‘เกม’ เป็นสิ่งที่ถูกตีตราให้เป็น ‘ผู้ร้าย’ ในสังคมมานาน ทำให้คนเล่นเกมมีภาพลักษณ์ที่ติดลบและถูกเหมารวมในทางที่ผิดอยู่เสมอ

บ้างก็บอกว่าไร้สาระ บ้างก็มองว่าเสียเวลา บางครั้งก็ถูกโทษว่าทำให้คนก้าวร้าว ด้วยชื่อเสียที่สะสมมานาน เกมจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนเป็นพ่อแม่ จนแทบไม่มีครอบครัวไหนที่อยากสนับสนุนให้ลูกเล่นเกม หรือเห็นว่าเกมจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาความคิดของเด็กได้

แต่กับเด็กหนุ่มวัย 18 ปีที่อยู่ตรงหน้าเราคนนี้ เขาคือคนที่เชื่อในทางเลือกของตัวเอง เขาเติบโตมากับการเล่นเกมด้วยความเข้าใจของครอบครัว แม้ว่าสังคมนอกบ้านจะมองว่าเกมคือปัญหา แต่ 1 ปีที่ผ่านมา ‘เกม’ คือสิ่งที่พลิกชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง

เจได-วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์ หรือ ‘Disdai’ คือนักกีฬา eSports จากทีม ‘The Jungle’ เขาเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยคนแรกและคนเดียวในการแข่งขันเกม ‘Hearthstone’ และเป็นนักกีฬาชุดแรกในประวัติศาสตร์การแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย

แม้ว่า eSports จะถูกพูดถึงมาสักพักแล้ว แต่ในปีนี้จะเรียกได้ว่าเป็นปีทองของ eSports ไทยก็คงไม่เกินไปนัก เพราะนี่คือปีแรกที่ eSports ถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในเกมกีฬาที่มีการแข่งขันในระดับสากล และเป็นปีแรกที่ประเทศไทยมีนักกีฬา eSports ทีมชาติ ซึ่งเข้าแข่งขันเพียง 3 เกมเท่านั้นคือ Hearthstone, ROV และ StarCraft II

เราอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับนักเล่นเกมมืออาชีพคนนี้ไปด้วยกัน และชวนทุกคนมารู้จักกับเส้นทางของนักกีฬาทีมชาติ ก่อนที่จะเข้าสู่สนามเอเชียนเกมส์

ได วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์, Disdai, นักกีฬา eSports, ทีมชาติไทย, เอเชียนเกมส์ ได วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์, Disdai, นักกีฬา eSports, ทีมชาติไทย, เอเชียนเกมส์

Beginner

ถ้าให้เรามองจากภายนอก เด็กหนุ่มอายุ 18 ปีที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้ไม่ได้ดูแปลกหรือแตกต่างจากเด็กหนุ่มในวัยเดียวกันเท่าไรนัก ยิ่งถ้ารู้ว่าเขาชอบเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจก็ยิ่งไม่ต่างจากเด็กทั่วไปมากขึ้นไปอีก แต่เมื่อเราได้เห็นไดในยูนิฟอร์มของนักกีฬาทีมชาติ และได้ฟังเขาเล่าถึงเกมที่เขากำลังจะลงแข่งขันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทำให้เราเข้าใจว่า เด็กรุ่นใหม่ที่ฝันอยากเป็นนักเล่นเกมส์มืออาชีพอย่างเขา คงชื่นชมในความเท่ของเขาไม่น้อย

ไดบอกว่า เกมคือสิ่งที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เขาเริ่มเล่นเกม PlayStation 2 ได้เพราะพ่อและแม่เป็นคนซื้อเกมให้ ในขณะที่หลายครอบครัวไม่อยากให้ลูกเข้าใกล้เกม เพราะมองว่าเกมคือสิ่งอันตรายสำหรับเด็ก

เขาเล่นเกมทุกแนวที่เด็กผู้ชายสนใจ และเปลี่ยนเกมไปตามยุคสมัยอยู่เรื่อยๆ แต่ความสนใจในวัยเด็กของเขาไม่ได้มีแค่หน้าจอคอมหรือจอยเกมกดในมือเท่านั้น สิ่งที่เขาสนใจและหลงใหลมากเป็นพิเศษคือ ‘การแข่งขัน’

“ผมเริ่มเล่นเกมมาตั้งแต่เด็กก็จริง แต่ก็เล่นไปอย่างนั้นไม่ได้มีเป้าหมายอะไร เล่นเพราะที่บ้านมีเกมให้เล่น แต่ตอนเข้าโรงเรียนประถมผมสนใจครอสเวิร์ดมาก ยิ่งเล่นก็ยิ่งสนุก และได้เจอคู่แข่งใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ผมก็เลยรู้ว่าตัวเองชอบการแข่งขันตั้งแต่ตอนนั้น แต่พอขึ้นมัธยมก็เลิกเล่นไปเพราะโรงเรียนใหม่ไม่มีครอสเวิร์ดให้เล่นแล้ว และช่วงที่ขึ้น ม.4 ในวิชาพละต้องเรียนปิงปอง ในช่วงนั้นผมติดใจกีฬาปิงปองมากจนต้องหาโอกาสแข่งปิงปองกับเพื่อนอยู่เรื่อย พอแพ้บ่อยเข้าผมก็สงสัยว่าทำไมคนอื่นถึงเก่งกันจังเลย ผมก็กลับไปศึกษาวิธีการตีปิงปองมากขึ้น เพราะไม่อยากแข่งแพ้อีกแล้ว พอมีการแข่งขันในโรงเรียนผมก็ลงแข่งจนได้เหรียญทองมา แม้มันจะเป็นการแข่งขันเล็กๆ ภายใน แต่ผมก็จริงจังกับการแข่งมากเพราะผมไม่ชอบความพ่ายแพ้”

ไดยอมรับว่าเขาหลงใหลกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิและการคิดวิเคราะห์มากเป็นพิเศษ เขาสามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจได้เป็นวันๆ โดยที่ไม่มองว่ามันเป็นเกมที่กดดัน ความพ่ายแพ้ในการแข่งขันแต่ละครั้งไม่ได้ทำให้ไดรู้สึกท้อแท้กับสิ่งที่เขากำลังทำ แต่มันมักจะเปลี่ยนเป็นพลังให้เขากลับมาสู้ใหม่ได้เสมอ

ทุกครั้งที่แพ้เขาจะกลับมาศึกษาวิธีการเล่นใหม่ทุกครั้ง และเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แม้ว่าการแข่งขันครั้งนั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม แต่เส้นทางการเล่นครอสเวิร์ดและตีปิงปองของไดก็หยุดอยู่แค่นั้น ระหว่างรอเข้าเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไดได้รู้จักกับเกม Hearthstone จากคำแนะนำของเพื่อน และเริ่มเล่นเกมนี้เพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น โดยที่ไม่ได้คาดฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นเกมที่เปลี่ยนชีวิตของเขาได้

Hearthstone เป็นเกมการ์ดที่ต้องใช้ทั้งความคิดและไหวพริบในการแก้ปัญหา เป็นเกมที่เหมาะกับความสามารถและบุคลิกของไดอยู่แล้ว เพราะเขาชอบเล่นเกมประเภทเดี่ยวและชอบใช้ความคิดมากเป็นพิเศษ

ในการเล่นทุกครั้งผู้เล่นจะต้องเลือกการ์ดมาทั้งหมด 4 ชุด หรือ 4 เด็ค (ชุดละ 30 ใบ) เมื่อเริ่มเล่นเกมทุกคนจะมีปริมาณเลือดเท่ากัน ผู้เข้าแข่งขันจะต้องแข่งกันเปิดการ์ด และต้องบริหารการ์ดที่มีอยู่ให้ดี ใครลงการ์ดไม่ดีก็เสียแต้ม และถ้าใครเลือดหมดก่อนก็เป็นฝ่ายแพ้

ความท้าทายที่ทำให้ไดหลงใหลในเกมนี้คือกลยุทธ์ในการใช้การ์ดที่เราจะต้องคาดการณ์ไปล่วงหน้าว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน และเราจะแก้เกมอย่างไรเมื่อเจอปัญหา คนที่จะเป็นแชมป์ในเกมนี้ได้จึงต้องคิดว่าจะใช้ไพ่อย่างไรให้เอาชนะคู่แข่งได้

ได วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์, Disdai, นักกีฬา eSports, ทีมชาติไทย, เอเชียนเกมส์ ได วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์, Disdai, นักกีฬา eSports, ทีมชาติไทย, เอเชียนเกมส์

Turn Pro

เราฟังเขาอธิบายวิธีการเล่นอย่างเชี่ยวชาญ จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาคลุกคลีกับเกมนี้อยู่นานแค่ไหน

ไดบอกว่า จากวันแรกที่เขาโหลดเกมนี้ลงในโทรศัพท์มือถือ จนถึงวันนี้ที่เขากำลังจะไปแข่งในนามทีมชาติไทย เขาใช้เวลาเพียง 1 ปีกับอีกประมาณ 6 เดือนเท่านั้น ที่เปลี่ยนจากมือสมัครเล่นมาเป็นมืออาชีพ

กีฬาชนิดอื่นอาจจะต้องใช้เวลาฝึกฝนจนกว่านักกีฬาจะพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แต่เส้นทางของนักกีฬา eSports ไม่ได้ซับซ้อนหรือต้องรอให้ความสามารถสุกงอมก่อนถึงจะลงแข่งได้ ด้วยความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเขา บวกกับธรรมชาติของเกมออนไลน์ที่สามารถฝึกฝนได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ทำให้เขาเก็บแต้มและไต่ไปถึงอันดับต้นๆ ได้ในระยะเวลาที่ไม่นานนัก

“อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนชอบการแข่งขันมาก ตอนแรกเล่นเพราะเพื่อนชวน พอผมเริ่มเล่นไปเรื่อยๆ แล้วผมสนุกมากขึ้น ผมก็ยังติดนิสัยเดิมคือไม่อยากแพ้ ก็เลยต้องศึกษาเกมเพิ่มขึ้น พอเห็นในคอมมูนิตี้ของเกมนี้เปิดให้มีการแข่งขันเก็บแต้มเพื่อคัดเลือกไปแข่งระดับโลก ผมก็เลยเริ่มลองจากตรงนั้นดู ซึ่งความง่ายของการเล่นเกมออนไลน์ทุกวันนี้คือมันมีทัวร์นาเมนต์ทุกวัน ผมลองแข่งครั้งแรกแล้วก็ได้เป็นแชมป์ประจำวันของวันนั้นเลย ทำให้เริ่มรู้ตัวว่าผมเก่งเกมนี้พอสมควร เลยศึกษาวิธีการเล่นมากขึ้นและพยายามแข่งเก็บแต้มมาเรื่อยๆ”

การเก็บแต้มได้เยอะก็ทำให้อันดับของเขาสูงขึ้น และมีโอกาสไปแข่งขันในรายการใหญ่ในต่างประเทศได้ ซึ่งไดก็เป็นหนึ่งในคนไทยไม่กี่คนที่ได้โอกาสไปแข่งขันที่ซิดนีย์และเกาหลีใต้

แต่เกมการแข่งขันทุกเกมล้วนมีความผิดหวัง มีความพ่ายแพ้ แม้ว่าจะฝึกซ้อมไปดีแค่ไหนก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะได้ในสิ่งที่ต้องการ อาการ ‘หัวร้อน’ จึงกลายเป็นคำที่นิยามที่มองว่าคนเล่นเกมว่าเป็นคนก้าวร้าว และขาดการควบคุมอารมณ์ได้มากกว่าคนทั่วไป

“ผมก็เคยเป็นแบบนั้นนะ แต่พอรู้ตัวว่าตัวเองกำลังหัวร้อนอยู่ผมจะหยุดเล่นเลย เพราะเล่นยังไงก็แพ้ ถ้าเราดันธุรังเล่นต่อมันจะทำให้เราเครียดมากขึ้นกว่าเดิม ผมจะหยุดพักไปดูหนังฟังเพลงไปเลย บางทีเราเล่นติดกันมากๆ เล่นยังไงก็แพ้ ยิ่งช่วงไต่อันดับท้ายเดือนเพื่อเก็บแต้มผมจะแพ้บ่อยมาก ผมจะสังเกตตัวเองอยู่ตลอดว่าตอนนี้ผมทำอะไร รู้สึกยังไง และฝึกให้ตัวเองใจเย็นมากขึ้น เพราะยิ่งเล่นแบบเครียดๆ ก็ยิ่งหลุดโฟกัสได้ง่าย และแทนที่จะทำให้ไต่อันดับได้มากขึ้นกลับทำให้เสียอันดับเปล่าๆ ผมจะรอเล่นในตอนที่ผมพร้อมและใจเย็นมากกว่านี้

ได วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์, Disdai, นักกีฬา eSports, ทีมชาติไทย, เอเชียนเกมส์ ได วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์, Disdai, นักกีฬา eSports, ทีมชาติไทย, เอเชียนเกมส์

Pro-player

ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงเท่านั้นที่ตามมากับความสามารถและอันดับที่สูงขึ้น การเข้าสู่วงการนักเล่นเกมอาชีพทำให้เขามีรายได้จากการแข่งขัน ได้รับการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ และได้รับโอกาสดีๆ จากผู้ใหญ่ในวงการเกมที่ผลักดันให้เขาไปสู่จุดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

กว่าไดจะเข้ามาเป็นตัวแทนทีมชาติหนึ่งเดียวของไทยได้ไม่ใช่เพราะเขาดวงดีหรือมีโชคช่วย แต่การจะเข้าสู่รอบคัดเลือกได้นั้นต้องเริ่มตั้งแต่การเก็บแต้มให้ได้มากที่สุดและเอาชนะคู่แข่งจนขึ้นสู่อันดับสูงสุดได้

ที่สำคัญ eSports เป็นกีฬาที่ไร้ข้อจำกัดในด้านอายุ ซึ่งหมายความว่าใครก็ตามที่เก่งในการเล่นเกมเดียวกันกับเราก็สามารถเป็นคู่แข่งของเราได้หมด

การคัดเลือกตัวแทนเข้าแข่งขันเกม Hearthstone ในนามทีมชาติไทยต้องแข่งกันทั้งหมด 8 คน และแบ่งการคัดเลือกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เลือกคนที่มีแต้มเยอะที่สุด 4 คนของประเทศไทยมาเป็นตัวยืน และอีก 4 คนเฟ้นหาจากการแข่งขันกันอีกหลายร้อยคน

ด้วยความสามารถแบบไร้ข้อกังขาของได เขาคือ 1 ใน 4 คนของกลุ่ม 1 ซึ่งถูกคัดเลือกมาแล้วว่ามีคะแนนสูงสุดของประเทศ

จาก 8 คน จะต้องมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่ได้เป็นตัวแทนทีมชาติ การแข่งขันในครั้งนี้จะต้องพบกันหมดทุกคน คนที่ชนะและได้แต้มมากที่สุดเท่านั้นจึงจะได้เป็นตัวแทนของทีมชาติไปแข่งเอเชียนเกมส์

“ในแมตช์คัดตัวเราเล่นกันคนละ 2 เกม ผมได้คะแนนกลางๆ มาตลอด ผมไปแพ้ไป 1 ครั้ง การแข่งในรอบสุดท้ายผมต้องชนะเพื่อให้เสมอกับผู้เข้าแข่งขันอีกคน ซึ่งคนนี้เป็นคนที่ผมเคยแพ้มาแล้ว พอชนะในครั้งนี้ก็ทำให้ได้แต้มออกมาเสมอกัน เลยต้องแข่งเพื่อวัดกันอีก 1 รอบว่าใครจะได้เป็นตัวจริง ในรอบแรกผมแพ้เพราะเขามีกลยุทธ์ในการเลือกชุดไพ่ที่เหนือกว่า ในรอบชิงผมเลยลองเปลี่ยนชุดไพ่ของตัวเองดูเพื่อแก้เกม จึงทำให้มีโอกาสสูสีขึ้นและพลิกกลับมาชนะจนได้”

ในการแข่งขันเพื่อคัดตัวเข้าเป็นทีมชาติ ไดต้องแข่งทั้งหมด 7 ครั้ง ใน 1 วัน และกลับมาแข่งกับคนที่เขาเคยแพ้มาแล้ว 1 ครั้งในรอบชิงชนะเลิศ เขาทำให้เราเห็นว่าสติและความพยายามเท่านั้นคือสิ่งที่ทำให้เขาพลิกเอาชนะเกมในครั้งนี้ไปได้ ถ้าเขากดดันตัวเองและเครียดกับเกมมากกว่านี้ วันนี้เราอาจจะไม่ได้มีตัวแทนทีมชาติไทยคนแรกชื่อ Disdai ก็เป็นได้

ถึงแม้ว่า Hearthstone จะเป็นเกมประเภทเดี่ยว แต่ไดไม่ได้เล่นเกมนี้อย่างโดดเดี่ยว เพราะเขายังมีทีม The Jungle ที่คอยสนับสนุนและให้คำปรึกษาในวิธีการเล่นเพื่อให้เขาเล่นเกมนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีสมาคมไทยอีสปอร์ต (TESF) คอยสนับสนุนการแข่งขันด้วยอีกทาง

ดูเหมือนว่าความสามารถของไดจะไม่ได้มีขีดจำกัดอยู่แค่นี้ นอกจาการแข่งขันในนามตัวแทนทีมชาติไทยครั้งแรกแล้ว ไดยังมีเป้าหมายที่ไกลกว่าและอยากไปให้ถึงให้ได้

“ตอนนี้ผมโฟกัสกับการแข่งขันเอเชียนเกมส์อย่างเดียว แต่ก็มีเป้าหมายใหญ่ว่าผมอยากเป็นแชมป์โลกสักครั้ง ส่วนเรื่องการทำเป็นอาชีพในอนาคตผมยังไม่ได้คิด ตอนนี้ผมอยากเรียนไปก่อน ส่วนการเล่นเกมยังเป็นงานเสริมอยู่ ในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมากระแส eSports ในประเทศไทยบูมขึ้นจนน่าตกใจ ถ้าการแข่งขันครั้งนี้นักกีฬาไทยทำให้ eSports มีชื่อเสียงมากขึ้น มีผู้ใหญ่มาเห็นและสนับสนุนเรามากขึ้น จนทำให้มันเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้จริงๆ พอถึงตอนนั้นแล้วผมอาจจะมาคิดอีกทีว่าอยากพัฒนาวงการเกมอย่างไรต่อ”

ตอนนี้ความฝันของไดไม่ได้ไกลเกินเอื้อมเลย เพราะปัจจุบันเขาเป็น 1 ใน 64 คนของเอเชียแปซิฟิกที่มีโอกาสแข่งขันในระดับโลก และไต่แรงก์ไปจนถึงอันดับที่ 16 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว

เมื่อถามถึงความกดดันในการแข่งขัน สีหน้าและแววตาของเขาคาดเดายากจนเราไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ด้วยบุคลิกนิ่งๆ ของเขาที่สร้างความหนักใจให้กับคู่แข่งแบบนี้ ทำให้เราเชื่อว่าเขาช่างเหมาะกับเกมนี้จริงๆ  

“ความกดดันในการแข่งมันมีอยู่แล้วนะ เพราะนี่คือการแข่งขันครั้งแรกของทีมชาติไทย คนทั้งประเทศกำลังดูเราอยู่ มีทั้งคนที่เล่นเกมและไม่ได้เล่นเกมนี้ก็คาดหวังกับเราเพราะเราเป็นทีมชาติ ตอนนี้ผมแค่ซ้อมให้เต็มที่ก่อนแข่งและเต็มที่ในการแข่งขันก็น่าจะพอแล้ว ถ้าเปลี่ยนจากความกดดันให้เป็นแรงผลักดันในการเล่นได้ก็น่าจะดีกว่า”

ได วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์, Disdai, นักกีฬา eSports, ทีมชาติไทย, เอเชียนเกมส์ ได วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์, Disdai, นักกีฬา eSports, ทีมชาติไทย, เอเชียนเกมส์

Hero Power

คนสำคัญที่ผลักดันให้ไดมาถึงทีมชาติได้ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นครอบครัวที่ไม่เคยปิดกั้นความสนใจของเขา แม้ว่าสังคมภายนอกจะยังไม่เข้าใจการเล่นเกม หรือเข้าใจว่า eSports คืออะไรกันแน่ แต่ไดยังเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำและมีกำลังใจจากคนรอบข้างเสมอ

“ผมโชคดีมากที่มีครอบครัวที่เข้าใจ เขาไม่ได้บอกว่าชอบให้ผมเล่นกีฬาหรือเล่นเกมมากกว่ากัน ฉะนั้น ทุกครั้งที่ผมจริงจังกับการทำอะไร ผมก็จะทำได้ดีในจุดของผมเสมอ เพราะแบบนี้ครอบครัวเลยสนับสนุนแทบทุกอย่าง เขาไม่เคยกีดกันและปล่อยให้ผมทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เขาก็โอเคกับสิ่งที่ผมทำ”

ด้วยการสนับสนุนและความเข้าใจของคนในครอบครัวจึงทำให้เขาสนุกกับการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ และรู้ตัวเองดีว่าการเล่นเกมของเขาในตอนนี้ต่างจากเด็กติดเกมอย่างไร

“ผมว่ามันต่างกันตรงที่คนสองคนเล่นเกมเหมือนกัน แต่ว่าคนหนึ่งหาประโยชน์จากมันได้มากกว่า คนที่เป็นนักกีฬา eSports สามารถสร้างชื่อเสียง สร้างรายได้ และมีเป้าหมายในการเล่นที่ชัดเจนมากกว่า ตอนที่ผมยังเด็กมากๆ eSports มันยังไม่ดังเหมือนตอนนี้ คุณตาคุณยายก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงหมกมุ่นกับการเล่นเกมมากขนาดนั้น เขามองว่ามันเสียเวลาชีวิตหรือเปล่าที่ผมเอาแต่นั่งเล่นเกมอยู่ในบ้าน ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ เขาออกไปเตะฟุตบอลกัน แต่ผมก็เข้าใจนะ เพราะการเล่นเกมของผมในตอนนั้นมันไม่เกิดประโยชน์เลยจริงๆ”

สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้ได้จากได คือเขาไม่ได้คิดเลยว่าใครจะมองสิ่งที่เขาทำอยู่อย่างไร เขามองแค่เป้าหมายของตัวเองและเดินไปตามเส้นทางที่เขาเชื่อเท่านั้น

“ผมว่าถ้ามันเป็นสิ่งที่เราชอบจริงๆ ต่อให้ใครจะคิดยังไงเราก็จะอยากทำมันต่อ ผมแค่รู้สึกว่าเราไม่ต้องสนใจคำพูดของคนอื่นเลยก็ได้ถ้าเรารู้จักตัวเองดีอยู่แล้ว เราแค่ตั้งใจทำมันให้ดี ทำสิ่งที่เรารัก เดี๋ยวผลลัพธ์มันก็ออกมาดีเอง แล้วการยอมรับจากคนรอบข้างมันจะตามมาด้วย เพราะมีแค่เราเท่านั้นที่รู้จักตัวเองดีที่สุดแล้วว่าเราชอบอะไร”

ได วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์, Disdai, นักกีฬา eSports, ทีมชาติไทย, เอเชียนเกมส์


ได-วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์ หรือ ‘Disdai’ คือตัวอย่างของคนที่รู้ตัวเร็วในเรื่องการเล่นเกม แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะมองการเล่นเกมว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่ AXE มองว่าทุกคนมีความเท่ในแบบของตัวเอง เข้าใจผู้ชาย และเชื่อมั่นเสมอว่า การทำตามความเชื่อของคุณ เป็นตัวของตัวเอง และเดินหน้าทำในสิ่งที่คุณชอบต่อไป นั่นแหละคือความเท่ที่สุดแล้ว โดย AXE ได้ถ่ายทอดข้อความนี้ไว้ในทุกๆ โฆษณาที่ผ่านมา รวมถึงภาพยนตร์โฆษณาชิ้นล่าสุดนี้ด้วย ที่แสดงให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร เพียงแค่คุณทำตามความฝันหรือความชอบของตัวคุณเอง นั่นแหละคือความเท่ที่สุดแล้ว

Writer

Avatar

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load