หากวันนี้คุณอยากเดินทางออกไปจากเมืองที่อาศัยอยู่ เพื่อไปปะทะกับแดดจ้า ลมโชย ไอดิน และกลิ่นของแม่น้ำ ขอแสดงความเสียใจ สถานการณ์ในโลกตอนนี้คงไม่อนุญาตให้เราได้ออกจากบ้านได้ง่ายดายเท่าไรนัก

แต่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ 

เราจะพาคุณออกเดินทางผ่านตัวอักษรแทน ซึ่งไกด์นำทางของเราในวันนี้คือ งบ-ธัชรวี หาริกุล เจ้าของแบรนด์ Thailand Outdoor และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Thailandoutdoor.com ตำนานของวงการ ‘กิจกรรมกลางแจ้ง’ เมืองไทย ที่ทุกวันนี้กลายมาเป็นชุมชนของผู้คนที่มีไลฟ์สไตล์ชีวิตกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

เนื้อหาของทริปในวันนี้ไม่ไกลไปกว่าเส้นทางชีวิตของตัวงบเอง แต่ระหว่างทางเหล่านั้น ผู้อ่านจะได้พบกับธรรมชาติมากล้น ทั้งหุบเขาเขียวชอุ่ม น้ำตกลึกลับกลางชุมชนกะเหรี่ยง พระจันทร์ริมหาดทรายที่แวดล้อมด้วยดาวนับแสน ฯลฯ เพราะชีวิตของงบคือชีวิตของผู้ชายกลางแจ้งอย่างแท้จริง มันจึงเต็มไปด้วยฉากของธรรมชาติที่น่าตื่นตะลึง 

กว่า 20 ปีที่ผ่านมา เขาออกจากบ้านเพื่อไปตั้งแคมป์ เดินป่า พายเรือมาแล้วหลายร้อยทริป ซึ่งเหตุผลที่ชวนให้เขาออกไปนั้น มีไม่มากไปกว่าการได้ไปใช้ลมหายใจอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

ช่วงหนึ่งของบทสนทนา เขาเล่าถึงช่วงเวลาแสนวิเศษที่ธรรมชาติมอบให้กับเขาว่า

“ตอนนั้นผมต้องลุกขึ้นมา เอากระดาษกับปากกามาเขียนบันทึกความรู้สึกนั้นไว้ นอนไม่ได้เพราะไม่อยากจะพลาดโอกาสที่จะสัมผัสโมเมนต์นั้น”

หากอยากรู้ว่าช่วงเวลานั้นคืออะไร ผู้อ่านคงต้องลองออกเดินตามเขาไป รับรองกว่าหลังจากจบทริปนี้ คุณจะได้รู้จักกับผืนป่าที่เขาเคยเดิน สายน้ำที่เขาเคยล่อง รวมไปถึงความสวยงามของธรรมชาติที่เขาหลงใหลมากขึ้น

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

เริ่มต้นชีวิตที่กลางแจ้ง

ถ้าให้นิยามคำว่าชีวิตกลางแจ้ง คุณจะนิยามว่ามันเป็นไลฟ์สไตล์แบบไหน

ผมคิดว่านิยามของมันอาจเป็นการเอาตัวเองออกไปพักจากความเป็นเมืองที่มันห่อหุ้มตัวเราอยู่ ออกไปอยู่กับธรรมชาติ ให้เราได้พักจากสิ่งวุ่นวายรอบตัว ไปรู้จักคำว่า ‘ชีวิตจริง’ ออกไปเดินป่า พายเรือ ดำน้ำ ทุกอย่างที่เป็นการออกไปสู่ธรรมชาติ ถึงแม้ชั่วคราวก็ตาม เพราะสุดท้ายเราต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ยังต้องดิ้นรนเลี้ยงชีพอยู่ดี แต่การได้เอาความคิดออกไปจากสังคมเมืองบ้าง พักผ่อนจากเรื่องเหล่านี้บ้าง ผมว่านั่นแหละคือชีวิตกลางแจ้งจริง ๆ

ชีวิตกลางแจ้งของคุณเริ่มต้นจากตรงไหน

มันมาจากแรงบันดาลใจหลาย ๆ อย่างร่วมกัน ส่วนหนึ่งคือพ่อของเราเขาชอบเที่ยวป่า สมัยก่อนผมเกิด พ่อจะพาพี่สาว พี่ชาย ขับรถจี๊ปไปเที่ยวกัน แต่พอเราโตมาสักแปดถึงสิบขวบ เขาก็เริ่มพาเราเที่ยวด้วย ซึ่งทำให้เราเริ่มชอบมาตั้งแต่นั้น

นอกจากนี้ก็ยังมีแรงบันดาลใจจากการอ่านนิยายด้วย คือเรื่อง เพชรพระอุมา กับ ล่องไพร ล่องไพร เป็นนิยายที่เก่ามาก น่าจะเป็นนิยายที่เกี่ยวกับป่าฉบับแรกของประเทศไทย ซึ่งเราก็เอาชื่อตัวละครจากนิยายเรื่องนี้มาเป็นนามปากกาที่ใช้เขียน คือ ‘ตาเกิ้น’ ก็เป็นพรานกะเหรี่ยงแก่ ๆ ในนิยาย ล่องไพร

อย่างตอนทำเว็บไซต์เราก็เขียนเกี่ยวกับเรื่องปืนทุกกระบอกใน เพชรพระอุมา เพราะเราเป็นคนชอบปืน แล้วก็อ่าน เพชรพระอุมา หลายรอบ ยุคนั้นเป็นยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต คนที่อ่าน เพชรพระอุมา ไม่เคยเห็นภาพว่าปืนแต่ละชนิดหน้าตาเป็นยังไง เราก็เขียนออกมาหมดเลยว่าปืนที่อยู่ในนิยายเรื่องนี้มีอะไรบ้าง หน้าตาเป็นยังไง ปรากฏว่าครูพนมเทียนแกเห็นเลยให้คนมาตามว่าคนนี้เป็นใคร อยากคุยด้วย ก็เลยมีโอกาสได้พบท่านตั้งแต่ยี่สิบปีที่แล้ว แกก็เอ็นดูเราเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน เพราะผมอายุเท่าๆ กับลูกของแก จากนั้นก็มีโอกาสได้ไปหาแกทุกปีๆ 

นิยายสองเรื่องนี้คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ทนแดด ทนฝน

ทริปที่ทำให้คุณหลงใหลชีวิตเอาต์ดอร์จริงๆ คือทริปไหน

เป็นทริปที่เราได้ลุยเดี่ยวเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณสามสิบกว่า ตอนนั้นบังเอิญมีคนรู้จักเป็นนักเขียนอยู่ที่อนุสาร อ.ส.ท. วันหนึ่งเขาพูดกับผมว่า “พี่ ผมรู้ว่าพี่ชอบแม่น้ำ เพราะเวลาถ่ายรูปก็จะมีแต่แม่น้ำ แล้วก็เขียนถึงแม่น้ำ ผมอยากให้พี่ไปเที่ยวแม่น้ำสายหนึ่งชื่อแม่เงา ที่ชื่อแม่เงาเพราะว่ามันใสเหมือนกระจกและมันสวยมาก” เราก็เลยชวนเพื่อนคนหนึ่งไปด้วยกันกับเรา

พอไปถึงก็ได้เจอกับหัวหน้าอุทยานฯ เขาเล่าว่าแถวนี้ชาวกะเหรี่ยงลือกันว่าในพื้นที่นี้มีน้ำตก แต่คนเมืองยังไม่เคยมีใครไปเห็น ผมตื่นเต้นมาก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอินเดียน่าโจนส์กำลังจะไปสำรวจน้ำตก เหมือนคนในยุคก่อนอย่าง พี่ดวงดาว สุวรรณรังษี ที่ไปเจอน้ำตกทีลอซูแล้วถ่ายรูปออกมา แต่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่ามันไกล ต้องนั่งเรือเข้าไปแล้วเดินขึ้นเขาที่ชันมากๆ อีกสองวัน

ผมเลยกลับมาทำการบ้านใหม่ และพบว่าถ้าเริ่มต้นเดินทางจากฝั่งอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ จะใช้เวลาเดินไม่ถึงหนึ่งวัน แล้วก็ไม่ต้องขึ้นเขาด้วย ตอนนั้นเราอยู่ป่ากันมาเจ็ดวันแล้ว ผมเลยต้องโทรไปลางานเพิ่ม ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยกันวันลาหมดเลยต้องกลับกรุงเทพฯ เหลือผมคนเดียว สุดท้ายก็เลยได้ไปกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้อีกสามคน เราเดินหลงป่ากันอยู่หนึ่งวันกว่าจะไปเจอน้ำตก ซึ่งมันมีชื่อที่ชาวกะเหรี่ยงตั้งไว้ว่า ‘โอโละโกร’ เป็นน้ำตกที่ใหญ่มาก สูงเป็นร้อยเมตร หลังจากนั้นเราก็หลงป่าอีกสองวันกว่าจะกลับออกมาได้ ผมเลยผูกพันกับที่นั่นมาก สนิทกับทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้และชาวบ้าน

คุณฝึกทักษะในการเดินป่าและใช้ชีวิตในธรรมชาติจากที่ไหน

หลักๆ ก็คงเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานและชาวบ้านนี่แหละที่เป็นคนให้ความรู้เรา นอกจากนี้ในนิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง ก็บอกเล่าเรื่องเหล่านี้ทุกเรื่อง ทั้งการใช้แผนที่นำทาง การใช้เข็มทิศ แม้กระทั่งวิธีผูกเบ็ดตกปลา ผมเริ่มอ่านชีวิตกลางแจ้งตั้งแต่อายุสิบสี่ปี และซื้ออ่านทุกเดือนนับตั้งแต่ฉบับแรกใน พ.ศ. 2524 ต้องเล่าว่านิตยสารเล่มนี้มีทุกมิติของคนที่ชอบชีวิตกลางแจ้ง ตั้งแต่การเดินป่า ตกปลา ดูนก พายเรือ ยิงธนู ยิงปืน ทุกอย่างรวมอยู่ในเล่มเดียวกันหมด เราที่เป็นคนเมือง อาศัยอยู่ในเมือง พอได้อ่านนิตยสารเล่มนี้ก็ทำให้เราได้รู้ว่าโลกข้างนอกมันมีสิ่งต่าง ๆ ให้เราทำอีกมาก มีคนไปตกปลาตัวใหญ่ ๆ ที่สิมิลัน หรือว่าเดินป่า ขึ้นดอยที่เราไม่เคยได้ยินชื่อ คือมันให้จินตนาการกับเรา 

นอกจากนี้เราก็ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง อย่างตอนที่ผมไปเที่ยวทุ่งใหญ่นเรศวรกับชาวกะเหรี่ยง เขามีข้าวสารที่ห่อไปในผ้าขาวม้า มีดหนึ่งเล่ม เกลือ แล้วก็พริก นอกนั้นก็ไปหาเอาระหว่างทาง จับปลาบ้าง เก็บผัก เก็บเห็ด แล้วก็ก่อไฟ แม้แต่หม้อยังไม่ได้เอาไปเลย ทุกอย่างใช้ไม้ไผ่หมด พอเราซึ่งเป็นคนเมืองไปเห็น ได้คุยกับเขา ไปเที่ยวที่บ้านเขา เราก็ได้เรียนรู้วิธีอยู่กับธรรมชาติจากเขา

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย
ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

Thailand Outdoor ชุมชนที่มีจุดเริ่มต้นจากสนามยิงธนู

Thailandoutdoor.com มีที่มาที่ไปอย่างไร

มันเริ่มจากการที่นิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง ปิดตัวลงใน พ.ศ. 2534 ตอนนั้นด้วยความที่เราชอบมันมาก เราก็มานั่งคุยกับเพื่อนว่าอยากให้มีนิตยสารแบบนี้อีก พอดีกับตอนนั้นอินเทอร์เน็ตเพิ่งมาถึงเมืองไทยใหม่ๆ เลย ก็เลยเกิดไอเดียทำนิตยสารออนไลน์กันขึ้นมา ตอนแรกที่เปิดเราใช้ชื่อ Thailand Outdoor Net Zeen แต่ตอนหลังก็ไปจดโดเมนเป็นชื่อ thailandoutdoor.com ซึ่งในเว็บไซต์ก็จะมีบทความต่างๆ คล้ายกับนิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง เช่น มีบทความบันทึกการท่องเที่ยวและบทความแนะนำอุปกรณ์กลางแจ้งต่างๆ

จากนั้นเว็บไซต์ก็เติบโตขึ้นและกลายเป็นแหล่งรวมของคนคอเดียวกันจากทั่วประเทศ ซึ่งจริงๆ ในวันที่เปิดมันก็มีเว็บบอร์ดที่พูดเกี่ยวกับเรื่องท่องเที่ยวเดินป่าอยู่หลายที่นะ แต่ที่เนื้อหาเกี่ยวข้องกับชีวิตกลางแจ้งจริงๆ มีที่นี่ที่เดียว ซึ่งมีทั้งเรื่องปืน ตกปลา เรื่องมีด และสารพัดสิ่ง จนชุมชนของเว็บค่อยๆ เกิดขึ้นบนออนไลน์ แต่ก็ยังไม่ได้มาพบปะพูดคุยกันในชีวิตจริง

แล้วจุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้เกิดคนในเว็บได้มาพบปะกัน

มันเริ่มมาจากชมรมยิงธนูที่เราชักชวนคนในเว็บบอร์ดนี่แหละมาเล่นด้วยกัน ต้องเล่าว่าสมัยก่อนผมเป็นนักกีฬายิงปืน มีวันหนึ่งเพื่อนชวนไปยิงธนูกัน ผมก็ไปยิงกันแล้วถ่ายรูปมาลงเว็บบอร์ด โอ้โห เว็บบอร์ดแทบแตกเลย เพราะว่าทุกคนอยากเล่นบ้าง เลยมีการนัดมาเล่นด้วยกันแถวหัวหมาก ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้คนเจอในเว็บบอร์ดได้มารวมตัวและเจอหน้ากัน จนเกิดเป็นชมรมยิงธนูขึ้นมา 

ตอนนั้นคุณยังไม่ได้มีสนามธนูเป็นของตัวเอง

ใช่ คือตอนนั้นเรายิงธนูที่สนามแห่งหนึ่ง แต่มันก็ไม่สะดวก เพราะว่าเขาเปิดให้ยิงแค่วันอาทิตย์ตอนบ่าย พอตอนกลางคืนก็ไม่มีไฟอีก แถมคันธนูก็ไม่มีให้เลือกเพราะหาซื้อลำบาก ผมเลยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่ทำเว็บไซต์มาด้วยกันตั้งแต่วันแรกว่า ถ้ามันหายากนัก เราอยากได้ คนอื่นก็อยากได้ งั้นเราเปิดร้านขายธนูเลยแล้วกัน

จุดเริ่มต้นเลยตอนนั้นร้านเรามีม็อตโต้ที่บอกว่า ‘เราจะส่งเสริมความสุขของการยิงธนูให้ทั่วถึง’ คือเราต้องการทำให้การยิงธนูเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย เพราะตัวผมเองยิงธนูแล้วมีความสุขมาก ทำงานกลับมาเหนื่อยๆ ทุกวันตอนเย็นก็จะกลับมายิงธนู เพราะว่ามันสนุก สงบ ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง แล้วก็ได้ออกกำลังกายด้วย

คนในชมรมก็มักมาเจอกันตอนเย็นๆ นั่งคุยกันไป ใครอยากยิงธนูก็ไปยิง เพราะว่าธนูมันเสียงไม่ดัง ยิงกันไปคุยกันไปได้ สนามธนูของเราเลยเหมือนที่นั่งเล่นเอาไว้คุยกัน จนตอนหลังๆ คนที่ชอบใช้ชีวิตกลางแจ้งทั้งหลายก็หลั่งไหลมาที่ร้านธนูนี้ คุยกันไปคุยกันมาสักพักก็เริ่มคุยกันว่าผมชอบปืน ส่วนอีกคนชอบมีด บางทีก็คุยกันว่าผมชอบเดินป่า ปรากฏว่ามีหลายคนที่ชอบเดินป่าเหมือน ก็เลยเกิดกลุ่มเดินป่ารวมตัวกันขึ้นมา

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

จากสนามยิงธนู สู่ธุรกิจขายอุปกรณ์เอาต์ดอร์

หลังจากสนามยิงธนู มันมาสู่ร้านขายอุปกรณ์เอาต์ดอร์ได้อย่างไร

ต้องย้อนไปว่าสมัยก่อนผมทำงานอยู่ที่บริษัท IBM ซึ่งจะถูกส่งไปทำงานที่ต่างประเทศหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งถูกส่งไปที่แคนาดาหลายเดือน เราไม่ได้เตรียมอุปกรณ์อะไรจากบ้านไปเลย ปรากฏว่าพอไปถึงที่นู่นคนเขาเดินป่า พายเรือกันเต็มเลย เพราะเป็นช่วงซัมเมอร์ เราเลยต้องไปซื้ออุปกรณ์ใหม่ทั้งหมดเพื่อออกไปเที่ยว ไปเดินป่า พายเรือที่แคนาดาอยู่พักหนึ่ง 

พอกลับมาไทยก็ได้ไปเดินป่ากับเพื่อน เราแบกอุปกรณ์จากแคนาดามาก็เลยมีอุปกรณ์ครบเซ็ตมาก ทุกคนถามว่าเราไปเอามาจากไหน อยากได้บ้าง เพราะในยุคนั้น ส่วนใหญ่เขาจะใช้เป็นอุปกรณ์ของทหารหมดเลย เป้ก็ทหาร เต็นท์ก็เป็นเต็นท์ทหาร พูดง่ายๆ คือไม่มีร้านอุปกรณ์สำหรับแคมปิ้งจริง ๆ 

ในสมัยก่อน หากอยากได้อุปกรณ์แคมป์ปิ้งจะต้องไปซื้อที่ไหน

ต้องไปจตุจักร ซึ่งก็มีทั้งของมือหนึ่งและมือสอง ส่วนในห้างก็จะมีเต็นท์ของแบรนด์ไทยขาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเต็นท์สำหรับสามถึงสี่คน ไม่ค่อยมีเต็นท์เบาๆ สำหรับเอาไปเดินป่า

ทีนี้พอเพื่อนเดินป่าด้วยกันบอกว่าอยากได้อุปกรณ์แบบเราบ้าง มันก็เข้าอีหรอบเดิมเหมือนตอนธนูเลย เราก็ต้องฝากเพื่อนซื้อหรือหิ้วกลับมาให้โดยไม่ได้บวกกำไรอะไร จนสักพักหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เพราะคนชักจะสั่งกันเยอะ เลยมีวันหนึ่งที่นั่งคุยกัน ถ้าพวกคุณอยากได้กันขนาดนี้ ผมขนให้ไม่ไหวแล้ว เปิดร้านเลยแล้วกัน

ง่ายๆ แบบนั้น

ใช่ ยังจำวันที่ตัดสินใจทำได้เลย ตอนนั้นนั่งคุยกับเพื่อนอยู่ในป่าที่แม่ฮ่องสอน แล้วก็ตัดสินใจทำกันเลย มีหุ้นส่วนเริ่มแรกอยู่เจ็ดคน ซึ่งต้องบอกว่าโชคดีมากที่ได้คนเหล่านี้มาเป็นหุ้นส่วน เพราะเป็นเพื่อนที่ยิงธนูด้วยกัน นิสัยดีทุกคน บ้าทุกคน มีคนหนึ่งที่เป็นเจ้าพ่อเอาต์ดอร์จริงๆ ชื่อไอ้ป๊อป มันเคยทำงานอยู่ที่บริษัทฝรั่งชื่อว่า Outward Bound ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำออแกไนซ์ กิจกรรมกลางแจ้ง เพราะฉะนั้น มันรู้จักอุปกรณ์ทุกอย่าง เลยยกให้เป็นผู้ดูแลและจัดการร้านคนแรก

หน้าร้านแห่งแรกของ Thailand Outdoor คือมุมเล็กๆ ขนาด 3 x 4 เมตรของสนามธนูนี่แหละ โดยม็อตโต้แต่เดิมของร้านเราคือ ‘ผู้สนับสนุนการนอนกลางดิน กินกลางทรายอย่างเป็นทางการ’ คือเราเน้นว่าต้องไปเที่ยวแบบไม่ลำบาก ไม่ต้องไปทรมาน เปียกฝน ก่อกองไฟ เราต้องการสนับสนุนให้ทุกคนมีอุปกรณ์กลางแจ้งที่ดี ไปแบบสะดวกสบาย ‘เป็นทางการ’

ทำไมคุณถึงกล้าตัดสินใจทำธุรกิจของตัวเอง ขณะที่ยังทำงานประจำอยู่

ช่วงนั้นมันมีจุดเปลี่ยนหลายอย่าง ตอนแรกที่เปิดร้าน Thailand Outdoor คือประมาณ พ.ศ. 2552 บังเอิญปีนั้นคุณพ่อของผมป่วยหนัก เราก็ดูแล้วว่าพ่อคงอยู่ได้ไม่นาน เลยไปคุยกับเจ้านายที่ IBM ซึ่งเป็นบริษัทที่เราทำงานมาสิบเก้าปีว่า ผมขอ Leave Without Pay เพื่อไปใช้เวลากับพ่อ ความตั้งใจตอนนั้นไม่ได้ต้องการจะหยุดเพื่อมาดูร้าน แต่พอเราหยุดเพื่อมาดูพ่อ พอดีว่ามันมีเวลาว่าง เราก็เลยมาดูแลร้านธนูและร้าน Thailand Outdoor ไปด้วย

พอครบกำหนดต้องกลับไปทำงาน คุณพ่อก็เสียชีวิตจริงๆ ตอนนั้นจำได้ว่าลาไปเก้าเดือน ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงธันวาคม พอกลับไปเจ้านายก็บอกว่ารออยู่นะ มีตำแหน่งรอไว้ให้เลย ผมก็คิดหนักมากว่าจะกลับไปทำดีไหม เพราะร้านมันเพิ่งเปิด กำลังอยู่ในช่วงตั้งไข่ แต่ขณะเดียวกันเราก็เสียดายเงินเดือน

ผมลองคำนวณดู ถ้าทำงานที่ร้าน เราจะได้เงินประมาณห้าเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน เพราะว่ามันเพิ่งเริ่ม ยังทำรายได้ไม่มาก เราคิดแล้วคิดอีก จนถึงวันต้องกลับไปที่ IBM ก็ยังคิดไม่ตก แต่พอเราเปิดประตูเข้าไปในบริษัทแล้วเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เราอีกแล้ว เหมือนกับคำพูดหนึ่งที่บอกว่า 

“ถ้าหัวใจคุณรู้จักอิสรภาพแล้ว คุณจะจับมันกลับไปใส่กล่องเหมือนเดิมไม่ได้” เทียบได้กับการทำธุรกิจส่วนตัวมา มันมีอิสระในการทำสิ่งที่เราอยากจะทำ มีความสุขที่ได้เจอผู้คนที่เดินเข้ามาแล้วเขาชอบการใช้ชีวิตกลางแจ้งเหมือนกัน มาคุยกันว่าอยากไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ ไปเที่ยวด้วยกัน เราไม่สามารถกลับไปทำงานรูทีนเหมือนเดิมได้ สุดท้ายก็เลยเลือกที่จะเดินไปลาออก

หลังจากที่เลือกมารับเงิน 5 เปอร์เซ็นต์แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

ทุกวันนี้ผ่านมาสิบสองปีแล้วก็ยังได้ไม่เท่ากับที่เคยได้ตอนนั้นเลย (หัวเราะ) แต่มีความสุขกว่าเยอะ เราได้ออกไปเจอชีวิตอีกแบบหนึ่งที่มันให้อิสระทางความคิด ให้อิสระที่เราจะบริหารงานในแบบของเราเอง เราเอาความรู้ที่ได้จาก IBM มาเลือกใช้ได้ แล้วบริษัทของเรามันก็ค่อยๆ โตขึ้นมา ทั้งร้านธนู และร้าน Thailand Outdoor เราเลือกแบรนด์ที่เราอยากได้ อยากใช้เอง ไม่มีขายในเมืองไทยเราก็ขอเป็นตัวแทน ทีละแบรนด์ๆ จนตอนนี้มีประมาณสี่สิบแบรนด์

การเริ่มทำธุรกิจในวัย 40 ต้นๆ เป็นเรื่องยากไหม

ถามว่ามาเริ่มต้นทำธุรกิจยากไหมก็ต้องบอกว่าไม่ยาก เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เรามีแพสชันกับมันจริงๆ เรามีแพสชันกับเรื่องธนู เพราะเรายิงแล้วมีความสุข เราเลยอยากให้คนได้สัมผัสกับความสุขแบบนี้ เพราะฉะนั้น ตอนที่อยู่ร้านเราก็คุยได้เต็มที่เลย เราจะอธิบายเขายังไง เราเข้าใจความรู้สึกตอนที่เขาเริ่มต้นเพราะเราเคยเป็นอย่างนั้น 

ร้าน Thailand Outdoor ก็เหมือนกัน เรามีแพสชันกับมันมาก เพื่อนๆ อีกหกคนที่มาร่วมหุ้นกันก็เป็นคนที่ชอบเที่ยวป่า เวลาผลัดกันอยู่ร้าน เราตั้งใจมากกว่าเราไม่ได้อยากขายของ แต่อยากให้คนที่เดินเข้ามาเขาได้ของที่เหมาะกับการใช้งานของเขา ดีจริงๆ เหมือนกับที่เราเคยอยากได้ มันเริ่มจากตรงนั้น 

เราก็เริ่มหาของเพราะเราเชื่อว่าถ้าของที่เราอยากได้ เราใช้แล้วชอบ คนอื่นก็น่าจะชอบ ดังนั้น ในด้านการสรรหาของเราก็จะสั่งมาลองใช้จริง ส่วนของที่เราเคยใช้แล้วชอบ ก็จะไปติดต่อเป็นตัวแทนทีละแบรนด์ๆ เคยมียี่ห้ออื่นติดต่อมาเราก็ปฏิเสธ เพราะว่าเราจะเอาเฉพาะยี่ห้อที่เราเคยใช้แล้วชอบเท่านั้น 

ข้อดีหนึ่งของการออกมาทำธุรกิจเอง คือคุณได้มีเวลาได้ไปเที่ยวมากขึ้นหรือเปล่า

ใช่ เพื่อนๆ ที่ IBM เขาก็ถามว่ามันเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน เปลี่ยนไปยังไง เราก็บอกว่า ตอนอยู่ที่นู่นผมทำงาน ห้าวัน เที่ยวสองวัน ตอนนี้ผมเที่ยวห้าวัน ทำงานสองวัน แต่ได้เงินแค่ห้าเปอร์เซ็นต์ของที่เคยทำอยู่นะ แล้วมันก็มีคำหนึ่งที่เพื่อนเคยถามว่า ออกมาทำงานเองเหนื่อยไหม เราก็ตอบว่าเหนื่อย เพราะมันไม่มีวันหยุด อย่างเมื่อก่อนเราทำงานบริษัทก็คือ ทำงานห้าวัน ถ้าเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เราก็วางแผนไปเที่ยวแล้ว พอทำงานส่วนตัวมันไม่ได้หยุดหรอก เพราะต้องคิดทุกวัน 

มันต่างกันนิดเดียว คือตอนทำงานที่บริษัท ทุกเช้าที่ตื่นมาเราต้องปลุกใจตัวเองให้ไปทำงาน แต่พอมาทำงานส่วนตัว เราต้องบอกตัวเองว่า เฮ้ย ใจเย็นๆ ก่อน เดี๋ยวค่อยๆ ทำ เพราะทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ในหัวเรามีแต่สิ่งที่อยากทำเต็มไปหมด มันต่างกันแค่นี้เอง

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ประสบการณ์การเดินทางที่ ‘ไม่จำกัด’

การเดินทางครั้งไหนของคุณที่ประทับใจที่สุด

มีหลายครั้ง แต่มีทริปหนึ่งที่เปลี่ยนความคิดของผมเลย คือทริปที่ได้ไปกับบริษัท Fjällräven ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับใส่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ตอนนั้นเขาจัดทริปเดินป่าชื่อ Fjällräven Classic ซึ่งเป็นการเดินทางไกลระยะทางหนึ่งร้อยสิบกิโลเมตร ตอนนั้นเราเที่ยวป่ามาเป็นสิบๆ ปีแต่ไม่เคยเดินเกินสามสิบกิโลเมตร ทริปนี้จึงน่าตื่นเต้นมากสำหรับเรา

ตอนนั้นเรารวมตัวกับคนที่เป็นหุ้นส่วนและลูกค้าใกล้ชิดทั้งหมดสิบสองคน เพื่อไปทริปนี้ด้วยกัน เราไปเดินกัน หนึ่งร้อยสิบกิโลเมตร ไม่มีไกด์ แต่สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือ เราเห็นวัฒนธรรมการใช้ชีวิตกลางแจ้งของชาวสวีเดน คือทุกคนแบกของเอง บางคนแบกเป้ใบเบ้อเริ่มแล้วเดินไกลกว่าเราอีก เด็กตัวเล็กๆ เดินมากับพ่อแม่เขาก็ต้องแบกของด้วยตัวเอง เขาแข็งแรงมาก ใช้ชีวิตกลางแจ้งแบบแบกของเองหมด นอนตรงไหนก็ได้ ไม่มีแคมป์ไซต์ อีกอย่างที่ทึ่งมากคือ ตลอดระยะเวลาที่เดินหนึ่งร้อยสิบกิโลเมตร ผมไม่เห็นขยะแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่มีถังขยะด้วยนะ เขาแบกของเอง ไม่ทิ้งขยะ เดินกันเองไม่มีไกด์ แล้วทุกคนในเทรลก็น่ารักมาก ไม่มีการเหยียดผิวไม่มีอะไรเลย

ตอนนั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือเราทุกคนคือเผ่าเดียวกัน เป็นเผ่ากลางแจ้งเหมือนกัน เราให้ความช่วยเหลือกันทุกอย่าง บางคนเท้าเจ็บ ก็มีคนที่ผ่านมาก็จะเอาพลาสเตอร์มาแปะให้ มาชวนคุยว่ากินกาแฟไหม คนในเทรลพูดคุยกันหมด เราใช้เวลาเดินทั้งหมดห้าวัน เกือบตาย แต่ประทับใจมาก

นอกจากความประทับใจแล้ว จุดเปลี่ยนทางความคิดที่เกิดขึ้นคืออะไร

วัฒนธรรมการเดินป่าที่ต้องเดินระยะไกลโดยพึ่งพาตัวเอง 

คือคนไทยเราไปไหนก็มีลูกหาบ สมัยก่อนผมเที่ยวก็มีลูกหาบ ส่วนเราก็แบกของแค่นิดหน่อย แต่ที่นั่นเขาพึ่งพาตัวเองและดูแลธรรมชาติเป็นอย่างดี เราเลยเกิดความคิดว่า เราจะสร้างวัฒนธรรมอย่างนี้ในเมืองไทยได้ยังไง ก็เลยคุยกับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนด้วยกันว่า งั้นเราทำ Fjällräven Thailand บ้างดีไหม เราก็เลยติดต่อ Fjällräven ไป บอกว่าอยากจะทำกิจกรรมนี้โดยเสนอให้จัดที่แม่เงา เพราะผมคุ้นเคยกับชาวบ้านและรู้จักเส้นทางอยู่แล้ว

ใน พ.ศ. 2561 เราก็เลยไปสำรวจเส้นทางกันจนได้เทรลที่มีความยาวห้าสิบกิโลเมตรมา ซึ่งจะเป็นการเดินบนสันเขา พาไปดูต้นน้ำ ดูป่า และให้ความรู้ระหว่างการเดินทางจำนวนสี่วัน เพื่อให้เขาได้สัมผัสและเข้าใจธรรมชาติจริงๆ

Fjällräven Thailand ที่แม่เงา เลยกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราตั้งเป็นมูลนิธิขึ้นมา ชื่อว่า ‘มูลนิธิธรรมชาติไม่จำกัด’ ขึ้น เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราใช้ธรรมชาติอย่างถูกต้อง มันจะไม่หมดไปและไม่จำกัด คือไม่ใช่แค่การพาคนไปเที่ยวป่า แต่เป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติไปในตัวด้วย เพราะผมมองว่าการจะทำให้การอนุรักษ์ในประเทศนี้ประสบความสำเร็จได้ เราต้องมีคนที่เข้าใจธรรมชาติจริงๆ มากกว่านี้

เราเชื่อว่าการสร้างวัฒนธรรมเดินป่าที่ดี พาคนเข้าไปสัมผัสธรรมชาติจริงๆ แบบที่แม่เงา มันจะสร้างวัฒนธรรม สร้างความรู้ ความคิดใหม่ ใช้คำว่าจริยธรรมเลยด้วยซ้ำไป อย่างที่สวีเดน ตอนเราไปเดินในเทรลเขาไม่มีตำรวจนะ ไม่มีใครมาบอกว่าทิ้งขยะปรับหนึ่งพันบาท แต่มันคือจริยธรรมที่ถูกสร้างไว้ให้คนของเขา การอนุรักษ์ การใช้ชีวิตกลางแจ้ง ในบ้านเขาถึงได้ประสบความสำเร็จ ผมว่าเราต้องเดินไปหาตรงนั้นแหละ ซึ่งมันยังอีกไกล แต่ว่านั่นคือเป้าหมายที่เราอยากจะไป

อุปสรรคที่สำคัญในงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของไทยคืออะไร

ต้องบอกว่าเรายังให้โอกาสคนไทยสัมผัสกับธรรมชาติจริงๆ น้อยเกินไป เพราะความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้บอกเล่าหรือสอนกันได้ แต่มันเป็นความรู้สึกที่คุณต้องสัมผัสและรู้สึกเอง ครูที่ผมเคารพคนหนึ่งเขาพูดคำหนึ่งอยู่เสมอว่า “ผู้รู้ย่อมเห็นเอง” การที่รู้แจ้งต้องมาจากการที่ได้พบเห็นเองจริงๆ ผมเชื่อว่าคนที่เราพาไปเดินที่แม่เงา แล้วเขาได้มีโมเมนต์ที่เห็นธรรมชาติที่เป็นธรรมชาติจริงๆ เขาจะรักมัน เขาจะรักธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดตามคนอื่น

ความรักในธรรมชาติที่คุณว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผมว่าการเดินป่าระยะไกลหรือการพายเรือแคนูแคมปิ้งให้ความรู้สึกนี้ได้ เพราะมันปราศจากสิ่งรบกวน ปราศจากความเจริญของเมือง บางครั้งคุณเดินเข้าไปในป่า ถ้าคุณมีโมเมนต์ที่ไม่ได้เฮฮากันมากนัก ไม่ได้โวยวายร้องเพลงกัน เป็นช่วงเวลาเงียบๆ ที่ทำให้คุณรู้สึกว่าธรรมชาติมันใหญ่มากและตัวคุณเล็กนิดเดียว มันเป็นโมเมนต์ที่คุณจะมีเวลาสังเกตต้นไม้เล็กๆ เสียงน้ำไหล หรือเสียงสัตว์ต่างๆ มันเป็นสิ่งที่คุณต้องสัมผัสด้วยตัวเอง อ่านหนังสือก็ไม่เข้าใจ คนบอกเล่า ดูภาพ ก็ไม่รู้สึก

เพราะฉะนั้น เราควรให้โอกาสคนได้เข้าไปสัมผัสธรรมชาติจริงๆ ไม่ว่าเป็นการเดินป่าระยะไกลหรือการพายเรือแคนูเลาะตามแม่น้ำ ซึ่งปัจจุบันมีโอกาสน้อยเกินไป ตอนนี้เส้นทางเดินป่าที่เปิดให้เดินอย่างเป็นทางการมีน้อยมาก น้อยกว่าสมัยผมเด็กๆ อีก มันไม่มีโรงเรียนธรรมชาติที่ให้คนได้ไปเดินและสำรวจสิ่งเหล่านี้

คุณเป็นท่องเที่ยว นักเดินทาง อะไรที่ทำให้หันมาสนใจการอนุรักษ์

ผมกลัวไม่มีป่าเดิน กลัวไม่มีปลาให้ตก กลัวไม่มีแม่น้ำให้พายเรือ

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ธรรมชาติ คือสิ่งที่มากกว่าจุดชมวิว

ในยุคนี้การท่องเที่ยวธรรมชาติกลับมาบูมอีกครั้ง คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้มันกลายมาเป็นที่นิยม

เพราะคนไปแล้วก็ถ่ายรูปมาลงโซเชียลมีเดียว่าวิวมันสวย คนอื่นๆ ก็ถูกดึงดูดให้ไปเพราะภาพถ่าย เขาอยากไปเห็นวิวสวยๆ กัน ซึ่งผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ เพียงแต่ว่าเมื่อเขาไปแล้วเขามีโอกาสได้เรียนรู้ ได้สัมผัสธรรมชาติจริงๆ หรือเปล่า หรือไปเพื่อจะแค่ไปถ่ายรูป ถ้าไปแค่นั้นมันจะน่าเสียดายมากที่เราไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการทำความรู้จักกับมัน

คุณกำลังบอกว่าความจริงแล้วธรรมชาติเป็นมากกว่าแค่วิวสวยๆ

ใช่ ผมยกตัวอย่างโมเมนต์หนึ่งแล้วกัน เมื่อปีที่แล้วประมาณช่วงเดือนมีนาคม ผมไปสำรวจเส้นทางพายเรือเส้นหนึ่งแถวแม่น้ำน่านตอนล่าง มีอยู่คืนหนึ่งที่กลายมาเป็นประสบการณ์ไม่รู้ลืมเลยคือ คืนนั้นเราตั้งแคมป์อยู่ริมแม่น้ำ โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาล้อมรอบ พลบค่ำเราก็ก่อกองไฟแล้วนอนกันบนหาดทราย มีเสียงน้ำไหลเอื่อม มีลมพัดมา แล้วดาวก็ค่อยๆ กระจ่างขึ้น คุณต้องไม่คิดแน่เลยว่าดาวมันจะเยอะขนาดนั้นได้ยังไง มันเยอะที่สุดเท่าที่คุณจะเห็นได้ มีกลิ่นควันไฟ มีลมมา พอสักสามทุ่ม พระจันทร์ก็ขึ้นจากด้านหลัง สว่างเห็นทั้งหุบเขา คุณไม่คิดว่าแสงจันทร์มันจะสว่างได้ขนาดนั้นเลย คุณเห็นแม่น้ำระยิบระยับ 

ตอนนั้นผมต้องลุกขึ้นมา เอากระดาษกับปากกามาเขียนบันทึกความรู้สึกนั้นไว้ นอนไม่ได้เพราะไม่อยากจะพลาดโอกาสที่จะสัมผัสโมเมนต์นั้น ซึ่งคนทั่วไปถ้าบรรยายแบบนี้เขาก็จะถามว่า ทำไมล่ะ ก็แม่น้ำ ก็ภูเขา ก็ดาว ไม่เห็นจะพิเศษ แต่เขาอาจจะไม่เข้าใจ ธรรมชาติบางแบบมันต้องสัมผัสและรับรู้ด้วยตัวเองจริงๆ

คุณเดินป่าสัมผัสกับธรรมชาติมากว่า 20 ปี Magic Moment แบบนี้ก็ยังไม่หายไป

ไม่หายไป มันมีแทบทุกครั้ง เพียงแต่คุณต้องเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เดินไปในที่ที่คนน้อยลงเรื่อยๆ แล้วก็ให้ความใส่ใจกับธรรมชาติให้มากกว่าที่เคยเป็น แล้วก็จะได้สัมผัสอะไรแบบนี้ คือถ้าเราตั้งใจหาโมเมนต์แค่ตอนพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ประมาณสิบนาที เราก็จะพลาดอะไรไปอีกเยอะ ถ้าเราจะแค่ไปดูทะเลหมอก เราอาจจะไม่ได้หันไปดูอย่างอื่นที่มันสวยงามในธรรมชาติ ซึ่ง Magic Moment พวกนี้แหละที่ทำให้ผมอยู่ในเมืองได้ไม่นาน

การได้ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งมันให้ความหมาย อิทธิพล และบทเรียน กับคุณอย่างไร

การที่ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งมันทำให้เรารู้ว่าชีวิตจริงเป็นยังไง พอผมพูดคำนี้ทุกคนก็จะงงๆ เพราะว่าทุกอย่างมันก็จริงหมด แต่จริงๆ แล้วการที่เราอยู่ในสังคมเมือง ความจริงมันเหมือนแก่นอยู่ตรงกลาง แล้วเรามีเปลือกที่ทับซ้อนกันมาเรื่อยๆ ซ้อนกันหลายชั้นมาก จนบางครั้งเราไม่รู้สึกว่าสิ่งสำคัญในชีวิตคืออะไร 

เราคิด กังวล อยากได้นู่นได้นี่ กังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่พอเราไปอยู่ในธรรมชาติจริงๆ ได้ไปอยู่ป่าสักสี่ห้าวัน แล้วมองกลับมา จะรู้สึกว่าสิ่งที่เรากังวัล อยากได้รถ อยากซื้อนาฬิกา กลัวโน่นกลัวนี่ กังวลเรื่องโซเชียลมีเดีย โกรธเพื่อนเพราะว่าด่ากันในโซเชียลมีเดียเนื่องจากความเห็นไม่ตรงกัน พอคุณไปอยู่ในป่า คุณจะรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้เป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น เราเถียงกันในเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิตเลย 

ผมว่านั่นเป็นผลพลอยได้หลังจากที่คุณได้สัมผัสโมเมนต์ที่เมื่อกี้เล่าให้ฟังไป แล้วคุณจะมองชีวิตกลับมาว่ามันไม่ได้ซับซ้อน ทุกวันนี้เวลาเจอเพื่อนที่ทำงานด้วยกันมาก่อน เขาก็จะมองหน้าแล้วบอกว่าอิจฉาว่ะ อิจฉาชีวิตคุณ ผมก็บอกว่าไม่ต้องอิจฉาหรอก ทุกคนมีทางเลือกของแต่ละคน ผมเลือกที่จะมาทำงานได้เงินเดือนห้าเปอร์เซ็นต์จากที่เคยได้อยู่ เขาก็เลือกวิถีชีวิตของเขา แต่ว่าถ้ามีโอกาส เราก็อยากพาเขาไปสัมผัสชีวิตอย่างที่เราได้เห็นเท่านั้นเอง

ทุกวันนี้ อะไรที่กวักมือเรียกคุณให้ออกจากบ้าน

ต้องถามว่าอะไรที่มาไล่มากกว่า เสียงดังรถติด ความวุ่นวายของผู้คน ทั้งในความจริงแล้วก็โซเชียลมีเดีย ผมว่าเราอยู่กรุงเทพฯ คุณภาพชีวิตเราควรจะดีกว่านี้ ไม่ใช่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงกับรถติด สูดควันพิษ เวลานอนก็มีแต่เสียงดัง ไม่รู้จะทำอะไร วันๆ เปิดแต่โซเชียลมีเดียดูคนด่ากัน สิ่งเหล่านี้ไล่ผมให้ออกไปนอกเมือง ไปเดินอยู่ที่ลำธาร ตกปลา พายเรือ นอนดูพระจันทร์

คุณเชื่อในการออกไปค้นหาตัวเองผ่านการเดินทางไหม

เชื่อ ตอบได้ทันทีว่าเชื่อ แล้วผมก็คิดว่าผมค้นพบตัวเองจากการเดินทาง โลกนี้กว้างมาก เรามักหลงคิดว่าเรารู้จักตัวเองแล้ว คิดว่าโลกเป็นอย่างงั้น อย่างงี้ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ในโลกนี้มีธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร ที่แตกต่างออกไปเยอะมาก ที่เราเคยคิดว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งนี้ดีที่สุด การเดินทางจะช่วยให้เรารู้ว่ามันไม่ใช่แค่นั้น 

การเดินทางทำให้โลกของผมเปิดกว้าง ได้ไปเห็นความคิด ความเป็นอยู่ที่ต่างกันออกไป เราให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ คนในต่างประเทศหรือแม้กระทั่งบางซอกมุมของไทย สิ่งที่ผู้คนให้คุณค่ามันต่างจากเราเสมอ ซึ่งมันก็ทำให้วัฒนธรรมและชุดความจริงของเขาต่างออกไปด้วย

การเดินทางทำให้ผมพบตัวจริงของผมมากขึ้น พบโลกจริงๆ มากขึ้น ซึ่งผมก็อยากจะเดินทางมากกว่านี้ ไปเห็นธรรมชาติและเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างก่อนที่มันจะหายไป

แสดงว่าคุณยังไม่มีแพลนจะหยุดเดินทาง

ไม่หยุด

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“วันนี้เริ่มซ้อมตอน 5 ทุ่มค่ะพี่ พอดีหนูยังชินกับเวลาอังกฤษอยู่”

คำพูดข้างต้นคือประโยคที่ มิงค์-ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย หรือ มิงค์ สระบุรี กล่าวกับผมขณะพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายในช่วงถ่ายรูปหลังจบการสัมภาษณ์

หากมองชีวิตของมิงค์ในฐานะแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงอาชีพ มันคงไม่แปลกที่นักกีฬาซึ่งประสบความสำเร็จขนาดนี้ จะเคยชินกับเวลาต่างประเทศมากกว่า GMT+7 ของบ้านเรา

แต่ถ้ามองชีวิตของบุคคลตรงหน้าในฐานะผู้หญิงไทยอายุ 22 ปี ที่เลือกเดินออกจากโรงเรียนหลังจบชั้นมัธยมต้น เพื่อมาเอาดีบนเส้นทางชีวิตอีกด้าน จนก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก

มันคงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ไม่น้อยที่หญิงสาวเบื้องหน้าเราคนนี้ ก้าวไปยืนในฐานะนักกีฬาระดับโลกด้วยอายุวัยที่หลายคนพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ตอนอายุ 22 ปี ฉันทำอะไรอยู่นะ”

แต่สำหรับ มิงค์ สระบุรี เธอคือแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงคนแรกของเมืองไทย… แม้ในใจลึก ๆ เธออาจยังคงมองหาความสนุกในชีวิต เช่น การเล่นเกมอะไรสักอย่างที่มอบความท้าทาย และเป้าหมายเพื่อก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่เลือก

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เกมเดินขึ้นบันได คือคำนิยามของเกมที่เธอกำลังเล่น และภารกิจของเธอในแต่ละด้าน คือการคว้าความสำเร็จหรือเอาชนะคู่แข่งบนเวทีสนุกเกอร์ การแข่งขันที่คุณไม่มีวันรีเซฟหรือโหลดเกมเพื่อมาแก้ตัวใหม่ แพ้คือแพ้ จบคือจบ

นี่จึงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ เมื่อเรื่องราวที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นชีวิตจริงของผู้หญิงอายุเพียง 22 ปี

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

1

“ความจริงชีวิตหนูคลุกคลีกับกีฬาสนุกเกอร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ทำงานอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ เมื่อเลิกเรียนหนูก็ต้องไปที่นั่น เพื่อรอคุณแม่เลิกงาน หนูเลยไปทำการบ้านหรือใช้ชีวิตช่วงเย็นกับช่วงวันหยุดที่นั่นเป็นส่วนใหญ่

“ตอนแรกหนูไม่ได้สนใจจะเล่นสนุกเกอร์ เพราะเรายังเป็นเด็ก แค่มองเห็นว่านี่คือสนุกเกอร์ จนช่วงเรียนอยู่ชั้น ป.4 เจ้าของโต๊ะที่แม่หนูทำงานอยู่ เขาเห็นว่าหนูเลิกเรียนแล้วก็มาที่นี่ทุกวัน บวกกับช่วงนั้นหนูตัวสูงกว่าคนอื่น เขาก็มองว่าหนูน่าจะเล่นสนุกเกอร์ได้ ก็เลยให้ พี่บิ๊ก สระบุรี (อรรถสิทธิ์ มหิทธิ) ที่เป็นอดีตแชมป์โลกมาสอนให้”

จุดเริ่มต้นของ มิงค์ สระบุรี บนเวทีสนุกเกอร์อาจแตกต่างจากเรื่องราวของหลายนักกีฬารุ่นเยาว์ที่เราเคยได้ยินมา เพราะก่อนหน้าที่เธอจะได้รับคำชักชวนโต๊ะสักหลาด น้องมิงค์เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รักสนุก ชอบทำกิจกรรมโรงเรียน และซุกซนไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

แต่เมื่อเธอตัดสินใจเริ่มหยิบจับไม้คิว และใช้สมาธิเพื่อเพ่งเล็งไปยังลูกหลากสีเบื้องหน้า นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล แม้ในเวลานั้นเธอจะไม่เคยคิดถึงมันไปมากกว่าการเล่นเพื่อความสนุกเลยก็ตาม

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนแรกก็สนุก เพราะด้วยความเป็นเด็ก มันเหมือนกับเราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ การเล่นสนุกเกอร์ก็เลยไม่น่าเบื่อสำหรับหนู” มิงค์ ย้อนเล่าความรู้สึกแรกที่ได้เริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้

“คือก่อนเริ่มเล่นสนุกเกอร์หนูคุยกับคุณพ่อ พ่อแนะนำว่าลองดูสักครั้งก็ไม่เป็นไร เราเล่นได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที แต่ขอให้ลองไปก่อน อีกอย่างคุณพ่อก็มองว่า อยากให้หนูลองเล่นเพื่อเป็นนักกีฬาจริง ๆ ด้วย

“หลังจากนั้น ชีวิตหนูเปลี่ยนไปเลยค่ะ เพราะหลังเลิกเรียนแล้วกลับมาที่โต๊ะสนุกเกอร์ หนูต้องซ้อมอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ชั่วโมง ส่วนเสาร์-อาทิตย์แทนที่เราจะได้ออกไปเล่นกับเพื่อน คุณพ่อก็จับหนูซ้อมอย่างเดียว”

แล้วมิงค์เคยรู้สึกอึดอัดบ้างไหมที่ถูกบอกให้ซ้อมหนักขนาดนั้น – ผมถามกลับ

“ความจริงหนูก็มีช่วงที่อึดอัดนะ เพราะคุณพ่อก็เป็นคนที่เล่นสนุกเกอร์พอใช้ได้ พ่อเลยจะมองรูปเกมออกเวลาหนูไปแข่งขัน เมื่อหนูแพ้หรือบางทีรู้สึกไม่ค่อยอยากจะซ้อม เพราะตัวเองยังเป็นเด็ก อยากออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนบ้าง แต่คุณพ่อจะพยายามบอกให้ซ้อมตลอด

“หนูก็คิดในใจว่า ทำไมเราไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อนนะ ทำไมเราต้องมาซ้อม”

หากเป็นเด็กคนอื่นในช่วงวัยเดียวกัน พวกเขาอาจยอมแพ้และเลือกหันหลังให้กับเส้นทางสายกีฬาของตัวเองไปแล้ว แต่สำหรับมิงค์ เธอยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อเป็นนักสนุกเกอร์ต่อไป แม้ใจจะรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ

ความจริงตรงนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เธอไม่ยอมแพ้ และก้าวเดินต่อบนเส้นทางสายนี้ถึงปัจจุบัน

“หนูว่าเป็นเรื่องของครอบครัวด้วยค่ะ” มิงค์ ตอบกลับออกมาทันควัน หลังจากผมเอ่ยปากถามสิ่งที่สงสัย

“ถามว่ามีแรงผลักดันอื่นไหม หนูคิดว่าเมื่อตัวเองออกไปแข่งขันแล้วเริ่มทำได้ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ทำให้หนูคิดว่า ตรงนี้เราสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ อีกอย่างคือ ถึงกีฬาสนุกเกอร์จะใช้เวลาการฝึกซ้อมเยอะมาก แต่ยิ่งหนูลงแข่งแล้วทำได้ดี มันยิ่งสนุกมากขึ้น หนูก็เริ่มสนุกกับมัน”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

2

ในวัยเด็ก มิงค์ สระบุรี จะมีนักสนุกเกอร์คนหนึ่งที่เธอชอบดูมากเป็นพิเศษ และยกให้เป็นไอดอลในดวงใจที่ตัวเองอยากเดินรอยตาม เขาคือ รอนนี่ โอซัลลิแวน แชมป์โลก 7 สมัยชาวอังกฤษ ผู้เริ่มต้นคว้าแชมป์รายการแข่งขันสนุกเกอร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักสนุกเกอร์ทุกคนย่อมอยากมีเส้นทางที่ประสบความสำเร็จไม่ต่างจากต้นแบบของตน แต่เด็กหญิงจากประเทศไทยคนนี้มีจุดเริ่มต้นบนเวทีการแข่งขันในทิศทางตรงกันข้าม เพราะมิงค์ต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันรายการแรกของตน และพบว่าตัวเองยังอยู่ห่างจากความฝันที่วาดไว้อีกหลายก้าว

“ครั้งแรกก็ยอมรับเลยว่าแพ้ เพราะแข่งครั้งแรกคือตื่นเต้นมาก แทงไม่ออกเลย คือด้วยความที่หนูไม่เคยลงแข่งขันมาก่อน แถมประสบการณ์อะไรก็ไม่มี หนูเลยเล่นตามแบบที่ตัวเองซ้อมมา

“ตอนนั้นยังสนุกกับมันอยู่ เพราะหนูยังเด็ก แถมเป็นการแข่งขันครั้งแรกด้วย ความกดดันอะไรก็ยังไม่มี หนูเองเพิ่งเล่นได้ปีเดียว เหมือนคุณพ่ออยากให้หาประสบการณ์เพิ่มมากกว่า ชนะก็โอเค แพ้ถือว่าไม่เป็นไร หนูเองเลยไม่คาดหวังจะคว้าชัยชนะตั้งแต่แรก”

ผลลัพธ์ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้มากพอกับคำว่าชัยชนะ มิงค์รู้ตัวดีว่าเธอคงไม่ใช่นักสนุกเกอร์ที่ฝีมือพิเศษกว่าใคร เธอจึงยังคงตั้งใจเอาดีด้านการเรียนเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป กระทั่งเรียนจบชั้น ม.3 เธอกลับพลาดสอบไม่ติดเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรี

ความผิดหวังครั้งนี้เองจึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต แบบที่มิงค์เองไม่เคยคิดถึงเส้นทางนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนเด็กหนูฟังคุณพ่อเยอะมากค่ะ พ่อคอยบอกเสมอว่า สนุกเกอร์มันเป็นอาชีพได้นะ คอยบอกหนูทุกวันว่ามันหารายได้ให้เราได้ คือต้องบอกว่าทางบ้านหนูไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะอะไร คุณพ่อก็พูดกับหนูตรง ๆ เลยว่า ถ้าส่งเรียนก็ไม่รู้ว่าจะส่งได้ไกลถึงไหน จะส่งถึงมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า”

“แต่พ่อมองว่าบนเส้นทางสนุกเกอร์ ถ้าหนูไม่เลิกเล่น อย่างไรก็เล่นเป็นอาชีพได้ เหมือนคุณพ่ออยากหาอาชีพให้หนูในเวลานั้นเลย คุณพ่อจึงถามว่าอยากเรียนต่อหรือจะลองเล่นสนุกเกอร์เต็มตัว ซึ่งหนูก็โอเคนะ ไหน ๆ ก็สอบไม่ติดแล้ว ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย เพราะคุณพ่อบอกว่า ถ้าผ่านไปปีนึงยังไม่มีอะไรดีขึ้นก็ค่อยกลับไปเรียนต่อ”

ทำไมมิงค์ถึงกล้าตัดสินใจแบบนั้น ผมถามต่อ

“หนูมองว่าช่วงที่ก่อนจะไปเล่นเต็มตัว หนูเองก็มีการแข่งขันเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อมองจากตรงนั้นเราก็มีแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไป หนูเองก็มองภาพรวมหลายอย่างว่าตัวเราไปต่อได้ไหม เราควรจะลองเล่นจริงจังไหม อีกอย่างในสังคมสนุกเกอร์เราก็มีเพื่อนบ้าง หนูเลยโอเคค่ะ”

3

หลังตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย มิงค์ออกเดินทางจากจังหวัดสระบุรี เพื่อย้ายไปฝึกซ้อมร่วมกับ ใบพัด ศรีราชา (ศิริภาพร นวนทะคำจัน) เพื่อนสนิทของเธอที่จังหวัดชลบุรี โดยมี หยิก สำโรง (พิสิษฐ์ จันทร์ศรี) คุณพ่อของใบพัดเป็นผู้ฝึกสอนให้ มิงค์จึงได้พัฒนาฝีมือของตัวเองในฐานะนักสนุกเกอร์อย่างเต็มที่ ผ่านการฝึกซ้อมถึงวันละ 9 – 10 ชั่วโมง

“หนูซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น ยกเว้นมีรายการแข่งขัน แต่พอแข่งเสร็จก็คือต้องกลับมาซ้อม ตั้งแต่ 9 – 10 โมงเช้า จนถึงราว 1 ทุ่ม

“ตอนนั้นหนูมองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นตามวัย เพราะช่วงนั้นหนูยังคอยพัฒนาสิ่งที่ตัวเองขาด คือต้องอธิบายก่อนว่า สนุกเกอร์มีวิธีการแทงหลากหลายรูปแบบ แล้วช่วงแรกหนูไม่ใช่คนที่แทงแม่นมากค่ะ เน้นเล่นป้องกันแล้วค่อย ๆ เก็บแต้มมากกว่า แต่เมื่อย้ายไปอยู่ศรีราชา หนูถึงเริ่มได้พัฒนาเรื่องเบสิกหรือเทคนิคต่าง ๆ ให้มากขึ้น”

หลังจากคุยกันได้สักพัก ทำให้ผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจผิดไปเกี่ยวกับชีวิตของเธอ เพราะเมื่อมองย้อนหลังจากปัจจุบันที่มิงค์ประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกหญิงด้วยอายุเพียง 22 ปี คนส่วนใหญ่จึงน่าจะเข้าใจว่าเธอเป็น ‘เด็กเทพ’ ที่เก่งกาจเหนือใครตั้งแต่ต้น

แต่จากคำบอกเล่าของมิงค์ที่ผ่านมา ทุกอย่างชี้ให้เห็นว่า เธอไม่ได้เก่งกว่าใครมาตั้งแต่แรก และต้องพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปเหมือนกับนักกีฬาคนอื่น

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่” มิงค์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อผมถามว่าเธอคือเด็กเทพแบบที่คนทั่วไปเข้าใจหรือไม่  

“หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดค่ะ เพราะกว่าเราจะใต่ไปแต่ละระดับ เราต้องก้าวมาจากข้างล่าง เพราะเราจะเก่งเลยมันก็ไม่ใช่ หนูแค่เป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่เป็นรองคนอื่นที่ต้องผลักดันตัวเองขึ้นอยู่ระดับต้น ๆ ให้ได้”

ในช่วงเวลานั้น มิงค์ สระบุรี ถือเป็นหมายเลข 3 ของวงการสนุกเกอร์หญิงไทย โดยเธอยังเป็นรอง แอม นครปฐม (วรัตน์ฐนัน ศุภ์กฤศธเนส) นักกีฬารุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ส่วนอีกคนคือ ใบพัด เพื่อนสนิทของเธอที่ผ่านการคว้าแชมป์รายการใหญ่มาแล้ว

หมายเลข 3 ในกีฬาอื่นอาจไม่ใช่อันดับที่แย่เกินไปนัก แต่สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ นี่อาจเป็นลำดับที่น่าเจ็บปวดมากที่สุด เพราะโควต้านักกีฬาสนุกเกอร์ทีมชาติไทยในแต่ละรายการแข่งขัน จะมอบโควต้าให้แก่มือวาง 2 อันดับแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากมิงค์พัฒนาตัวเองให้แซงหน้าแอมหรือใบพัดไม่ได้ เธอจะไม่มีวันก้าวสู่เวทีระดับโลกตามความฝันของตัวเองได้เลย

“ตอนนั้นแต่ละคนก็มองต่างกันไป บางคนก็มองว่าหนูไม่ได้ห่างจากสองคนมาก ส่วนบางคนก็บอกว่าหนูต้องพัฒนาอีกเยอะถึงจะไล่ทัน ซึ่งมันเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้หนูพยายามพัฒนาตัวเอง และสร้างผลงานเพื่อจะก้าวไปอยู่ตรงนั้น เพราะหนูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองนำใครแล้ว รู้สึกแค่ว่าเรายังต้องพัฒนาต่อไป”

“เมื่อหนูย้ายกลับมาอยู่กับ โค้ชโหน่ง สระบุรี เขาก็แนะนำหนูตลอดว่า ตอนนี้เราอยู่อันดับ 3 นะ ถ้าอยากสร้างรายได้ให้มากกว่านี้ เราต้องติดหนึ่งในสองเท่านั้น เราต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นไปยืนเป็นตัวหลักให้ได้ มันก็เป็นแรงผลักดันของหนูในการแข่งขันหรือการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง บอกกับตัวเองว่า เราต้องทำให้ได้”

มิงค์เล่าให้ฟังว่าเธอมองชีวิตของตัวเองเหมือนกับเกมที่ต้องปลดล็อกแต่ละด่าน เพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปในชีวิตนักกีฬาสนุกเกอร์ โดยบอสด่านแรกที่เธอต้องเอาชนะให้ได้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ใบพัด ศรีราชา เพื่อนสนิทของตัวเองที่มิงค์ไม่เคยเอาชนะได้เลย

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เหมือนฟ้าลิขิตให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีสำคัญ มิงค์และใบพัดโคจรมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศศึกแชมป์เยาวชนโลกหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นครั้งที่สองในปี 2016 หลังทั้งคู่เจอกันมาแล้วในปีก่อนหน้า แต่คราวนี้ผลลัพธ์กลับจบในทิศทางที่แตกต่างออกไป เพราะกลายเป็นมิงค์ที่คว้าชัยชนะ กำจัดบอสด่านแรกที่เธอไม่เคยเอาชนะในชีวิตนักสนุกเกอร์ได้สำเร็จ

“หลังจากคว้าแชมป์ครั้งนั้น หนูรู้สึกเหมือนปลดล็อกตัวเองเลยค่ะ เพราะมันเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกในต่างประเทศ และยังเป็นการชนะเพื่อนของตัวเองที่เคยแพ้มาตลอด หนูยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ถึงทุกวันนี้ คือมันดีใจมาก หลังจากจบเกมหนูเลยรีบโทรหาคุณแม่แล้วก็ร้องไห้เลย บอกกับแม่ว่าหนูทำได้แล้วนะ คุณแม่ก็ร้องไห้ หนูก็เลยร้องไห้ตาม” มิงค์หัวเราะ

“เมื่อมองย้อนกลับไป จะบอกว่าการคว้าแชมป์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของหนูก็ได้ เหมือนว่าพอเราได้แชมป์หรือชนะใครสักคนที่เรารอคอยมานาน มันเหมือนกับการปลดล็อกไปทีละขั้น เพราะทุกครั้งที่หนูได้แชมป์ หนูจะคิดว่าฝีมือเราพัฒนามาระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราแพ้ คือเรายืนอยู่ที่เดิม

“เหมือนเราเล่นเกมก้าวขึ้นบันได สมมติว่าก้าวมาถึงขั้นที่ 3 แล้ว การจะก้าวไปขั้นที่ 4 มันยากมาก ๆ แต่เมื่อหนูชนะคนนี้ได้หรือคว้าแชมป์ได้ มันผลักเราให้ก้าวไปสู่ขั้นที่ 4 ได้ง่ายกว่า และเมื่อหนูก้าวสู่ขั้นต่อไป เหมือนมีสิ่งใหม่ที่หนูต้องปลดล็อกให้ได้ต่อไป”

4

มิงค์ สระบุรี เอาชนะเกมอีกหลายด่านที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักสนุกเกอร์ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันแชมป์โลกเยาวชนหญิง 3 สมัย การลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย หรือการก้าวไปแข่งขันในรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ (สนุกเกอร์นอกอังกฤษ นับเป็นรายการสมัครเล่น) ซึ่งมีผู้หญิงไทยเพียงไม่กี่คนที่ก้าวถึงจุดนี้

แต่ถึงจะประสบความสำเร็จมากมายแค่ไหน มิงค์บอกเล่าว่าเธอไม่เคยมองตัวเองเก่งเหนือกว่าใคร เพราะในมุมมองที่เห็น นักสนุกเกอร์แต่ละคนต่างมีความสามารถที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งสำคัญคือ คุณจะแสดงฝีมือที่มีอยู่ในตัวออกมาได้มากแค่ไหน ภายใต้สถานการณ์ที่แสนกดดันในการแข่งขัน

“ความสำเร็จที่เข้ามาตอนนั้น มันเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราพัฒนาตัวเองจากเด็กที่เล่นไม่เป็น ค่อยพัฒนาต่อไปทีละขั้นจนมาถึงตรงนี้ แต่หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก เพราะสนุกเกอร์คือกีฬาที่เป็นการแข่งขันวันเดียว เกมหนึ่งเกมไม่สามารถวัดได้หรอกว่า หนูเก่งที่สุด

“อาจจะเป็นแค่วันนั้นมันเป็นวันของเรา หรือทุกอย่างเป็นใจให้เราหมดเลย สำหรับหนูคือทุกคนมีฝีมือใกล้เคียงกันหมด แต่มันอยู่ที่ว่าตอนนั้นใครเอาศักยภาพออกมาได้มากที่สุด”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่น่าประหลาด ผู้เข้าแข่งขันอาจไม่เสียเหงื่อสักหยดตลอดทั้งเกม แถมยังแทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกัน สนุกเกอร์อาจเป็นกีฬาที่ใช้สมาธิและความเข้มแข็งของจิตใจมากกว่ากีฬาไหน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักกีฬาอายุน้อยอย่างมิงค์จะรับมือกับความกดดันหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเดินทางไปแข่งขันยังรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ แม้ว่าเธอจะอายุไม่ถึง 20 ปี

“ช่วงแรกรู้สึกเลยว่าเราฝีมือห่างกับนักกีฬาต่างประเทศ ทั้งด้วยเรื่องของประสบการณ์และการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นหนูยังเป็นหน้าใหม่ เรายังไม่เคยชินกับอะไรแบบนั้น แต่พอได้แข่งสัก 2 – 3 ปี หนูเริ่มรู้แล้วว่าต้องจัดการตัวเองอย่างไรกับความรู้สึกหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด

“ความจริงถ้าพูดตรง ๆ ว่า ความตื่นเต้นหายไปเลยไหม มันไม่หายไปแน่นอน เพราะมันยากที่จะบอกกับตัวเองว่า เราไม่ตื่นเต้น เราไม่กดดัน เพราะทุกครั้งที่หนูเข้ารอบชิงชนะเลิศ หนูคาดหวังแชมป์อยู่แล้ว

“แต่เมื่อตัวเองคาดหวังกับบางจังหวะมากเกินไป เช่น แทงช็อตนี้แล้วหนูจะได้แชมป์ มันคือความกดดันมาก ๆ ณ เวลานั้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ คือใจเราจะเต้นแรงมาก ๆ แล้วก็จะหลุดโฟกัส เพราะมัวแต่ไปคิดว่าเราจะได้แชมป์แล้ว แต่เราลืมโฟกัสลูกเดียวข้างหน้าที่ควรจะแทงมันให้ลง

“แน่นอนว่ามันก็มีช่วงเวลาที่หนูเฟลมาก ๆ คิดกับตัวเองตลอดว่า เราแพ้ได้ยังไง ทำไมเราแทงออกมาแล้วผลการแข่งขันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมสิ่งที่เราซ้อมมาเราทำไมได้ คือตอนหนูไปแข่งรายการอาชีพผู้หญิงใหม่ ๆ หนูซ้อมหนักมาก ซึ่งในการฝึกซ้อมหนูเล่นดีมาก แต่พอเข้าไปอยู่ในการแข่งขัน หนูกลับสร้างผลการแข่งขันไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ มันทำให้หนูคิดว่า สิ่งที่เราทำมันถูกอยู่หรือเปล่า”

แล้วกลับมาจากความผิดหวังตรงนั้นได้อย่างไร ผมถามต่อ

“มีช่วงหนึ่งที่หนูเข้าไปคุยกับนักจิตวิทยา และลองเริ่มนั่งสมาธิ หนูเลยลองคิดกับตัวเองเสมอว่า เราทำอะไรอยู่ พยายามอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ถ้าพูดโดยทั่วไปก็เหมือนอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งตรงหน้าที่ควรจะทำ แน่นอนว่ามีบางครั้งที่เราหลุดไป แต่ก็ต้องเตือนตัวเองว่าทำอย่างไรให้กลับมาได้เร็วที่สุด

“หลังจากนั้น ทุกครั้งหนูเริ่มคิดกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงแพ้ หนูจะพยายามบอกตัวเองว่า เกมที่เราแพ้ไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราต้องทำเกมหน้าให้ดีกว่านี้ หนูแก้ไขด้วยการพยายามใหม่ เริ่มคิดใหม่ เราก็จะมามองเรื่องของเกมว่าเราพลาดอะไร อาจจะเพราะสมาธิไม่พอ หรือการตัดสินใจไม่ถูกต้อง เราอาจมีความผิดพลาดเยอะเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น หนูก็เลือกมามองตรงนี้ พยายามแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เอาอะไรที่เราผิดพลาดไปแก้ไขต่อไป

“แต่แมตช์ที่แพ้หนูไม่ได้ลืมนะคะ มันยังอยู่ข้างในตลอดเวลา จนถึงทุกวันนี้ เกมที่แพ้หนูก็ยังคงจำได้อยู่ มันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”

5

มิงค์ สระบุรี ไม่เคยลืมความพ่ายแพ้ที่เคยผ่านมาในชีวิต เช่นเดียวกับที่เธอยังคงจดจำทุกชัยชนะสำคัญได้ดี เมื่อผมเอ่ยปากถามถึงเรื่องราวและความรู้สึกในวันที่เธอคว้าแชมป์โลกหญิง มิงค์ไม่ลังเลที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะความรู้สึกที่เธอสัมผัสว่า โชคชะตา มีบทบาทสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้

“ตอนนั้นหนูตามเขา 5 – 3 เฟรม คิดในใจว่าคงแพ้ไปแล้ว เพราะว่าใครถึง 6 เฟรมก่อนก็ชนะ แถมเขา (เวนดี้ แจนส์) ก็เล่นดีมาก ๆ เลยคิดไปว่าเราคงแพ้แล้ว

“โชคดีที่หนูพยายามดึงตัวเองกลับมา คือไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องกลับมาชนะ แต่คิดแค่ว่า ลูกนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด เกมนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด คิดเป็นเกมต่อเกม ลูกต่อลูก ช็อตต่อช็อต แค่พยายามเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุดในเกมที่เหลือหลังจากนี้”

จากที่เคยตามหลัง 5 – 3 เฟรม เพียงพริบตาเดียว มิงค์ไล่ต้อนคู่แข่งขันจากประเทศเบลเยียมจนเสมอกันที่ 5 – 5 เฟรม เท่ากับว่าใครคว้าชัยชนะในเฟรมสุดท้ายได้ก็จะครองแชมป์โลกทันที

การแข่งขันดำเนินไปอย่างสูสี ต่างคนต่างมีโอกาสปิดเกมได้ และดูเหมือนจะเป็น เวนดี้ แจนส์ ที่คว้าโอกาสนั้นได้ก่อน แต่เหมือนกับที่มิงค์เล่าให้ฟังว่าโชคชะตาคงเลือกให้เธอเป็นผู้ชนะ เวนดี้กลับพลาดวางลูกดำไว้ให้มิงค์จัดการปิดงานอย่างง่ายดาย (ในกีฬาสนุกเกอร์ ลูกดำต้องแทงเป็นลูกสุดท้ายของเกม) ในสายตาของคนทั่วโลก นี่คือลูกที่ง่ายแสนง่ายแบบที่มองอย่างไรมิงค์คงไม่พลาด

แต่ในการพูดคุยกันครั้งนี้ เราถึงได้รู้ว่าตลอดอาชีพนักสนุกเกอร์ของ มิงค์ สระบุรี นี่คือจังหวะที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ

“ถ้าใครได้ดูเกมนั้น คงรู้ว่ามันตื่นเต้นมาก ๆ ตอนลูกสุดท้ายที่เขาแทงลูกดำมาจ่อให้หนู มันเป็นลูกที่ตื่นเต้นที่สุดเท่าที่หนูเคยจำได้ในชีวิต ทั้งที่ถ้าเป็นลูกแบบนี้ในตอนซ้อม คือหนูแทง 100 ครั้ง ต้องลง 100 ครั้ง มันง่ายมาก ใครเห็นก็บอกว่าไม่ยาก แทงยังไงก็ลง

“แต่ว่า ณ ตอนนั้น แค่หนูเดินออกไปข้างหน้า หัวใจมันเต้นจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก คือตอนนั้นมันยากมากจริง ๆ”

มิงค์ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าหายใจเข้าลึก ๆ ควบคุมความตื่นเต้นให้มากที่สุด แล้วแทงออกไปเหมือนที่เคยซ้อมมา… อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น หญิงสาวจากประเทศไทยกลายเป็นแชมป์โลกหญิงคนใหม่ของกีฬาสนุกเกอร์

6

ในช่วงท้ายของการสนทนา มิงค์เล่าให้ฟังถึงเป้าหมายอีกมากมายในอนาคตที่เธออยากก้าวไปให้ถึง ทั้งการคว้าตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทผู้เล่นหญิง การเอาชนะผู้เล่นอาชีพชายให้มากที่สุด รวมไปถึงการผ่านเข้าสู่รอบ 32 คนสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์โลกอาชีพชาย ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเป้าหมายที่อาจจะยากเกินไปแม้แต่จะคิดฝัน แต่ในใจก็อยากก้าวไปให้ถึง

ด้วยความสงสัย ผมจึงถามเธอกลับไปว่า หากชีวิตตอนนี้ของเธอเป็นเกมก้าวขึ้นบันไดแบบที่เคยเล่าให้ฟัง คิดว่าชีวิตตอนนี้ของ มิงค์ สระบุรี อยู่ที่ขั้นไหน จากบรรดาบันไดทั้ง 10 ขั้นที่เกมกำหนดไว้ให้

“หนูว่าตัวเองคงก้าวผ่านมามากกว่า 5 ขั้น แต่ว่าเราก็ต้องเดินต่อไปเรื่อย ๆ ถึงต่อให้วันหนึ่งหนูก้าวถึงขั้นที่ 10 แล้ว หนูอาจจะสร้างขั้นที่ 11 และ 12 ขึ้นมาเองก็ได้

“คือมันไม่เชิงว่าเราจะไม่มีวันยืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่ถ้าเราเริ่มคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันเหมือนเป็นการหยุดตัวเองไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเลือกหยุดแค่ขั้นที่ 10 และไม่เลือกที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไป สักวันก็จะมีคนที่เดินตามหลังแล้วก้าวผ่านเราไปยังขั้นที่ 11 หรือ 12 อยู่ดี”

Writer

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

คนรักหนังที่เหนื่อยกับชีวิตกองถ่ายมากเกินไป เลยเปลี่ยนใจมาทำงานเป็นนักเขียน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load