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ เพียงแต่ว่าเมื่อเขาไปแล้วเขามีโอกาสได้เรียนรู้ ได้สัมผัสธรรมชาติจริงๆ หรือเปล่า หรือไปเพื่อจะแค่ไปถ่ายรูป ถ้าไปแค่นั้นมันจะน่าเสียดายมากที่เราไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการทำความรู้จักกับมัน

คุณกำลังบอกว่าความจริงแล้วธรรมชาติเป็นมากกว่าแค่วิวสวยๆ

ใช่ ผมยกตัวอย่างโมเมนต์หนึ่งแล้วกัน เมื่อปีที่แล้วประมาณช่วงเดือนมีนาคม ผมไปสำรวจเส้นทางพายเรือเส้นหนึ่งแถวแม่น้ำน่านตอนล่าง มีอยู่คืนหนึ่งที่กลายมาเป็นประสบการณ์ไม่รู้ลืมเลยคือ คืนนั้นเราตั้งแคมป์อยู่ริมแม่น้ำ โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาล้อมรอบ พลบค่ำเราก็ก่อกองไฟแล้วนอนกันบนหาดทราย มีเสียงน้ำไหลเอื่อม มีลมพัดมา แล้วดาวก็ค่อยๆ กระจ่างขึ้น คุณต้องไม่คิดแน่เลยว่าดาวมันจะเยอะขนาดนั้นได้ยังไง มันเยอะที่สุดเท่าที่คุณจะเห็นได้ มีกลิ่นควันไฟ มีลมมา พอสักสามทุ่ม พระจันทร์ก็ขึ้นจากด้านหลัง สว่างเห็นทั้งหุบเขา คุณไม่คิดว่าแสงจันทร์มันจะสว่างได้ขนาดนั้นเลย คุณเห็นแม่น้ำระยิบระยับ 

ตอนนั้นผมต้องลุกขึ้นมา เอากระดาษกับปากกามาเขียนบันทึกความรู้สึกนั้นไว้ นอนไม่ได้เพราะไม่อยากจะพลาดโอกาสที่จะสัมผัสโมเมนต์นั้น ซึ่งคนทั่วไปถ้าบรรยายแบบนี้เขาก็จะถามว่า ทำไมล่ะ ก็แม่น้ำ ก็ภูเขา ก็ดาว ไม่เห็นจะพิเศษ แต่เขาอาจจะไม่เข้าใจ ธรรมชาติบางแบบมันต้องสัมผัสและรับรู้ด้วยตัวเองจริงๆ

คุณเดินป่าสัมผัสกับธรรมชาติมากว่า 20 ปี Magic Moment แบบนี้ก็ยังไม่หายไป

ไม่หายไป มันมีแทบทุกครั้ง เพียงแต่คุณต้องเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เดินไปในที่ที่คนน้อยลงเรื่อยๆ แล้วก็ให้ความใส่ใจกับธรรมชาติให้มากกว่าที่เคยเป็น แล้วก็จะได้สัมผัสอะไรแบบนี้ คือถ้าเราตั้งใจหาโมเมนต์แค่ตอนพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ประมาณสิบนาที เราก็จะพลาดอะไรไปอีกเยอะ ถ้าเราจะแค่ไปดูทะเลหมอก เราอาจจะไม่ได้หันไปดูอย่างอื่นที่มันสวยงามในธรรมชาติ ซึ่ง Magic Moment พวกนี้แหละที่ทำให้ผมอยู่ในเมืองได้ไม่นาน

การได้ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งมันให้ความหมาย อิทธิพล และบทเรียน กับคุณอย่างไร

การที่ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งมันทำให้เรารู้ว่าชีวิตจริงเป็นยังไง พอผมพูดคำนี้ทุกคนก็จะงงๆ เพราะว่าทุกอย่างมันก็จริงหมด แต่จริงๆ แล้วการที่เราอยู่ในสังคมเมือง ความจริงมันเหมือนแก่นอยู่ตรงกลาง แล้วเรามีเปลือกที่ทับซ้อนกันมาเรื่อยๆ ซ้อนกันหลายชั้นมาก จนบางครั้งเราไม่รู้สึกว่าสิ่งสำคัญในชีวิตคืออะไร 

เราคิด กังวล อยากได้นู่นได้นี่ กังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่พอเราไปอยู่ในธรรมชาติจริงๆ ได้ไปอยู่ป่าสักสี่ห้าวัน แล้วมองกลับมา จะรู้สึกว่าสิ่งที่เรากังวัล อยากได้รถ อยากซื้อนาฬิกา กลัวโน่นกลัวนี่ กังวลเรื่องโซเชียลมีเดีย โกรธเพื่อนเพราะว่าด่ากันในโซเชียลมีเดียเนื่องจากความเห็นไม่ตรงกัน พอคุณไปอยู่ในป่า คุณจะรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้เป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น เราเถียงกันในเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิตเลย 

ผมว่านั่นเป็นผลพลอยได้หลังจากที่คุณได้สัมผัสโมเมนต์ที่เมื่อกี้เล่าให้ฟังไป แล้วคุณจะมองชีวิตกลับมาว่ามันไม่ได้ซับซ้อน ทุกวันนี้เวลาเจอเพื่อนที่ทำงานด้วยกันมาก่อน เขาก็จะมองหน้าแล้วบอกว่าอิจฉาว่ะ อิจฉาชีวิตคุณ ผมก็บอกว่าไม่ต้องอิจฉาหรอก ทุกคนมีทางเลือกของแต่ละคน ผมเลือกที่จะมาทำงานได้เงินเดือนห้าเปอร์เซ็นต์จากที่เคยได้อยู่ เขาก็เลือกวิถีชีวิตของเขา แต่ว่าถ้ามีโอกาส เราก็อยากพาเขาไปสัมผัสชีวิตอย่างที่เราได้เห็นเท่านั้นเอง

ทุกวันนี้ อะไรที่กวักมือเรียกคุณให้ออกจากบ้าน

ต้องถามว่าอะไรที่มาไล่มากกว่า เสียงดังรถติด ความวุ่นวายของผู้คน ทั้งในความจริงแล้วก็โซเชียลมีเดีย ผมว่าเราอยู่กรุงเทพฯ คุณภาพชีวิตเราควรจะดีกว่านี้ ไม่ใช่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงกับรถติด สูดควันพิษ เวลานอนก็มีแต่เสียงดัง ไม่รู้จะทำอะไร วันๆ เปิดแต่โซเชียลมีเดียดูคนด่ากัน สิ่งเหล่านี้ไล่ผมให้ออกไปนอกเมือง ไปเดินอยู่ที่ลำธาร ตกปลา พายเรือ นอนดูพระจันทร์

คุณเชื่อในการออกไปค้นหาตัวเองผ่านการเดินทางไหม

เชื่อ ตอบได้ทันทีว่าเชื่อ แล้วผมก็คิดว่าผมค้นพบตัวเองจากการเดินทาง โลกนี้กว้างมาก เรามักหลงคิดว่าเรารู้จักตัวเองแล้ว คิดว่าโลกเป็นอย่างงั้น อย่างงี้ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ในโลกนี้มีธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร ที่แตกต่างออกไปเยอะมาก ที่เราเคยคิดว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งนี้ดีที่สุด การเดินทางจะช่วยให้เรารู้ว่ามันไม่ใช่แค่นั้น 

การเดินทางทำให้โลกของผมเปิดกว้าง ได้ไปเห็นความคิด ความเป็นอยู่ที่ต่างกันออกไป เราให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ คนในต่างประเทศหรือแม้กระทั่งบางซอกมุมของไทย สิ่งที่ผู้คนให้คุณค่ามันต่างจากเราเสมอ ซึ่งมันก็ทำให้วัฒนธรรมและชุดความจริงของเขาต่างออกไปด้วย

การเดินทางทำให้ผมพบตัวจริงของผมมากขึ้น พบโลกจริงๆ มากขึ้น ซึ่งผมก็อยากจะเดินทางมากกว่านี้ ไปเห็นธรรมชาติและเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างก่อนที่มันจะหายไป

แสดงว่าคุณยังไม่มีแพลนจะหยุดเดินทาง

ไม่หยุด

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้นสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนานกับ เกม-สิทธิโชค ศรีโช บนโต๊ะกินข้าวที่ลานตาไปด้วยอาหารที่เขาออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราคิดอยู่นานว่าจะนิยามตัวชาวขอนแก่นรายนี้ว่าอย่างไรให้ครอบคลุมตัวตนและสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด

เขาเคยเป็นนักศึกษานิเทศศิลป์ที่หลงใหลใน Cookbook มากกว่าตำราออกแบบ

เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่พกช้อนทองเหลืองติดตัว เพราะฝันอยากเป็นนักชิมมืออาชีพ

เคยเป็นบรรณาธิการด้านอาหารของนิตยสาร Health & Cuisine อันเลื่องชื่อในวันวาน

เคยเป็นคนเขียนสคริปต์รายการอาหารที่มีคนดูแตะหลักแสนเพียงชั่วข้ามคืน

เคยเป็นนักออกแบบอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของน้อง ๆ เด็กนักเรียน

และกำลังเป็นยูทูบเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารอีสานเมนูต่าง ๆ อย่างเจาะลึก ถึงขั้นพาไปชมแหล่งผลิตวัตถุดิบในแต่ละจาน

เชิญคุณผู้อ่านกลั้นน้ำลายไว้อย่าให้สอ แล้วไปอ่านเรื่องราวชีวิตที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของอร่อยของ ‘กูรูอาหาร’ แห่งเมืองดอกคูนกันเถอะ

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

คนบ้านไผ่

“บ้านไผ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยครับ คนจากหลาย ๆ อำเภอเข้ามาที่บ้านไผ่ก็เพื่อมาหาซื้อของกิน” เกมให้คำจำกัดความบ้านเกิดของตนเอง

“ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมา 44 กิโลเมตร เป็นจุดความเจริญจุดแรก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น เพราะมีรถไฟจากภาคกลางเชื่อมความเจริญมาถึง สมัยก่อนบ้านไผ่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เมื่อรถไฟผ่านก็เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามา เช่น คนจีน คนโคราช บ้านไผ่จึงค่อย ๆ พัฒนาจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอในที่สุด”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
เมนู Amuse Bouche นี้มีชื่อว่า ‘มาตุ้ม มาโฮม’ แปลว่า การมารวมตัวกัน เกิดจากการนำอาหารของชาวจีน เวียดนาม และโคราช ในบ้านไผ่ มาจัดรวมไว้ในเชี่ยนหมากอีสาน

ความเจริญของอำเภอบ้านไผ่ที่เกมลืมตาดูโลก พิสูจน์ได้จากการมีโรงหนังถึง 3 แห่งในอำเภอเดียว มีห้างสรรพสินค้าซึ่งภายในมีลานสเก็ต และยังมีเหลาหรือภัตตาคารจีนหลายแห่ง

“ร้านอาหารร้านไหนที่คนเขาว่ามันอร่อยและพอจะพาไปได้ ยาย ตา หรือพ่อแม่ก็จะพาเราไปกิน ส่วนใหญ่ก็เป็นเหลาจีน เราได้กินผัดโป๊ยเซียน หอยจ๊อ กระเพาะปลา ไม่ก็ข้าวผัด นอกจากอาหารจีน ก็ยังมีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนจีนมาทำ มีร้านขายเค้กของคนจีนสมัยก่อนที่บีบหน้าเป็นรูปกุหลาบ มีรอยัลไอซิ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจ อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิต คือครั้งแรกที่ได้กินข้าวผัดอเมริกันในร้านที่ขายอาหารแนวฝรั่ง กลับมาแล้วอาเจียนเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวที่เอาไปผัดกับเนย

“อาหารเฉพาะตัวของบ้านไผ่ก็มีเยอะนะครับ มีคำกล่าวว่า “ใครมาบ้านไผ่แล้วไม่กินกุนเชียงก็เหมือนยังไม่มาบ้านไผ่” สมัยเด็ก ๆ เราเรียกมันว่า ‘หมูหวาน’ แล้วพอมาเจอหมูหวานในกรุงเทพฯ ก็งงว่าทำไมมันไม่เหมือนหมูหวานที่บ้านเรา หรืออย่างกวยจั๊บบ้านไผ่ก็จะเป็นกวยจั๊บเส้นใหญ่ ไม่เหมือนของอุบลฯ ที่เป็นเส้นเล็ก เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นคนอุบลฯ ก็เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังเลยว่า กวยจั๊บของจริงมันต้องเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก แล้วยังมีผัดไทยใส่ซอสเย็นตาโฟ ใส่หมู ใส่เต้าเจี้ยว วิธีการปรุงคล้าย ๆ หมี่โคราช เพราะคนขายย้ายมาจากโคราช เราเรียกมันว่าผัดไทยสีชมพู ถ้าเป็นคนภาคกลางคงไม่เรียกสิ่งนี้ว่าผัดไทย (ยิ้ม)”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
ผัดไทยสีชมพูประจำอำเภอบ้านไผ่ พหุลักษณ์ประจำอำเภอ

ครอบ-ครัว

ไม่เพียงเกิดมาในท้องถิ่นที่ลือชาด้านของกินเท่านั้น ครอบครัวของเกมยังให้ความสำคัญกับอาหารและการกินอย่างยิ่งยวด นำโดยญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนประมุขของบ้านอย่างคุณยาย

ยายของเกมเคยเป็นแม่ค้าขายกับข้าว บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่สมาชิกนับสิบชีวิต ความเป็นผู้อาวุโสประจำครอบครัวประกอบกับอาชีพดั้งเดิม ส่งผลให้ยายใส่ใจเรื่องปากท้องของคนในบ้านเป็นพิเศษ

“สมัยก่อนครอบครัวเราจะอยู่รวมกันเป็นบ้านใหญ่ กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดในแต่ละวันคือการทำอาหาร พวกพี่ ๆ ผู้หญิงเขาถูกยายกวดขันให้ต้องเข้าครัว ไปหัดทำกับข้าวตามค่านิยมคนไทยสมัยก่อน ส่วนเราเขาก็ปล่อยให้วิ่งเล่น เราก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นในครัว เพราะเราไม่ได้ถูกกดดันเหมือนพวกพี่สาว ห้องครัวที่บ้านเลยเป็นพื้นที่สนุกของเรา (หัวเราะ)

“ยายเป็นคนจ่ายตลาดวันละหลายรอบ จ่ายตลาดเช้าแล้วยังจ่ายตลาดเย็นด้วย เวลากลับมาทำอาหาร ยายจะตั้งอาหารเป็นสำรับ ภาษาอีสานเรียกว่า ‘พา’ ในพาข้าวที่บ้านจะมีอาหารหลากหลาย เขาต้องทำอาหารเลี้ยงให้เพียงพอกับคนทั้งหมด เราเลยไปช่วยยายหิ้วของที่ตลาดบ้าง เลยทำให้เราได้ใกล้ชิดอาหาร”

เปลี่ยนจากวิ่งเล่นมายืนหน้าเตา

“เราเริ่มทำอาหารครั้งแรกแบบสนุก ๆ ตอนอยู่อนุบาล อาหารหลักที่บ้านเรากินกันคือส้มตำ ความที่บ้านมีคนอยู่เยอะมาก ยายก็จะเตรียมเครื่องไว้เลย ใครอยากกินก็ตำเอาเอง นั่นคือการทดลองทำอาหารครั้งแรก” เกมย้อนระลึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่พลิกบทบาทจาก ‘ผู้กิน’ มาเป็น ‘ผู้ทำ’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนชั้นประถม เมื่อพ่อกับแม่เลือกย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ของยายมาสร้างบ้านของครอบครัวตัวเอง และเลือกปลูกฝังวิชางานบ้านงานเรือนให้ลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน

“แม่เรามีแรงกดดันในตอนเด็ก คือเขาเป็นลูกสาวคนโตและเป็นคนไทยที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน เขาเลยมีความคิดว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าเพศไหน ถ้ากินเป็นก็ต้องทำเป็น ถ้าใช้เสื้อผ้าได้ คุณก็ต้องซักเสื้อผ้าได้”

ด้วยความคิดนั้น ลูกชายอย่างเกมจึงถูกสั่งสอนให้ฝึกทำกับข้าวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ในช่วงแรกแม่ซึ่งเป็นครูก็สอนทำเมนูง่าย ๆ ให้ อย่างไข่ดาว ไข่เจียว หรือ ‘หมูเค็ม’ ตามคำเรียกของคนบ้านไผ่ ซึ่งหมายถึงหมูรวนซีอิ๊วดำ เหยาะน้ำตาลกับซอสหรือน้ำปลาสักเล็กน้อย

แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อชีวิตการทำครัว เมื่อขึ้นชั้น ป.3 เกมเริ่มทำกับข้าวด้วยตัวเองคล่องแล้ว ไม่ว่าของชอบส่วนตัวอย่างขนมจีนน้ำยาลาว อาหารจานหลักในบ้านอย่างผัดผัก หรืออาหารงานบุญที่บ้านยายทำทุกเทศกาลอย่างแกงเห็ด ล้วนผ่านปลายตะหลิวของเกมมาทั้งสิ้น

“แม่มีทักษะการสอนที่ดีเพราะเป็นครู เราก็แทบไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำอาหาร ภายใต้การสอนแม่จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ” เขายกความดีความชอบให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

เลขวัยที่เพิ่มพูนขึ้นยังแปรเปลี่ยนความสนุกไปในทิศทางใหม่ จากห้องครัวที่เคยเป็นพื้นที่สนุกเพราะได้เข้าไปเล่นซน เกมกลับมีความสุขกับพื้นที่นี้เมื่อได้ยืนนิ่ง ๆ ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟ และได้พักผ่อนหย่อนใจด้วยการชมรายการสอนทำอาหารผ่านหน้าจอโทรทัศน์

“จุดที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการกินเลยก็คือตอนเป็นเด็ก เราจะถือปากกากับกระดาษจดสูตรอาหารตามรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แล้วด้วยทักษะการเลกเชอร์ของเด็ก เราก็จดไม่ทัน หรือบางอย่างจดทันแต่มาทำตามแล้วทำไม่ได้ เราก็เลยจะจินตนาการว่าคนที่มาให้สูตรมันหวงสูตร ก็เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสเป็นคนบอกสูตรนะ เราจะบอกสูตรให้หมดเลย ไม่หวงอะไรทั้งสิ้น”

แล้วอีกหลายปีต่อมา ความตั้งใจนั้นก็กลายเป็นจริง

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

เข้ากรุง

พอถึงวัยเข้าเรียนอุดมศึกษา หนุ่มบ้านไผ่อย่างเกมเลือกศึกษาต่อด้านออกแบบนิเทศศิลป์จาก ม.ดังในบ้านเกิดอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเขาได้แอบกระซิบกับเราว่า ในเวลาที่เพื่อน ๆ ง่วนอ่านหนังสือออกแบบศิลปะ เขาชอบจะดอดไปอ่านตำราอาหารมากกว่า

เกมร่ำเรียนการออกแบบจนจบ แล้วเลือกเปิดร้านเหล้าพร้อมกับทำกับแกล้มขายเพื่อสะสมทุนรอน ตอนหลังร้านเหล้าแห่งนั้นได้ปิดตัวลงไป บัณฑิตหนุ่มจากอีสานจึงตบเท้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเขา ซึ่งก็ได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ทว่าชีวิตในสายงานออกแบบกราฟิกของเกมก็มาถึงจุดจบในเวลาอันสั้น เขาทำงานที่นั่นได้ไม่ถึงปี ที่ทำงานก็ปิดตัวลง ในจังหวะชีวิตที่เขารู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแนวอาหาร   

“นิตยสารอาหารตอนนั้นมีอยู่ 3 – 4 เล่ม มี แม่บ้าน, ครัว, Gourmet & Cuisine แล้วก็ Health & Cuisine พอได้อ่านนิตยสารพวกนี้แล้วก็ชอบนะ อย่าง Health & Cuisine เขาจะชอบพูดถึงอาหารบางอย่างที่เป็นอาหารฟิวชัน นำวัตถุดิบที่เป็นต่างชาติมาผสมผสานกับความเป็นไทย มีสอนทำอาหารต่างชาติและอาหารไทยง่าย ๆ เพื่อสุขภาพ เรารู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึง แต่อยากรู้จักมันให้มากขึ้น”

ช่วงนั้น Health & Cuisine ยังไม่เปิดรับคนใหม่ แต่สำนักพิมพ์อมรินทร์ผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนั้นได้เปิดตัวนิตยสารแนวแม่และเด็กชื่อ Real Parenting และกำลังเปิดรับสมัครกองบรรณาธิการอยู่พอดี

“รีบไปสมัครที่นั่นเลย ถึงไม่ได้อยากทำงานกับนิตยสารนี้ แต่ก็อยากเข้าไปก่อนเพื่อที่จะหาช่องทางย้ายไปสังกัด Health & Cuisine ที่อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ท่านก็ชมว่าพูดเก่งดีนะ แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่เห็นเกี่ยวกับแม่และเด็กเลยนี่ เลยถามเราว่ามีเล่มไหนอยากทำเป็นพิเศษมั้ย พอรู้ว่า Health & Cuisine เขาก็ว่างานยังไม่ว่าง ให้ไปอยู่นิตยสาร สุดสัปดาห์ พร้อมกับโอกาสทดลองงาน 1 เดือน”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

บรรณาธิการนิตยสาร

ช่วง 1 เดือนที่ทำงานอยู่กับนิตยสาร สุดสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เกมเครียดมาก เพราะ…

“วิถีชีวิตเราไม่ใช่คนสุดสัปดาห์ ที่พอเลิกงานเขาจะต้องไปอัปเดตเทรนด์ ไปสยาม ดูหนัง ฟังเพลง เราไม่ใช่ เราอยากเลิกงานแล้วกลับบ้านทำขนม กินอาหาร เพราะนั่นคือตัวเรา”

แต่ด้วยความตั้งใจที่เกมแสดงออกมาให้ทุกคนเห็น ประจวบเหมาะกับมีคนลาออกจากนิตยสารในดวงใจพอดี เกมจึงได้รับโอกาสทองที่เขาตั้งตาคอยมาตลอด คือการได้ร่วมงานกับนิตยสาร Health & Cuisine

“ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่มันเป็นงานในฝันของเรา” เกมยิ้มบอกด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สมัยก่อนเราจะพกช้อนส้อมทองเหลือง ตอนทำงานกราฟิกอยู่โรงงานก็จะไม่กินอาหารจากช้อนส้อมโรงงานเลย เพราะใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักชิม ก็เลยจะกินด้วยช้อนส้อมนี้ ตอนจะสัมภาษณ์เข้า Health & Cuisine เราก็เอาช้อนส้อมทองเหลืองไปโชว์ว่าเรามีช้อนทองเหลืองส่วนตัว เราชอบทำและชอบชิมอาหารมาก”

ทำงานอยู่ที่นี่ได้สักระยะ บรรณาธิการที่สัมภาษณ์เกมเมื่อตอนรับเข้าทำงานก็จำได้ว่าเขามีช้อนส้อมนักชิมอยู่ติดตัว เมื่อมีการเปิดคอลัมน์ชิมอาหารแนวใหม่ เขาจึงได้รับเลือกให้ดูแลบทความส่วนนี้

“ที่จริงตอนนั้นมีคอลัมน์ชิมที่เป็นคอลัมน์ใหญ่อยู่แล้ว เป็นแนวชิมอาหารแล้วประเมินว่าร้านนี้ได้หรือไม่ได้ ทำงานเหมือนมิชลินสตาร์ แต่เขาเปิดคอลัมน์เล็กให้เรา เป็นเนื้อหาประเภท 10 ร้านผัดไทยเจ้าดังที่ไม่ควรพลาด แล้วต้องมีข้อมูลประกอบว่าผัดไทยคืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน ก็ต้องไปหาข้อมูล มันทำให้เราได้ศึกษาองค์ความรู้ของอาหารนั้น ๆ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็เลยเป็นทักษะที่ติดตัวมา”

นักออกแบบอาหาร

เกมทำงานอยู่ที่ Health & Cuisine ได้ 2 ปีเศษ ๆ นิตยสารแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตัวเขาย้ายไปอยู่แผนกเอเจนซี่ทำหนังสือในเครืออมรินทร์ได้ครึ่งปี อมรินทร์ก็ทำธุรกิจเสริมเป็นรายการโทรทัศน์ของ Health & Cuisine และตัวเขาได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้ลองคิดสูตรมานำเสนอผ่านรายการ

“ยุคสมัยนั้นยังไม่มีช่องอมรินทร์ทีวีอย่างทุกวันนี้ มีแต่ช่อง 3, 5, 7, 9 ซึ่งบังเอิญว่ารายการของ Health & Cuisine ได้รับแอร์ไทม์ (เวลาออกอากาศ)

“ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะออกมาแล้ว แต่เราก็ยังเป็นคนของ Health & Cuisine โดยสายเลือด เขาก็เลยชวนเราไปทำงานว่าเป็นฟู้ดสไตลิสต์มั้ย เขียนสคริปต์ เป็นครีเอทีฟมั้ย เราก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงการทีวีที่เกี่ยวกับอาหาร แต่ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องคิดสูตรอาหารเองเพื่อที่จะนำมาถ่ายทำลงรายการ เราต้องเป็นคนเขียนสคริปต์เอง และต้องดีลร้านต่าง ๆ ตอนนั้นลูกค้าเป็นซอส Kikkoman เราต้องกินอาหารญี่ปุ่นแทบทั่วสุขุมวิท เป็นกำไรที่เราได้จากงานนี้”

บทบาทการเป็นนักออกแบบสูตรอาหารของเกมจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
อาหารจานหลัก ‘คันได้กินซี้นต่อน อย่าลืมแจ่วแพรวผัก’ อ่อมซี้นหมูสามชั้น ใส่บักบวบ (บวบ) และบักอึ (ฟักทอง) ทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง 
‘กะแล่มบักม่วงสุก กับ ขนมไข่เหี้ยเพียพระยา’ ขนมหวานที่ทำจากขนมไข่เหี้ย กะแล่ม (ไอศกรีม) ซอสมะม่วงแก้วขมิ้นดิบผสมไวน์ขาว ถั่วเขียวเลาะเปือกคั่วสุก วัตถุดิบเหล่านี้สะท้อนความเป็นอีสานและอำเภอบ้านไผ่ได้เป็นอย่างดี
สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
‘ยิ้ม เป้ย เป้ย’ เป็นภาษาอีสานแปลว่า ‘ยิ้มหวาน’ เกมตั้งชื่อเมนูนี้ให้กับมาการิตาสีชมพู ผสมจากน้ำคั้นลูกหม่อนสุก โซดา วอดก้า และน้ำมะนาวอินทรีย์ผสมใบกัญชาหางกระรอกภูพาน ตรา Happy Lemon จากวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน ขอบแก้วเคลือบด้วยเกลือบ่อกฐิน จากแหล่งทำเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ้านไผ่

คลิปสอนทำอาหาร

เกมทำงานโทรทัศน์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี บรรณาธิการนิตยสารแผนกอาหารคนเดิมก็โบกมือลาต้นสังกัดไปอยู่ที่อื่น เกมจึงได้กลับมาทำงานนิตยสารใหม่ในฐานะบรรณาธิการอาหาร

เขากล่าวถึงช่วงเวลานั้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่าทั้งสนุกทั้งเหนื่อย เพราะต้องอ่านต้นฉบับของลูกน้องที่ออฟฟิศ ตรวจสอบคุณภาพ พิสูจน์อักษร ควบคู่กับทำคอลัมน์ของตนเองไปด้วย

“สิ่งหนึ่งที่แม็กกาซีนเล่มนี้มี แล้วเล่มอื่นอาจจะไม่มี คือสูตรอาหารทุกสูตรไม่ว่าจะมาจากคิดค้นขึ้นเอง หรือมาจากคนอื่น ต้องผ่านการทดลองทั้งหมด

“เวลาใครรู้ว่าเราทำงานอยู่นิตยสาร เขาก็เลยจะคาดหวังว่าเราต้องทำอาหารเป็นและทำได้ดีทุกอย่าง คำถามที่คนรู้จักมาถามเราก็เช่นว่า ผัดหมี่กระเฉดยังไงไม่ให้เส้นขาด? เจียวไข่ยังไงไม่ให้ไข่เจียวยุบ? ผัดวุ้นเส้นยังไงไม่ให้เส้นมันกอดกัน? เราเลยคิดว่านี่คือปัญหาของคนทำอาหาร ในคลิปวิดีโอสอนทำอาหารสมัยนั้นก็มีแต่สอนว่าทำยังไง ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ พอได้สมมติฐานปุ๊บ เราก็เลยลองทำคลิปเลย”

นั่นคือที่มาของคลิปสอนทำอาหารชื่อ ‘เคล็ดไม่ลับแค่คุณไม่รู้’ ที่ตัวเขาและเหล่าทีมงานช่วยกันถ่ายทำและตัดต่อด้วยกล้องมือถือทั้งหมด

“คลิปแรกของพวกเราเป็นเรื่องแกงเขียวหวาน ทำแกงเขียวหวานยังไงให้มะเขือยังเขียว ปล่อยออกไปครั้งแรกมีคนมาดู 35,000 คน ช็อกมาก เพราะคิดว่าคนดูแค่ 200 คนก็ดีมากแล้วนะ

“พอคลิปที่ 2 เจียวไข่ยังไงให้ไข่เจียวยังไม่ยุบ คลิปนั้นภายในข้ามคืนก็มีคนมาดูเป็นแสน ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ขยับขึ้นเป็น 3 แสน 5 แสน เรารู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่ใช่ กลายเป็นว่าทำคลิปออกมา ยอดจะเป็นแสน บ้างก็ 8 หมื่น บางทีก็สะสมกันไปถึงเป็นล้าน”

อย่างไรก็ดี ความสุขในการทำคลิปสอนทำอาหารที่เล่าถึงวิธีแก้ปัญหาที่คนครัวทุกคนต้องเจอก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนิตยสารอันเป็นที่รักยิ่งของเกมต้องปิดตัวลง

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

กลับบ้านไผ่

“ที่จริงเราเป็นคนที่ออฟฟิศไม่ยอมให้ออก อยากให้ไปต่อในฝ่ายออนไลน์ แม้ว่านิตยสารจะเลิกผลิตไปแล้ว แต่เพราะนิตยสารเป็นสิ่งที่ตัวเรารักมาก พอมันไม่อยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็เลยไปไหว้งาม ๆ ขอออกจากงานมาพร้อมกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเกมเหมือนคนปลงตกได้ เมื่อเขาเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบ้านไผ่

15 ปีในกรุงเทพฯ สอนหลักสูตรชีวิตให้กับเกมมากมายไม่แพ้สูตรอาหารที่เขาค้นคิดในช่วงนั้น ทันทีที่ออกจากงานนิตยสาร เกมมุ่งมั่นอยากหันมาฝึกงานเกษตรเพื่อให้เข้าถึงต้นรากของสายพานอาหาร

“เราได้ไปยืนอยู่ในหลายจุดของอาหารแล้ว แต่ยังไม่เคยไปถึงต้นน้ำของอาหารเลย” ความคิดนี้ดลใจให้กูรูอาหารชาวอำเภอบ้านไผ่ไปหัดเรียนทำนาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรตินานถึง 6 เดือน เพาะผัก ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาบนผืนนา 1 ไร่ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ ก่อนจะลงเอยด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวรอบตัวบ้าน เพื่อความคล่องตัวและประหยัดต้นทุนทางการผลิต

“ภาษาอีสานเรียกว่า ‘บืน’ ให้นึกถึงปลาที่พยายามกระเสือกกระสนตัวมันเองขึ้นมาบนพื้น” เขาอุปมาตัวเองด้วยศัพท์ภาษาที่ราบสูง “ตัวเราก็ต้องบืนเหมือนกัน พยายามที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เราเลือกมาอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”  

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่อดีตบรรณาธิการอาหารได้หวนคืนถิ่น แม้จะเคยต้อง ‘บืน’ ตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่วันนี้เขากลับได้พบความสุขใหม่ในถิ่นเก่า เริ่มจากการทำอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่เพาะปลูกรอบรั้วบ้านตัวเองไว้ส่งขายเลี้ยงชีพ

เขายังคงรับเขียนบทความอาหารหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการกลับบ้านคราวนี้ช่วยให้เขาได้ทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นขอนแก่นในตัวเอง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม จนเป็นผู้รู้เรื่องขอนแก่นที่คนทั่วไปให้การยอมรับ และเคยได้เขียนเล่าข้อมูลความเป็นมาของจังหวัดในห้องขอนแก่น 500 ปี ในพิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์มาแล้ว

ความรู้ด้านการออกแบบของเขายังได้รับการนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่จังหวัดขอนแก่น อาทิ การที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้จัดการโครงการ Lunch and Learn Project ซึ่ง TCDC ขอนแก่น จัดขึ้นเพื่อออกแบบอาหารกลางวันที่ทั้งถูกปากและถูกหลักโภชนาการ แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

และเขายังเริ่มต้นใหม่กับการทำคลิปสอนทำอาหารในยูทูบ ในช่อง SRI Cooking Channel ซึ่งไม่เพียงทำคอนเทนต์สอนเคล็ดลับวิธีการปรุง หากยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ และพาชมของดีในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน มากสีสัน เปี่ยมแปล้ด้วยสาระ

“ความเป็นอีสานถูกเผยแพร่เยอะขึ้นก็จริง แต่ว่ามันยังไม่พอ ดังนั้นนอกจากเรามีความรู้ความสามารถแล้ว เรายังมีพื้นที่สื่อ ก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราในการบอกเล่าเรื่องราวของอีสานออกไป” ชายหนุ่มที่พวกเราตั้งสมญาแก่เขาว่า ‘กูรูอาหารแห่งบ้านไผ่’ เปิดเผยเป้าหมายในการทำสื่อวิดีโอของเขา

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือให้กำลังใจผู้ประกอบการ เพราะเวลาเราไปกินก็ชอบพูดคุย ด้วยสันดานคนเป็นสื่อก็ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุย แล้วพอเราเริ่มสนิทก็จะได้รู้ข้อมูลเบื้องลึก โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวในอีสาน คนทำธุรกิจ ต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น กับดักความยากจน ก็จะให้กำลังใจเสมอ ด้วยความที่เรามีทักษะทางอาหาร บางอย่างที่เราแนะนำกับเขาได้ว่าทำแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้น เราก็จะให้คำแนะนำเขาเลย

“เรามองว่ามันจะทำให้คนที่ทำอาหารอีสานเองก็อยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาตัวชิ้นงานของเขาให้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จักอาหารอีสาน เราก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราทำให้เขารู้จักนี่แหละครับ”

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

อดีตนิสิตอักษรผู้ชอบอ่านและชอบเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load